‘รมช.ประภัตร’ สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘รมช.ประภัตร’สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา (naewna.com)

'รมช.ประภัตร'สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา

‘รมช.ประภัตร’สั่งสำรวจความเสียหายพื้นที่น้ำท่วมใต้ วางมาตรการเยียวยา

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา ถือว่าหนักสุดในรอบ 50 ปี โดยเฉพาะที่ จ.นครศรีธรรมราช ที่ถือว่าท่วมค่อนข้างหนัก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้น ตนได้กำชับทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ เร่งรัดในการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ที่ตนกำกับดูแล ได้สั่งการให้เข้าไปช่วยเหลือเรื่องอาหารสัตว์ และหน่วยสัตวแพทย์ เข้าไปช่วยเหลือประชาชน ผู้เลี้ยงสัตว์ แล้วบางส่วน

ส่วนเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาภายหลังน้ำลด กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนทันทีภายหลังน้ำลด โดยสถานการณ์ขณะนี้น้ำยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขังใน 5 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง และสงขลา ระดับน้ำลดลงทุกจังหวัด โดยกรมชลประทานได้ร่วมกับหน่วยทหาร จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและคลี่คลายสถานการณ์ โดยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมให้เร็วที่สุด

ทั้งนี้ จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก และวาตภัย รวม 11 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 101 อำเภอ 560 ตำบล 4,130 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 555,194 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 24 ราย (สุราษฎร์ธานี 2 ราย นครศรีธรรมราช 19 ราย ตรัง 1 ราย และสงขลา 2 ราย) ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมใน 5 จังหวัด 44 อำเภอ 231 ตำบล 1,492 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 282,691 ครัวเรือน ส่วนความเสียหายด้สนการเกษตรฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย เพื่อ วางมาตราการในการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรต่อไป

“เบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯ ผมได้คุยกันแล้ว และได้กำชับเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหายทันทีภายหลังน้ำลด เพื่อหาทางช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรให้เร็วที่สุด ให้สรุปตัวเลขมาที่กระทรวงว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเบื้องต้นคงจะให้ทางจังหวัดช่วยเหลือตามกรอบการช่วยเหลือไปก่อน ส่วนอะไรที่นอกเหนือก็จะส่งมายังส่วนกลางเพื่อ หาทางช่วยเหลือเยียวยาต่อไป คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมหารือในเรื่องนี้ว่าจะช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร” นายประภัตร กล่าว

‘มนัญญา’ เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มนัญญา’เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม (naewna.com)

'มนัญญา'เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม

‘มนัญญา’เยี่ยมเกษตรกรกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ดันต่อยอดผ้าทอฝ้ายแกมไหม

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.09 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจำหน่ายรัง ในพื้นที่ชุมชน 4 สปก.อุทัยธานี และพบปะรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม ส.ป.ก.เป็นต้น ณ อาคารเอนกประสงค์ ส.ป.ก.บ้านร่องตาที ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งพื้นที่ทำการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นพื้นที่ในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ที่ ส.ป.ก.ได้ดำเนินการนำที่ดินแปลงว่าง เนื้อที่ประมาณ 3,000 กว่าไร่ โดยให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในรูปแบบแปลงรวมผ่านกระบวนการสหกรณ์ โดยสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ขอเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก.เนื้อที่ประมาณ 2,423-0-84 ไร่ และจัดให้สมาชิก 369 ราย ครอบคลุมพื้นที่หมู่ที่ 4 , 6 และ 8 ต.ระบำ และหมู่ที่ 7 และ 10 ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร เช่น ปลูกผัก ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และมันสำปะหลัง โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม และ ส.ป.ก.ได้ส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่โครงการ คทช.อาทิ การพัฒนาต่อยอดหม่อนไหม เป็นผ้าทอฝ้ายแกมไหม และย้อมสีธรรมชาติเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ packaging และเป็นตัวกลางในการกระจายสินค้าไปสู่ตลาด ตลอดจนเชื่อมโยงกับเครือข่ายสหกรณ์ ซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ต่อไป

สำหรับสมาชิกกลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ชุมชน 4 มีสมาชิกจำนวน 53 ราย กลุ่มทอผ้าและทำเสื่อกก 20 ราย สหกรณ์มีแผนที่จะส่งเสริมการทอผ้าและทำเสื่อกก โดยจะดำเนินการจัดตั้งกลุ่มอาชีพเพื่อต่อยอดให้สามารถทำเป็นอาชีพหลักได้ เนื่องจากมีความมั่นคงในอาชีพ  มีตลาดรองรับที่แน่นอน ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 22 วัน สามารถสร้างรายได้ประมาณ 9,000 – 14,000 บาท อย่างไรก็ตาม อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นับเป็นอีกอาชีพสำคัญที่เป็นทางเลือกให้เกษตรกรไทยในการสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน จึงควรมีการส่งเสริม สนับสนุน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน

ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท (naewna.com)

ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท

ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.11 น.

