สกู๊ปพิเศษ : ชูผลไม้ทุเรียนหลง-หลินลับแล เปิดตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าโอท็อป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581683

สกู๊ปพิเศษ : ชูผลไม้ทุเรียนหลง-หลินลับแล  เปิดตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าโอท็อป

สกู๊ปพิเศษ : ชูผลไม้ทุเรียนหลง-หลินลับแล เปิดตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าโอท็อป

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่บริเวณถนนหน้าที่ว่าการอำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์ นายปรัชญา เสริฐลือชานายอำเภอลับแล เปิดงานตลาดสินค้าเกษตร และสินค้า OTOP ของดีอำเภอลับแล เพื่อจัดตลาดสินค้าให้เกษตรกร ได้สามารถจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรได้ในราคาที่เหมาะสม และ เป็นการจัดสถานที่ให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่าย ให้แก่ ผู้บริโภคได้โดยตรง โดยมี นางเรณู อินศิริ ปลัดอาวุโสอำเภอลับแล กล่าวรายงาน  พ.ต.อ.ภีมภณ ม่วงศรี ผกก.สภ.ลับแล ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ ประชาชนชาวลับแล ร่วมงานและอุดหนุนซื้อสินค้าผลผลิตของกลุ่มรัฐวิสาหกิจชุมชน ท่ามกลางที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา 

นายปรัชญา เสริฐลือชา นายอำเภอลับแล กล่าวว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้อำเภอจัดทำโครงการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2564 พร้อมดำเนินการในลักษณะของการพัฒนาตลาดสินค้าการเกษตร และ การประชาสัมพันธ์ตลาดขายสินค้าการเกษตร เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายผลผลิตในพื้นที่ อำเภอลับแล จึงได้ทำโครงการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร จัดขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2564 เวลา 08.30-20.00 น. เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการภาคเอกชน และภาคประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและยังเป็นการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัดอุตรดิตถ์    

“หลง-หลินลับแล” เป็นสายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมือง ที่มีเฉพาะพื้นที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และเป็นทุเรียนที่สร้าง
ชื่อเสียงให้กับจังหวัดอุตรดิตถ์ เนื่องจากรับประทานอร่อย รับประทานแล้วไม่ทำให้เกิดอาการร้อนใน ซึ่งในแต่ละปีจะมีผลผลิตจำนวนไม่มากนัก สำหรับในปี 2564 นี้ ผลผลิตทุเรียน รวมทั้งหลง-หลินลับแลมีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ซึ่งทำให้ลับแลมีบรรยากาศที่คึกคัก ทั้งนักท่องเที่ยว ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งชาวบ้านในชุมชนต่างๆ

นายปรัชญา  กล่าวอีกว่าทุเรียนหลง-หลินลับแล ที่มีคุณภาพ ขอแนะนำว่า จะต้องดูจากผลผลิตจะมีสติ๊กเกอร์  บอกแหล่งที่มาของทุเรียน ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูก มีตราสัญลักษณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ หรือ โลโก้การันตีคุณภาพมาตรฐานจากหน่วยงานที่ให้การรับรอง และการเลือกทุเรียนสุก ต้องสังเกตที่ขั้วจะมีรอยต่อหรืออาจเรียกว่าปากปลิงจะพองออก และรอยต่อหลุดออกจากกัน จะมีรสชาติดีมาก ซึ่งทุเรียนหลงลับแล เกรด A จะต้องมี 4 พู ขึ้นไป และมีเมล็ดในลีบ นอกจากนี้ ยังมีการจัดจำหน่ายสินค้า OTOP และ ของดีต่างๆ ของอำเภอลับแล และพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งมีร้านกว่า 10 ร้านค้า อาทิ ทุเรียนหลง-หลินลับแล ทุเรียนหมอนทองหอมกระเทียม ผักปลอดสารพิษ ไม้กวาดผ้าทอลายลับแล กระยาสารท เป็นต้น

ชายคาพระพิรุณ : 21 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581682

ชายคาพระพิรุณ : 21 มิถุนายน 2564

ชายคาพระพิรุณ : 21 มิถุนายน 2564

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชนในวงกว้างซึ่งรวมถึงภาคเกษตรด้วยสำหรับภาคเกษตรนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในหลายโครงการ หนึ่งในนั้นคือโครงการสำคัญภายใต้นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ โครงการ1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรมีงาน มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน รวมทั้งต้องการสกัดการไหลบ่าแรงงานภาคการเกษตรกรรมไปสู่ภาคอื่นๆ โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานโครงการวางเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ให้ครบ 4,009 ตำบล เกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 32,000 ราย และเกิดการจ้างงานในพื้นที่จำนวน 16,000 ราย ซึ่งได้เริ่มขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา และกำหนดให้แล้วเสร็จภายในธันวาคม 2564 หรือในอีก 7 เดือนข้างหน้า แต่พบว่าขณะนี้การดำเนินโครงการดังกล่าวยังมีความล่าช้าในบางกิจกรรม

