‘รมช.ประภัตร’ ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘รมช.ประภัตร’ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้ (naewna.com)

'รมช.ประภัตร'ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้

‘รมช.ประภัตร’ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.25 น.

“รมช.ประภัตร”ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ เคลื่อนขบวนกว่า 30 คัน

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีปล่อยขบวนรถบริจาคฟางอัดฟ่อนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ณ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด จ.ราชบุรี ว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดของภาคใต้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากประสบกับปัญหาความเดือดร้อน รวมไปถึงกลุ่มเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนม โคเนื้อ แพะ และแกะ ในพื้นที่ภาคใต้ก็ประสบปัญหาความเดือดร้อน จากการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงอาหารที่ใช้สำหรับการเลี้ยงสัตว์

อย่างไรก็ตาม วันนี้ได้เห็นถึงน้ำใจของชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด และสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) พร้อมด้วยสมาชิก องค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สมาชิกกว่า 5,000 ราย และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ได้ตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว จึงร่วมแรงร่วมใจกันบริจาคฟางอัดฟ่อน รวมทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อร่วมกันให้ความช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รวมจำนวน 30 คันรถ ซึ่งเป็นฟางอัดฟ่อน จำนวน 20,000 ฟ่อน โดยมอบให้กับกรมปศุสัตว์เพื่อทำการส่งมอบให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ ได้ประชาสัมพันธ์ชี้แจงโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และเกี่ยวกับกิจการที่เกี่ยวเนื่องฯ (โคขุน กู้วิกฤต Covid-19) ให้กับเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้รับทราบ ซึ่งเป็นโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มีตลาดรองรับที่แน่นอน มีการประกันราคา สำหรับการสนับสนุนเงินทุน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเลี้ยงสัตว์ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท/ปี ถือเป็นดอกเบี้ยที่ต่ำและไม่ต้องนำทรัพย์สินมาค้ำประกัน เพียงรวมเป็นกลุ่มและสมาชิก 7 คนขึ้นไป ยื่นจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกับเกษตรอำเภอ ดำเนินการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อผ่านความเห็นชอบต่อไป ซึ่งจะสามารถเป็นแหล่งเงินทุนที่ช่วยส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้กับประชาชนอีก

จากนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ ให้แก่ผู้ร่วมบริจาค สิ่งของและฟางอัดฟ่อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดของภาคใต้อีกด้วย

เกษตรฯเตรียมจัด ‘เทศกาลโคนมแห่งชาติ’ ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เกษตรฯเตรียมจัด’เทศกาลโคนมแห่งชาติ’ประจำปี2564 (naewna.com)

เกษตรฯเตรียมจัด'เทศกาลโคนมแห่งชาติ'ประจำปี2564

เกษตรฯเตรียมจัด’เทศกาลโคนมแห่งชาติ’ประจำปี2564

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.06 น.

เกษตรฯเตรียมจัด”เทศกาลโคนมแห่งชาติ”ประจำปี2564 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ”ในหลวง รัชกาลที่ 9″ ที่ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่พสกนิกรชาวไทย

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เตรียมจัดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 8 – 17 มกราคม 2564 ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงานในวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2564

“เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2564 จัดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2530 ซึ่งกำหนดให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็น “วันโคนมแห่งชาติ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่พสกนิกรชาวไทย โดยร่วมกับพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ในวันที่ 16 มกราคม 2505 ซึ่งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) หรือฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ถือเป็นฟาร์มโคนมแห่งแรกของประเทศไทยที่เป็นต้นแบบในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมอย่างเป็นระบบ เกษตรกรสามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งยังส่งเสริมการบริโภคนมเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อ.ส.ค.จึงได้ถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ที่จะให้มีการจัดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นประจำทุกปี

สำหรับการจัดงานในปีนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เกี่ยวข้องในวงการโคนมและอุตสาหกรรมนมจะได้พบปะ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ความรู้ ทัศนคติ การเลี้ยง การผลิต ระหว่างเกษตรกรด้วยกัน รวมทั้งเป็นเวทีในการแสดงความก้าวหน้าเกี่ยวกับวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมนมของประเทศ นอกจากนี้ยัง เป็นศูนย์กลางการหาแนวทางในการพัฒนาโคนมในภูมิภาคอาเซียน โดยมีการจัดประชุมระดับนานาชาติภายในงาน ส่วนกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการทางวิชาการของหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรเอกชน การสัมมนาทางวิชาการ การประกวดโคนม รวมทั้งการออกร้านจำหน่ายสินค้าปัจจัยการเลี้ยงโคนม และสินค้าอุปโภคบริโภคอีกด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 14 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชายคาพระพิรุณ : 14 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ชายคาพระพิรุณ : 14 ธันวาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 14 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ฝากข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการกำหนดร่างกฎกระทรวง สืบเนื่องจากกรณีการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหลายแห่งต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และส่งผลกระทบต่อเงินฝากเงินหุ้นของสมาชิก กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติสหกรณ์เดิมเพื่อให้ทันกับธุรกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนไปจนได้มาซึ่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับแก้ไข พ.ศ.2562เป็นเหตุให้ต้องมีการออกกฎกระทรวงตามพ.ร.บ.สหกรณ์ใหม่ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขให้กับสหกรณ์ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดคือการส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์และรักษาประโยชน์สูงสุดของสมาชิกโดยยึดหลักธรรมาภิบาลและหลักการสหกรณ์ซึ่งนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอร่างกฎกระทรวงออกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 รวม 5 ฉบับ ที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณา ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย

โดยปรากฏว่ามีผู้บริหารสหกรณ์ มีความกังวลใจในร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 รวม 5 ฉบับ ในประเด็นข้อกังวลกรณีฝ่ายสหกรณ์จำนวนหนึ่งได้เสนอโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการกำหนดงวดชำระหนี้ของสมาชิก รายได้คงเหลือหลังจากหักหนี้ของสมาชิกในการดำรงชีวิต  นายวิศิษฐ์ได้ชี้แจงว่าในระหว่างการพิจารณา สคก. ได้เปิดโอกาสในการรับฟังความเห็นทั้งจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และจากภาคสหกรณ์ที่มีผู้แทนสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยและชุมนุมสหกรณ์ นักวิชาการอิสระเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ ภาคราชการต้องคำนึงถึงเป้าหมายสำคัญคือ การกำกับดูแลระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งทางการเงินและเกิดประโยชน์ที่แท้จริงกับมวลสมาชิก จึงอาจทำให้มีข้อกำหนดในบางเรื่องไม่สอดรับกับข้อเสนอของภาคสหกรณ์ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ณ วันที่ 30 พ.ย.2563 มีจำนวนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 563 แห่ง สหกรณ์ออมทรัพย์ 1,318 แห่ง รวม 1,881 แห่ง พบว่า กรณีการกำหนดงวดชำระหนี้เงินกู้สามัญ ที่กำหนดให้สมาชิกชำระเสร็จภายใน 150  เดือนตามร่างกฎกระทรวงนั้น มีสหกรณ์ร้อยละ 72.35 ที่อยู่ในเกณฑ์และในร้อยละ 72.35 ก็ยังพบว่ามีถึงร้อยละ 58.64 ที่ปัจจุบันให้ไม่เกิน 120 เดือน สำหรับสหกรณ์ที่กำหนดงวดเกินกว่า 150 เดือน ถึงมากกว่า 240 เดือน มีจำนวนร้อยละ 27.65 กลุ่มนี้ต้องปรับตัว กรมจึงได้กำหนดไว้ชัดเจนในบทเฉพาะกาลให้เวลาสหกรณ์ในกลุ่มร้อยละ 27.65 ปรับตามตามเกณฑ์ภายในระยะเวลา 10 ปี

ส่วนข้อกังวลกรณีกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาแหล่งเงินทุนที่กำหนดให้ต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินและนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อไม่ให้เป็นระดมทุนจากประชาชนเป็นการทั่วไป หรือการให้เงินกู้หรือการให้สินเชื่อแก่สมาชิกที่กำหนดว่าการให้เงินกู้สามัญแก่สมาชิกต้องไม่กำหนดงวดชำระหนี้ยาวเกินไป และสมาชิกจะต้องมีเงินได้คงเหลือหลังหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 รวมทั้งการกำหนดให้สมาชิกที่มีการขอกู้ยืมเงินเกิน 1 ล้านบาท ต้องส่งข้อมูลเครดิตบุโรประกอบการพิจารณา ล้วนเป็นไปเพื่อไม่ให้สมาชิกมีภาระหนี้สินมากจนเกินไปและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนในข้อกังวลต่อข้อกำหนดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง การจำกัดการกระจุกตัวในการทำธุรกรรมกับลูกหนี้และเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่ง และเรื่องอื่นๆ ในร่างนี้ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์และความมั่นคงทางการเงินของสหกรณ์และสมาชิกของสหกรณ์นั้นๆในระยะยาวเป็นสำคัญ ซึ่งกรมทราบถึงข้อกังวลใจของขบวนการสหกรณ์ที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเปลี่ยนผ่าน โดย รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ยืนยันว่าแนวทางในการกำหนดกฎกระทรวงได้ถือปฏิบัติเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัดในเรื่องการเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ที่ให้ส่วนราชการได้คำนึงถึงการให้โอกาสสหกรณ์ในการปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูประบบการบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ต่อไป…

