6สหกรณ์โคนมประจวบฯ-เพชรบุรีเรียกร้องรัฐ ทุ่มซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินวันละ 40 ตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543825

6สหกรณ์โคนมประจวบฯ-เพชรบุรีเรียกร้องรัฐ ทุ่มซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินวันละ40ตัน

6สหกรณ์โคนมประจวบฯ-เพชรบุรีเรียกร้องรัฐ ทุ่มซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินวันละ40ตัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564, 22.00 น.

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2564 ที่ห้องประชุมชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสังวาล โพธ์มี ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ โคนมภาคใต้และตะวันตก จำกัด พร้อมด้วยตัวแทนเกษตรกรจากสหกรณ์โคนม 6 แห่ง ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.เพชรบุรี ยื่นหนังสือผ่าน นายชาตรี จันทร์วีระชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้องขอความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จากกรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ไม่สามารถระบายน้ำนมดิบ ที่มีอยู่กว่า 40 ตันต่อวันได้ และปัญหาหลังการประกาศปิดสถานการศึกษาในพื้นที่ 28 จังหวัด อย่างน้อย 1 เดือน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ สหกรณ์โคนม ประจวบคีรีขันธ์ – เพชรบุรี ได้เรียกร้องให้ อ.ส.ค.ภาคใต้ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วยรับซื้อน้ำนมดิบ แต่ไม่มีข้อสรุป และในวันที่ 8 มกราคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินไปพบตัวแทนสหกรณ์ที่ อ.ส.ค.ภาคใต้ อ.ปราณบุรี คาดว่าหากกระทรวงเกษตรฯ ช่วยเหลือจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินทั้งระบบ

นายสังวาล โพธ์มี กล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้องของสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค ประจวบฯและ จ.เพชรบุรี ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานจัดซื้อผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน ยู.เอช.ที. แทนผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนพาสเจอไรส์ เพื่อให้เด็กนักเรียนดื่มนมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นการระบายผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน ยู.เอช.ที. ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมสามารถช่วยเหลือรับซื้อน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต่อไปได้ ในช่วงที่มีมาตรการให้โรงเรียนปิดเรียน และมีแนวโน้มที่จะขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้น

“ขอให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างที่เกิดขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ยมโรงเรียน ยู.เอช.ที. แทน ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน พาสเจอรไรส์ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานจัดซื้อ หรือผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนในโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียน ขอให้มีมาตรการเป็นการเร่งด่วน เพื่อระบายผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนชนิด ยู.เอช.ที. คงเหลือจากผลกระทบวิกฤตโควิด-19 (รอบแรก) ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยการนำไปผลิตเป็นนมโรงเรียนชนิด ยู.เอช.ที.เอาไว้ทั้งหมด เนื่องจากขณะนี้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม มีสต๊อกคงเหลือจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถรับน้ำนมดิบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้” นายสังวาล กล่าว

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543462

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส

รายงานพิเศษ : กตส.เดินหน้าตรวจควบคุณภาพ งานบัญชีสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน-โปร่งใส

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โอภาส ทองยงค์

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าตรวจสอบและควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีอย่างโปร่งใสตามมาตรฐาน เผยสถานะการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ปี’63 กำไรกว่า 99,000 ล้านบาท

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์ เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล หากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้มีทุนดำเนินงานประมาณ 3.56 ล้านล้านบาท ถือว่ามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ จึงมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร รวมถึงเกษตรกร และประชาชน มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญคือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่ระเบียบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนดอย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12.80 ล้านคนทั่วประเทศ โดยมีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีและแนะนำให้สหกรณ์มีระบบการควบคุมที่ดีเพื่อเตือนภัยทางการเงินให้สหกรณ์ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดี และได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีผู้สอบบัญชีสหกรณ์ภาครัฐ 510 คน สอบบัญชีสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 10,173 แห่ง สำหรับสหกรณ์นอกภาคการเกษตรที่มีทุนของสหกรณ์ 35 ล้านบาทขึ้นไป และมีผลการจัดชั้นคุณภาพสหกรณ์ในระดับดีขึ้นไป กรมฯแต่งตั้งให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือบุคคลอื่นเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ 152 คน สอบบัญชีสหกรณ์นอกภาคการเกษตร (สหกรณ์ประเภทออมทรัพย์ ร้านค้า บริการและเครดิตยูเนี่ยน) 1,123 แห่ง โดยกรมเป็นผู้ควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชี เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการตรวจสอบบัญชีอย่างโปร่งใสเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถนำผลตรวจสอบบัญชีและข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีไปแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้การบริหารจัดการสหกรณ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า สถานะทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2563 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2563) ตรวจสอบบัญชีได้ 9,804 แห่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 12.80 ล้านคน และมีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 3.56 ล้านล้านบาท เป็นทุนของสหกรณ์ 1.58 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 44.38 และหนี้สิน 1.98 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 55.62 ในจำนวนนี้เป็นเงินรับฝาก 1.44 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 40.45 ของทุนดำเนินงานทั้งสิ้น แยกเป็นเงินรับฝากของสมาชิก 1.35 ล้านล้านบาท และเงินฝากสหกรณ์อื่นและอื่นๆ 0.09 ล้านล้านบาท ในปี 2563 มีมูลค่าการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น 2.23 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ 1.28 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57.26 ธุรกิจรับฝากเงินมูลค่าเป็นอันดับสอง คิดเป็นร้อยละ 36.08 ที่เหลือเป็นธุรกิจรวบรวมผลิตผล ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจแปรรูปผลิตผล และธุรกิจให้บริการ คิดเป็นร้อยละ 3.05, 2.67, 0.85 และ 0.09 ตามลำดับผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีผลกำไรสุทธิทั้งสิ้น 99,469.07 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิปีที่ผ่านมา 96,510.25 ล้านบาท มากกว่าปีที่ผ่านมา 2,958.82 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.07