ทำให้เมื่อวันก่อน นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาชี้แจงเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาผ่านไลฟ์สดในรายการ “เกษตรบอกข่าว” ซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์ ทางเฟซบุ๊คกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าขณะนี้มี 2 กิจกรรมที่ล่าช้าไปจากแผนนั่นคือกิจกรรมฝึกอบรมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในกระบวนการเรียนรู้เวทีที่ 1 และกิจกรรมการขุดสระเก็บน้ำหรือกิจกรรมการปรับปรุงแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่พร้อมกับยอมรับว่าทุกโครงการปัญหาย่อมเกิดขึ้นได้เหมือนกับโครงการอื่นๆทั่วไปที่พอลงพื้นที่อาจพบกับอุปสรรคและข้อจำกัด แต่เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนาให้สามารถเดินหน้าต่อได้ ซึ่งท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่าสาเหตุที่กิจกรรมฝึกอบรมล่าช้าไปจากแผนเดิมเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังคงระบาดต่อเนื่อง จึงทำให้มีข้อจำกัดในการจัดกิจกรรมดังกล่าว แต่กระทรวงเกษตรฯ มั่นใจว่าหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายลงจะเร่งจัดกิจกรรมดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามแผนงานให้เร็วที่สุดส่วนความล่าช้าของกิจกรรมขุดสระเก็บน้ำหรือกิจกรรมการปรับปรุงแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ขณะนี้ขุดเสร็จเพียง 5,801 บ่อ เท่านั้น ปัญหาหลักเกิดจากเกษตรกรมีการยกเลิกการเข้าร่วมโครงการฯ และมีการเปลี่ยนแปลงขนาดพื้นที่เข้าร่วมโครงการฯ จึงส่งผลต่อการดำเนินการขุดสระเก็บน้ำและการบริหารสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างเกิดความล่าช้าออกไป และยังพบด้วยว่าพื้นที่ดำเนินการโครงการบางพื้นที่อยู่ระหว่างการเพาะปลูก จึงทำให้ไม่สามารถเข้าพื้นที่ดำเนินการขุดสระเก็บน้ำได้ อีกทั้งช่วงระยะเวลาการดำเนินงานโครงการเข้าสู่ฤดูฝนบางพื้นที่มีน้ำท่วมขังส่งผลให้เครื่องจักรไม่สามารถดำเนินการขุดสระเก็บน้ำได้

แม้ว่าการดำเนินโครงการจะล่าช้าจากแผนงานไปบ้างแต่ท่านปลัดทองเปลวก็ยังมั่นใจว่าไม่น่าวิตกกังวลเพราะยังพอมีเวลาอีก 6-7 เดือนในการขับเคลื่อนเพื่อให้เข้าเป้าและก็ไม่ได้เป็นข่าวร้ายสักทีเดียว เพราะยังพอมีข่าวดีแจ้งมาว่า ยังมีอีก 2 กิจกรรมที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน กำลังเดินหน้าฉลุยไปแล้ว 85% นั้นคือกิจกรรมคัดเลือกเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมคัดเลือกจ้างงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล โดยข้อมูล ณ วันที่ 11 มิ.ย.2564 พบว่ามีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 29,537 ราย จากเป้าหมาย 32,000 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรทั่วไปจำนวน 28,166 ราย และเกษตรกรโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน) จำนวน 1,371 ราย ส่วนกิจกรรมคัดเลือกจ้างงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล มีการจ้างงานแล้วจำนวน 14,078 ราย จากเป้าหมาย 16,000 ราย และได้จัดส่งคู่มือการปฏิบัติงานแล้วจำนวน 50,000 เล่ม และได้มีการเช่าใช้พื้นที่การดำเนินการระบบสารสนเทศ และเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯเพื่อสนับสนุนโครงการ 1 ตำบลฯ…ขุนเกษตรามองว่า หากโครงการนี้ดำเนินการสำเร็จก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรได้ไม่น้อยเลยทีเดียว จึงขอให้กำลังใจคนทำงานโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน
ที่กำลังระดมสรรพกำลังกันอยู่ในพื้นที่อย่างแข็งขันครับ

ขุนเกษตรา

สทนช. แจงประกาศภัยแล้งปี’63/64 ไม่บิดเบือน ‘บิ๊กป้อม’ สั่งช่วยนาข้าวประสบภาวะฝนทิ้งช่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581681

สทนช.แจงประกาศภัยแล้งปี’63/64ไม่บิดเบือน ‘บิ๊กป้อม’สั่งช่วยนาข้าวประสบภาวะฝนทิ้งช่วง

วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.ยืนยันฤดูแล้ง 2563/64 ที่ผ่านมา รัฐบาลวางมาตรการและแผนเชิงรุกรับมือภัยแล้งประสบผลสำเร็จ ชี้นิยาม การประกาศพื้นที่ภัยแล้งตามหลักเกณฑ์ภัยพิบัติ ส่วนปัญหาข้าวนาปีขาดน้ำในปัจจุบัน เนื่องจากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง “บิ๊กป้อม” สั่งบูรณาการเร่งให้ความช่วยเหลือ มั่นใจสถานการณ์จะคลี่คลาย

