‘บิ๊กป้อม’ สั่งขับเคลื่อนกว๊านพะเยา เร่งฟื้นฟูใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘บิ๊กป้อม’สั่งขับเคลื่อนกว๊านพะเยา เร่งฟื้นฟูใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพ (naewna.com)

‘บิ๊กป้อม’สั่งขับเคลื่อนกว๊านพะเยา เร่งฟื้นฟูใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพ

วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามการแผนพัฒนา ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ในพื้นที่ จ.พะเยา พบว่า การพัฒนากว๊านพะเยาปัจจุบันเป็นการทำงานร่วมกันของหลายส่วนราชการ ทำให้การขับเคลื่อนแผนงานยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน จึงขอให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบ ให้เป็นไปตามแผนแม่บทการพัฒนากว๊านพะเยา โดยมอบให้ สทนช.พิจารณาแต่งตั้งคณะทำงาน พัฒนา อนุรักษ์และฟื้นฟูกว๊านพะเยา ภายใต้คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ขึ้นมากำกับขับเคลื่อนแผนงานให้ได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ ยังให้กรมประมงร่วมกับจังหวัดพะเยาหาแนวทางลดขั้นตอน เพื่อเร่งรัดให้การขับเคลื่อนตามแผนแม่บทฯคล่องตัวยิ่งขึ้น และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดรูปแบบการบริหารจัดการ การบริหารจัดการน้ำ การเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ การเพาะปลูก และควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมทางหลวงชนบท พัฒนาระบบเส้นทางและส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวกว๊านพะเยา เพื่อเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้จ.พะเยา รวมทั้งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับองค์การจัดการน้ำเสีย กำหนดรูปแบบระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่โดยรอบ ให้สามารถรองรับปริมาณน้ำเสียที่จะส่งผลกระทบต่อกว๊านพะเยาด้วย

ด้านดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า กว๊านพะเยา เป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนบน ตั้งอยู่ใน ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา มีพื้นที่ 12,831 ไร่ ความจุ 55.65 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีปริมาณน้ำไหลเข้าปีละ 330.70 ล้าน ลบ.ม. มีความต้องการใช้น้ำ 30.64 ล้าน ลบ.ม./ปี และอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการใช้น้ำ 41.92 ล้านลบ.ม./ปี โดยกรมประมงเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดสรรงบประมาณปี 2560 พัฒนากว๊านพะเยาวงเงิน 343 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานขุดลอกกว๊านพะเยา พร้อมทั้งสร้างฝายพับเพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำจาก 33.84 ล้านลบ.ม. เป็น 55.65 ล้าน ลบ.ม. ตลอดจนพัฒนาศักยภาพกว๊านพะเยาเพื่อการท่องเที่ยว เฝ้าระวังและปรับปรุงคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมด้านประมง กำจัดวัชพืชฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และจัดตั้งศูนย์บริหารโครงการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยังได้รับงบประมาณปี 2562 วงเงิน 90 ล้านบาท ในการเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำอีกด้วย

สำหรับแผนการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างยั่งยืนนั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่ จ. เชียงราย เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 ได้รับอนุมัติวงเงินดำเนินงาน 3,153.7 ล้านบาท โดยเป็นงบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2,576 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณด้านทรัพยากรน้ำ 333 ล้านบาท ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ ดำเนินการโดยกรมชลประทาน การบูรณาการองค์ความรู้เพื่อบริหารจัดการน้ำ รักษาคุณภาพน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพเก็บกักและการบริหารจัดการน้ำกว๊านพะเยาอย่างเป็นระบบ ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยพะเยา การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตุ้ม ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และงบประมาณด้านถนนและแหล่งท่องเที่ยวอีก 2,243.3 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่วนที่เหลือจะเป็นงบประมาณฟื้นฟูบำบัดน้ำ 92.5 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และงบการพัฒนาพื้นที่อีก 484.9 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา

ในส่วนการพัฒนาหนองเล็งทราย อ.แม่ใจ จ.พะเยา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 5,563 ไร่ ปัจจุบันสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 9 ล้าน ลบ.ม. โดยมีแผนพัฒนาฟื้นฟูเป็น 4 ระยะ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถกักเก็บน้ำได้ 23.97 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นจากเดิม 14.97 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์อีก 10,000 ไร่ 7,000 ครัวเรือน งบประมาณทั้งสิ้น 587.65 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมา ในปีงบประมาณ 2563 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมดำเนินงานในระยะที่ 1 จำนวน 2 โครงการ โดยให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 2 แห่งงบประมาณ 48.57 ล้านบาท และปรับปรุงและฟื้นฟูร่องน้ำเดิม 11 กิโลเมตรงบประมาณ 162.07 ล้านบาท และระยะที่ 2 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ การฟื้นฟูแก้มลิงงบประมาณ 92.94 ล้านบาท และเพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บน้ำ สร้างฝายพับได้ 44.06 ล้านบาท

“ส่วนแผนพัฒนาหนองเล็งทรายระยะถัดไป ในระยะที่ 3 ฟื้นฟูแหล่งน้ำรอบหนองเล็งทราย 120 ล้านบาท เพิ่มการเก็บกัก 1.695 ล้าน ลบ.ม. และระยะที่ 4 ฟื้นฟูหนองเล็งทราย บริเวณหน้าฝาย 600 ไร่ 120 ล้านบาท เพิ่มการเก็บกัก 0.98 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งในวันนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ สทนช. เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานจัดทำแผนหลักพัฒนาหนองเล็งทราย พร้อมตั้งกรอบวงเงินให้ครอบคลุมการพัฒนาในทุกด้านแบบเบ็ดเสร็จ และมอบกรมชลประทานเร่งดำเนินการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริในพื้นที่จ.พะเยา ทั้งหมด ให้แล้วเสร็จตามแผน รวมทั้งยังขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานให้เร่งดำเนินการตามงานที่ได้มอบไปแล้ว เพื่อให้การจัดการทรัพยากรน้ำใน จ.พะเยา มีประสิทธิภาพ เกิดความมั่นคง อำนวยประโยชน์สุขให้ประชาชนโดยเร็วอีกด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน (naewna.com)

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน

วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง หลายพื้นที่เข้าสู่สภาพปกติแล้วก็ตาม แต่ได้ทิ้งปัญหาที่จะต้องนำมาถอดบทเรียนแก้ไข โดยเฉพาะน้ำท่วมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหลายจังหวัดที่สถานการณ์รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี

“เมืองคอน” หรือ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนกลาง ตัวเมืองเป็นพื้นที่ราบ อยู่ใกล้ชิดกับเขาหลวง
ที่มีลักษณะสูงชัน ดังนั้นหากเกิดฝนตกหนักบริเวณเขาหลวง น้ำจะไหลกระจายลงสูงตัวเมืองผ่านทางคลองต่างๆทันที ก่อนที่ออกสู่ทะเล ซึ่งคลองเหล่านี้จะสามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 268 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที แต่ในฝนตกหนักช่วงที่ผ่านมา มีน้ำปริมาณน้ำไหลผ่านมากกว่า 689 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงทำให้เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ดังกล่าว

ฝนตกในปีนี้ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะที่นครศรีธรรมราชเท่านั้น ยังมีน้ำท่วมอีกหลายจังหวัด เช่น จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และสงขลา เป็นต้น แต่พื้นที่ที่น่าจะนำมาถอดบทเรียนเป็นแบบอย่างใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน คือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ปีนี้น้ำไม่ท่วมเลย ทั้งๆที่ได้รับอิทธิพลจากพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆของภาคใต้

ทำไม อ.หาดใหญ่ น้ำไม่ท่วม?

