ชายคาพระพิรุณ : 28 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541593

ชายคาพระพิรุณ : 28 ธันวาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 28 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปลายสัปดาห์นี้ ก็จะเข้าสู่ปีใหม่ 2564 กันแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา หนักหนาสาหัสเอาการอยู่สำหรับ
พี่น้องเกษตรกรทั้งจากภาวะราคาสินค้าตกต่ำในสินค้าบางประเภทและผลกระทบจากสถานการณ์โควิด แม้หลายฝ่ายต่างร่วมมือช่วยเหลือกันจนสามารถฝ่าฟันมาได้ด้วยดีและคาดหวังว่าจะเริ่มต้นใหม่ในปีหน้าแต่ไอ้โควิด 19 ก็กลับมาเยือนเราอีกแล้วและไม่รู้ว่าจะควบคุมได้มากน้อยแค่ไหน เพราะรอบนี้ จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และกระจายไปในหลายจังหวัดสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ คือสัตว์น้ำจำพวก กุ้งหอย ปู ปลา เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่เชื่อว่าสินค้าเหล่านี้มาจากแหล่งที่เป็นต้นตอของการระบาด จึงเกิดความตื่นตระหนก แต่ทางกรมประมงก็ออกมายืนยันแล้วว่า สามารถบริโภคสัตว์น้ำได้อย่างปลอดภัย เพราะกรมประมงได้เข้มงวดในการควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยในสินค้าสัตว์น้ำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคตลอดสายการผลิต โดยมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่วางจำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภคอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เพียงแต่ควรปรุงให้สุกก่อนรับประทาน และล้างทำความสะอาดสัตว์น้ำเป็นอย่างดีก่อนทำการปรุงอาหารทุกครั้ง…ช่วยกันป้องกัน การ์ดอย่าตกแล้วเราจะผ่านไปด้วยกันครับ

ส่วนในปี 2564 ที่จะถึงไม่กี่วันนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ จะมีอะไรมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกรบ้างนั้น วันก่อน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวขณะเป็นประธานเปิดงานและมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ในปี 2564 นี้ จะปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการทำงาน รวมทั้งนโยบายด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศและทันต่อบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนภาคเกษตรภายใต้หลักตลาดนำการผลิต ซึ่งจะให้ความสำคัญตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงกับการวางแผนการผลิต และนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวทางการพัฒนาในทุกด้านจะยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ จากที่ดินได้ตรงตามศักยภาพของที่ดิน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากที่สุด รวมไปถึงการยกระดับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อบ่มเพาะเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer พัฒนาศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร สนับสนุนและส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม รวมทั้ง เครื่องจักรกลเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start up เป็นหน่วยธุรกิจให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Providers: ASP) เพื่อยกระดับสู่การให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร พัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร เพื่อตอบสนองต่อโซ่อุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตรออนไลน์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง พัฒนาช่องทางการตลาด โดยเพิ่มช่องทางตลาดให้หลากหลายทั้งในรูปแบบตลาดออนไลน์และออฟไลน์ วางระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ และร่วมกันยกระดับคุณภาพผลผลิต และแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด มีการประกันภัยพืชผล ให้ความคุ้มครองความเสียหายหรือความสูญเสียต่อพืชผลที่เอาประกันภัย ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกร สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและผู้บริโภค…ก็มาดูกันว่าปีหน้าพี่น้องเกษตรกรจะได้ของขวัญตามที่ท่านรัฐมนตรีฯ กล่าวไว้ได้มากน้อยกันแค่ไหน

ขุนเกษตรา

อธิบดีประมงย้ำสัตว์น้ำปลอดภัยไร้เชื้อโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541592