จากกรณีที่นายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ระบุว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กล่าวว่าประเทศไทยไม่มีภัยแล้ง เป็นการโกหกประชาชนหรือไม่ เพราะในความเป็นจริง เกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศไทย ข้าวกำลังยืนต้นตายหมด เพราะชลประทานไม่ปล่อยน้ำเข้าพื้นที่นั้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำ
แห่งชาติ (กอนช.) ชี้แจงว่า ช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/2564 ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในเชิงป้องกันล่วงหน้า โดยได้กำหนดมาตรการรับรองสถานการณ์ขาดแคลนน้ำและวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง เพื่อแจ้งเตือนทำความเข้าใจกับประชาชน โดย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนโดยจัดลำดับความสำคัญที่ประชาชนต้องไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคก่อนอันดับแรก และประเมินความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในกิจกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะภาคการเกษตร เพื่อออกมาตรการให้ความช่วยเหลือรายพื้นที่หรือบรรเทาผลกระทบให้เกิดน้อยที่สุด ส่งผลให้ไม่มีการนำเงินทดรองราชการมาใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติ ทำให้ตลอดช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา จึงไม่มีการประกาศให้เป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง)ตามประกาศกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่มีหลักเกณฑ์ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ จะเป็นผู้ประกาศร่วมกับคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) ซึ่งจะมีการพิจารณาอย่างละเอียด และมีความเสียหายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปลายฤดูแล้งต่อเนื่องฤดูฝนพบว่า มีบางพื้นที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งต่อเนื่อง ล่าสุด ปภ.ได้มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) แล้ว จำนวน 2 จังหวัด 2 อำเภอ 2 ตำบล 9 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.เถิน จ.ลำปาง และ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ดังนั้น สิ่งที่ ส.ส.พิษณุโลก กล่าวอ้างถึงรองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าประเทศไทยไม่มีภัยแล้งจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

“ช่วงฤดูแล้งปี 2563/64 (1 พ.ย. 2563-30 เม.ย.2564) ขณะนั้นมีน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง
ทั้งสิ้น 19,868 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 42% คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้จัดสรรน้ำสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำ ได้แก่ 1.เพื่ออุปโภค-บริโภค 2.รักษาระบบนิเวศ 3.เกษตรกรรม และ 4.อุตสาหกรรม รวมถึงการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนระหว่างเดือนพ.ค.-ก.ค.2564 ด้วย ซึ่งการบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แม้ในบางพื้นที่มีเกษตรกรปลูกข้าวนาปรังเกินเป้าหมายบ้าง แต่ก็ไม่ได้รับความเสียหาย ประกอบกับฝนในปีนี้ตกเร็วกว่าปกติ ทำให้มีน้ำต้นทุนเข้ามาหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตร หลายพื้นที่จึงพ้นจากปัญหาขาดแคลนน้ำ” ดร.สมเกียรติกล่าว

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า จากกรณีที่ฝนในปีนี้มาเร็วกว่าปกติ และตกหนักตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งได้เริ่มทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาปีซึ่งเร็วกว่าทุกปี โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนยังน้อย ส่งผลให้เกษตรกรที่เริ่มทำการเพาะปลูกฤดูฝนปี 2564 ได้รับผลกระทบการขาดแคลนน้ำ กอนช.จึงได้มอบหมายให้ กรมชลประทาน กฟผ.เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้งติดต้ั้งเครื่องสูบน้ำช่วยสูบช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ

“สถานการณ์น้ำของประเทศล่าสุด (15 มิ.ย.2564) มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ทั้งนี้กอนช. คาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 15–21 มิ.ย.นี้ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ กว่า 277 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ขาดแคลนน้ำเริ่มคลี่คลายลงสามารถบรรเทาปัญหาผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายได้จากภาวะฝนทิ้งช่วงได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ สทนช. เร่งบูรณาการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำโดยเร็ว อย่างเป็นธรรมและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะข้าวนาปีที่เกษตรกรปลูกในขณะนี้” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย

‘ประภัตร’ ลุยแก้ปัญหา ‘โรคลัมปี สกิน’ ดันสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มอีก 8 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581655

'ประภัตร'ลุยแก้ปัญหา'โรคลัมปี สกิน' ดันสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มอีก 8 ล้านโดส

‘ประภัตร’ลุยแก้ปัญหา’โรคลัมปี สกิน’ ดันสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มอีก 8 ล้านโดส

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานพิธีเปิดโครงการรณรงค์การป้องกันและควบคุมโรคลัมปี สกิน (Lumpk Skin Disesae) พร้อมมอบเวชภัณฑ์อาหารสัตว์ ยารักษาสัตว์ป่วยตามอาการ ยากำจัดแมลง และหญ้าแห้งอาหารสัตว์ ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ และเยี่ยมชมการสาธิตการจัดการฟาร์ม ณ วีซ่าฟาร์ม โดยมี หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ตลอดจนผู้นำภาคประชาชนเข้าร่วม

ทั้งนี้ นายประภัตร กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังพิจารณาดำเนินการของบกลาง และจะนำเข้าครม. ในวันอังคารนี้ เพื่อให้กรมปศุสัตว์มีงบประมาณ ในการสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มอีก 8 ล้านโดส และสั่งซื้อยารักษาสัตว์ตามอาการ มุ้งสีฟ้า ยากำจัดแมลงดูดเลือด และอื่นๆ อีกนับสิบรายการเพื่อใช้ในการควบคุมโรคลัมปี สกิน รวมทั้งเตรียมเสนอต่ออธิบดีกรมบัญชีกลางและปลัดกระทรวงการคลังเพื่อปรับปรุงระเบียบการจ่ายเงินชดเชยกรณีโค – กระบือ เสียชีวิต จากโรคลัมปี – สกิน โดยเรทการชดเชยใหม่จะจ่ายสูงสุดถึง 41,000 บาท/ตัว จ่ายตามจริง ไม่เกิน 5 ตัวด้วย

สำหรับจังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 3 ล้านไร่เศษ โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโค – กระบือ จำนวน 14,272 ราย มีจำนวนโค – กระบือ รวม 319,371 ตัว มีจำนวนโค – กระบือ ป่วยสะสม 1,639 ตัว รักษาหายแล้ว 394 ตัว โดยจังหวัดกาญจนบุรีได้มีมาตรฐานการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ เพื่อควบคุมโรคลัมปี สกิน เพื่อผ้องกันการแพร่ระบาดแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2564)

