‘ธรรมนัส’ เดินหน้ามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกรสุรินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธรรมนัส’เดินหน้ามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกรสุรินทร์ (naewna.com)

‘ธรรมนัส’เดินหน้ามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกรสุรินทร์

‘ธรรมนัส’เดินหน้ามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกรสุรินทร์

วันเสาร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 19.53 น.

‘ธรรมนัส’เดินหน้ามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกรสุรินทร์ หวังลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม พัฒนาอาชีพเกษตรกรรมให้ก้าวหน้าและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 63 ที่จังหวัดสุรินทร์ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็น ประธานมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่พี่น้องเกษตรกร องค์การบริหารส่วนตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้น เพื่อแก้ปัญหาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ด้วยวิธีการปฏิรูปที่ดิน มุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมด้วยการจัดการทรัพยากรที่ดิน เพื่อกระจายการถือครอง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกิน หรือมีเล็กน้อยไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม พร้อมช่วยในการพัฒนาอาชีพ ปรับปรุงทรัพยากร ปัจจัยการผลิต ขั้นตอนการผลิตและจำหน่ายให้เกิดผลดีแก่เกษตรกรต่อไป

“ในวันนี้มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่พี่น้องเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมอบในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสุรินทร์ อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ จำนวน  300  ราย เนื้อที่ประมาณ 638 ไร่ เมื่อเกษตรกรได้รับการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว จะทำให้เกษตรกรได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ได้มีที่ทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมายในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ พร้อมปัจจัยการผลิต” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ จังหวัดสุรินทร์ มี 17 อำเภอ ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 16 อำเภอ เนื้อที่ประมาณ 1,736,432 ไร่ มีเกษตรกรได้รับการคัดเลือกเข้าทำประโยชน์และรับมอบเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 แล้ว 121,555 ราย 161,749 แปลง 1,117,824 ไร่  และมีพื้นที่ดำเนินการคงเหลือ จำนวน 185,014 ไร่

เกษตรกรไทย 25 เปอร์เซ็นต์เลิกอาชีพ หากไร้พาราควอต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เกษตรกรไทย 25 เปอร์เซ็นต์เลิกอาชีพ หากไร้พาราควอต (naewna.com)

เกษตรกรไทย 25 เปอร์เซ็นต์เลิกอาชีพ หากไร้พาราควอต

เกษตรกรไทย 25 เปอร์เซ็นต์เลิกอาชีพ หากไร้พาราควอต

วันเสาร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 12.25 น.

สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2563 ฉลองครบรอบ 43 ปี จัดเสวนา “ก้าวต่อไปอย่างไร เมื่อเกษตรกรไทยไร้พาราควอต” นำโดยกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง ทุเรียน และผักปลอดสารพิษ (GAP) พร้อมแนะทางออกรัฐแก้ปัญหาให้ถูกจุด ลดต้นทุนการผลิต ย้ำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ คุยกันก่อนออกนโยบาย หยุดเปลี่ยนโอกาสเป็นวิกฤต หักแขนขาเกษตรกร

ดร. จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า รอบปีที่ผ่านมา ประเด็นสารกำจัดวัชพืช พาราควอต ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรมากที่สุด เนื่องจากเป็นประเด็นถกเถียงถึงความอันตรายของสารดังกล่าว ว่าเป็นจริงหรือไม่ จึงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในหลายด้านและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นในสาธารณชนในหลายด้าน ได้แก่ การตกค้างของพาราควอต กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แจงแล้วว่า ไม่พบการตกค้างในพืช ผัก ผลไม้ ประเด็นโรคเนื้อเน่า ได้ตรวจสอบไม่พบพาราควอต แต่พบแบคทีเรียเป็นเหตุของโรคดังกล่าว ประเด็นการพบพาราควอตในขี้เทาทารก ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนในกระบวนการวิจัย เช่นเดียวกับ การพบพาราควอตในเห็ด ไม่มีบทสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน เป็นต้น 

