เปิดไทม์ไลน์วิศวกร กรมชลฯวุ่น ส่อพบติดโควิด อีก 2 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เปิดไทม์ไลน์วิศวกร กรมชลฯวุ่น ส่อพบติดโควิด อีก 2 ราย (naewna.com)

เปิดไทม์ไลน์วิศวกร กรมชลฯวุ่น ส่อพบติดโควิด อีก 2 ราย

เปิดไทม์ไลน์วิศวกร กรมชลฯวุ่น ส่อพบติดโควิด อีก 2 ราย

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.56 น.

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทาน มีบุคลากรพบว่าติดเชื้อโควิด-19 โดยไม่มีการแสดงอาการ ตรวจพบเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.63 ที่ผ่านมา ตำแหน่งวิศวกรชลประทาน (พนักงานราชการ) สังกัด กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง เนื่องจากมีการเดินทางไปรับประทานอาหารยัง จ.สมุทรสาคร พื้นที่เสี่ยง ตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค.63 ที่ผ่านมา

สำหรับไทม์ไลน์ เบื้องต้นของผู้ติดเชื้อพบว่าวันที่ 13 ธ.ค.เดินทางไป จ.สมุทรสาคร เพื่อรับประทานอาหารร้ายครัวเจ้าพระยา และร้านไอศกรีมไข่แข็งตลาดมหาชัย

วันที่ 14 – 17 ธ.ค.เดินทางมาปฏิบัติงานที่กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทานสามเสน

วันที่ 18 – 20 ธ.ค.เดินทางกลับภูมิลำเนาจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรอเลือกตั้งท้องตั้งท้องถิ่น

วันที่ 21 ธ.ค.เดินทางมาทำงานช่วงเช้าก่อน 10.00 น.และผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีความเสี่ยง จึงได้ให้ไปตรวจ และแจ้งผลการพบเชื้อเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.

ทั้งนี้ กลุ่มเพื่อนที่ไปด้วยกันรวม 4 คน ตรวจพบเชื้อ 2 คน ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาได้ให้ไปตรวจซ้ำอีกครั้งสำหรับผู้ไม่พบเชื้อ

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าการดำเนินการของกรมชลประทาน ได้แจ้งกระทรวงสาธารณสุข ทั้งสายด่วน 1422 และผ่านทางโรงพยาบาลวชิร ของ กทม.พร้อมกันนี้สั่งกักตัวและสอบสวนโรคผู้ติดเชื้อ ให้จัดทำไทม์ไลน์อย่างละเอียด และให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง สังกัดส่วนวิศวกรรม ไปตรวจหาเชื้ออย่างเร่งด่วน บุคลากรของกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ทยอยไปตรวจหาเชื้อตามลำดับ

ส่วนบุคลากรที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ผู้ที่ปฏิบัติงานในอาคารเดียวกันแต่คนละชั้น ให้กักตัวปฏิบัติงานที่บ้าน อย่างน้อย 14 วัน รวมทั้งปิดอาคารฝ่ายวิชาการ 14 ชั้น เพื่อทำการฉีดพ่นฆ่าเชื้อเป็นระยะเวลา 2 วัน (22 – 23 ธ.ค.) ประสานรถตรวจสอบโรคเคลื่อนที่ของกรุงเทพมหานคร เพื่อมาตรวจเชื้อ สำหรับบุคลากรที่มีความเสี่ยงสูงและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จัดทำประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ (อธิบดีกรมชลประทาน) สำหรับการปฏิบัติในส่วนของการทำงาน บุคลากร และสถานที่ จัดสถานที่ปฏิบัติงานสำรองสำหรับหน่วยงานในอาคารวิชาการ 14 ชั้น ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 24 ธ.ค.เป็นต้นไป

ถก ‘ล็อกดาวน์’ กรมชลฯสามเสน หลังวิศวกรติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ถก‘ล็อกดาวน์’กรมชลฯสามเสน หลังวิศวกรติดโควิด (naewna.com)

ถก‘ล็อกดาวน์’กรมชลฯสามเสน หลังวิศวกรติดโควิด

ถก‘ล็อกดาวน์’กรมชลฯสามเสน หลังวิศวกรติดโควิด

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.32 น.

ถก‘ล็อกดาวน์’กรมชลฯสามเสน หลังวิศวกรติดโควิด

22 ธันวาคม 2563 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข้าราชการกรมชลประทาน ซึ่งเป็นวิศวกรกรมชลประทาน ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 หลังเดินทางลงพื้นที่และแวะรับประทานอาหารที่ตลาดกุ้งสมุทรสาคร หลังกลับมาจมูกไม่ได้กลิ่น จึงเดินทางไปตรวจ แพทย์ยืนยันว่าติดเชื้อ ดังนั้นขณะนี้กรมชลประทานได้รายงานสาธารณสุข และรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้ว ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ

“การเดินทางลงพื้นที่ในวันนี้ ลงไปหลายคน จึงสั่งให้ไปตรวจกันทั้งกลุ่ม และกำลังพิจารณาจะต้องล็อกดาวน์ กรมชลประทาน สามเสน หรือไม่ อย่างไร” นายทวีศักดิ์ กล่าว

ไฟเขียวแก้ไขเครื่องมือทำประมงพาณิชย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ไฟเขียวแก้ไขเครื่องมือทำประมงพาณิชย์ (naewna.com)