ขุนเกษตรา

กรมวิชาการเกษตรเร่งถก อย. แก้ปัญหาสารตกค้างในผัก-ผลไม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมวิชาการเกษตรเร่งถกอย. แก้ปัญหาสารตกค้างในผัก-ผลไม้ (naewna.com)

กรมวิชาการเกษตรเร่งถกอย.  แก้ปัญหาสารตกค้างในผัก-ผลไม้

กรมวิชาการเกษตรเร่งถกอย. แก้ปัญหาสารตกค้างในผัก-ผลไม้

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบข้อมูลสินค้าทางการเกษตรตามที่ไทยแพนแถลงข่าว และมีการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของไทยแพนที่ระบุผลการสุ่มตรวจตัวอย่าง 509 ตัวอย่าง แบ่งเป็นการสุ่มจากห้างโมเดิร์นเทรด 6 แห่ง 201 ตัวอย่าง ลุ่มจากตลาด 10 แห่ง 308 ตัวอย่าง โดยมีทั้งตัวอย่างนำเข้าและตัวอย่างที่ผลิตในประเทศทั้งที่ได้รับรองมาตรฐานและไม่ได้รับรอง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวกรมวิชาการเกษตรจะนำมาใช้ตรวจสอบสินค้าที่ตรวจพบปัญหาดังกล่าวต่อไปรวมทั้งจะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในการบูรณาการตรวจสอบร่วมกัน เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยปลอดภัยมากที่สุดสมกับการเป็นครัวของโลก

ทั้งนี้ จากที่ไทยแพนรายงานผลสุ่มตรวจสารตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร กรมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทันทีและรายงานผลเข้ามาเมื่อ 7 ธันวาคม 2563 ประกอบด้วย ตัวอย่างสินค้านำเข้าที่ตรวจพบสารตกค้าง โดยเฉพาะในองุ่นแดงนอกและพุทราจีน เป็นสินค้านำเข้าที่กำกับดูแลโดยด่านอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในส่วนด่านตรวจพืช กรมวิชาการเกษตรตรวจเฉพาะศัตรูพืชกักกันเท่านั้น อย่างไรก็ตามกรมวิชาการเกษตรจะหารือร่วมกับอย.กำกับดูแลสินค้านำเข้า พร้อมกับทบทวนการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าแนวชายแดนใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้พบปัญหาสารตกค้างในสินค้านำเข้าทุกชนิด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำหรับสินค้าที่ได้รับรองมาตรฐานต่างๆ รวม 50 ตัวอย่าง ทั้งหมดเป็นสินค้าที่วางจำหน่ายในห้าง Modern Trade ได้แก่มาตรฐาน Organic Thailand, Q GAP, Thai GAP, PGS, มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตรจะตรวจสอบรหัสรับรองโดยละเอียดเพิ่มเติม หากเป็นรหัสรับรองที่ถูกต้องและพบว่าสินค้ามีสารตกค้างเกิน MRL กำหนด จะแจ้งไปยังหน่วยงานรับรองในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบแจ้งเตือนเกษตรกรเพื่อแก้ไขปรับปรุง กรณีตรวจพบใช้สารเคมีที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในประเทไทยแล้ว จะเพิกถอนการรับรอง และจะได้ประสาน Thai PAN เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับตรารับรองมาตรฐานอื่น เพื่อตรวจสอบแหล่งผลิตต่อไป ส่วนกรณีสินค้าที่ไม่ได้รับรองมาตรฐานในตลาดค้าส่งและค้าปลีก จะวางมาตรการควบคุมการใช้สารเคมีที่ถูกต้องและปลอดภัยโดยจัดอบรมเพื่อสร้างการรับรู้และให้แนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องและปลอดภัยต่อไป

“กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าต่อเนื่องในการนำเสนอสิ่งทดแทนวัตถุอันตรายที่ยกเลิกการขึ้นทะเบียนแล้ว โดยมีมาตรการทั้งระยะสั้น
ระยะกลางและระยะยาว การวิจัยพัฒนาสารชีวภัณฑ์และสารสกัดจากพืชมาทดแทนสารเคมีเกษตรอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชแนะนำให้เกษตรกรใช้แล้ว 17 ชนิด โดยแนะนำให้ใช้แบบผสมผสานในระบบเกษตรปลอดภัย(GAP) และใช้กำจัดศัตรูพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ นอกจากนั้น แนวทางขึ้นทะเบียนเพื่อให้มีสารชีวภัณฑ์และสารสกัดจากพืชมาใช้กำจัดวัชพืช แมลงและโรคพืชเพิ่มมากขึ้นในอนาคตกรมจะจัดความสำคัญการขึ้นทะเบียนเป็นลำดับแรกและลดขั้นตอนความยุ่งยาก แต่ยังเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยต่อคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม และระยะยาวจะเร่งรัดงานวิจัยเพื่อให้มีการพัฒนาสารจำกัดศัตรูพืชที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และต้นทุนต่ำ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ประมงปล่อยกุ้งก้ามกรามลงลำตะคอง เพิ่มแหล่งอาหาร-สร้างรายได้ให้ปชช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ประมงปล่อยกุ้งก้ามกรามลงลำตะคอง เพิ่มแหล่งอาหาร-สร้างรายได้ให้ปชช. (naewna.com)

ประมงปล่อยกุ้งก้ามกรามลงลำตะคอง เพิ่มแหล่งอาหาร-สร้างรายได้ให้ปชช.

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามคืนสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง มีนายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯพร้อมผู้บริหารกระทรวงร่วมพิธี ที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง บริเวณอาคารประชาสัมพันธ์โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาว่า การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำเป็นหนึ่งในภารกิจหลักสำคัญของกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้มีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สร้างอาชีพรายได้เลี้ยงครัวเรือน พร้อมส่งเสริมให้บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำโดยใช้หลักคืน คง เพิ่ม และมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ยั่งยืน

สำหรับกิจกรรม “ปล่อยกุ้งก้ามกรามคืนสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง” ที่จัดขึ้นเป็นการเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ หลังได้รับผลกระทบอุทกภัยช่วงเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมาเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่ กุ้งก้ามกรามมากถึง 1.5 ล้านตัว อีกทั้ง ยังปล่อยพันธุ์ปลา เช่น ปลากระแหปลาสร้อยขาว ปลากาดำ ปลาตะเพียนทอง ปลาสวาย 2 ล้านตัว และหอยขมอีกกว่า 300 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมอบพันธุ์สัตว์น้ำให้ชุมชน เพื่อนำไปปล่อยบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ เชื่อมั่นว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองให้กลับมาคงความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างการประกอบอาชีพด้านการประมงและเพิ่มพูนรายได้ให้ประชาชนและชาวประมงในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น อีกทั้ง ยังสร้างความสามัคคีให้ชุมชน มีการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำโดยชุมชนมีส่วนร่วม ตลอดจนปลูกจิตสำนึกใช้ทรัพยากรประมงที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีผลผลิตที่ยั่งยืนตลอดไป”นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้านนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจข้อมูลพบว่า บริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองมีชาวประมง 241 ราย แบ่งเป็นผู้ที่ทำประมงเป็นอาชีพหลัก 159 ราย และอาชีพรอง 82 ราย และจากสถิติการจับสัตว์น้ำ ระหว่าง พ.ศ. 2558 – 2562 มีรายงานจับสัตว์น้ำเฉลี่ย 343.88 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 14.27 ล้านบาท โดยผลผลิตกุ้งก้ามกรามจัดเป็นชนิดพันธุ์สัตว์น้ำที่สร้างมูลค่าได้มากที่สุด

‘รมช.มนัญญา’ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘รมช.มนัญญา’ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (naewna.com)

'รมช.มนัญญา'ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่

‘รมช.มนัญญา’ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.18 น.