10 ธันวาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ของชาวนาใน จ.กาฬสินธุ์ และนำผลผลิตเมล็ดข้าวเปลือกไปขายตามลานรับซื้อ พบว่าบรรยากาศเริ่มดีขึ้น หลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ตั้งแต่เปิดตลาดรับซื้อข้าวเปลือกปี 2563 เป็นต้นมา โดยลานรับซื้อให้ราคาเพียงตันละ 6,000-7,000 บาท หรือ ก.ก.ละ 6-7 บาทเท่านั้น ซึ่งทำให้ชาวนาประสบปัญหาขายข้าวขาดทุน  ส่งผลให้ชาวนาในรายที่ยังไม่ได้นำข้าวไปขาย ทำการตากผึ่งแดดและชะลอการขาย ไว้ก่อน จึงส่งผลสืบเนื่องมาถึงสัปดาห์นี้มีการปรับราคารับซื้อข้าวสูงขึ้นอีกตันละ 5,000 บาท หรือ ก.ก.ละ 5 บาท

นายชัยศรี ภูเด่นใส อายุ 61 ปี บ้านศรีสุข ต.ศรีสุข อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า  ตนนำข้าวเปลือกมาขายที่ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์เป็นประจำ ซึ่งในครั้งนี้นำข้าวเจ้าหอมมะลิมาขาย โดยเป็นข้าวสด เพราะไม่มีสถานที่ตาก และเห็นว่าราคาสูงขึ้นจากตันละ 8,000 บาท เป็นตันละประมาณ 10,000 บาท หลังจากตรวจคุณภาพเมล็ดข้าวแล้ว ตนได้ราคาตันละ 10,300 บาท ถึงแม้จะได้ราคาต่ำกว่าปีที่ผ่านมาก็พอจะยิ้มได้ เพราะเป็นราคาที่พอใจ และถึงแม้จะไม่ได้กำไรมากแต่ก็ไม่ขาดทุน  ทั้งนี้ หากเป็นข้าวแห้งก็จะได้ราคาดีกว่านี้ จากการสอบถามทราบว่าราคาข้าวแห้งสูงกล่าข้าวสด ถึงตันละ 12,000-12,500 บาททีเดียว ถือเสียว่าเป็นการสำรวจราคา  ซึ่งครั้งต่อไปตนก็จะข้าวตากให้เมล็ดแห้งก่อนนำมาขาย เพื่อที่จะขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น

ด้านนายธนาพล ธรรมโนขจิต ผู้จัดการตลาดกลางข้าวและพืชไร่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์กล่าวว่า ผลพวงจากการที่ชาวนาชะลอการขาย โดยนำเมล็ดข้าวที่ได้จากการเกี่ยวสดไปทำการตากให้แห้งก่อนที่จะนำมาขาย ซึ่งเป็นการชะลอขายไปในตัวนั้น ได้ส่งผลดีให้ราคารับซื้อข้าวเปลือกเหนียวและข้าวเจ้าหอมมะลิ มีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเริ่มต้นรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกนาปี 2563 ที่ผ่านมา จากราคาข้าวเหนียว กข. 6 ราคาตันละ 6,000 บาท สัปดาห์ต่อมามีการปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นตันละ 8,500 บาท และปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 10,500-11,000 บาท  ขณะที่ข้าวเจ้าหอมมะลิ จากตันละ 8,000 บาท ปัจจุบันตันละ 12,000-12,500 บาท

นายธนาพลกล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม ราคารับซื้อผลผลิตข้าวนาปี ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้าในปีนี้ ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้มีสาเหตุจากนายทุนลักลอบนำข้าวเปลือกและข้าวสารจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคุณภาพและราคาต่ำเข้ามาขายในประเทศไทย โดยพ่อค้าคนกลางได้รับซื้อและนำมาปลอมปนจำหน่าย ทำให้ราคาข้าวของชาวนาไทยที่ราคาขยับขึ้นสูงตกต่ำลง ส่งผลต่อเนื่องถึงบรรยากาศการรับซื้อผลผลิตข้างฤดูกาลนี้ที่ราคายังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา จึงเป็นปัญหาที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีมาตรการห้ามเด็ดขาด ไม่ให้เกิดเหตุการณ์นำข้าวจากเพื่อนบ้านลักลอบเข้ามาอีก เพราะจะกระทบถึงราคาข้าวของชาวนาไทยดังกล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 10 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เดือนก่อนคณะเจ้าหน้าที่แอปเตอร์รวมทั้งผม พากันไปนั่งห้องประชุมเพื่อพูดคุยกับคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรของเมียนมาทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งวิธีการนี้ทุกวันนี้ได้กลายเป็นช่องทางที่สำคัญในการติดต่อพบปะสื่อสารไปเสียแล้วในยุคนิว นอร์มอล ความจริงการใช้วิธีนี้ยังมีอีกหลายรายการสำหรับพวกเรา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานอินเตอร์ทั้งหลาย แต่วันนี้ขอเล่าเฉพาะเกี่ยวกับที่ได้พูดคุยกับทางเมียนมาก่อน