ไฟเขียวแก้ไขเครื่องมือทำประมงพาณิชย์

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากข้อเรียกร้องของชาวประมง ให้กรมประมงเร่งออกประกาศให้สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงเครื่องมือทำการประมงพาณิชย์ ภายใต้กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. 2562 นั้น เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมประมง และสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยประชุมร่วมกันถึงแนวทางดำเนินการแก้ปัญหาให้ชาวประมงตามที่ได้เคยเรียกร้องมา โดยมีดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การออกประกาศต่างๆ ภายใต้กฎกระทรวงฯที่เป็นการผ่อนคลายหรือยืดหยุ่นให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและเหมาะสม ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้กระทำได้ ถือเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมอบหมายให้กรมประมงเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

โดยล่าสุด กรมประมงอาศัยอำนาจตามความในข้อ 11 (3) และข้อ 20 ของกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ.2562 ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้แก้ไขเครื่องมือทำการประมงในใบอนุญาตการประมงพาณิชย์ พ.ศ. 2563 เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์แก้ไขรายการเครื่องมือทำการประมงในใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพและให้สามารถปรับเปลี่ยนการใช้เครื่องมือทำประมงได้เหมาะสมตามช่วงฤดูกาลของแต่ละพื้นที่ได้ โดยประกาศดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคประมงและแรงงานในภาคประมง และคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหาทำการประมงผิดกฎหมาย ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติด้วยแล้ว โดยมีสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ ดังนี้

1.ให้ผู้รับอนุญาตสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงชนิดเครื่องมือในใบอนุญาตฯ 2.ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทำการประมงขอเพิ่มขนาดหรือจำนวนเครื่องมือทำการประมงที่ได้รับอนุญาตอยู่แล้วได้ แต่เมื่อรวมกับขนาดหรือจำนวนที่ได้รับอนุญาตเดิม ต้องไม่เกินมาตรฐานของเครื่องมือทำประมงพาณิชย์ที่อนุญาตให้ใช้ทำประมงได้ สำหรับการประกาศอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเครื่องมือทำการประมงในใบอนุญาตฯครั้งนี้ กรมประมงเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม บรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับชาวประมง ให้ทำประมงได้สอดคล้องกับฤดูกาล ความชุกชุมของทรัพยากรสัตว์น้ำ และสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา และการอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงเครื่องมือทำประมงดังกล่าวจะไม่กระทบปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่ให้ทำประมงได้ตามที่กำหนดในแผนบริหารจัดการประมง ที่คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติได้

ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะขอแก้ไขเครื่องมือทำประมงตามประกาศดังกล่าว ยื่นคำขอได้ที่สำนักงานประมงอำเภอท้องที่ติดทะเลทุกแห่ง โดยการพิจารณาอนุญาตกรมประมงจะดำเนินการผ่านระบบการออกใบอนุญาตทำการประมงอิเล็กทรอนิกส์ (E-license) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเล หรือ กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง โทร. 0-2561-1418 ในวันเวลาราชการ

ชูนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนท่ามะขาม จุดเรียนรู้บริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชูนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนท่ามะขาม จุดเรียนรู้บริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร (naewna.com)

ชูนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนท่ามะขาม จุดเรียนรู้บริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าวกล่าวว่า ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ 500 ไร่ ได้เข้าร่วมโครงการศูนย์ข้าวชุมชนเมื่อปี 2555 ในกลุ่มจะมีโครงการนาแปลงใหญ่เพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้รวมกลุ่มกันเพื่อผลิต ทำให้มีอำนาจต่อรองและสามารถลดต้นทุนการผลิตได้โดยไม่ได้รวมทุกแปลงเข้าด้วยกันเพียงแต่เป็นการรวมกลุ่มกันเท่านั้นโดยภาครัฐจะเข้ามาส่งเสริมการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพข้าวและกิจกรรมการเกษตรอื่นๆ พัฒนาให้เป็นจุดเรียนรู้การบริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ประณีตและเหมาะสมกับพื้นที่สู่เกษตรกรในชุมชน ทั้งยังมีศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและธนาคารปุ๋ยอีกด้วย

สำนักส่งเสริมการผลิตข้าวได้ดำเนินงานนาแปลงใหญ่และแนะนำแนวทางปฏิบัติร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มบริหารจัดการ ด้านการผลิตและจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอนเพื่อให้ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพดี นอกจากกิจกรรมนาแปลงใหญ่แล้วสำนักส่งเสริมการผลิตข้าวได้ดำเนินโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่อีกด้วย

นายปรัชญา แตรสังข์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กรมการข้าวกล่าวว่า สำหรับสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ได้เข้ามา
ส่งเสริมกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ทั้งเรื่ององค์ความรู้ การบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ ให้ความรู้ในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ชั้นพันธุ์ขยาย กระสอบบรรจุเมล็ดพันธุ์ เครื่องหยอดข้าว เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวและจักรเย็บกระสอบ เพื่อให้การดำเนินงานของเกษตรกรเป็นไปได้ง่ายและราบรื่นมากขึ้น

นางสมพิศ เหลืองประมวล ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขามกล่าวว่าศูนย์มีกิจกรรมมากมายในการช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การออมหุ้นและปันผลสมาชิกได้มีรายได้เพิ่มเติม มีการแปรรูปข้าวจำหน่าย ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี และจำหน่ายให้สมาชิกและกลุ่มเกษตรกรใกล้เคียง ผลิตสารชีวภัณฑ์จำหน่ายและใช้เอง จำพวกไตรโคเดอร์มาสารสกัดจากสะเดาและเมธาไรเซียมทั้งยังให้สินเชื่อเรื่องปุ๋ย สารเคมี กับสมาชิกภายในกลุ่ม ศูนย์ฯจึงมั่นคงแข็งแรงมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้หรือเครื่องมือส่งออกการผลิตต่างๆ

