ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง (naewna.com)

ส่องเกษตร : ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบจริงจัง

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หากจะว่ากันแล้วการเกษตรไม่ว่าจะในระดับโลกหรือระดับประเทศ นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารแล้ว ยังถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจ ทั้งจากผลของการเกษตรโดยตรงหรืออาจใช้เป็นฐานในการสนับสนุนส่วนธุรกิจอื่นมาต่อยอดสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจนั้น และขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ สำหรับผู้ประกอบการที่มองเห็นช่องทางในการสร้างธุรกิจของตนให้กว้างขวางออกไป โดยอาจขยายไปยังธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวพันกัน เช่น ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง หรือธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวพันกันโดยตรง เช่น ธุรกิจสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง เป็นต้น

นอกจากการเกษตรเป็นฐานของเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและพื้นฐานทางวัฒนธรรม โดยแต่ละท้องถิ่นต่างมีวิถีและวัฒนาธรรมเป็นของตนเองโดยผูกพันกับการทำการเกษตรในท้องถิ่นนั้น ในแต่ละขั้นตอนของการทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการทำนา ทำสวน ทำไร่ ทำการประมง หรือการเลี้ยงสัตว์ แต่ละท้องถิ่นจะมีวิถีทางวัฒนธรรมของตนเองสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่ออาชีพของบรรพบุรุษที่สืบต่อมายังคนรุ่นปัจจุบัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านบทเพลงพื้นบ้าน การละเล่นท้องถิ่น ประเพณีต่างๆ บทเพลงบางบทเพลงที่ถูกถ่ายทอดเมื่อในอดีตปัจจุบันไม่เหลือภาพดังกล่าวให้เห็นแล้ว เช่น ดอกฝ้ายบานที่เมืองเลย สาวสวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ เป็นต้น ส่งผลให้ผู้คนเป็นจำนวนมากที่เติบโตมาในวิถีดังกล่าวโหยหาความเป็นอยู่และประเพณีวัฒนธรรมเมื่อครั้งก่อนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสวัฒนธรรมและวิธีการทำการเกษตรที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

แนวคิดการพัฒนาการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจึงเป็นการผูกความถวิลหาวิถีการเกษตรเข้ากับวิถีการท่องเที่ยว โดยมีหลายลักษณะด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวชมความงดงามของแปลงเกษตร เช่น แปลงทานตะวัน ทุ่งนา แปลงดอกไม้ ไร่ชา เป็นต้น บางพื้นที่ถึงกับจัดเป็นกิจกรรรมประจำปีอย่างกรณีของเทศกาลท่องเที่ยวทุ่งทานตะวัน การท่องเที่ยวเชิงเกษตรบางลักษณะรวมกันเป็นชุมชน ออกมาในรูปของการท่องเที่ยวชุมชน ในลักษณะของวิถีผู้คนในชุมชนนั้น โดยนักท่องเที่ยวมีโอกาสเข้าพักกับผู้คนในชุมชนในลักษณะของโฮมสเตย์ หรือ ฟาร์มสเตย์ ร่วมกิจกรรมการเกษตรในชุมชน กิจกรรมทางวัฒนธรรม ร่วมประกอบอาหารท้องถิ่น บางชุมชมผมเห็นให้นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเพาะปลูก เช่น การทำนาปลูกข้าวมีการสื่อสารกันในแต่ละระยะของการเจริญเติบโตของข้าว และเชิญชวนให้มาร่วมกิจกรรมในแปลงนาที่ร่วมกันปลูกอย่างต่อเนื่องหรืออย่างไม้ผลก็มีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสช่วยผสมเกสรทุเรียนและซื้อทุเรียนต้นที่ตัวเองผสม สามารถเป็นเจ้าของต้นทุเรียนได้โดยไม่ต้องมีสวนทุเรียนเป็นของตนเอง มีเกษตรกรตัวจริงคอยดูแลจัดการและส่งข้อมูลการเจริญเติบโตให้ทราบผ่านทางระบบไลน์ เมื่อถึงเวลาเก็นผลผลิตก็มาร่วมเก็บผลผลิตด้วยกัน เป็นการสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้น ผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวนักท่องเที่ยวที่ซื้อไว้ สามารถซื้อผลผลิตทั้งหมด หรือบางส่วนก็ได้โดยราคาเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในครั้งแรก ซึ่งจะเห็นว่ารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรมีรูปแบบที่หลากหลาย และมีวิวัฒนการมาโดยตลอด ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่นและความเข้มแข็งของท้องถิ่นนั้น ทั้งในลักษณะเกษตรกรรายย่อย ชุมชนท่องเที่ยว หรือบริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องพิจารณาทบทวนน่าจะเป็นนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าว การผลักดันอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผมสัมฤทธิ์ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังไม่สามารถควบคุม ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำเป็นต้องส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนในประเทศเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น จากรูปแบบการท่องเที่ยวเติมๆ ทั้งการเที่ยวชมธรรมชาติ โบราณสถานเพียงอย่างเดียว มาเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ได้ความรู้ ความเพลิดเพลิน เพิ่มความหลากหลาย เป็นช่องทางในการสร้างความเข้าใจในอาชีพการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรสาขาต่างๆ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเห็นข่าวท่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตรอยู่หลายแหล่ง ก็ได้แต่หวังว่าประเด็นดังกล่าวทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะนำไปดำเนินการอย่างจริงจังและเข้มเข็ง เพื่อความอยู่ดีกินดีของพี่น้องเกษตรกรและผลประโยขน์ของคนในชาติร่วมกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