“รมช.มนัญญา”ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร แหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานและฟังการกล่าวรายงานผลการดำเนินงานของศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เริ่มจัดทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งเป็นความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเป็นการสนับสนุนปีการท่องเที่ยว (Amazing Thailand) จากการที่กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานภาครัฐ ที่มีศูนย์วิจัยกระจายอยู่ในจังหวัดและภูมิภาคต่างๆ และมีสถานที่ตั้งอยู่ในแหล่งธรรมชาติ ซึ่งมีพื้นที่ในการศึกษาวิจัยและพัฒนาแปลงการผลิตพืช ขยายพันธุ์ การอารักขาพืช การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร แปลงต้นแบบการผลิตพืชทฤษฎีใหม่ รวมถึงแปลงรวบรวมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชจำนวนมาก จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ความรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจรแก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ได้รับคัดเลือกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานในส่วนภูมิภาคที่มีสถานที่สวยงาม มีกิจกรรมด้านการเกษตรที่น่าสนใจ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการจัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องพัก สถานที่จอดรถ  ถนน  ห้องน้ำ  ห้องอาหาร  ศาลาชมวิว เป็นต้น จุดเด่นของศูนย์ฯ คือมีดอกพญาเสือโคร่ง (ซากุระเมืองไทย) ที่งดงาม ซึ่งจะบานในช่วงเดือนมกราคม และมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวมากกว่าศูนย์อื่นๆ ถึง 290,000 คน (จำนวนนักท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2559-2563)

ทั้งนี้ กระแสการท่องเที่ยวของโลกในปัจจุบัน เป็นไปในลักษณะการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร จึงเป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบหนึ่งของไทยที่ทั่วโลกให้ความสนใจ การเกษตรมีความเกี่ยวข้องและผูกพันกับวิถีความเป็นอยู่ของคนไทย นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงและสัมผัสกับการเกษตรหลากหลายรูปแบบ ภูมิปัญญาและการพัฒนาด้านการเกษตรของไทย และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ให้คนไทยได้รู้จักการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร การท่องเที่ยวเกษตรสีเขียว แหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ และยังสามารถกระจายรายได้สู่ชุมชน เกษตรกรในพื้นที่รอบศูนย์วิจัยก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน  จากการมีรายได้จากการจ้างงานและการขายผลผลิตทางการเกษตร  เป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้มีการกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกรและชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมแปลงพันธุ์พืชในโครงการพระราชดำริ ของในหลวงรัชการที่ 9 ฟังการบรรยายการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งเพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูก ชมแปลงปลูกองุ่นพันธุ์จากอาร์เมเนีย ชมต้นไม้ทรงปลูกของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ชมสวนมะคาเดเมีย และร่วมปลูกต้นพญาเสือโคร่ง (ดอกซากุระมืองไทย)​ ด้วย

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรมีศูนย์วิจัยที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร จำนวน  22 แห่ง อยู่ในภาคเหนือ 10 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่ง ภาคใต้ 5 แห่ง ภาคตะวันออก 2 แห่ง และภาคกลาง 1 แห่ง ดังนี้ 1.ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย 2.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย (วาวี) 3.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ (ฝาง) 4.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน 5.ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) 6.ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (แม่จอนหลวง) 7.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ 8.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก (ดอยมูเซอ) 9.ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย (ท่าชัย) 10.ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย (ภูเรือ)

11.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเพชรบูรณ์ (เขาค้อ) 12.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย 13.ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี 14.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี 15.ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร 16.ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี 17.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ (ยางในช่อง) 18.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรภูเก็ต 19.ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ 20.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี 21.ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง และ 22.สถานีทดลองพืชสวนร่มเกล้า

คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้ (naewna.com)

คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

คิกออฟ! จ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 12.23 น.

คิกออฟจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.8 ล้านคน พร้อมกันทั่วประเทศวันนี้

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 11 ธันวาคม 2563 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานในพิธี “KICK OFF จ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา” ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง (ประกันยางพารา) ระยะที่ 2 ที่ว่าการอำเภอท้ายเหมือง จ.พังงา ให้กับตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางพาราใน จ.พังงา โดยมี นายบุญเติม เรณุมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และข้าราชการ เข้าร่วมในพิธี

สำหรับเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,834,087 ราย โดยแบ่งเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับ กยท. จำนวน 1,142,294 ราย เกษตรกรชาวสวนยางที่แจ้งพื้นที่ปลูกกับ กยท. จำนวน 419,060 ราย และคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. จำนวน 272,733 ราย การจ่ายเงินส่วนต่างจะแบ่งออกเป็น 6 งวด เดือนละงวด ต.ค. – มี.ค.โดยจะเริ่มจ่ายงวดแรกในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภายหลังจากที่ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ระยะที่ 2 กยท.ได้ประสานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง โดยงวดแรกจะจ่ายพร้อมกันในวันที่ 11 ธ.ค.63 นี้ เป็นการจ่ายตรงผ่านบัญชี ธ.ก.ส.เจ้าของสวนยางและคนกรีดยางที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 1 ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คือขึ้นทะเบียนก่อน 12 ส.ค.62 จะได้รับเงินงวดแรกในวันที่ 11 ธ.ค.นี้