ทั้งนี้ ในปี 2563 ผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีและตรวจแนะนำด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12,240 แห่งพบข้อสังเกต ดังนี้ 1. ข้อสังเกตต่อรายการในงบการเงิน เป็นข้อสังเกตตามรายการบัญชีในงบแสดงฐานะการเงิน (สินทรัพย์ หนี้สิน และทุน) ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 2,798 แห่ง เป็นเงิน 4,526.37 ล้านบาท สาเหตุที่พบมากที่สุด คือเงินสดขาดบัญชี 191 แห่ง 882.53 ล้านบาท รองลงมาเป็นการรับฝากเงินจากบุคคลภายนอก 123 แห่ง 700.19 ล้านบาท การจ่ายค่าใช้จ่ายไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์ 6 แห่ง 381.86 ล้านบาท สมาชิกปฏิเสธหนี้/หุ้น/เงินรับฝาก 9 แห่ง 246.64 ล้านบาท การจัดซื้อสินทรัพย์ไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์ 171.60 ล้านบาท สินค้าขาดบัญชี 141 แห่ง 61.07 ล้านบาท รับเช็คลงวันที่ล่วงหน้าและไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ 82.30 ล้านบาท ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่ำไป 70.80 ล้านบาท และปลอมแปลงเอกสารการขายสินค้า 38.34 ล้านบาท ฯลฯ 2.ข้อสังเกตอื่นที่ไม่ปรากฏในงบการเงิน เป็นข้อสังเกตที่เกิดจากการที่สหกรณ์ไม่มีระบบการควบคุมภายใน หรือมีระบบการควบคุมภายในที่ไม่เหมาะสม หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสหกรณ์หรือกฎหมายอื่นที่สำคัญ/ข้อบังคับ/ระเบียบของสหกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงได้ เช่น การจัดทำเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และบันทึกบัญชีไม่เป็นปัจจุบัน การจ่ายเงินกู้ให้แก่สมาชิกไม่เป็นไปตามระเบียบที่สหกรณ์กำหนด การควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลโปรแกรมระบบบัญชียังไม่เหมาะสมรัดกุม การรับเงินฝากเงินจากบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกและปฏิบัติไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต ฯลฯ

3. การร้องเรียนและเป็นข่าวผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งสิ้น 35 แห่ง พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการทุจริตเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้การค้า ทุนเรือนหุ้น และเงินรับฝาก 9 แห่ง โดยผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีและได้ขอคำยืนยันจากสมาชิกโดยตรง เพื่อพิสูจน์ความมีอยู่จริงของลูกหนี้ เงินรับฝากและทุนเรือนหุ้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีรหัส 505 การขอคำยืนยันจากบุคคลภายนอก ปรากฏว่า มีสมาชิกปฏิเสธยอดเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้การค้า ทุนเรือนหุ้น และเงินรับฝาก มีมูลค่าความเสียหาย 246.64 ล้านบาท

“หลังจากที่ผู้สอบบัญชีตรวจพบข้อสังเกตด้านการเงินการบัญชี จะจัดทำหนังสือถึงประธานสหกรณ์แจ้งข้อสังเกตที่ตรวจพบและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบที่สหกรณ์กำหนด พร้อมทั้งรายงานให้รองนายทะเบียนสหกรณ์พิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความเสียหาย ทั้งนี้ การพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งแก่สมาชิกได้โดยการดูแลผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ผ่านการตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานและการดำเนินการที่ถูกต้อง สร้างระบบบัญชีของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและเชื่อถือได้ พร้อมทั้งกำกับแนะนำด้านการเงินการบัญชีสหกรณ์ เป็นภารกิจสำคัญของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตัวชี้วัดและหลักฐานเชิงประจักษ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการของสหกรณ์นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มวลสมาชิกอย่างแท้จริง” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ประมงพื้นบ้านระยอง โอดโควิดกระทบซ้ำ วิถีชีวิตชาวเลเปลี่ยน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543459

ประมงพื้นบ้านระยอง โอดโควิดกระทบซ้ำ วิถีชีวิตชาวเลเปลี่ยน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าของทุกวันกลุ่มเรือประมงพื้นบ้านจำนวนหลายลำต้องนำเรือเข้าจอดในท่าเรือของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงอ่าวไทยฝั่งตะวันออก บ้านเพ อ.เมือง จ.ระยอง หลังจากออกเรือไปวางอวนกลางทะเลตั้งแต่ช่วงค่ำคืน โดยมีคนในครอบครัวมาเฝ้ารอเพื่อช่วยปลดอวนปู และนำออกขายหารายได้เลี้ยงชีพ  

แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19ระลอกใหม่ ชาวประมงยอมรับว่า กำลังได้รับผลกระทบกันอย่างสาหัส เพราะนอกจากปูปลาจะหาได้น้อยนิด เนื่องจากสภาพน้ำทะเลที่ขุ่นโดยเชื่อว่ามาจากการถมทะเล ก็ยังมาเจอกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อรายได้และการดำรงชีวิต 