อธิบดีประมงย้ำสัตว์น้ำปลอดภัยไร้เชื้อโควิด

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่ ซึ่งแหล่งแพร่กระจายโรคมาจากตลาดกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่นๆ สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ อีกทั้งยังกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ รวมถึงการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวประมงเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค กรมประมงจึงขอย้ำชัดอีกครั้งว่า ยังไม่มีรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนา 2019 อยู่ในตัวของสัตว์น้ำแต่อย่างใดโดยสัตว์น้ำเป็นสัตว์เลือดเย็นไม่มีปอดแต่ใช้เหงือกในการหายใจ และยังมีความแตกต่างของผิวเซลล์ ซึ่งปลามีโครงสร้างไม่เหมือนคนทั้งหมด ทำให้โอกาสที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์เข้าสู่เซลล์ของสัตว์น้ำเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ที่ผ่านมายังไม่เคยมีรายงานการเกิดโรคจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกันนี้ อาทิ โรคซาร์ส (SARS) และเมอร์ส (MERS) ในสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เลือดเย็นมาก่อน (อ้างอิงข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.วิน สุรเชษฐพงษ์ คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดสุขอนามัยที่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานและสัมผัสสัตว์น้ำจึงขอให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและผ่านการผลิตที่มีมาตรฐาน เน้นให้ความใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยเป็นสำคัญ โดยไม่ควรรับประทานอาหารสัตว์น้ำที่ดิบหรือไม่สุก และไม่ควรใช้มือสัมผัสกับสัตว์น้ำโดยตรง อาจใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์ในการหยิบหรือตัก และล้างทำความสะอาดสัตว์น้ำเป็นอย่างดีก่อนทำการปรุงอาหารทุกครั้ง ซึ่งเชื้อไวรัสโควิด-19 จะถูกทำลายด้วยความร้อนที่ 56 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 30 นาที และหากความร้อนสูงขึ้นระยะเวลาที่เชื้อถูกทำลายจะสั้นลง (อ้างอิงข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมประมงยังได้เข้มงวดในการควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยในสินค้าสัตว์น้ำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคตลอดสายการผลิตโดยมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่วางจำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภค อีกทั้งยังเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและสุขอนามัยในกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการ พร้อมติดตาม เฝ้าระวัง และป้องกันการระบาดของโรคร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การคัดกรองลูกเรือประมงและคนประจำเรือในช่วงเวลาเข้า-ออก ณ ท่าเทียบเรือประมงทุกแห่ง การกำหนดมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของโควิด-19 ในแรงงานที่เข้าไปทำงานในโรงงานแปรรูป เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : มช.สานต่อพระราชปณิธานสร้างอาชีพเกษตรกร นำสยามทิวลิปไม้ดอกไทยสู่ตลาดโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541594

สกู๊ปพิเศษ : มช.สานต่อพระราชปณิธานสร้างอาชีพเกษตรกร  นำสยามทิวลิปไม้ดอกไทยสู่ตลาดโลก

สกู๊ปพิเศษ : มช.สานต่อพระราชปณิธานสร้างอาชีพเกษตรกร นำสยามทิวลิปไม้ดอกไทยสู่ตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีรับสั่งว่า “งานนี้เป็นประโยชน์ถึงประชาชนอย่างแท้จริง อย่าได้หยุด ให้ทำต่อไปชวนอาจารย์มหาวิทยาลัยให้มาช่วยกันให้มากขึ้น ช่วยให้ถึงประชาชน” คือ จุดเริ่มต้นของศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะเกษตรศาสตร์ ที่ได้ทำการศึกษาและพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ไม้ดอกไทย ในกลุ่มปทุมมาและกระเจียว ที่มีการนำสายพันธุ์และลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นจากทั่วประเทศมาผสมกัน จนได้ลูกผสมที่ดีที่สุด สวยงาม ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นไม้ตัดดอกเศรษฐกิจส่งออกที่สำคัญไปสู่ตลาดต่างประเทศ ในชื่อ สยามทิวลิป

สำหรับเส้นทางก่อนจะมาเป็นพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงาม ณ ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องผ่านการวิจัย ทดลองขยายพันธุ์ โดยได้ ทำการพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกพื้นเมืองของไทยที่ดูแล้วมีศักยภาพนำมาเจียระไน จนได้พันธุ์ที่สวยงาม ซึ่งจากการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องของทีม
นักวิชาการ นำมาซึ่งความสำเร็จของการนำดอกปทุมมาผสมกับกระเจียว จนได้ลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ ได้ดอกที่มีขนาดใหญ่ สะดุดตาสีสดใส อยู่ได้นานกว่าเดิมถึง 3 เท่า ได้ขึ้นทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ในชุด Royal Thai เช่น พันธุ์ Thai Garnet ซึ่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยมระดับนานาชาติ ในงานประกวดพืชสวนโลกปี 2009 พันธุ์ Great King พันธุ์ Great Reign เป็นต้น ซึ่งได้นำไปจัดแสดงในต่างประเทศหลายต่อหลายครั้ง เป็นที่ชื่นชอบของผู้พบเห็นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ปัจจุบันเป็นไม้ดอกที่ส่งออกลำดับที่ 2 รองจากกล้วยไม้