ส่วนเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.62 แต่ไม่เกิน 15 พ.ค.63  กยท.ได้ตรวจสอบและส่งข้อมูลการจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้ตามโครงการฯ ให้กับ ธ.ก.ส.แล้ว เพื่อดำเนินการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในรอบถัดไป

โดยเงื่อนไข ต้องเป็นสวนยางพาราอายุ 7 ปีขึ้นไป ที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้ หากเจ้าของสวนกรีดเองจะได้รับส่วนต่างประกันรายได้ทั้งจำนวน กรณีจ้างกรีดยาง เจ้าของสวนยางจะได้ 60% และคนกรีดจะได้ 40% ของรายได้ทั้งหมด

“วัตถุประสงค์ของโครงการเป็นการประกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในช่วงที่ราคายางมีความผันผวน โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางทุกกลุ่ม กรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 10,042 ล้านบาท โดยในเดือน ธ.ค.จะจ่ายพร้อมกันสองงวด คืองวดเดือน ต.ค.และ พ.ย.ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกร” นายณกรณ์ กล่าว

ด้าน นายวิรัตน์ หนูแป้น อายุ 59 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพารา ต.บางวัน อ.คุระบุรี จ.พังงา กล่าวว่า เงินส่วนต่างจากการประกันราคายางที่ได้จากรัฐบาล ตนก็จะนำไปซื้อปุ๋ย ซื้อยาฉีดวัชพืช ก็ถือว่าเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายได้บางส่วน

ทั้งนี้ นายวิรัตน์ และครอบครัวทำสวนยางพารา มา 30 กว่าปี จำนวน 50 ไร่ เป็นการทำยางก้อนถ้วย และเมื่อ ปี 2550 ก็เริ่มทำสวนผลไม้ ทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียนและสะตอ ควบคู่ไปกับการทำสวนยางพารา

“ปลูกยางอย่างเดียวไม่พอกิน ต้องทำสวนผลไม้ ผสมผสาน ในช่วงที่กรีดยางไม่ได้ ก็เป็นช่วงที่ ผลไม้ เงาะ มังคุด ทุเรียนออกพอดี ตนก็ขายผลไม้ ขายสะตอ หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป ถ้าไม่มีสวนผลไม้ก็อยู่ไม่ได้ เพราะราคายางพาราตกต่ำมาหลายปี แต่ช่วงนี้ราคายางดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดีมาก ถ้าตนไม่กรีดยางพาราเอง เงินก็คงไม่เหลือ” นายวิรัตน์ กล่าว

ขณะที่ พัชลี ศรีเพชร เกษตรกรชาวสวนยางพารา ต.บางทอง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา วัย 47 ปี กล่าวว่า ในหมู่บ้านบางทองเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกยางพาราและปาล์ม สำหรับตนทำสวนยางพาราจำนวน 10 ไร่ และทำน้ำยางก้อนถ้วย ซึ่งตอนนี้ราคาขายอยู่ประมาณ 19 บาท ตนได้ รับเงินส่วนต่างมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้มาก คงจะนำไปใช้จ่ายในครัวเรือน

ทั้งนี้ การจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 งวดแรกประจำเดือน ต.ค.63 จะใช้กำหนดราคายางพาราอ้างอิงย้อนหลัง 60 วัน คือตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. – 23 พ.ย.63 โดยราคายางแผ่นดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 62.62 บาท/กก. ราคาน้ำยางสดอยู่ที่ 52.86 บาท/กก. ชดเชย 4.14 บาท/กก. และราคายางก้อนถ้วย (DRC 50%) อยู่ที่ 19.09 บาท/กก. ชดเชย 3.19 บาท/กก. โดยประกันรายได้ตามการผลิตแต่ละประเภท ได้แก่ ยางพาราแผ่นดิบคุณภาพดี ประกันราคา 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ประกันราคา 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ประกันราคา 23 บาท/กิโลกรัม โดยจะมีการประกาศราคากลางอ้างอิงทุกเดือน