นายสมคิด ชลสวัสดิ์ ชาวประมง ยอมรับว่า ปัญหาของการประมงนั้น มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยธรรมชาติ พิษภัยและผลกระทบจากฝีมือมนุษย์ แต่ชาวประมงก็เข้าใจ รอคืนวันที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ที่รอไม่ได้และอยากให้ทุกหน่วยงาน และประชาชนทุกคนร่วมด้วยช่วยกันคือการช่วยแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 ในขณะนี้อย่างเร่งด่วน 

ด้านนางสมศรี ขวนขวาย ชาวประมง บอกว่า โควิด-19 ระลอกใหม่มีผลกระทบกับทุกคน นอกจากกลัวโรคร้ายแล้ว ยังกลัวคนด้วยกันเพราะไม่รู้ว่าจะติดเชื้อเมื่อไหร่ ทุกวันนี้ต้องช่วยตัวเองป้องกันตัวเอง ใส่แมสตลอด อุปกรณ์ประมงตากแดด ฆ่าเชื้อโรค อยากให้มีการแจ้งให้แน่ชัดว่า ตรงไหนใครเป็นไม่เป็น อยากรู้ว่าใครเป็นจะได้ป้องกันและหลบได้บ้างไม่ใช่รังเกียจแต่อยากเซฟตัวเอง 

ซอกแซกอาเซียน : 7 มกราคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543456

ซอกแซกอาเซียน : 7 มกราคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ 2564 ผู้อ่านคอลัมน์ซอกแซกอาเซียนทุกท่านครับ ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่สาหัสสากรรจ์ของใครหลายคนผลจากการแพร่ระบาดของเจ้าโควิด-19 ในปีนี้ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ขอให้มีพลานามัยที่แข็งแรง พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในปีวัวทองกันนะครับ

ฉบับที่แล้วจบลงตรงที่ว่าข้าวหอมมะลิไทยมีผลผลิตต่ำ เหตุเพราะความเป็นธรรมชาติของข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มักให้ผลผลิตต่ำ บวกกับสภาพความเป็นนาน้ำฝนในภาคอีสานที่แสนจะแห้งแล้ง ครานี้ก็จะมาคุยต่อว่า แล้วนักวิจัยไทยแก้ไขไม่ได้หรือไงเพื่อทำให้ข้าวหอมมะลิได้ผลผลิตสูงขึ้น ตอบก่อนเลยครับว่า ทำได้ แล้วก็ทำสำเร็จมาเป็นจำนวนหลายพันธุ์แล้วด้วย หากแต่ระบบการตั้งชื่อข้าวหอมพันธุ์ใหม่ของเรากลับไม่แยบยลหรือปราศจากกลยุทธ์ทางด้านการตลาด ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจนิดนะครับว่า คำว่าข้าวหอมมะลิ ถือเป็นชื่อทางการค้า หรืออาจจะเรียกว่าแบรนด์สินค้าก็ได้ มาจากพันธุ์ข้าวที่ชื่อว่า ขาวดอกมะลิ 105กับ กข 15 (จำนวน 2 พันธุ์) ที่ผ่านมาการที่จะบังคับให้ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ออกลูกให้ดกให้เยอะโดยตัวเขาเองก็ทำได้เพียงระดับหนึ่ง เพราะบอกแล้วไงว่าเขาเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ออกลูกได้เพียงเท่านั้น วิธีที่นักวิจัยทำได้ ซึ่งก็เป็นวิธีมาตรฐานที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเขาทำกันก็คือ ต้องเอาพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ไปผสมกับพันธุ์อื่นๆ ที่ออกลูกดกแล้วก็พยายามผสมกลับให้เกิดคุณลักษณะเหมือนหรือเป็นข้าวขาวดอกมะลิ 105 เดิมให้มากที่สุด แต่กระนั้นก็ตามการที่พ่อหรือแม่พันธุ์เปลี่ยนไป ลูกที่เกิดมาก็คงเป็นเรื่องยาก ที่จะให้มีคุณสมบัติทุกอย่างเหมือนเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์กับข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 แท้ๆ ถึงแม้ว่าจะมีลักษณะรูปพรรณสัณฐานของเมล็ดเหมือนกัน ความนุ่มหอมใกล้เคียงกัน แต่ย่อมมีอะไรสักอย่างที่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารพันธุกรรม ที่เรียกว่า DNA หรือ ดีเอ็นเอ

พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่กรมการข้าวพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นนี้ยกตัวอย่างก็เช่น ข้าวที่ถูกตั้งชื่อพันธุ์อย่างไม่แยบยลว่า “ปทุมธานี 1” และพันธุ์ที่มีชื่ออื่นๆอีกหลายพันธุ์ ซึ่งข้าวหอมพันธุ์ใหม่ๆ นี้สามารถให้ผลผลิตได้สูงมาก ทัดเทียมกับข้าวต่างประเทศที่ว่าสูงเลยทีเดียว เท่ากับว่าเป็นการแก้ไขปัญหาพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เดิมที่ให้ผลผลิตต่ำได้อย่างน่าชมเชย แต่อนิจจา ด้วยความที่ระบบการตั้งชื่อของไทยเราดังกล่าวเลยกลายเป็นว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 เดิม ผลผลิตต่ำอยู่อย่างไร ก็ต่ำอยู่อย่างนั้น มิหนำซ้ำข้าวหอมพันธุ์ใหม่ที่นักวิจัยอุตส่าห์อดตาหลับขับตานอน ใช้เวลานับ 10 ปี กว่าจะได้มา กลับไม่สื่อถึงความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 รวมทั้งไม่สามารถส่งขายในนามข้าวหอมมะลิได้เสียอีก ทั้งชาวนาและพ่อค้าโรงสีก็เดือดร้อน หนักไปกว่านั้น โรงสีและผู้รับซื้อข้าวหอมบางคนยังก่นด่านักวิจัยต่อไปอีกว่า ออกพันธุ์ข้าวอะไรมาทำให้ตลาดสับสนรวมทั้งทำให้ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เดิมถูกฆ่า (บางคนบอกว่าเป็นพันธุ์ข้าว ลูกฆ่าแม่) อ้าว..อยู่ดีๆ ก็ทำคุณบูชาโทษไปจนนักวิจัยอยากจะลาออกจากราชการไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ความจริงก็ต้องเห็นใจพวกนักวิจัยเขานะครับ เกือบทั้งหมดพวกเขาจบการศึกษาทางด้านเกษตรมายอมรับว่าเขาไม่ถนัดในเรื่องการค้าการตลาดนักหรอก เขาจึงจำเป็นต้องมีนักเศรษฐศาสตร์หรือนักการตลาดเข้ามาเป็นที่ปรึกษา หรือประกอบเป็นคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวนั่นแหละ ก็ช่วยพวกเขาหน่อยสิ