ผมรวมทั้งทีมงานแอปเตอร์ เรามีความคุ้นเคยกับหัวหน้าทีมพูดคุย คือ รองอธิบดีกรมเกษตรเมียนมาท่านนี้ดีมากเนื่องจากแกเป็นคณะมนตรีแอปเตอร์มาตั้งแต่ตอนที่ผมเริ่มเข้ามาเป็นผู้บริหารแอปเตอร์ อีกทั้งผมก็ได้เคยเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับประเทศเมียนมา รวมทั้งตัวแกมาหลายครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากตั้งแต่ที่แกมาเป็นสมาชิกคณะมนตรีแอปเตอร์ แกมีกิจกรรมมากมายที่ทำให้พวกเราต้องเดินทางไปเมียนมาเกือบจะทุกไตรมาสในระยะ 2-3 ปีมานี้ ยกเว้นช่วงปี 2020 เท่านั้นแหละที่เจ้าโควิค-19 ได้มาเป็นอุปสรรคขวากหนามที่กั้นมิให้คนของแอปเตอร์เดินทางไปไหนมาไหนได้ และเหตุที่ต้องมานั่งคุยกันทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ครานี้ ก็สืบเนื่องจากว่า ท่านรองอธิบดีแกต้องการกล่าวคำอำลากับพวกเรา เพราะว่าถึงอายุขัยต้องเกษียณลาจากการรับใช้ชาติ ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด แต่โดยเหตุที่แกมีความผูกพันกับพวกเรามาก จึงขออนุญาตจัดรายการพูดคุยกล่าวคำอำลากับพวกเราเป็นกรณีพิเศษ

ก่อนถึงเรื่องพูดคุย ขออนุญาตบอกเล่าก่อนครับว่า อายุการเกษียณราชการเมียนมาคือ 60 ปี เหมือนข้าราชการไทย แต่ที่ต่างกันคือ เขาเกษียณตามอายุครับ หมายถึง เมื่ออายุครบ 60 ปีวันไหนก็เกษียณวันนั้นเลย ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 30 กันยายน หรือสิ้นปีงบประมาณ เหมือนกับข้าราชการไทย อันนี้ก็เหมือนกันกับหลายๆประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ดังนั้นในประเทศเหล่านี้จึงไม่มีฤดูกาลเกษียณอายุ แต่ค่อยๆ ทยอยเกษียณกันตามวันครบอายุ ซึ่งจะว่าไปก็ดีนะ เพราะไม่ต้องเกิดโกลาหลในการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งพร้อมๆ กันในคราวเดียว หรือไม่ต้องเกิดฤดูกาลชะงักงันในการสานต่องาน หรือ การเดินทางร่ำลาเพื่อนร่วมงานในต่างจังหวัดกันครึกโครม สวนกันไปมา เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ท่านรองอธิบดีท่านไม่ได้มานั่งหน้าจอมอนิเตอร์เพื่อพูดคุยกับพวกเราเพียงคนเดียว หากแต่ยังได้เชิญเจ้าหน้ากรมเกษตรระดับสูงมานั่งร่วมด้วยหลายคน ได้แก่ ผอ.กองต่างๆ ที่หลายคนผมก็รู้จักดี อีกทั้งบางคนที่อยู่ต่างสถานที่ในเมียนมา ก็จะมีจอมอนิเตอร์เพิ่มอีกต่างหาก ดูเหมือนการประชุมที่มีจอหลายๆ จอแสดงภาพของ
ผู้เข้าร่วมทุกคน เสมือนกับการจัดประชุมวีดีโอคอนเฟอเรนซ์อย่างไรอย่างนั้น ทันสมัยไม่เบาเลย การพูดคุยเริ่มจากท่านรองอธิบดีขอให้ผมกล่าวเป็นคนแรก ซึ่งจะว่าไป ผมเองก็ไม่ได้มีการเตรียมเอกสารหรือหัวข้อที่จะพูดมาล่วงหน้าเหมือนกับทุกครั้ง ก็เลยต้องว่ากลอนสด ในเชิงอวยพรแกไปให้มีความสุขหลังการทำงานภาครัฐบาล ทั้งนี้ โดยไม่ลืมที่จะยกย่องสรรเสริญแก ในฐานะผู้นำร่องบุกเบิก ให้มีการขอข้าวไปช่วยเหลือด้านความมั่นคงทางอาหารในเมียนมา เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะก่อนหน้านั้น เมียนมาไม่มีกิจกรรมใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับแอปเตอร์มาก่อนเลย ได้แต่บริจาคเงินตามข้อตกลงให้แอปเตอร์ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะทางเมียนมายังไม่เข้าใจในกลไกการทำงานของแอปเตอร์อย่างแท้จริง พอท่านรองอธิบดีท่านนี้เข้ามาเป็นสมาชิกคณะมนตรีแอปเตอร์ แกก็เลยเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เลยมีกิจกรรมการบริจาคและแจกจ่ายข้าว ซึ่งทำให้ผมต้องเดินทางเข้าออกเมียนมาเป็นว่าเล่น ในระยะ 2-3 ปีมานี้ พูดแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่า ในประเทศเมียนมา มีอยู่ด้วยกัน 14 รัฐ/เขต ผมได้ไปมาแล้วถึง 12 รัฐ/เขต ขาดอยู่เพียง 2 รัฐเท่านั้นที่ยังไม่เคยไป คือ Shin state และ Kaya state