นอกจากนี้ ได้จัดทำแบบสำรวจเกษตรกรทั่วประเทศ ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2563 ในหัวข้อ ผลกระทบหลังห้ามการใช้พาราควอต พบว่า ร้อยละ 94.7 ไม่เห็นด้วยกับการแบนพาราควอต ร้อยละ 91 ไม่เห็นด้วยกับการแบนเพราะไม่มีสารทดแทนเทียบเท่าทั้งด้านราคาและประสิทธิภาพ ประเด็นที่น่าสนใจ ร้อยละ 25 จะเลิกประกอบอาชีพเกษตรกร หากไม่มีสารเคมีที่ใช้ทดแทนพาราควอต เหตุส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงมากกว่า 3 เท่า ร้อยละ 54 ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 46 กระทบต่อต้นทุน 1-2 เท่า ทั้งนี้ เมื่อเทียบสัดส่วนเกษตรกรทั่วประเทศที่ปลูกพืชประมาณ 5 ล้านราย อาจเลิกทำเกษตรกรรมสูงถึง 1.25 ล้านราย ในปีหน้า

ด้านนายพนม ชมเกษม นายกสมาคมชาวไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กล่าวว่า ไร่ข้าวโพดได้ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชชนิดอื่นมาควบคุม แต่ไม่สามารถจัดการได้ แตกต่างจากพาราควอต แม้ว่าจะใช้ปริมาณมากขึ้น ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น โดยใช้เครื่องจักรมาร่วมด้วย แต่ก็สามารถจัดการได้เฉพาะวัชพืชที่ห่างต้น หรือระหว่างต้นเท่านั้น แต่วัชพืชใกล้โคนต้น ไม่สามารถใช้ได้ เป็นส่วนที่จัดการยากที่สุด ปัจจุบัน ต้นทุนเพิ่มสูงถึงไร่ละ 500 บาท จากเดิมใช้พาราควอต ใช้เพียงไร่ละ 100 บาทเท่านั้น

จะเลิกทำก็ไม่ได้ เพราะหนี้สินท่วมอยู่ ต้องทนทำต่อไป แบบไร้ทางออก นายสาโรช ดอกไม้ศรีจันทร์ เกษตรกรไร่อ้อย จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวเสริมว่า ต้นทุนการผลิตอ้อยตอนนี้เต็มเพดานแล้ว ไม่รู้จะจัดการอย่างไร ตอนนี้เพื่อนเกษตรกรรายย่อย ทำกันเองในครอบครัว ก็เจอปัญหาหนัก ทั้งปัญหาถูกบีบราคา รัฐบาลบังคับให้ซื้อรถตัดหญ้า คันละ 5 ล้านบาท หนี้สินก็เพิ่ม ทำเกษตรวันนี้ จ่ายหนี้ หยุดทำ หนี้ก็พุ่ง เงินชดเชยจากรัฐบาลก็ไม่เพียงพอ ไม่คุ้มกับต้นทุน และเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้แก้อย่างถูกจุด ควรควบคุมต้นทุนการผลิตจะดีที่สุด

นายภานุศักดิ์ สายพานิช นายกสมาคมทุเรียนไทย กล่าวว่า ผู้ปลูกทุเรียนจะทราบดีว่ารากอยู่ตื้น การใช้รถจักรหรือเครื่องตัดหญ้าต้องระวังมาก เพราะจะทำลายรากทุเรียน ทำให้ต้นทุเรียนเป็นโรค รวมทั้งเครื่องจักรมีราคาสูง 2-3 แสนบาทต่อเครื่อง ส่วนกลูโฟซิเนต สารทางเลือกที่ได้รับคำแนะนำ ไม่สามารถใช้ได้ โดยเฉพาะช่วงออกดอก หากฉีดพ่นจะกระทบต่อการเจริญโต ผลผลิตลดลงอย่างชัดเจน ส่วนการว่าจ้างแรงงานฉีดพ่นสารเคมี ค่าใช้จ่ายลิตรละ 200 บาทต่อไร่ โดย 1 วันแรงงานทำได้แค่ 4 ไร่ต่อคน หากมีจำนวนไร่มาก เช่น 100 ไร่ ทำไม่รู้กี่วันเสร็จ แถมค่าใช้จ่ายรวมสูงถึง 20,000 บาทต่อครั้ง หากช่วงฝนตกชุกต้องฉีดเพิ่มขึ้นอีก ต่างจาการใช้พาราควอตแบบเดิมที่สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดี

ดร. จรรยา มณีโชติ กล่าวสรุปว่า การแบนพาราควอต ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการแข่งขันของเกษตรกร อาจขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 73 ซึ่งระบุว่า “รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด” จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนใหม่อีกครั้งให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้พาราควอต เช่นเดียวกับหลายประเทศที่เจริญแล้วยังใช้กันอยู่ เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น รวมทั้ง ในปีหน้าเตรียมจัดตั้ง มูลนิธิเกษตรเข้มแข็ง เป็นกระบอกเสียงให้เกษตรกว่า 30 ล้านราย เพื่อดำเนินการต่อสู้ ช่วยเหลือและเรียกร้องในประเด็นต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : บรรเทาน้ำท่วมที่บางสะพาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : บรรเทาน้ำท่วมที่บางสะพาน (naewna.com)

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : บรรเทาน้ำท่วมที่บางสะพาน

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : บรรเทาน้ำท่วมที่บางสะพาน

วันศุกร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันก่อนรองอธิบดีกรมชลประทาน นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริความตอนหนึ่งว่า

“พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนจรดจังหวัดชุมพร มีปริมาณน้ำในลำห้วยต่างๆ เป็นจำนวนมากที่ไหลลงทะเลให้กรมชลประทานพิจารณาวางแผนสร้างแหล่งน้ำเก็บกักน้ำต่างๆ ตามความเหมาะสมไว้ใช้ประโยชน์ให้กับราษฎร และเพิ่มช่องระบายน้ำผ่านถนน และคลองระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยด่วนต่อไป”

กรมชลประทานได้น้อมนำพระราชดำริมาดำเนิน โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการที่แก้ปัญหาน้ำครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้ภาพรวมโครงการ ได้ดำเนินการต่อเนื่องเสร็จสิ้นไปกว่าร้อยละ 50 โดยพื้นที่ต้นน้ำบริเวณเชิงเขาตะนาวศรี จะดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง พื่อตัดยอดน้ำที่จะหลากและกักเก็บไว้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร ปศุสัตว์ และการอุตสาหกรรม ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านไทรทอง มีความจุ 13.36 ล้านลบ.ม. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566 และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่าง มีความจุ 17.46 ล้านลบ.ม. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้ 6,850 ไร่มีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 481 ครัวเรือน

นอกจากนี้ก็จะทำการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ้านโป่งสามสิบ อ่างเก็บน้ำบ้านคลองลอย อ่างเก็บน้ำวังน้ำเขียว พร้อมปรับปรุงฝายทดน้ำห้วยลึก อันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 1

ส่วนพื้นที่กลางน้ำ ได้ดำเนินการขุดลอกขยายคลองบางสะพานและสาขา รวม 4สาย ความยาวคลองรวม 19 กิโลเมตร มีลักษณะคดเคี้ยวไหลผ่านตัวเมืองบางสะพาน โรงเรียน วัด สถานที่ราชการ ชุมชนหลายแห่ง เมื่อเวลาน้ำหลาก จึงล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนมูลค่าความเสียหายแต่ละครั้งนับหลายร้อยล้านบาท พร้อมงานขุดคลองผันน้ำ 3 สาย เพื่อตัดยอดน้ำที่ไหลบ่าผ่านตัวเมือง และผลักออกสู่ทะเลในเวลาอันรวดเร็วซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ อ.บางสะพานได้ในอัตรา 1,025 ลบ.ม.ต่อวินาที มากกว่าอัตรารับน้ำของคลองเดิมกว่าเท่าตัว

