สกู๊ปพิเศษ : ‘กระท้อนออนไลน์’ บริการทั่วไทย ส่งเสริมการขายผลไม้สัญลักษณ์ประจำ จ.สตูล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587113

สกู๊ปพิเศษ : ‘กระท้อนออนไลน์’บริการทั่วไทย  ส่งเสริมการขายผลไม้สัญลักษณ์ประจำ จ.สตูล

สกู๊ปพิเศษ : ‘กระท้อนออนไลน์’บริการทั่วไทย ส่งเสริมการขายผลไม้สัญลักษณ์ประจำ จ.สตูล

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่สวนกระท้อนหวานนาปริก หมู่ที่ 9 ต.ควนสตอ อ.ควนโดน จ.สตูลนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมนาวาตรีหญิงโนสมา หลีเส็น นายกเหล่ากาชาด, นายพิบูลย์ รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 สตูล,นายพีรพัฒน์ เงินเจริญ นายอำเภอควนโดน ร่วมกิจกรรม “ส่งเสริมการปลูกกระท้อนและกิจกรรมงานกระท้อนออนไลน์ สโตยสตูล”ปีที่ 2 ภายใต้โครงการสตูลเกษตรแฟร์ ประจำปีงบประมาณ 2564

ซึ่งงานจัดโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล โดยนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล กล่าวรายงานความเป็นมาในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมการปลูกกระท้อน และ ประชาสัมพันธ์กระท้อนสตูล ซึ่งเป็นผลไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสตูลให้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น และสามารถจะพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งในอนาคตได้ รวมถึงสนับสนุนการส่งเสริมการขายเพิ่มมูลค่ากระท้อนสตูล ตลอดจนผลผลิตทางการเกษตรในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมสนับสนุน การท่องเที่ยวชุมชนและเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและชุมชนในมิติอื่นๆ อันนำไปสู่การสร้างงานสร้างอาชีพในชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืน

โดยปรับช่องทางการจัดงานและการสื่อสารออฟไลน์ สู่ออนไลน์โดยการใช้ช่วงเวลาที่เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสปรับตัวให้เข้ากับหลายสไตล์ของผู้บริโภค ผสมผสานระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ โดยมีหน่วยงานรัฐให้บริการข้อมูลวิชาการแนะนำสถานที่พัฒนาคุณภาพสินค้า และราคานำไปสู่ความปกติวิถีใหม่

ภายในงานมีการนำกระท้อนพันธุ์อิล่า ซึ่งให้ผลผลิตโตสุดลูกละ 1 กิโล 30 กรัม ที่มีเนื้อนุ่มผลใหญ่ ฟู ปุย วางจำหน่ายกันหน้าสวน และการแปรรูปกระท้อนเป็นน้ำพริก กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว วางจำหน่ายกันอย่างหลากหลาย โดยตลอด 2 เดือนนี้ยังสามารถสั่งกระท้อนได้โดยทางหมู่บ้านมีบริการจำหน่ายออนไลน์ หรือโทรสั่งผ่านได้ที่ (วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศ-วิถีเกษตรกลุ่มเขาโต๊ะกรัง 08-8592-0455)

อบจ.ปทุมธานีลุย ผุดเขื่อนคลองเจ็ด ป้องกันอุบัติเหตุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587110

อบจ.ปทุมธานีลุย ผุดเขื่อนคลองเจ็ด ป้องกันอุบัติเหตุ

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี นายสุริยา ธรรมธารา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เขต 1 อำเภอหนองเสือ พร้อม กองช่าง อบจ.ปทุมธานี และนายสำเนียงบุญนะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บึงบอน ได้ลงพื้นที่พบตัวแทนชาวบ้านกว่า 50 คนที่ร้องขอให้ดำเนินการสร้างเขื่อนริมคลอง 7 บริเวณหน้าวัดศรีสโมสร และโรงเรียนวัดศรีสโมสรต.บึงบอน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เพื่อใช้ประโยชน์และเป็นที่จอดรถของประชาชนผู้ปกครองสำหรับรับ-ส่งนักเรียน ป้องกันอุบัติเหตุ

นายขาว มาลัยแก้ว อายุ 62 ปี กรรมการวัดศรีสโมสร คลอง 7 กล่าวว่า ทางคณะกรรมการวัดและชาวบ้านได้รวมกันขอให้ อบจ.สร้างเขื่อนบริเวณหน้าวัดศรีสโมสรกับโรงเรียนวัดศรีสโมสร เพื่อให้ประชาชนที่มาวัดและผู้ปกครองที่มารับ-ส่งนักเรียนได้จอดรถ เนื่องจากเดิมบริเวณหน้าวัดริมคลองเจ็ดมีพื้นที่กว้างประมาณ 3.5 เมตร หาก อบจ.สามารถดำเนินการสร้างเขื่อนที่มีความกว้าง6 เมตร ยาว 180 เมตร ก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชนมาก และช่วยป้องกันอุบัติเหตุทางรถยนต์กับเด็กนักเรียน

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า เนื่องจากได้รับคำร้องมา ตนและฝ่างช่าง อบจ.จึงได้มาดูสถานที่พร้อมกับซึ่งประชาชนมีความต้องการให้สร้างเขื่อนกว้าง 6 เมตร เนื่องจากเดิมมีความกว้างเพียง 3.5 เมตร อยู่หน้าโรงเรียนเมื่อรถยนต์มาจอด ท้ายรถจะยื่นออกไปบริเวณถนนอาจจะเกิดอุบัติเหตุ กลับผู้ปกครองและเด็กนักเรียนได้ ผมเห็นสถานที่พบว่าประชาชนเดือดร้อนจริงจึงได้ประสานไปที่ชลประทาน และได้รับการตอบรับให้อนุญาตสามารถดำเนินการสร้างได้ จากนั้นทางกองช่างอบจ.จะได้เขียนแบบออกมา เพื่อเร่งดำเนินการก่อสร้างให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

รายงานพิเศษ : เจาะลึก EHIA อ่างฯคลองวังโตนด ขับเคลื่อนความมั่นคงน้ำภาคตะวันออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/587115

