‘อธิบดีปศุสัตว์’ แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540870

'อธิบดีปศุสัตว์'แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา

‘อธิบดีปศุสัตว์’แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.42 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”แจงกรณีปัญหาการส่งออกสุกรไปประเทศกัมพูชา และพร้อมเปิดด่านฯตามนโยบาย”รมว.กษ.”อย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู

นายสัตวแพทยสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงกรณีที่ น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร-แห่งชาติ ระบุถึงปัญหาการส่งออกสุกรมีชีวิตไปประเทศกัมพูชาว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถส่งออกได้ จากความขัดแย้งระหว่าง โบรกเกอร์ กลุ่มที่ได้รับสิทธิ์ทำการค้ากับประเทศกัมพูชา กับอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิ์ ที่ใช้รถยนต์และรถบรรทุกปิดกั้นถนนไม่ให้รถขนสุกรผ่านจุดผ่านแดนได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อนานกว่า 1 เดือน ส่งผลให้ปริมาณสุกรล้นตลาดจนกระทบต่อราคาหมูที่ตกต่ำลงอย่างมาก และเกษตรกรต้องแบกรับภาวะการขาดทุนมากว่า 3 ปี

ทั้งนี้ แม้จะเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาผ่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกรมปศุสัตว์ แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และมีการโยนความรับผิดชอบไปมาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กรมปศุสัตว์ รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ในประเด็นข้อโต้แย้งเรื่อง การเป็น AEC อย่างไรก็ตาม หากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศจะนัดรวมตัวกันครั้งใหญ่ เพื่อทวงถามคำตอบจากนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายใน 7 วัน ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 24 ธ.ค.นั้น กรมปศุสัตว์ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา หน่วยงานสุขภาพสัตว์และการผลิต ราชอาณาจักรกัมพูชา (General Directorate of Animal Health and Production: GDAHP) ได้มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ส่งถึงกรมปศุสัตว์ แจ้งข้อกำหนด (requirement) การนำเข้า/นำผ่านสุกรมีชีวิตไปยังกัมพูชา/เวียดนามฉบับใหม่ พร้อมกับแจ้งอนุญาตให้ผู้ประกอบการจำนวน 5 บริษัท เป็นผู้ส่งออกได้ โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการที่เคยส่งออกได้มาก่อนอีกจำนวน 24 บริษัท ได้รับผลกระทบไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล รวมถึงได้รวมกลุ่มกันไปปิดกั้นถนนไม่ให้รถขนสุกรมีชีวิตเพื่อการส่งออกทางด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ เร่งแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 63 GDAHP ได้แจ้งเพิ่มเติม อนุญาตให้ผู้ประกอบการอีก 5 บริษัท รวมเป็น 10 บริษัท สามารถส่งออกไปยังกัมพูชาได้

อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์รับผิดชอบการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสัตว์ (Health Certificate) และใบอนุญาตนำสัตว์ออกนอกราชอาณาจักร โดยต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 (ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง การขออนุญาต การออกใบอนุญาต วิธีการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรสัตว์หรือซากสัตว์ พ.ศ.2558) โดยปัจจุบัน การส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว พม่า เวียดนาม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการนำเข้า ยังคงมีการออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ได้ตามปกติ ในส่วนของประเทศกัมพูชาได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการนำเข้าใหม่ กรมปศุสัตว์จึงอยู่ในระหว่างประสานงานให้กัมพูชาพิจารณาเห็นชอบร่างหนังสือรับรองฯ ฉบับใหม่

ปัจจุบัน GDAHP ได้ผ่อนปรนให้ใช้หนังสือรับรองฯ ฉบับเดิมไปก่อนได้ กรมปศุสัตว์จึงสามารถออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ให้ผู้ประกอบการ ได้ทันที หากมีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตพร้อมหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 มีผู้ประกอบการ ที่ GDAHP อนุญาตให้ส่งออกสุกรมีชีวิตไปยังประเทศกัมพูชาได้มายื่นขอหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ ณ ด่านกักกันสัตว์ โดยกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ ได้ตรวจสอบหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง จึงได้ออกหนังสือรับรองฯ และใบอนุญาตฯ แล้ว จำนวน 4 ฉบับ

