‘อธิบดีปศุสัตว์’ เป็นประธานเปิดอาคารเรียน ‘โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นประธานเปิดอาคารเรียน’โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์’ (naewna.com)

'อธิบดีปศุสัตว์'เป็นประธานเปิดอาคารเรียน'โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์'

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นประธานเปิดอาคารเรียน’โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์’

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 18.09 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”เป็นประธานเปิดอาคารเรียน”โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์” พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ”มุมมองของอธิบดีต่อบทบาทกลุ่มงาน Paravet ในกรมปศุสัตว์”

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 ณ คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดอาคารเรียน “โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์” คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยนายกสมาคมนักเรียนเก่าสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถนายอำพันธ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ น.สพ.เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณบดีคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ ผอ.กองการเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เลขานุการกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานในครั้งนี้

โรงเรียนสัตวแพทย์ เป็นโรงเรียนที่สอนนักเรียนเพื่อออกมาปฏิบัติงานของกรมปศุสัตว์โดยเฉพาะ กระทั่งวันที่ 17 สิงหาคม 2534 ฯพณฯ ดร.อาชว์ เตาลานนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้นโยบายกับกรมปศุสัตว์ในการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียนสัตวแพทย์ให้ยกระดับการศึกษาจากประกาศนียบัตรวิชาสัตวแพทย์ (2 ปี) เป็นระดับปริญญาตรี (4 ปี) โดยเข้าเป็นสถาบันสมทบกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และวันที่ 16 ธันวาคม 2534 สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีมติให้รับโรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ เข้าเป็นสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยให้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรร่วมกันระหว่างกรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับจัดตั้งเป็นคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน

ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563 นี้ เป็นวันที่ครบรอบ 27 ปี ของการสถาปนาคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ และคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ได้จัดให้มีพิธีเปิดอาคารเรียนแห่งนี้ขึ้น ซึ่งถูกปรับปรุงจากอาคารเรียนเดิมแห่งแรกของโรงเรียนสัตวแพทย์ (กรมปศุสัตว์) พร้อมทั้งตั้งชื่ออาคารเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่โรงเรียนสัตวแพทย์ (กรมปศุสัตว์) เป็น อาคารเรียน “โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์” โดยมุ่งหวังให้เป็นสถานที่ให้นิสิต บุคลากร ตลอดจนประชาชนที่มีความสนใจได้มาศึกษาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และจัดกิจกรรมทางวิชาการที่สร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นศูนย์การเรียนรู้ ทั้งในด้านปศุสัตว์และด้านสัตว์เลี้ยงที่สมบูรณ์แบบและทันสมัย ประกอบด้วยห้องบรรยาย และห้องปฏิบัติการเพื่อการเรียนการสอนและงานวิจัย

สำหรับตำแหน่งสัตวแพทย์ หรือ Paravet ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนสัตวแพทย์นั้น นับว่าสำคัญและมีบทบาทต่อกรมปศุสัตว์ โดยมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการปศุสัตว์ของประเทศในหลายๆ ด้าน เช่น 1) ด้านการกำกับ ดูแล และดำเนินการด้านสุขภาพสัตว์ 2) ด้านการควบคุมดูแลความปลอดภัยอาหารด้านสินค้าปศุสัตว์ 3) ด้านการพัฒนา ให้คำแนะนำ และการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในด้านสนับสนุนส่งเสริมการปศุสัตว์ที่เป็นประโยชน์ และ 4) ด้านการกำกับ ดูแล ติดตามการปฏิบัติงานตามโครงการพิเศษและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปัจจุบันเนื่องจากไม่มีการผลิตบุคลากรในตำแหน่งสัตวแพทย์จากโรงเรียนสัตวแพทย์แล้ว ตำแหน่งสัตวแพทย์ (Paravet) ในกรมปศุสัตว์ปัจจุบันมีจำนวน 1,320 คน ซึ่งเกษียณอายุราชการอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2564 – 2568 โดยมีเกษียณเฉลี่ยปีละประมาณ 114 ตำแหน่ง ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการเปลี่ยนตำแหน่งสัตวแพทย์เป็นตำแหน่งนายสัตวแพทย์หรือตำแหน่งนักวิชาการสัตวบาล ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ซึ่งได้รับการอนุมัติมาแล้วทั้งสิ้น 417 อัตราตามจำนวนผู้ที่เกษียณ ซึ่งรุ่นสุดท้ายจะเกษียณจากกรมปศุสัตว์ในปี พ.ศ.2577

ปัจจุบันโรงเรียนสัตวแพทย์ได้เปลี่ยนเป็น คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ ซึ่งได้ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง มีนิสิตที่จบจากคณะเทคนิคสัตวแพทย์ ที่ปฏิบัติงานที่กรมปศุสัตว์ มีทั้งสิ้น 24 ราย แบ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ 16 ราย และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 8 ราย

แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า 2 หมื่น / ตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า2หมื่น/ตัว (naewna.com)

แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย  ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า2หมื่น/ตัว

แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า2หมื่น/ตัว

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยกระแสความนิยมบริโภคเนื้อวัวคุณภาพที่มีลายไขมันแทรก หลังจากธุรกิจร้านอาหารประเภทชาบู ปิ้งย่าง หมูกระทะ เติบโตเป็นอย่างมาก ทำให้แม็คโครมองเห็นโอกาสพัฒนาเนื้อวัวของไทยให้เข้าสู่ตลาดพรีเมียม โดยทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนทั่วประเทศและกรมปศุสัตว์ ยกระดับการเลี้ยงโคขุนโดยให้ทานอาหารที่ปรับสูตรอย่างเหมาะสม และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ทำให้วัวมีไขมันแทรกในชั้นกล้ามเนื้อมาก ซึ่งเป็นไขมันดี มีรสชาติที่ดีเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

“แม็คโครทำงานร่วมกับเกษตรกรและกรมปศุสัตว์ อย่างสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยทั้งระบบ เพื่อให้เกิดรูปแบบการทำเกษตรกรรมยั่งยืน โดยแม็คโครได้นำความเชี่ยวชาญด้านการตลาด ความต้องการของผู้บริโภค ผู้ประกอบการร้านอาหาร มาพัฒนาสินค้าร่วมกันภายใต้แบรนด์“โปรบุชเชอร์” ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดีและได้รับการบอกต่อในโลกโซเชียลถึงรสชาติ ความนุ่ม ทำให้เนื้อพรีเมียมของไทยมีสัดส่วนการขายและอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ด้านนายวิบูลย์ ไวยสุระสิงห์ เจ้าของสุระสิงห์ฟาร์ม และประธานสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางโคเนื้อโดยรวมยังสดใสและมีทิศทางที่ดี โดยเฉพาะการนำโคเนื้อลูกผสมสายพันธุ์ยุโรปมาเข้าสู่ระบบการเลี้ยงโคขุนเพื่อให้มีอัตราการเจริญเติบโตในระยะเวลาที่กำหนด ให้ได้คุณภาพเนื้อที่นุ่ม มีไขมันแทรก เหมาะสำหรับทำสเต็ก อาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มนี้ ตลาดต้องการประมาณปีละ 500,000 ตัว สำหรับที่ฟาร์มสุระสิงห์ จะซื้อวัวอายุปีกว่าๆ จากเกษตรกรมาขุนต่อ และให้กินอาหารตามสูตรที่คำนวณไว้ จากนั้นจะคัดตัวเลือกวัวที่มีลักษณะดี ไปเลี้ยงต่อในโรงเรือนระบบปิด (Evaporative Cooling Systems) หรือ Evap เพื่อเลี้ยงต่ออีก 3-4 เดือน ในอุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส เพื่อให้มีน้ำหนักประมาณ 600-800 กิโลกรัมต่อตัว และทำให้เกิดรายได้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 20,000 บาทต่อตัว

ทั้งนี้ แม็คโครสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนไทยกว่า 5,000 ครัวเรือน เพื่อพัฒนาสู่ตลาดเนื้อพรีเมียม โดยนำเนื้อโคขุนไทยแองกัส และไทยวากิว ที่มีลายไขมันแทรก (Marbling Score) MS4+, MS5+ ซึ่งเป็นเนื้อคุณภาพดีมาจำหน่าย รองรับกระแสความนิยมในการบริโภคเนื้อวัวของคนไทยที่มีอัตราการบริโภคเฉลี่ย 2.7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และมีแนวโน้มการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางศิริพรกล่าวอีกว่า “ตลาดของเนื้อวัวพรีเมียมยังเติบโตอีกมาก แม็คโครวางแผนส่งเสริมการขาย การพัฒนาต่อยอดสินค้า ร่วมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดโปรโมชั่น “แม็คโคร แหล่งรวมเนื้อคุณภาพ (Beef Destination)” เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มเข้าถึงเนื้อวัวพรีเมียมคุณภาพดี มีความหลากหลาย ราคาเข้าถึงง่าย ทุกสาขาทั่วประเทศ”

ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง (naewna.com)

ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเพาะปลูกพืชทุกชนิดนอกเหนือจากต้องมีพื้นที่แล้วก็คือพันธุ์พืช ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์ ต้นกล้า หรือกิ่งตาต่างๆ ซึ่งจัดเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ที่ทุกคนต้องคำนึงถึง เริ่มตั้งแต่จะปลูกพืชชนิดใด พันธุ์อะไรจึงจะให้ผลตอบแทนที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด ปลูกและดูแลรักษาง่าย ให้ผลผลิตสูง คุ้มค่ากับการลงทุน รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากของเกษตรกรในการตัดสินใจเลือกพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะพืชล้มลุกที่เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้องปลูกกันใหม่เป็นวัฏจักรไป จะเห็นภาพเกษตรกรเที่ยวแสวงหาแหล่งพันธุ์พืชที่ตนเองประสงค์จะปลูก หากมีข้อมูลว่าแหล่งไหนมีพันธุ์ดี ก็จะพยายามหามาปลูกให้ได้ อย่างกรณีของข้าว หากเกษตรกรทราบว่าหมู่บ้านไหนมีข้าวพันธุ์ดี เมื่อข่าวดังกล่าวกระจายออกไปเกษตรกรที่ทราบข่าวก็จะแห่กันมาซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งดังกล่าวมาปลูก ส่วนเมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ของตนแล้วจะให้ผลผลิตอย่างไรนั้น ก็ต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าสมกับคำโฆษณาหรือคำร่ำลือหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกพืชล้มลุกเหล่านี้ สิ่งที่ต้องดำเนินการลำดับแรก คือ การจัดหาเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี จากนั้นถึงจะไปเตรียมการประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามมา ทั้งเรื่องของการเตรียมดิน แหล่งน้ำแรงงาน ปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมไปถึงเงินทุนที่จะใช้จ่าย ประเด็นแหล่งเมล็ดพันธุ์จากทางราชการยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งของเกษตรกรเหล่านี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าทางราชการจะมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพันธุ์พืชเป็นจำนวนมาก แต่เกษตรกรก็ไม่สามารถเข้าถึงผลงานวิจัยเหล่านั้นได้ ปัญหานี้น่าขบคิดกันให้มาก มองดูเหมือนว่างานวิจัยที่พัฒนาโดยหน่วยงานภาครัฐกับเกษตรกรที่ต้องการใช้ผลงานวิจัยเหล่านั้น ไม่มาบรรจบกัน ต่างคนต่างมองตากัน และยื่นมือมาหากันได้แค่จุดเล็กๆ ไม่สามารถสร้างผลกระทบให้เกิดได้อย่างกว้างขวาง