ทั้งนี้ นอกจากตัดดอกขายแล้วหัวพันธุ์ดอกยังเป็นที่ต้องการในกลุ่มประเทศฝั่งยุโรป ซึ่งหลักๆ ได้แก่ ประเทศเนเธอร์แลนด์กับสหรัฐอเมริกาเพื่อนำไปปลูกต่อเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังได้นำพันธุ์ไม้จากต่างประเทศมาปรับปรุงพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทย เช่น แกลดิโอลัส และว่าน 4 ทิศ จนกระทั่งสามารถปลูกได้ทั่วประเทศ จากการพัฒนาสายพันธุ์ไม้ดอกที่หลากหลาย พร้อมขยายผลสู่กลุ่มชาวบ้านและกลุ่มเกษตรกรที่สนใจนำไม้ดอกไปเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมในพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ พะเยา นครนายก ฉะเชิงเทรา ยะลา และนราธิวาส ซึ่งจากผลการดำเนินงานกลุ่มไม้ดอก ปี 2563 สร้างรายได้รวมถึง 18,590,214 บาท

ด้วยเป้าหมายสูงสุดของศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มุ่งมั่นในการสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธาน โดยหวังให้ราษฎรมีอาชีพพึ่งพาตนเองได้จึงมีแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีใจรักในการปลูกดอกไม้มาอบรม ถ่ายทอดความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างโอกาส สร้างรายได้ สามารถส่งขายได้ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

แจกข้าวแกงฟรี ช่วยชาวสงขลา สู้ภัยไวรัสโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541588

แจกข้าวแกงฟรี ช่วยชาวสงขลา สู้ภัยไวรัสโควิด

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านข้าวแกงป้าไพซึ่งตั้งอยู่ที่ปากซอย 18 ถนนทะเลหลวง ย่านชุมชนวชิรา ในเขตเทศบาลนครสงขลา ซึ่งเป็นร้านข้าวแกงราคาถูกที่สุดในเมืองสงขลา ขายแกงถุงละ 10 บาท มากว่า 20 ปี และจำหน่ายข้าวราดแกงในราคาเพียง 20-25 บาท โดยในวันนี้ได้เปิดบริการกินข้าวแกงฟรีทั้งร้าน สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กนักเรียน นักศึกษาผู้มีรายได้น้อย และประชาชนทั่วไป เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่กลับมาระบาดรอบใหม่ ให้ผู้ที่เดือดร้อนและผู้ที่ลำบากได้กินข้าวแกงฟรี

โดยกิจกรรมนี้จัดโดยศิษย์เก่าโรงเรียนวิเชียรชม รุ่น 2536 ด้วยสำนึกรักบ้านเกิดต้องการที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิด-19 รอบใหม่ โดยเริ่มเปิดบริการข้าวแกงฟรีที่ร้านข้าวแกงป้าไพแห่งนี้เป็นอาทิตย์แรกตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงต่อเนื่องทุกวันอาทิตย์จนกว่าจะผ่านพ้นช่วงสถานการณ์โควิด-19

สำหรับบรรยากาศในวันแรกมีประชาชนชาวเมืองสงขลามาต่อแถวกินข้าวแกงฟรีกันตั้งแต่เช้า และมีการป้องกันโควิด-19 อย่างรัดกุมทั้งวัดอุณหภูมิร่างกาย ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่าง

นางอทิตยา มีเอี่ยม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดกิจกรรมในครั้งนี้บอกว่า กิจกรรมนี้เป็นการร่วมกันของศิษย์เก่าโรงเรียนวิเชียรชม รุ่น 2536 เพื่อที่ช่วยเหลือประชาชนที่ลำบากโดยเฉพาะช่วงนี้โควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้งจึงอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนจากสภาพเศรษฐกิจซึ่งหลายคนยังคงลำบากยิ่งมาเจอโควิดรอบสองก็ยิ่งเดือดร้อนไปอีก

‘รมช.มนัญญา’ เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541542

'รมช.มนัญญา'เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี

‘รมช.มนัญญา’เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 22.05 น.