รายงานพิเศษ : เจาะลึก EHIA อ่างฯคลองวังโตนด  ขับเคลื่อนความมั่นคงน้ำภาคตะวันออก

รายงานพิเศษ : เจาะลึก EHIA อ่างฯคลองวังโตนด ขับเคลื่อนความมั่นคงน้ำภาคตะวันออก

วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภายหลังจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้เห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน(EHIA) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเห็นชอบรายงาน EHIA ดังกล่าว

เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ อ้างว่า เป็นการก่อสร้างในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ สูญเสียป่าพื้นราบขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพจำนวนมาก ทำลายแหล่งอาศัยของช้างป่าและสัตว์ป่าอื่นๆ ปิดกั้นทางเดินไม่ให้ช้างกลับคืนสู่ป่า และมีโอกาสสูงที่จะทำให้ช้างอพยพลงมาเดินหากินในพื้นที่ชุมชน เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎร

อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องปกติของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเมื่อสร้างประโยชน์แล้วย่อมมีทั้งผลกระทบตามมา เช่นเดียวกับโครงการอ่างฯคลองวังโตนด ไม่มีใครปฏิเสธว่า เมื่อก่อสร้างแล้วจะไม่มีผลกระทบ แต่เมื่อนำผลประโยชน์ที่ได้รับมาพิจารณาเปรียบเทียบกับผลกระทบที่สามารถแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบลงได้แล้วคุ้มค่ามากกว่า

อย่างนี้ควรจะดำเนินโครงการฯต่อไป ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่?

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในการจัดทำ EHIA กรมชลประทานได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อสั่งการของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งได้ดำเนินตามที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้ให้ปรับปรุง แก้ไข จัดทำรายงานเพิ่มเติมและได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกๆ เรื่อง ตลอดจนร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังได้นำเสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบมาหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม รวมทั้งให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ต้นน้ำและสัตว์ป่าอย่างเต็มที่ จะเห็นได้จากแผนงานลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีทั้งแผนปฏิบัติการป้องกันและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบรวมกันมากถึง รวม 39 แผนงาน พร้อมทั้งได้การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนแผนงานดังกล่าวต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 15 ปี มากกว่า 600 ล้านบาทอีกด้วย

สำหรับข้อกังวลในเรื่องสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่านั้น กรมชลประทานได้หารือร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และมูลนิธิรอยต่อ 5 จังหวัด ที่จะดำเนินการตาม “โครงการแก่งหางแมวโมเดล” ในการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับช้างป่า ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโป่งเทียมการสร้างแหล่งน้ำใหม่ การสร้างแหล่งอาหารสำรองสำหรับช้างและสัตว์ป่า การสร้างรั้วกันช้างรอบอุทยานแห่งชาติยาวประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นต้น นอกจากนี้กรมชลประทานได้เตรียมแผนปลูกป่าทดแทนอีก 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบ หรือ จำนวน 29,200 ไร่ และเมื่อก่อสร้างแล้วก็จะดำเนินการคืนพื้นที่อนุรักษ์ ให้กับกรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมจัดตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานขึ้นมาดูแล

ส่วนผลกระทบต่อประชาชนในเรื่องที่ทำกินและที่อยู่อาศัยนั้น จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาช่วยเหลือเป็นกรณีๆไป โดยจะมีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษ สร้างบ้านมั่นคงชนบท ซึ่งความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมทั้งได้จัดหาที่ดินสำรองไว้แล้วประมาณ 800 ไร่

“การจัดทำรายงาน EHIA โครงการอ่างฯคลองวังโตนดนั้น ดำเนินการตามเงื่อนไขและข้อสั่งการต่างๆทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยได้กำหนดขอบเขตของการศึกษาไว้ครอบคลุมสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านวิชาการ ด้านสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการน้ำ สภาพปัญหาและศักยภาพในปัจจุบัน รวมทั้งจัดทำมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ ก่อนที่สรุปรายงานเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบ” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ

เมื่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการอ่างฯคลองวังโตนดสามารถบรรเทาแก้ไขลดลงได้แล้วในส่วนของผลประโยชน์ที่ได้รับ จะคุ้มค่าหรือไม่ ?

ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ 1,652 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอของจ.จันทบุรี คือ อ.ท่าใหม่ อ.นายายอามและอ.แก่งหางแมว ปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 1,237 ล้าน ลบ.ม. มีลำน้ำสาขาที่สำคัญ 3 ลำน้ำคือ คลองประแกด คลองหางแมว และคลองพะวาใหญ่ แต่ด้วยสภาพลุ่มน้ำตอนบนมีความลาดชันสูง การระบายน้ำไม่ดี และขาดแหล่งกักเก็บน้ำ ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในฤดูฝนเป็นประจำเกือบทุกปี ในขณะที่ฤดูแล้งก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และน้ำเค็มรุกล้ำ สร้างความเสียหายปีละหลายร้อยล้านบาท

กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด มาตั้งแต่ปี 2535 และได้ศึกษาความเหมาะสมอีกครั้งในปี 2545 พบว่า หากจะแก้ปัญหาลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำได้อย่างยั่งยืน จะต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่งตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ที่ ต.พวา อ.แก่งหางแมวความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ต.พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 68 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมวความจุ 80 ล้านลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 99.5 ล้านลบ.ม. รวมปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ทั้งหมด 307.5 ล้านลบ.ม.

“ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินก่อสร้าง อ่างฯคลองประแกดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนอ่างฯคลองพะวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมว จะแล้วเสร็จภายในปี 2565 เหลือเฉพาะอ่างฯคลองวังโตนด ซึ่งขณะนี้ได้ผ่าน EHIA แล้ว หลังจากนี้ก็จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนตามกฎหมาย ส่วนขั้นตอนการก่อสร้างนั้นจะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน จากนั้นถึงจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 5 ปี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