ปัจจุบันภายในกลุ่มมีสมาชิก 26 ราย ภายในพื้นที่ ที่เข้าร่วมโครงการกับศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขามมีการเรียนรู้พัฒนากลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง เพิ่มศักยภาพเป็น
ระบบ มีการทำนาแปลงใหญ่ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต แปรรูปข้าว ผลิตเมล็ดพันธุ์ ผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เองและนำจำหน่ายเพื่อหารายได้เข้าศูนย์ฯ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทางเกษตรกรมีความร่วมมือกันเป็นอย่างดี มีการทำงานอย่างเป็นระบบและขั้นตอน ทั้งนี้ จากความตั้งใจและพิถีพิถันทางศูนย์ฯจึงได้รับรางวัลจากการประกวดระดับจังหวัดถึงสองรางวัลคือ รางวัลศูนย์จัดการศัตรูพืช และรางวัลศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน

สืบสานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’63 อนุรักษ์ภูมิปัญญารักษาสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สืบสานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’63 อนุรักษ์ภูมิปัญญารักษาสิ่งแวดล้อม (naewna.com)

สืบสานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’63 อนุรักษ์ภูมิปัญญารักษาสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้ง ประจำปี 2563 ที่สนามที่ว่าการอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีว่า การจัดงานดังกล่าว วัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมแบบยั่งยืน ตลอดจนเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญในการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติให้มีคุณภาพสูงสุด ปลูกจิตสำนึกของประชาชนและเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

รมช.มนัญญากล่าวต่อว่า จังหวัดอุทัยธานีมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติรวม 9 ป่าเนื้อที่รวม 2,828,185 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 67ของเนื้อที่จังหวัด พื้นที่ดังกล่าวส่วนหนึ่งได้กำหนดเป็นป่าอนุรักษ์ในรูปของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่รวม 1,737,587 ไร่จึงได้รับการประเมินคุณค่าจากองค์การ UNESCO ให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2538 กำหนดให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีเป็นวัน“เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง–ทุ่งใหญ่นเรศวร มรดกโลก” จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของชาวไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะชาวจังหวัดอุทัยธานีเป็นอย่างยิ่ง

“เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นแหล่งป่าไม้ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าชุกชุม ปัจจุบันป่าไม้ของชาติได้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วจากอดีตที่ผ่านมาจนอยู่ในขั้นวิกฤติ ทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ป่า ก่อให้เกิดปัญหาความแห้งแล้ง การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่า จึงเป็นหน้าที่ที่พวกเราทุกคนจะต้องช่วยกันหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อรักษาพื้นที่ป่าที่ยังสมบูรณ์ผืนนี้มิให้ถูกทำลายอีกต่อไป เพื่อคงสภาพให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างปลอดภัย สมกับเป็นมรดกทางธรรมชาติของชาวจังหวัดอุทัยธานีและชาวโลกตลอดไป” รมช.มนัญญา กล่าว

กรมชลฯกางแผน ‘อ่างเก็บน้ำห้วยทม’ แก้แล้ง-ท่วม ‘ยโสธร-อำนาจเจริญ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมชลฯกางแผน’อ่างเก็บน้ำห้วยทม’ แก้แล้ง-ท่วม’ยโสธร-อำนาจเจริญ’ (naewna.com)

กรมชลฯกางแผน'อ่างเก็บน้ำห้วยทม' แก้แล้ง-ท่วม'ยโสธร-อำนาจเจริญ'

กรมชลฯกางแผน’อ่างเก็บน้ำห้วยทม’ แก้แล้ง-ท่วม’ยโสธร-อำนาจเจริญ’

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.57 น.

กรมชลฯกางแผนโครงการ “อ่างเก็บน้ำห้วยทม” แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมช่วยประชาชน ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร และตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ รวมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 7,750 ไร่

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พื้นที่อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธรและพื้นที่ข้างเคียง ประสบกับแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งและมักได้รับความเสียหายเนื่องจากอุทกภัย ฉะนั้นจึงได้มีโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยทมเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยใช้ประชาชนในพื้นที่มีแหล่งเก็บกักน้ำไว้สำหรับอุปโภค-บริโภคของประชาชน ใช้ในการเพาะปลูกพืชเกษตรกรรม ตลอดจนสัตว์เลี้ยงด้วย

สำหรับพื้นที่ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการประมาณ 7,720 ไร่ ฝั่งขวาครอบคลุมหมู่บ้านหมู่ที่ 11 และหมู่ที่ 17 บ้านน้อมเกล้า ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ฝั่งซ้ายครอบคลุมหมู่บ้านหมู่ที่ 9 บ้านนาเจริญ และหมู่ที่ 12 บ้านคำเดือยกลาง ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ

ด้าน นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยทมมีพื้นที่ชลประทาน จำนวน 6,860 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ชลประทานฝั่งขวา จำนวน 2,786 ไร่ เป็นเนินเขาสูงต่ำสลับกันเป็นลูกคลื่น ฉะนั้นการส่งน้ำให้แก่พื้นที่จึงออกแบบเป็นระบบท่อส่งน้ำ และพื้นที่ชลประทานฝั่งซ้าย จำนวน 4,074 ไร่ ที่สภาพค่อนข้างราบมีลำน้ำขนาบทั้งสองข้าง ซึ่งอาจจะส่งน้ำด้วยระบบคลองหรือระบบท่อ และจากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบแล้วพบว่า หากออกแบบเป็นคลองเปิดจะมีผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงตามแนวคลองค่อนข้างมาก จึงเสนอออกแบบเป็นระบบท่อส่งน้ำเพราะจะคุ้มค่ามากกว่า และสามารถวางท่อไปตามแนวถนนได้ 