สำหรับพื้นที่ปลายน้ำ ได้ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ(ปตร.)ปลายคลองบางสะพาน ตั้งอยู่ที่ต.แม่รำพึง ทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำทั้งการกักเก็บน้ำไม่ให้ไหลลงทะเลไปจนหมด เพื่อประชาชนสองฝั่งคลองจะมีน้ำอุปโภคบริโภค และการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก และช่วยป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มไม่ให้เข้ามาในคลองบางสะพานอีกด้วย ปัจจุบันมีผลงานสะสมประมาณร้อยละ 85

โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2569 นอกจากจะสามารถช่วยลดภัยน้ำท่วมซ้ำซากในตัวอำเภอได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน ได้ 30.75 ล้านลบ.ม. สามารถเปิดพื้นที่ชลประทานได้ถึง 15,450 ไร่ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ชุมชน……


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘มนัญญา’ เดินหน้าพัฒนาเกษตรกร หนุนใช้แนวทางสหกรณ์สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มนัญญา’เดินหน้าพัฒนาเกษตรกร หนุนใช้แนวทางสหกรณ์สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืน (naewna.com)

‘มนัญญา’เดินหน้าพัฒนาเกษตรกร หนุนใช้แนวทางสหกรณ์สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิด โครงการสร้างการรับรู้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่วัดสาลวนาราม (วัดหนองจอก) ตำบลหนองจอก อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ว่า โครงการ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกรมส่งเสริม
สหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 และสร้างการรับรู้ เผยแพร่ความรู้แก่สมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และเกษตรกรทั่วไป สนับสนุนให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์หรือนำแนวทางสหกรณ์ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ปรึกษาประเด็นปัญหาการเกษตร การประกอบอาชีพ จนถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพด้วย

ทั้งนี้ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนงานนโยบายในการขับเคลื่อนพัฒนาการเกษตรของประเทศ ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในส่วนของยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ รวมถึงเชื่อมโยงไปถึงผู้ประกอบการภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาด้านการผลิต และด้านการตลาดของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสนับสนุนการขยายเครือข่ายธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ เพื่อยกระดับการพัฒนาเกษตรกรไปสู่การเป็นผู้ประกอบอาชีพการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง ตลอดจนระบบกลไกสหกรณ์ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาให้เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสังคม เป็นกลไกในการดูแลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่มและการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้อย่างแท้จริง

ดัน4ชุมชนประมงท้องถิ่นนำร่อง ร่วมโครงการ Fisherman’s Village Resort ชูท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สร้างรายได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ดัน4ชุมชนประมงท้องถิ่นนำร่อง ร่วมโครงการFisherman’s Village Resort ชูท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สร้างรายได้ (naewna.com)

ดัน4ชุมชนประมงท้องถิ่นนำร่อง ร่วมโครงการFisherman’s Village Resort ชูท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สร้างรายได้

วันศุกร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงจัดทำโครงการFisherman’s Village Resort ขึ้น เพื่อดึงเอาศักยภาพของชุมชนประมงพื้นบ้านใน 22 จังหวัดชายทะเล และชุมชนประมงในแหล่งน้ำจืด ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่ใกล้ตัว ทั้งอาหารทะเลที่สดใหม่ แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ วิถีการทำประมง รวมไปถึงวัฒนธรรมประเพณีพื้นถิ่น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเสน่ห์ที่ผู้บริโภค หรือนักท่องเที่ยวอยากสัมผัสทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ซื้อหาและรับประทานอาหารทะเลสดๆ ราคาถูกไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง อีกทั้ง ยังช่วยให้ชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นนอกจากรายได้จากการทำประมงเพียงอย่างเดียวด้วย โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวประมงในชุมชน บนฐานทรัพยากรที่ชุมชนมีอยู่ ซึ่งถือเป็นการสร้างเศรษฐกิจระดับฐานราก สร้างธุรกิจชุมชน จากการจำหน่ายอาหารทะเลให้แก่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันโครงการดังกล่าวจะช่วยทำให้เกิดการจ้างงานสร้างอาชีพในชุมชนเกิดการกระจายรายได้ อีกทั้งยังจะสร้างให้เป็นศูนย์เรียนรู้โมเดลเกษตรท่องเที่ยว (Agricultural Tour) แก่ชุมชนประมงแห่งอื่นๆ ต่อไป และอาจมีส่วนช่วยให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนมีงานทำในถิ่นฐานของตนไม่ต้องละทิ้งบ้านเกิด อย่างไรก็ตามโครงการ ดังกล่าว ได้วางกรอบแนวทางการดำเนินงานไว้ว่าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนด้วย