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้ส่งหนังสือขอเพิ่มรายชื่อผู้ส่งออกเพื่อให้ฝ่ายกัมพูชาพิจารณาแล้ว โดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กระทรวงการต่างประเทศ จะเร่งติดตามการเจรจาขอเพิ่มรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออก/นำผ่านไปกัมพูชา กับหน่วยงานภาครัฐของกัมพูชา โดยเร่งด่วน ตามมติที่ประชุมติดตามความคืบหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกสุกรไปยังราชอาณาจักรกัมพูชา กรณีมาตรการจำกัดการนำเข้าสุกรจากไทย เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.63 ณ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ด้วยแล้ว และล่าสุด ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสัตว์ (HC) พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ทุกด่านสามารถส่งออกสุกรไปยังกัมพูชาได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2563 เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรโดยเร่งด่วนอีกด้วย

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540830

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ

สำนักงานชลประทานที่10 สำรวจแม่น้ำบางขาม จัดทำแผนขุดลอก-แก้มลิงกักน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 08.09 น.

24 ธันวาคม 25653 นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่10 มอบหมายให้ นายอนุสรณ์ ตันติวุฒิ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา พร้อมด้วย หัวหน้าฝ่าย เจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ 10,เจ้าหน้าที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเรือขุด สำนักเครื่องจักรกลได้ร่วมกันลงพื้นที่ร่องเรือในแม่น้ำบางขาม เพื่อสำรวจสภาพแม่น้ำบางขาม และสภาพริมตลิ่งทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำ 

เนื่องจากในช่วงเดือนมีนาคม –  เมษายนของทุกปี ปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนทำให้แห้งขอดและขาดตอน จนทำให้มีตะกอนดินและวัชพืช จำนวนมากมากองสุมอยู่ในแม่น้ำจนส่งผลให้แม่น้ำบางขามได้ตื้นเขิน จนส่งผลกระทบต่อการนำน้ำดิบไปผลิตน้ำประปาหมู่บ้านและเกษตรกรที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรและอาชีพเลี้ยงปลากระชัง

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อระบบิเวศน์ของแม่น้ำบางขามอีกด้วย ทางสำนักงานชลประทานที่ 10 จึงได้ดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อประกอบการจัดตั้งคำขอ/แผนงานงบประมาณ ขุดลอกแม่น้ำบางขาม (ระยะที่ 1) พร้อมแก้มลิง 3 แห่ง เพื่อเพิ่มความสามารถในการเก็บกักน้ำในแม่น้ำบางขาม ไว้ใช้สำหรับอุปโภค-บริโภคในฤดูแล้ง พร้อมทั้งพิจารณาสถานที่ทิ้งดินที่ได้จากการขุดลอกให้เหมาะสมกับปริมาณดิน โดยไม่ส่งผลกระทบกับราษฎรที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำบางขาม ซึ่งการขุดลอกแม่น้ำบางขามวางแผนไว้ในระยะแรก 14 กม. จากความยาวทั้งสิ้นประมาณ 60 กม.

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540757

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 24 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะแอปเตอร์ของเราได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากท่านผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ที่ท่านได้กรุณาจัดนักวิชาการมาบรรยายด้านงานวิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และแถมยังนำพวกเรานั่งรถยนต์ไปชมทัศนียภาพแปลงวิจัยข้าวของศูนย์ในอาณาบริเวณติดกัน รวมทั้งพาไปเยี่ยมชมธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าวไทย ที่เก็บรวบรวมสายพันธุ์ข้าวที่มีถิ่นกำเนิดและเจริญเติบโตอยู่ในทุกภูมิภาคของไทย เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และเป็นเชื้อพันธุ์ในการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างเสริมศักยภาพในการแข่งขันส่งออกข้าวไทย ไหนๆ มีโอกาสได้พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ในฐานะที่มีประสบการณ์เพราะเคยอยู่ในวงการนี้มายาวนาน และก็ได้ทราบได้เห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่าง พวกเราบางคนยังมีความไขว้เขวเข้าใจผิดกันอยู่มาก จึงขออนุญาตถ่ายทอดทำความเข้าใจในบางเรื่องที่สำคัญไว้พอสังเขป ดังนี้ครับ