เปิดโครงการ ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เปิดโครงการ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’ (naewna.com)

เปิดโครงการ‘ส่งความสุขปีใหม่ จากใจสินค้าสหกรณ์’

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2564 ว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลผลิตการเกษตรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นวัตถุดิบ พัฒนาต่อยอดโดยการแปรรูป เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายทั้งผลผลิตประเภทพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร สินค้าประมงและปศุสัตว์ ก่อนจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เน้นการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าการเกษตรหลากหลายประเภท เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตการเกษตร คำนึงถึงความต้องการของตลาด ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตสินค้า เพื่อให้สินค้านั้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน คำนึงถึงความปลอดภัยของ
ผู้บริโภคเป็นหลัก ทั้งยังส่งเสริมให้รวมกลุ่มผลิตสินค้าเป็นกลุ่มอาชีพ กลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มสตรีสหกรณ์ เพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน และช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 นับเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศหลากหลายชนิด ทั้งอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผ้า เครื่องจักสานและงานหัตถกรรม ได้นำผลิตภัณฑ์และสินค้าของชุมชนจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากทุกจังหวัดทั่วประเทศมานำเสนอและจัดวางในรูปแบบของกระเช้าของขวัญปีใหม่

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดต่างๆ โดยเริ่มดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 18 แล้ว ซึ่งสินค้าทุกชนิดที่จะนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญมาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์ เพื่อจำหน่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทร.มาสั่งจองและเลือกซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ และในปี 2563 ที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายประมาณ 1.2 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่ขายดีเป็นที่นิยมนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ อาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป ขนมที่ทำจากธัญพืชและสมุนไพรสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 0-2628-5512 หรือ 06-5524-1124 กรมฯ มีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

สศท.9 เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สศท.9เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา (naewna.com)

สศท.9เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบร่วงยางพารา

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมชาย คังคะมณี รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ระบาดของโรคใบร่วงยางพาราที่เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. พบการระบาดครั้งแรกในอินโดนีเซียปี 2559 และเมื่อปี 2562 เริ่มแพร่ระบาดในประเทศมาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา และไทย ซึ่งโรคดังกล่าวระบาดโดยลมและฝน ต้องการน้ำเพื่อการขยายพันธุ์ จึงระบาดได้ดีในสภาพอากาศเย็น ฝนตกชุก ความชื้นสูง สำหรับประเทศไทย (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยยางพารา ณ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563) พบการระบาด 14 จังหวัดภาคใต้ รวมพื้นที่เสียหายประมาณ 357,662 ไร่ โดยจังหวัดที่มีพื้นที่ระบาดมากที่สุด 4 อันดับแรก เป็นเขตภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ นราธิวาส 279,315 ไร่ ยะลา 55,180 ไร่ สงขลา 5,950 ไร่ และปัตตานี 4,770 ไร่ ซึ่งโรคใบร่วงยางพาราชนิดนี้ทำให้ต้นยางพาราเกิดใบร่วงอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิต ซึ่งขณะนี้จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ นราธิวาส ประกอบกับช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนเกษตรกรจึงกรีดยางได้น้อยลงสศท.9 ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลปริมาณการผลิตยางพาราและติดตามสถานการณ์ดังกล่าว ในจ.สงขลาซึ่งมีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1,963,305 ไร่ พบการระบาด 5,950 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.35 ของเนื้อที่กรีดยางได้ในจังหวัด 1,704,760 ไร่ โดยอำเภอที่พบการระบาดมากที่สุด 3 อำเภอแรกได้แก่ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย มีการระบาดในทุกพันธุ์ยางที่ปลูก คือ พันธุ์ RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และพันธุ์ PB 311