11 ปีกรมหม่อนไหมสืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้- ยกระดับคุณภาพชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – 11ปีกรมหม่อนไหมสืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้-ยกระดับคุณภาพชีวิต (naewna.com)

11ปีกรมหม่อนไหมสืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้-ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหมครบรอบปีที่ 11 ณ กรมหม่อนไหมว่า กรมหม่อนไหมจัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานที่จะส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอันนำมาสู่การสถาปนากรมหม่อนไหมขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 เพื่อเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการส่งเสริมวิจัยและพัฒนาหม่อนไหมทั้งระบบ รวมถึงการอนุรักษ์สืบสานศิลปหัตถกรรมและภูมิปัญญาไหมให้คงอยู่คู่ประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมากรมหม่อนไหมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานภายใต้ภารกิจสำคัญ เพื่อทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรเสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้การตลาดนำการผลิตการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการยกระดับมาตรฐานสินค้าและการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

“สินค้าหม่อนไหมถือเป็นผลผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการดำรงชีพแบบวิถีชาวไทย ซึ่งจำเป็นต้องมีการอนุรักษ์และสืบทอดให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดจนต้องมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและการแปรรูปสินค้าตามความต้องการของตลาดอย่างมีมาตรฐานและมีความปลอดภัย ซึ่งเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปกรมหม่อนไหมจึงต้องมีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นโดยในฐานะที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลจึงต้องพัฒนาตัวเองต้องมีการนำงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับให้ดียิ่งขึ้นต้องกล้าคิดกล้าทำบนพื้นฐานของความสุจริตเป็นที่ตั้ง รวมถึงจะต้องเข้าไปดูแลพี่น้องเกษตรกรเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯพร้อมผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาหม่อนไหม
ทั้งระบบและสนับสนุนทั้งเกษตรกรและภาคเอกชนที่จะเข้ามาต่อยอดให้สินค้าและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมมีชื่อเสียงระดับโลกต่อไป” นายเฉลิมชัยกล่าว

ด้านนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดแสดงนิทรรศการการสาธิตการประกอบอาหารจากหม่อนไหม และการออกร้านจำหน่ายสินค้าหม่อนไหม ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้ดำเนินงานตามภารกิจและสนองงานพระราชดำริด้านหม่อนไหมของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงโครงการตามนโยบายของรัฐบาลและโครงการของกระทรวงเกษตรฯมาโดยตลอดโดยในปี 2563 ได้มีการพัฒนาบุคลากรด้านหม่อนไหมทั้งระบบ ตั้งแต่การสร้างทายาทหม่อนไหมเกษตรกรหม่อนไหมจนถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านหม่อนไหม เพื่อให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาศักยภาพการผลิตการแปรรูปและการตลาดหม่อนไหมตลอดจนสนับสนุนและช่วยเหลืองานด้านหม่อนไหมทั้งในระดับศูนย์ระดับเขตและระดับประเทศโดยได้คัดเลือกผู้มีผลงานดีเด่น 3 ประเภท ได้แก่ เกษตรกรดีเด่นระดับเขต 6 คน ทายาทหม่อนไหมดีเด่นระดับเขต 6 คน และพนักงานราชการดีเด่นของกรมหม่อนไหม 34 คน

กษ.เฝ้าระวังโควิดกำชับจนท.ห้ามการ์ดตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กษ.เฝ้าระวังโควิดกำชับจนท.ห้ามการ์ดตก (naewna.com)