ฟันธงได้เลยว่า เพราะโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้อำเภอหาดใหญ่รอดพ้นจากวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ในครั้งนี้

โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขณะนี้เสร็จเพียงระยะที่ 1 เท่านั้น แต่ก็สามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้อย่่างเป็นรูปธรรมแล้วขณะนี้กำลังดำเนินการในระยะที่ 2 โดยจะทำการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จปัญหาน้ำท่วมหาดแทบจะไม่เกิดขึ้นเหมือนในอดีตอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกัน กับจังหวัดนครศรีธรรมราช หากสามารถขับเคลื่อน โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้สำเร็จได้ ปัญหาน้ำท่วมจะบรรเทาลง หรืออาจจะไม่ท่วมเลยเหมือน อ.หาดใหญ่

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะประกอบด้วย งานสำคัญๆคือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่จำนวน 3 สาย สามารถระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที พร้อมกับปรับคลองวังวัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และปรับปรุงคลองหัวตรุด ให้สามารถระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราช และลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

แต่โครงการนี้ถูกคัดค้านตามแผนงานเดิมจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 จึงถูกเลื่อนออกไป

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ควรจะขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จหรือไม่ สถานการณ์น้ำท่วมนครศรีธรรมราชในปีนี้ น่าจะให้คำตอบได้

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘ธรรมนัส’ รุกแก้ปัญหาชาวม้ง 18 หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า 30 ปีไม่คืบหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธรรมนัส’รุกแก้ปัญหาชาวม้ง18หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า30ปีไม่คืบหน้า (naewna.com)

'ธรรมนัส'รุกแก้ปัญหาชาวม้ง18หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า30ปีไม่คืบหน้า

‘ธรรมนัส’รุกแก้ปัญหาชาวม้ง18หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า30ปีไม่คืบหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.18 น.

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ที่ จ.เชียงราย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย พร้อมแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของพี่น้องชาวม้ง ซึ่งวันนี้ได้มีการมารวมตัวของชาวม้งถึง 3 ตำบล 18 หมู่บ้าน ที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องของการขอทะเบียนบ้าน ซึ่งปัญหานี้ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่ปี 2525 โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ดำเนินการสำรวจแต่ละหมู่บ้าน และเร่งดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส และคณะ ยังได้เดินทางไปพบกับพี่น้องประชาชนทั้ง 7 หมู่บ้าน ของบ้านปุกเหนือ ม.2 ต.ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา ซึ่งได้รับความเดือดร้อนในการเดินทางซึ่งเส้นทางคมนาคมมีความยากลำบาก แม้จะมีโครงการสร้างถนน แต่ไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จได้ เนื่องจากการดำเนินการก่อสร้างเป็นไปด้วยความยากลำบาก เส้นทางทุรกันดาร จากปัญหาดังกล่าว ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินงานตามแผนเดิมที่ได้จัดทำไว้อย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดของประชาชนต่อไป

กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม ‘เมืองคอน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม’เมืองคอน’ (naewna.com)

กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม'เมืองคอน'

กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม’เมืองคอน’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.30 น.

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน และคณะ จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการทั้ง 3 ฝ่าย (ฝ่ายประชาชน ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายราชการ) เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงาน และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ปลัดอำเภอ ผู้แทนเครือข่ายปกป้องดิน น้ำ ป่า จังหวัดนครศรีธรรมราช – พัทลุง ตลอดจนผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช (ไสใหญ่) อ.ทุ่งสง

นายเฉลิมเกียรติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยซ้ำซาก รัฐบาลได้เล็งเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่จึงสั่งการให้กรมชลประทานจัดทำโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อหวังบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทุกภาคส่วน ในวันนี้จึงได้จัดให้มีการประชุมเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช ในรูปแบบคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายประชาชน ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายราชการ

ทั้งนี้ กรมชลประทานจะนำข้อมูลที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ไปกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมมีมติให้กรมชลประทานดำเนินการเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ต่อไป

‘เฉลิมชัย’ สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ ‘ฝนหลวง’ ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา (naewna.com)

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.11 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา

17 ธันวาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงปัญหาหมอกควัน PM2.5 ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ว่า ทันทีที่มีปัญหาตนได้สั่งการให้ฐานปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ เร่งระดมปฏิบัติการฝนหลวงทันทีที่มีสภาพอากาศที่เหมาะสม ที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อทำฝนหลวงชะล้างหมอกควันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นหนักในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือ เพราะ 2 พื้นที่มีหลายแห่งอากาศค่อนข้างวิกฤตหนัก