“รมช.มนัญญา”เปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 จังหวัดอุทัยธานี ประกวดกระบือพันธุ์ดีชิงถ้วยพระราชทาน”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” พร้อมส่งเสริมการปรับปรุงพัฒนาการเลี้ยงควายไทยมรดกโลก

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานเทศกาล​ควายไทย ครั้งที่ 9 ณ สนามประกวดสัตว์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุทัยธานี ตำบลหนองแก อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ว่าการจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ สร้างแรงจูงใจให้กลุ่มเกษตรกรเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สายพันธุ์ พัฒนาการเลี้ยง การปรับปรุงพันธุ์ สร้างฝูงแม่พันธุ์กระบือไทยที่มีอัตลักษณ์ของกระบืออุทัยธานี ส่งเสริมสนับสนุนเพิ่มปริมาณกระบือและประสิทธิภาพในการผลิต ปกป้องพันธุ์กระบือเพศเมียวัยเจริญพันธุ์ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบืออย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ จังหวัดอุทัยธานีเห็นถึงความสำคัญในอาชีพเกษตรกรรม ถือได้ว่าเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของชาวอุทัยธานี โดยเฉพาะอาชีพด้านปศุสัตว์ ซึ่งการจัดงาน “เทศกาลควายไทย” ครั้งที่ 9 จะสามารถกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดความตื่นตัวในการปรับปรุงพันธุ์ พัฒนาอาหาร การเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรและผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์ ในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงกระบือ ปรับปรุงคัดเลือกพันธุ์กระบือสายพันธุ์ดี เพื่อรักษาความเป็น “อัตลักษณ์ของกระบืออุทัยธานี” ให้เป็นที่รู้จักแก่เกษตรกร นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไป เป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดอุทัยธานี รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุทัยธานีและประเทศไทยด้วย

ภายในงาน “เทศกาลควายไทย ครั้งที่ 9” ยังมีการประกวดกระบือพันธุ์ดี ทั้งกระบือทั่วไป กระบือเผือก และกระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง  ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากนี้ยังมีการประกวดเขาวัว เขาควาย ประกวดไก่แสมดำ ไก่เหลือง หางขาว ไก่หลากสี และไก่ตั้ง-ไก่ต่อ การประกวดแข่งขันการปรุงอาหารจากไก่แสมดำ รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนิทรรศการด้านปศุสัตว์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ นิทรรศการกระบือพันธุ์ดี และพืชอาหารสัตว์ต่างๆ โดยภายในงานจัดให้มีการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านปศุสัตว์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีด้านการจัดการเลี้ยง การคัดเลือก พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ ยกระดับคุณภาพการผลิตเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่เกษตรกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดงานสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541314

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดงานสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดงานสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์

วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.35 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงานสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ จำกัด เพื่อขับเคลื่อนงานสหกรณ์กรมปศุสัตว์ เน้นถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยึดประโยชน์สมาชิกเป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2563 เวลา9.30น.นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ในฐานะประธานสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ จำกัด เปิดโครงการสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ จำกัด โดยมี น.สพ.เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงศ์ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์สหกรณ์กรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน และผู้แทนสมาชิกฯเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้

 สหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ จำกัด ได้ก่อตั้งและเริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2523 จนถึงปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 9,911คน มีสินทรัพย์กว่า 6,000 ล้านบาท และได้มีการกำหนดข้อบังคับ โดยใช้ระบบผู้แทนสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนของสมาชิก เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา สหกรณ์ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ตามหลักการสหกรณ์ และได้มีการจัดโครงการสัมมนาให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านองค์ความรู้ให้กับผู้แทนสมาชิก บุคลากรในองค์กรและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะนำพาให้สหกรณ์มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ มีความเจริญก้าวหน้า มีความมั่นคง สมาชิกและบุคคลภายนอกมีความเชื่อมั่นในองค์กร

 โดยมีวัตถุประสงค์ในการสัมมนาเพื่อ “การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” ดังนี้

1.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้นับทราบและเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสหกรณ์

2.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีส่วนร่วมในการพัฒนาสหกรณ์

3.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างผู้แทนสมาชิกและทำให้เกิดแนวคิดพัฒนาการดำเนินงานสหกรณ์เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกสหกรณ์ และเราจะผ่านสถานการณ์ที่ท้าทายในครั้งนี้ไปได้ด้วยความรัก ความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความศรัทธา ให้สหกรณ์มีความเจริญก้าวหน้า และยั่งยืน

ประธานสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการสัมมนาผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมปศุสัตว์ จำกัด ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2564เรื่อง “สิทธิและหน้าที่ของผู้แทนสมาชิกสหกรณ์” ในวันนี้และขอแสดงความยินดีกับกรรมการและผู้แทนสมาชิกทุกท่านที่ได้รับการสรรหาและเลือกตั้ง ที่จะได้ใช้ความรู้ ความสามารถ และเสียสละเวลา ร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดี มั่นคง และมั่งคั่งการสัมมนาในครั้งนี้คาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบและเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการระดมความเห็นในการพัฒนาสหกรณ์ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ตามหลักการสหกรณ์ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำพาให้สหกรณ์มีการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพมีความเจริญก้าวหน้า และมีความมั่นคง สมาชิกและบุคคลภายนอกมีความเชื่อมั่นในองค์กร อันนำไปสู่ความก้าวหน้ายั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้การดำเนินงานจัดโครงการสัมมนา และประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2563เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปราศจากการแพร่ระบาดโดยดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ดังกล่าวด้วย    ณ โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพฯ

รมว.เกษตรฯการันตี สินค้าประมง-ปศุสัตว์ปลอดภัย ขอให้ปชช.บริโภคได้ตามปกติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541279

รมว.เกษตรฯการันตี  สินค้าประมง-ปศุสัตว์ปลอดภัย  ขอให้ปชช.บริโภคได้ตามปกติ

รมว.เกษตรฯการันตี สินค้าประมง-ปศุสัตว์ปลอดภัย ขอให้ปชช.บริโภคได้ตามปกติ

วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รมว.เกษตรฯการันตี สินค้าประมง-ปศุสัตว์ปลอดภัย ขอให้ปชช.บริโภคได้ตามปกติ

รมว.เกษตรฯยืนยัน สินค้าจากประมง-ปศุสัตว์ยังมีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน พร้อมย้ำมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มข้น ขอให้พี่น้องประชาชนสามารถบริโภคได้ตามปกติ ด้านปลัดเกษตรฯ เผยกรมประมงเร่งหาตลาดรองรับสินค้าสัตว์น้ำ หลังปิดท่าเรือ-ตลาดใหญ่ ขณะที่ประชาชนแห่ซื้อกุ้งก้ามกรามราคาถูก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งใน อ.บางแพ จ.ราชบุรีที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ ได้มีการสรุปรายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันและเตรียมความพร้อมในการรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งจากกระแสความกังวลของประชาชนต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสัตว์น้ำที่อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการบริโภคอาหารทะเล ทางกระทรวงฯ จึงได้ทำการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร ทั้งสินค้าประมงและสินค้าปศุสัตว์ เพื่อให้สินค้ามีความปลอดภัยและได้มาตรฐานต่อผู้บริโภคให้มากที่สุด จึงขอให้พี่น้องประชาชนสามารถบริโภคได้ตามปกติ และขอยืนยันว่าสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองจากกรมประมงและกรมปศุสัตว์ จะไม่มีการแพร่เชื้ออย่างแน่นอน

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากกระแสความกังวลของประชาชนต่อการบริโภคสินค้าประมง กระทรวงเกษตรฯโดยกรมประมง ได้มีการออกมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกันการปนเปื้อนไวรัสโควิด-19 ในสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น คือ 1.ผู้ประกอบการกระบวนการผลิต เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ฟาร์มต้องขึ้นทะเบียนและได้มาตรฐานจากกรมประมงปฏิบัติตามมาตรการคัดกรอง และการปฏิบัติงาน ล้างทำความสะอาดยานพาหนะที่ใช้บรรทุกสัตว์น้ำ ส่วนชาวประมง/เรือประมงทุกคนต้องผ่านการคัดกรองจากศูนย์แจ้งเข้า-ออก ตามมาตรการของกรมประมง ทำความสะอาดส่วนที่สัมผัสกับสัตว์น้ำอยู่เสมอ เป็นต้น