กษ.เฝ้าระวังโควิดกำชับจนท.ห้ามการ์ดตก

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ผ่านระบบ ZOOM ว่า ตามรายงานของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) พบผู้ป่วยในจ.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา พิจิตร ราชบุรี สิงห์บุรี และกรุงเทพมหานคร โดยมีแนวโน้มขยายวงกว้างและรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงจัดการประชุมดังกล่าวขึ้น เพื่อสื่อสาร สร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

ดร.ทองเปลวกล่าวว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯติดตามสถานการณ์จากความก้าวหน้าผลสอบสวนผู้ป่วย และตรวจสอบ timeline ของผู้ป่วยCOVID-19 หากมีความเกี่ยวข้องกับข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างในสังกัด ขอให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรการกักตัว 14 วัน รวมถึงให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้แก่ สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย หมั่นทำความสะอาดมือและอุปกรณ์ที่สัมผัส เว้นระยะห่างหรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น ใช้แพลตฟอร์มไทยชนะทุกครั้งที่ผ่านเข้า-ออก สถานที่สาธารณะ และงดเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง แต่หากจำเป็นต้องเดินทางไปราชการในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และมาตรการตามข้อกำหนดของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหน่วยงานควบคุมโรคในพื้นที่อย่างเคร่งครัด อีกทั้ง ยังให้หน่วยงานวางแผนล่วงหน้าในการปฏิบัติงาน สำหรับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด กรณีให้ปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) หากสถานการณ์การแพร่ระบาดมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

“กระทรวงเกษตรฯได้เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามมาตรการของกรมควบคุมโรคมาโดยตลอด จากการจัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงขอกำชับในทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามและดำเนินการตามมาตรการตามประกาศของจังหวัดอย่างเคร่งครัด” ดร.ทองเปลว กล่าว

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม 1.06 ล้านตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน (naewna.com)

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64  ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน

รายงานพิเศษ : สศก.พยากรณ์ไม้ผลตะวันออกปี’64 ทุเรียน-มังคุด-เงาะ-ลองกองปริมาณรวม1.06ล้านตัน

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางติณณา คัญใหญ่ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2564 ซึ่งสศท.6 และศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสส.) ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก วิเคราะห์ผลพยากรณ์ไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกองใน 3 จังหวัดคือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ปี 2564 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 27 พฤศจิกายน 2563) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 743,352 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 715,946 ไร่ (เพิ่มขึ้น 27,406 ไร่ หรือร้อยละ3.83) โดยเนื้อที่ยืนต้นทุเรียนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 9.82 ส่วนลองกอง เงาะ และมังคุด ลดลงร้อยละ 11.06, 2.96 และ 0.24 ตามลำดับ เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนทดแทนมากขึ้น เนื้อที่ให้ผล ทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 640,151 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 633,641 ไร่ (เพิ่มขึ้น 6,510 ไร่ หรือร้อยละ 1.03) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.59 ส่วนลองกอง เงาะ และมังคุด ลดลงทั้งหมดร้อยละ 10.62, 3.88 และ 0.55 ตามลำดับ เนื่องจากเกษตรกรตัดโค่นออกเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน และในสวนผสมเกษตรกรจะสางต้นผลไม้ทั้ง 3 ชนิดออกเพื่อปลูกทุเรียนแซมและสางออกเพื่อให้ต้นทุเรียนมีทรงพุ่มรับแสงแดดสามารถสังเคราะห์แสงได้เต็มที่

ผลผลิตรวม ทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 1,066,330 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีจำนวน 995,501 ตัน (เพิ่มขึ้น 70,829 ตัน หรือร้อยละ 7.11) โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 ซึ่งคาดว่าผลผลิตรวมของทั้ง 3 สินค้าจะเพิ่มขึ้น โดยทุเรียนจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 11.42 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยราคาทุเรียนดีต่อเนื่องมา 6-7 ปี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาต้นทุเรียนดี รวมถึงทุเรียนที่ปลูกใหม่ในปี 2559 เริ่มให้ผลเป็นปีแรก รองลงมาได้แก่ มังคุด และลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.05 และ 0.52 ตามลำดับ ส่วนเงาะ ผลผลิตรวมลดลงร้อยละ 0.34 เนื่องจากเกษตรกรโค่นต้นเงาะที่ให้ผลผลิตแล้วทิ้ง เพราะราคาที่ลดลง ไม่จูงใจ ปัญหาแรงงานในการเก็บเกี่ยวเงาะที่หายาก และค่าแรงงานเก็บเกี่ยวสูง