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าบางครั้งก็มีอุปสรรคบ้างที่ทำให้ไม่สามารถทำฝนหลวงได้ทันที เนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวย แต่ตนได้กำชับให้ทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้แก้ปัญหาหมอกควันให้ได้ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นให้ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ

“เบื้องต้นย้ำให้เร่งทำในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือให้ได้มากทีสุด เพื่อชะล้างควันพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยวันอังคารที่ผ่านมา ได้มีการรายงานใน ครม.ถึงแผนปฏิบัติการดังกล่าวให้ ครม.รับทราบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกอย่างไม่ได้นิ่งนอนใจ เราทำทุกอย่างกระทรวงเกษตรฯ ทำงานปิดทองหลังพระมาตลอด แต่เราก็ต้องทำ โดยนอกจากเร่งระดมปฏิบัติการฝนหลวงแล้ว ยังได้สั่งการให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ สำรวจพื้นที่พร้อมกับรณรงค์ห้ามเผาตอซัง และห้ามเผาป่าและสิ่งต่างๆ โดยพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ คือ พื้นที่ภาคกลาง และทางภาคเหนือ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันหยุดการเผาให้ได้” นายเฉลิมชัย กล่าว

เลือกตั้งโคราชวุ่น บัญชีผู้สมัครหาย ปล่อยข่าวถอนตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เลือกตั้งโคราชวุ่น บัญชีผู้สมัครหาย ปล่อยข่าวถอนตัว (naewna.com)

เลือกตั้งโคราชวุ่น บัญชีผู้สมัครหาย ปล่อยข่าวถอนตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) นครราชสีมา ได้เกิดความวุ่นวายกับปัญหาบัญชีผู้สมัครนายก และรูปภาพ ที่ติดไว้บนกระดานที่หน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง ปรากฏว่า มีเบอร์ 1, 2, 3 แล้วข้ามไปเบอร์ 5 โดยไม่มีเบอร์ 4 และรูปผู้สมัคร คือ นายวิฑูรย์ ชาติปฏิมาพงษ์ ซึ่งสร้างความสับสนและเกิดความเสียหายโดยเฉพาะคู่แข่งมีการไปออกข่าวหรือปล่อยข่าว ว่าถอนตัว

พ.ต.ท.ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์  ผอ.กกต.จว.นครราชสีมา กล่าวว่า กรณีที่มีการร้องเรียนว่ารูปภาพผู้สมัครนายก อบจ. เบอร์ 4 ไม่มี หรือหาย หรือตกหล่นไปในหน่วยเหลือกตั้ง ทั้งในพื้นที่ อ.คงต.บ้านปรางค์, อ.เมือง ต.ไชยมงคล, อ.ห้วยแถลง ต.หลุ่งตะเคียน นั้น เราก็ได้พยายามแก้ไขให้แล้ว  ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากสาเหตุ 1.ลมพัด 2.ถ้ามีผู้นำเอาออกไปก็ยังไม่ทราบตัวผู้กระทำความผิด มีความประสงค์ทำเพื่ออะไรเรื่องอะไร และ 3.เอกสารที่แจกไปติดที่กระดานหน้าหน่วยเลือกตั้งอาจจะไม่ครบก็เลยติดไปตามที่ได้รับแจก ซึ่งในส่วนนี้เราได้ดำเนินการแก้ไขให้ทั้ง 3 จุดที่ได้รับแจ้งมา และถ้าเกิดพบจุดไหนเราก็ต้องดำเนินการแก้ไข และหากพบมีผู้กระทำความผิดเราก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ด้านนายวิฑูรย์ ชาติปฏิมาพงษ์ผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา เบอร์ 4 กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ทราบว่า การต่อสู้แข่งขันของคู่แข่งใช้วิธีการแบบไหน มีการไปดึงรูปภาพบนกระดานหน้าหน่วยเลือกตั้งของตนออกในหลายจุด ซึ่งตนได้แจ้ง กกต.ไปแก้ไขให้แล้ว แต่ตนก็รู้สึกเป็นห่วงว่า ถ้าเป็นแบบนี้คิดว่าคงจะมีการทำลักษณะอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งเหลือไม่กี่วัน ทาง กกต.จะไปตามแก้ไขให้ตนได้ทันหรือเปล่า เพราะมันจะทำให้เราเสียหาย และที่สำคัญพอเอารูปของตนออกเขาก็ไปออกข่าวหรือปล่อยข่าวว่า ตนถอนตัวแล้ว