นอกจากผมจะได้กล่าวอวยพรแก่ท่านรองอธิบดีแล้ว พวกเราอีกหลายคนก็ได้กล่าวอวยพรให้กับแกด้วย รวมทั้งฝ่ายแกที่นั่งหน้าจอในเมียนมาก็ได้มีการกล่าวสลับกันไปเช่นกัน บรรยากาศก็คล้ายๆ กับวันที่ผมเกษียณซึ่งผ่านมาแล้วถึง 5 ปี คงใจหายไม่น้อยที่ต้องเลิกจากการทำงานที่อยู่มาจนตลอดชีวิตครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น ‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง ‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’ เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก (naewna.com)

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’  ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก

รายงานพิเศษ : อว.ยกย่องในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็น‘ผู้นำและปราชญ์ของโลก’ ตั้ง‘สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง’เผยแพร่ทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จัดนิทรรศการ “งานของพ่อ” นำเสนอหลักการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ภายใต้แนวความคิดและเทคนิควิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่สมเหตุสมผล และสามารถแก้ไขปัญหาก่อให้เกิดประโยชน์ได้จริง ตลอดจนมุ่งไปสู่วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ชั้น G อาคารจามจุรีสแควร์ สามย่าน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาชมนิทรรศการจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง โดยนิทรรศการชุดนี้จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.

ด้าน ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ได้กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ถ้าพูดถึงสิงคโปร์ เราจะนึกถึงลี กวน ยู ถ้าพูดถึงแอฟริกา เราจะนึกถึงเนลสัน แมนเดลา ถ้าพูดถึงจีนจะนึกถึงเหมา เจ๋อ ตุง สำหรับประเทศไทยก็คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอยู่เหนือการเมือง และท่านทำสิ่งที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญไทยที่เรียกว่า พระราชประศาสนศาสตร์ ที่ไม่ใช่พระราชกรณียกิจ หรือพระราชกุศล แต่เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับรัฐประศาสนศาสตร์ที่สามารถทรงงานได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่พระราชประศาสนศาสตร์ทำมาตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ สามารถทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เป็นแผนงานระยะยาวที่ประสบความสำเร็จ เช่น การพัฒนาป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนการปลูกป่าทดแทน ทำให้ประเทศไทยมีป่าที่มีคุณภาพอยู่ในระดับเดียวกับป่าอะเมซอน ที่มีเสือ มีช้าง มีนกเงือก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่า นี่คือพระราชประศาสนศาสตร์ของในหลวง รัชกาลที่ 9

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก โดยเฉพาะการคิดค้นทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่ท้าทายชาติตะวันตกและไม่เป็นทฤษฎีที่เป็นปฏิปักษ์กับใคร โดย อว.จะจัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา และมอบให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า เป็นหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ สถาบันนี้จะยกระดับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นสากล โดยเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษไปทั่วโลก เพื่อชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอดของมนุษย์และเป็นทฤษฎีทางเศรษฐกิจที่สามารถใช้ได้จริง ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า ทฤษฎีเศรษฐกิจของตะวันตกล้วนประสบปัญหาแทบทั้งสิ้น สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงของ อว. ขณะนี้ถือว่าได้เริ่มต้นนับหนึ่งแล้ว

“เวลาคิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์คนไทยจะไม่คิดแบบชาติตะวันตก คนไทยจะคิดถึงการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ล้วนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มองการณ์ไกลและทำเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแบบอย่างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ขัดขวางการเปลี่ยน มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยตลอด ทรงรักษาความภูมิใจในรากเหง้าของความเป็นชาติและความเป็นไทยมาโดยตลอด ผมดีใจที่ อว. ได้จัดนิทรรศการงานของพ่อ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คนที่เจริญคือคนที่จะต้องรู้จักความกตัญญู ไม่ใช่บอกว่ารู้จักเทคโนโลยี รู้ความก้าวหน้าของศาสตร์ต่างๆ แต่ไม่รู้จักความกตัญญูก็ถือว่าใช้ไม่ได้” ดร.เอนก กล่าว

ต่อคิวรับเงิน! ชาวนาขอบคุณ ‘ภาครัฐ’ วันนี้ยิ้มออก-มีเงินใช้หนี้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ต่อคิวรับเงิน! ชาวนาขอบคุณ’ภาครัฐ’ วันนี้ยิ้มออก-มีเงินใช้หนี้แล้ว (naewna.com)

ต่อคิวรับเงิน! ชาวนาขอบคุณ'ภาครัฐ' วันนี้ยิ้มออก-มีเงินใช้หนี้แล้ว

ต่อคิวรับเงิน! ชาวนาขอบคุณ’ภาครัฐ’ วันนี้ยิ้มออก-มีเงินใช้หนี้แล้ว

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.08 น.