ประการแรกที่อยากจะกล่าวถึงมากที่สุด คือ เรื่องการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทยความจริงประเทศไทยเรานั้นโชคดีมากที่มีต้นทุนด้านพันธุ์ข้าวคุณภาพดีอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก โดยในอดีตประมาณปี พ.ศ.2476 ประเทศไทยได้รับรางวัลข้าวคุณภาพดีอันดับหนึ่งของโลก จากการส่งเข้าประกวดข้าวโลกที่ประเทศแคนาดา ทำให้ชื่อเสียงข้าวไทยโด่งดัง และเป็นที่มาของการส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกในยุคหลังจากนั้น และการที่เราสามารถมีข้าวส่งออกได้มากๆ นอกจากเป็นเพราะเรามีพันธุ์ข้าวที่ดีแล้ว ก็สืบเนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำนาอยู่มากเกินกว่าที่พลเมืองชาวไทยจะบริโภคได้หมด อันนี้ต่างจากบางประเทศที่พื้นที่ปลูกข้าวมีน้อย หรือไม่ก็เกิดภัยธรรมชาติเยอะทำลายผลผลิตข้าว เลยทำให้ข้าวไม่พอกินหรือไม่เหลือส่งออก แต่กระนั้น ต่อมาระยะหลังๆ หลายประเทศก็ได้มีการพัฒนาข้าวในด้านต่างๆ และสามารถยกระดับกลายมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวแข่งกับประเทศไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านพันธุ์ข้าว ซึ่งนอกจากจะมีคุณภาพหุงต้มที่ดี ถูกใจของผู้ซื้อ ถูกปากผู้บริโภค ราคายังต้องถูกกว่าด้วย ซึ่งก็เหมือนกับสินค้าทั่วไป เรื่องนี้จึงทำให้เกิดผลกระทบกับการส่งออกข้าวของไทยในปัจจุบัน

หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเกิดคำถามว่าทำไมนักวิจัยบ้านเราจึงไม่พยายามพัฒนาคุณภาพข้าวไทยให้ดำรงความเป็นหนึ่งดังที่เคยเป็น เรื่องนี้จากการพูดคุยกับนักวิชาการด้านข้าว ผมขอเรียนข้อเท็จจริงว่า แม้จำนวนนักวิจัยและงบประมาณจากรัฐที่จัดสรรให้จะไม่ค่อยพอเพียง แต่ทางกรมการข้าวก็ได้จัดทำแผนงานวิจัยพันธุ์ข้าวสืบต่อเนื่องมาโดยตลอดทุกปี ทั้งๆ ที่การวิจัยให้ได้พันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่แต่ละพันธุ์ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี ก็ตาม (ทั้งนี้เพราะเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่จะเร่งงานวิจัยให้เร็วขึ้นเรายังมีน้อยมาก) เรามีสายพันธุ์ข้าวที่วิจัยเสร็จแล้วแต่เก็บสต๊อกไว้มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นประเภทข้าวหอม ข้าวพื้นแข็ง ข้าวนุ่ม ข้าวเหนียว ข้าวเมล็ดสั้น ข้าวอุตสาหกรรม ข้าวลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูงมาก รวมทั้งข้าวอื่นๆ อีกเยอะแยะ ขาดแต่เพียงยังไม่นำมาผ่านกระบวนการขั้นสุดท้ายที่จะสามารถนำเอาพันธุ์ข้าวนั้นมาใช้ปลูกได้อย่างถูกต้อง คือการประกาศรับรองพันธุ์ตามระเบียบของทางราชการ โดยคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าว ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ นักการตลาด รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ได้แก่ พ่อค้า โรงสี ตลอดจนตัวชาวนา

ถามว่าถ้าเป็นดังนี้แล้วทำไมเราไม่รีบเอาพันธุ์ข้าวดีๆ ที่วิจัยได้มารับรองและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกล่ะ อันนี้แหละคือปัญหาที่กรมการข้าวต้องใคร่ครวญอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมากรมการข้าวถูกตำหนิติเตียนมากมาย โดยถูกกล่าวหาว่าออกพันธุ์ข้าวมามากเกินไปจนทำให้ตลาดสับสน ทำตลาดยาก เคยขายข้าวอย่างหนึ่งแต่มาออกอีกพันธุ์หนึ่ง ตลาดไม่รู้จักต้องไปเริ่มตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่ ทั้งที่ความจริงในคณะกรรมการรับรองพันธุ์ท่านผู้ตำหนิก็เคยนั่งอยู่ตรงนั้น ก็เลยงงกันไปเรื่องของเรื่องก็คือ การวิจัยพันธุ์ข้าวมันไม่ได้แค่เพียงสนองตอบเฉพาะความต้องการของตลาดแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังต้องสนองตอบต่อปัญหาใหม่ๆ รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างรายได้แก่ชาวนา เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น มีโรค เกิดแมลงมีน้ำแล้ง เจออากาศร้อน อากาศหนาว พันธุ์เก่าที่เคยปลูกกลับไม่ได้ผลผลิต หรืออ่อนแอต่อโรคแมลง ก็จำเป็นต้องหาพันธุ์ใหม่ปลูกแทน และนี่ก็คือความเป็นจริงพื้นฐานประการแรกของงานวิจัยข้าวของไทยเราครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เปิดตลาดกะเหรี่ยงบ้านอีมาดอีทรายจ.อุทัยธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540754