แล้วปัญหาการตั้งชื่อพันธุ์ข้าวที่ว่าไม่แยบยล หรือปราศจากกลยุทธ์ทางการตลาดนั้น จะแก้ไขอย่างไร ผมขอตอบเลยครับว่า ต้องเอาอย่างวิธีการตั้งชื่อพันธุ์ข้าวแบบ ข้าวบาสมาติ ไงครับ ผมเชื่อว่าคนในแวดวงข้าว ไม่มีใครที่ไม่รู้จักข้าวหอมชื่อดังระดับโลกของอินเดีย ปากีสถานที่ชื่อว่า ข้าว “บาสมาติ” เพราะข้าวพันธุ์นี้เป็นข้าวหอมที่ซื้อขายในตลาดตะวันออกกลางในราคาที่สูงมาก สูงกว่าข้าวหอมมะลิของไทยเราด้วยซ้ำ นักวิจัยของเขาก็มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวบาสมาติมาโดยวิธีผสมพันธุ์ตลอดมาเช่นเดียวกัน แต่ทว่า การตั้งชื่อพันธุ์ใหม่ของเขาไม่หนีไปจากคำว่า “บาสมาติ” เลย เช่นปัจจุบันมี พันธุ์บาสมาติ370 บาสมาติ 386 ปูสาบาสมาติ ซูเปอร์บาสมาติ ฯลฯ แต่ที่สำคัญคือทุกพันธุ์ที่ได้ผลผลิตออกมา สามารถส่งจำหน่ายในนามข้าว “บาสมาติ”ได้ทั้งสิ้น ขณะที่ของเรามีเพียง 2 พันธุ์เท่านั้น ที่กำหนดภายในกันเองว่าเป็นข้าวหอมมะลิ นอกนั้นไม่ใช่ แถมยังท้าพิสูจน์ความเป็นของแท้ด้วยการตรวจ ดีเอ็นเอ เสียอีก ทั้งที่ข้าวบาสมาติไม่เคยพบมีการเรียกร้องให้มีการตรวจ ดีเอ็นเอ แต่ประการใดเลย

ขออนุญาตยังไม่จบนะครับเรื่องพันธุ์ข้าว ไหนๆ ก็จะพูดแล้ว เพื่อประโยชน์ของประเทศและชาวนาไทย ผมขออนุญาตต่อความยาวครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เกษตรกรได้เฮ! ‘เฉลิมชัย’ ฉับไว สั่งเตรียมพร้อมเยียวยาเกษตรกรกว่า 7 ล้านราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543366

เกษตรกรได้เฮ! 'เฉลิมชัย'ฉับไว สั่งเตรียมพร้อมเยียวยาเกษตรกรกว่า7ล้านราย

เกษตรกรได้เฮ! ‘เฉลิมชัย’ฉับไว สั่งเตรียมพร้อมเยียวยาเกษตรกรกว่า7ล้านราย

วันพุธ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564, 14.29 น.

เกษตรกรได้เฮ ! “เฉลิมชัย” ฉับไวสั่งเตรียมพร้อมเยียวยาเกษตรกรกว่า 7 ล้านรายใช้ฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าเน้นรวดเร็วครอบคลุมถูกต้อง หลังนายกฯประกาศจะช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบโควิด-19

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยวันนี้ (6ม.ค.) ว่า หลังจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่5ม.ค.ที่ผ่านมาเรื่องการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด19 โดยมอบหมายให้ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นในสองเดือนนี้ นั้น ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ.เตรียมความพร้อมในการเยียวยาเกษตรกรเพื่อความรวดเร็วทันทีที่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะเยียวยาอย่างไร ทั้งนี้ให้มอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)ในฐานะนายทะเบียนตรวจสอบรายชื่อเกษตรกรที่เคยขึ้นทะเบียนในโครงการเยียวยาเมื่อปีที่แล้วซึ่งเกษตรกรเกือบ8ล้านรายได้รับเงินเยียวยารายละ15,000บาทโดยโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงเดือนละ5,000บาทเป็นเวลา3เดือนระหว่างเดือนมิ.ย-ส.ค.โดยรัฐมนตรีเกษตรฯ.ยังมอบนโยบายให้เกษตรกรรายใหม่และที่ตกหล่นสามารถลงทะเบียนได้ครบถ้วนโดยต้องครอบคลุมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและทุกขั้นตอนต้องตรวจสอบความถูกต้อง

สำหรับโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด19 ในปี2563 สศก. ในฐานะนายทะเบียนจัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและได้ตรวจสอบแล้ว ให้ ธ.ก.ส. โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรกว่า1แสนล้านบาทซึ่งประกอบไปด้วย เกษตรกรกลุ่มพืช กลุ่มปศุสัตว์ กลุ่มประมง กลุ่มหม่อนไหม กลุ่มชาวไร่อ้อย และกลุ่มชาวไร่ยาสูบโดย2กลุ่มหลังขึ้นทะเบียนกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลังตามลำดับโดยส่งทะเบียนเกษตรกรผ่านสศก.ก่อนส่งให้ธกส.โอนตรงให้เกษตรกร

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯโดยนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนได้พัฒนาปฏิรูปการบริหารและการบริการด้วยเทคโนโลยีเช่นจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติมีบิ๊กดาต้าทำให้มีฐานข้อมูลเกษตรกรพร้อมดำเนินการในทุกภารกิจโดยเฉพาะการเยียวยาเกษตรกรกลางปีที่แล้วสามารถส่งฐานข้อมูลเกษตรกรให้ธกส.ภายใน5วันทำการหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเยียวยาเกษตรกรโดยรัฐมนตรีเกษตรฯ.มีความห่วงใยเกษตรกรอย่างมากจากผลกระทบโควิด19และย้ำให้ช่วยเหลือเยียวยาถึงมือเกษตรกรให้เร็วที่สุด

ส่องเกษตร : น่านกับเขา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543214

ส่องเกษตร : น่านกับเขา

วันพุธ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ทุกท่าน ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีประสบความสำเร็จดังหวังทุกประการในช่วงก่อนสัปดาห์สุดท้ายของวันสิ้นปี ในขณะที่การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่งจะระเบิดขึ้นมาใหม่ๆ เป็นช่วงที่ผมเดินทางไปยังจังหวัดน่านอีกครั้ง การเดินทางในครั้งนี้เป็นช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวจะว่าไปแล้วก็เป็นช่วงปลายๆฤดู อากาศเริ่มกลับมาหนาวอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผมเดินทางไปแถวอำเภอบ่อเกลือและอำเภอสันติสุข เป้าหมายคือเตรียมงานสำหรับการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ของวุฒิสภา เส้นทางยังคงเป็นเส้นทางบนสันเขา และคดเคี้ยวไปมาเหมือนเดิม ถนนหนทางดีขึ้นกว่าในยุคก่อนที่ผมไปพื้นที่นี้ในครั้งแรกๆ แต่ก็ยังไม่ถือว่าสมบูรณ์เต็มที่ แต่เส้นทางสายหลักระหว่างอำเภอก็นับว่าสัญจรกันได้ดีทีเดียว ผมเห็นนักท่องเที่ยวใช้เส้นทางนี้กันมากขึ้น ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเดินทางมาเมืองน่านด้วยเครื่องบิน จากนั้นก็จะเช่ารถท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน ทำให้ธุรกิจการให้เช่ารถในจังหวัดน่านเติบโตอย่างเห็นได้ชัด

ประเด็นที่เป็นปัญหาสำหรับพื้นที่จังหวัดน่านที่ทราบกันดี คือ ปัญหาภูเขาหัวโล้น อันเป็นผลจากการลับลอบตัดไม้ทำลายป่า เพื่อเปลี่ยนพื้นที่มาทำการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่เขา โดยในปี 2562 มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 630,000 ไร่ ซึ่งจะว่าไปก็ลดลงมาจากปี 2558 ซึ่งมีพื้นที่ปลูกเกือบ 800,000 ไร่ อยู่พอสมควร มาตรการต่างๆที่ภาครัฐและเอกชนดำเนินการ ส่งผลในระดับหนึ่ง ไม่ว่าด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตามคงต้องทำกันต่อไป

พื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่เป็นพื้นที่ที่มีการครอบครองทำประโยชน์ โดยคนในพื้นที่เองก็ไม่ใช่คนที่เข้าไปใช้พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กันทั้งหมด กลายเป็นคนมาจากถิ่นอื่นเข้ามาเช่าปลูกข้าวโพดกันไป ผมรับฟังมาว่า พอถึงฤดูปลูกข้าวโพดช่วงต้นฝนก็จะเริ่มเข้ามาเตรียมพื้นที่ปลูก หลังจากการปลูกแล้ว อาจเข้ามาถอนแยก ทำรุ่นกันบ้าง ใส่ปุ๋ยบ้าง ก็ขึ้นกับเกษตรกรแต่ละราย จากนั้นก็ปล่อยให้ข้าวโพดเติบโต ถึงเวลาก็มาเก็บเกี่ยวกันไป เป็นการจบกระบวนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนเขา ในปัจจุบันอาจต้องประสบปัญหาเพิ่มอีกอย่างหนึ่งคือการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด หรือ ที่เรียกกันว่า Fall Army Worm ซึ่งมีความสามารถในการทำลายอย่างรุนแรง และต้านทานต่อสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เกษตรกรบางรายอาจยอมลงทุนพ่นสารเคมีกำจัด หรือบางรายก็ปล่อยวัดดวงกันไป

สถานการณ์ที่เป็นอยู่คงต้องรอกันว่าตกลงแล้วอนาคตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใด ต้นทุนการผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศกับต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามาแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน ซึ่งคงไม่สามารถคิดเฉพาะต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว อาจต้องคำนวณไปถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไป ต้นทุนการเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากการใช้ที่ดิน รวมไปถึง ต้องคิดต่อไปว่า หากไม่ให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว เกษตรกรเหล่านั้นจะทำอะไรเป็นอาชีพ