2.ผู้ประกอบการกระบวนการลำเลียงและขนส่งสัตว์น้ำ ล้างและทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับ ลำเลียง หรือขนส่งสัตว์น้ำก่อน-หลัง ใช้ทุกครั้ง ฉีดพ่น ทำความสะอาดยานพาหนะที่ใช้ในการลำเลียง หรือขนส่ง ก่อน-หลัง ทุกครั้ง โดยประสานกรมปศุสัตว์หรือภาคเอกชนช่วยดำเนินการ พร้อมทั้งควบคุมไม่ให้มีการปนเปื้อนระหว่างการขนส่ง 3.ผู้ประกอบการสะพานปลา (องค์การสะพานปลานำร่อง) ปฏิบัติตามมาตรฐานสุขอนามัยท่าเทียบเรือ สะพานปลา คัดกรองบุคลากรที่ทำงานในพื้นที่ทุกรายเป็นประจำทุกวัน ทำความสะอาดสถานที่ด้วยคลอรีนทุกวัน พาหนะบรรทุกสัตว์น้ำที่เข้า-ออก ต้องลงทะเบียน และฉีดพ่นด้วยคลอรีน และ 4.ผู้ประกอบการร้านค้า Modern Trade ปฏิบัติตามข้อกำหนดร้านค้าของสาธารณสุข ทำความสะอาดพาหนะที่ขนส่งสินค้า ณ จุดจอด ก่อนมีการขนถ่ายเข้าสู่สถานประกอบการด้วยคลอรีน แยกสัตว์น้ำแต่ละประเภท ล้างทำความสะอาดและบรรจุในถุงพลาสติกก่อนวางบนน้ำแข็ง สุ่มตรวจการปนเปื้อน

นายทองเปลวกล่าวว่าขณะนี้กรมประมงได้เร่งสร้างการรับรู้ผู้บริโภคว่า สินค้าประมงไม่เป็นพาหะเชื้อโควิด-19 การระบาดที่ผ่านมาเป็นการติดต่อจากคนสู่คนพร้อมทั้งเร่งแก้ไขผลกระทบสินค้าประมงที่ต้องขายผ่านตลาดประมง โดยประสานผู้ประกอบการตลาดไทยและตลาดสี่มุมเมือง เพื่อเป็นแหล่งกระจายสินค้าประมงให้แก่เกษตรกร ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้ชะลอการจับกุ้ง เพื่อลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด แต่หากจำเป็นต้องจับให้ประสานไปยังสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง เพื่อเข้าไปช่วยรับซื้อในราคาที่เกษตรกรคุ้มต้นทุน

นายประวิทย์ ละออบุตร ประมงจังหวัดราชบุรีร่วมกับนายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย นางวิมลมาก เนียมสมบูรณ์ ประธานชมรมผู้เพาะเลี้ยงกุ้งคุณภาพจังหวัดราชบุรี ได้นำกุ้งก้ามกรามจากสมาคมฯ และชมรมผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง จ.ราชบุรี มาวางจำหน่ายในราคาถูกกว่าราคาปกติ หลังจากกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง อ.บางแพได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19ทำให้อาหารทะเลทุกชนิดรวมทั้งกุ้งได้รับผลกระทบส่งออกระบายไปยังผู้บริโภคไม่ได้ทำให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาเป็นการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโดยเร่งด่วน

ตั้งแต่ช่วงเช้าเกษตรกรได้นำกุ้งหลายไซส์ใส่ถังออกซิเจนนำมาจำหน่ายหลายขนาดไซส์ เช่น ขนาด 10-12 ตัว/กก.ขาย กก.ละ 300 บาท ซึ่งตามปกติทั่วไปจะขาย กก.ละกว่า 400 บาท มีทั้งกุ้งตัวผู้ และกุ้งตัวเมีย ราคาตั้งแต่ กก.ละ 180 -300 บาท ส่วนกุ้งนิ่มราคา กก.ละ 200 บาท ปรากฏว่ามีการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้ซื้อกุ้งไปบริโภคอย่างคับคั่ง ประชาชนที่ซื้อกุ้งไปบริโภคบอกว่าอยากมาอุดหนุนช่วยเกษตรกร เชื่อว่ามีความปลอดภัย หลังจากซื้อกลับไปถึงบ้านแล้วก็จะถ่ายรูปลงเฟซบุ้ค เพื่อประชาสัมพันธ์ช่วยเหลือให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

วันเดียวกัน นายธนิตพล ไชยนันท์ ที่ปรึกษา รมว.สาธารสุข, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย และคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมในโอกาสตรวจเยี่ยมการยกระดับมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่บริเวณศูนย์ขายอาหารทะเลสด ห้างแม็คโคร สาขานครอินทร์ ต.บางศรีเมือง อ.เมือง จ.นนทบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มาใช้บริการและเลือกซื้ออาหารสด

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม็คโครสนับสนุนมาตรการป้องกันโควิด-19 ของภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยได้วางแผนเชิงรุกในการยกระดับมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังขั้นสูงสุด มีการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมอนามัย และองค์การอาหารและยา(อย.) กำหนดแนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด พร้อมวางมาตรการเสริมเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจในช่วงการระบาดระลอกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสินค้าอาหารสด อาหารทะเล ที่แม็คโครได้เพิ่มความเข้นข้นในการตรวจสอบตลอดห่วงโซ่การผลิตและจัดจำหน่าย เพื่อให้ถึงมือผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างปลอดภัย