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจติดตามสถานการณ์ระบาดของโรคในเขตภาคใต้ตอนล่างอย่างเร่งด่วน พร้อมเก็บตัวอย่างใบ เพื่อนำมาวินิจฉัยเชื้อหาสาเหตุที่แน่ชัด โดยนำสารเคมีที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดเชื้อราชนิดนี้มาทดสอบในห้องปฏิบัติการ เช่น คาร์เบนดาซิม โพรพิโคนาโซล เฮกซะโคนาโซล โพรพิโคนาโซลผสมกับไดฟีโนโคนาโซล ซึ่งได้ผลลัพธ์ดี และขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลไปทดสอบในแปลงจริงร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะใช้ทั้งอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และเครื่องยนต์พ่นสารแบบแรงดันน้ำสูงชนิดลากสายในการฉีดพ่น ทั้งนี้ สศท.9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญและให้ความร่วมมือแก้ปัญหาโรคดังกล่าว โดยต้นยางที่มีอายุมากขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก ซึ่งอาการใบร่วงจากเชื้อรานี้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตน้ำยาง เนื่องจากมีใบร่วงมากกว่าร้อยละ 90 จึงเป็นเหตุให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 30- 50 โดยเบื้องต้นเกษตรกรสามารถสังเกตอาการของโรคใบร่วงได้ด้วยตนเอง ซึ่งใบยางพาราโดยเฉพาะใบแก่จะมีลักษณะเป็นรอยช้ำเป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ จากนั้นจะแสดงอาการเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะแห้งตาย เป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้น ใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด ซึ่งอาการโรครุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน หากเกษตรกรสงสัยว่ายางพาราที่ปลูกเป็นโรคดังกล่าวให้รีบติดต่อ กยท. ในพื้นที่เพื่อเข้าตรวจสอบ วินิจฉัยโรค และหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ (naewna.com)

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : องค์กรผู้ใช้น้ำฟันเฟืองแก้ปัญหาน้ำ

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นหนึ่งในกฎหมายลำดับรอง หรือกฎหมายลูก ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ขณะนี้ี้อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในลำดับต่อไป

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เล่าให้ฟังว่า กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ เป็นกฎหมายลำดับรองฉบับที่ 2 จากทั้งหมด 23 ฉบับ 18 มาตรา ที่สทนช.ได้ดำเนินการจัดทำและยกร่างกฎหมายลำดับรอง (เฉพาะมาตราเร่งด่วน) ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ดังกล่าว ต่อจากร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ….. ได้ผ่านความเห็นชอบจากครม. แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ จะมีความสัมพันธ์กับ พระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ ที่กำหนดลุ่มน้ำของประเทศไทยใหม่จาก 25 ลุ่มน้ำเป็น 22 ลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ต้องการให้ภาคประชาชนมาบูรณาการการทำงานเพื่อให้ขับเคลื่อนภารกิจด้านน้ำไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติ มีความสมดุลและยั่งยืน

องค์กรผู้ใช้น้ำ คือ กลุ่มบุคคลซึ่งใช้น้ำบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน มีสิทธิ์รวมตัวกันจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อประโยชน์ร่วมกันเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิกขององค์กรผู้ใช้น้ำ

องค์กรผู้ใช้น้ำจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพราะองค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าใจปัญหาน้ำและแนวทางแก้ไขในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ปัจจุบันแม้หน่วยงานด้านน้ำหลายหน่วยงานมีการจัดตั้งองค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และยังมีไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้น เมื่อกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ มีผลบังคับใช้เมื่อไร องค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือ จะร่วมกลุ่มกันจัดตั้งขึ้นมาใหม่ก็ได้ ควรจะมายื่นขอจดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำที่ถูกต้องตามกฎหมาย

เนื่องจากองค์กรผู้ใช้น้ำ จะเป็นช่องทางสำคัญในการออกเสียงเสนอแนะ แสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ และนำเสนอโครงการต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำได้โดยตรง ตลอดจนร่วมกันหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ไกล่เกลี่ยแก้ปัญหาร่วมกัน กรณีเกิดข้อขัดแย้งระหว่างพื้นที่ลุ่มน้ำ ดังนั้น องค์กรผู้ใช้น้ำจึงจัดเป็นฟันเฟืองสำคัญในการมีส่วนช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับชาติ คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ระดับลุ่มน้ำ คือ คณะกรรมการลุ่มน้ำ และ ระดับพื้นที่ คือ องค์กรผู้ใช้น้ำ ซึ่งตัวแทนขององค์กรผู้ใช้น้ำจะเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำ และตัวแทนของคณะกรรมการลุ่มน้ำก็จะถูก
คัดเลือกเข้าไปเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติด้วย

ปัญหาเกี่ยวกับน้ำในระดับรากหญ้าหรือระดับพื้นที่ จะถูกสะท้อนขึ้นไปสู่ระดับกรรมการลุ่มน้ำและระดับชาติตามลำดับ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาก็จะตรงจุด มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรือ อาจจะเรียกว่า “เกาถูกที่คัน”

รัฐศักดิ์ พลสิงห์