ชาวนาเมืองช้างขอบคุณ’ลุงตู่’ ยิ้มออกแล้ว มีเงินใช้หนี้ หลังจากภาครัฐโอนเงินให้

9 ธันวาคม 2563 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุรินทร์ ได้พบเห็นชาวบ้านหรือเกษตรกร ในพื้นที่ อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ หลายร้อยคนยืนต่อแถวหน้าตู้เอทีเอ็มหลายแห่งเพื่อรอการกดเงินค่าเก็บเกี่ยวและเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่พึ่งอนุมัติเมื่อคืนที่ผ่านมาทำให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรต่างดีใจเป็นอย่างมาก

สมบัติ พิมพะ เกษตรกร กล่าวว่า ปีนี้ตนยอมรับว่าการทำนาค่อนข้างลำบากๆเพราะหลายพื้นที่ในภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ เกิดภัยแล้งเป็นอย่างมาก ทำให้ข้าวที่เกษตรกรหว่านเอาไว้เกิดล้มตายในหลายพื้นที่ พอมาถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็เจอพายุหลายลูกน้ำท่วมหนัก ข้าวที่ออกรวงก็เน่าเสีย ผลผลิตก็ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เกี่ยวปีนี้ยอมรับว่าขาดทุนเป็นอย่างมาก อย่าถามหาเลยกำไรไม่รู้ต้นทุนจะเหลือหรือเปล่า เป็นกรรมของเกษตรกรชาวนาเพราะข้าวปีนี้ได้น้อยกว่าปีที่ผ่านมาน้อยกว่าปกติ

เกษตรกรชาวนาก็รู้สึกท้อใจเหนื่อยล้าต้องแบก ทั้งต้นทุนและหนี้สินอีกอย่างก็ต้องรอแต่สภาวะอากาศแต่ก็ยังดีที่ภาครัฐมีเงินช่วยเหลือและอุดหนุนลงมาทำให้ชาวนาเกษตรกรมีขวัญกำลังใจดีขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนปีที่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังดีที่ภาครัฐให้การช่วยเหลือและมีเงินอุดหนุนเกษตรกร อย่างน้อยๆเกษตรกรชาวนาก็ได้เงินส่วนนี้มาจับจ่ายใช้หนี้ใช้สินที่เคยกู้ยืมเข้ามาลงทุนทำการเกษตรถึงจะไม่มากแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้และก็ยังได้เงินมาแบ่งเบาได้บ้าง

นายสมบัติ พิมพะ ยังกล่าวอีกว่า ตนเดินทางมาจากอำเภอศีขรภูมิ เดินทางมาแต่เช้าเพื่อจะมากดเงินที่ภาครัฐโอนเข้าให้เพื่อจะเอาไปซื้อนม กับข้าวและจะเอาไปใช้หนี้ แต่เนื่องด้วยในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิทุกตู้ทุกธนาคารเต็มไปด้วยเกษตรกรชาวนามายืนต่อคิวรอกันมากมายเพื่อกดเงินตนเองจึงขับรถเป็นระยะทาง 20 กิโลเมตรเพื่อมากดเงินที่อีกอำเภอคืออำเภอศรีณรงค์แต่ก็เต็มด้วยชาวนาและเกษตรกรมาเรียงคิวเพื่อกดเงินกันมากมายเช่นกัน ยากจะขอขอบพระคุณลุงตู่ และภาครัฐที่มีเงินสนับสนุนและเงินช่วยเหลือแบบนี้มาช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา

กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ 2.2 หมื่นล้านช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด (naewna.com)

กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด

กระทรวงเกษตรฯ โชว์ผลงานหมูไทยปลอดโรคASF ส่งออกทะลุ2.2หมื่นล้านช่วงโควิด

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.28 น.