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำกับภาวะฝนทิ้งช่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581057

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำกับภาวะฝนทิ้งช่วง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำกับภาวะฝนทิ้งช่วง

วันศุกร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปีนี้แม้ฝนจะตกเร็วตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา เหมือนธรรมชาติจะหลอกให้เกษตรกรเริ่มปักดำทำนาปี พอถึงเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องมาถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 ฝนกลับทิ้งช่วง นาข้าวหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาอู่ข้าวอู่น้ำของไทย

ท่าน สส.นพพล เหลืองทองนาราจากเมือง 2 แควพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ถือโอกาสอัดรัฐบาล โดยเฉพาะท่านรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กับคำถามที่ว่า “..โกหกหรือไม่ที่บอกว่า ประเทศไทยไม่มีภัยแล้ง เพราะในความเป็นจริงเกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่องล่าสุดข้าวกำลังยืนต้นตายหมด เพราะขาดน้ำ..”

จริงๆท่าน สส.นพพล อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน ที่ท่านรองนายกฯพูดถึงนั้น หมายถึงฤดูแล้งปี 2563/64 คือ ตั้งแต่1 พ.ย.2563-30 เม.ย.2564 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ไม่มีการประกาศให้เป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) เกือบตลอดฤดู จะมาประกาศก็ช่วงปลายฤดูแล้ง แต่ก็เป็นพื้นที่แคบๆ ในเขต อ.เถิน จ.ลำปาง และอ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี เท่านั้น อย่างไรก็ตามประกาศไม่นานฝนก็ตก

สาเหตุสำคัญที่ไม่ได้มีการประกาศเขตประสบภัยแล้ง แม้ปริมาณต้นทุนในปีที่ผ่านมาจะน้อย เพียง 19,868 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 42% ของปริมาณการกักเก็กเท่านั้น เนื่องจากกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ที่มีท่านรองฯประวิตร เป็นผู้อำนวยการได้มีการวางแผนรับมือเชิงป้องกัน พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน

ด้วยเหตุผลที่กล่าวว่าประกอบกับปีนี้ฝนตกเร็วกว่าปกติ ฤดูแล้งปี 2563/64 ประเทศไทยจึงพ้นวิกฤติภัยแล้ง ข้าวนาปรังที่เกษตรกรซึ่งมีบางพื้นที่ปลูกเกินเป้าหมาย ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เลย

สำหรับปัญหาขาดแคลนน้ำในปัจจุบัน เป็นปัญหามาจากภัยธรรมชาติ ที่เรียกว่า “ภาวะฝนทิ้งช่วง” ประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนยังมีน้อยอยู่ ส่งผลให้เกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะข้าวนาปีในฤดูฝนปี 2564 ได้รับผลกระทบการขาดแคลนน้ำ

ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รองนายกฯประวิตร ได้มอบหมายให้ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้งติดต้ั้งเครื่องสูบน้ำช่วยสูบช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำแล้ว และได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เร่งบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะข้าวนาปีที่เกษตรกรปลูกในขณะนี้

ท่ามกลางความโชคร้ายที่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนมีน้อยอยู่เช่นนี้ ก็มีความโชคดีจากธรรมชาติเกิดขึ้นเหมือนกัน เมื่อ “โคะงุมะ” พายุโซนร้อน ลูกแรกของปีนี้ ซึ่งต่อมาได้อ่อนกำลังลงเป็น ดีเปรสชั่น และหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ ได้พัดผ่านประเทศเวียดนาม ลาวตอนบนและบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย ทำให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำน่าน ซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่คือ เขื่อนสิริกิติ์ ตั้งอยู่

กอนช. คาดการณ์ว่า “โคะงุมะ” จะทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์ไม่น้อยกว่า 277 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ขาดแคลนน้ำในจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก (บ้านของท่านสส. นพพล) พิจิตร นครสวรรค์ และจังหวัดในลุ่มเจ้าพระยาคลี่คลายลง สามารถบรรเทาปัญหาผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายได้จากภาวะฝนทิ้งช่วงได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามการฝ่าวิกฤติภาวะภัยแล้ง และภาวะฝนทิ้งช่วง แม้จะมีโชคดีแต่ถ้าไม่มีการวางแผน และไม่มีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่แล้ว ก็ยากที่จะฝ่าวิกฤติได้


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘บิ๊กป้อม’ ไฟเขียวบรรเทาน้ำท่วมพัทยา ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ 600 ล. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/581058

‘บิ๊กป้อม’ไฟเขียวบรรเทาน้ำท่วมพัทยา ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ600ล.