เมื่อสอบถามเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในเชิงลึกแล้ว การปลูกข้าวโพดไม่ได้เป็นรายได้หลัก รายได้ที่เป็นรายได้หลักกลับเป็นรายได้นอกภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการรับจ้างแรงงานในภาคการบริการ หรือแม้แต่รายได้จากบุตรหลานที่ไปทำงานต่างถิ่น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คงต้องคิดกันให้หนักว่าพื้นที่สูงดังกล่าวจะสามารถสร้างประโยชน์ให้สูงสุดได้อย่างไร โดยยังคงรักษาผืนป่าเมืองน่านให้คงอยู่ ไม่ให้ถูกทำลายลงไปด้วยมือของคนต่างถิ่นหรือคนในเมืองน่านเอง

ผมยังมีความหวังว่าเมืองน่าน จะยังคงเป็นเมืองที่ใช้ชีวิตได้อย่างเนิบๆ ท่ามกลางศิลปวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมที่ดีและอัชฌาสัยอันดีงามของคนเมืองน่านที่ยังคงประทับใจทุกครั้งที่ไปเยือนเมืองในหุบเขาแห่งนี้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนา ‘แก้มลิงหนองฝาย’ หวังเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/543193

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนา'แก้มลิงหนองฝาย' หวังเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนา’แก้มลิงหนองฝาย’ หวังเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564, 17.55 น.

ชป.เดินหน้าพัฒนาแก้มลิงหนองฝายฯ จังหวัดมหาสารคาม หวังเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น หวังสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้มอบนโยบายหลัก 7 ด้าน ในการแก้ปัญหาประกันรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยจัดให้ปัญหาภัยแล้งเป็นเรื่องด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อบรรเทาปัญหาให้กับประชาชน ด้วยการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพิ่มแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งได้มอบหมายให้กรมชลประทาน ดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่คาดว่าจะสามารถสร้างเป็นแหล่งกักเก็บน้ำหรือขุดลอกเพื่อเพิ่มความจุได้ โดยเฉพาะพื้นที่แก้มลิงในบริเวณลุ่มน้ำต่าง ๆ ที่ได้มีการทำแผนที่สำรวจเอาไว้แล้ว ปัจจุบันมีหลายพื้นที่ที่อยู่ในระหว่างการสำรวจและปรับปรุงขุดลอก เพื่อเพิ่มปริมาณเก็บกักให้ทันฤดูฝนปี 2564 นี้

ทั้งนี้ โครงการแก้มลิงหนองฝาย พร้อมอาคารประกอบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านหนองเผือก ตำบลหนองทุ่ม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ดำเนินการโดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเสียวใหญ่ สภาพเดิมของแก้มลิงมีพื้นที่ประมาณ 21 ไร่ เก็บกักได้ประมาณ 100,800 ลูกบาศก์เมตร กรมชลประทาน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร.ในการดำเนินการขุดลอกและพัฒนาแหล่งน้ำดังกล่าว หากโครงการฯแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 235,200 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์กว่า 200 ไร่ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำให้ราษฎรบ้านหนองเผือก และหมู่บ้านใกล้เคียงได้ใช้ประโยชน์  ทั้งยังเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้กับศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริบ้านหนองเผือก สำหรับทำการเกษตรและการอุปโภคบริโภคได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปีอีกด้วย ทั้งนี้ จะเร่งดำเนินการขุดลอกแก้มลิงแห่งนี้ให้แล้วเสร็จภายในฤดูแล้งปีนี้ เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำได้ในช่วงฤดูฝนปีหน้า

กษ. ยันสินค้าประมงปลอดภัยได้มาตรฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542954

กษ.ยันสินค้าประมงปลอดภัยได้มาตรฐาน

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากความกังวลของประชาชนต่อการบริโภคสินค้าประมง กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจป้องกันการปนเปื้อนไวรัสโควิด-19 ในสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น คือ 1) ผู้ประกอบการกระบวนการผลิต : เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ฟาร์มต้องขึ้นทะเบียนและได้มาตรฐานจากกรมประมง ปฏิบัติตามมาตรการคัดกรอง และการปฏิบัติงาน ล้างทำความสะอาดยานพาหนะที่ใช้บรรทุกสัตว์น้ำ ทั้งภายในและภายนอกห้องบรรจุสัตว์น้ำด้วยคลอรีน ขณะเข้าและออกจากฟาร์ม ผู้ขับขี่ยานพาหนะบรรทุกสัตว์น้ำ ต้องตรวจคัดกรองและสวมหน้ากากตลอดเวลาเช่นเดียวกับบุคลากรในฟาร์ม ส่วนชาวประมง/เรือประมงทุกคนต้องผ่านการคัดกรองจากศูนย์แจ้งเข้า-ออก เรือประมงตามมาตรการของกรมประมง ทำความสะอาดส่วนที่สัมผัสกับสัตว์น้ำอยู่เสมอ สวมถุงมือและสวมหน้ากากตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน ห้ามออกนอกสะพานปลา ท่าเทียบเรือ ขณะขนถ่ายสัตว์น้ำที่ท่าเทียบเรือหรือสะพานปลา