ทั้งนี้ หัวงานเขื่อนตั้งอยู่บริเวณบ้านน้อมเกล้า หมู่ที่ 11 ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร องค์ประกอบของโครงการครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 1,760 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่หัวงาน อ่างเก็บน้ำ ถนนเข้าโครงการ และแนวท่อส่งน้ำ พื้นที่เกือบทั้งหมดร้อยละ 97 อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว นอกจากนี้ยังอยู่ในเขตป่าเศรษฐกิจของป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่จำนวน 2 ไร่ อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. จำนวน 16 ไร่ และที่เหลืออีกประมาณ 21 ไร่ อยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติและนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการไม่อยู่ในพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 แต่อย่างใด

ลักษณะของโครงการ ประกอบไปด้วย

1) เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ออกแบบเป็นเขื่อนดินประเภท Zone Type มีพื้นที่รับน้ำฝนเหนือเขื่อน 20.75 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเฉลี่ย 13.87 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สันเขื่อนกว้าง 8 เมตร ยาว 800 เมตร ตัวเขื่อนสูง (สูงที่สุด) 18 เมตร ความจุเก็บกัก 10.11 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่น้ำท่วมที่ระดับน้ำสูงสุดเท่ากับ 1,570 ไร่

2) อาคารระบายน้ำล้น (Spillway) แบบ Side Channel Spillway บริเวณฝั่งซ้ายของตัวเขื่อน ความยาวสันฝาย 15 เมตร

3) อาคารท่อส่งน้ำชลประทาน (Irrigation Outlet) วางตัวอยู่ฝั่งขวาของลำน้ำห้วยทม ชนิดท่อกลมขนาด 0.80 เมตร มีอัตราการระบายน้ำส่งให้พื้นที่ชลประทาน 6,860 ไร่

4) อาคารท่อระบายน้ำลงลำน้ำเดิม (River Outlet) วางตัวอยู่ฝั่งซ้ายของลำน้ำห้วยทม ชนิดท่อกลมขนาด 0.80 เมตร มีอัตราการระบายน้ำได้สูงสุดเท่ากับ 6.50 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน (naewna.com)

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่...สู่นครศรีธรรมราช  ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง หลายพื้นที่เข้าสู่สภาพปกติแล้วก็ตาม แต่ก็มีเรื่องที่จะต้องนำมาถอดบทเรียนแก้ไขโดยเฉพาะน้ำท่วมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหลายจังหวัดที่สถานการณ์รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี

จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ตอนกลาง ตัวเมืองเป็นพื้นที่ราบ อยู่ใกล้ชิดกับเขาหลวงที่มีลักษณะสูงชัน ดังนั้นหากเกิดฝนตกหนักบริเวณเขาหลวง น้ำจะไหลกระจายลงสูงตัวเมืองผ่านทางคลองหลัก เช่น คลองท่าดี คลองป่าเหล้า คลองท่าซัก คลองคูพาย คลองสวนหลวง และคลองหน้าเมือง ก่อนที่จะไหลออกสู่ทะเล

คลองเหล่านี้ มีศักยภาพสามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 268 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ในปีนี้ฝนตกหนักมากตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.2563-2 ธ.ค.2563 รวมปริมาณฝนที่ตกลงในลุ่มน้ำที่จะไหลลงสู่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีปริมาณมากกว่า 800 มิลลิเมตร (มม.) ทำให้มีปริมาณน้ำเกินขีดความสามารถที่คลองต่าง ๆ จะรับได้ เฉพาะที่คลองท่าดี สูงสุดถึง 689 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ดังล่าว

พายุฝนที่กระหน่ำภาคใต้ในปีนี้ ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น ยังส่งผลให้มีน้ำท่วมอีกหลายจังหวัด เช่น จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง ตรัง และสงขลา เป็นต้น แต่พื้นที่ที่น่าจะนำมาเป็นแบบอย่างใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืนคือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ปีนี้น้ำไม่ท่วมเลย ทั้งๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ของภาคใต้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กอนช. ได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน พบว่า อิทธิพล ของปรากฏการณ์ลานีญ่า จะทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนัก มีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในช่วงเดือน ธ.ค. 2563 – ม.ค. 2564 บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ชุมพร ถึง จ.สงขลา แบ่งเป็น เดือนธ.ค. 2563 จำนวน 13 จังหวัด 107 อำเภอ609 ตำบล โดยเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลาพร้อมทั้งได้มีการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ก็เป็นจริงอย่างที่คาดการณ์ไว้ จนเกิดภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่

รวมทั้งที่ อ.หาดใหญ่ นั้นปีนี้ฝนตกหนักไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆของภาคใต้แต่น้ำไม่ท่วม เพราะมี “โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ในการช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม แม้ขณะนี้จะแล้วเสร็จเพียงระยะที่ 1 เท่านั้นแต่ก็ช่วยให้ อ.หาดใหญ่ รอดพ้นจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ได้

