รายงานพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาเก็บสละอินโดผลโตหวานกรอบ จำหน่ายสร้างรายได้ไร้ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575121

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาเก็บสละอินโดผลโตหวานกรอบ  จำหน่ายสร้างรายได้ไร้ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

รายงานพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาเก็บสละอินโดผลโตหวานกรอบ จำหน่ายสร้างรายได้ไร้ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายหมัดแสละ หีมหมัด วัย 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 276 หมู่ 5 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ใช้พื้นที่ข้างบ้านปลูกสละพันธุ์อินโด ประมาณ 150 ต้น หลังปลูกมา  2 ปี สละอินโด เริ่มให้ผลผลิต สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวอย่างต่อเนื่องนอกจากการทำอาชีพหลักคือ สวนยางพารา 

ในขณะเดียวกัน สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลา ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำในการจัดการสวนทั้งการใส่ปุ๋ย การตัดแต่งต้น การผสมเกสร การเก็บเกี่ยวผลผลิต และการจัดการศัตรูพืช หากพบปัญหาศัตรูพืช รวมทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลาก็ได้เข้ามาเยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้การปลูกสละอินโดอย่างต่อเนื่อง 

นายหมัดแสละ หีมหมัด กล่าวว่า ตนและครอบครัวประกอบอาชีพทำสวนยางและมีพื้นที่ว่างใกล้ๆ บ้าน ประมาณ 1 ไร่ ก็ได้นำต้นสละอินโดมาปลูก เนื่องด้วยสละอินโด เป็นพืชที่ปลูกง่ายโตเร็ว ดูแลง่าย แต่เป็นพืชที่แตกหน่อคล้ายไผ่ ลำต้นและทางใบมีหนาม จะต้องหมั่นตัดแต่งต้นและทางใบสม่ำเสมอเพื่อสะดวกในการจัดการ สามารถปลูกแซมสวนยางพารา และสวนผลไม้ได้ ให้ผลผลิตตลอดปีหลังปลูกเพียง 2 ปีเริ่มให้ผลผลิต ซึ่งตนและภรรยา จะใช้เวลาว่างหลังจากทำสวนยางเข้าสวนสละอินโด เพื่อตัดแต่งกอและทางใบ ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นบำรุงผลเมื่อสละอินโด เริ่มแทงช่อดอก จะทราบได้ว่าเป็นต้นเพศผู้ หรือต้นเพศเมีย แต่ละต้นจะแยกเพศกัน หากต้องการให้ได้ผลผลิตสูงจึงต้องช่วยผสมเกสร โดยตัดช่อดอกเกสรตัวผู้นำไปเคาะละอองเกสรเพศผู้หรือวางช่อดอกเกสรตัวผู้บนช่อดอกเกสรตัวเมียของต้นเพศเมีย  

หลังผสมเกสรประมาณ 5-6 เดือนสามารถเก็บผลผลิตได้ ผลสละอินโด มีลักษณะกลมผลโต สีน้ำตาลคล้ำถึงดำ ผลสุกเต็มที่มีรสชาติ หวาน หอม กรอบ อร่อย ซึ่งสละอินโดในสวนของต้น จะให้ผลผลิตเฉลี่ยต้นละประมาณ 7-10 กิโลกรัม/ปีแต่ละครั้งจะเก็บผลสละอินโด ได้ประมาณ 30-50 กิโลกรัม จะเก็บ 15 วันต่อครั้ง  

สำหรับวิธีการเก็บผลผลิตสละอินโดในสวนของบังหมัดแสละ จะต้องชิมผลทุกช่อก่อนตัด หากยังมีรสฝาด จะไม่ตัดเด็ดขาดจะต้องมีรสชาติ หวาน กรอบเท่านั้น การชิมผลก่อนตัดทำให้ได้สละที่หวาน กรอบ อร่อยไม่มีรสฝาด เป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยจำหน่ายกิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งลูกค้าจะมาซื้อที่บ้าน มีทั้งลูกค้าในอำเภอ และต่างจังหวัด  สามารถสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวเป็นอย่างดี  

นายหมัดแสละ หีมหมัด กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ ระลอกแรกจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้มีผลกระทบกับผลผลิตและการจำหน่ายสละอินโดแต่อย่างใด เพราะผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า ความเชื่อมั่นในผลผลิต ซึ่งมีผลโต หอม หวาน กรอบ อร่อย เมื่อได้กินแล้วจะติดใจ และสละอินโดนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจและสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี   

ปัจจุบันมีเกษตรกรในอำเภอเมืองสงขลาหลายรายเริ่มนำสละอินโด มาปลูกแซมสวนยางพารา และปลูกแซมสวนผลไม้สร้างรายได้เสริม ผู้ใดสนใจสละอินโด ผลโตสดจากสวน ติดต่อบังหมัดแสละ โทร.087-3972297 

โควิดคลัสเตอร์เพชรบุรีหนัก! ‘อลงกรณ์’ ร่วมปกป้อง หนุนเดินหน้ายุทธศาสตร์ 1 ปิด 1 เปิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574703

โควิดคลัสเตอร์เพชรบุรีหนัก! 'อลงกรณ์'ร่วมปกป้อง หนุนเดินหน้ายุทธศาสตร์ 1 ปิด 1 เปิด

โควิดคลัสเตอร์เพชรบุรีหนัก! ‘อลงกรณ์’ร่วมปกป้อง หนุนเดินหน้ายุทธศาสตร์ 1 ปิด 1 เปิด

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 17.07 น.