โดยขณะนี้ กรมประมงได้คัดเลือกหมู่บ้านชุมชนชาวประมงชายฝั่งทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทย และ ฝั่งทะเลอันดามัน รวมจำนวน 4 แห่ง นำร่องเข้าร่วมโครงการ Fisherman’s Village Resort แล้ว ประกอบด้วย ชุมชนประมงชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จากจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 1 แห่ง คือ ชุมชนประมงพื้นบ้านอ่าวปากพนัง ซึ่งประกอบด้วย บริเวณบ้านปากพูน บ้านท่าซัก (ปากพญา) อำเภอเมือง และบ้านแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง ซึ่งชุมชนทั้งหมดนี้ ตั้งอยู่บริเวณอ่าวปากพนัง จึงมีจุดเด่นในวิถีการทำประมงแบบยั่งยืน ชาวประมงในชุมชนอนุรักษ์และดูแลพื้นที่ประมงหน้าบ้าน มีแพลอยน้ำเฝ้าระวังการทำประมงผิดกฎหมาย ทำให้บริเวณดังกล่าวมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ อีกทั้ง ยังมีแหล่งอนุรักษ์หอยแครง ธนาคารปูม้า ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม มีกิจกรรมมากมายให้ได้สัมผัส เช่น การหาหอยจุ๊บแจงเดินชมอุโมงค์อเมซอนในป่าชายเลน(Walk Way) และฝูงหิ่งห้อยที่ส่องแสงสว่างไปทั่วคุ้งน้ำ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำได้ภายใน 1 วัน หรือ จะพักค้างแรมก็มีโฮมสเตย์บริการ และหากอยากซื้อของฝากก็มีผลิตภัณฑ์จากกลุ่มแม่บ้านแปรรูป และอาหารทะเลสดๆ จำหน่ายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีชุมชนประมงชายฝั่งทะเลอันดามัน จากจังหวัดกระบี่ และ พังงา จำนวน 3 แห่ง คือชุมชนประมงต้นแบบบ้านไหนหนังหมู่ที่ 3 ตำบลเขาคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ชุมชนบ้านโคกไคร หมู่ที่ 1ตำบลมะรุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา และชุมชนบ้านบางพัฒน์ หมู่ที่ 8 ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา

คูโบต้าเดินหน้าสร้าง ‘เมืองต้นแบบปลอดการเผา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – คูโบต้าเดินหน้าสร้าง‘เมืองต้นแบบปลอดการเผา’ (naewna.com)

คูโบต้าเดินหน้าสร้าง‘เมืองต้นแบบปลอดการเผา’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมา สยามคูโบต้า เกิดแนวคิดตั้ง“โครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn)” โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรปลอดการเผา ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้หลังเก็บเกี่ยว เช่น ฟางข้าวตอซังข้าว และใบอ้อย โดยนำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร(Machinery Solutions) และองค์ความรู้ด้านการเกษตร (Knowledge Solutions) ภายใต้องค์ความรู้ KUBOTA (Agri) Solutions เกษตรครบวงจรมาประยุกต์ใช้เพื่อจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อเกษตรในรูปแบบปลอดการเผา สอดคล้องกับเป้าหมายภาครัฐลดเผาในพื้นที่การเกษตรให้เป็นศูนย์ ภายในปี 2565 สยามคูโบต้าจึงมุ่งเผยแพร่องค์ความรู้ปลอดการเผาผ่านกิจกรรมรณรงค์และสัมมนาโครงการในจ.สุพรรณบุรี เชียงใหม่ และมหาสารคาม พร้อมทั้งลงพื้นที่ส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งจังหวัดปลอดการเผา ในพื้นที่เกษตรเป้าหมาย 12 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม อุบลราชธานี ศรีสะเกษ เชียงใหม่ เลย หนองคาย ร้อยเอ็ด มุกดาหาร พะเยา กำแพงเพชร สระแก้ว และราชบุรี