เมื่อก่อสร้างอ่างฯคลองวังโตนดแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 87,700 ไร่ ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคได้ตลอดทั้งปี มีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 120,000 ครัวเรือน และเมื่อนำมาดำเนินการบริหารจัดการน้ำร่วมกับอ่างเก็บน้ำอีก 3 แห่งคือ อ่างฯคลองประแกด อ่างฯคลองพะวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมว ตามแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดแล้ว จะทำให้มีน้ำต้นทุนในการบริหารจัดการรวมกันได้ถึง 307.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 249,700 ไร่ ส่งผลให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างอีกลุ่มน้ำหนึ่ง ที่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และผลักดัน
น้ำเค็มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ เสริมความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ หรือกล้วยไข่ สร้างรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 25,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังผันน้ำส่วนเกิน ผ่านระบบสูบผันน้ำคลองวังโตนดไปเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์จ.ระยอง ตามรายงานการศึกษาจะสูบผันน้ำช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ปริมาณรวมปีละ 70 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตามในอนาคตจะมีการสร้างท่อผันน้ำเส้นที่ 2 เพิ่มเติมตามแผนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จะทำให้สูบผันน้ำได้รวมเป็นปีละประมาณ 140 ล้าน ลบ.ม. โดยอ่างฯประแสร์จะเป็นศูนย์กลาง(HUB)ในการกระจายน้ำผ่านโครงข่ายน้ำให้กับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จะทำให้ EECซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศมีความมั่นคงเรื่องน้ำอย่างยั่งยืน สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล

สำหรับภาคประชาชนในพื้นที่ ส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้เร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างฯคลองวังโตนด อย่างเช่น ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่า คนคลองวังโตนดอยากให้ภาครัฐขับเคลื่อนให้โครงการนี้ได้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะปัญหาความแห้งแล้งนับวันจะรุนแรงมากขึ้นทุกปี ฝนที่ตกลงมาเป็นน้ำท่าปีละกว่า 1,200 ล้านลบ.ม. ไม่มีอะไรกักเก็บไว้ จึงเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำใ่นช่วงฤดูแล้ง ขอความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับคนภาคตะวันออกบ้าง อยากจะให้ทุกคนมาลงพื้นที่จะได้เห็นความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับ นายวิเชียร งามระเบียบ เกษตรกรที่ใช้น้ำจากคลองวังโตนดตอนล่าง กล่าวว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี เนื่องจากน้ำในคลองแห้งต้องซื้อน้ำใส่รถมาใช้รดสวนผลไม้ ต้องการให้กรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทางตอนบนให้ครบทั้ง 4 แห่งเพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนและก็ยินดีที่จะแบ่งปันน้ำในส่วนเกินให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องการน้ำ

อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ควรจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่….น่าจะได้คำตอบ

Fruit Board เคาะแผนบริหารจัดการผลไม้เบ็ดเสร็จ เตรียมรับผลผลิตเหนือ-ใต้ทยอยออกสู่ตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586854

Fruit Board เคาะแผนบริหารจัดการผลไม้เบ็ดเสร็จ  เตรียมรับผลผลิตเหนือ-ใต้ทยอยออกสู่ตลาด

Fruit Board เคาะแผนบริหารจัดการผลไม้เบ็ดเสร็จ เตรียมรับผลผลิตเหนือ-ใต้ทยอยออกสู่ตลาด

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ผลการบริหารจัดการผลไม้ปี 2564 ประจำฤดูกาลผลิตที่ 1/2564 (มีนาคม – มิถุนายน) ภาคเหนือ ฤดูกาลผลิตลิ้นจี่ ปี 2564 มีปริมาณผลผลิตทั้งหมด 30,716 ตัน ขณะนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ผลการบริหารจัดการลิ้นจี่ของทั้ง 4 จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และน่าน ผลผลิตมุ่งเน้นกระจายออกสู่ตลาด ซึ่งมีปริมาณผลผลิตทั้งหมดคงเหลือ 27,952 ตัน น้อยกว่าข้อมูลประมาณการผลผลิต 2,764 ตัน เนื่องจากประสบภาวะพายุฤดูร้อนช่วงเดือนพฤษภาคม ในภาพรวมส่วนใหญ่มีการบริโภคในประเทศ 23,620 ตัน หรือร้อยละ 84.51 แปรรูป 2,131 ตัน หรือร้อยละ 7.62 และ ส่งออก 2,201 ตันหรือร้อยละ 7.87

ส่วนผลการบริหารจัดการผลไม้ปี 2564 ภาคตะวันออก (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ปี 2564 ของ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยอง จันทบุรี และจังหวัดตราด ปริมาณรวมทั้งสิ้น 900,126 ตัน ในฤดูกาลผลิตตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วรวมทั้งหมด 830,870 ตัน คิดเป็นร้อยละ 92.31 (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2564) ซึ่งในขณะนี้ยังไม่สิ้นสุดฤดูกาลผลิตและคาดว่าจะมีการประชุมสรุปผลในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2564 โดยทุเรียนมีปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้วทั้งหมด 567,215 ตัน คิดเป็นร้อยละ 98.55 ปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดมากที่สุด ระหว่างวันที่ 26 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2564 จำนวน 68,796 ตัน คิดเป็นร้อยละ 12.13 ของปริมาณทั้งหมด มังคุด มีปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้วทั้งหมด 80,665 ตัน คิดเป็นร้อยละ 75.53 ปริมาณผลผลิตมังคุดออกสู่ตลาดมากที่สุด ระหว่างวันที่ 14 – 20 มิถุนายน 2564 จำนวน 11,163 ตัน คิดเป็นร้อยละ 13.84 ของปริมาณทั้งหมด เงาะ มีปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้วทั้งหมด 174,499 ตัน คิดเป็นร้อยละ 88.26 ปริมาณผลผลิตเงาะออกสู่ตลาดมากที่สุด ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 8 มิถุนายน 2564 จำนวน 23,504 ตัน คิดเป็นร้อยละ 13.47 ของปริมาณทั้งหมด ลองกอง มีปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้วทั้งหมด 8,491 ตัน คิดเป็นร้อยละ 42.29 ซึ่งในขณะนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยังไม่ถึงร้อยละ 50

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวต่อว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่ลำไยทางภาคเหนือและผลไม้ทางภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) กำลังทยอยให้ผลผลิตออกสู่ตลาด ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2564 ที่มีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้อนุมัติแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ (ลำไย) ปี 2564 จำนวน 683,435 ตัน ของ 8 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง แพร่ และจังหวัดตาก ซึ่งผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน และแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ปี 2564 รวม 824,728 ตัน ของ 14 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต พังงา กระบี่ พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และจังหวัดนราธิวาส โดยแผนบริหารจัดการในฤดู ให้มีการกระจายภายในประเทศ ด้วยวิธีการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ (ล้งภายในประเทศ) วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค การบริโภคภายในครัวเรือน การจัดงานประชาสัมพันธ์ และอื่นๆ เช่น รถเร่ ตลาดริมทางฯลฯ รวมถึงให้มีการแปรรูปและส่งออก