หน่วยงานของภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ผ่านมาในอดีต งานวิจัยและพัฒนา และงานขยายพันธุ์ ถูกวางว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถึงกับตั้งเป็นสถาบันวิจัยพืชแต่ละชนิดแยกกันไปทั้งข้าวพืชไร่ พืชสวน ยางพารา และหม่อนไหม ขณะเดียวกันนอกจากงานวิจัยแล้วยังมีการจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืช เพื่อรับผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืชจากหน่วยงานวิจัยดังกล่าว นำไปผลิตและขยายพันธุ์สู่เกษตรกร แม้ว่าจะไม่สามารถสนับสนุนได้เต็มพื้นที่ อย่างน้อยก็มีแหล่งพันธุ์ดีของภาครัฐกระจายสู่พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง เป็นที่พึ่งของเกษตรกรได้บางส่วน ไม่จำเป็นต้องพึ่งเอกชนแต่ฝ่ายเดียว

เมื่อมีการปรับโครงสร้างหน่วยราชการในราวปี 2542 ในทัศนะของผู้นำองค์กรขณะนั้น ซึ่งอาจยังไม่เข้าใจลึกซึ้งในกระบวนการวิจัยพัฒนาและขยายพันธุ์พืช ส่งผลให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ขยายพันธุ์พืช ถูกปรับลดบทบาทให้ทำหน้าที่เพียงการขยายพันธุ์ข้าวเท่านั้น จึงเท่ากับปิดโอกาสเกษตรกรในการเข้าถึงพืชพันธุ์ดีอื่นๆ ของทางราชการ ส่งผลให้เกษตรกรหันไปพึ่งพาแหล่งพันธุ์ดีจากภาคเอกชนเป็นหลัก ซึ่งการใช้พันธุ์ของภาคเอกชนที่พัฒนาขึ้นภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจง จำเป็นต้องเพิ่มการลงทุน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามต้องการอีกด้วย ขณะที่งานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชของราชการยังคงดำเนินการต่อไป แต่โอกาสในการถ่ายทอดผลงานวิจัยดังกล่าวลงสู่เกษตรกรโดยตรงถูกปิดไป วงของการขยายผลงานวิจัยจึงจำกัดอยู่ในกลุ่มเกษตรกรผู้นำไม่กี่คน ซึ่งนับว่าเป็นการสูญเสียโอกาสและงบประมาณไปอย่างไม่คุ้มค่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยดังกล่าว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความผิดพลาดในการตัดสินใจของผู้นำองค์กรที่ขาดความเข้าใจในระบบงานวิจัยพัฒนาและขยายพันธุ์พืชที่กล่าวถึงข้างต้น หรืออาจเข้าใจแต่มีความประสงค์อย่างอื่น ก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน

เมื่อกลับมาพิจารณาการพึ่งพาพันธุ์พืชของเกษตรกรในปัจจุบัน จะเห็นว่าในส่วนของภาครัฐมีน้อยมากที่จะสามารถให้บริการเกษตรกรได้ ทำให้ตกเป็นเบี้ยล่าง และส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตตามความต้องการของพันธุ์พืชนั้นที่เอกชนพัฒนาขึ้น จึงเหมือนซ้ำเติมเกษตรกร เพราะไม่มีสิ่งใดประกันได้ว่าทุนลงไปกับผลผลิตที่ตอบแทนกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่อย่างไร เกษตรกรบางส่วนมีความพยายามในการพัฒนาพันธุ์พืชของตนเองขึ้นมาจึงเห็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาพันธุ์พืชอยู่หลายกลุ่ม ในลักษณะของการคัดเลือกพันธุ์และขยายพันธุ์ ซึ่งภาครัฐควรเข้าไปสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อให้กลุ่มเกษตรเหล่านั้นสามารถเป็นเจ้าของพันธุ์อย่างถูกกฎหมาย ทั้งขั้นตอนการรับรองพันธุ์ พิสูจน์พันธุ์ การขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช การคุ้มครองพันธุ์พืช การรวบรวมพันธุ์และจำหน่ายพันธุ์พืชตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดของภาครัฐที่มีอยู่ ก่อนที่ภาคการเกษตรของไทยในส่วนของพันธุ์พืชจะถูกกินรวบจากเอกชนทั้งหมด และเกษตรกรจะกลายเป็นเพียงเครื่องจักรในการผลิตของภาคเอกชนเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