9 ธันวาคม 2563 น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปรุความ เปิดเผยว่า ไทยถือเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในระดับโลกด้านสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยในอาหาร (Food Safety) ซื่งกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ทำให้สินค้าปศุสัตว์ไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลก 

โดยเฉพาะความสำเร็จที่ไทยสามารถป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF โรคร้ายแรงในสุกรที่สร้างความเสียหายให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรหลายประเทศ แต่ไทยยังคงสถานะ “ปลอดโรค ASF” มานานกว่า 2 ปี จนเป็นไข่แดงเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ จุดนี้ทำให้สุกรไทยเป็นที่สนใจของตลาดต่างประเทศ ที่ต้องการนำเข้าสุกรจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ที่ปลอดโรค ปลอดสารตกค้าง ปลอดภัย เพื่อป้อนผู้บริโภคของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เกิดการระบาดของโรค ASF ทำให้ปริมาณผลผลิตในประเทศลดลง ราคาสุกรมีชีวิตสูงขึ้น

“โดยล่าสุดมีข่าวดีจากภาคผู้ผลิตสุกร ที่ได้ลงนาม MOU การส่งออกสุกรมีชีวิตไปต่างประเทศ ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว ความสำเร็จดังกล่าวนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่น จนสามารถป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร และสร้างโอกาสในการส่งออกเฉพาะในปี พ.ศ. 2563 ส่งออกสุกรมีชีวิตจำนวนมากกว่า 2.2 ล้านตัว รวมถึงเนื้อและผลิตภัณฑ์สุกร มีปริมาณมากกว่า 54,000 ตัน มีมูลค่าทะลุ 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆมา”

น.สพ.สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ASF และโรคอื่นๆ ในสุกร เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่ กรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่ระดมสรรพกำลังทั้งเฝ้าระวัง ป้องกัน และให้ความรู้ โดยเน้นย้ำเกษตรกรให้ดูแลสุขภาพสุกรเป็นพิเศษ มีการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity system) ในระดับสูงสุด ตามมาตรการควบคุมโรคติดต่อในสุกรของกรมปศุสัตว์ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งที่ผ่านมาผู้ผลิตสุกรและเกษตรกรต่างให้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ ในการป้องกันโรคตามหลัก “ป้องกันไว้ดีกว่าแก้” ขณะเดียวกัน ทั้งภาครัฐ สมาคมผู้เลี้ยงสุกร ภาคเอกชน และเกษตรกร ยังคงบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศเป็นหลัก 

สำหรับปริมาณการผลิตสุกรขุนของไทยในปัจจุบัน อธิบดีกรมปศุตว์ กล่าวว่า อยู่ที่ 55,000 ตัวต่อวัน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 50,000 ตัวต่อวัน การผลิตจึงเพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ สำหรับผลผลิตส่วนที่เกินจากการบริโภคนั้น จะทำการส่งออกในรูปแบบสุกรขุน สุกรพันธุ์ ลูกสุกร ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ โดยมีคณะกรรมการดูแล ประกอบด้วย 5 หน่วยงานคือ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมพัฒนาธุรกิจสุกรไทย และสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด)  

“ผู้บริโภคจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนสุกรภายในประเทศ ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงก็ไม่ต้องกังวลว่าปริมาณภายในจะเหลือจนส่งผลกระทบต่อภาวะราคาเช่นกัน” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ด้าน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ความสำเร็จในการสร้างผลผลิตสุกรให้เพียงพอกับคนไทย และยังเป็นสินค้าปศุสัตว์ที่บุกตลาดต่างประเทศ นำรายได้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“ภายใต้ความมุ่งมั่นของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหารมาตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกัน ไทยยังมีชื่อเสียงทั้งด้านการป้องกันโรคในคนและโรคในสัตว์ติดระดับโลก ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี การผลิตและการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะ “สุกร” สินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญและเป็นที่น่าจับตามอง จนกลายเป็น “สินค้าเรือธง” ในวิกฤตโควิด-19 ดังนั้น ปี 2563 นี้ จึงถือเป็นปีทองของหมูไทยอย่างแท้จริง” ดร.เฉลิมชัยกล่าวทิ้งท้าย

ส.ส.ภท. พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ‘เฉลิมชัย’ ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส.ส.ภท.พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ‘เฉลิมชัย’ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่ (naewna.com)

ส.ส.ภท.พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง 'เฉลิมชัย'ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่

ส.ส.ภท.พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ‘เฉลิมชัย’ยันพร้อมแก้ปัญหาทุกพื้นที่

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.24 น.

“ส.ส.ภูมิใจไทย”พาชาวบ้านบุกก.เกษตรฯ ทวงน้ำทำนาปรัง ขณะที่”รมว.เกษตรฯ”ยืนยันจะอยู่เคียงข้างพี่น้องเกษตรกร พร้อมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในทุกพื้นที่

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 9 ธันวาคม 2563 นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ได้พาประชาชนจาก อ.ท่าม่วง และ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี กว่า 100 คน เดินทางเข้าพบ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เพื่อทวงถามกรณีการห้ามทำนาปรังในช่วงฤดูแล้งนี้

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย ชี้แจงกับพี่น้องชาว จ.กาญจนบุรี ถึงความกังวลใจที่กรมชลประทานจะไม่สนับสนุนน้ำในการทำนาปรัง ว่า จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้บริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้งและไม่ให้ทำนาปรังนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จึงต้องทำตามมติ ครม.แต่จะต้องหาแนวทางในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรด้วย จึงต้องขอนำเรียนในเบื้องต้นว่า มติ ครม.ถือเป็นกฎหมายที่ต้องบังคับใช้ทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายกรมชลประทานหาวิธีการแก้ไข และต้องมีคำตอบให้พี่น้องเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ส่วนไหนที่สามารถดำเนินการได้จะให้ดำเนินการในทันที และให้จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้พร้อมสำหรับเข้าไปดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่