วันศุกร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รองนายกฯเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ไฟเขียวเร่งดำเนินโครงการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเมืองพัทยา ระยะที่ 1 มั่นใจช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 600 ล้านบาท/ปีมีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 38,000ครัวเรือน

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน โครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ครั้งที่ 3/2564 เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญหลายโครงการ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2564 ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2564 นี้ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยา ระยะที่ 1 จังหวัดชลบุรี ภายใต้แผนหลักการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยาและพื้นที่ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองและเมืองพัทยา เร่งดำเนินการโครงการดังกล่าว พร้อมให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องจากมีพื้นที่เกี่ยวข้องส่วนหนึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมฯ และประสานการรถไฟแห่งประเทศไทย สำหรับการขออนุญาตการใช้พื้นที่ในการก่อสร้างและด้านการถ่ายโอนทรัพย์สินเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ เป็นต้น รวมทั้งยังได้ส่ังการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมโครงการที่รับผิดชอบ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนได้ตามแผนที่ได้วางไว้ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาด้านน้ำตามบริบทของพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

สำหรับแผนหลักการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยาและพื้นที่ต่อเนื่องนั้นได้ จำแนกพื้นที่พัทยาออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.พื้นที่ลุ่มน้ำย่อยเมืองพัทยา(พื้นที่ชุมชนหนาแน่นมาก) 2.พื้นที่ลุ่มน้ำย่อยคลองนาเกลือ–ห้วยมาบประชัน และคลองกระทิงลาย (พื้นที่ชุมชนหนาแน่นปานกลางและชุมชนชานเมืองของเมืองพัทยา) และ 3.พื้นที่ลุ่มน้ำย่อยห้วยใหญ่ (พื้นที่ชุมชนหนาแน่นน้อยและชุมชนชานเมืองของเมืองพัทยา) โดยมีแผนงานรองรับแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตามความเร่งด่วน ดังนี้ ระยะเร่งด่วน (1-5 ปี)โดยดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำในพื้นที่กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ระยะกลาง(6-10 ปี) ประกอบด้วย งานปรับปรุงคลอง ก่อสร้างท่อระบายน้ำสายหลักและสายรอง ซึ่งต่อเนื่องจากระยะเร่งด่วน และระยะยาว (11-20 ปี)ประกอบด้วย งานปรับปรุงคลอง ก่อสร้างท่อระบายน้ำในส่วนที่เหลือ

นอกจากนี้ในส่วนของแผนงานในระยะเร่งด่วน (1-5 ปี) ยังแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยา ระยะที่ 1 จังหวัดชลบุรี ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นงานก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ ในพื้นที่พัทยาใต้
โดยเป็นระยะที่ต้องดำเนินการด่วนมากที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่วิกฤติและมีปัญหาน้ำท่วมขังมากที่สุดเมื่อเกิดฝนตกหนัก ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด ระยะที่ 2อุโมงค์ระบายน้ำซอยสุขุมวิท–พัทยา 34–พัทยา 6 และอุโมงค์ซอยสุขุมวิท-พัทยา 54–ซอยเทพประสิทธิ์ 9–ซอยจอมเทียน 7 ดำเนินการโดยเมืองพัทยาร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง และระยะที่ 3 ท่อระบายน้ำหลักส่วนที่เหลือ ดำเนินการโดยเมืองพัทยาร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ยังได้เน้นย้ำให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เมืองพัทยาสำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เร่งหารือในรายละเอียดของโครงการอย่างรอบด้านและการจัดสรรงบประมาณส่วนท้องถิ่นบางส่วน ในการดำเนินโครงการ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ทั้งนี้เมื่อการดำเนินโครงการในระยะที่ 1แล้วเสร็จ จะสามารถรองรับน้ำฝนได้ 80 มิลลิเมตร/ชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ 15.39 ตารางกิโลเมตร ประชาชนได้รับประโยชน์ 38,740ครัวเรือน สามารถลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 600 ล้านบาท/ปี นอกจากนี้ น้ำหลากที่เร่งระบายยังสามารถสูบน้ำกลับเพื่อกักเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้ ซึ่งมติกนช. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 ได้ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองและเมืองพัทยา ประสานกรมชลประทานและการประปาส่วนภูมิภาค ในการสูบน้ำกลับเพื่อกักเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินการสูบน้ำกลับเพื่อกักเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ไว้ในแผนระยะยาว (ปี 2575 เป็นต้นไป) พื้นที่ดำเนินการอยู่นอกเขตเมืองพัทยา จำนวน 4 แห่ง

นอกจากนี้ เมืองพัทยาได้อนุญาตให้การประปาส่วนภูมิภาค สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำแก้มลิงห้วยใหญ่กลับไปยังห้วยซากนอกได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำและสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับมิติการสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืนต่อไป

กองทุน FTA เคาะงบ 21 ล้าน ดันศักยภาพเกษตรกรโคเนื้อวากิวสุรินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580760

กองทุนFTAเคาะงบ21ล้าน  ดันศักยภาพเกษตรกรโคเนื้อวากิวสุรินทร์

กองทุนFTAเคาะงบ21ล้าน ดันศักยภาพเกษตรกรโคเนื้อวากิวสุรินทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 21.88 ล้านบาท ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อสุรินทร์วากิวครบวงจรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้เกษตรกรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยมีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้กำกับดูแล ระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 ปี(ตั้งแต่ ปี 2564 – 2573) โดยร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคขุนพันธุ์สุรินทร์วากิว ให้เป็นเนื้อโคที่ดีมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศการอนุมัติงบประมาณดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (TAFTA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นมา ซึ่งกำหนดให้สินค้าเกษตร ที่นำเข้าจากออสเตรเลียจำนวน 17 รายการ เช่น เนื้อวัวและเครื่องใน เนื้อหมูและเครื่องใน ผลิตภัณฑ์จากเนยและนม เป็นต้น จะไม่มีภาษี ไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าอีกต่อไป

สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมืองจังหวัดสุรินทร์ นับเป็นกลุ่มวิสาหกิจที่ประกอบอาชีพเลี้ยงโคเนื้อสายพันธุ์วากิว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ปัจจุบันมีสมาชิก 107 ราย โคแม่พันธุ์ 2,079 ตัว แต่ผลผลิตของกลุ่มฯ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งมีความต้องการประมาณเดือนละ 60 ตัว หรือ ปีละ 720 ตัว ขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ผลิตได้เพียงเดือนละ 18 ตัว หรือปีละ 216 ตัว (คิดเป็นร้อยละ 30 ของตลาดที่มีอยู่) เป้าหมายของโครงการคือการผลิตลูกโคเพศผู้สำหรับขุนได้ ไม่น้อยกว่า 240 ตัว/ปี หรือ 2,400 ตัวตลอด ทั้งโครงการด้วยระบบการบริหารจัดการฟาร์มแบบคอกกลาง(Central Feedlot) มีการจัดอบรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรผู้เป็นสมาชิก ทั้งนี้ จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแล และควบคุมโดยกรมปศุสัตว์ ขณะที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะร่วมยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มภายใต้แนวคิดการผลิตแบบคอกกลางที่มีศักยภาพ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 10 ปี เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์โครงการ และจะเป็นเนื้อโคขุนที่มีเกรดคุณภาพไขมันแทรกระดับ 2.5 ขึ้นไป จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน GFM / GAP เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดระดับบน ซึ่งเป็นตลาดเนื้อโคขุนคุณภาพ นอกจากนี้ โครงการนี้ ยังได้จัดทำความตกลงด้านการตลาด (MOU) กับบริษัทคู่ค้าไว้แล้ว จำนวน 2 ฉบับ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรว่ามีตลาดรองรับผลผลิตอย่างแน่นอน

“ที่ผ่านมา สินค้าโคเนื้อ นับเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากตลาดภายในประเทศอย่างมาก แต่กลับพบว่าปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะเนื้อโคคุณภาพระดับเกรดไขมันแทรกตั้งแต่ระดับ 2.5 ขึ้นไป ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพไขมันแทรกได้เอง เช่น โคเนื้อลูกผสมยุโรป ชาโรเร่ส์แองกัสบราห์มันหรือโคลูกผสมวากิว ที่เป็นโคสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น จะส่งผลให้ไทยสามารถลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศได้ ซึ่ง สศก. โดยกองทุน FTA เรามีความมุ่งมั่นและยินดีให้การสนับสนุนเงินทุน ให้คำปรึกษาแก่กลุ่มเกษตรกร สำหรับนำไปพัฒนาศักยภาพ ทั้งในด้านการผลิต การตลาด เพื่อลดผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ร่วมกันพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรไทย” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 17 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580759

ซอกแซกอาเซียน  : 17 มิถุนายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 17 มิถุนายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผมพยายามเอาเรื่องของญี่ปุ่นมาเล่าให้มาก เนื่องจากต้องการที่จะนำบางแง่มุมที่มีประโยชน์มาโน้มน้าวชักชวนให้คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการไทยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาประเทศและสังคมไทยได้เรียนรู้และคัดเลือกนำเอาสิ่งที่ดีๆ มาใคร่ครวญคิดคำนึง พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจในการปฏิบัติงาน ความจริงในชีวิตของผมมีความโชคดีอยู่อย่าง คือ ได้มีโอกาสไปต่างประเทศบ่อยครั้งมาก ตั้งแต่ช่วงต้นรับราชการ เพราะเคยสอบชิงทุนไปเรียนและไปฝึกอบรมต่างประเทศอยู่เสมอๆ ได้พบเห็นวิธีคิด วิธีทำงานของคนในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือประเทศที่ทรัพยากรมนุษย์มีความพิเศษอย่างยิ่ง เช่น อิสราเอล (ผมเคยไปฝึกอบรมเกี่ยวกับการวางแผนพัฒนา ประมาณ 3 เดือน) รวมทั้งประเทศที่มีการพัฒนาพอๆ กับบ้านเรา เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งโดยสรุปได้มีโอกาสเรียนรู้ว่า การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะมีความก้าวหน้าหรือล้มเหลวในการพัฒนา ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของปัจจัยหลัก3 ประการ คือ (1) ทรัพยากรธรรมชาติ หรือ natural resource (2) ทรัพยากรทุน หรือ capital resource และ (3) ทรัพยากรมนุษย์ หรือ human resource หมายถึงถ้าประเทศใดมีปัจจัยทั้ง 3 อย่างนี้ ก็ถือว่าโชคดีมาก มีต้นทุนแห่งการพัฒนาอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ประเทศก็จะมีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปอย่างโชติช่วงชัชวาล

แต่ในสภาพความเป็นจริงก็หาไม่ง่ายที่ประเทศในโลกนี้จะโชคดี มีครบทั้ง3 ประการ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่า การขาดปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งจะส่งผลร้ายไม่ให้เกิดการพัฒนาได้อย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น ในประเทศอิสราเอลปัจจุบัน สิ่งที่ขาดแคลนคือ ทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ดินเป็นหินเป็นทะเลทราย ฝนแล้ง หรือในประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นเกาะกลางทะเลและเกิดภัยธรรมชาติตลอดเวลา แต่ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองประเทศกลับมีทรัพยากรมนุษย์ที่สุดยอด สามารถดลบันดาลสร้างทรัพยากรทุนแล้วนำไปจัดหาหรือสร้างเสริมทรัพยากรธรรมชาติ จนนำพาให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้อย่างอัศจรรย์