สทนช.ดีเดย์จดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สทนช.ดีเดย์จดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี’64 (naewna.com)

สทนช.ดีเดย์จดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี’64

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช. กระตุ้นผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนรวมกลุ่มตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ ตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เผยจะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกมิติ และสะท้อนปัญหาน้ำที่แท้จริงจากประชาชนพื้นที่ เตรียมดีเดย์เปิดจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี 2564

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันร่างกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ พ.ศ. ……. อยู่ในกระบวนการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนมกราคม 2564 และจะเริ่มประกาศรับสมัครองค์กรผู้ใช้น้ำในต้นปี 2564 หลังจากที่กฎกระทรวงฉบับนี้ประกาศใช้แล้ว โดยกฎกระทรวงดังกล่าว จัดทำขึ้นตามหมวดที่ 3 ว่าด้วยองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ที่ระบุไว้ว่า การองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมี 3 ระดับ 1.ระดับชาติ ได้แก่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน 2.ระดับลุ่มน้ำ ได้แก่ คณะกรรมการลุ่มน้ำ มีผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำที่ได้รับเลือกเป็นประธาน และ3.ระดับองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลซึ่งใช้น้ำบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน จดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำเพื่อประโยชน์ร่วมกันในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิก

ทั้งนี้ กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ ระบุให้ผู้ใช้น้ำจำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา หรือระหว่างบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเขตลุ่มน้ำเดียวกัน ที่ดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ บำรุงรักษา ฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิกร่วมกัน รวมตัวกันและจดทะเบียนก่อตั้งเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ โดยต้องจัดทำเอกสาร หลักฐาน ยื่นต่อสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติในฐานะนายทะเบียน เพื่อพิจารณาออกหนังสือรับรองก่อตั้งเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำภายใน 30 วัน โดยองค์กรผู้ใช้น้ำที่ก่อตั้งขึ้น นอกจากมีบทบาทหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งแล้วยังมีสิทธิเสนอแนะให้ข้อมูลหรือความเห็นต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อนำมาใช้บริหารทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำของตนเอง และสามารถเสนอชื่อสมาชิกภายในองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อเป็นผู้แทนไปคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำในภาคส่วนขององค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ อีกทั้ง ยังมีสิทธิเป็นตัวแทนจากคณะกรรมการลุ่มน้ำเข้ารับการคัดเลือกต่อไปเป็นกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. ด้วย

“การก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำจะเป็นช่องทางให้กลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีเป้าประสงค์ร่วมกันจากลุ่มน้ำเดียวกันรวมตัวกันเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ออกเสียง เสนอแนะ แสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ นำเสนอโครงการต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดได้โดยตรง หรือกระทั่งสิทธิร่วมกันหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ไกล่เกลี่ยแก้ปัญหาร่วมกัน กรณีเกิดข้อขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำด้วยกันในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมถึงตัวแทนองค์กรผู้ใช้น้ำที่มาจากคณะกรรมการลุ่มน้ำยังสามารถแสดงความคิดเห็นในคณะกรรมการระดับชาติคือ กนช. ได้อีกด้วย องค์กรผู้ใช้น้ำจึงจัดเป็นฟันเฟืองสำคัญมีส่วนช่วยให้การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมทุกมิติมากขึ้น ในส่วนรายละเอียดการรับสมัคร สทนช.จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบโอกาสต่อไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

มกอช.ติวเข้มจนท.โครงการหลวง-สวพส. เตรียมพร้อมยกระดับมาตรฐานผลิตสินค้าเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มกอช.ติวเข้มจนท.โครงการหลวง-สวพส. เตรียมพร้อมยกระดับมาตรฐานผลิตสินค้าเกษตร (naewna.com)