“อลงกรณ์”ร่วมปกป้องเพชรบุรีระดมพลคนเพชรฯ.ผนึก 3 กระทรวง ”เกษตร-สาธารณสุข-พาณิชย์” สนับสนุนทีมจังหวัดเดินหน้ายุทธศาสตร์”1 ปิด 1 เปิด”เร่งขจัดโควิด “สาธิต”ยืนยันเตรียมส่งวัคซีนระดมฉีดโดยเร็ว “กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย”พร้อมมอบเงินสนับสนุนโรงพยาบาลพระจอมเกล้า

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะอดีตส.ส.เพชรบุรีเปิดเผยวันนี้ว่า(21พ.ค.)จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด19จากคลัสเตอร์โรงงานแคลคอมพ์ในอำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรีที่รุนแรงมากขึ้น ตนจึงได้ประสานกับ3กระทรวงได้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์ พร้อมกับระดมพลคนเพชรบุรีและภาคเอกชนร่วมมือกันเดินหน้ายุทธศาสตร์”1ปิด1เปิด”สนับสนุนจังหวัดเพชรบุรีในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด19 ในทันทีตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

“จากการประสานงานกับทีมจังหวัดเพชรบุรีและดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีเกษตรฯ. พรุ่งนี้กรมปศุสัตว์โดยด่านเพชรบุรีจะส่งทีมฉีดพ่นฆ่าเชื้อปฏิบัติการในเขตอำเภอเขาย้อยตามพื้นที่ที่ทางศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าอำเภอเขาย้อยที่มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการและนายอำเภอเขาย้อยกำหนด ทั้งนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์พร้อมสนับสนุนทีมและน้ำยาฆ่าเชื้อมาเสริมเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการฉีดพ่นฆ่าเชื้อในพื้นที่เสี่ยงในเขตอำเภอเขาย้อยและพื้นที่เฝ้าระวังในอำเภออื่นๆ

นอกจากนี้ได้ประสานกับดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขยืนยันว่าทางกระทรวงสาธารณสุขจะเร่งส่งฉีดวัคซีนมาให้โดยเร็วที่สุดเช่นเดียวกับกรณีการระบาดของคลัสเตอร์ตลาดกุ้งและโรงงานในจังหวัดสมุทรสาคร

ส่วนการเปิดเศรษฐกิจนั้นในวันอาทิตย์จะจัดทีมอีคอมเมิร์ซของกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ บริษัทไปรษณีย์ไทย หอการค้า สภาอุตสาหกรรม AICและทีมจังหวัดเพชรบุรีลงพื้นที่ตลาดกลางสินค้าเกษตรที่อำเภอท่ายางและอำเภอบ้านลาดเพื่อส่งเสริมการค้าการขายด้วยระบบอีคอมเมิร์ซตลาดกลางสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์”1ปิด1เปิด”คือการเร่งปิดเกมโควิด19พร้อมกับเปิดเศรษฐกิจไปพร้อมๆกัน ถ้าล็อคดาวน์อย่างเดียวคงไม่ได้ต้องดูแลปัญหาเศรษฐกิจไปพร้อมๆกัน เพราะชาวบ้านต้องกินต้องใช้ ธุรกิจการค้าต้องประกอบการและเกษตรกรต้องขายผลผลิตทุกวัน อย่าง2วันที่ผ่านมาได้เร่งแก้ปัญหาโรคระบาดลัมปีสกินในวัวที่จังหวัดเพชรบุรีก็ใช้ยุทธศาสตร์”1ปิด1เปิด”เช่นกันคือขจัดการแพร่ระบาดพร้อมกับผ่อนปรนให้ส่งโคจำหน่ายขายข้ามเขตไปโรงชำแหละได้สำเร็จเป็นครั้งแรกภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของกรมปศุสัตว์ด้วยความร่วมมือระหว่างกลุ่มเกษตรกร ฟาร์มวัว กรมปศุสัตว์และทีมจังหวัดเพชรบุรี”

นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้มีโรงพยาบาลสนามโดยโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเป็นผู้ดูแลได้เปิดรองรับผู้ติดเชื้อในจังหวัดเพชรบุรีหลายแห่งยังต้องการการสนับสนุนปัจจัยต่างๆซึ่งดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีเกษตรฯ.แจ้งว่ากลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยพร้อมบริจาคเงินจำนวน2แสนบาทเพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลพระจอมเกล้าโดยมอบนายอภิชาติ สุภาแพ่ง นายอรรถพร พลบุตรและ ดร.กัมพล สุภาแพ่งเป็นตัวแทนมอบในวันจันทร์ที่24พ.ค.นี้

ซินเจนทา ขยายเครือข่าย ‘รักษ์ผึ้ง’ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574588

ซินเจนทา ขยายเครือข่าย ‘รักษ์ผึ้ง’ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

ซินเจนทา ขยายเครือข่าย ‘รักษ์ผึ้ง’ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 11.56 น.

มหิดลนครสวรรค์ และซินเจนทา ขยายเครือข่าย “รักษ์ผึ้ง” ภาคกลางและตะวันออก สร้างความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ” โดยปีนี้ มีแนวคิดสำคัญคือ “เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการขจัดปัญหาอย่างยั่งยืน” (We’re part of the solution.) สอดคล้องกับแผนการเติบโตเชิงบวก (Good Growth Plan) ของซินเจนทา ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ นำไปสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงที่ดีอย่างยั่งยืน

นางสาววัชรีภรณ์ พันธ์ภูมิพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน ซินเจนทา เปิดเผยว่า หนึ่งในแผนงานสำคัญตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพขององค์การสหประชาชาติ ซินเจนทาได้ร่วมกับโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ดำเนินโครงการ “รักษ์ผึ้ง” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ และพัฒนาโรงเรียนต้นแบบเครือข่ายการเรียนรู้ “รักษ์ผึ้ง” ผ่านงานวิจัยและการอบรมส่งเสริมให้แก่กลุ่มเกษตรกร โรงเรียน และชุมชนรอบพื้นที่เกษตรกรรมภาคกลางและภาคตะวันออก เพื่อเผยแพร่ความรู้ และสร้างความตระหนัก ในการรักษาระบบนิเวศ ดูแลแมลงผสมเกสร ตลอดจนรักษาความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน 

ดร. สิทธิพงษ์ วงศ์วิลาศ นักวิชาการศึกษา โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ร่วมรับผิดชอบโครงการ “รักษ์ผึ้ง” กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ของมหาวิทยาลัยมหิดล นครสวรรค์ ได้จัดเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องผึ้งและความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ BEE LAND เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนและการสอน เรื่องการเลี้ยง การเพิ่มผลผลิต และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้ง รวมทั้งได้ประสานกับโรงเรียนระดับมัธยม เพื่อสร้างโรงเรียนเครือข่ายการเรียนรู้ “รักษ์ผึ้ง” ในเบื้องต้นมี 10 แห่งในจังหวัดนครสวรรค์ และ 5 แห่งในจังหวัดจันทบุรี เข้าร่วมเป็นโรงเรียนต้นแบบ นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนเกษตรกร อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนลำไยและผู้เลี้ยงผึ้งได้ประสานความร่วมมือ เพื่อรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพโดยได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลทั้งชาวสวนและผู้เลี้ยงผึ้ง

นายอานพ วนามี เจ้าของฟาร์มผึ้งสอยดาว เป็นประธานศูนย์ประสานงานโครงการ “รักษ์ผึ้ง” อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กล่าวเสริมว่า หัวใจสำคัญของโครงการ คือ ซินเจนทาและมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้ามาสร้างความเข้าใจและตอบสนองความต้องการระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งกับผู้ปลูกผลไม้ให้ได้ผลผลิตอย่างปลอดภัยตามระบบ GAP เพราะการดำเนินงานจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ โดยเฉพาะกลุ่มลำไย ซึ่งต้องการให้ผึ้งมาช่วยในการผสมเกสรดอก ยิ่งได้รับการผสมเกสรมากเท่าใด ผลก็ยิ่งติดลูกมากเท่านั้น

การใช้ผึ้งช่วยผสมเกสรสามารถเพิ่มอัตราการติดดอกได้เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 30 ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง ต้องการนำรังผึ้งไปวางในสวนต่างๆ เพื่อนำน้ำหวานจากเกสรดอกลำไยมาผลิตน้ำผึ้ง ซึ่งน้ำผึ้งจากดอกลำไยเป็นที่นิยมในตลาดไทยและตลาดต่างประเทศ อาทิ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน เพราะมีกลิ่นหอมและหวาน ดังนั้น หากเจ้าของสวนและผู้เลี้ยงผึ้งมีความรู้และความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น ก็จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยกับผู้บริโภคมากขึ้น  ปัจจุบันได้รับความสนใจจากเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งประมาณ และชาวสวนลำไยเกือบ 100 ราย โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

นางสาวกมลชนก บุญฤทธิ์ ครูผู้สอนวิชาชีววิทยา โรงเรียนเซนต์โยเซฟนครสวรรค์ หนึ่งในโรงเรียนต้นแบบในเขตพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า การดำเนินงานในโรงเรียนต้นแบบเครือข่ายการเรียนรู้ “รักษ์ผึ้ง” จะนำองค์ความรู้เกี่ยวกับนิเวศวิทยาการเลี้ยงผึ้ง เข้าไปอยู่ในวิชาหมวดการงานอาชีพของนักศึกษาระดับมัธยมปลายในโรงเรียนเป้าหมาย โดยนักวิชาการจากซินเจนทาและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดลจะไปร่วมถ่ายทอดความรู้เชิงทฤษฎีและเปิดโอกาสให้ฝึกปฏิบัติจริงในหลายด้าน อาทิ การศึกษาสภาพแวดล้อม ชีววิทยาและพฤติกรรมของผึ้งต่าง ๆ การบริหารจัดการรังผึ้งและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้ง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเกิดความเข้าใจจากการปฏิบัติจริง แต่ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงได้มีการปรับรูปแบบเป็นการเรียนออนไลน์แทน 

เช่นเดียวกับ โรงเรียนมะขามสรรเสริญ นายสุพร พงศ์วิฑูรย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนและที่ปรึกษาโครงการโรงเรียนต้นแบบในเขตพื้นที่จังหวัดจันทบุรี กล่าวสนับสนุนว่า โครงการ “รักษ์ผึ้ง” สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาที่ว่า “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เป็นการเสริมความรู้และทักษะการประกอบสัมมนาอาชีพที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยโครงการดังกล่าว ให้ทั้งความรู้และแนวทางการปฏิบัติ อีกยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ปัจจุบันมีโรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเข้าร่วมเป็นโรงเรียนต้นแบบแล้ว 5 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดวังจะอ้าย โรงเรียนวัดหนองสลุด โรงเรียนวัดมะทาย โรงเรียนบ้านมะขาม และโรงเรียนมะขามสรรเสริญ รวมทั้งมีแผนจะขยายไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ในพื้นที่ทั่วตะวันออกในอนาคต

“ความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ โรงเรียนต้นแบบเครือข่าย และศูนย์เครือข่ายทั้งหมดนี้ เป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจของซินเจนทา ในการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาช่วยเหลือเกษตรกรและภาคการเกษตรของไทย โดย โครงการรักษ์ผึ้ง เป็นหนึ่งตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการผสมผสานวิถีแห่งธรรมชาติเข้ากับนวัตกรรมการเลี้ยงผึ้งและการบริหารการเพาะปลูกผลไม้ได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ ทำให้สามารถดูแลและรักษาผลผลิต สร้างผลกำไร ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้แก่เกษตรกรและชุมชนโดยรอบได้อีกด้วย” นางสาววัชรีภรณ์ กล่าวสรุป 

สำหรับเกษตรกร โรงเรียน ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “รักษ์ผึ้ง” ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 088-445-6406 หรือ https://na.mahidol.ac.th/academic/ 

โรคระบาด! หมูติดเชื้อไวรัสเพิร์ส จับฉีดยาฆ่าฝังกลบยกคอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574562

โรคระบาด! หมูติดเชื้อไวรัสเพิร์ส จับฉีดยาฆ่าฝังกลบยกคอก

โรคระบาด! หมูติดเชื้อไวรัสเพิร์ส จับฉีดยาฆ่าฝังกลบยกคอก

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 09.45 น.

ฆ่ายกคอก! หมูติดเชื้อไวรัสเพิร์ส ปศุสัตว์อำเภอสหัสขันธ์ เตือนเกษตรกรให้เลือกซื้อพันธุ์สุกรที่ได้มาตรฐานถูกกฎหมาย

21 พฤษภาคม 2564 นายตระกูล หนูนิล นายอำเภอสหัสขันธ์ พร้อมด้วย นายสุรพล เกิดศักดิ์ ปศุวัตว์อำเภอสหัสขันธ์ นำเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ เข้าฉีดยาเพื่อทำลายสุกรในฟาร์มแห่งหนึ่งในเขตตำบลสหัสขันธ์ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังตรวจพบลูกสุกรอายุ 2 เดือน ติดเชื้อ PRRS หรือเพิร์ส ทั้งคอก จำนวน 38 ตัว และดำเนินการสอบสวนโรคและป้องการการแพร่ระบาดอย่างเร่งด่วน

สำหรับการพบเชื้อเพิร์สในหมูรายแรกของอำเภอสหัสขันธ์ เป็นเกษตรกรรายใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นโดยมีการติดต่อซื้อขายสุกรมาจากต่างจังหวัด เบื้องต้นนำ 50 ตัว ซึ่งทำการเลี้ยงมาประมาณ 20 วัน ระหว่างนั้นสุกรมีอาการป่วย ไอ และทยอยตายวันละตัวสองตัว จนเริ่มผิดสังเกต จึงได้เข้าแจ้งไปยังปศุสัตว์อำเภอสหัสขันธ์ และเก็บตัวอย่างส่งตรวจจนพบว่าสุกรติดเชื้อไวรัส PRRS หรือเพิร์ส ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการยับยั้งการเลี้ยงสุกรต่อเพื่อกำจัดเชื้อโดยเร็ว

นายสุรพล เกิดศักดิ์ ปศุสัตว์ อ.สหัสขันธ์ กล่าวว่า เมื่อมีการตรวจพบการติดเชื้อเพิร์ส หรือ PRRS สิ่งที่ต้องดำเนินการคือยับยั้งการแพร่เชื้อโดยทางสำนักงานปศุสัตว์ได้ประสานงานไปยังปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเข้ามาดำเนินการโดยขั้นตอนแรกคือการฉีดยาให้กับสุกร เมื่อตายแล้วจากนั้นก็จะเคลื่อนย้ายไปฝังกลบ ที่จะต้องขุดหลุมลึกประมาณ 1 เมตร ภายในหลุมจะต้องเทยาฆ่าเชื้อซ้ำอีกรอบก่อนจะฝังกลบ 

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่า เกษตรกรเป็นรายใหม่ ยังไม่ลงทะเบียน ไม่มีประสบการณ์การเลี้ยงสุกร ซึ่งจากนี้ไปก็จะเร่งทำความเข้าใจให้ผู้สนใจต่อไป โดยในรายนี้ได้ทำลายสุกรยกคอกทั้งหมด 38 ตัว โดยทางเจ้าหน้าที่ยังได้ไปสำรวจหลุมฝังซากสุกรที่ตายไปอีก 12 ตัว เพื่อลงบันทึกเป็นข้อมูลไว้

ปศุสัตว์ อ.สหัสขันธ์ กล่าวอีกว่า การเคลื่อนย้ายสัตว์ จะต้องมีใบอนุญาตใบรับเป็นรองจากปศุสัตว์  ถ้าหากเกษตรกรสนใจสามารถเข้ามาสอบถามรายละเอียด ส่วนที่เกิดขึ้นถือเป็นรายแรกที่ลักลอบเคลื่อนย้ายมาในพื้นที่ โดยเป็นสุกรมาจากต่างจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่แพร่ระบาดของเชื้อเพิร์ส หรือ PRRD และมีการเผยแพร่ทำการตลาดในออนไลน์ ซึ่งเกษตรกรจะต้องตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลให้ดีก่อนจะสั่งซื้อพันธุ์สุกร อย่างรายนี้ต้องทำลายยกคอกเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อและเกิดอันตรายในพื้นที่หากมีการเคลื่อนย้ายไปยังที่ต่างๆ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : วัคซีนมา…ราคายางเป็นใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574461

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : วัคซีนมา...ราคายางเป็นใจ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : วัคซีนมา…ราคายางเป็นใจ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในระลอกที่ 3 นี้รุนแรงมากกว่าทุกครั้ง มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตอยู่ในระดับที่สูงติดต่อกันหลายวัน ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

อย่างไรก็ตามในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ใช่ทุกธุรกิจจะได้รับผลกระทบทั้งหมด ธุรกิิจเกี่ยวกับสุขอนามัย เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ในการป้องกันจากการระบาดของโควิด-19 กลับมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะมีวัคซีนออกมาแล้ว แต่ก็ไม่ทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ดังกล่าวลดลงเลย โดยเฉพาะถุงมือยาง

ถุงมือยาง ผลิตมาจากน้ำยางข้น ซึ่งแปรรูปมาจากน้ำยางสด

ดังนั้นยางพารา พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย จึงได้รับอานิสงส์จากการระบาดของโควิด-19 จะเห็นได้จากราคายางเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2564 ราคายางแผนรมควันชั้น 3 ได้เพิ่มขึ้นสูงเป็น 68 บาทต่อกิโลกรัม และน้ำยางดิบราคาอยู่ในระดับ 65 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนแนวโน้มจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพหรือไม่?

ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)เคยวิเคราะห์สถานการณ์ราคายางก่อนการระบาดของโควิด-19 ในระลอก 3 ว่า

“การระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลบวกทำให้ราคายางสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เนื่องจากตลาดมีความต้องการใช้การยางธรรมชาติ มาผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยาง เพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากประมาณ 370,000 ล้านชิ้นในปีที่ผ่านมา จะเพิ่มเป็นมากกว่า 600,000 ล้านชิ้นในปี 2564 และเมื่อนำมาวิเคราะห์กับปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องในขณะนี้แล้ว แนวโน้มราคายางในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อาจจะมีสิทธิ์แตะ 80 บาทต่อกิโลกรัม”

ล่าสุด ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ ผู้ว่าฯณกรณ์ อีกครั้งเมื่อการระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 ที่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศมากกว่า 2,000 คนต่อวัน บางวันมีมากถึงกว่า 9,000 คน

“สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เช่นนี้ยิ่ง จะทำให้ความต้องการใช้การยางธรรมชาติ มาเป็นวัตถุดิบผลิตเครื่องมือแพทย์ ถุงมือยาง และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันรักษาสุขอนามัยมากขึ้น ในขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจก็จะเริ่มฟื้นตัว เมื่อมีการนำวัคซีนมาใช้อย่างแพร่หลาย คาดว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2564 ยังคงจะขยายตัวประมาณ5.5% โดยเฉพาะในประเทศจีนลูกค้ายางพารายางใหญ่ของไทย ที่สามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวและว่า

ช่วงที่ผ่านมาการส่งออกยางมีปัญหา ทำให้มีการนำสต๊อกออกมาใช้มากขึ้น ดังนั้นในช่วงนี้ผู้ใช้ยางจึงจะต้องซื้อยางเข้าเก็บไว้ในสต๊อกทดแทน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบการผลิต ปริมาณความต้องการใช้ยางจึงไปในทิศทางบวก

ในขณะที่ภาคเอกชน ก็วิเคราะห์ทิศทางราคายางไปในทางเดียวกันกับผู้ว่าฯ กยท.

ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ กรรมการบริษัทนอร์ทอีส รับเบอร์จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ชนะการประมูลรับซื้อยางเก่าเสื่อมสภาพในสต๊อกของ กยท.กว่า 104,00 ตัน ได้ให้ความเห็นว่า ขณะนี้ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ใช้ป้องกันโควิด-19 โดยถุงมือยางเพิ่มขึ้นถึง 40 เท่า ดังนั้นปริมาณยางส่วนหนึ่งจะถูกดึงออกไปใช้ก่อนที่จะนำมาผลิตเป็นยางแผ่น และยางผลิตเป็นยางแท่งSTR 20 ที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอื่นๆ ทำให้ปริมาณยางในตลาดขาดแคลน

นอกจากนี้ประเทศใช้ยางรายใหญ่ของโลกอย่างประเทศจีนสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้ยางจึงเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อความต้องการยางในตลาดมีมากกว่าปริมาณยางประกอบกับ กยท.เองก็มีนโยบายในการบริหารจัดการยางที่ดี

ฟันธงได้เลยว่า….ฤดูกาลเปิดกรีดยางที่กำลังจะมาถึงนี้ราคายางจะมีเสถียรภาพ เกษตรกรชาวสวนยางได้เฮแน่นอน!!!

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

เกษตรฯเคาะแล้ว ศพก. ต้นแบบนำร่อง AIC 6 จุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574459

เกษตรฯเคาะแล้วศพก.ต้นแบบนำร่องAIC6จุด

เกษตรฯเคาะแล้วศพก.ต้นแบบนำร่องAIC6จุด

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือ สถาบันการศึกษา 77 จังหวัด จัดตั้ง ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ให้เป็นแหล่งบริการเกษตรกรที่รวบรวมองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร โดยกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการนำร่องการเชื่อมโยง
องค์ความรู้ ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยจะเริ่มนำร่องก่อนใน 6 จุด กระจายในทั่วทุกภาคของประเทศ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า โครงการนำร่องการเชื่อมโยงองค์ความรู้ AIC ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำปีงบประมาณ 2564 ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญและถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องการยกระดับ ศพก. ไปสู่ศูนย์พัฒนา Smart Farmer ครบวงจร พร้อมกับประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาในการพัฒนาสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าเกษตรให้ปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคที่อยู่บนพื้นฐานการทำเกษตรกรรมยั่งยืน

โดยโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and
Innovation Center หรือ AIC) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นแหล่งบริการเกษตรกรที่รวบรวมองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร สามารถนำองค์ความรู้ต่างๆ ไปใช้พัฒนาต่อยอดการผลิต สามารถลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรและให้สินค้ามีคุณภาพและมีมาตรฐาน โดยเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาคี คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกร ภาควิชาการ และภาคเอกชน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ได้ตอบรับนโยบายการขับเคลื่อนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการยกระดับ ศพก. สู่ศูนย์พัฒนา Smart Farer ครบวงจร สอดรับกับการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม จาก AIC สู่ ศพก. จึงได้จัดทำ “โครงการนำร่องการเชื่อมโยงองค์ความรู้ AIC ผ่าน ศพก.” โดยมีเป้าหมายในการพัฒนา ศพก. และศูนย์เครือข่ายให้มีความพร้อมเป็นศูนย์เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่สนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการและการปฏิบัติเป็นช่องทางนำเสนอแหล่งทุนเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจพร้อมกับออกแบบกำหนดหลักสูตรการพัฒนาเป็นลำดับขั้น ครอบคลุมไปถึงการพัฒนาศักยภาพ Smart Farmer, Young Smart Farmer, กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้นำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก AIC มาประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมและตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ ในเบื้องต้นได้มีการคัดเลือก ศพก.ในการเป็นต้นแบบนำร่องโครงการด้วยกัน 6 จุด ได้แก่ ศพก. เครือข่าย ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนแขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ศพก. เครือข่าย ศูนย์เรียนรู้การผลิตมะพร้าวครบวงจร อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ศพก. เครือข่าย ศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม (เกษตรผสมผสาน) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย ซึ่งก็คาดหวังว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมไปสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนต่อไป

ปศุสัตว์ห่วงเกษตรกร! โดนหลอกซื้อวัคซีน ‘ลัมปีสกิน’ เถื่อน ขายผ่านออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574414

ปศุสัตว์ห่วงเกษตรกร! โดนหลอกซื้อวัคซีน'ลัมปีสกิน'เถื่อน ขายผ่านออนไลน์

ปศุสัตว์ห่วงเกษตรกร! โดนหลอกซื้อวัคซีน’ลัมปีสกิน’เถื่อน ขายผ่านออนไลน์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 16.02 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ห่วงเกษตรกรถูกหลอกซื้อวัคซีนลัมปีสกินเถื่อน พบประกาศขายออนไลน์ ให้รอวัคซีนนำเข้าถูกกฎหมายจากแอฟริกาใต้ ปลายเดือน พ.ค.นี้ ล็อตแรก 6 หมื่นโด๊ส

20 พฤษภาคม 2564 น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ด้วยขณะนี้ได้เกิดกรณีหลอกลวงเกษตรกรในหลายจังหวัดที่กำลังประสบปัญหาการระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือที่เลี้ยง ว่ามีวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวเข้ามาจำหน่าย โดยมีการขายตรงกับเกษตรกรและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อออนไลน์ภายใต้แพลตฟอร์มต่างๆ กรมปศุสัตว์มีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง จึงขอประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจกับเกษตรกร อย่าได้ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีที่มีการนำเข้าวัคซีนมาอย่างผิดกฎหมาย และนำมาหลอกขายให้กับเกษตรกร

“ขอเรียนเกษตรกรทุกคนว่า วัคซีนที่มีการโฆษณาขายขณะนี้ ยังไม่ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. การเผยแพร่ดังกล่าว อาจจัดเป็นการโฆษณายา โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นวัคซีนเถื่อนที่มีการลักลอบนำเข้า หากเกษตรกรหลงเชื่อและนำมาใช้จะยิ่งส่งผลเสียให้กับเกษตรกร เพราะนอกจากต้องเสียเงินในการซื้อเป็นจำนวนมากแล้ว ยังอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการทำให้โรคลัมปี สกิน เกิดการระบาดเป็นวงกว้างมากกว่าในปัจจุบัน และอาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ ที่จะสร้างความเสียให้เป็นอย่างมากต่อภาคปศุสัตว์ของประเทศไทย ดังนั้นขอให้เกษตรกรอย่าหลงเชื่อและใช้วัคซีนเถื่อนดังกล่าว”

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระเบียบการนำเข้าวัคซีนที่ถูกต้องตามกฎหมายว่า ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 กำหนดให้ วัคซีนสำหรับมนุษย์และวัคซีนสำหรับสัตว์ ต้องได้รับหนังสือรับรองรุ่นการผลิตก่อนออกจำหน่าย หรือ ส่งมอบให้ผู้ใช้ นอกจากนี้พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 กำหนดให้ผู้ผลิตและนำเข้าวัคซีนสำหรับมนุษย์และสัตว์ ต้องมีใบอนุญาตและนำวัคซีนมาขึ้นทะเบียนในประเทศไทย โดยทุกครั้งที่มีการผลิต หรือ นำเข้าวัคซีน ที่ผ่านการพิจารณาขึ้นทะเบียน และได้รับเลขทะเบียนตำรับยา จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  การที่ต้องได้รับหนังสือรับรองรุ่นการผลิตก่อนนำออกจำหน่าย หรือ ส่งมอบให้ผู้ใช้ด้วย เนื่องจากกระบวนการผลิตวัคซีนมีความซับซ้อนสูง หากมีข้อบ่งพร่องจะส่งผลต่อความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ของวัคซีนที่นำมาใช้ 

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ในประเทศไทย มีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานเดียว ที่รับอนุญาติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  ให้สามารถนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ได้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยความคืบหน้าในการนำเข้า ทางกรมปศุสัตว์ ได้ติดต่อและสั่งซื้อวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน จากประเทศแอฟริกาใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยวัคซีนล๊อตแรกจะเข้ามาถึงประเทศไทยภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2564 นี้

“วัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน จะมีการนำเข้ามาเป็นล๊อต โดยล๊อตแรกที่จะมาถึงช่วงปลายเดือนพ.ค.นี้ จำนวน 60,000 โด๊ส ทั้งนี้การออกให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันแก่โค-กระบือของเกษตรกร จะดำเนินการตามแผนปฏิบัติการของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโรคลัมปี สกิน ซึ่งทำหน้าที่กำหนดโยบาย ประกาศหลักเกณฑ์ และมาตรการด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคลัมปี สกินในประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก หรือ OIE และมาตรฐานสากลอื่นๆ ขณะนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามแต่งตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทางกรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์  ยานพาหนะไว้เป็นที่เรียบร้อย พร้อมออกปฏิบัติงานฉีดวัคซีนแก่โค-กระบือของเกษตรกรตามแผนปฏิบัติการที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาโรคลัมปี สกิน  กำหนดมาได้ทันที”

“ขอฝากถึงเกษตรกรทุกท่านว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี สกิน ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ได้มีคำสั่งตรงถึงกรมปศุสัตว์ให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและให้เห็นผลสำเร็จโดยเร็วที่สุด ตนเองในฐานะอธิบดีกรมปศุสัตว์ และข้าราชการกรมปศุสัตว์ทุกคน จึงพร้อมที่จะทำงานเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคลัมปี สกินในครั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และเกษตรกรทั่วประเทศ” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

ซอกแซกอาเซียน : 20 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574231

ซอกแซกอาเซียน : 20 พฤษภาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้เป็นที่ทราบกันนะครับว่า ประเทศสมาชิกแอปเตอร์ประเทศหนึ่งมีปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ นั่นคือ ประเทศเมียนมา ผมคิดว่าถ้าไม่พูดถึงเลย ก็คงขาดมุมมองอันเกี่ยวเนื่องกับภารกิจของเรา แต่หากจะพูดก้าวล่วงลึกมากเกินไปจนกระทบกับความเป็นกลางและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองขององค์กรแอปเตอร์ก็คงจะไม่ดี ดังนั้น ผมคงขออนุญาตกล่าวถึงประเทศเมียนมาสักเล็กน้อย แต่ด้วยความระมัดระวัง ถึงแม้ว่า ผมจะทราบอะไรลึกๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ในประเทศนี้ รวมทั้งได้ทราบเกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรม ตลอดจนแนวคิดพื้นฐานของคนเมียนมา เพราะเดินทางไปหลายครั้ง ดังนั้น ในส่วนที่จะกล่าวถึงคงจะเป็นเรื่องผลกระทบต่างๆ ที่สืบเนื่องจากการปฏิบัติภารกิจการช่วยเหลือด้านการสำรองข้าวสำหรับบริโภคในเชิงมนุษยธรรมตามภารกิจขององค์กรแอปเตอร์ครับ

ปีที่ผ่านมาในปี 2020 แอปเตอร์มีโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับประเทศเมียนมาอยู่ 2-3 รายการด้วยกัน ที่ยังค้างคาดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เพราะเป็นเรื่องของการ
ส่งข้าวสารตามที่เมียนมาร้องขอในระบบที่เรียกว่า Preposition ดังที่ผมได้เขียนอธิบายมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่หากท่านยังไม่ทราบ ก็เล่าคร่าวๆว่า เป็นรูปแบบส่งข้าวไปเก็บไว้ก่อนการเกิดภัยธรรมชาติ และเมื่อเกิดภัยพิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงจะนำออกไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน มีข้าวที่บริจาคโดยประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้มีการแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังคงมีอยู่ 2 รายการ ที่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งทั้ง 2 รายการนี้เป็นการช่วยเหลือจากประเทศญี่ปุ่นทั้งคู่ และเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างพิเศษ ทำให้ต้องกังวลอยู่นิดหน่อยว่า สุดท้ายแล้ว ด้วยความยุ่งเหยิงทางการเมืองในเมียนมา เจ้า 2 รายการนี้จะสำเร็จลงได้อย่างไร

รายการแรก เป็นการร้องขอจากกระทรวงเกษตรฯ เมียนมาเพื่อต้องการข้าวไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากโควิด-19แต่โดยเหตุที่ทางญี่ปุ่นอาจจะหมดโควตาข้าว แต่ก็ยังแสดงถึงความใจกว้างก็เลยใช้วิธีที่ไม่ค่อยได้ใช้มาแต่เดิม คือ การส่งเงินไปให้ประเทศผู้ร้องขอ ซื้อข้าวภายในประเทศเพื่อช่วยเหลือ ความจริงวิธีนี้ ประเทศผู้รับหลายๆ ประเทศ ก็พยายามเสนอหรือร้องขอให้นำมาใช้ เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศผู้ร้องขอมากขึ้น กล่าวคือ เหมือนได้ประโยชน์สองต่อ เพราะได้ใช้เงินที่ผู้บริจาคมาซื้อข้าวภายในประเทศ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกภายในประเทศอีกต่อหนึ่ง แต่ทว่าที่ผ่านมา วิธีการนี้มักไม่ค่อยได้ใช้เนื่องจากประเทศผู้ให้ ก็ประสงค์ที่จะระบายข้าวในประเทศตนเอง ซึ่งมีอยู่อย่างเหลือเฟือออกไปที่อื่นเช่นกัน เว้นแต่ในกรณีจำเป็น เช่นที่เกิดขึ้นกับเมียนมาในคราวนี้ ที่ฝ่ายญี่ปุ่นตกลงมอบเงิน โดยผ่านสำนักเลขานุการแอปเตอร์ให้ไปซื้อข้าวเอาเอง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่ถูกใจของประเทศผู้รับมากกว่า

แต่กระนั้น ด้วยความที่ประเทศเมียนมา เกิดปัญหาทางการเมืองภายในประเทศอย่างที่ทราบกัน กระบวนการจัดซื้อข้าวภายในประเทศของกระทรวงเกษตรฯ เมียนมา จึงชะงักงันไปด้วย โดยแผนการจัดหาแรกที่กระทรวงเกษตรฯ เมียนมารายงานให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ทราบ คือ จะโอนเงินต่อไปยังเขต/รัฐปลายทางต่างๆ เพื่อจัดซื้อกันเอง นั่นเท่ากับว่าปัจจุบันน่าจะหาความแน่นอนอะไรไม่ได้เลย เพราะแต่ละเขต/รัฐก็ยังไม่ทราบว่าทิศทางส่วนกลางจะเป็นไปอย่างไรบ้าง เนื่องจากตอนนี้ มีการประท้วงและการปราบปรามอยู่ ก็คงเป็นเรื่องที่เราคงจะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็ได้ส่งหนังสือไปแล้วถึงประทรวงเกษตรฯ เมียนมาว่าขอทราบแผนการดำเนินการ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ตอบมา ทราบภายในทางอินเตอร์เนตติดต่อกันกับเจ้าหน้าที่ประสานงานของเขาว่า คนทำงานหรือบรรดาข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ของเขาบางคนก็หยุดงาน เป็นผลให้งานการภารกิจก็ชะงักงันไปหมด แถมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็เปลี่ยนเป็นคนใหม่ คงต้องมีการเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจกันอีกสักระยะหนึ่ง กว่าจะเข้าใจกันผมว่าน่าหนักใจครับสำหรับกิจกรรมแอปเตอร์ในประเทศเมียนมา ซึ่งก็ยังมีแบบพิเศษอีกรายการหนึ่งที่จะมาพูดต่อในฉบับหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สศท.6 เปิดผล Focus Group ‘บางพลวงโมเดล’ ปราจีนบุรีต้นแบบจัดการพื้นที่ภัยพิบัติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/574232

สศท.6เปิดผลFocus Group ‘บางพลวงโมเดล’ปราจีนบุรีต้นแบบจัดการพื้นที่ภัยพิบัติ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชัฐพล สายะพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการประชุม Focus
Group ถอดบทเรียน “แนวทางบริหารจัดการสินค้าเกษตรสำคัญในพื้นที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซาก กรณีศึกษาโครงการบางพลวงโมเดล” ภายใต้โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) สำหรับโครงการพื้นที่บางพลวงเป็นพื้นที่ชลประทานขนาดใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 5 แสนไร่ เป็นพื้นที่ชลประทานใจกลางหลักของภาคตะวันออก และมีความท้าท้ายในการเกิดภัยพิบัติซ้ำซาก ได้แก่ อุทกภัย ภัยแล้ง และภัยน้ำเค็มรุกล้ำ ซึ่งจากการถอดบทเรียนจากข้อมูลตามแผนที่ความเหมาะสมของสินค้าเกษตร (Agri-Map) พบว่า พื้นที่ 5 ตำบลนำร่อง (ต.บางกุ้ง ต.หาดยาง ต.ดงกระทงยาม ต.คู้ลำพัน และ ต.ไผ่ชะเลือด) ของบางพลวงโมเดลส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เหมาะสมสูง (S1) แก่การปลูกข้าวจำนวน 37,440 ไร่ เหมาะสมปานกลาง(S2) จำนวน 12,419 ไร่ และเป็นพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) เพียง 332 ไร่

หากพิจารณาจากข้อมูลของเกษตรตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 มิติ มีดังนี้ 1) มิติด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกษตรกรส่วนใหญ่อาศัยใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำชลประทาน ซึ่งแหล่งน้ำยังไม่เพียงพอ 2) มิติด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรส่วนใหญ่สังกัดกลุ่ม ธ.ก.ส. 86% เป็นพื้นที่เช่า 86% ไม่คิดเปลี่ยนไปทำเกษตรด้านอื่นๆที่มีรายได้มากกว่าการทำนาเพียงอย่างเดียวเนื่องจากเป็นพื้นที่เช่าไม่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ และไม่มีความรู้ในการประกอบอาชีพอื่น ๆ แต่หากมีน้ำส่งมาตามคลองได้ต่อเนื่องจึงจะคิดปรับเปลี่ยนปลูกพืชทางเลือกอื่นผสมผสานบ้างต่อไป และ 3) มิติด้านสังคม ส่วนใหญ่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร มีอาชีพเสริม 33% เช่น รับจ้างทั่วไป ค้าขาย และลูกจ้างภาครัฐ

โดยการนำเสนอในครั้งนี้ ผู้อำนวยการส่วนแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจการเกษตร (นางสาวนริศรา เอี่ยมคุ้ย) สศท.6 ได้นำเสนอร่างแนวทางการบริหารจัดการฯ ให้หน่วยงานภายใน กษ. และภายนอก กษ. และเกษตรกรควรร่วมบูรณาการแบบมีพื้นที่เป้าหมายเดียวกันในพื้นที่โครงการบางพลวง เพื่อแก้ไขปัญหาในแต่ละมิติ รวมทั้งประเด็นสำคัญการส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ให้เข้มแข็งเพื่อให้ตกผลึกความคิดร่วมกันและสร้างการรับรู้รับทราบข้อมูลให้ทั่วถึง โดยในที่ประชุมได้เห็นชอบตามข้อค้นพบจากการถอดบทเรียนและร่างแนวทางการบริหารจัดการฯ นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นควรให้มีพื้นที่ปลูกสินค้าทางเลือกต้นแบบ แบบ Learning by Doing ควรหาพื้นที่เป้าหมาย และควรมีเกษตรกรต้นแบบเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรได้ศึกษาดูต้นแบบความสำเร็จ ตั้งแต่เรื่องแหล่งเงินทุนหาพันธุ์ดี วิธีการเพาะปลูกพืชทางเลือก การดูแลรักษาไปจนถึงด้านการตลาด

อย่างไรก็ตาม สศท.6 จะนำผลการประชุม Focus Group ไปปรับปรุงรายงานการถอดบทเรียนฯ ให้สมบูรณ์มากขึ้นและนำไปเสนอผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนแนวทางบริหารจัดการร่วมบูรณาการทำงานของหน่วยงานทั้งในและนอกสังกัด กษ. เน้นการบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่/การปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตให้เป็นสินค้าที่ตลาดต้องการ ตามหลักการตลาดนำการผลิตแบบครบวงจร สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลบางพลวงโมเดล สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.6 โทร. 0-3835-1398 หรืออีเมลzone6@oae.go.th

ก.เกษตรฯจับมือจุฬาฯพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ‘จุลินทรีย์-สมาร์ทแพ็กกิ้ง’ ยืดอายุพืชผักผลไม้ส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573981

ก.เกษตรฯจับมือจุฬาฯพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ‘จุลินทรีย์-สมาร์ทแพ็กกิ้ง’ยืดอายุพืชผักผลไม้ส่งออก

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯร่วมมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพิ่มศักยภาพการส่งออกสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีจุลินทรีย์และสมาร์ทแพ็กกิ้งยืดอายุผลไม้และสินค้าเกษตร

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และประธานคณะกรรมการบริหาร AIC (Agritech and Innovation Center) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาการยืดอายุผลไม้ด้วยเทคโนโลยีจุลินทรีย์และโครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ (Smart Packing) ยืดอายุและความสดของผัก ผลไม้และสินค้าเกษตรจะนำนวัตกรรมใหม่นี้มาใช้กับแผนโลจิสติกส์เกษตรทางเลือกใหม่ในยุคโควิด เช่น การขนส่งระบบรางจากไทยผ่านจีนไปทุกมณฑลของจีน เกาหลี ภูมิภาคเอเชียกลางภูมิภาคตะวันออกกลาง รัสเซีย สแกนดิเนเวีย ยุโรปและอังกฤษ ภายใต้ขบวนรถไฟอีต้าอีลู่ (เส้นทางสายไหม) บนความร่วมมือระหว่าง ไทย-จีน-ลาว-เวียดนามเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

“มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ของแต่ละประเทศทำให้ต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นทั้งทางบกทางน้ำและใช้เวลานานขึ้นในการข้ามแดนตั้งแต่ปี 2563 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จึงสั่งการให้เร่งแก้ไขปัญหาและวางแนวทางโลจิสติกส์ทางเลือกใหม่ๆ ภายใต้ “5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย” และประกอบกับเส้นทางรถไฟสายจีน-ลาว จะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้ เราจึงเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการขนส่งสินค้าทางรางด้วยเส้นทางนี้ โดยใช้โลจิสติกส์ฮับที่อุดรธานีและหนองคาย ตั้งเป้าเริ่มคิกออฟต้นปีหน้า อีกเส้นทางคือการขนส่งระบบรางผ่านด่านผิงเสียงบริเวณพรมแดนเวียดนามกับเขตปกครองตนเองกว่างสีจ้วงของจีน เราหวังว่าถ้าสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ยืดอายุผลไม้สด เช่น ทุเรียน มะม่วง มังคุด ลำไย เงาะ ลองกอง ขนุน ผัก สมุนไพร เป็นต้น จะทำให้มีทางเลือกในการขนส่งที่ถูกลงมีเวลาแน่นอนจากต้นทางถึงปลายทางและใช้เวลาน้อยลงแต่มีช่วงเวลาขายยาวขึ้นเป็นประโยชน์ต่อผู้ค้าปลีกที่เป็นลูกค้าของไทยทั้งขายแบบออนไลน์และออฟไลน์ และนี่คือการสร้างศักยภาพใหม่ในการส่งออกของเรา” นายอลงกรณ์ กล่าว