ทั้งนี้ แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ (ลำไย) และแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ปี 2564 นั้นจะมีความสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2564 – 2566 ตามมติคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ครั้งที่ 1/2564 ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558 – 2564 และในเชิงปริมาณเน้นการจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ครอบคลุมระยะก่อนเก็บเกี่ยว ระยะเก็บเกี่ยว และระยะหลังเก็บเกี่ยว ในทิศทางเดียวกัน

สกู๊ปพิเศษ : ม.กาฬสินธุ์หนุนปลูกผักไฮไดรโปรนิกส์สร้างรายได้ช่วงวิกฤติโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586855

สกู๊ปพิเศษ : ม.กาฬสินธุ์หนุนปลูกผักไฮไดรโปรนิกส์สร้างรายได้ช่วงวิกฤติโควิด

สกู๊ปพิเศษ : ม.กาฬสินธุ์หนุนปลูกผักไฮไดรโปรนิกส์สร้างรายได้ช่วงวิกฤติโควิด

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ผุดโครงการ “การเพิ่มรายได้เกษตรกรฐานรากกลุ่มผู้ผลิตพืชไร่อุตสาหกรรม”หนุนปลูกผักไฮไดรโปรนิกส์ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับรายได้เกษตรกรรองรับวิกฤตการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์

ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักไฮไดรโปรนิกส์บ้านนาจำปา ตำบลนาจำปา อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ ผศ.ดร.สายัญ พันธุ์สมบูรณ์ หัวหน้าโครงการ “การเพิ่มรายได้เกษตรกรฐานรากกลุ่มผู้ผลิตพืชไร่อุตสาหกรรมในจังหวัดกาฬสินธุ์”และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) พร้อมด้วย ดร.พีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส.ในพื้นที่ร่วมพบปะพูดคุย สร้างความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ภายใต้โครงการหลัก “การสร้างอาชีพทางเลือกบนทรัพยากรฐานราก เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับรายได้เกษตรกรรองรับวิกฤตการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ (กาฬสินธุ์โมเดล)

โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ทั้งนี้มีการจัดกิจกรรมการตรวจธาตุอาหารพืชในดินก่อนปลูกพืช เป็นการใช้เทคนิคทางเคมีที่สะดวกและรวดเร็วในการตรวจสอบปริมาณธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช กระบวนการจัดการความรู้เรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีตามชุดดิน และ ค่าวิเคราะห์ดินนี้ เป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมมาบูรณาการ
กระตุ้นให้เกษตรกรพึ่งตนเอง เพิ่มเติมหลักวิชาการเพื่อช่วยให้การใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเพิ่มผลผลิตพืชปลูกของเกษตรกร และสามารถลดต้นทุนการผลิตได้จริงทำให้เกษตรกรเกิดการยอมรับจากผลที่เกิดขึ้นในแปลงของตัวเอง

ทั้งนี้เกษตรกรต้องมีความเข้าใจใน 3 ขั้นตอน ได้แก่ การตรวจสอบข้อมูลชุดดิน การเก็บตัวอย่างดิน และการตรวจสอบธาตุอาหารพืชในดิน และการใช้คำแนะนำปุ๋ยโดยใช้คู่มือหรือโปรแกรมสำเร็จรูป ซึ่งทุกขั้นตอนเกษตรกรสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองและถ่ายทอดสู่เกษตรกรในชุมชนได้ก่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป 

ด้าน ผศ.ดร.กีรวิชญ์ เพชรจุล หัวโครงการ“การสร้างอาชีพทางเลือกบนทรัพยากรฐานรากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับรายได้เกษตรกรรองรับวิกฤตการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ (กาฬสินธุ์โมเดล) กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์มีภารกิจในการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืช ข้าว และมันสำปะหลังเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีการวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง จนได้เทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ที่เหมาะสม เกษตรกรนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้และขยายผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

โดยความร่วมมือของภาคเอกชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกร ก่อให้เกิดความยั่งยืนในภาคการผลิต ตั้งแต่ระดับเกษตรกรจนถึงภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกษตรกรตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม นอกจากจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของการอนุรักษ์ เกิดความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างเกษตรกร และภาคเอกชนโดยมีภาครัฐเป็นผู้เชื่อมโยง และสนับสนุนความรู้และเทคโนโลยีที่จำเป็น ซึ่งเป้าหมายหลักในการดำเนินโครงการครั้งนี้

โครงการกาฬสินธุ์โมเดล (Kalasin Model)  เป็นโครงการที่พาเกษตรกรลงมือทำโดยใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายมีรายได้เพิ่มอย่างน้อย 10,000 บาท/เดือน “โดยไม่รอ ไม่ขอ ลุกขึ้นมาทำเอง” เพื่อการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ชายคาพระพิรุณ : 12 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586851

ชายคาพระพิรุณ : 12 กรกฎาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ข่าวดีสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หลัง คบท. ไฟเขียวให้ กรมประมง เดินหน้าโครงการลดต้นทุนการผลิตกุ้งทะเลฯ ซึ่งสืบเนื่องจากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ได้อนุมัติโครงการลดต้นทุนการผลิตกุ้งทะเลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมกุ้งทะเลอย่างยั่งยืน ปี 2564 ตามที่กรมประมงเสนอเพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลซึ่งสามารถกู้จาก ธ.ก.ส. ได้รายละไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 ราย เพื่อติดตั้งระบบอุปกรณ์ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) อุปกรณ์ควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ และปรับปรุงโครงสร้างฟาร์มในรูปแบบต่างๆ ภายใต้
วงเงินสินเชื่อ 3,000 ล้านบาท โดยการสนับสนุนเงินจ่ายขาดจากกองทุนรวมฯ เพื่อชดเชยดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี จำนวน 450 ล้านบาท ซึ่งมีพื้นที่ดำเนินโครงการ 35 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด ปทุมธานี กาญจนบุรี นนทบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี พระนคาศรีอยุธยา ราชบุรี ชัยภูมิ อุดรธานี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง ภูเก็ต สตูล ตรัง กระบี่ พังงา พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และนราธิวาส ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา กรมประมงได้จัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมการค้าภายใน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงาน หลักเกณฑ์ เงื่อนไข ขั้นตอน และแผนการใช้เงินภายใต้โครงการเรียบร้อยแล้ว