มกอช.ติวเข้มจนท.โครงการหลวง-สวพส. เตรียมพร้อมยกระดับมาตรฐานผลิตสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) หรือ เปิดเผยว่า มูลนิธิโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เป็นองค์กรที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูงมีความสำคัญในการอนุรักษ์ป่าและคุณภาพป่าต้นน้ำ ซึ่งประกอบอาชีพด้านการเกษตรและเป็นส่วนสำคัญที่ป้องกันปัญหารุกพื้นที่ป่าไม้ ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวง มีเกษตรกรผู้ปลูกพืช ได้แก่ ผัก ไม้ผล ไม้ดอก ชา กาแฟ ข้าว และพืชไร่ ในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 39 ศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่สูง 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา และตาก ด้วยนโยบายที่เน้นคุณภาพ ทำให้ผลผลิตของโครงการหลวง “ดี อร่อย สด สะอาดปลอดภัย” จึงสามารถพัฒนาการผลิตของเกษตรกรจนได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การพัฒนาระบบการผลิตให้ได้มาตรฐานปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง จึงสำคัญยิ่ง

มกอช.ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตร ตระหนักถึงความสำคัญในการขับเคลื่อนงานยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิต จึงร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง และ สวพส. จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร ภารกิจของที่ปรึกษาเกษตรกร เทคนิคการเป็นผู้ตรวจประเมินภายใน และคู่มือระบบบริหารคุณภาพ ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริม ที่ปรึกษาเกษตรกรประจำศูนย์พัฒนาโครงการหลวง สถานีเกษตรหลวง เจ้าหน้าที่ประจำโรงคัดบรรจุของมูลนิธิโครงการหลวง และเจ้าหน้าที่ สวพส. 550 คน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในข้อกำหนดตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) มีทักษะฝึกตรวจประเมินแปลง และเป็นที่ปรึกษาเกษตรกร สำหรับเตรียมความพร้อมตรวจประเมินจากหน่วยรับรอง ตลอดจนเพิ่มพูนความรู้จัดระบบ เพื่อให้ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์

นายพิศาลกล่าวต่อว่า การอบรมดังกล่าวจะจัดขึ้น 6 ครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน 2563 และมกราคม 2564 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้เจ้าหน้าที่โครงการหลวง และ สวพส.ในการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรไปสู่มาตรฐาน ตามมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งสอดคล้องทั้งยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยุทธศาสตร์ของ มกอช. ในการส่งเสริมผลักดันการนำมาตรฐานสู่การปฏิบัติตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร

“มกอช.จะร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง และ สวพส. หารือถึงการส่งเสริม ผลักดัน การนำมาตรฐานไปสู่การปฏิบัติ และพัฒนาทักษะองค์ความรู้ด้านการมาตรฐานและการตรวจประเมินให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองหน่วยงาน เพื่อเตรียมความพร้อมจัดทำระบบและขอรับรองผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Product Certification)” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 17 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อราวต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้มีโอกาสพาคณะเจ้าหน้าที่ไปศึกษาดูงานในประเทศไทย โดยได้ไปเยี่ยมชม 3-4 จุดด้วยกัน ทั้งนี้ก็อย่างที่ได้เคยเล่าไปแล้วว่า เราต้องการที่จะเพิ่มความรู้และประสบการณ์ให้แก่เจ้าหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าทันโลกทันเหตุการณ์ เพราะในเวทีระหว่างประเทศนั้น เราจะต้องพบปะกับคนทุกชั้นทุกตำแหน่ง ตั้งแต่ระดับเสมียนไปจนถึงระดับรัฐมนตรี ยิ่งหน่วยงานของเราเป็นลักษณะหน่วยบริการกลางเพื่อประเทศสมาชิก ดังนั้นเจ้าหน้าที่เราทุกคนต้องมีความ smartand up to date กันพอสมควร เพราะต้องตอบคำถามต่างๆ ได้เกือบทุกเรื่อง เท่าที่เขาจะต้องการคำตอบ