2)ผู้ประกอบการกระบวนการลำเลียงและขนส่งสัตว์น้ำ ล้างและทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับ ลำเลียง หรือขนส่งสัตว์น้ำก่อน-หลัง ใช้ทุกครั้ง ฉีดพ่น ทำความสะอาดยานพาหนะที่ใช้ในการลำเลียง หรือขนส่ง ก่อน-หลัง ทุกครั้ง โดยประสานกรมปศุสัตว์หรือภาคเอกชนช่วยดำเนินการ พร้อมทั้งควบคุมไม่ให้มีการปนเปื้อนระหว่างการขนส่ง เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการลำเลียงคัดแยกและขนส่งสัตว์น้ำ ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ถุงมือ และมีระยะห่างในการปฏิบัติงานในระยะที่เหมาะสม 3)ผู้ประกอบการสะพานปลา (องค์การสะพานปลานำร่อง) ปฏิบัติตามมาตรฐานสุขอนามัยท่าเทียบเรือ สะพานปลา คัดกรองบุคลากรที่ทำงานในพื้นที่ทุกรายเป็นประจำทุกวัน ทำความสะอาดสถานที่ด้วยคลอรีนทุกวัน พาหนะบรรทุกสัตว์น้ำที่เข้า-ออก ต้องลงทะเบียน และฉีดพ่นด้วยคลอรีน โดยต้องทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอกห้องบรรจุสัตว์น้ำ ก่อนการบรรจุสินค้าสัตว์น้ำ 4) ผู้ประกอบการร้านค้า Modern Trade ปฏิบัติตามข้อกำหนดร้านค้าของสาธารณสุข ทำความสะอาดพาหนะที่ขนส่งสินค้า ณ จุดจอด ก่อนขนถ่ายเข้าสู่สถานประกอบการด้วยคลอรีน แยกสัตว์น้ำแต่ละประเภท ล้างทำความสะอาด และบรรจุในถุงพลาสติกก่อนวางบนน้ำแข็ง เพื่อลดการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์น้ำ สุ่มตรวจการปนเปื้อนของไวรัสโควิด-19 เป็นระยะตามความเหมาะสม

สกู๊ปพิเศษ : เที่ยวสวนลุงแดงชิมแกงเผ็ดกรุบมะพร้าวหอยขม เพลินตาสวนลำไยพวงทองเศรษฐกิจพอเพียงแห่งชุมชนบ้านหัวอ่าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542956

สกู๊ปพิเศษ : เที่ยวสวนลุงแดงชิมแกงเผ็ดกรุบมะพร้าวหอยขม เพลินตาสวนลำไยพวงทองเศรษฐกิจพอเพียงแห่งชุมชนบ้านหัวอ่าว

สกู๊ปพิเศษ : เที่ยวสวนลุงแดงชิมแกงเผ็ดกรุบมะพร้าวหอยขม เพลินตาสวนลำไยพวงทองเศรษฐกิจพอเพียงแห่งชุมชนบ้านหัวอ่าว

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ชุมชนบ้านหัวอ่าว ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 5 ต.บางช้าง อ.สามพราน จ.นครปฐม ความเป็นมาของชุมชนแห่งนี้ว่า ในอดีตหมู่บ้านนี้เป็นคลองมีน้ำไหลผ่าน และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มาก โดยเฉพาะช้างป่าโขลงใหญ่ได้ลุยป่าและเดินเหยียบย่ำเพื่อหาอาหารกินในพื้นที่แห่งนี้เป็นประจำ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นเวิ้งกว้างใหญ่ ชาวบ้านเรียกจนติดปากว่า “บ้านหัวอ่าว” ขณะเดียวกันการเดินทางไปมาของช้างป่าก็ทำให้เกิดเป็นลำคลอง จึงถูกเรียกขานว่า “คลองบางช้าง”จนถึงทุกวันนี้ บ้านหัวอ่าว มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ มีน้ำท่าสมบูรณ์ เพราะมี “คลองจินดา” และ “คลองบางช้าง” ไหลผ่าน จึงทำการเพาะปลูกพืชนานาชนิดได้ตลอดทั้งปี ปัจจุบันชาวบ้านมีรายได้หลักจากการทำสวนไม้ดอกไม้ประดับ และสวนผลไม้ ประเภท ฝรั่ง ชมพู่ ลำไย มะม่วง มะพร้าว ฯลฯ

สวนลุงแดงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในแบบธรรมชาติริมคลองจินดาเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อยู่บนเนื้อที่กว่า 4 ไร่ โดยภายในสวนเต็มไปด้วยพรรณไม้และผลไม้นานาชนิด อาทิ ลำไยพันธุ์พวงทอง กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม มะม่วง ชมพู่ มะพร้าวน้ำหอม น้อยหน่า ตะลิงปลิง มะยม มะละกอ จนเต็มพื้นที่
มีนายชลอ เชยกลิ่น หรือลุงแดง เจ้าของสวนต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชมภายในสวนจะพบกับกิจกรรมมากมายจนไม่อยากเดินทางกลับ อาทิ พายเรือเที่ยวชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมคลองจินดา ตกปลานานาชนิด เดินลัดเลาะชมสวนพันธุ์ผลไม้ที่มีให้รับประทานตลอดทั้งวัน หลังจากเมื่อยล้าชมสวน ท้องเริ่มหิวทางสวนยังมีอาหาร1 มื้อไว้บริการ