ขณะนี้ทุเรียน ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 33.46 ผลผลิตที่ติดในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทองซึ่งบางส่วนจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 เป็นต้นไป ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเมษายนถึงกลางพฤษภาคม 2564 เงาะ ออกดอกแล้วเล็กน้อยประมาณร้อยละ 0.60 สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 โดยผลผลิตจะออกมากในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2564 มังคุด ขณะนี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเตรียมใบ เกษตรกรเริ่มบังคับต้น ใบที่สมบูรณ์โดยหยุดการให้น้ำเพื่อให้ต้นมังคุดขาดน้ำจะช่วยเร่งกระตุ้นการออกดอกได้ในช่วงเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรกได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคม 2564 โดยผลผลิตจะออกกระจุกตัวสูงสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2564 ลองกอง ขณะนี้ยังคาดการณ์การออกดอกไม่ชัดเจน เนื่องจากฝนยังตกอย่างสม่ำเสมอในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนที่ผ่านมา ต้นลองกองยังไม่ขาดน้ำ ทำให้ต้น ใบยังไม่สลด ลองกองสามารถออกดอกได้ตลอดหากต้นสมบูรณ์และขาดน้ำ แต่คาดจะเริ่มมองเห็นการติดดอกที่ชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2564 โดยจะสามารถเก็บเกี่ยวลองกองรุ่นแรกได้ในเดือนเมษายน และจะสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม 2564 โดยจะออกกระจุกมากในช่วงปลายมิถุนายน ต่อเนื่องถึงต้นกรกฎาคม 2564

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้กำหนดแนวทางระยะปานกลางไว้ 3 ปี (ปี 2564-2566) คือ การบริหารจัดการเชิงคุณภาพ เน้นจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ การบริหารจัดการเชิงปริมาณ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ซึ่งมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งเน้นแผนบริหารจัดการเชิงรุกตามนโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP ส่วนกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ให้มีความคล่องตัว การผลักดันการส่งออก การเปิดตลาดต่างประเทศ ส่งเสริมการจำหน่ายผลผลิตผ่านช่องทางสมัยใหม่ โดยเน้นการตลาดออนไลน์

อย่างไรก็ตาม สศท.6 จะติดตามรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิดครั้งที่ 2 ช่วงปลายเดือนมกราคม 2564 และมีกำหนดลงพื้นที่ติดตามสำรวจข้อมูลสถานการณ์การออกดอก ติดผล และเก็บเกี่ยวผลผลิตจริงกับเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลทั้ง 4 ชนิดนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เพื่อใช้ข้อมูลวางแผนบริหารจัดการผลไม้ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาคตะวันออกต่อไป

เกษตรฯ เร่งสำรวจพื้นที่เสียหายอุทกภัยภาคใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เกษตรฯเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายอุทกภัยภาคใต้ (naewna.com)

เกษตรฯเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายอุทกภัยภาคใต้

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า จากอิทธิพลมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้
ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เกิดดินสไลด์และวาตภัย ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน – ปัจจุบัน ในภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ใน 70 อำเภอ 358 ตำบล 2,318 หมู่บ้าน เกษตรกรได้รับผลกระทบ 148,554 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย ประมาณ 1,275,355 ไร่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ผล นาข้าว และพืชผัก โดยเฉพาะข้าวนาปีซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฤดูกาลผลิต และขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด ดังนั้น จึงสั่งการไปยังเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบให้เร่งสำรวจความเสียหาย และเตรียมการช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด พร้อมให้ระดมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกระจายลงพื้นที่อำเภอต่างๆเพื่อเยี่ยมเยียนเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งสำรวจปัญหาเพื่อเตรียมฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลด

ในส่วนภาคใต้มอบหมายให้นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ร่วมกับอีก 14 จังหวัดภาคใต้ ประสานเน้นย้ำจังหวัดให้รายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกำชับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรลงสำรวจพื้นที่เสียหายและเตรียมเฝ้าระวัง หากยังมีฝนตกต่อเนื่องให้รีบรายงานทันที สำหรับการเตรียมการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรหลังน้ำลดนั้น ได้ให้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดสงขลา ร่วมกับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนทุกอำเภอในพื้นที่ประสบภัย เตรียมผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อฟื้นฟูสวนผลไม้ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ยืนต้น ทันทีเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