สำหรับเกษตรกรที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลซึ่งจดแจ้งประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมประเภทกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล (จสค.) กับกรมประมง กรณีเป็นสมาชิกสถาบันเกษตรกร/ วิสาหกิจชุมชน/ สมาคม/ ชมรม/ กลุ่มเกษตรกร ต้องได้รับการรับรองคุณสมบัติเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ จากสถาบันที่สังกัด หากไม่เป็นสมาชิก สามารถขอรับรองคุณสมบัติเกษตรกรได้จากศูนย์ฯ ที่รับผิดชอบโครงการ ในแต่ละจังหวัด หากเป็นลูกค้าปกติของ ธ.ก.ส. หรือเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลที่ ธ.ก.ส. สอบสวนและขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าได้ โดยเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม จนถึง 30 ตุลาคม 2564 ได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง/น้ำจืด ที่รับผิดชอบโครงการฯในแต่ละจังหวัด ในวันและเวลาราชการ ซึ่งกรมประมงได้มีการจัดตั้งศูนย์ให้บริการตอบคำถาม (Help Desk) ทาง LINE@ “COASTALCARES” (ID: 281jxxaj) หรือโทรศัพท์ 0-2561-3997 เพื่อให้ข้อมูลและไขข้อข้องใจแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการฯ…สำหรับเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการหรือสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ติดต่อตามช่องทางที่แจ้งไว้ได้เลยครับ

ขุนเกษตรา

“กรมชลฯ” ปักธง “โครงการ PIS” เป้าหมาย “ชลประทาน” สู่การบริหาร “น้ำอัจฉริยะ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/474824

“กรมชลฯ”ปักธง “โครงการ PIS ” เป้าหมาย”ชลประทาน”สู่การบริหาร”น้ำอัจฉริยะ”

17 กรกฎาคม 2564 – 17:42 น.

การบริหาร”จัดการน้ำ”แบบครบทั้งระบบ สามารถวิเคราะห์ได้ทุกมิติ และตลอดทุกช่วงเวลา เป็นนโยบายท้าทายที่”กรมชลประทาน”อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหาร”จัดการน้ำ”ในอนาคตแบบไร้ข้อจำกัด  

การบริหาร”จัดการน้ำ”แบบครบทั้งระบบสามารถวิเคราะห์ได้ทุกมิติและตลอดทุกช่วงเวลา เป็นนโยบายท้าทายที่กรมชลประทานอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหาร”จัดการน้ำ”ในอนาคตแบบไร้ข้อจำกัด 

ซึ่งจากวิกฤติไวรัส”โควิด-19″ที่เกิดในปี2563 ต่อเนื่อง 64 ทำให้ยิ่งมั่นใจว่าโครงการนี้จะช่วยให้การบริหาร”น้ำ”ได้เต็มกำลังแม้สถานการณ์จะมีข้อกำจัดเพื่อช่วยเหลือประชาชน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการ”มุ่งเป้าสู่การชลประทานอัจฉริยะ(The Project  for Irrigation toward Smart (PIS)”ซึ่งจะเป็นการบริหารจัดการน้ำโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมมาบริหารจัดการได้ตลอด24 ชม.เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานกรมชลประทาน

"กรมชลฯ"ปักธง "โครงการ PIS " เป้าหมาย"ชลประทาน"สู่การบริหาร"น้ำอัจฉริยะ"

เป็นการผสานระหว่างคนและเครื่องมือโดยจะเริ่มพัฒนาระบบปี2564เป็นต้นไปเพื่อลดข้อจำกัดในเรื่องจำนวนบุคลากรและอุปสรรคที่คาดไม่ถึงซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานแล้ว 

เป้าหมายโครงการ 10 ปี เนื่องจากโครงการนี้จะเป็นลักษณะของการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขให้มีการนำเทคโนโลยีปรับเข้ามาใช้ตามภาวะงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่กรมจะมีการตั้งให้มาสอดรับกับพันธกิจที่วางไว้

"กรมชลฯ"ปักธง "โครงการ PIS " เป้าหมาย"ชลประทาน"สู่การบริหาร"น้ำอัจฉริยะ"

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาหาพื้นที่ทำโครงการนำร่อง 1 แห่งคาดว่าจะเริ่มในปี 2565-66 เพื่อจัดวางระบบให้ครบสมบูรณ์และวัดผลสัมฤทธิ์ได้ใน 1 ปีก่อนที่จะขยายชุดโครงการนี้ไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการน้ำแบบอัจฉริยะที่แม่นยำ มีความทั่วถึงและเป็นธรรมโดยประชาชนมีส่วนร่วม

"กรมชลฯ"ปักธง "โครงการ PIS " เป้าหมาย"ชลประทาน"สู่การบริหาร"น้ำอัจฉริยะ"

ทั้งนี้รูปแบบการบริหารจัดการชลประทานอัจฉริยะ จะมีการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

โดยต้นน้ำจะมีเครื่องมือวัดปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่มีระบบโทรมาตรเพื่อให้ทราบถึงปริมาณน้ำไหลลงอ่างที่สามารถติดตามได้ตลอด 24 ชั่วโมง ข้อมูลจากระบบโทรมาตรที่วัดได้จะส่งมายังศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลฯสามเสนเพื่อเป็นข้อมูลใช้ในการพยากรณ์และวางแผนบริหารจัดการ

ประกอบการพิจารณาจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฯน้ำต้นทุนที่มีอยู่และเหมาะสมกับความต้องการใช้จริงและป้องกันอุทกภัยจากนั้นคำสั่งจาก SWOC ที่สามเสน จะส่งไปยังที่ SWOC สำนักงานชลประทาน(สชป.) ที่ดูแลในพื้นที่ควบคุมบานประตูน้ำ(SCADA)ที่มีหน้าที่บริหารตรวจวัดอัตราการไหลของน้ำและควบคุมบานประตูน้ำอัตโนมัติ  ทำการเปิด-ปิด บานระบายอัตโนมัติตามข้อสั่งการ โดยระบบจะเชื่อมโยงทั้งหมดสามารถเช็คได้จากส่วนกลางเพื่อให้การจัดการน้ำบรรลุตามพันธกิจ