ตัวชี้วัด หรือ ปัจจัยทั้ง 3 ประการที่กล่าวมาข้างต้น อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ทราบถึงว่าประเทศใดขาดแคลนทรัพยากรประเภทใด ตอนที่ผมซึ่งยังหนุ่มๆ อยู่ ไปฝึกอบรมอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอลนั้น อาจารย์ผู้บรรยายชาวยิวท่านหนึ่ง ที่คงสันทัดเรื่องวัวนมและเคยมาเมืองไทย บอกกับผมระหว่างการบรรยายวิชาหนึ่งว่า ไอไปเมืองไทยแล้วรู้สึกอิจฉายูจริงๆ ท่านเล่าว่าเคยไปดูงานแถวๆ ปากช่อง กลางดง พบว่ามีทำเลพื้นที่และภูมิอากาศ (ทรัพยากรธรรมชาติ) เหมาะสมแก่การเลี้ยงวัวนมมาก ส่วนเงินลงทุน (ทรัพยากรทุน) นั้น ก็ทราบว่าประเทศไทยก็เป็นแหล่งที่ต่างชาติเอาเงินมาลงทุนทางการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรมจนเงินล้นธนาคารมากมายมหาศาล แต่ท่านกลับฉงนว่าทำไมประเทศไทยจึงยังต้องมีการสั่งนำเข้านมผงจากต่างประเทศอีก ปีละมูลค่ามหาศาล แทนที่จะผลิตส่งออกนำเงินตราเข้าประเทศ อาจารย์ผู้บรรยายแกพูดไว้แค่นั้นแหละ แต่ผมซึ่งตอนหนุ่มก็พอจะหัวไวอยู่บ้าง ก็เดาในใจได้ว่า ก็ในเมื่อปัจจัย 2 ประการ ประเทศไทยเรามีอยู่อย่างสมบูรณ์ ปัญหาที่ขาดมันก็คงคือปัจจัยอีก 1 อย่างที่เหลืออยู่นั่นแหละ ที่ประเทศไทยเรายังแย่ๆ อยู่ ไม่ต้องเขียนบอกนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมเป็นกลุ่มคนพวก “ชังชาติ” ฉบับนี้อาจไกลจากกิจกรรมแอปเตอร์ไปบ้าง แต่ผมก็เชื่อว่า คงจะสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกระบี่จัดชุดลุยตรวจสวนทุเรียน ห้ามตัดทุเรียนอ่อนขาย คาดโทษทั้งจำ-ปรับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580523

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกระบี่จัดชุดลุยตรวจสวนทุเรียน  ห้ามตัดทุเรียนอ่อนขาย คาดโทษทั้งจำ-ปรับ

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกระบี่จัดชุดลุยตรวจสวนทุเรียน ห้ามตัดทุเรียนอ่อนขาย คาดโทษทั้งจำ-ปรับ

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชูศักดิ์ วณิชวัฒนกุล หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการตัดทุเรียนพันธ์ุหมอนทองของเกษตรกร ในพื้นที่ต.เขาเขน และต.ปลายพระยา จ.กระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากที่สุดของจังหวัด เพื่อแนะนำและให้ความรู้แก่ชาวสวนทุเรียน ในการตัดทุเรียนคุณภาพออกขาย หลังพบว่าชาวสวนทุเรียนเริ่มทยอยตัดผลทุเรียนออกจำหน่าย เบื้องต้นยังไม่พบผู้กระทำผิด

นายชูศักดิ์ วณิชวัฒนกุล หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ในช่วงนี้จนถึงเดือน ก.ย.จะเป็นช่วงที่ทุเรียนของ จ.กระบี่ ออกสู่ตลาด ประกอบกับกรมส่งเสริมการเกษตร 

ได้สั่งคุมเข้มเรื่องคุณภาพมาตรฐานของทุเรียน ห้ามมีการนำทุเรียนอ่อนมาจำหน่ายโดยเด็ดขาด เนื่องจากชาวสวนบางคน เร่งตัดทุเรียนอ่อนออกขาย เพื่อหวังทำกำไร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาทุเรียนทั้งในและต่างประเทศ เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อทุเรียนไทยในสายตาผู้บริโภค และอาจส่งผลทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเมื่อถูกกดราคาจากผู้รับซื้อ 

สำหรับในพื้นที่ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ เป็นพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนมากที่สุดอยู่ในพื้นที่ ต.เขาเขน และต.ปลายพระยา มีเนื้อที่ปลูกกว่า 1,600 กว่าไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 816 ไร่ จำนวน 398 ตันมูลค่า กว่า 50 ล้านบาท ในส่วนผลผลิตทุเรียนทั้งจังหวัดในพื้นที่จ.กระบี่ มีไม่ต่ำกว่า 1,457 ตัน ให้ผลผลิตแล้ว 3,269 ไร่ จากพื้นที่ปลูกทั้งหมด 4,978 ไร่ สำหรับราคาจำหน่ายคาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2563 โดยราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 120-140 บาท ซึ่งประเทศจีนยังเป็นตลาดส่งออกหลัก มีปริมาณความต้องการมาก คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนราว 204 ล้านบาทเศษ