ด้านมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีเสียหายโดยสิ้นเชิงกรมส่งเสริมการเกษตรยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 โดยมีหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย ตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าวอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตรา ไร่ละ 1,690 บาท เมื่อเกิดภัยพิบัติ และผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยให้ผู้นำรับรอง ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรและพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป และขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาระบบสำหรับบันทึกข้อมูลการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติขึ้นใหม่ ทันสมัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อจะได้นำข้อมูลให้คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และ คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) รับรอง และส่งข้อมูลให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โอนเงินช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถขอความช่วยเหลือและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ได้ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

‘มนัญญา’ ชวนอุดหนุนสินค้าไทย แคมเปญ ‘ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มนัญญา’ชวนอุดหนุนสินค้าไทย แคมเปญ‘ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์’ (naewna.com)

‘มนัญญา’ชวนอุดหนุนสินค้าไทย แคมเปญ‘ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์’

‘มนัญญา’ชวนอุดหนุนสินค้าไทย แคมเปญ‘ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์’

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.16 น.

“รมช.มนัญญา” ชวนคนไทย อุดหนุนสินค้าไทย ด้วยแคมเปญ  “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” คัดสรรสินค้าสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจัดลงกระเช้ามอบเป็นของขวัญเทศกาลปีใหม่

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2564 พร้อมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลผลิตการเกษตรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นวัตถุดิบ พัฒนาต่อยอดโดยการแปรรูป เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลาย ทั้งผลผลิตประเภทพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร สินค้าประมง    และปศุสัตว์ ก่อนจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เน้นการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าการเกษตรหลากหลายประเภท เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตการเกษตร คำนึงถึงความต้องการของตลาด ใส่ใจกับทุกขั้นตอนการผลิตสินค้า ได้สินค้ามีคุณภาพ และมีมาตรฐาน คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก ทั้งยังได้ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มผลิตสินค้าเป็นกลุ่มอาชีพ กลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มสตรีสหกรณ์  เพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชนต่าง ๆ และในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 นับเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศหลากหลายชนิด ทั้งอาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผ้า เครื่องจักสานและงานหัตถกรรม ได้นำผลิตภัณฑ์และสินค้าของชุมชนจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากทุกจังหวัดทั่วประเทศมานำเสนอและจัดวางในรูปแบบของกระเช้าของขวัญปีใหม่

“ในปีที่ผ่าน ๆ มา ทราบว่ามีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจติดต่อและสั่งซื้อกระเช้าของขวัญปีใหม่และสินค้าของสหกรณ์กันอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งโครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยส่งเสริมและรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันซื้อของไทยและใช้ของไทยที่เป็นผลผลิตจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน และเป็นการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และที่พิเศษสุดสำหรับปีนี้ เรามีสินค้าและผลผลิตจากเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตรมาร่วมจำหน่ายด้วย เนื่องจากในปีที่ผ่านมา เราพยายามที่จะสร้างคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญในอาชีพการทำเกษตร ได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวเพื่อสานต่ออาชีพจากพ่อแม่ และมีการพัฒนาการทำเกษตรสมัยใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย มาต่อยอดพัฒนาการกระบวนการผลิตและการแปรรูปสินค้าและผลผลิตการเกษตร ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ยกระดับไปสู่การเป็นสินค้าระดับ พรีเมี่ยมเพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น” รมช.มนัญญา กล่าว

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์  กลุ่มเกษตรกร  กลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดต่าง ๆ โดยเริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 18 แล้ว ซึ่งสินค้าทุกชนิดที่จะนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญมาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทรมาสั่งจองและมาเลือกซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์  และในปี 2563 ที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายประมาณ 1.2 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่ขายดีและเป็นที่นิยมนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ อาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป ขนมที่ทำจากธัญพืชและสมุนไพรสามารถรายได้กลับคืนสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้นำสินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่  ข้าวสังข์หยด  ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าวกข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการวิจัยว่ามีน้ำตาลน้อย รวมถึงสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป เช่น กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบ หมูฝอย เห็ดสมุนไพร เม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุกกี้รสงา คุกกี้รสจมูกข้าวกล้อง ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอรี่ ผัดหมี่โคราช ปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่าง ๆ

นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทสมุนไพรชงดื่ม อาทิ ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอย ชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์ประเภทนมและเครื่องดื่ม นม UHT น้ำผลไม้ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป  ผลิตภัณฑ์อาหารจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และโครงการหลวงดอยคำ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ผ้าพันคอ สินค้าหัตถกรรม ทั้งแก้วเบญจรงค์ แก้วมุก และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากยางพารา เช่น หมอนยางพารา ตุ๊กตาสำหรับเด็ก และสินค้าในปีนี้เพิ่มเติมแตกต่างจากปีที่ผ่านมา ได้แก่ สินค้าและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เช่น ข้าวกล้อง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันญี่ปุ่น จากลูกหลานเกษตรกรจากจังหวัดขอนแก่น มะขามคลุก มะเขือเทศแช่อิ่ม กระเทียมโทนดองน้ำผึ้งและสามรส จากจังหวัดเชียงใหม่ ผักและผลไม้เมืองหนาว เช่น กะหล่ำปลี ซูกินี (แตงกวาญี่ปุ่น) มะเขือเทศราชินีสีแดงและสีเหลือง เกรฟฟุ๊ด พริกยักษ์ และกะหล่ำม่วง จากซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรเชียงใหม่ จำกัด

ราคาของกระเช้าสินค้าสหกรณ์มีหลายราคาตั้งแต่ 500 – 3,000 บาท มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย โดยทางกรมฯ ได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ห้องประชุม 126 ชั้น 1 อาคาร 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ กรุงเทพฯ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2563 – 12 มกราคม 2564 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์   โดยวันจันทร์ – ศุกร์ เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ จำหน่ายตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. หน่วยงานต่าง ๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์  02 628 5512 หรือ 06 5524 1124 กรมฯ มีโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป   บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เกษตรฯเร่งเครื่องสร้างคอกกักโคเนื้อเชียงแสน เน้นได้มาตรฐาน-ควบคุมโรคส่งออกจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เกษตรฯเร่งเครื่องสร้างคอกกักโคเนื้อเชียงแสน เน้นได้มาตรฐาน-ควบคุมโรคส่งออกจีน (naewna.com)

เกษตรฯเร่งเครื่องสร้างคอกกักโคเนื้อเชียงแสน เน้นได้มาตรฐาน-ควบคุมโรคส่งออกจีน

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการสร้างคอกกักโคเนื้อเพื่อการส่งออก ที่บ้านจอมกิตติ หมู่ 6 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ว่า ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมชลประทาน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย เป็นต้น เพื่อติดตามความคืบหน้าการสร้างศูนย์กลางคอกกักโคขุน ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่รกร้าง จึงเข้ามาพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางคอกกักควบคุมโรค ก่อนส่งออกขายประเทศจีน โดยมีองค์ประกอบที่ผ่านเกณฑ์พื้นฐานตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้า ด้านการควบคุมโรค และสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าปศุสัตว์ไทย ซึ่งมีพื้นที่ 10 ไร่ รองรับโคขุน 1,000 ตัว ตลอดจนมีระบบชลประทาน ขณะนี้มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ

นายประภัตรกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ พบว่าพื้นที่โดยรอบมีศักยภาพส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้แปลงสาธิตของหน่วยงานต่างๆ กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางส่งออกแบบครบวงจร และให้เกษตรกร ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ต่อไป อีกทั้ง คาดว่าปี 2564 จะเริ่มดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่อนำร่องพื้นที่แรก เนื่องจากจีนต้องการ
โคเนื้อมากถึง 500,000 ตัว หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง จะทำให้การส่งออกมีมูลค่าสูงขึ้น

ทั้งนี้ พบว่าธุรกิจส่งออกโคและกระบือมีชีวิตลุ่มน้ำโขงผ่านชายแดน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีมูลค่าการค้าค่อนข้างสูง ดังนั้น การสร้างศูนย์กลางคอกกักเพื่อการส่งออกของประเทศที่ได้มาตรฐานจะเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม จีนกำหนดคุณสมบัติของโคที่จะรับซื้อจะต้องปลอดโรค และเป็นลูกผสมอเมริกันบราห์มัน หรือลูกผสมยุโรปทุกสายพันธุ์ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 350–400 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100 บาท โดย สปป.ลาว จะนำโคจากไทยไปเลี้ยงต่อ ระยะเวลาตาม
เงื่อนไขที่ตกลงกัน เพื่อเตรียมน้ำหนักของโค จากนั้นจึงจะสามารถส่งข้ามไปจีนได้