“ขณะนี้กรมชลประทานอยู่ในระหว่างดำเนินการโครงการฯในระยะที่ 2 โดยการปรับปรุงคลองภูมินาถดำริ (คลองระบายน้ำสายที่ 1) จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเมื่อระบายน้ำร่วมกับคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน 2 พร้อมทั้งได้ทำการขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร ขยายเป็น 70 เมตร และก่อสร้างกำแพงคอนกรีต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบสงขลาให้เร็วขึ้น เมื่อแล้วเสร็จปัญหาน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ แทบจะไม่เกิดขึ้นเหมือนในอดีตอย่างแน่นอน” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนจะต้องดำเนินการครบวงจรเต็มศักยภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งตามแผนในระยะยาวของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ได้มีการศึกษาเบื้องต้นในการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำด้วยการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลางจำนวน 7 แห่ง เพื่อตัดยอดน้ำ และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหวะ (ตอนบน) ความจุ 6.40 ล้าน ลบ.ม. โครงการปรับปรุงพรุพลีควาย ความจุ 2.50 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโตนงาช้าง ความจุ12.03 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองต่ำ ความจุ 25.22 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองตง ความจุ 26.00 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหล้าปัง ความจุ 35.50 ล้าน ลบ.ม. และ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำ ความจุ 20.52ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม เพื่อเลือกแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและมีผลกระทบน้อยที่สุด ตลอดจนสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่

ย้อนมาดูที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ลักษณะภูมิประเทศแม้จะไม่เหมือนกับหาดใหญ่ แต่ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน ซึี่งนครศรีธรรมราชก็มี “โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เช่นเดียวกับที่ อ.หาดใหญ่ แต่โครงการยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จตามแผนงานได้ เพราะติดปัญหาด้านมวลชน มีประชนชนส่วนหนึ่งยังคัดค้านการดำเนินโครงการ ซึ่งตามแผนงานเดิมจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 จึงถูกเลื่อนออกไป พร้อมให้กรมชลประทานทำความเข้าใจกับราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ เพื่อที่จะเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วยงานสำคัญๆ คือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ จำนวน 3 สาย สามารถระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที พร้อมกับปรับปรุงคลองวังวัว และคลองหัวตรุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และ 100 ลบ.ม.ต่อวินาทีตามลำดับ เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

เหตุการณ์น้ำท่วมนครศรีธรรมราชที่เกิดขึ้นในปีนี้ น่าจะเป็นกระจกสะท้อนให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้กลับไปร่วมกันทบทวนว่า ควรจะเร่งขับเคลื่อนดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชฯหรือไม่? หรือจะปล่่อยให้เกิดน้ำท่วมสร้างความเสียหายที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นต่อไป

นอกจาก 2 โครงการที่กล่าวไปข้างต้น พื้นที่อื่นๆ ในภาคใต้ยังมีโครงการบรรเทาอุทกภััย อีกหลายโครงการที่กำลังดำเนินการ หากแล้วเสร็จ ปัญหาน้ำท่วมในเมืองสำคัญๆ จะบรรเทาลงอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็น โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง เป็นการขุดคลองผันน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยที่เกิดจากปริมาณน้ำท่วมในเขตอำเภอเมืองพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของจังหวัดตรัง คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2565 โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระยะที่ 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงาน หากแล้วเสร็จจะช่วยลดปัญหาอุทกภัยให้ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำคลองชุมพรอย่างยั่งยืน ช่วยเหลือประชาชนได้ 16,802 ครัวเรือน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมถนนสายเอเชีย 41แยกปฐมพร) ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักในการสัญจรจากภาคกลางสู่ภาคใต้ และยังเป็นแหล่งน้ำสำรองที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ในระบบเพื่อใช้ในฤดูแล้งได้อีกประมาณ 6.5 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มประสิทธิ ภาพในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดพื้นที่รับประโยชน์อีก 6,875 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีแผนงานโครงการเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในอนาคต เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองท่าทอง-คลองคราม จ.สุราษฎร์ธานี โครงการระบบระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองนครศรีธรรมราช ระยะที่ 2 โครงการคลองระบายน้ำ คลองละงู-คลองน้ำเค็ม จ.สตูล โครงการแก้มลิงบ้านท่ามะปราง จ.ตรัง โครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง คลองพังดาน-พังโย จ.พัทลุง และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ คลองสะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งต้องดำเนินการด้านการเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรมและเสนอของบประมาณต่อไป

เลขาธิการ สทนช.กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่จะประสบปัญหาด้านน้ำเพียงแค่ปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น ในฤดูแล้งหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาภัยแล้งเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นๆ จึงได้มีการวางแผนแก้ไขปัญหา โดยดำเนินโครงการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำอีกหลายโครงการโดยในปี 2564-2566 มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ รวม 63 โครงการ วงเงิน 23,300 ล้านบาท สามารถเพิ่มความจุได้ 194 ล้าน ลบ.ม.และมีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 264,000 ไร่ และมีโครงการที่ยังคงติดปัญหาด้านมวลชน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช หากได้ดำเนินการจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 20 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 13,014 ไร่ ครอบคลุม 24หมู่บ้าน ใน 4 ตำบล ของ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านเหมืองตะกั่วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พัทลุง หากได้ดำเนินการจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 10.14 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 7,500 ไร่ ครอบคลุม 2,090 ครัวเรือน ในพื้นที่ในเขต อ.ป่าบอนจ.พัทลุง ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในระหว่่างการสร้างการรับรู้ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อที่จะหาทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

บทเรียนจากน้ำท่วมในครั้งนี้กับโครงการต่างๆที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน น่าจะพอมีความหวังได้ว่าปัญหาน้ำภาคใต้กำลังจะถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน

ชายคาพระพิรุณ : 21 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชายคาพระพิรุณ : 21 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ชายคาพระพิรุณ : 21 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กลางสัปดาห์ที่จะถึงนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะจัดงานใหญ่ มหกรรม “เกษตรอัจฉริยะ” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ณ พระบรมราชานุสรณ์ ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี จะยกขบวนเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมทางการเกษตรอัจฉริยะมาจัดแสดงและถ่ายทอดองค์ความรู้แบบครบวงจร เพื่อร่วมกันสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชน ถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง หรือ “เกษตรอัจฉริยะ” มาปรับใช้ซึ่งตรงกับยุทธศาสตร์ชาติข้อที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติบนพื้นฐานแนวคิดสามประการ ได้แก่ ต่อยอดอดีต ปรับปัจจุบัน และสร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต โดยงานนี้มีโต้โผใหญ่คือนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีแม่งานคือกรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

งานดังกล่าว จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำนิทรรศการและนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการเกษตรสมัยใหม่มาจัดแสดงภายในงานเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เยี่ยมชมงาน อาทิ การประกวดสัตว์ที่เลี้ยงผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การประกวดกระบือ ไก่พื้นเมืองสวยงาม โคเนื้อ และแพะ จากกรมปศุสัตว์ นิทรรศการและการปล่อยสินเชื่อเงินกู้แก่เกษตรกร จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กิจกรรมสร้างรายได้จากการประกอบอาชีพในระยะสั้น เช่น การเลี้ยงจิ้งหรีดครบวงจร จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สาธิตการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา จากกรมพัฒนาที่ดิน นิทรรศการเทคโนโลยีเรื่องกุ้งก้ามกราม และการประกวดปลาสวยงาม ปลากัด จากกรมประมง การแปรรูปสินค้าและจำหน่ายสินค้ากลุ่มประมง จากองค์การสะพานปลา นิทรรศการ สารชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช จากกรมวิชาการเกษตร นิทรรศการ Application Smart ME จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ การจัดแสดง Application พยากรณ์ จากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ส่วนกรมการข้าวซึ่งเป็นแม่งาน จะนำนิทรรศการและผลงานวิจัยพันธุ์ข้าวต่างๆมาจัดแสดง อาทิ นวัตกรรมเทคโนโลยีการพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยลำแสงไอออนพลังต่ำ แปลงนาสาธิต นิทรรศการเกษตรอัจฉริยะ เช่นท่อวัดระดับน้ำอัจฉริยะ นิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10นิทรรศการเกษตรทฤษฎีใหม่ อีกทั้งยังมีกิจกรรมการแข่งขันหุงข้าวด้วยหม้อดิน รวมไปถึงการนำข้าวและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าวมาจำหน่ายภายในงานในราคาถูก และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งนอกจากการจัดแสดงทางวิชาการแล้ว ภายในงานยังได้จัดให้มีการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรจากหน่วยงานต่างๆ ในราคาถูกอีกด้วย

โดยงานนี่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24ธ.ค.2563-1 ม.ค.2564 นี้ ซึ่งได้รับเกียรติจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน ในวันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2563 เวลา 15.00 น. ใครอยู่ใกล้ก็แวะไปเที่ยวงานและศึกษาเรียนรู้นวัตกรรมด้านการเกษตรที่แต่ละหน่วยงานนำมาจัดแสดงกันได้นะครับ

ขุนเกษตรา

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว” ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว”ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว (komchadluek.net)

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว”ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

19 ธันวาคม 2563 – 12:49 น.

“ถุงตากแห้งข้าว” เลี่ยงอุบัติเหตุบนถนน ลดความชื้น รักษาคุณภาพข้าวหลังการเก็บเกี่ยว

ปลายฝนต้นหนาวเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยวข้าว การตากข้าวเปลือกลดความชื้นให้มีความชื้นเพียง 14 % เพื่อคุณภาพและการเก็บรักษาก่อนนำไปขาย ยังคงเป็นภาพที่เห็นจนชินตา โดยเกษตรกรนำข้าวเปลือกมาตากตามท้องถนน ริมถนน ขวางการจราจร ทำให้เกิดอุบัติเหตุและปัญหาสังคมตามมา ที่สำคัญการตากข้าวเปลือกไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคด้านการรักษาคุณภาพของข้าวเปลือกได้ อาจมีการเจือป่นของขี้นก หนูวิ่ง แมลง ฯลฯ หรือด้วยสภาพอากาศเมืองไทย เดี๋ยวแดด เดี๋ยวฝน

ล่าสุดเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.) ธัญบุรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มโน สุวรรณคำ ผู้อำนวยการกองกลาง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเกษตร ได้คิดค้นนวัตกรรม “ถุงตากแห้งข้าว” เลี่ยงอุบัติเหตุบนถนน ลดความชื้น รักษาคุณภาพข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยเกษตรกรชาวนาแปลงเล็ก 

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มโน เผยที่มาว่า ตามที่ ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี มีนโยบายว่าทางมหาวิทยาลัยต้องเป็นกลไกให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ ประกอบกับทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ให้โอกาส สนับสนุนงบประมาณ ให้ทาง มทร.ธัญบุรี รับผิดชอบในการพัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีทางการเกษตร ทำการเชื่อมโยงพัฒนาคลัสเตอร์ทั่วประเทศตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยต้นน้ำ คือ ผู้ผลิตเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์การเกษตร กลางน้ำ คือ ผู้ที่นำเครื่องมือมาใช้ เช่น ผู้ให้บริการด้านการเกษตร ปลายน้ำได้แก่ ผู้รับบริการเครื่องมือ คือ เกษตรกร ยกตัวอย่างกลุ่มเทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดข้าวชุมชน ต.ผักไหม จ.ศรีสะเกษ เป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยได้ร่วมกลุ่มกลางน้ำ ให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อให้บริการในกลุ่มคลัสเตอร์นั้น ๆ    

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว
สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