‘เฉลิมชัย’ ประกาศนโยบายหลักปี’64 เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ขับเคลื่อนไทยยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541034

‘เฉลิมชัย’ประกาศนโยบายหลักปี’64 เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ขับเคลื่อนไทยยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯ เปิดงานและมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2564 ในการสัมมนา เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 “เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ ขับเคลื่อนไทยอย่างยั่งยืน” เน้นย้ำต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนต่อภาคการเกษตร

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานและมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2564 ในการสัมมนา เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 “เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ ขับเคลื่อนไทยอย่างยั่งยืน” ภาคเกษตรถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย เนื่องจากภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตที่เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ โดยประชากรประมาณร้อยละ 40 ของประเทศอยู่ในภาคเกษตร และจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติที่รุนแรง การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามทางการค้าระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรของไทย ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและภาคเกษตรของไทย โดยเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท อาทิ การส่งเสริมสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น การทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาสินค้าเกษตรจากฐานชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสู่เกษตรอัจฉริยะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร การจัดหาปัจจัยการผลิต รวมทั้งการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตร

สำหรับการดำเนินการในปี 2564 ได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการทำงาน รวมทั้งนโยบายด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศและทันต่อบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนภาคเกษตรภายใต้หลักตลาดนำการผลิต ซึ่งจะให้ความสำคัญตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงกับการวางแผนการผลิต และนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาในทุกด้านจะยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ได้แก่

1) บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ บริหารจัดการน้ำอย่างมีคุณค่า 2) บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ จากที่ดินได้ตรงตามศักยภาพของที่ดิน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากที่สุด 3) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อบ่มเพาะเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer 4) ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร สนับสนุนและส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม รวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของแต่ละจังหวัด 5) ส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start up เป็นหน่วยธุรกิจให้บริการทางการเกษตร (Agricultural ServiceProviders: ASP) เพื่อยกระดับสู่การให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร 6) พัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร เพื่อตอบสนองต่อโซ่อุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตรออนไลน์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 7) พัฒนาช่องทางการตลาด โดยเพิ่มช่องทางตลาดให้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบตลาดออนไลน์และออฟไลน์ 8) เกษตรพันธสัญญา(Contract Farming) เพื่อสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ และร่วมกันยกระดับคุณภาพผลผลิต และแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด 9) การประกันภัยพืชผลให้ความคุ้มครองความเสียหายหรือความสูญเสียต่อพืชผลที่เอาประกันภัย 10)ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกร 11) สร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก 12) ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 13) การวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและผู้บริโภค และ 14) ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล Big Data ในการเชื่อมโยงการทำการเกษตรร่วมกับหน่วยงานต่างๆ

ปลัดเกษตรฯยันอาหารทะเลไทยปลอดภัย สั่งทุกหน่วยงานเข้มมาตรการสกัดโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541035