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน (เดือนพฤศจิกายน 2563) ข้อมูลจากกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ระบุประมาณการผลผลิตโคเนื้อปี 2563 คาดว่า มี 1.224 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 2.09 เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น โคเข้าฆ่ามีขนาดใหญ่ขึ้นและเปอร์เซ็นต์ซากเพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตปี 2563 (ม.ค.-ต.ค.) มี 205,460 ตัว ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 15.02 ส่งออกลาวร้อยละ 61

ชาวสวนยาง 1.8 ล้านรายเฮส่งท้ายปี นายกฯไฟเขียวประกันรายได้เฟส 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชาวสวนยาง1.8ล้านรายเฮส่งท้ายปี นายกฯไฟเขียวประกันรายได้เฟส2 (naewna.com)

ชาวสวนยาง1.8ล้านรายเฮส่งท้ายปี นายกฯไฟเขียวประกันรายได้เฟส2

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯเสนอโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 วงเงินรวม 10,042,820,489.28 บาท จำนวนเกษตรกรชาวสวนยาง 1.8 ล้านราย โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 โดยจะดำเนินการจ่ายเงินส่วนต่างราคายางเป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ถึง เดือนมีนาคม 2564 แต่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และธ.ก.ส. ยังไม่สามารถโอนเงินส่วนต่างครั้งที่ 1 ได้ภายในเดือนพฤศจิกายนตามกำหนดเวลา เนื่องจากสำนักงบประมาณติดขัดประเด็นเรื่องเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มบัตรสีชมพู

ล่าสุด นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จนเป็นที่ยุติให้ดำเนินการเช่นเดียวกับโครงการประกันรายได้ระยะที่ 1 คือ เกษตรกรชาวสวนยางทั้งบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูที่ขึ้นทะเบียนกับกยท. และผ่านการตรวจสอบรับรองเรียบร้อยจะได้เข้าร่วมโครงการประกัน
รายได้ระยะที่ 2 ทุกคน โดยนายกรัฐมนตรีแจ้งผลการหารือต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และให้กยท. มีหนังสือประสานไปยังสำนักงบประมาณเพื่อจะสามารถจ่ายเงินส่วนต่างให้เกษตรกรชาวสวนยางต่อไป

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า กยท.จะมีหนังสือถึงสำนักงบประมาณภายในสัปดาห์นี้ พร้อมส่งรายชื่อเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้วให้ธ.ก.ส. ชุดแรก โดยพร้อมโอนเงินส่วนต่างครั้งที่ 1 ภายในสัปดาห์หน้า ถือเป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จากรัฐบาล และเดือนมกราคม ปี 2564 จะโอนจ่ายสำหรับงวดต่อไปจนครบ 6 งวด 6 เดือน ตามกรอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2

นายอลงกรณ์กล่าวว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เป็นมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาว
สวนยางในการประกันความเสี่ยงด้านรายได้ในภาวะที่ราคายางมีความผันผวนโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง ในกรณีราคายางตกต่ำ ในช่วงวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา(COVID-19) เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง มีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย 1.8 ล้านราย ทั้งเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยาง โดยมีหลักเกณฑ์และข้อกำหนด ให้ราคายางที่ใช้ประกันรายได้แต่ละชนิด โดยให้ยางแผ่นดิบคุณภาพดี  60.00 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%)  57.00 บาท/กิโลกรัม ยางก้อนถ้วย(DRC 50%) 23.00 บาท/กิโลกรัม