ในปีนี้ สยามคูโบต้าริเริ่มความร่วมมือโครงการ ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับจ.มหาสารคามและอุบลราชธานี และสานต่อโครงการให้เห็นผลต่อเนื่อง โดยลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) ในจ.ศรีสะเกษ ผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงผู้แทนจำหน่ายคูโบต้าในจ.ศรีสะเกษ เพื่อผลักดันให้ศรีสะเกษ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่พร้อมเป็นจังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) ภายใต้แนวคิด “ศรีสะเกษ เมืองต้นแบบปลอดการเผานอกจากนี้ โครงการ“เกษตรปลอดการเผา”ยังเดินหน้าสนับสนุนตลาดรับซื้อฟางข้าวในพื้นที่ ด้วยจ.ศรีสะเกษ มีตลาดรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีศักยภาพ จากพื้นที่เพาะปลูกข้าวเฉลี่ยกว่า 3,148,433 ไร่ คูโบต้าจึงวางเป้าหมายส่งเสริมพื้นที่ซื้อขายฟางข้าวระหว่างเกษตรกรกับผู้รับซื้อ ผ่านการสร้างความร่วมมือกับตลาดรับซื้อวัสดุเหลือใช้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งสหกรณ์ในจ.ศรีสะเกษ ที่ต้องการฟางข้าวหลังเก็บเกี่ยวกว่า 120.15 ล้านก้อน เพื่อนำไปเป็นอาหารปศุสัตว์ และโรงไฟฟ้าชีวมวลภายในพื้นที่ ที่ต้องการฟางประมาณ 8.89 ล้านก้อน นำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า

ชู ‘น่านโมเดล’ ผลิตอุตสาหกรรมไหมรังเหลือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชู‘น่านโมเดล’ผลิตอุตสาหกรรมไหมรังเหลือง (naewna.com)

ชู‘น่านโมเดล’ผลิตอุตสาหกรรมไหมรังเหลือง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหมติดตามการซื้อขายรังไหมในระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ที่ต.หนองแดง อ.แม่จริม จ.น่าน พร้อมหารือกับนางสาวบุษยา คุ้นวงค์  กรรมการและที่ปรึกษางานส่งเสริม บริษัท จุลไหมไทยจำกัด เรื่องการส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งบริษัทมีความต้องการรับซื้อรังไหม ทั้งไหมรังเหลืองและรังขาวทั่วประเทศถึง 5,000 ตัน แต่ปัจจุบันเกษตรกรผลิตรังไหมขายให้บริษัทได้เพียง 2,000 ตัน  จึงควรผลักดันการส่งเสริมเกษตรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมในระบบเกษตรพันธสัญญา โดยใช้การดำเนินงานของศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน ซึ่งเป็นการผลิตไหมอุตสาหกรรมรังเหลืองเป็นแบบอย่าง เรียกว่า“น่านโมเดล” รูปแบบหลักคือ รวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อแบ่งปันสร้างความเข้มแข็งร่วมกัน มีองค์ความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการทำพันธะสัญญาร่วมกันซึ่งศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน สนับสนุนพันธุ์หม่อนและไข่ไหมให้เกษตรกรเลี้ยงและประสานวางแผนการผลิต กำหนดราคารับซื้อรังไหมที่เป็นธรรมทั้งแก่เกษตรกรและบริษัทเอกชน ขณะเดียวกัน ก็ถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรเลี้ยงไหมวัยอ่อนได้ลดความเสี่ยงจากการขนส่ง ประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายในการขนส่งไหมวัยอ่อนจากบริษัท อีกทั้ง เกษตรกรมีรายได้จากการขายไหมวัยอ่อนให้เกษตรกรด้วยกันนำไปเลี้ยงต่อด้วย ส่วนบริษัทเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องตลาดรับซื้อรังไหม จึงเป็นแนวทางช่วยให้เกษตรกรมีตลาดรองรับเกิดความมั่นใจ และช่วยให้อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบรรลุวัตถุประสงค์ทุกฝ่าย

สำหรับการซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรมในจ.น่าน พะเยาและเชียงรายนั้น สร้างรายได้มากกว่าล้านบาทต่อรุ่น คาดการณ์จำนวนผลผลิตรังไหมตลอดทั้งปี 2563 จำนวน 70 ตัน สร้างรายได้รวมให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ส่วนปี 2564คาดการณ์ว่าจะซื้อขายรังไหมได้ 80 ตัน และสร้างรายได้รวมให้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 13 ล้านบาท

ทั้งนี้ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่านส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมให้เกษตรกรในจ.น่าน พะเยาและเชียงราย ตั้งแต่ปี 2535 มีเกษตรกรหันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพหลักมากขึ้น ปัจจุบันมีเกษตรกรประมาณ 600 ราย และมีเกษตรกรที่จดทะเบียนในระบบเกษตรพันธสัญญาแล้ว310 ราย เป็นการดำเนินงานตามนโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมหม่อนไหมมีแผนขยายพื้นที่ปลูกหม่อนและเพิ่มจำนวนเลี้ยงไหมมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น

ซอกแซกอาเซียน : 26 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ซอกแซกอาเซียน : 26 พฤศจิกายน 2563 (naewna.com)

ซอกแซกอาเซียน : 26 พฤศจิกายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผมคิดว่า เมื่อเอ่ยถึงตำบลชื่อ “ป่าสะแก”ของอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เบื้องต้นคงมีน้อยคนนักที่จะรู้จักหรือคุ้นหู ทั้งนี้เพราะกิตติศัพท์ไม่ได้เกิดจากชื่อของตำบล หากแต่เป็นของคนมีชื่อเสียงบางคนที่เกิดที่นั่น แต่เด่นดังขจรขจายไปในที่อื่น โดยอาจไม่มีใครทราบว่าจริงๆ แล้ว เขาคือสมาชิกของชุมชนป่าสะแกซึ่งผมจะได้กล่าวเล่าให้ท่านผู้อ่านต่อไปครับ

ชุมชนตำบลป่าสะแก ตั้งอยู่ริมคลองกระเสียว ห่างจากตัวอำเภอเดิมบางนางบวช ประมาณ 16 กิโลเมตร ในสมัยอดีต ก่อนที่จะมีการแยกจัดตั้งอำเภอด่านช้าง เมื่อเดินทางออกจากตัวตลาดอำเภอเดิมบางนางบวช ไปทางทิศตะวันตกเพียง 8 กิโลเมตร ก็จะถึงขอบชายป่า ปัจจุบันเป็นชุมชนเล็กๆ เรียกว่าบ้านปากดง นั่นหมายถึงดินแดนหลังจากนั้นเป็นต้นไปจนสุดเขตจังหวัดและต่อด้วยป่าเขาเขตกาญจนบุรีนั้น เป็นพื้นที่ที่มีชุมชนอาศัยอยู่ท่ามกลางป่าดงและขุนเขา จะมีเพียงตำบลป่าสะแกเท่านั้นที่เป็นตลาดค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคและมีความเจริญรุ่งเรือง เป็นแหล่งที่ผู้คนที่อาศัยในป่าดงหลังจากนั้นไปต้องการเดินทาง
มาซื้อข้าวซื้อของเครื่องใช้ หรือไม่ก็ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนหนังสือหนังหากัน เด็กบางคนไม่มีบ้านญาติอยู่ ก็ได้อาศัยเป็นลูกศิษย์วัด เช่น วัดป่าสะแก วัดดอนมะเกลือ วัดขวางเวฬุวัน รวมทั้งวัดสระเมืองท้าว ตลอดจนวัดใกล้เคียง