ขอฝากไปยังผู้บริโภคหากพบเห็นการซื้อขายทุเรียนอ่อนด้อยคุณภาพ สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือศูนย์ดำรงธรรมแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีบทลงโทษผู้กระทำผิด จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่นายสมเกียรติ โกฎิกุล อายุ 58 ปี ประธานแปลงทุเรียน อ.ปลายพระยา กล่าวว่า การตัดทุเรียนอ่อนไปขายเหมือนกับตัดไปทิ้ง เชื่อว่าชาวสวนไม่ทำอย่างแน่นอน แต่ปัญหาที่พบทุเรียนอ่อนขายอยู่ตามท้องตลาด เกิดจากพ่อค้าคนกลางมารับซื้อแล้วฝืนตัดทุเรียนไป เพื่อให้ได้ตามใบสั่ง โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ เมื่อมีการเข้มงวดทำให้ทุเรียนอ่อนไม่สามารถส่งออกได้ ถูกคัดแยกออกมาจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด และเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ แต่เชื่อว่าจากมาตรการที่เข้มงวดของรัฐก็จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป

‘บิ๊กป้อม’ ปลื้มผลงานน้ำอุปโภคบริโภค ประชาชนได้ประโยชน์ 400,000 ครัวเรือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/580524

‘บิ๊กป้อม’ปลื้มผลงานน้ำอุปโภคบริโภค ประชาชนได้ประโยชน์400,000ครัวเรือน

วันพุธ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“รองนายกฯ ประวิตร” เห็นชอบผลงานการขับเคลื่อนการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคตามนโยบายรัฐบาลได้ตามเป้า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน ขยายเขตประปาเมือง จัดหาแหล่งน้ำสำรอง และขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค ประชาชนได้รับประโยชน์เกือบ 400,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ สั่ง สทนช. ขับเคลื่อนแผนงานต่อเนื่องช่วยประชาชน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ความสำคัญกับนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และห่วงใยประชาชนในการเข้าถึงน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยมอบหมายให้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ และได้มอบหมายให้ สทนช.บูรณาการการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผนแม่บทด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภคที่มีเป้าประสงค์ในการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชน ครบทุกหมู่บ้านหรือทุกครัวเรือน ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งการจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่ซึ่งขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน พัฒนาน้ำดื่มให้ได้มาตรฐาน ในราคาที่เหมาะสม และส่งเสริมการประหยัดน้ำในทุกภาคส่วน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 6 “การเข้าถึงการใช้น้ำสะอาดและสุขาภิบาลที่ดี” ที่กำหนดเป้าหมายการพัฒนา การขยายเขตและการเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน โดยก่อสร้างระบบประปา จำนวน 256 หมู่บ้าน และปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้านที่ชำรุดเสียหาย จำนวน 14,534 หมู่บ้าน ให้แล้วเสร็จภายในปี 2573

สำหรับผลงานดำเนินงานในช่วง 5 ปีแรก (พ.ศ.2561-2565) สามารถขับเคลื่อนผลงานได้ตามเป้าหมาย โดยสามารถดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้านไปแล้วทั้งสิ้น3,214 แห่ง โดยเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ดำเนินการขยายเขต/เพิ่มเขตจ่ายน้ำได้ จำนวน 556 แห่ง ประชาชนได้รับประโยชน์ 62,222 ครัวเรือน จัดทำแผนระบบประปาเมืองหลัก/พื้นที่เศรษฐกิจได้ จำนวน2 แห่ง ประชาชนได้รับประโยชน์ 4,800 ครัวเรือน และจัดหาแหล่งน้ำสำรอง/น้ำต้นทุนได้ จำนวน 7 แห่ง ปริมาณน้ำรวม 5.03 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) นอกจากนี้ สทนช.ยังได้บูรณาการร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ดำเนินการขับเคลื่อนการขุดเจาะน้ำบาดาลสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยผลงานตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินการขุดบ่อบาดาลไปแล้ว จำนวน2,138 แห่ง ได้ปริมาณน้ำ 0.55 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนรับประโยชน์ 319,350 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รัฐบาลยังได้จัดสรรงบกลางตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งหมด 3 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 วันที่ 17 มีนาคม 2563 และวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลดำเนินการขุดเจาะน้ำบาดาล จำนวน 839โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 9,340 ไร่ ได้ปริมาณน้ำบาดาล 41 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนได้รับประโยชน์ 127,245 ครัวเรือน รวมทั้งยังได้จัดสรรงบกลางให้การดำเนินโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ในพื้นที่ 76 จังหวัด อีก 998 แห่ง และดำเนินการศึกษาสำรวจและก่อสร้างระบบเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นในพื้นที่แอ่งน้ำบาดาลเจ้าพระยาตอนบนและจันทบุรี-ตราด 530 แห่ง ในขณะที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้รับงบประมาณประจำปี 2563 รายการเงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการก่อสร้าง/ปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำระบบธนาคารน้ำใต้ดิน จำนวน 1,696 บ่อ และในปี 2564 ดำเนินการเพิ่มเติมอีก 28,101 บ่อ

“นอกจากผลการดำเนินการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ในด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภคดังกล่าวแล้ว สทนช.ยังเดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในด้านอื่นๆ ให้ครบทั้ง 6 ด้าน โดยเฉพาะผลการดำเนินการในด้านที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน สามารถพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น 1,138 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 2.5 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ชลประทาน 1.4 ล้านไร่ และประชาชนได้รับประโยชน์ 2.27 ล้านครัวเรือน ทั้งนี้ แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ได้กำหนดเป้าหมายดำเนินการ 6 ด้าน เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศ เปรียบเสมือนแผนที่นำทางให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถผสานการปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเป็นกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างบูรณาการในทุกมิติ สร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำได้อย่างยั่งยืน” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย