สศท.3 ชูผลสำเร็จ ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’ ผ่านมาตรฐาน GAP สร้างกำไร 174,000 บาท/ปี/ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573983

สศท.3ชูผลสำเร็จ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’  ผ่านมาตรฐานGAPสร้างกำไร174,000 บาท/ปี/ราย

สศท.3ชูผลสำเร็จ‘แปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้’ ผ่านมาตรฐานGAPสร้างกำไร174,000 บาท/ปี/ราย

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “ลูกอ๊อดกบ”
เป็นหนึ่งในสัตว์น้ำนำร่องที่ได้รับการผลักดันเข้าสู่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ด้านการประมง เมื่อปี 2560 เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดในท้องถิ่นมีความต้องการสูง ราคาดี ซึ่งเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในช่วงหน้าแล้งหลังการทำนาปี โดยปรับพื้นที่นาข้าวเพื่อเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบ ปัจจุบันเกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ผลิตและจำหน่ายลูกอ๊อดกบ จนเกิดรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกร ที่สำคัญทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ยังได้รับมาตรฐาน GAP และเกษตรกรผู้เลี้ยงได้มีการจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบกลุ่มแรกของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

จากการลงพื้นที่ของ สศท.3 เพื่อติดตามสถานการณ์ผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม โดยสัมภาษณ์นายสมชัย วงษ์สุข ผู้จัดการแปลงใหญ่ฯ และยังเป็นเกษตรกรต้นแบบ ซึ่งมีประสบการณ์เพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบมาเป็นระยะเวลานานกว่า 15 ปี เล่าว่า ตนประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก และมีความสนใจอยากทำอาชีพเกษตรอย่างอื่น เพื่อให้มีรายได้ในช่วงหลังการทำนา จึงเลือกการเพาะลูกอ๊อดกบขาย เนื่องจากเลี้ยงง่าย สร้างรายได้สูง ซึ่งได้เลี้ยงมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ และได้มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรรายอื่น รวมถึงแนะนำให้เกษตรกรผู้สนใจหันมาเลี้ยงกันมากขึ้นหลังจากนั้นจึงได้เริ่มรวมกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 32 ราย พื้นที่เลี้ยงรวม 64 ไร่ สำหรับพื้นที่การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดในนา 1 ไร่ จะมีต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ย 61,200 บาท/ไร่ (1 ไร่ มีบ่อเพาะเลี้ยง 20 บ่อ ขนาด 4 x 15 เมตร) ผลผลิตลูกอ๊อดเฉลี่ย 60 กิโลกรัม/บ่อ (1 กิโลกรัม จะได้ลูกอ๊อดประมาณ
450-500 ตัว) เกษตรกรมีผลตอบแทน 96,000 บาท/ไร่คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 34,800 บาท/ไร่ราคาที่เกษตรกรขายได้ 80 บาท/กิโลกรัม โดยภายในระยะเวลา 1 ปี สามารถเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบได้ถึง5 ครั้ง คิดเป็นผลตอบแทนทั้งปีเกษตรกรจะมีรายได้สุทธิจากการขายลูกอ๊อดกบมีชีวิตเฉลี่ย 174,000 บาท/ปี/ราย ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ในระยะเวลา 1 ปี สามารถผลิตลูกอ๊อดได้ประมาณ 180 ตันคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 14.40 ล้านบาท ด้านการจำหน่ายผลผลิตลูกอ๊อดกบ ทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ จะจำหน่ายเพื่อการบริโภคหรือนำไปเลี้ยงเป็นกบเนื้อ แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ลูกอ๊อดกบมีชีวิตและแช่แข็ง

ผู้อำนวยการ สศท.3 กล่าวทิ้งท้ายว่า การเพาะเลี้ยงลูกอ๊อดกบ อีกทั้งยังเป็นอาชีพทางเลือกที่สร้างความสำเร็จ สร้างรายได้ให้เกษตรกร จากโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจข้อมูลการผลิตลูกอ๊อดกบของกลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ สามารถสอบถามได้ที่ นายสมชัย วงษ์สุข ผู้จัดการแปลงใหญ่ฯ กลุ่มแปลงใหญ่ลูกอ๊อดบ้านหนองแต้ ตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม หรือ โทร 09-8221-7904 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่ทุกท่าน

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : ความสัมพันธ์อันแนบแน่น ธรรมนัส พรหมเผ่า-อัศวิน ขวัญเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573982

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : ความสัมพันธ์อันแนบแน่น ธรรมนัส พรหมเผ่า-อัศวิน ขวัญเมือง

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเอ่ยถึงชื่อร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์มีหลายมิติมาก เป็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของพรรคพลังประชารัฐ และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

…ร.อ.ธรรมนัส เป็นข่าวโด่งดังและอื้อฉาวจากคดีแป้งมันที่ออสเตรเลีย จนถึงขนาดที่ลูกพรรคประชาธิปัตย์ ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ตะโกนให้หัวหน้าถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ถ้าถอนก็หลุดทั้งยวง รวมทั้งบิ๊กต่อ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ…แต่หัวหน้าจุรินทร์หรืออู๊ดด้า หนุ่มท้ายเหมืองพังงา เซย์โน ถึงจะโดนด่าอย่างไรก็ขอเกาะขบวน เกาะเก้าอี้หนึบหนับยิ่งกว่าตุ๊กแก จนพี่เลี้ยงและผู้ใหญ่ในพรรคสายอนุรักษ์นิยมถึงกับส่ายหน้า หนึ่งในนั้นคืออดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

…เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา มีคำสั่งจากผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง แต่งตั้ง “เสี่ยต่าย”นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ เป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. สำหรับ “เสี่ยต่าย”เป็นน้องชายของ “เสี่ยหมู” นายสุธีร์พงษ์ เพียรชอบ มือขวาของร.อ.ธรรมนัส ที่ดูตลาดคลองเตย ตลาดที่เคยบู่ล้างผลาญกับแม่ค้า พ่อค้ามาแล้ว

…หลังจากสงบศึกผู้กองธรรมนัส ก็ส่งสองศรีพี่น้อง “เสี่ยหมูเสี่ยต่าย” ลงไปดูแลจัดการตลาดคลองเตยได้อย่างเบ็ดเสร็จ… แว่วๆ ว่า “เสี่ยต่าย”จะเปิดตัวลงสมัครสก.ในเขตคลองเตย แล้วจะเป็นฐานเสียงและแหล่งเงินทุนให้กับพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่จะลงสมัครชิงผู้ว่าฯกทม.งานนี้ “บิ๊กแป๊ะ”พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร.มีหนาว ศึกสายเลือดสีกากีเกิดขึ้นแน่ ระหว่าง นรต.31 และ นรต.36“อัศวิน-จักรทิพย์”

ผมรู้จักผู้กองธรรมนัส มานานเขาเกิดที่อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เรียนหนังสือที่โรงเรียนนราสิกขาลัย นราธิวาส เพื่อนฝูงจึงมากมาย กำนัน สจ. สท.ล้วนเพื่อนผู้กองธรรมนัส เติบโตแล้วถึงมาตั้งฐานให้ญาติพี่น้องที่จ.พะเยา จากนราสิกขาลัย สู่จปร.เป็นรุ่นน้อง บิ๊กป้อม ป๊อกตู่ เลือดหรือจะข้นกว่าน้ำ มองตารู้ใจ พี่ไม่ต้องใช้เดี๋ยวน้องทำเอง แจกกล้วยในสภาเป็นเรื่องจิ๊บๆ …แจกกล้วยหลายเครือช่วงเลือกตั้งซ่อมที่นครศรีธรรมราช จนฝ่ายปชป.พ่ายแพ้ งานนี้ “พี่คึก เทพไท เสนพงศ์” ถึงกับถอนหายใจ… รวมทั้งพี่ๆ น้องปชป. ที่ไม่พอใจเมื่อนายกฯแต่งตั้งผู้กองธรรมนัส ดูแลภาคใต้ ภูเก็ต นครศรีฯ สงขลา…จนต้องถอนคำสั่งภายหลัง

ผมบอกแล้วไงครับผู้กองธรรมนัส มีหลายมิติ การส่ง “เสี่ยต่าย”มาเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. เป็นการเคลื่อนไหวของผู้กองธรรมนัสอีกมิติหนึ่ง ทั้งพล.ต.อ.อัศวิน และร.อ.ธรรมนัส ระดับนักเลงและมาเฟียเรียกพ่อ …

นี่เป็นอีกบทบาทนึ่งของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ที่หวังกินรวบทั้งเมืองหลวง และ ภูธร เมื่อเขามาจับมือกับพล.ต.อ.อัศวิน แล้วอะไรจะเกิดขึ้น งานนี้เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว โปรดติดตามความสัมพันธ์ตอนต่อไประหว่าง พล.ต.อ.อัศวิน และ ร.อ.ธรรมนัส

สศก.โชว์ผลสำเร็จ จัดรูปที่ดิน-ระบบน้ำ 1,205 ไร่ อ.ท่ามะกา สร้างมูลค่าเศรษฐกิจในพื้นที่ 2.72 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573861

สศก.โชว์ผลสำเร็จ จัดรูปที่ดิน-ระบบน้ำ1,205ไร่ อ.ท่ามะกา  สร้างมูลค่าเศรษฐกิจในพื้นที่2.72ล้าน

สศก.โชว์ผลสำเร็จ จัดรูปที่ดิน-ระบบน้ำ1,205ไร่ อ.ท่ามะกา สร้างมูลค่าเศรษฐกิจในพื้นที่2.72ล้าน

วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.02 น.

สศก.โชว์ผลสำเร็จ จัดรูปที่ดิน-ระบบน้ำ 1,205 ไร่ อ.ท่ามะกา เมืองกาญจน์ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจในพื้นที่ 2.72 ล้านบาท

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีสำนักงานจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมที่ 27 เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ โดย สศก. ได้ลงพื้นที่เมื่อเดือนมีนาคม 2564 ติดตามประเมินผลโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครปฐม (คลอง 5 ซ้าย ระยะ 1) อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2561 ได้แก่ งานถมดินบดอัดแน่นใหม่พร้อมขุดคูส่งน้ำและดาดคอนกรีต ก่อสร้างอาคารประกอบในคูส่งน้ำ และตกแต่งคันคูส่งน้ำพร้อมปลูกหญ้าเพื่อป้องกันการกัดเซาะ พบว่า เดิมเกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะปลูกอ้อย    เมื่อมีการก่อสร้างคันคูส่งน้ำเพื่อทำหน้าที่กักเก็บและส่งน้ำเข้าแปลงเกษตร  ทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการทำเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนจากการปลูกอ้อย หรือ ข้าว หันมาปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ซึ่งได้รับผลตอบแทนเร็ว สามารถเก็บเกี่ยวได้หลายครั้งต่อปี และมีราคาขายสูง ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าว มีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 36 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 1,205 ไร่ เกษตรกรใช้น้ำจากโครงการฯ ในการทำการเกษตร เพาะปลูกพืช ดูแลหญ้าเลี้ยงสัตว์สำหรับเลี้ยงโคนม นอกจากนี้ เกษตรกร ในพื้นที่โครงการฯ ทุกราย (36 ราย) ได้รวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นเพื่อร่วมกันวางแผนการใช้น้ำ และดูแลรักษาระบบชลประทาน หญ้าเลี้ยงสัตว์ และข้าว

ด้านรายได้ พบว่า เกษตรกรที่ปลูกอ้อยโรงงาน ปีเพาะปลูก 2563/64 มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,635 บาท/ไร่/รอบการผลิต ข้าวโพดฝักอ่อน ปีการผลิต 2563 มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 12,938 บาท/ไร่/รอบการผลิต อย่างไรก็ตาม การปลูกข้าวโพดฝักอ่อนเป็นกิจกรรมที่ใช้แรงงานครัวเรือนค่อนข้างสูงในการเพาะปลูก หากจ้างแรงงานต้องใช้จำนวนคนมาก และการดูแลต้นข้าวโพดฝักอ่อนมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่าอ้อยหรือข้าว นอกจากนี้ เกษตรกรบางรายยังไม่เชื่อมั่นในราคาผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อนที่อาจผันผวนได้ จึงทำให้เกษตรกรเลือกเพาะปลูกพืชชนิดอื่น ถึงแม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า ส่วนเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2563/64  มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,300 บาท/ไร่/รอบการผลิต และข้าวนาปรัง  ปีการผลิต 2563  มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,762 บาท/ไร่/รอบการผลิต  ในส่วนเกษตรกรที่ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์สามารถลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงโคนม โดยเกษตรกรได้นำผลผลิตหญ้าที่ปลูก รวมทั้งใช้ยอดฝัก เปลือก และลำต้นข้าวโพดฝักอ่อนเป็นส่วนผสมอาหารสัตว์

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาพรวมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครปฐม (คลอง 5 ซ้าย ระยะ 1) อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือ มูลค่าจากการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน 2.72 ล้านบาท/ปีเกษตรกรมีความพึงพอใจโครงการฯเป็นอย่างมาก เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จากการมีรายได้ที่ต่อเนื่องมากขึ้นนับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินทางการเกษตรในเขตจัดรูปที่ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

รายงานพิเศษ : บุรีรัมย์เตรียมดัน GI ‘ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์’ สร้างรายได้สูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573705

รายงานพิเศษ : บุรีรัมย์เตรียมดันGI‘ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์’สร้างรายได้สูง

รายงานพิเศษ : บุรีรัมย์เตรียมดันGI‘ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์’สร้างรายได้สูง

วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์”ของจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นทุเรียนที่มีลักษณะพิเศษ ปลูกในพื้นที่ ที่มีอัตลักษณ์ทางด้านธรณีวิทยา ซึ่งมีน้ำแร่ที่มาจากน้ำใต้ดิน ในดินภูเขาไฟ ดินที่ใช้ปลูกเป็นดินแดงเข้มที่ได้จากการประทุของภูเขาไฟของจังหวัดบุรีรัมย์ ทุเรียนจึงมีการเจริญเติบโตดี เนื้อนุ่ม รสชาติหวานมันเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่ต้องการของตลาดสูง ซึ่งขณะนี้ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังผลักดันให้เป็นสินค้า GI ซึ่งคาดว่าจะได้ขึ้นทะเบียนในปี 2566

นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าปัจจุบันเกษตรกรจังหวัดบุรีรัมย์ได้ขึ้นทะเบียนการปลูกทุเรียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร (ข้อมูล ณ 31 มีนาคม 2564) จำนวน 294 ราย พื้นที่ 1,346 ไร่โดยแบ่งเป็นเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ จำนวน 186 ราย พื้นที่ 930 ไร่ หรือร้อยละ 69 ของพื้นที่ปลูก ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ผลิตทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ พบว่ากลุ่มแปลงใหญ่ไม้ผลบ้านปลื้ม ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ นับเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ 550 ไร่มีสมาชิกเกษตรกร 106 ราย เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์หมอนทอง ซึ่งเป็นพันธุ์ยอดนิยม ติดผลดก ระยะเวลาสุกแก่ปานกลาง เนื้อหนา แข็งนอก นุ่มใน รสชาติหวานมัน และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 18,278 บาท/ไร่/รอบการผลิต (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ20 ปี) ส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ผลผลิตจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนมิถุนายน- กันยายน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 560.71 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต (ทุเรียน 1 ลูกมีน้ำหนักเฉลี่ย 4 กิโลกรัม) เกษตรกรได้ผลตอบแทน 64,482 บาท/ไร่/รอบการผลิต คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 46,204 บาท/ไร่/รอบการผลิต

ด้านราคาทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ที่เกษตรกรขายได้ ณ เมษายน 2564 ราคาอยู่ที่ 150 บาท/กิโลกรัม (ขายราคาทุเรียนแบบคละทั้งหมด) ด้านการตลาด ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 60 จำหน่ายให้กับล้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงผลผลิตส่วนร้อยละ 40 จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook “SOMMAI FARM” และจำหน่ายให้กับกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือนักท่องเที่ยวทั่วไป ตลอดจนมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทาง Facebook สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ และสำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์

ผลสำเร็จของกลุ่มแปลงใหญ่ไม้ผลบ้านปลื้ม ที่นอกจากการปลูกทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์แล้ว ทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ได้มีการปลูกผลไม้ตาม
ฤดูกาลชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับสมาชิกเกษตรกร ได้แก่ ลำไย มะม่วง มะขาม ขนุน องุ่น และเงาะ ซึ่งปัจจุบันทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ได้เปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ชิม และช้อปผลไม้สดๆ กลับบ้านอีกด้วย นอกจากนี้ ทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินและเกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้คำปรึกษาองค์ความรู้ด้านการผลิตการบริหารจัดการกลุ่มฯ ตลอดจนการจัดการด้านตลาด

ผู้อำนวยการ สศท.5 กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับจังหวัดบุรีรัมย์ มีนโยบายในการสนับสนุนด้านการเพาะปลูก การตลาด ตลอดจนมาตรฐานของสินค้าเพื่อให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพซึ่งทางจังหวัดมีแนวทางที่จะผลักดันทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ ให้เป็นสินค้า GI เหมือนกับข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตทุเรียนน้ำแร่ธรรมชาติ ดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่ นายพิกุล สีสันต์ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ไม้ผลบ้านปลื้ม ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ โทร 08-7251-0777 และสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.5 นครราชสีมา โทร. 0-4446-5120 หรือ อีเมล zone5
@oae.go.th

บ่อจิ๋ว… แหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร หรือเพื่อใคร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/466951

บ่อจิ๋ว… แหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร หรือเพื่อใคร 

15 พฤษภาคม 2564 – 18:41 น.

บ่อจิ๋ว… แหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรหรือเพื่อใคร 

เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ เกษตรกรหลายรายคงเตรียมสำรองน้ำในการเพาะปลูกแล้ว ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินมีสระน้ำในไร่นา หรือที่เรียกกันว่า “บ่อจิ๋ว “ที่มีการขุดต่อปี ประมาณเกือบ 40,000 บ่อ เพื่อเป็นการบรรเทาสภาพปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง การขาดแคลนน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม โดยจะให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่ายสมทบ 2,500 บาท/บ่อ  

ซึ่งที่ผ่านมาโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ได้รับการตอบรับจากเกษตรในพื้นที่เป็นอย่างมาก มีการกระจายอยู่ทั่วประเทศ

แต่คำถามต่อมาคือยังไม่ค่อยเห็นความคืบหน้าเท่าที่ควร เพราะมีเกษตรกรหลายรายออกมาบ่นว่ารอนานหลายปี  ขุดแล้วไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ดี ไหลออกหมด และยังมีปัญหาคาใจเกษตรกรว่ามีการแซงคิวหรือไม่  เพราะการจัดระบบก่อนหลัง กรมพัฒนาที่ดินยังทำออกมาไม่ชัดเจน
ยิ่งยุคที่ระบบเทคโนโลยีไปไกลขนาดออกนอกโลกแล้ว แต่ระบบจัดข้อมูลการขุดบ่อยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร เพราะเกษตรกรไม่สามารถเช็กได้ว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวตนเอง เรื่องนี้อาจมองเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับเกษตรกรที่เฝ้ารอนานหลายปีคงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน 
 ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า..มีเสียงกระซิบภายในกรม และระดับภูมิภาค ต่างออกมาบ่นว่าอึดอัดกับการทำงานมาก ข้าราชการตัวเล็ก ทำงานตากแดด ตากลม แต่ไม่ได้ดี ยิ่งความไม่ชัดเจนของผู้ใหญ่บางคนในกรมด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ ไม่ฟังเสียงใครสั่งงานวนไปวนมา แบบนี้เราจะก้าว  4.0 หรือเราจะถอยไป 0.4 กันแน่

‘กรมประมง’ เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573556

'กรมประมง'เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน

‘กรมประมง’เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 11.08 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ด้วยขณะนี้ สภาพอากาศของประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน โดยในหลายพื้นที่เริ่มมีฝนตกชุกอย่างต่อเนื่องทำให้สภาวะอากาศ อุณหภูมิและออกซิเจนในน้ำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ส่งผลให้สัตว์น้ำทั้งที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติและที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ในบ่อหรือในกระชังอาจจะปรับตัวไม่ทัน เกิดความเครียด อ่อนแอ เสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ง่าย และอาจตายได้อย่างฉับพลัน

ทั้งนี้ กรมประมง ได้มีการจัดทำแผนเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยด้านประมง ประจำปี 2564 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไว้ 3 ระยะ คือ 1.การดำเนินการก่อนการเกิดภัย 2.การดำเนินการขณะเกิดภัย และ 3.การดำเนินการหลังการเกิดภัยกรมประมง จึงขอให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเตรียมการเฝ้าระวัง ป้องกัน และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว จึงแนะนำ ให้วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล เพื่อให้สามารถจับได้ก่อนฤดูน้ำหลาก  ทยอยจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นมาจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อเป็นการลดปริมาณสัตว์น้ำภายในบ่อ เพื่อลดความสูญเสียให้มากที่สุด ปรับปรุงคันบ่อและเสริมคันบ่อให้สูงพอกับปริมาณน้ำที่เคยท่วมในปีที่ผ่านๆ มา จัดทำร่องระบายน้ำ และขุดลอกตะกอนดินที่จะทำร่องระบายน้ำตื้นเขินออกไปเพื่อให้น้ำไหลเข้าออกได้อย่างสะดวก พร้อมทั้งควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำในที่เลี้ยงสัตว์น้ำให้มีปริมาณพอเหมาะหรือ มีปริมาณ 2 ใน 3 ส่วนของน้ำที่มีอยู่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ จัดเตรียมปูนขาวไว้สำหรับพื้นที่ดินกรด ดินเปรี้ยว เพื่อปรับสภาพน้ำในบ่อหลังน้ำท่วมประมาณ 50 – 60 กิโลกรัมต่อไร่ จัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น อวน เครื่องสูบน้ำ เครื่องเพิ่มออกซิเจน ยาปฏิชีวนะ สารเคมี ไว้ให้พร้อม ขณะเดียวกันก็ควรหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบหาสาเหตุพร้อมดำเนินการแก้ไขทันทีส่วนกรณีการเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง ควรหมั่นตรวจสอบดูแลความคงทนแข็งแรงของกระชังอยู่เสมอและควรจัดวางกระชังให้มีระยะห่างกันพอสมควร เพื่อให้น้ำมีการหมุนเวียนถ่ายเทสะดวก