เปิดแปลงนาอัจฉริยะเน้นใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เปิดแปลงนาอัจฉริยะเน้นใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน (naewna.com)

เปิดแปลงนาอัจฉริยะเน้นใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานพิธีเปิด “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีแปลงนาอัจฉริยะ” ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2564 ที่แปลงเรียนรู้ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายสนับสนุนส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยการดำเนินงานโครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การทำนาโดยใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร การเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับการบูรณาการกับทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร

นายประภัตรกล่าวต่อว่า ปัจจุบันการผลิตทางการเกษตรมีเทคโนโลยีใหม่ทันสมัย นำมาใช้ในไร่นาได้ผลดีและจะส่งผลให้การผลิตในภาพรวมของประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้น ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯจึงร่วมกันพัฒนา โดยกรมการข้าวมอบให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ศึกษาทดลองซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าว โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ พัฒนาเมล็ดพันธุ์ จนได้ชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมและพร้อมถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวไปสู่เกษตรกร ได้รับความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเกษตรกร จัดทำแปลงเรียนรู้ด้านข้าว พื้นที่แปลงนากว่า 138 ไร่ ซึ่งการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะเป็นเครื่องมือสำคัญสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ จากการศึกษาทดลองเทคโนโลยีแปลงนาอัจฉริยะ พบว่า ต้นทุนปลูกข้าวไม่เกิน 3,000 บาท/ไร่ และหวังอย่างยิ่งว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นต้นแบบและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรทั่วประเทศ

ทั้งนี้ แนวทางเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะชุดนี้ มี 6 ประเด็นสำคัญ ตั้งแต่ 1.เตรียมดิน โดยใช้เครื่องปรับดินเลเซอร์ (Laser land levelling) เพื่อบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง ปรับระดับผิวดินให้เรียบ สม่ำเสมอ 2.จัดระบบน้ำ ใช้ท่อวัดน้ำอัจฉริยะ แสดงผลปริมาณระดับน้ำทุกชั่วโมงผ่าน Line Application บนมือถือของเกษตรกร โดยใช้ Solar Cell เป็นแหล่งให้พลังงาน เมื่อน้ำต่ำกว่าระดับผิวดิน จึงจะปล่อยน้ำเข้าแปลงนาลดปริมาณการให้น้ำได้ 46% 3.ติดตามสภาพแวดล้อม สถานีตรวจวัดอากาศ เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ต่างๆ แบบ real time เข้าระบบ IOT 4.จัดการปุ๋ย ด้วยเครื่องวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในใบพืช (Crop Space) เพื่อเป็นการให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการของข้าว 5.การอารักขาพืช โดยใช้โดรนติดกล้องถ่ายภาพบินตรวจการทำลายของโรค และแมลง รวมทั้งข้าวปนและวัชพืชในข้าว และ 6.มีระบบช่วยตัดสินใจด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (IOT Platform)ซึ่งสามารถส่งข้อมูลไปยังมือถือเกษตรกร ได้ตลอดเวลา ครอบคลุมรัศมี 2 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 หมื่นไร่เศษ

กรมปศุสัตว์จัดตั้งศูนย์จักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมปศุสัตว์จัดตั้งศูนย์จักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์ (naewna.com)

กรมปศุสัตว์จัดตั้งศูนย์จักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์จัดตั้งศูนย์จักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 17.01 น.

กรมปศุสัตว์จัดตั้งศูนย์จักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์ นำร่อง7ศูนย์ช่วยเกษตรกรลดค่าใช้จ่าย 

15 ธ.ค.63 นายสัตวแพทยส์ รวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทาให้เกิดภัยแล้งและอุทกภัยหลายๆพื้นที่ของประเทศไทย ทาให้ปศุสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนม กระบือ แพะ-แกะ ได้รับผลกระทบ ในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 3 ล้านตัว และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้น กรมปศุสัตว์ซง่ึ มีภารกิจให้การช่วยเหลือ สนับสนุน เสบียงสัตว์ พันธุ์สัตว์ การป้องกันโรค และการรักษาสัตว์ 

ทั้งนี้ เพื่อให้การบริการอย่างทั่วถึงจาเป็นต้องมีบุคลากร ที่มีความรู้ ความสามารถ เครื่องมือ และสิ่งอานวยความสะดวกที่ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสารองเสบียงสัตว์นั้น จาเป็นต้องมี เครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่ในการปฏิบัติงานในภารกิจต่างๆ เช่น การจัดการแปลงพืชอาหารสัตว์ การสารองเสบียงสัตว์ อาทิ หญ้าแห้ง หญ้าหมัก และฟางอัดฟ่อน ตลอดจนการเก็บสารองเสบียงสัตว์เพื่อความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ รวมทั้งการช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ เป็นต้น