ปลัดเกษตรฯยันอาหารทะเลไทยปลอดภัย สั่งทุกหน่วยงานเข้มมาตรการสกัดโควิดระบาด

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2563 ให้ส่วนราชการทุกหน่วยงานในสังกัด ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้พิจารณาบุคคลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร รวมถึงติดตามสถานการณ์จากความก้าวหน้าผลการสอบสวนผู้ป่วย และตรวจสอบ timeline ของผู้ป่วยโรคโควิด-19 หากมีความเกี่ยวข้องกับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ขอให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรการกักตัวจนครบ 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ลงไปในพื้นที่ และให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และงดเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปราชการในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และมาตรการตามข้อกำหนดของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหน่วยงานควบคุมโรคในพื้นที่อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังให้หน่วยงานวางแผนล่วงหน้าในการปฏิบัติงาน สำหรับข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างในสังกัด กรณีให้ปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) หากสถานการณ์การแพร่ระบาดมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในสัตว์น้ำนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการตรวจพบโควิด-19 ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนา 2019 ในผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานการเกิดโรคจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกันนี้ อาทิ SAR CoV2 และ MERS ในสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เลือดเย็นมาก่อน จึงขอให้ผู้บริโภคโปรดมั่นใจในการบริโภคสัตว์น้ำ และกรมประมงยังมีมาตรการเข้มงวดในการควบคุมและตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำก่อนถึงมือผู้บริโภคเพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุด สำหรับสัตว์น้ำที่มาจากการเพาะเลี้ยงจะต้องได้มาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี หรือ GAP ส่วนที่มาจากการทำประมงต้องผ่านการประเมินสุขอนามัยบนเรือประมง อีกทั้งยังมีการสุ่มตรวจสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่วางจำหน่ายในท้องตลาดโดยใช้ชุดทดสอบเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของกรมปศุสัตว์ยังได้มีการปรับแผนในการเข้าไปตรวจสอบมาตรฐานของโรงงานแปรรูปอาหารเพื่อส่งออก และฟารม์ต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึงมีการตั้งด่านสุ่มตรวจตามจุดต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และสำหรับองค์การสะพานปลาได้มีการประกาศปิดการใช้ท่าเรือสมุทรสาคร และท่าเรือสมุทรสงคราม รวมถึงได้คุมเข้ม 18 ท่าเรือทั่วประเทศ มาตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2563 มีการทำความสะอาดท่าเรือและพ่นยาฆ่าเชื้อ และยังได้มีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการสำหรับเรือที่ออกจากท่าก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2563 สามารถนำเรือเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือสมุทรสาคร และท่าเรือสมุทรสงครามได้ แต่ต้องมีการแจ้งก่อนล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามมาตรการของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด รวมถึงกำชับในทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าไปรับฟังปัญหาและคอยช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541036

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างรุนแรงครอบคลุมไปทั่วทุกธุรกิจ

ยางพาราก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

ราคายางมีแนวโน้ม ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดล่วงหน้าปรับตัวที่ปรับตัวลง เพราะมีความกังวลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบ ก็มีปัจจัยบวกหนุนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาทของไทยที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกยางพาราของไทย

ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคายางสังเคราะห์คู่แข่งสำคัญของยางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นตลาดก็จะหันมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำขาดแรงงานกรีดยาง เพราะในปัจจุนไทยใช้แรงงานจากประเทศพม่าในการกรีดยางเป็นหลัก

ปัจจัยเหล่านี้มีสำคัญที่จะช่วยพยุงราคายางให้อยู่ในระดับสูงกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ราคาประมูลเฉลี่ย ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 61.01 บาท/กก. ราคายางแผ่นรมควันอยู่ที่ 62.79 บาท/กก.

เมื่อเกิดสภาวะวิกฤติ ย่อมมีโอกาสเช่นเดียวกัน

การระบาดของโควิด-19 ทำเกิดกระแส New Normal คนหันมาตระหนักและใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยมากขึ้นทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่แปรรูปมาจากยางธรรมชาติมีความต้องการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง หรือหน้ากากอนามัยที่มีส่วนผสมของยาง โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติที่มีอัตราความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ

ช่วงก่อนมีการระบาด มูลค่าการส่งออกถุงมือยางประมาณ 37,000 ล้านบาท ต่อปี เมื่อมีการระบาดระลอกแรก ได้คาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกจะเพิ่มถึง 50,000 ล้านบาท ต่อปี แต่เมื่อมีการระบาดระลอกที่ 2 การส่งออกถุงมือยางอาจจะเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ก็เป็นไปได้

ดังนั้นการระบาดของโควิด-19 ไม่ได้ปัจจัยลบสำหรับยางพาราเสียเลยทีเดียว แต่เป็นปัจจัยบวกที่จะหนุนราคายางให้มีเสถียรภาพด้วย เพราะทั่วโลกยังมีความต้องการใช้ถุงมือยางและหน้ากากอนามัยซึ่งใช้ยางเป็นวัตถุดิบ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลควรจะเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางและหน้ากากอนามัย เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ ซึ่งนอกจากจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพแล้ว ยังจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติอีกด้วย

นิคมอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจรจะต้องเกิดขึ้น!!

โดยจะต้องพัฒนาครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ คือการปลูกยางพาราที่ได้มาตรฐาน จนถึงกลางน้ำคือ การแปรรูปขั้นต้น และปลายน้ำคือ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะถุงมือยางที่มีแนวโน้มความต้องการสูงมาก รวมทั้งระบบขนส่งและกิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาด

อยู่ที่รัฐบาลว่า จะพลิกวิกฤติการระบาดของโควิด-19 ให้เป็นโอกาส เพื่อผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติของโลกหรือไม่?


รัฐศักดิ์ พลสิงห์