เปิดตลาดกะเหรี่ยงบ้านอีมาดอีทรายจ.อุทัยธานี

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิด “ตลาดกะเหรี่ยงและแปลงไม้ดอกไม้ประดับ บ้านอีมาดอีทราย” ที่เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงแม่ดีน้อย ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีว่า จังหวัดอุทัยธานี บูรณาการกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนพื้นที่สูงหมู่ 4 บ้านอีมาดอีทราย ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรไม้ดอกไม้ประดับบนพื้นที่สูงที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างจังหวัดที่เดินทางมาในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี โดยแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมาไม่น้อยกว่า 80,000 คน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท/ปี

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า กิจกรรมเปิดตลาด มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวทั้งในและนอกจังหวัด ตลอดจนชาวต่างชาติ ได้รู้จัก
สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามของจังหวัดอุทัยธานี เป็นการเปิดตลาดและแปลงไม้ดอกไม้ประดับ ตลอดจนการออกบูธนิทรรศการจำหน่ายสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ผ้าทอกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดอุทัยธานี

ทั้งนี้ กิจกรรมเปิดตลาดกะเหรี่ยงและแปลงไม้ดอกไม้ประดับ บ้านอีมาดอีทราย อยู่ในโครงการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนพื้นที่สูง
โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างงานสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูปในชุมชนที่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนในพื้นที่ สร้าง
รายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดและชุมชน โดยตำบลแก่นมะกรูด มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ 2 แห่ง คือ แหล่งท่องเที่ยวไม้ดอกเมืองหนาว บริเวณสภาตำบลแก่นมะกรูด หมู่ 1 บ้านใต้ และแหล่งท่องเที่ยวไม้ดอกไม้ประดับ และพืชเมืองหนาว บริเวณพื้นที่เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงแม่ดีน้อย หมู่ 4 บ้านอีมาดอีทราย

เฝ้าระวังหนอนเจาะสมอฝ้ายในทานตะวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540755

เฝ้าระวังหนอนเจาะสมอฝ้ายในทานตะวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกทานตะวันเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้าย ซึ่งระยะนี้ช่วงเช้าอากาศเย็นมีความชื้นสูง และในเวลากลางวันอากาศร้อน โดยจะพบการเข้าทำลายของตัวหนอนในระยะที่ต้นทานตะวันดอกเริ่มบาน โดยจะพบหนอนเจาะสมอฝ้ายฝังตัวกัดกินเมล็ดที่กำลังพัฒนาอยู่บริเวณส่วนกลางของจานดอก กรณีที่มีการระบาดรุนแรง จะทำให้ผลผลิตลดลง เนื่องจากตัวหนอนจะกัดกินกลีบดอกและกลีบเลี้ยง ทำให้ดอกไม่สามารถดึงดูดแมลงในการผสมเกสรได้ การติดเมล็ดไม่ดี มีเมล็ดลีบจำนวนมาก และจะให้ผลผลิตต่ำ

แนวทางการป้องกันและกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายในต้นทานตะวัน เกษตรกรควรหมั่นกำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของหนอนเจาะสมอฝ้ายบริเวณโดยรอบแปลงปลูกต้นทานตะวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดแหล่งอาศัยของหนอนเจาะสมอฝ้าย หากพบการเข้าทำลายของหนอนเจาะสมอฝ้าย ให้เกษตรกรเก็บตัวหนอนที่มีขนาดใหญ่มาทำลาย เนื่องจากตัวหนอนที่มีขนาดใหญ่จะใช้สารเคมีในการกำจัดไม่ได้ผล กรณีที่มีการระบาดรุนแรง ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมาเม็กตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทอกซีฟีโนไซด์ 24% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกร่างกฎกระทรวง กำหนดกรอบเงินคงเหลือหลังหักหนี้30% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540756

กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกร่างกฎกระทรวง กำหนดกรอบเงินคงเหลือหลังหักหนี้30%

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ร่างกฎกระทรวง5 ฉบับซึ่งจะออกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2560 ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย โดยสาระสำคัญหนึ่ง คือ การกำหนดให้การให้เงินกู้สามัญแก่สมาชิกต้องไม่กำหนดงวดชำระหนี้ยาวเกินไป และสมาชิกจะต้องมีเงินได้คงเหลือหลังหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกมีเงินเหลือต่อเดือนเพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

“การกำหนดการหักหนี้ต้องเหลือเงินไม่น้อยกว่า 30% เพื่อให้พี่น้องชาวสหกรณ์มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับกินใช้ในแต่ละเดือน เพราะต้องยอมรับว่าก่อนหน้านั้นบางสหกรณ์มีการหักหนี้จากสมาชิกจนแทบไม่เหลือเงินรายเดือนไว้ใช้ ต้องไปกู้หนี้นอกระบบกลายเป็นการเพิ่มภาระครัวเรือนเข้าไปอีก นอกจากนั้นการให้คงเหลือเงิน 30% ยังสอดคล้องกับระเบียบต่างๆของกระทรวงศึกษาธิการด้วย หรือแม้แต่การบังคับคดี ก็ยังต้องให้ลูกหนี้เหลือเงินใช้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท ต่อเดือน ดังนั้นกรณีนี้จึงเป็นการช่วยสมาชิก ไม่ใช่เป็นการซ้ำเติมสมาชิก” นายวิศิษฐ์กล่าว

สำหรับพระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2562 เป็นพ.ร.บ.ที่มีการปรับปรุงให้สอดรับกับรูปแบบธุรกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนไป เพื่อป้องความเสี่ยงด้านต่างๆ ของสหกรณ์ ไม่ให้เกิดความเสียหายในสหกรณ์ เช่น กรณีสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนบางแห่งและเพื่อป้องกันสหกรณ์ต่างๆไม่ให้มีการกำหนดรูปแบบธุรกรรมจูงใจสมาชิก หรือผ่อนปรนงวดเงินกู้นานเกินกว่าปกติของระบบการเงินจนนำมาสู่ภาระหนี้สินล้นพ้นตัว อย่างไรก็ตาม กรมพร้อมชี้แจงสร้างความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์ทุกประเด็น

ทั้งนี้ แนวทางกำหนดกฎกระทรวงถือปฏิบัติเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 โดยเปิดรับฟังความเห็นทุกฝ่าย และส่วนราชการได้คำนึงถึงการให้โอกาสสหกรณ์ปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูประบบบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ ดังนั้น ในร่างกฎกระทรวง จึงได้กำหนดระยะเวลาให้สหกรณ์ปรับตัวไว้ในบทเฉพาะกาล โดยบางกรณีให้เวลาถึง 10 ปี

ตลาด อ.ต.ก.คุมเข้มเพิ่มมาตรการป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ตลาด อ.ต.ก.คุมเข้มเพิ่มมาตรการป้องกันโควิด-19 (naewna.com)

ตลาด อ.ต.ก.คุมเข้มเพิ่มมาตรการป้องกันโควิด-19

ตลาด อ.ต.ก.คุมเข้มเพิ่มมาตรการป้องกันโควิด-19

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 12.00 น.

นายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออ กรรมการ อ.ต.ก.รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก.กล่าวว่าจากกรณีศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้เผยแพร่ข้อมูลการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตรายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นจำนวนมากกว่า 600 ราย ในกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร และอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพอนามัยของประชาชน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคที่มาใช้บริการตลาดสด อ.ต.ก. , ตลาดเกษตรอินทรีย์ , ตลาดริมน้ำ และตลาดต้นไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งเป็นตลาดที่อยู่ในพื้นที่การดูแลรับผิดชอบของ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยระงับวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค โดยออกมาตรการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กำหนดทางเข้า – ออก ตลาดสด อ.ต.ก.ตั้งจุดตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ประกอบการค้าและผู้มาใช้บริการตลาด อ.ต.ก.ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองขั้นพื้นฐาน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการค้าสวมหน้ากากอนามัย ปิดปากปิดจมูก คลุมคาง สวมผ้ากันเปื้อน สวมหมวกปกคลุมเส้นผม สวมถุงมือขณะสัมผัสอาหารหรือสินค้าที่จำหน่าย ใช้ภาชนะปิดอาหารเพื่อป้องกันการปนเปื้อน หมั่นล้างมือเพื่อรักษาความสะอาด เพิ่มจุดบริการพร้อมคำแนะนำในการล้างมือทั่วตลาด อ.ต.ก.เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคพื้นที่ตลาด บริเวณที่มีการสัมผัส และดำเนินการตรวจคัดกรองผู้ประกอบการค้าชาวไทย และกลุ่มแรงงานต่างด้าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบการดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) ภายในตลาด อ.ต.ก.พร้อมจัดเจ้าหน้าที่จากศูนย์บริการสาธารณสุข 17 สำนักงานเขตจตุจักร ตั้งจุดคัดกรองแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในพื้นที่ตลาด อ.ต.ก.ทั้งหมดกว่า 120 ราย ซึ่งผลตรวจไม่พบผู้ติดเชื้อ

ทั้งนี้ อ.ต.ก.ยังคงควบคุมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ได้มาตรฐานทางสุขาภิบาลและถูกสุขลักษณะ และให้เป็นไปตามมาตรการต่างๆ ของคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร อย่างเคร่งครัด ดังนั้นขอให้ผู้ประกอบการค้า และลูกค้าที่มาใช้บริการตลาด อ.ต.ก.มั่นใจในมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของตลาดสด อ.ต.ก.โดย ตลาดสด อ.ต.ก. ตลาดเกษตรอินทรีย์ ตลาดริมน้ำ และตลาดต้นไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ไม่เว้นวันหยุด และขอความร่วมมือผู้มาใช้บริการสวมหน้ากากอนามัย ปิดปากและจมูก เพื่อความปลอดภัย

ก.เกษตรฯจับมือ 18 ปท. ถกวิชาการพืชสวนเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ก.เกษตรฯจับมือ18ปท.ถกวิชาการพืชสวนเอเชีย (naewna.com)

ก.เกษตรฯจับมือ18ปท.ถกวิชาการพืชสวนเอเชีย

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมวิชาการพืชสวนแห่งเอเชีย ครั้งที่ 3 หรือ The 3rd Asian Horticultural Congress (AHC 2020) ว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตพืชสวนเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชียและของโลก ทั้งไม้ผล พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ และสมุนไพร มีมูลค่าส่งออกของผลผลิตพืชทั้ง 4 กลุ่มนั้นรวมกันไม่ต่ำกว่าปีละ 7 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยและพัฒนาด้านพืชสวนในสาขาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิต เทคโนโลยีภายหลังเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา แปรรูป และการใช้ประโยชน์ รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพของผลผลิตให้ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ทั้งในประเทศและมาตรฐานสากล

“การที่ประเทศไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมกับอีก 3 ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศผู้ริเริ่มประชุมวิชาการพืชสวนแห่งเอเชียคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี จะมีส่วนเพิ่มศักยภาพทางวิชาการ และนวัตกรรมด้านพืชสวนในภูมิภาคเอเชียให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป ซึ่งการประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่นักวิชาการจากประเทศต่างๆ จะได้แสดงศักยภาพทางวิชาการและนวัตกรรมด้านพืชสวน ตลอดจนเกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอนวัตกรรม เพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนางานวิจัยด้านพืชสวนของแต่ละประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น รวมทั้งการสร้างเครือข่ายทางวิชาการด้านพืชสวนของภูมิภาคเอเชีย อันจะส่งผลให้เกิดความร่วมมืออย่างยั่งยืนต่อไปด้วย” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าว

นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการประชุมวิชาการพืชสวนแห่งเอเชีย ครั้งที่ 3 (AHC 2020)
เปิดเผยว่า สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมวิชาการพืชสวนแห่งเอเชีย ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2559 โดยครั้งนั้นมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นที่เมืองเฉิงตู ซึ่งการประชุมดังกล่าว ที่ประชุมเห็นชอบให้สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการพืชสวนแห่งเอเชีย ครั้งที่ 3 ในปี 2563 ทั้งนี้ การประชุมวิชาการพืชสวนแห่งเอเชีย เป็นความริเริ่มของสมาคมพืชสวนของ 3 ประเทศคือ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2551 ที่ เกาะเซจู สาธารณรัฐเกาหลี

สำหรับการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “พืชสวนอาเซียน เพื่อโลกที่ยั่งยืน” เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยด้านพืชสวนใน 4 กลุ่มคือ พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับและสมุนไพร หัวข้อนำเสนอแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มคือ การปรับปรุงพันธุ์และเทคโนโลยีชีวภาพ สรีรวิทยาและการผลิต ธาตุอาหารพืชและการผลิต เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การส่งเสริมการเกษตรและธุรกิจเกษตร การแปรรูปผลผลิต และเครื่องจักรกลการเกษตร โดยมีผู้บรรยายพิเศษ นักวิจัยผู้นำเสนอผลงาน
และผู้ร่วมประชุมรวมประมาณ 400 คน เป็นชาวต่างประเทศร่วมประชุมออนไลน์รวม 105 คน จาก 18 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บังกลาเทศ จีน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซียนิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ โปแลนด์ สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ไต้หวัน เวียดนาม สหรัฐเมริกา อิสราเอล และอินโดนีเซีย ทั้งนี้ มีผลงานวิจัยที่นำเสนอของต่างประเทศรวม 39 เรื่อง

รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย (naewna.com)

รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์  ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย

รายงานพิเศษ : ‘มนัญญา’ดูงานสหกรณ์ฯโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงดอยอินทนนท์ จำกัด ตั้งอยู่ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดตั้งและจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2536 เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่โครงการหลวง ก่อตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและส่งเสริมชาวไทยภูเขาให้มีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ต่อมาได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม และยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้มีความกินดีอยู่ดี ทั้งภายในชุมชนและนอกชุมชน รวมทั้งสมาชิกสหกรณ์มีการบริหารจัดการองค์กรร่วมกัน เช่น รวบรวมผลผลิตทางการเกษตร การซื้อขายผลผลิตเพื่อจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น ตลาดเกษตรกร และมีช่องทางการจำหน่ายอื่นด้วย อาทิ โครงการหลวงอีกทั้ง ยังจัดตั้งตลาดสินค้าชุมชน เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มสตรีสหกรณ์และกลุ่มเยาวชนของบ้านขุนกลางให้มีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้นโดยนำสินค้าที่ระลึกและผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาลมาจำหน่าย เช่น กะหล่ำปลีสลัด มะเขือเทศ ผักกาดขาวปลี หัวไชเท้าซูกินี หอมญี่ปุ่น เซเลอรี่ เบบี้ฮ่องเต้ เป็นต้น ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์ฯ เป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐานและรับรองให้เป็นสินค้าเกษตรปลอดภัย จึงทำให้ได้รับการเชื่อมั่นจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิก 495 คนสมาชิกประกอบด้วยชนเผ่าม้งและกะเหรี่ยงมีทุนการดำเนินงานมากกว่า 38 ล้านบาทสหกรณ์ฯ ดำเนินธุรกิจ 5 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิต และธุรกิจบริการและส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ สหกรณ์ฯดำเนินการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์ผ่าน บริษัท natural & premium food จำกัด วันละ 1-3 ตัน โดยใช้รถและห้องเย็นของบริษัท มีสมาชิกจำนวน 30 รายที่ได้ทำการเกษตรในรูปแบบเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) Good Agricultural Practice หรือการผลิตเกษตรปลอดภัย โดยส่วนผลผลิตให้โครงการหลวงดอยอินทนนท์ทั้งหมด แบ่งเป็น ไม้ดอก ได้แก่ เบญจมาศ และกุหลาบ ประมาณ 10,000 ดอก/วัน และพืชผักและไม้ผล 1-3 ตัน/วัน ได้แก่ กะหล่ำปลีผักสลัด มะเขือเทศ ผักกาดขาวปลี หัวไชเท้า ซูกินี หรือแตงกวาญี่ปุ่น หอมญี่ปุ่น เซเลอรี่อะโวคาโด และพลับ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์เฉลี่ย 40,000-100,000 บาท/ปี