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2564 กรมปศุสัตว์มีเป้าหมายการพัฒนาศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์ (MotorPool) ซ่งึมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรในการจัดการ แปลงพืชอาหารสัตว์และการสารองเสบียงสัตว์ โดยนาร่องในศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 7 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนา อาหารสัตว์สระแก้ว ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์บุรีรัมย์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ร้อยเอ็ด ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ ลาปาง ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์แพร่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบูรณ์ และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ สุพรรณบุรี โดยศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรด้านปศุสัตว์จะให้บริการเครื่องตัดหญ้า เครื่องอัดหญ้าแห้ง เครื่องเกลี่ยหญ้า และ เครื่องสะบัดผึ่งหญ้าแก่กลุ่มเกษตรกร โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมปศุสัตว์กาหนด เช่น มีส่วน ร่วมในการออกค่าใช้จ่ายในการดาเนินการ เช่น ค่าน้ามันเชื้อเพลิง ค่าแรงงาน และค่าวัสดุการเกษตร ตลอดจนเกษตรกรต้อง ดูแลรักษา และส่งคืนเครื่องจักรกลในสภาพพร้อมใช้งาน

ทั้งนี้ ในการจัดการแปลงพืชอาหารสัตว์ และสารองเสบียงสัตว์ สามารถทดแทนแรงงาน ลดต้นทุน เพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ และเวลา นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ ภัยแล้ง และอุทกภัย ตลอดจนทดแทนแรงงานภาคเกษตรที่ลดลง และการเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุ อีกด้วยหากเกษตรกรรายใดสนใจจะขอรับบริการจากศูนย์บริการอาหารสัตว์ สามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่

กรมส่งเสริมการเกษตรชู ‘สุโขทัย’ หนุนปลูกใช้พืชน้ำน้อยตอบโจทย์เกษตกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมส่งเสริมการเกษตรชู’สุโขทัย’หนุนปลูกใช้พืชน้ำน้อยตอบโจทย์เกษตกร (naewna.com)

กรมส่งเสริมการเกษตรชู'สุโขทัย'หนุนปลูกใช้พืชน้ำน้อยตอบโจทย์เกษตกร

กรมส่งเสริมการเกษตรชู’สุโขทัย’หนุนปลูกใช้พืชน้ำน้อยตอบโจทย์เกษตกร

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.00 น.

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังการเปิดงานกิจกรรมการจัดกระบวนการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ปี 2564 ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.สุโขทัย จำกัด ต.ทับผึ้ง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ว่า จ.สุโขทัย มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นจำนวนมาก และยังเป็นแหล่งผลิตใบยาสูบหลักของประเทศไทย ในปี 2563/64 ได้รับโควตาการผลิตใบยาสูบเพียง 11 ล้านกิโลกรัม ทำให้ต้องพื้นที่การผลิตใบยาสูบลดลง 5,000 ไร่ ประกอบกับมีนโยบายลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัยร่วมกับสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.สุโขทัย จำกัด ดำเนินการส่งเสริมปลูกพืชเพื่อทดแทนพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังและพื้นที่การปลูกยาสูบ จำนวน 2 พืช ได้แก่ข้าวโพดหวาน จำนวน 5,000 ไร่ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา 1,000 ไร่ รวมทั้งได้จัดทำแปลงสาธิตการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ผลิตส่งให้บริษัทเอกชน

ทั้งนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยพืชหนึ่ง พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 6.50 ล้านไร่ ผลผลิตร้อยละ 95 ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์เพื่อการบริโภคของประชากรภายในประเทศ และการส่งออก คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ปัจจุบันการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยยังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ สามารภผลิตได้เพียงปีละ 4.5 – 5 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 6 – 8 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มขยายตัวตามปริมาณการเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่เพาะปลูกโดยอาศัยน้ำฝน  ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้นฝนออกสู่ตลาดมากเกินกำลังการรับซื้อของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในช่วงดังกล่าว และมักประสบปัญหาความแปรปรวนของฝนจากอิทธิพลของสภาวะโลกร้อน ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ อีกทั้งผลผลิตมีความชื้นสูงเพราะเก็บเกี่ยวในช่วงฝนตกชุก กรมส่งเสริมการเกษตร จึงมุ่งเน้นให้เพิ่มพื้นที่ปลูกทดแทนในพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา เพื่อให้มีผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนอกจากแก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน แล้วยังช่วยลดปริมาณการผลิตข้าวซึ่งมีปัญหา ผลผลิตเกินความต้องการ ตามมาตรการลดรอบการปลูกข้าวเพื่อปลูกพืชหมุนเวียนด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม สาธิตการหยอดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แนะนำการผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต แนะนำการป้องกันและกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fall armywarm) การผลิตและขยายพันธุ์แมลงหางหนีบเพื่อควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด วิธีกำจัดผีเสื้อกลางคืน และแนะนำการผลิตและขยายเชื้อราไตรโคเดอร์มา เชื้อราเมตาไรเซียม และเชื้อราบิวเวอเรีย

‘มนัญญา’ ปรี๊ด!สั่งเช็คสมาคมวัชพืชฯ เดินนโยบายสวนทางแบนสารเคมี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มนัญญา’ปรี๊ด!สั่งเช็คสมาคมวัชพืชฯ เดินนโยบายสวนทางแบนสารเคมี (naewna.com)

‘มนัญญา’ปรี๊ด!สั่งเช็คสมาคมวัชพืชฯ เดินนโยบายสวนทางแบนสารเคมี

‘มนัญญา’ปรี๊ด!สั่งเช็คสมาคมวัชพืชฯ เดินนโยบายสวนทางแบนสารเคมี

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 12.41 น.