“อยากให้พี่น้องเกษตรกรแต่ละพื้นที่จัดเตรียมแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งจะมอบหมายให้กรมชลประทานเข้าไปช่วยเติมน้ำให้ และหากสามารถเพิ่มพื้นที่แหล่งกักเก็บน้ำได้ ก็จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการ นอกจากนี้ จะขอรับเอาข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากพี่น้องเกษตรกรเข้าไปหารือกับนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป จึงขอยืนยันกับพี่น้องเกษตรกรว่า เราจะทำให้ดีที่สุด เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องเกษตรกร” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สิ่งที่กรมชลประทานสามารถดำเนินการได้ในทันที คือ ในช่วงเวลานี้ยังมีแผนการส่งน้ำตามปกติ ตามแผนการส่งน้ำนาปี จึงขอให้เกษตรกรสำรองน้ำในพื้นที่ให้เต็มพิกัด ถ้าติดขัดอะไรจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลให้เรียบร้อย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีมาตรการต่างๆ เข้ามาช่วงเหลือ เช่น การส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือการส่งเสริมการทำประมงและการเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้ จะเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งได้

‘ม็อบสหกรณ์’ ทนไม่ไหว! บุกร้อง ‘รมช.มนัญญา’ ชะลอ 5 ร่างกฎกระทรวงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ม็อบสหกรณ์’ทนไม่ไหว! บุกร้อง’รมช.มนัญญา’ ชะลอ5ร่างกฎกกระทรวงใหม่ (naewna.com)

'ม็อบสหกรณ์'ทนไม่ไหว! บุกร้อง'รมช.มนัญญา' ชะลอ5ร่างกฎกกระทรวงใหม่

‘ม็อบสหกรณ์’ทนไม่ไหว! บุกร้อง’รมช.มนัญญา’ ชะลอ5ร่างกฎกกระทรวงใหม่

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.06 น.

“ม็อบสหกรณ์”ทนไม่ไหว! บุกร้อง”รมช.มนัญญา” ชะลอ5ร่างกกกระทรวงใหม่ โวยบีบการทำธุรกรรมของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนจนเดินต่อไม่ได้

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ผู้แทนสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กว่า 500 คน นำโดย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ 7 วิชาชีพ ไม่อาจนิ่งเฉยอีกต่อไปได้ จึงรวมตัวกัน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแสดงออกและยื่นข้อเรียกร้องต่อ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ให้ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ มารับแทน

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กับร่างกฎกระทรวงตามมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 และเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ตามมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ เพื่อกำหนดเกณฑ์การดำเนินงานและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จำนวน 12 ฉบับ โดยร่างกฎกระทรวง 7 ฉบับแรก สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับหลัง ยังอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ร่างกฎกระทรวงทั้ง 12 ฉบับดังกล่าว แม้จะผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแล้ว แต่กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มิได้ให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของขบวนการสหกรณ์และมิได้หยิบยกมาพิจารณาปรับปรุงร่างกฎกระทรวงเพื่อมิให้เกิดปัญหาหรืออุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ ยังคงยึดเอาความเห็นของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่เข้าใจระบบสหกรณ์และไม่มีหน้าที่รับผิดชอบหรือช่วยเหลือสหกรณ์

กฎกระทรวง 5 ฉบับหลังยังมีประเด็นสำคัญหลักๆ ที่สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไม่เห็นด้วยและจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานสหกรณ์หรือส่งผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์ ดังนี้

1.เงินกู้สามัญของสมาชิกต้องชำระคืนให้เสร็จภายใน 150 งวด (12.5 ปี) ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรกำหนดเป็นไม่เกิน 180 งวด (15 ปี) จะเหมาะสมและผ่อนคลายแก่สมาชิกมากกว่า

2.สมาชิกผู้กู้ต้องมีเงินได้รายเดือนหลังหักชำระหนี้ คงเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตลอดอายุสัญญา ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าเงินได้รายเดือนคงเหลือสุทธิควรยึดโยงกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

3.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนใช้เกณฑ์เดียวกับสหกรณ์ออมทรัพย์ในการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ทั้งที่บริบทของสมาชิกและการชำระหนี้ของสหกรณ์สองประเภทนี้แตกต่างกัน ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรใช้เกณฑ์เดียวกับสหกรณ์การเกษตร จะเหมาะสมมากกว่า