​สำหรับโรคสัตว์น้ำที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน และเกษตรกรควรเฝ้าระวัง สำหรับโรคที่เกิดในปลา และโรคที่เกิดในกุ้ง ได้แก่​ 1.โรคที่เกิดจากปรสิต ที่พบได้ในปลา เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส และหมัดปลา ซึ่งจะทำให้ปลามีอาการผิดปกติ เช่น ซึม ว่ายน้ำทุรนทุราย ลอยตัวที่ผิวน้ำ กระพุ้งแก้มเปิดปิดเร็วกว่าปกติ กินอาหารน้อยลง ผอม ขับเมือกออกมามาก มีแผลเลือดออกที่ลำตัว เป็นต้น ซึ่งสามารถกำจัดปรสิตในปลาได้ โดยใช้ฟอร์มาลีน 25 – 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ตัน แช่ตลอด เปลี่ยนถ่ายน้ำและทำซ้ำ 2 – 3 ครั้ง หรือใช้ด่างทับทิม 1 – 2 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน

2.โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย ได้แก่ โรคแผลตามลำตัว โรคตัวด่าง พบได้ในปลาและเกิดจากแบคทีเรียกลุ่ม แอโรโมแนส, วิบริโอ, เอ็ดเวิร์ดเซลลาร์ , ฟลาโวแบคทีเรียม เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ปลามีอาการ ซึม มีแผลที่ลำตัว ไม่กินอาหาร ตกเลือดที่ลำตัวและครีบ ตัวด่างขาวที่ลำตัว สีซีดหรือเข้มผิดปกติ และทยอยตาย ถ้าปลาขนาดเล็กอาจมีอัตราการตายสูงมาก หากพบปลามีอาการดังกล่าว ควรนำมาตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อตรวจสอบหาชนิดของแบคทีเรีย และผลการทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพที่จะให้ ให้เหมาะสมกับชนิดของแบคทีเรียก่อนการนำยาไปใช้เพื่อยับยั้งการเกิดโรค

​3.โรคไวรัส เช่น โรค ทีไอแอลวี พบเกิดขึ้นในปลาจากเชื้อไวรัสชื่อ ทิลาเบียเลคไวรัส (ทีไอแอลวี) จะทำให้ปลามีอาการผิดปกติ เช่น สีตัวเข้มหรือซีดผิดปกติ ว่ายน้ำผิดปกติ มีแผลที่ลำตัว และมีอัตราการตายสูง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีไวรัสอีกหลายชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคในกุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม โดยสัตว์น้ำที่ได้รับเชื้อไวรัสจะมีอาการแตกต่างกันออกไปตามชนิดของเชื้อ แต่อาการโดยรวม คือไม่กินอาหาร อัตราการตายสูง การป่วยด้วยเชื้อไวรัสในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาและสารเคมี เกษตรกรจึงควรป้องกันและให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีและมีความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อลดอัตราความเสี่ยงและช่องทางในการรับเชื้อ

​4.โรคน๊อคน้ำ ส่วนใหญ่พบเกิดขึ้นในปลา เนื่องจากคุณภาพของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน เช่น อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว ออกซิเจนต่ำ ความเป็นกรด – ด่าง ต่ำ เกิดจากฝนตกชะล้างความเป็นกรดจากดินสู่น้ำ และความขุ่นในน้ำมากขึ้นหรือมีตะกอนแขวนลอยในน้ำสูง เป็นต้น ทำให้ปลามีอาการลอยหัว เปิด – ปิด กระพุ้งแก้มเร็ว เนื่องจากภาวะออกซิเจนหรือตะกอนในน้ำไปทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนของเหงือกลดลง จึงทำให้ปลาตายอย่างกระทันหัน โรคนี้ไม่มีทางรักษาแต่เกษตรกรสามารถเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายได้

​อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเพิ่อป้องกันปัญหากรมประมง ได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเตรียมเฝ้าระวัง ป้องกันและพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ตามแผนเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยด้านการประมง ประจำปี 2564 เพื่อให้สามารถใช้เป็นแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงทีเกษตรกรควรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และหากมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคสัตว์น้ำที่พบ สามารถขอคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ทุกแห่งทั่วประเทศ และกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-561-3381

ปลื้มผลสำเร็จการส่งเสริมเลี้ยงผึ้ง เพิ่มผลผลิตคุณภาพ-สร้างรายได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573517