‘มนัญญา’ปรี๊ด!สั่งเช็คสมาคมวัชพืชฯ เดินนโยบายสวนทางแบนสารเคมี

15 ธันวาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับกรมวิชาการเกษตร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ระบุกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มีสารทดแทนหลังแบนสารพาราควอต ทำให้เกษตรกรต้องเลิกอาชีพเกษตรไป 25 เปอร์เซ็นต์ ว่า ขณะนี้ในกรมวิชาการเกษตร มี 7 สมาคมที่ตั้งอยู่ภายใน จึงมอบหมายให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรไปสอบว่าดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงฯ อย่างไร ไม่ใช่ว่าพอมีการประชุม ผลออกมาก็ย้อนแย้งกับนโยบายที่ออกไป จากเดิมที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรก็กลายไม่เป็นประโยชน์ และจ้องที่จะทำอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์กับสารเคมี

น.ส.มนัญญา กล่าวต่อว่า ความจริงแต่ละคนในสมาคมฯ ก็เป็นนักวิชาการในกรมวิชาการเกษตร มาก่อน แม้กระทั่งอธิบดีที่มี ส. อยู่ ซึ่งในทุกวันนี้การโยกย้ายตำแหน่งในกรมวิชาการเกษตรก็มีปัญหา คือมีแต่ขนอกแต่ขาดแขนง คือ ย้ายใครก็ต้องเป็นเส้นทางตรง คือไม่มีการนำคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในกรมวิชาการเกษตร ซึ่งประเด็นเหล่านี้ควรจะจบไปตั้งนานแล้ว เพราะขัดกับวัตถุประสงค์ของกรมวิชาการเกษตรที่ต้องทำงานเพื่อเกษตรกร ที่ผ่านมาคนที่ทำงานก็เอาแต่พยายามจะนำสารพิษกลับเข้ามาทั้งที่เป็นเรื่องที่จบไปแล้ว ทำไมต้องวนเวียนกลับมาแถมยังตั้งสมาคมอยู่ในกรมวิชาการเกษตร เวลาในการขึ้นต้นการประชุมก็จะอ้างชื่อตน ในการแบนสารเคมีต่างๆ

“ดิฉันจึงอยากถามว่ามีสมาคมฯ กันเพื่ออะไร คุณต้องกลับมาช่วยเกษตรกร และ 7 สมาคมที่ตั้งภายใต้กรมวิชาการเกษตร ถูกหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลังหรือไม่ และอยากถามว่าน้ำไฟที่สมาคมฯ ใช้นั้นเป็นของใคร จึงอยากให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรไปดูเรื่องนี้ แต่ถ้าผลการตรวจสอบพบว่าตั้งมาแล้วไม่เป็นประโยชน์ ผิดหลักเกณฑ์หลักการของสมาคมฯ ก็ต้องมาว่ากันอีกครั้ง ไม่ใช้ว่าตั้งขึ้นมาแล้วให้คนในสมาคมมาเดินสวัสดีทักทายกัน อยากได้นู่นอยากได้นี่ อยากทำโน่นทำนี่ เพราะมันหมดสมัยแล้ว สมัยนี้มีแต่คนต้องออกมาทำงาน” รมช.เกษตรฯ กล่าว

เมื่อถามว่า สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทยมีความพยายามนำสารพาควอตกลับมาใช้อีกครั้งใช่หรือไม่ น.ส.มนัญญา กล่าวว่า การตั้งสมาคมมีเส้นทางอยู่แล้ว โดยคนในสมาคมนี้ก็คือ คนที่ปลดเกษียณจากราชการและองค์กรเอกชน และมาตั้งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งแนวทางการทำงานก็มีอยู่แล้ว ส่วนมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ก็มีข้อมูลอยู่มานาน และมีเอกสารและหลักฐานว่าสมาคมฯรับการสนับสนุนพาราควอต ถามว่าเรารู้ไหม เราก็ตอบแค่ในสิ่งที่เราพูดได้ แต่ถ้ายังเล่นงานเราไม่หยุดยังมีการประชุมและก้าวร้าวกับเรา และเรียกให้ไปชี้แจงในส.ว.หลายๆ ครั้ง เราก็จะไม่หยุดบ้าง

ชงทบทวนโครงการ 1 ตำบล 1 เกษตรทฤษฎีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชงทบทวนโครงการ1ตำบล1เกษตรทฤษฎีใหม่ (naewna.com)

ชงทบทวนโครงการ1ตำบล1เกษตรทฤษฎีใหม่

ชงทบทวนโครงการ1ตำบล1เกษตรทฤษฎีใหม่

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 7/2563 ที่ห้องประชุมโรงแรมทีเค พาเลซ & คอนเวนชั่น ว่า คณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีมติเห็นชอบให้มีการเสนอขอทบทวนโครงการฯ ต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (เพิ่มเติมอีก 3 ข้อ) ได้แก่ 1) ขอทบทวนพื้นที่เข้าร่วมโครงการ จาก 3 ไร่/ราย เป็น 2.5 ไร่ขึ้นไป/ราย หรือเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารโครงการฯ กำหนด 2) การอบรมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจากเดิมหลักสูตร 4 วัน

3 คืน เพียงครั้งเดียว จะขอปรับเป็นการอบรมมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อให้เกิดการพัฒนาให้เกษตรกรทำเกษตรทฤษฎีใหม่โดยปรับในรูปแบบการจัดเวทีชุมชน การศึกษาดูงานการแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น หรือเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารโครงการฯกำหนด และ 3) กรณีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน สืบสาน เกษตรทฤษฎีใหม่) หากพื้นที่ที่ร่วมโครงการขาดแหล่งน้ำ หรือมีแหล่งน้ำไม่เพียงพอทำเกษตร และต้องการเข้าร่วมโครงการ
1 ตำบล 1 เกษตรทฤษฎีใหม่ กระทรวงเกษตรฯ จะสนับสนุนเฉพาะการขุดบ่อเก็บกักน้ำ เพื่อทำให้เกิดจุดเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ อย่างไรก็ตาม จะนำมติดังกล่าวเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563) กระทรวงเกษตรฯเปิดรับสมัครเกษตรกร และแรงงาน เข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ทั้ง 3 รอบ มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วม 34,019 ราย ผ่านหลักเกณฑ์พิจารณาแล้ว 21,556 รายอยู่ระหว่างพิจารณา 792 ราย และไม่ผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา 11,670 ราย ในส่วนของการจ้างแรงงานมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ 32,239 ราย ผ่านการพิจารณาแล้ว 19,996 ราย อยู่ระหว่าง การพิจารณา 2,380 ราย และไม่ผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา 9,863 ราย

เตือนชาวสวนรับมือหนอนชอนใบส้มโอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เตือนชาวสวนรับมือหนอนชอนใบส้มโอ (naewna.com)

เตือนชาวสวนรับมือหนอนชอนใบส้มโอ

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรสวนส้มโอในช่วงอากาศเย็นลงและมีลมแรงแบบนี้เฝ้าระวังการระบาดของหนอนชอนใบส้ม จะสามารถพบได้ในระยะที่ต้นส้มโอแตกใบอ่อน เกษตรกรจะพบผีเสื้อตัวเต็มวัย วางไข่ใต้เนื้อเยื่อใบใกล้เส้นกลางใบ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะชอนไชเข้าไปทำลายกัดกินเนื้อเยื่ออยู่ในระหว่างผิวใบอ่อนและยอดอ่อน ตัวหนอนจะทำลายด้านใต้ใบมากกว่าบนใบ รอยทำลายจะสังเกตได้ง่ายตั้งแต่เริ่มทำลายโดยเห็นเป็น

เส้นทางสีขาวเรียวยาวในระยะเริ่มแรก และรอยทำลายจะปรากฏขยายใหญ่ขึ้นเป็นทางคดเคี้ยวไปมาบนใบ ส่งผลให้ใบมีลักษณะบิดงอลงทางด้านที่มีตัวหนอนทำลาย หากระบาดรุนแรง ตัวหนอนจะเข้าทำลายกิ่งอ่อนและผลอ่อน ซึ่งรอยแผลที่เกิดจากการทำลายของตัวหนอนจะเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonascitri subsp. citri ที่เป็นเชื้อสาเหตุของโรคแคงเกอร์เข้าทำลายซ้ำได้
เกษตรกรควรควบคุมบังคับต้นส้มให้แตกยอดพร้อมกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกันกำจัด ช่วยควบคุมประชากรหนอนชอนใบส้มได้ดีขึ้น สะดวกในการดูแลรักษา ช่วยลดจำนวนครั้งในการพ่นสารเคมี และช่วยอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติที่พบมากในสวนส้ม ส่วนใบอ่อนที่พบหนอนชอนใบส้มเข้าทำลายมาก ให้เกษตรกรตัดและเก็บยอดอ่อนหรือใบอ่อนที่ถูกทำลายนำไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณหนอนชอนใบส้มและช่วยในการแตกยอดของต้นส้มรุ่นต่อไป

นอกจากนี้ เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนระยะที่ต้นส้มแตกใบอ่อน หากพบหนอนชอนใบส้มเข้าทำลายยอดอ่อนมากกว่า 50% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ 83.9% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิลยูจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งหน้าใบและหลังใบ กรณีสำรวจพบว่ายังมีการระบาดของหนอนชอนใบส้มอยู่ให้พ่นซ้ำ อีกทั้งในการใช้ปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ในการป้องกันกำจัดหนอนชอนใบส้มให้มีประสิทธิภาพดีนั้น เกษตรกรต้องทำการพ่นสารโดยการใช้อัตราน้ำมากกว่าการพ่นสารฆ่าแมลงทั่วไป เพื่อให้สารน้ำมันเคลือบใบพืช

พระสงฆ์-ชาวบ้านกลุ่มฮักน้ำเลย จี้กรมชลศึกษาผลกระทบโครงการเขื่อนศรีสองรัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – พระสงฆ์-ชาวบ้านกลุ่มฮักน้ำเลย จี้กรมชลศึกษาผลกระทบโครงการเขื่อนศรีสองรัก (naewna.com)

พระสงฆ์-ชาวบ้านกลุ่มฮักน้ำเลย จี้กรมชลศึกษาผลกระทบโครงการเขื่อนศรีสองรัก

พระสงฆ์-ชาวบ้านกลุ่มฮักน้ำเลย จี้กรมชลศึกษาผลกระทบโครงการเขื่อนศรีสองรัก

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.50 น.