ชายคาพระพิรุณ : 7 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชายคาพระพิรุณ : 7 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ชายคาพระพิรุณ :  7 ธันวาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 7 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากกรณีที่มีการตรวจสอบพบการทุจริตของอดีตกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ (สอ.สรฟ.) ซึ่งมีการอนุมัติเงินกู้พิเศษไม่เป็นไปตามระเบียบให้แก่สมาชิก 6 ราย ในช่วงปี 2556-2559 รวม 199 สัญญายอดเงินกู้คงเหลือ 2,285 ล้านบาท และหลังพบเหตุ 21 พ.ย. 2559 อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะนั้นในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ก็ได้มีคำสั่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้ามากำกับดูแลด้านสหกรณ์ การดำเนินการมีความเข้มข้นมาโดยตลอด กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มีการดำเนินการตามกฎหมายของพ.ร.บ.สหกรณ์ มาอย่างต่อเนื่องไม่มีการเว้นวรรค หรือละเว้นการดำเนินการหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนนำมาสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษ และล่าสุดเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาได้มีการจับกุมผู้กระทำความผิดดังที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น โดยการเข้าจับกุมครั้งนี้ นางสาวมนัญญา บอกว่า ได้มีการวางแผนร่วมกันอย่างลับๆ ของ 3 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้มีการเร่งดำเนินคดีกับอดีตกรรมการสหกรณ์สโมสรรถไฟ จำกัด (สอ.สรฟ.) ที่มีการทุจริตทำให้สหกรณ์เกิดความเสียหายกว่า 2,285 ล้านบาท เนื่องจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนปกติเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งจะยิ่งส่งผลเสียหายมากยิ่งขึ้น และอาจจะมีการไหวตัวทัน ซึ่งนางสาวมนัญญา บอกว่า หลังจากนี้ จะต้องติดตามว่าดีเอสไอจะยึดทรัพย์อะไรได้เพิ่มเติม เพื่อนำมาเป็นทรัพย์สินของสหกรณ์ โดยจะให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นพี่เลี้ยงช่วยในการประสานติดตาม สมาชิกจะได้ใจชื้นขึ้นมาบ้างว่าสหกรณ์แห่งนี้ยังเดินหน้าได้และสามารถที่จะให้บริการทางการเงินกับสมาชิก ชำระหนี้สมาชิกและเจ้าหนี้ได้

นับจากนี้คงต้องเป็นภาระหน้าที่ของ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์คนใหม่ที่จะต้องตามติดเพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์สโมสรรถไฟ ต่อไป ซึ่งนายวิศิษฐ์ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า หลังจากนี้ต้องให้เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ในการไล่ตรวจสอบยึดทรัพย์ที่ถูกอดีตกรรมการสอ.สรฟ.ชุดต่างๆ ทุจริตกลับมาดำเนินการคดี ซึ่งถือว่ายังโชคดีอยู่บ้างที่เงินที่ถูกทุจริตไป ได้ถูกนำไปซื้อที่ดิน และเป็นทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ เช่น รถยนต์ ที่สามารถขายได้ ในอนาคตก็จะกลับคืนสู่สหกรณ์เป็นทรัพย์ของสหกรณ์ แต่จะขอให้กรรมการสอ.สรฟ.ไปทำแผนรายละเอียดของหนี้สินและทรัพย์สินแยกเป็นกองต่างๆ ให้ชัด เช่น กองหนี้ของสมาชิก หรือหนี้สินของสหกรณ์ และทรัพย์ที่คาดว่าจะได้คืนจากดีเอสไอในอนาคต เพื่อให้สมาชิกสอ.สรฟ. ได้รับทราบและคลายกังวล และให้เตรียมทำแผนที่จะเจรจากับเจ้าหนี้สหกรณ์ เพื่อจะได้ไม่เป็นปัญหาในการตั้งค่าเผื่อหนี้สูญ ของสหกรณ์เจ้าหนี้ซึ่งคาดว่าทุกฝ่ายพร้อมเจรจาเนื่องจากทุกสหกรณ์ก็ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง สามารถปล่อยกู้ได้เช่นกัน เมื่อสอ.สรฟ.มีความชัดเจนในเรื่องสถานที่ดีขึ้นก็เป็นผลดีต่อการทำธุรกรรมของสอ.สรฟ.ในอนาคต… ขุนเกษตรา ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ท่านโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และท่านวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำงานให้สำเร็จลุล่วง เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกสหกรณ์นะครับ

ขุนเกษตรา

‘ธรรมนัส’ เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธรรมนัส’เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก. (naewna.com)

'ธรรมนัส'เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก.

‘ธรรมนัส’เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก.

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.01 น.

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2563 ที่จังหวัดพะเยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดพะเยา ครั้งที่ 3/2563 ว่าจากการที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้มาช่วยดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย และจังหวัดหนองบัวลำภู

ซึ่งจังหวัดพะเยานั้น เป็นพื้นที่ที่มีความคุ้นเคยและรับรู้ปัญหาในเบื้องต้น จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ และเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง 

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา ยังต้องเตรียมแผนงาน และโครงการต่างๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินทำกินให้พี่น้องเกษตรกร การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคมจังหวัดพะเยา รวมทั้งประเด็นความเดือดร้อน และข้อเรียกร้องต่างๆของพี่น้องเกษตรกร ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่น และเกิดความมั่นคงที่ยั่งยืน ผลักดันคุณภาพชีวิตของพี่น้องจังหวัดพะเยา ในทุกๆอำเภอ