ปลื้มผลสำเร็จการส่งเสริมเลี้ยงผึ้ง  เพิ่มผลผลิตคุณภาพ-สร้างรายได้

ปลื้มผลสำเร็จการส่งเสริมเลี้ยงผึ้ง เพิ่มผลผลิตคุณภาพ-สร้างรายได้

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักที่ส่งเสริมด้านพืชจึงให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และ สิ่งแวดล้อม โดยส่งเสริมการป้องกันและกําจัดศัตรูแบบผสมผสาน การกําจัดศัตรูพืชโดยชีววิธีซึ่งการดำเนินการดังกล่าวล้วนแต่ก่อประโยชน์ต่อความหลากหลายทางชีวภาพความมั่นคงทางด้านอาหาร และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม งานส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งเป็นอีกบทบาทภารกิจหนึ่งของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งได้ดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจมาเป็นเวลากว่า 40 ปี เพื่อใช้ในการช่วยผสมเกสรเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผลทางการเกษตร

การส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการส่งเสริมนั้น ส่งผลให้ผลผลิตหลายชนิด มีความสมบูรณ์ มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น อย่างการส่งเสริมการใช้ชันโรงช่วยผสมเกสรมะขามหวานในอำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ดำเนินการในแปลงวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะขามแปลงใหญ่ ต.บ้านเสี้ยว และกลุ่มแปลงใหญ่มะขามหวานสหกรณ์การเกษตรฟากท่า ซึ่งใช้ชันโรงจำนวน 20 รัง เข้าไปส่งเสริมการผสมเกสรมะขามหวาน ใช้เวลา 12 สัปดาห์ ได้พื้นที่ 60 ไร่ ผลการดำเนินงานปรากฏว่า มะขามหวานที่ใช้ชันโรงช่วยผสมเกสรนั้นมีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากเดิมในปีที่ผ่านมาได้ผลผลิต 250 กิโลกรัม/ไร่ ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเป็น 300 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตสมบูรณ์ ไม่บิดเบี้ยว ได้ฝักใหญ่ มีการติดฝักสม่ำเสมอ มีความยาวฝักได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มจำนวนผลผลิต และคุณภาพของผลผลิต นอกจากนั้นยังช่วยสร้างความสมดุลทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ในพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ใกล้บริเวณรอยต่อกับพื้นที่ป่าและภูเขา เช่นในจังหวัดเลย จันทบุรี ระยอง สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ระนอง ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดชุมพร มักประสบปัญหาช้างป่าเข้าทำลายพืชผลทางการเกษตร เนื่องจากการขยายพื้นที่เพื่อเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าและภูเขา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศที่ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยของช้างป่า จึงทำให้ช้างป่าต้องออกมาหาอาหารกินในบริเวณพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร ซึ่งการเลี้ยงผึ้งไล่ช้าง ทำโดยการวางรังผึ้งโพรง เป็นแนวรั้วกันขอบเขตระหว่างพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่า หลังจากที่ทำแล้วช้างลงมาทำลายผลผลิตลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกรที่ผลผลิตไม่ได้รับความเสียหาย และไม่เป็นการทำร้ายช้างให้ได้รับบาดเจ็บ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การเลี้ยงผึ้งเพื่อผสมเกสรจึงเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง เพราะการเกิดผลผลิตของพืชหลายชนิดต้องอาศัยแมลงผสมเกสรที่มีประสิทธิภาพจากผึ้ง ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มจำนวนผลผลิต และคุณภาพของผลผลิต และผลพลอยได้จากการเลี้ยงผึ้ง เช่น น้ำผึ้ง ไขผึ้ง และเกสรผึ้ง สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อีกด้วย ทั้งนี้ในวันที่ 20 พฤษภาคม ของทุกปี Food and Agriculture Organization (FAO) ได้เสนอให้เป็นวันผึ้งโลก (World Bee Day) พร้อมกับรณรงค์การใช้แมลงช่วยผสมเกสรเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร สร้างความเข้าใจถึงแนวทางการใช้แมลงเพื่อช่วยผสมเกสรให้พืชผลทางการเกษตร การใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เหมาะสม และการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงผสมเกสรอย่างยั่งยืน สำหรับปีนี้กรมส่งเสริมการเกษตร จะมีการจัดกิจกรรมงานวันผึ้งโลกเป็นครั้งที่ 4 ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ภายใต้ Theme งาน “รักผึ้ง รักษ์โลก” สามารถรับชม live ได้ทาง เฟซบุ๊ค: สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร และ เฟซบุ๊ค: ประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร

ชายคาพระพิรุณ : 17 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573516

ชายคาพระพิรุณ :  17 พฤษภาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 17 พฤษภาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ต้องยอมรับว่าทุเรียนไทยฮอตไม่หยุดจริงๆ ความต้องการยังมีต่อเนื่องทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะ
ประเทศจีน หลายวันก่อน กระทรวงเกษตรฯ ทุบสถิติขายทุเรียนไทยไปจีนผ่านระบบออนไลน์ลอตสอง ปรากฏว่าเพียง 45 นาที ยอดสั่งจองถล่มทลายกว่า 25 ตัน เป็นจำนวน 11,200 ลูก ซึ่งถือเป็นความสำเร็จเป็นครั้งที่ 2 ภายใน 2 สัปดาห์ในการส่งออกทุเรียนทางเครื่องบินไปยังเมืองซีอานเมืองเอกของมณฑลส่านซีในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนด้วยกลยุทธ์ใหม่ระบบสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre order platform ) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทดลองขายด้วยแพลตฟอร์มใหม่เป็นครั้งแรก 20 ตันใช้เวลา 9 ชั่วโมงโดยได้ทำการขนส่งขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิส่งไปยังเมืองเซินเจิ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งการจำหน่ายทุเรียนผ่านระบบสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-order platform) ไปประเทศจีนครั้งนี้ เป็นการเปิดตลาดตอนในของจีนคือมณฑลส่านซีในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยแพลตฟอร์มใหม่บนความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ บริษัทเอกชนและสหกรณ์ผลไม้เช่น สหกรณ์เมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี

โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จคือการเน้นคุณภาพและมาตรฐานของทุเรียนในระบบ GAP และ GMP ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ระบบการประกันสินค้า ระบบทรัพย์สินทางปัญญา (สร้างแบรนด์) การสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า (Trust) และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคเกษตรกรและกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้ “5 ยุทธศาสตร์” และโมเดล “เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายการปฏิรูปไม้ผลทั้งระบบของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board)

สำหรับประเทศจีนถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 2020 ไทยส่งออกสินค้าไปจีนรวม 29.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.15 แสนล้านบาท) เป็นการส่งออกผลไม้กว่าแสนล้านบาท นับเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับไทย โดยเฉพาะในยุคโควิด และ Post COVID และเป็นประเทศที่ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเร็วที่สุด จึงเป็นโอกาสของไทยและต้องทำเร็วก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่ง ซึ่ง นายอลงกรณ์ ยังได้ให้ข้อมูลในเวลาต่อมาอีก ว่า ล่าสุด กงสุล (ฝ่ายเกษตร) ประจำสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครกว่างโจว ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์และสถานกงสุลใหญ่ กระทรวงต่างประเทศได้เข้าร่วมงาน China International Consumer Products Expo 2021 (Hainan Expo) ระหว่างวันที่ 7 – 10 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งภายใน Thailand Pavilion ได้นำผลไม้ไทย อาทิ ทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าวน้ำหอม เงาะ มะม่วงน้ำดอกไม้ ลองกอง กล้วยไข่ชมพูทับทิมจันทร์ มาประชาสัมพันธ์ และแจกให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลองรสชาติ รวมทั้งจัดแสดงทุเรียน 9 สายพันธุ์ ได้แก่ ชะนี หมอนทอง นวลทองจันทร์ ก้านยาวพวงมณี นกกระจิบ กระดุม จันทบุรี 8 และ 10 ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานฯ เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ฝ่ายเกษตรฯ ได้รับการสนับสนุนจากกรมหม่อนไหมในการนำผ้าไหมไทยมาจัดแสดงในงานดังกล่าวด้วย

ขุนเกษตรา มองว่าโอกาสของทุเรียนไทยยังไปได้ไกลอีกมาก ในฐานะที่เป็นคนปลูกทุเรียนเหมือนกัน แต่เพียงน้อยนิด บอกเลยว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาหากเทียบกับผลไม้อื่นๆ ราคาทุเรียนดี ไม่มีตก และรสชาติทุเรียนไทยก็อร่อยที่สุดในสามโลก แต่นั่นแหละ เกษตรกรก็ต้องรักษามาตรฐานการผลิตให้มีคุณภาพ และอย่าตัดทุเรียนอ่อนออกมาขายก็แล้วกัน

ขุนเกษตรา

‘ผอ.ชป.13’ เขื่อนแม่กลอง แจก ‘ปุ๋ยผักตบชวา’ ให้เกษตรกรฟรี-ลดต้นทุนการผลิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573396

'ผอ.ชป.13'เขื่อนแม่กลอง แจก'ปุ๋ยผักตบชวา'ให้เกษตรกรฟรี-ลดต้นทุนการผลิต

‘ผอ.ชป.13’เขื่อนแม่กลอง แจก’ปุ๋ยผักตบชวา’ให้เกษตรกรฟรี-ลดต้นทุนการผลิต

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 20.20 น.

16 พฤษภาคม 2564 ที่ปากคลองส่งน้ำประปา เขื่อนแม่กลอง หมู่ 1 ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี นายพงษ์ศักดิ์ ฤทธิสมิต ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 (ผอ.ชป.13) กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัวแล้ว

ด้วยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) รวมทั้ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายประพิศจันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้มีบัญชาการให้สำนักงานชลประทานต่างๆในพื้นที่ที่ตนเองเป็นผู้ควบคุมดูแลและสังกัดอยู่ให้ดูแลควบคุมสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ

ซึ่งผักตบชวาที่ไหลมารวมกันที่บริเวณหน้าปากคลองส่งน้ำประปา ที่สำนักงานชลประทานที่ 13 รับผิดชอบอยู่เราจะบริหารจัดการไม่ให้ลอยกระจายออกไปนอกพื้นที่บริเวณแม่น้ำแม่กลองชั้นล่างด้านท้ายเขื่อน ซึ่งขณะนี้เราได้นำเครื่องจักรมาจัดเก็บผักตบชวาเหล่านี้ไปกองเอาไว้ที่บริเวณพื้นที่ด้านบนเพื่อให้ผักตบชวากลายเป็นปุ๋ยในโอกาสต่อไป

ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับคือชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี หรือจังหวัดใกล้เคียงสามารถเดินทางมารับปุ๋ยจากผักตบชวาไปใส่พืชไร่ได้ฟรี ซึ่งจะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการผลิตได้เป็นอย่างดี สำหรับผักตบชวาที่กวาดมารวมกองที่เห็นเป็นการกวาดมารวมกองเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา รอบแรกมีประมาณ 12,000 ตัน รอบที่สองประมาณ 12,000 ตันและรอบที่สาม ประมาณ 16,000 ตัน รวมกันประมาณ 40,000 ตัน