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 ชาวบ้านในนามกลุ่มฮักน้ำเลยกว่า 150 คนและพระสงฆ์  เดินทางด้วยรถอีแต๊ก พร้อมด้วยป้ายผ้าเขียนข้อความต่างๆ ไปยังบริเวณหัวงานของโครงการก่อสร้างเขื่อนศรีสองรัก บ้านห้วยหินสอ ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย เพื่อเรียกร้องให้กรมชลประทานทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ก่อนที่จะเดินหน้าโครงการเขื่อนศรีสองรัก 

นางมุด อุ่นทุม ตัวแทนกลุ่มฮักน้ำเลยกล่าวว่า  โครงการเขื่อนศรีสองรักถูกผลักดันซึ่งกรมชลประทาน มาตั้งแต่ปี 2556 ได้ล่วงเลยมาเป็นระยะเวลามากกว่า 7 ปีแล้ว โดยกรมชลประทาน อ้างเหตุผลในการสร้างเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ต่อมาปี 2559 ในยุครัฐบาลคสช. ได้อนุมัติโครงการโดยใช้มูลค่างบประมาณลงทุนมากกว่า 5,000 ล้านบาท  โดยไม่ต้องการทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม  ทั้งที่มีชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานริมฝั่งแม่น้ำเลยจำนวนกว่า 70 ชุมชนอาจจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากเขื่อนศรีสองรัก  

นางมุด กล่าวว่า การทำกิจกรรมวันนี้เพราะอยากย้ำจุดยืนเรื่องการคัดค้านโครงการเขื่อนศรีสองรัก เนื่องจากความกังวลใจโดยเฉพาะเรื่อง น้ำท่วม เพราะที่ผ่านมาชุมชนลุ่มน้ำเลยจะตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงทันที หากเขื่อนเริ่มกักเก็บน้ำ ที่ผ่านมาชุมชนลุ่มน้ำเลยเคยมีประสบการณ์เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่มาแล้วในอดีต เมื่อปี 2521 กับ ปี 2545  นอกจากนี้ การศึกษาการวางโครงการฯ มีความผิดพลาดของกรมชลประทาน ไม่สอดคล้องกับภูมินิเวศของพื้นที่ลุ่มน้ำเลย  และยังละเลยการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการฯ ที่มีมูลค่าโครงการมากถึง 5,000 ล้านบาท รวมทั้งการปิดบังอำพรางข้อมูล “โครงการเขื่อนศรีสองรัก” และ “โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล” ที่มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง  แต่กรมชลประทานมักอ้างเสมอว่า โครงการทั้ง 2 ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่สร้างความกระจ่างชัดด้านข้อมูลให้กับประชาชนในพื้นที่ จนเกิดความคลุมเครือ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเหตุผลสำคัญในการคัดค้านโครงการฯ ของ กลุ่มฮักแม่น้ำเลย  ล่าสุดโครงการดังกล่าวยังมีแผนที่จะทำคันไดร์กั้นน้ำความยาวกว่า 21 กม.จากหัวงานเขื่อนตลอดลำน้ำเลย ซึ่งชาวบ้านมีความกังวลใจมากขึ้นกว่าเดิมเรื่องการสูญเสียที่ดินและน้ำท่วมนอกคันไดร์ดังกล่าว

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 สถานการณ์การความขัดแย้งกรณีเขื่อนศรีสองรัก ได้นำไปสู่เวทีการพุดคุยเพื่อหาทางออกปัญหาร่วมกันระหว่าง กรมชลประทาน กับกลุ่มฮักแม่น้ำเลย โดยมีส่วนราชการจังหวัดเลย เป็นพยาน ณ ศาลากลางจังหวัดเลย  ในการประชุมวันนั้นมีข้อสรุปว่า ขอให้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 58 ต่อโครงการเขื่อนศรีสองรัก โดยตัวแทนกรมชลประทาน ลงนามรับรองร่วมกับชาวบ้านว่า จะเป็นผู้ดำเนินการเสนอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้มีการดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมจากโครงการเขื่อนศรีสองรัก ตามกฎหมายดังกล่าว 

ต่อมา เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 มีการจัดเวทีสาธารณะ “ปัญหาความขัดแย้งของโครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก” ระหว่างกลุ่มฮักน้ำเลย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรมชลประทาน เพื่อให้แสดงความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาระหว่างชาวบ้านและกรมชลประทานต่อโครงการดังกล่าว โดยยืนยันให้มีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมของโครงการดังกล่าว ก่อนจะเดินหน้าโครงการ อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านกลุ่มฮักน้ำเลยเห็นว่า  กรมชลประทานกลับใช้กลวิธีในการเตะถ่วงปัญหา ไม่ปฏิบัติการข้อตกลง และข้อเสนอของชาวบ้านในการตั้งคณะกรรมการฯ อีกทั้งบิดเบือนเจตนารมณ์การตั้งคณะกรรมการฯ โดยหันไปตั้งกรรมการในระดับจังหวัดแทน ซึ่งเคยแต่งตั้งมาก่อนและขาดประสิทธิภาพในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น 

“พวกเรากลุ่มฮักแม่น้ำเลยจึงขอประณามกรมชลประทาน ที่ผิดคำสัญญาในการลงนามตามบันทึกข้อตกลงในการตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมจากโครงการเขื่อนศรีสองรัก และขอเรียกร้องให้ กรมชลประทาน ดำเนินการติดตาม และประสานงานไปยัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแต่งตั้ง คณะกรรมการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมจากโครงการเขื่อนศรีสองรัก ตามข้อตกลงที่มีร่วมกัน”นางมุด กล่าว