4.การไม่นำมูลค่าหุ้นของสมาชิกผู้กู้มาหักออกจากหนี้เงินต้นคงเหลือก่อนประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งขบวนการสหกรณ์มีความเห็นว่า ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เป็นการประมาณการความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูญ ดังนั้น จึงควรนำมูลค่าหุ้นมาหัก (ซึ่งสหกรณ์มีบุริมสิทธิพิเศษตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์) เพื่อลดยอดหนี้ (ยอดความเสี่ยง) คงเหลือก่อนประมาณ การค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญได้ เพราะไม่ได้หักหนี้กันจริง ๆ ที่ต้องมาพิจารณาว่าหุ้นเป็นทรัพย์สินของสมาชิกหรือเป็นทุนของสหกรณ์

5.การทยอยประมาณการค่าเผื่อการปรับมูลค่าที่ดินแทนการชำระหนี้รอขายไว้ในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จนกว่าที่ดินแทนการชำระหนี้จะมีมูลค่าร้อยละ 50 ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรตัดออก เพราะเมื่อกำหนดให้ตีราคาชำระหนี้ตามราคาประเมินของทางราชการหรือร้อยละ 70 ของราคาประเมินจากผู้ประเมินรับอนุญาตแล้ว ก็ไม่ควรประมาณการค่าเผื่อดังกล่าว อีกทั้งที่ดินมีแต่จะปรับเพิ่มมูลค่า

ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์ในอนาคตและเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหกรณ์ในฐานะผู้ปฏิบัติและผู้แบกรับภาระของสหกรณ์ไว้ ซึ่งไม่อาจจะนิ่งเฉยต่อไปได้อีก ในประเด็นดังต่อไปนี้

1.ขอรับทราบเนื้อหาของร่างกฎกระทรวงจำนวน 7 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จแล้ว

2.ขอให้ชะลอการพิจารณาร่างกฎกระทรวงจำนวน 5 ฉบับหลังไว้ และตั้งคณะทำงานร่วมจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและผู้แทนขบวนการสหกรณ์ เพื่อพิจารณาปรับปรุงในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

3. ขอให้ผู้แทนขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเข้าร่วมชี้แจงในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ในชั้นตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไปด้วย

หากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงเพิกเฉยต่อข้อเสนอแนะหรือข้อเรียกร้อง สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พร้อมที่จะยกระดับการเรียกร้องต่อไป

กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64 (naewna.com)

กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64

กรมปศุสัตว์จัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี64

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.22 น.

9 ธันวาคม 2563 นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ กำหนดจัดโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี พ.ศ.2564 ซึ่งประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่หนึ่ง กิจกรรมมอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง เป็นโครงการเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมัน ควบคุมประชากร และการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและสัตว์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2564

กิจกรรมที่สอง กิจกรรมเพิ่มพลังปีใหม่ โดยการเปิดสถานที่ให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่าย ซึ่งประกอบด้วย การจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปด้านปศุสัตว์จากเกษตรกรที่กรมปศุสัตว์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดเป็นอาชีพ รวมทั้งการจำหน่ายชุดของขวัญปีใหม่ ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากเกษตรกรไทย ร้าน Livestock Farm Outlet ผ่านระบบ Online ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เป็นการกระจายรายได้จากกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นประชาชนทั่วไป สู่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย และเกษตรกร

ทั้งนี้ในส่วนกิจกรรมที่สาม เป็นกิจกรรมเปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว โดยการเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้านปศุสัตว์ จำนวน 2 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ระยอง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยจะเปิดให้ท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2564 เป็นเวลา 5 วัน

กิจกรรมที่สี่ กิจกรรมศูนย์บริการเฉพาะกิจช่วงปีใหม่/จิตอาสา ให้บริการประชาชนที่เดินทางช่วงเทศกาล ปีใหม่ เช่น บริการที่พักชั่วคราว ห้องน้ำ ขนมและเครื่องดื่ม ฯลฯ จำนวน 18 จุด ได้แก่ ด่านกักกันสัตว์นครราชสีมา ด่านกักกันสัตว์-อุดรธานี  ด่านกักกันสัตว์ลำปาง  ด่านกักกันสัตว์กำแพงเพชร ด่านกักกันสัตว์-เพชรบูรณ์  ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาแพะแกะ ตำบลรามัน อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์นครสวรรค์ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์อุบลราชธานี ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์- ศรีสะเกษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์หนองคาย ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์มหาสารคาม ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร-สัตว์ยโสธร ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์แพร่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ลำปาง และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลำพูน โดยจะเปิดให้บริการประชาชนในระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2564 เป็นเวลา 5 วัน

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในช่วงวันหยุดปีใหม่ 2564 นี้ ประชาชนทั้งที่เป็นผู้บริโภค และนักท่องเที่ยว จะได้รับความสุข สะดวกสบาย สามารถเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพจากเกษตรกร ซึ่งถือว่าเป็นการสนับสนุนและเป็นกำลังใจแก่เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาผลผลิตให้เป็นอาชีพที่มั่นคง สามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดภายในประเทศ และสู่ตลาดโลกต่อไปในอนาคต