ซึ่งคลัสเตอร์เทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ ผลิตข้าวอินทรีย์ ตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว และได้มาตรฐาน IFOAM เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ จากการลงพื้นที่พัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีทางการเกษตรในการหาโอกาส และ Pain Point ของกลุ่ม พบว่า โอกาสของกลุ่ม คือ การได้ข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานเริ่มตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะเป็นโอกาสได้ข้าวเปลือกที่มีราคาสูง ส่วนด้าน Main Pain Point ของกลุ่ม คือ 1. หลังเก็บเกี่ยวแล้วได้ข้าวเปลือกออกมาแล้ว ต้องทำข้าวเปลือกให้แห้ง โดยมีความชื้นน้อยกว่า 14 %  และ 2. เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องเก็บข้าวเปลือกไว้เพื่อขายให้มีรายได้ แต่ปัญหาที่เจอเกษตรกร ไม่มีที่ตากข้าว ต้องนำข้าวไปตาก บนท้องถนน ริมถนน อาจมีสิ่งเจือป่น (มีนกบินมาขี้ใส่ หนูวิ่งผ่าน) หรือต้องขนข้าวเปลือกไปอบ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่ง สิ่งนี้คือ Main Pain Point ที่ทาง มทร.ธัญบุรี ต้องแก้ไขให้กับทางกลุ่ม โดยนำองค์ความรู้ สิ่งประดิษฐ์และงานวิจัย ที่คำนึงการทำงานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน (Friendly User) เป็นเทคโนโลยีใหม่ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ สามารถปรับปรุงให้เหมาะสมกับพื้นที่ “สร้างเองได้ ซ่อมเองได้ ยั่งยืน” จึงได้ออกแบบและผลิต ถุงตากแห้งข้าวต้นแบบ ให้เกษตรกรนำไปใช้ สามารถผลิตได้เองได้ รวมถึงสร้างเป็นอาชีพต่อไป 

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว
สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

สำหรับ “ถุงตากแห้งข้าว” ถุงตากแห้งข้าวต้นแบบเหมาะกับชาวนาแปลงเล็ก ผลผลิตไม่เยอะ หลักการออกแบบ คือ ใช้งานง่ายและต้นทุนในการผลิตไม่สูง ใช้พลาสติกโรงงานทั่วไป ออกแบบโดยพลาสติกใสอยู่ด้านบน เพื่อรับแสงมายังข้าวเปลือก ด้านล่างใช้พลาสติกทึบสีดำเพื่อดูดแสงเข้าไปที่ข้าวทำให้ข้าวแห้งเร็ว ใส่ซิบเปิด-ปิดถุง ติดตั้งพัดลมเพื่อไล่ความชื้นในถุง และที่สำคัญติดตั้งโครงสร้างเหล็กเพื่อยึดพลาสติก เมื่อฝนตกทำให้น้ำไหลตามแนวเอียงของด้านบนถุงลงสู่ด้านข้าง น้ำไม่สามารถเข้าไปในถุง โดยสามารถป้องกันฝนได้ถึง 99 % ระดับความร้อนในถุงไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส รักษาระดับความร้อนในถุงไม่ให้ร้อนเกินและชื้นเกินไป เพื่อคงความหอมของกลิ่นข้าว และเมื่อนำไปสีลดการแตกหักของข้าว ในการใช้งานเพียงแค่รูดซิบออก ใส่ข้าวเปลือก เกลี่ยให้ข้าวเปลือกเท่ากันประมาณ 10 เซนติเมตร จากนั้นรูดซิบปิด เปิดพัดลมไล่ความชื้นดันความชื้นออกจากถุง ใช้เวลาในการตากประมาณ 3 วัน ขนาดความยาวของถุงตากแห้งข้าวต้นแบบอยู่ที่ 10 เมตร ตากข้าวเปลือกได้ประมาณ 500 กิโลกรัม (ขนาดความยาวสามารถออกแบบได้ตามความต้องการของผู้ใช้) การสร้างต้นแบบถุงตากแห้งข้าว รับความอนุเคราะห์ในการตัดเย็บจากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

นายไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานคลัสเตอร์เทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี ได้เข้ามาสนับสนุน ส่งเสริมเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เชื่อมโยงองค์ความรู้และได้รับการถ่ายทอดนวัตกรรม ถุงตากแห้งข้าว เพื่อแก้ปัญหาหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวชาวบ้านจะนำข้าวไปตากริมถนน เกิดอุบัติเหตุ หรือบ้างครั้งมีฝนตกทำให้ข้าวเกิดความเสียหาย ทางอาจารย์จึงได้คิดค้นนวัตกรรมตัวนี้ขึ้นมา โดยอาจารย์ได้เข้ามาให้ความรู้ในขั้นกระบวนการตัดเย็บ วิธีการใช้ และวิธีการดูแล ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ลงทุนไม่สูง นอกจากนี้ยังสามารถนำไปปรับใช้ลดความชื้นกับพืชชนิดอื่นได้ ซึ่งทางกลุ่มมีการปลูกพืชหลังนา เช่น ถั่วเหลือง ทางกลุ่มนำไปใช้ให้ประโยชน์สูงสุด และนำไปต่อยอดสร้างอาชีพถุงตากแห้งข้าว สร้างรายได้ให้กลุ่มต่อไป

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

 ผศ.ดร.มโน กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากนวัตกรรมถุงตากแห้งข้าวแล้ว ทาง มทร.ธัญบุรี ยังได้คิดค้นเทคโนโลยีการเกษตรตามความเหมาะสมของคลัสเตอร์แต่ละพื้นที่ เช่น เทคโนโลยี Boom Sprayer (คลัสเตอร์เทคโนโลยีสับปะรดบ้านคา) จ.ราชบุรี นอกจากนี้ มทร.ธัญบุรี ได้ร่วมมือกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้สร้างแอพพลิเคชั่น “IAID”เพื่อเชื่อมโยงผู้ให้บริการเทคโนโลยีทางการเกษตรกับเกษตรกรอย่างครบวงจร ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจให้กับสมาชิกของโครงการต่อไป 

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน (komchadluek.net)

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

18 ธันวาคม 2563 – 17:23 น.