โดยเฉพาะเมนูพิเศษที่หารับประทานได้ยากและน้อยคนนักที่จะได้ลิ้มลองรสชาติคือแกงเผ็ดกรุบมะพร้าวหอยขมหรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่าแกงเผ็ดกะลามะพร้าวอ่อนใส่หอยขม ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารก็มีอยู่ทั่วสวนโดยพ่อครัวลงมือปรุงอาหารยังคงเป็นลุงแดงเจ้าของสวนคนเดิม ซึ่งลุงแกบอกว่าอาหารเมนูนี้น้อยคนนักจะได้ลิ้มลอง ก่อนไม่รอช้าคว้ามีดพร้าเดินไปหน้าบ้านปีนขึ้นต้นมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกไว้นานหลายปีพร้อมเลือกคัดสรรลูกที่สวยและยังอ่อนอยู่ สักครู่ปีนลงมาพร้อมลูกมะพร้าว 1 ทะลาย หลังจากนั้นนั่งบรรจงปอกเปลือกจนเห็นกะลาก่อนที่จะผ่าเทเอาน้ำมะพร้าวเก็บไว้ดื่มแก้กระหาย พร้อมบรรจงใช้มีดซอยกะลามะพร้าวอ่อนเป็นแผ่นบางล้างน้ำสะอาดผึ่งให้แห้ง

เสร็จสรรพตั้งเตาถ่านใส่ฟืนจุดไฟจนแดงฉานรอเวลาความร้อนทั่วเตา หันหลังคล้อยตามบนโต๊ะใหญ่เห็นเจ้าของสวนนั่งคั้นกากมะพร้าวเพื่อเอาน้ำกะทิสดเสร็จเทลงหม้อพร้อมยกตั้งเตาเคี้ยวจนร้อนได้ที่ ก่อนเทลงกระทะที่ตั้งอยู่บนเตาคนจนเดือดเป็นฟองพร้อมไอความร้อนพุ่งม้วนขึ้นขอบกระทะเทพริกแกงเผ็ดที่เตรียมไว้ลงผสมให้เข้ากันตบท้ายโรยด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บและกระชายซอยลงจนหอม สักพักนำหอยขมที่ต้มสุกและแกะเปลือกออกแล้วใส่ 1 ถ้วยแกง เคี่ยวจนกลิ่นพริกแกงและเครื่องปรุงลอยหอมฟุ้งทั่วสวนพร้อมเสิร์ฟขึ้นโต๊ะปิดท้ายโรยพริกอ่อนซอยและใบโหระพาเห็นแล้วหยุดความหิวไม่ไหวต้องลองชิมลิ้มรสพร้อมข้าวสวยร้อนๆ จานโต

สวนลุงแดงตั้งอยู่หมู่ที่ 5  ต.บางช้าง อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯเข้าไปในจังหวัดนครปฐมประมาณ 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางแค่ 1 ชั่วโมงครึ่ง นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจอยากจะเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดหรือพาครอบครัวเที่ยวชมธรรมชาติขอแนะนำสวนลุงแดงแห่งนี้เปิดเฉพาะวันเสาร์-วันอาทิตย์ ติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-0453-5023 ได้ทุกวัน

ชวนเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัมผัสธรรมชาติ เติมความรู้เกษตรครบวงจร 22 ศูนย์วิจัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542952

ชวนเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัมผัสธรรมชาติ เติมความรู้เกษตรครบวงจร22ศูนย์วิจัย

วันอังคาร ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวศิริพร วรกุลดำรงชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืช จึงมีศูนย์วิจัยสำหรับดำเนินการการวิจัย ทดลอง พัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืช ที่ตั้งอยู่ในแหล่งธรรมชาติกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และภายในศูนย์วิจัยดังกล่าวมีแปลงการผลิตพืช ขยายพันธุ์พืชแปลงต้นแบบทฤษฎีใหม่ รวมถึงแปลงรวบรวมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้ความรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจรแก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป

กรมวิชาการเกษตร จึงเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีศูนย์วิจัยที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรจำนวน 22 แห่ง อยู่ในภาคเหนือ 10 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่ง ภาคใต้ 5 แห่ง ภาคตะวันออก 2 แห่ง และภาคกลาง 1 แห่ง ซึ่งทั้ง 22 แห่งจะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่แวะเข้าไปเยี่ยมชมต่างกัน

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กล่าวว่า สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรของกรมวิชาการเกษตรที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด คือ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้จะมีผลงานวิจัยปรับปรุงพันธุ์ไม้ผล และไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว กาแฟและชาพันธุ์ดี ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลงานวิจัยเพื่อเป็นต้นแบบให้ผู้สนใจนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจให้ได้ชม ชิม และจำหน่ายตลอดปี ได้แก่ น้ำมันมะคาเดเมีย มะคาเดเมียอบเกลือ คุกกี้กาแฟสด คุกกี้ชามัทฉะ สบู่สครับกาแฟ น้ำตาลหญ้าหวาน น้ำพริกมะแขว่น น้ำมันเหลืองมะแขว่น มันกัลยารสหมาล่า โดยเฉพาะถ้ามาท่องเที่ยวในช่วงปลายเดือนธันวาคม – มกราคม ซึ่งสภาพอากาศเริ่มหนาวเย็นจะได้เห็นดอกนางพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งเต็มทั่วดอย

“ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปที่สนใจการท่องเที่ยวลักษณะที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติ และได้ความรู้ทางด้านการเกษตร การผลิตพืชแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูก ดูแลรักษา จนถึงการเก็บเกี่ยวและการแปรรูป เข้ามาเที่ยวชมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรของกรมวิชาการเกษตรได้ทุกแห่ง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่รอบศูนย์วิจัยมีรายได้จากการจ้างงานและการขายผลผลิตทางการเกษตรเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกรและชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นสร้างรายได้ให้หมุนเวียนอยู่ภายในประเทศไทย ที่สำคัญทุกสถานที่ท่องเที่ยวของกรมวิชาการเกษตร มีมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยตรวจคัดกรองนักท่องเที่ยว พร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาดบริการตามจุดท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ภายในศูนย์ด้วย”