สำหรับโครงการ PIS เพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้กรมชลฯจะต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านบริหารจัดการน้ำเพื่อชลประทานอัจฉริยะเพิ่มในหลายด้านเพื่อทำให้ข้อมูลที่ส่งมา SWOC กรมชลฯสามารถพยากรณ์และเตือนภัยได้อย่างแม่นยำ

อาทิ การจัดให้มีโทรมาตรในอ่าง โทรมาตรวัดพฤติกรรมเขื่อน โทรมาตรระดับลุ่มน้ำ   การพัฒนาเทคโนโลยีในการควบคุมบานระบายน้ำ(SCADA) ของswoc  ของสชป.  การพัฒนาฝายพับได้ และการทำโมเดลคำนวณความต้องการใช้น้ำ 

การพัฒนาUAV หรือโดรน(UAV  sensor )ซึ่งกรณีโดรนอนาคตจะพัฒนาให้สามารถตรวจสอบแปลภาพจำแนกชนิดพืชได้  ติดตั้งเครื่องวัดความชื้นในดิน วัดระดับน้ำในแปลงนา เพื่อคำนวณความต้องการใช้น้ำได้ เพื่อความแม่นยำในการจัดสรรน้ำให้พื้นที่

“ปัจจุบันการพัฒนาศักยภาพองค์การตาม PIS นี้ได้ดำเนินการมาตลอดในช่วง 2ปีที่ผ่านมาแต่ยังไม่ได้ยกระดับให้เป็นเป้าหมายชัดเจนเพื่อให้กรมมีหน้าที่พัฒนาต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้เป้าหมายโครงการคือหาเทคโนโลยี เครื่องมือมาช่วยเสริมการทำงานให้สมบูรณ์ เป็นการผสานระหว่างคนกับเทคโนโลยีเพราะบางพื้นที่กว้างขว้างมากแต่จำนวนคนจำกัด 

ดังนั้นเครื่องมือ เช่น โทรมาตรกรมก็มีแล้ว จัดวางไว้ครบ 22 ลุ่มน้ำ แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทุกมิติ การเปิด-ปิด บานระบายยังต้องใช้คนในการทำงาน บางครั้งอาจไม่ทันต่อเหตุการณ์ การมีscada ทำให้สามารถสั่งการได้ทันที แต่หากติดขัดคนในพื้นที่ก็ค่อยลงไป   

การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้จะดำเนินการโดยสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยาของกรมชลฯ ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาเครื่องมือใช้ในงานชลประทานได้หลายชนิดและได้ผลเป็นที่น่ายินดีบางชนิดได้รับรางวัล ในขณะที่ด้านบุคลากรจะต้องมีการพัฒนาให้สอดรับกับโครงการ “ ดร.ทวีศักดิ์กล่าว 

รองอธิบดีกรมชลฯกล่าวด้วยว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้สำเร็จคือความร่วมมือของประชาชน เกษตรกร ดังนั้นโครงการนี้จะต้องทำให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากชุดข้อมูล เช่นประชาชน เกษตรกรสามารถเข้าดูข้อมูลการระบายน้ำในโครงการ รอบเวรการส่งน้ำ และร่วมไปถึงนำไปวางแผนการเพาะปลูกได้อีกด้วย โดยกรมจะพัฒนาช่องทางสื่อสารให้เชื่อมโยงกับประชาชน  เพราะเทคโนโลยีทั้งหมดที่กรมดำเนินการก็เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชน.

“กรมชลฯ” คุมเข้มแผนจัดการ “น้ำ” ฤดูฝนขับเคลื่อน 10 มาตรการ รับมือ “น้ำหลาก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/474525

“กรมชลฯ”คุมเข้มแผนจัดการ”น้ำ”ฤดูฝนขับเคลื่อน 10มาตรการ รับมือ”น้ำหลาก”

15 กรกฎาคม 2564 – 19:03 น.

“กรมชลประทาน”สนองนโยบายรัฐขับเคลื่อน10 มาตรการเตรียมรับมือ”ฝนตกหนัก”ช่วงปลายฤดูตามคาดการณ์เผยอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ สามารถรับ”น้ำ”ได้อีกกว่า42,000 ล้านลบ.ม.พร้อมคุมเข้มแผนการบริหารจัดการ”น้ำ”ในช่วงฤดฝน

“กรมชลประทาน”สนองนโยบายรัฐขับเคลื่อน10 มาตรการเตรียมรับมือ”ฝนตกหนัก”ช่วงปลายฤดูตามคาดการณ์เผยอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ สามารถรับ”น้ำ”ได้อีกกว่า42,000 ล้านลบ.ม.พร้อมคุมเข้มแผนการบริหารจัดการ”น้ำ”ในช่วงฤดูฝนหลังประสบผลสำเร็จในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภาวะฝนทิ้งช่วง

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ในช่วงฤดูฝนปีนี้ปริมาณฝนตกจะมากกว่าค่าปกติร้อยละ 5 – 10 โดยตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2564 ฝนตกชุกหนาแน่นประมาณร้อยละ 60 – 80 ของพื้นที่และจะมีฝนหนักในหลายพื้นที่ซึ่งจะก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งได้นั้น

กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมโดยนำ 10 มาตรการในการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลมาปฏิบัติในเชิงป้องกันก่อนเกิดภัย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยได้มีการประเมินและเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มเพื่อรองรับน้ำหลากซึ่งได้มีการวางแผนไว้ทุกลุ่มน้ำแล้วเช่นกันโดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยา กรมชลประทานจะใช้ทุ่งบางระกำและ 12 ทุ่งของลุ่มเจ้าพระยาในการรองรับน้ำหลาก

นอกจากนี้ยังได้ทบทวนปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่-กลาง เขื่อนระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์

พร้อมทั้งได้ติดตามสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่- กลาง ซึ่งขณะนี้อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำรวม 33,644 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)หรือ ร้อยละ 44 ของปริมาณการกักเก็บโดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 9,714 ล้านลบ.ม.หรือ ร้อยละ 19 ของปริมาณการกักเก็บสามารถรับรองน้ำได้อีกมีมากกว่า 42,423 ล้านลบ.ม. 