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ของเทศบาล ต.บัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา กับความร่วมมือ ซีพีเอฟ – กรุงเทพโปรดิ๊วซ์ สนับสนุนการใช้โมเดลสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จนประสบความสำเร็จ สร้างเกษตรกรที่มีความรู้ ความเข้าใจในการปลูกพืช ผ่านเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย

การส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ในเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ที่นำโดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด(มหาชน) ร่วมกันเดินหน้าใช้ความรู้และเทคโนโลยีทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพปลูกในกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ปลดล็อกปัญหาความยากจน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ภายใต้ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตอาหารอย่างรับผิดชอบ ตรวจสอบย้อนกลับได้ ระบุวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์มาจากพื้นที่ปลูกถูกต้องมีเอกสารสิทธิ์ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พัฒนาศักยภาพเกษตรกร เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์เติบโตอย่างยั่งยืนในวิถีใหม่ 

นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้ นับเป็นปีที่ 5 ของการดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน”​ เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วม 800 ครอบครัวในพื้นที่เทศบาล ต.บัลลังก์ และใกล้เคียง ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 15,000 ไร่ ต่างพอใจกับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูกาลนี้มาก ผลผลิตที่ดีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งจากปริมาณฝนที่เพียงพอ และที่สำคัญ เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการปลูกมากขึ้น ผ่านการใช้เครื่องมือ และการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Chatbot เข้ามาช่วยเกษตรกรรายย่อยได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการจัดจำหน่ายผลผลิต  

โปรแกรม Chatbot เป็นหนึ่งเทคโนโลยีช่วยตอบโจทย์ในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรรายย่อยในวิถีใหม่ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเกษตรกร ได้เข้าถึงและรับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของเกษตรกร ได้แก่ ข้อมูลราคารับซื้อรายวัน สภาพอากาศ ที่จะเป็นตัวช่วยให้เกษตรกรในกำหนดเวลาปลูกและเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด ผลผลิตต่อไร่ดี   และ ราคารับซื้อข้าวโพดของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ จะช่วยให้ เกษตรกรได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของตลาดและราคารับซื้อข้าวโพดที่เป็นปัจจุบัน  ช่วยป้องกันปัญหาเกษตรกรถูกเอาเปรียบ  และมีทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตหรือเลือกขายให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟโดยตรงได้

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

นายวิเชียร ใกล้สันเทียะ เกษตรกรในเทศบาล ต.บัลลังก์ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 140 ไร่ กล่าวว่า โครงการเกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน และการเปิดรับซื้อผลผลิตโดยตรงของซีพีเอฟ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก ช่วยแก้ปัญหาการถูกกดราคาผลผลิต การวัดความชื้น การชั่งน้ำหนักของโรงงานที่เป็นธรรมและได้มาตรฐาน ทำให้เกษตรกรมีกำลังใจที่จะพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดีตามที่โครงการฯ เข้ามาช่วยแนะนำ ทำให้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในปีนี้ดีขึ้น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมของบริษัท ยังให้ความสำคัญกับดิน โดยมีการเข้ามาช่วยวิเคราะห์คุณภาพของดิน และให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยขี้ไก่และการฝังกลมตอซังข้าวโพด ไม่เผาแปลงเพาะปลูก ทำให้คุณภาพของดินดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง  

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

“บัลลังก์โมเดล” นับเป็นพื้นที่แรกในการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้เพื่อพัฒนาเกษตรกรรายย่อย สู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตั้งแต่ การวิเคราะห์แร่ธาตุและอาหารในดินเพื่อทำสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมให้ได้ผลผลิตดีที่สุด การนำเทคโนโลยี GIS (Geographic Information System) มาใช้ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์สภาพพื้นที่เพาะปลูกอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การจัดการเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุด นำโปรแกรม Chatbot มาใช้

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

นอกจากนี้  บริษัทยังมีการสนับสนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ด้วยการจัดหารถเก็บเกี่ยวและรถขนส่ง รวมถึงช่วยเหลือค่าใช้จ่ายค่าเก็บเกี่ยวและค่าขนส่งบางส่วน เพื่อลดภาระต้นทุน แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และร่วมสนับสนุนการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เป็นความร่วมมือระหว่าง ซีพีเอฟ กับ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ซีพีเอฟ ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ได้ทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ บนพื้นฐานการเกษตรที่ดีตามมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างเหมาะสม และได้ต่อยอดร่วมมือกับภาครัฐ และเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา สร้าง “บัลลังก์โมเดล”​ ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในเทศบาลตำบลบัลลังก์ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์​ยั่งยืนแบบครบวงจร

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน
ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างต้นแบบกลุ่มเกษตรกรที่มีความรู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามหลักวิชาการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีการบริหารจัดการในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุน ปลดล็อกปัญหาราคาตกต่ำ และความยากจนของเกษตรกร ควบคู่กับการสร้างความพร้อมให้เกษตรกรไทยเข้าสู่ยุคเกษตรทันสมัย โดยใช้ข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมสนับสนุนการสร้างห่วงโซ่อาหารที่รับผิดชอบและยั่งยืน