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ากระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการทำอาชีพการเกษตร พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยมีการดำเนินนโยบายส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรลดละเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชศัตรูพืช ส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรในรูปแบบการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) เพื่อให้สินค้าเกษตรมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ให้เป็นองค์กรในระดับชุมชนในการรวบรวมจัดเก็บแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับพื้นที่ รวมทั้งจัดหาตลาดโดยการจัดทำโครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ เพื่อให้เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้า ของสมาชิกที่มีคุณภาพ และเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดระหว่างขบวนการสหกรณ์กับภาคเอกชนเพื่อกระจายผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยไปสู่ผู้บริโภค นอกจากนี้ยังได้ริเริ่มโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เพื่อให้ลูกหลานเกษตรกรได้กลับมาอยู่กับครอบครัว ใช้ความรู้และประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรมและบริการ รวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ มาพัฒนาการเกษตรของครอบครัว เป็นการสร้างงานการเกษตรให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

กรมชลฯสั่งปิดอาคารที่ทำงาน ‘วิศวกรติดโควิด’ พ่นยาฆ่าเชื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมชลฯสั่งปิดอาคารที่ทำงาน’วิศวกรติดโควิด’ พ่นยาฆ่าเชื้อ (naewna.com)

กรมชลฯสั่งปิดอาคารที่ทำงาน'วิศวกรติดโควิด' พ่นยาฆ่าเชื้อ

กรมชลฯสั่งปิดอาคารที่ทำงาน’วิศวกรติดโควิด’ พ่นยาฆ่าเชื้อ

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 17.41 น.

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน ลงนามในประกาศคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กรมชลประทาน

จากกรณีที่มีวิศวกรสังกัดส่วนวิศวกรรม กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางติดเชื้อโควิด-19 โดยพบว่า เดินทางไปยัง จ.สมุทรสาคร แล้วเดินทางมาทำงานที่กรมชลประทาน สามเสน ดังนั้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค จึงสั่งการให้ปิดอาคารที่ทำการฝ่ายวิชาการ ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติงานของผู้ป่วยดังกล่าว เป็นเวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนอาคารสถานที่ สำนักงานเลขานุการกรม พ่นยาฆ่าเชื้อภายในอาคารและจุดสัมผัสต่างๆ ที่มีการใช้ร่วมกันในบริเวณใกล้เคียงทันที

พร้อมทั้งแจ้งกรมควบคุมโรค หรือสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่โดยด่วน ให้บุคลากรที่เป็นผู้สัมผัสที่มีความเสียงสูง ได้แก่ ผู้สัมผัสใกล้ชิดที่พูดคุยกับผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร นานกว่า 5 นาที หรือถูกไอ จาม รดจากผู้ป่วยโดยไม่มีการป้องกัน เช่น ไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือผู้ที่อยู่ในบริเวณที่ปิด ไม่มีการถ่ายเทอากาศ เช่น ในห้องปรับอากาศ รถปรับอากาศ รวมกับผู้ป่วย รวมทั้งบุคลากรอื่นที่ได้มีการติดต่อสื่อสาร ใกล้ชิดกับผู้ป่วpเข้ารับการตรวจคัดกองที่สถานพยาบาลโดยทันที และให้สำนัก/กองต้นสังกัดมอบหมายให้ปฏิบัติงานจากบ้าน (work from home) เพื่อกักกันตัว และเฝ้าสังเกตอาการจนครบ 14 วัน

นอกจากนี้ ให้สำนัก/กอง ตันสังกัดมอบหมายให้บุคลากรที่ไม่ได้เป็นผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงสูงที่ปฏิบัติงานในอาคารที่ทำการฝ่ายวิชาการ ปฏิบัติงานจากบ้าน (work from home) เป็นเวลา 48 ชั่วโมง นับจากวันที่มีการฆ่าเชื้อภายในอาคาร โดยให้กลับมาปฏิบัติงานตามปกติ ในวันที่ 24 ธันวาคม อีกทั้งให้ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่สร้างการรับรู้ให้เจ้าหน้าที่ทราบถึงการปิดพื้นที่เสียงการติดเชื้อ และให้ปฏิบัติตนตามมาตรการการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด รวมทั้งเว้นระยะห่างจากพื้นที่ดังกล่าว อย่างน้อยเป็นเวลา 48 ชั่วโมง