คณะเราได้ไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ที่ตั้งอยู่อำเภอธัญบุรี ริมคลองรังสิต เพื่อศึกษาดูงานเกี่ยวกับงานวิจัยข้าวของประเทศไทยในด้านต่างๆ ความจริงการที่น้องๆ ในที่ทำงานแอปเตอร์เสนอว่าอยากไปชมศูนย์วิจัยข้าวแห่งนี้ในฐานะที่อดีตที่ผมก็เคยรับราชการทำงานอยู่ในกรมการข้าวมาก่อน ก็รู้สึกเฉยๆ เพราะสถานที่แห่งนี้ เคยไปมานับครั้งไม่ถ้วน แทบจะทราบเกือบทุกรายละเอียด แต่กระนั้นเพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ดังที่กล่าวแล้ว ก็เห็นว่าพวกเขาจะได้ประโยชน์ ก็เลยสนับสนุนให้ไปกัน

ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ตั้งมาจนครบร้อยปีไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้เอง เป็นศูนย์วิจัยข้าวแห่งแรกของประเทศไทย เท่าที่ทราบ การจัดตั้งเกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งในสมัยนั้นทุ่งรังสิต ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญยิ่งของประเทศ เป็นแหล่งผลิตข้าวเพื่อบริโภคภายในและยังสามารถส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ จนกระทั่งเป็นที่มาของการขุดคลองรังสิตในระยะต่อมา เพื่อประโยชน์ในการชลประทานนาข้าว และเพื่อให้มีการค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาการข้าวควบคู่กันไป ศูนย์ฯ แห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้น ถือเป็นพระวิสัยทัศน์ของในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่ทรงวางรากฐานงานวิทยาศาสตร์ด้านข้าวที่ทรงคุณค่ามาจนตราบกระทั่งปัจจุบัน และทุกวันนี้กรมการข้าวได้พยายามอนุรักษ์รวบรวมข้อมูลและประวัติการจัดตั้งรวมทั้งสิ่งก่อสร้างต่างๆ ไว้อย่างพร้อมมูล และศูนย์แห่งนี้ก็ถือว่าเป็นศูนย์อันดับต้นๆ ของกรมการข้าว ที่มีอยู่ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 28 ศูนย์ รวมทั้งเป็นศูนย์หลักสำหรับต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อจากต่างประเทศที่มาดูงาน หรือมาฝึกอบรมทั้งนี้เนื่องจากมีระยะทางไม่ห่างจากกรุงเทพฯ อีกทั้งก็มีวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งกิจกรรมงานวิจัยข้าวที่ค่อนข้างครบถ้วน เมื่อเทียบกับศูนย์อื่นๆ ที่เหลือ ผมเน้นว่าวัสดุอุปกรณ์ค่อนข้างครบถ้วน เมื่อเปรียบเทียบกับศูนย์อื่นในประเทศไทยนะครับ

แต่หากจะไปเปรียบเทียบกับของประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ที่ผมเคยไปเห็น หรือแม้กระทั่งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute:IRRI) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “อีรี่” ที่ตั้งอยู่ประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ของเรายังเป็นรองเขาแบบไม่เห็นฝุ่น ทั้งๆ ที่ประเทศเรานับยี่สิบกว่าปีติดต่อกันที่เราสามารถส่งข้าวออกจำหน่ายเป็นอันดับหนึ่งของโลก คิดเป็นมูลค่าเงินตราปีละมากกว่าแสนล้านบาท แต่การลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพในการผลิตข้าวบ้านเรายังไม่รับการเหลียวแลเท่าที่ควรเลยครับ เรื่องนี้คงมิใช่ทางเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวเท่านั้นที่บ่นรำพึงรำพัน แต่ผมก็เคยได้ยินผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ก็พูดออกทางสื่ออยู่เสมอ เช่น ผู้ส่งออกข้าว ผู้ประกอบการโรงสี รวมทั้งฝ่ายชาวนาโดยตรง