ซึ่งสำนักชลประทานที่ 13 ได้ร่วมกับนายบรรพต สุธรรมพันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 6 สังกัดสำนักเครื่องจักรกล ได้บูรณาการร่วมกันเพื่อเก็บผักตบชวาเหล่านี้นำไปกองรวมกันให้กลายเป็นปุ๋ย คาดว่าคงต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ หลังจากนั้นน้ำที่บริเวณปากคลองส่งน้ำดิบ ไปผลิตน้ำประปาให้กับชาว กทม.ก็จะกลับมาใสสะอาด

และนอกจากนี้สำนักงานชลประทานที่ 13 (ชป.13)ยังได้ระดมกำลังและนำอุปกรณ์เครื่องจักรไปเก็บผักตบชวาที่บริเวณคลองจินดา จังหวัดนครปฐม ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ชป.13 อีกแห่งหนึ่งด้วย

สสส.จับมือกระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ ‘ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/573427

สสส.จับมือกระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ 'ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล'

สสส.จับมือกระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ ‘ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.48 น.

สสส.จับมือกระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ “ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล” พร้อมผลักดันนโยบายสนับสนุนการขับเคลื่อนอาหารสุขภาวะ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ฟื้นเศรษฐกิจ ช่วยชาติยามวิกฤต ดันเป้าหมายส่งเสริมกินผักผลไม้และอาหารสุขภาวะสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 13 ขานรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวในเวทีการหารือสาธารณะ อิ่ม… ดี… มีสุข: สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก (UNFSS Independent Dialogue in Thailand) ในหัวข้อ “ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?” ผ่านทางระบบ Zoom Meeting จัดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สสส. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์พืชผักโลก (World Vegetable Center : WorldVeg) ว่า สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้ปี 2564 เป็น “ปีแห่งผักและผลไม้สากล” (International Year of Fruits and Vegetables, 2021) เพื่อเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของผักและผลไม้ในเวทีระดับนานาชาติ และระดับโลก ในฐานะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก ควรทบทวนหรือพัฒนานโยบายที่ให้ความสำคัญกับการกินผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการกินผักผลไม้ ลดปริมาณผักผลไม้เหลือทิ้ง และสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สสส. และภาคีเครือข่าย ร่วมกันรณรงค์ และประกาศให้ “ปี 2560 เป็นปีแห่งการบริโภคผัก ผลไม้ปลอดภัย” บูรณาการพัฒนาระบบห่วงโซ่การผลิตผักและผลไม้สดปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ จาก ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ แต่จากการสำรวจสถานการณ์การกินผักและผลไม้ในประเทศไทย ปี 2561 – 2562 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนไทยมีแนวโน้มกินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงกินไม่ถึงตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ 400 กรัมต่อวัน โดยในปี 2562 ผลสำรวจพบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป กินผักและผลไม้ไม่เพียงพอสูงถึงร้อยละ 62.5

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า สสส.ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการกินผักและผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยกินผักผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอเพิ่มขึ้น นำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ประสานงานหลักของประเทศไทย (National Dialogues Convenor) สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก กล่าวว่า ในการประชุม UNFSS ประเทศไทยมีเป้าประสงค์สู่การขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน 5 ด้าน คือ 1.การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยถ้วนหน้า 2.ปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคเพื่อความยั่งยืน 3.การส่งเสริมระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4.ส่งเสริมความเสมอภาคในการดำรงชีวิตและมีกระจายคุณค่าอย่างเท่าเทียม และ 5.การสร้างความยืดหยุ่นปรับตัวได้ในทุกวิกฤตโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจุดเริ่มต้นของระบบอาหารสุขภาพที่มีผักเป็นส่วนประกอบ ต้องเริ่มจาก “เมล็ดพันธุ์ผัก” เมล็ดพันธุ์ที่ดีถือเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่คุณภาพของผลผลิตการเกษตรที่ดี เป็นส่วนช่วยพัฒนานวัตกรรมการเกษตรของไทย ทั้งในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพผลผลิต และเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญของความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย “ผัก” ถือเป็นกรณีศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมของระบบอาหาร ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ ผลิต..จนเป็น..ขยะ จากการผลิต..สู่..การบริโภค ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับเป้าหมายและแนวคิดการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการพลิกโฉมระบบอาหารที่จะตอบสนองต่อ 5 วัตถุประสงค์หลักของระบบอาหารที่ยั่งยืนในบริบทของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่เราทุกคนต้องมาช่วยสร้างสมดุลและร่วมคิดร่วมทำ

ดร.เดลฟีน ลาลูส ผู้อำนวยการศูนย์พืชผักโลก ภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ยินดีที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย และ สสส.ในการสร้างความแข็งแกรงให้กับระบบอาหาร เพื่อบูรณาการแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนในการผลิต การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป เพื่อส่งเสริมการบริโภคผักที่สำคัญคือความจำเป็นในการเสริมสร้างนโยบายการกินผักที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะและการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง WorldVeg มุ่งมั่นอย่างมากที่จะร่วมมือและสนับสนุนรัฐบาลไทยองค์กรภาครัฐและเอกชนของไทย และเกษตรกรในการเพิ่มการผลิตและการบริโภคผักปลอดภัยสำหรับทุกคน