รวมทั้งยังได้ซ่อมแซมปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ สถานีโทรมาตรให้พร้อมใช้งาน ตลอดจนได้ปรับปรุง แก้ไข กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำพร้อมทั้งได้ขุดลอกคูคลอง กำจัดผักตบชวา-วัชพืชในแม่น้ำและคูคลองโดยร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำและช่วยให้ระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 อีกทั้งยังได้เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือและบุคลากรโดยเฉพาะเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ได้จัดเตรียมไว้ทั่วประเทศแล้วกว่า 2,138  เครื่องพร้อมที่ช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 “กรมชลประทานยังได้ดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำตลอดจนวางแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน พร้อมทั้งได้สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและยังได้ติดตามประเมินผลเพื่อปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันอีกด้วย” นายประพิศ กล่าว

 อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวด้วยว่า ในช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมาเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆอยู่ในเกณฑ์น้อยแต่เกษตรกรส่วนหนึ่งโดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัดได้ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้ว มีความเสี่ยงที่ข้าวจะได้รับความเสียหาย

กรมชลประทานวางแผนบริหารจัดการน้ำช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษด้วยการจัดสรรน้ำตามรอบเวรให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งประสานความขอความร่วมมือจากเกษตรกรที่ยังไม่ได้เพาะปลูกข้าวนาปีให้ชะลอออกไปก่อจนกว่าฝนจะตกอย่างสม่ำเสมอ  ซึ่งประสบผลสำเร็จทำให้ข้าวนาปีไม่ได้รับความเสียหาย

 “กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัดและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยให้ความสำคัญในการจัดสรรน้ำทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ  การเกษตรและอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ในช่วงฤดูฝนปี 2564 ได้ประเมินว่าจากความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศประมาณ32,339 ล้าน ลบ.ม.จะจัดสรรเพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,686 ล้าน ลบ.ม. การเกษตร 21,827 ล้านลบ.ม. อุตสาหกรรม 460 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ7,366 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งขณะนี้การจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผนที่วางโดยได้จัดสรรไปแล้ว 7,320 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ของแผนจัดสรรน้ำ” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในตอนท้าย

“กลุ่มยุวเกษตรกร” โรงเรียนบ้านหนองชุมเห็ด (ประจวบอุปถัมภ์) ดีเด่นระดับเขต ปี 64 รวมกลุ่มสืบทอด “ภูมิปัญญา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/474517

“กลุ่มยุวเกษตรกร”โรงเรียนบ้านหนองชุมเห็ด(ประจวบอุปถัมภ์)ดีเด่นระดับเขต ปี 64 รวมกลุ่มสืบทอด”ภูมิปัญญา”

15 กรกฎาคม 2564 – 18:31 น.

“กลุ่มยุวเกษตรกร”ดีเด่น รางวัลที่ 1ระดับเขตภาคตะวันออกโดดเด่นการรวมกลุ่มสืบทอดภูมิปัญญา บริหารจัดการกลุ่มอย่างมีแบบแผน จับต้องได้ ทุกคนได้รับการฝึกปฏิบัติพร้อมนำไปปฏิบัติใช้ที่บ้านได้ “สสก.3″ จ.ระยอง ขยายผลทุกอำเภอให้มี”กลุ่มยุวเกษตรกร” หวังพัฒนาผู้สืบทอด

“กลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น” รางวัลที่ 1 ระดับเขตภาคตะวันออกโดดเด่นการรวมกลุ่มสืบทอดภูมิปัญญา บริหารจัดการกลุ่มอย่างมีแบบแผน จับต้องได้ ทุกคนได้รับการฝึกปฏิบัติพร้อมนำไปปฏิบัติใช้ที่บ้านได้ สสก.3 จ.ระยอง ขยายผลทุกอำเภอให้มีกลุ่มยุวเกษตรกร หวังพัฒนาผู้สืบทอดภาคการเกษตรอย่างครบวงจร

นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง (สสก.3 จ.ระยอง) เปิดเผยว่า สำนักงานฯได้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกร บุคคลทางการเกษตรและสถาบันเกษตรกรดีเด่น ระดับเขต ปี 2564 ซึ่งคณะกรรมการฯได้ลงพื้นที่เพื่อคัดเลือกกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น ปี 2564เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยผลการคัดเลือกรางวัลที่ 1 ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านหนองชุมเห็ด (ประจวบอุปถัมภ์) อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี

​

กลุ่มยุวเกษตรกรแห่งนี้จัดตั้งเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2550 ปัจจุบันมีสมาชิก 34 คน กลุ่มมีแนวคิดให้สมาชิกได้เรียนรู้ด้านการเกษตร ด้านเคหกิจเกษตร การวางแผนและการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยมีภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นวิทยากร สมาชิกกลุ่มเรียนรู้และสามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ได้

อีกทั้งสามารถกำหนดวัตถุประสงค์ วางแผน มีการประชุมคณะกรรมการสภายุวเกษตรกรและมีการมอบหมายหน้าที่ของสมาชิกอย่างชัดเจนซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพผู้นำกลุ่มยุวฯ มีการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การปลูกผักสวนครัว  การเพาะเห็ดนางฟ้า การปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงเป็ดไข่ การทำไข่เค็ม การทำปุ๋ยหมัก

โดยผลผลิตผักและไข่ไก่นำไปจำหน่ายให้โรงอาหารของโรงเรียนและบุคคลภายนอก ส่วนไข่เป็ดนำไปทำไข่เค็ม กิจกรรมที่โดดเด่นซึ่งเป็นต้นแบบแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้แก่ การปลูกผักสวนครัว การเลี้ยงไก่ไข่ และการทำไข่เค็ม โดยสมาชิกกลุ่มได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในกิจกรรมส่วนบุคคลที่บ้านของตนเอง