ไหนๆ จะพูดแล้ว ก็ขอระบายเสียเลยนะครับ และก็มิใช่เพื่อประโยชน์ของใครตัวใดๆ ทั้งสิ้น เพราะผมออกจากวงการมานานแล้ว แม้แต่จำนวนคนที่ทำงานเรื่องการพัฒนาการผลิตข้าวก็แสนจะจำกัดจำเขี่ย เสียเหลือเกิน เมื่อแรกเริ่มตั้งกรมการข้าวเมื่อสิบปีที่แล้ว มีการเขียนบทบาทภารกิจขององค์กรไว้เสียใหญ่โต ปานว่าจะทำทุกอย่างให้สำเร็จแบบเนรมิต แต่ให้คนมาเพียงกระหยิบมือเดียว บางภารกิจที่เขียนไว้ กลับต้องไปไหว้วานหน่วยงานอื่นทำให้ ทั้งที่ตัวชี้วัดด้านข้าวเขาก็ไม่มี ทำไปก็ไม่เกิดผลดีแก่เขา ลำพังแค่งานเดิมของเขาแท้ๆก็เต็มกลืนอยู่แล้ว สุดท้ายงานก็ออกมาไม่เต็มร้อย และไม่เป็นไปตามทฤษฎีสวยหรูที่ฝ่ายออกแบบผู้ไม่เคยรู้เคยเห็นความจริงคาดฝันเอาไว้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ ความล้มเหลวของระบบราชการบ้านเรา เขียนไปเขียนมาเลยจบตรงที่ปัญหาที่คนระดับนโยบายน่าจะรู้แต่กลับไม่รู้นี่แหละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

“ซีพีเอฟ” ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ซีพีเอฟ”ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (komchadluek.net)

“ซีพีเอฟ”ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

"ซีพีเอฟ"ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

15 ธันวาคม 2563 – 16:35 น.

“ซีพีเอฟ”ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน มองโรคระบาดยังทำให้สุกรขาดตลาด ราคาปีหน้ายังยืนสูง

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” มองโครงสร้างอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จะยั่งยืนได้ต้องมีการวิจัยและพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่บริหารต้นทุนให้ลดลง จากการสรรหาวัตถุดิบ การพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้มาซึ่งพันธุ์ที่แข็งแรง และการเลี้ยงสุกรที่ต้องมีมาตรฐานอาชีวอนามัยเพื่อป้องกันโรคระบาด นอกเหนือไปจากการมีฟาร์มและการจัดการการเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมแหล่งน้ำในการผลิตที่เพียงพอ 

"ซีพีเอฟ"ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ โรคระบาดในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ทั้งโรคเพิร์ส (PRRS) และโดยเฉพาะโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ (ASF) ที่ทำให้การเลี้ยงสุกรในประเทศจีนและเวียดนามเสียหาย ส่งผลให้เกิดภาวะสุกรขาดตลาดอย่างมาก การพยายามกลับมาเลี้ยงใหม่ก็อาจจะยังประสบความเสียหายได้หากระบบการเลี้ยงไม่มีมาตรการป้องกันด้านชีวอนามัยที่เคร่งครัด ซีพีเอฟจึงมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนามาตรฐานการเลี้ยงที่มีมาตรฐานชีวอนามัยที่สูง ประกอบกับการพัฒนาพันธุ์สุกรให้แข็งแรง มีความต้านทานโรคสูงอย่างต่อเนื่อง

"ซีพีเอฟ"ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า การที่โรค ASF ทำให้สุกรขาดตลาดในประเทศจีน เวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านของไทยส่งผลให้มีการนำเข้าสุกรจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก และความต้องการยังมีมาต่อเนื่อง ทำให้ราคาสุกรในไทยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ การจะเร่งเลี้ยงสุกรในหลายประเทศให้มีผลผลิตเท่าก่อนมีโรค ASF ในภูมิภาคนี้อาจใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี และสุกรอาจไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานอีกต่อไป ความสามารถในการเลี้ยงให้ปลอดโรคและมีต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยหลักสำหรับความสำเร็จของธุรกิจสุกร จึงมองว่าในภูมิภาคนี้ราคาสุกรใน 1-2 ปีข้างหน้าจะยังคงอยู่ในระดับสูงจากภาวะสุกรขาดตลาด