​“ขอสนับสนุนให้ทุกจังหวัดในภาคตะวันออกได้ขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการกลุ่มยุวเกษตรกรให้เป็นต้นแบบอย่างน้อยอำเภอละ 1 กลุ่ม และให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในระดับจังหวัดเพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนเข้ารับการคัดเลือกระดับเขต และระดับประเทศในปีต่อ ๆ ไปและจากการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาองค์กรเกษตรกร(3 ก.)ที่ผ่านมาส่งผลให้สำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอมีการคัดเลือกกลุ่มยุวเกษตรกรต้นแบบอย่างน้อยอำเภอละ 1 กลุ่ม ทำให้แต่ละจังหวัดมีกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ซึ่งกลุ่มยุวเกษตรกรต้นแบบมีความพร้อมด้านกระบวนการกลุ่มยุวเกษตรกร สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงครบทุกอำเภอในภาคตะวันออกต่อไป” นายปิยะ สมัครพงศ์ กล่าว 

ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำหนดให้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร บุคคลทางการเกษตร และสถาบันเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่และยกย่องเชิดชูเกียรติ ให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณชน เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพตนเอง ตลอดจนเป็นเกษตรกรต้นแบบ

เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาผลงานจากตัวอย่างจริงของเกษตรกร บุคคลทางการเกษตรและสถาบันเกษตรกรดีเด่น ที่ประสบความสำเร็จด้านการประกอบอาชีพการเกษตรเพื่อพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของเกษตรกร บุคคลทางการเกษตรและสถาบันเกษตรกรต่อไป

และในส่วนของสถาบันเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร (3 ก.)ได้แก่ กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มยุวเกษตรกรสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยให้ทุกอำเภอต้องพัฒนา Smart Farmer ต้นแบบ Young Smart Farmer อย่างน้อยประเภทละ 1 คน

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร และกลุ่มยุวเกษตรกร อย่างน้อยประเภทละ 1 กลุ่ม โดยในภาคตะวันออกมีกลุ่มยุวเกษตรกร ทั้งหมด 346 กลุ่ม

“กรมชลฯ” สั่ง “กักน้ำ” ทุกเม็ดหลังทั่วประเทศเขื่อนมีน้ำน้อย วอน “เกษตรกร” ใช้น้ำฝนเป็นหลัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/474419

“กรมชลฯ”สั่ง “กักน้ำ”ทุกเม็ดหลังทั่วประเทศเขื่อนมีน้ำน้อย วอน “เกษตรกร”ใช้น้ำฝนเป็นหลัก

15 กรกฎาคม 2564 – 09:24 น.

“กรมชลฯ”สั่ง “กักน้ำ”ทุกเม็ดหลังทั่วประเทศเขื่อนมีน้ำน้อย วอน “เกษตรกร”ใช้น้ำฝนเป็นหลัก

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมได้สั่งกำชับให้ทุกโครงการชลประทานติดตามสภาพอากาศจากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดภายหลังที่กรมอุตุฯคาดหมายว่าในช่วงวันที่ 14 – 16 ก.ค. 64 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย

ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมทะเลจีนใต้ตอนกลาง ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 17 – 20 ก.ค. 64 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น

ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมาและลาวเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง 

โดยให้ทุกโครงการชลประทานบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควบคุมทั้งปริมาณการกักเก็บและการระบายน้ำในแต่ละช่วงเวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่างและเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด โดยเป็นไปตามเกณฑ์การกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve)

“ให้บริหารโดยดูทุกมิติโดยยึดข้อกำชับของนายกรัฐมนตรีเมื่อ 30 พ.ค.64 เป็นแนวปฏิบัติที่ให้ติดตามประกาศกรมอุตุฯและต้องพร้อมช่วยเหลือประชาชนทุกโอกาสทั้งแล้งทั้งท่วม “

อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมชลฯให้เจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจกับประชาชน เกษตรกรในการทำการเกษตรเน้นใช้น้ำฝนให้มากโดยเขื่อนจะกักเก็บน้ำให้มากที่สุดเนื่องจากอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำน้อย

ณ วันที่ 14 ก.ค.2564 พบว่ายังสามารถรับน้ำได้กว่า42,400  ล้าน ลบ.ม.แบ่งเป็นภาคเหนือสามารถรับน้ำได้ 17,770 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถรับน้ำได้ 5,540 ล้าน ลบ.ม. ภาคกลางรับน้ำ 1,470  ล้านลบ.ม.

ตะวันออกรับได้1,490  ล้านลบ.ม. ตะวันตกรับได้12,000 ล้านลบ.ม.และภาคใต้รับได้ 3,940 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีฝนตกแล้วในบางพื้นที่ซึ่งเป็นผลดีต่อภาคการเกษตร  

ทั้งนี้ได้กำชับทุกพื้นที่เฝ้าระวังเพื่อช่วยเหลือ กรณีน้ำป่าไหลหลากหรือเกิดอุทกภัย โดยทางกรมชลประทาน ได้มีการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำล้นตลิ่ง ได้กำหนดคน และจัดสรรเครื่องจักรเครื่องมือไว้แล้ว พร้อมดำเนินการในทุกพื้นที่“ ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้กรมยังได้วางแนวปฏิบัติสอดคล้องกับการคาดการณ์สถานการณ์ฝนของประเทศที่กรมอุตุฯโดยเฉพาะการคาดการณ์การเกิดพายุประมาณ2-3 ลูกในช่วง ส.ค.-ก.ย.ที่จะผ่านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคเหนือ

ทั้งนี้ให้นำข้อห่วงใยของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ห่วงใยประชาชนซึ่งกำชับการบริหารน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และกรณีระบายน้ำต้องระวังพื้นที่ท้ายน้ำและริมตลิ่งด้วย

ขณะเดียวกันก็ต้องสำรองน้ำให้ได้มากที่สุดเพื่อใช้ในปีต่อไปรวมถึงเน้นการทำงานเชิงรุกและประสานกับพื้นที่เพื่อให้ทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด

สำหรับสถานการณ์น้ำปัจจุบัน(14 ก.ค. 64) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 33,643 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การ 9,713  ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 สามารถรับน้ำได้อีกรวม 42,423 ล้าน ลบ.ม.

โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 7,451 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯรวมกันมีน้ำใช้การ 766 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 4

ในขณะที่มีการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้วทั้งประเทศรวม 10.44 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 63 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 5.11 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ64 ของแผนฯ