ชาวตำบลป่าสะแกประกอบไปด้วยชน3 เผ่า คือ ไทย ลาว และจีน คนเก่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า เดิมมีคนชาวลาวซี ลาวครั่งถูกกวาดต้อนจากประเทศลาวในต้นยุครัตนโกสินทร์มาตั้งถิ่นฐานร่วมกับคนไทยดั้งเดิมที่ป่าสะแก อาศัยกันเป็นกลุ่มก้อน ทำอาชีพหลักคือ ทอผ้า (ปัจจุบันเป็นสินค้าโอท็อประดับชาติ) แต่ที่น่าฉงนคือเหล่าคนจีน ซึ่งปกติแล้วเวลาอพยพมาตั้งถิ่นฐาน มักจะสร้างที่อยู่อาศัยเป็นชุมชนใหญ่ริมเส้นทางแม่น้ำไหลผ่าน และในย่านนี้กลุ่มคนจีนได้ขึ้นฝั่งตั้งชุมชนใหญ่ติดแม่น้ำท่าจีน และพัฒนาเป็นตลาดท่าช้างหรือชื่อเป็นทางการ คือ อำเภอเดิมบางนางบวช แต่กระนั้น ได้มีคนจีนบางกลุ่มที่ไม่ได้หยุดอาศัยอยู่เพียงแค่ตลาดท่าช้าง ทว่าเดินทางเลยลึกเข้าป่าไปจนถึงชุมชนดั้งเดิมป่าสะแก ที่ฟังชื่อแล้วย่อมคาดเดาได้ว่า น่าจะเป็นป่าที่เต็มไปด้วยต้นสะแก แต่ก็มีทำเลเส้นทางน้ำไหลผ่านเช่นกัน คือคลองกระเสียว ที่ต้นน้ำมาจากเทือกเขาทางทิศตะวันตกแล้วไหลไปลงสู่แม่น้ำท่าจีน ปัจจุบันต้นคลองห่างออกไปประมาณ 30 กิโลเมตร ได้มีการสร้างเป็นเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ชื่อว่าเขื่อนกระเสียว ซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอใหม่ที่ตั้งในภายหลัง คือ อำเภอด่านช้าง นั่นเอง

จากการที่ได้มีคนเชื้อสายจีนมาอาศัยอยู่ป่าสะแกเป็นจำนวนมาก ทำให้ต่อมาได้แต่งงานอยู่กินกับลูกสาวคนลาว และคนไทยปะปนกันไป (คุณยายชวดของผม มีลูก 7 คน เป็นลูกสาว 4 คน แต่งงานกับคนจีนเรียบ) ที่สำคัญคือช่วยให้ชุมชนป่าสะแกได้มีการพัฒนาให้เป็นแหล่งการค้าพาณิชย์แห่งที่ 2 ของอำเภอ รองจากตลาดท่าช้าง มีการตั้งบ้านเรือนรูปทรงเฉพาะที่สวยงามแปลกแตกต่างจากคนไทยลาวที่อยู่อาศัยแต่เดิม เช่น บ้านไม้สองชั้นทรงปั้นหยา ชั้นบนมีลูกกรงล้อมเดินได้รอบบ้าน บ้านไม้สามชั้นที่พบเห็นได้ยากมาก รวมทั้งบ้านเพิงชั้นเดียวที่สร้างติดต่อกันเป็นห้องแถวขายของทุกชนิด เช่น ร้านตัดเสื้อผ้า ร้านชำ รวมไปจนถึงร้านทำทอง ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะตั้งอยู่ได้ในป่าดงได้ มีร้านกาแฟที่คนสูงอายุมานั่งกินตอนเช้า ส่วนตอนสายถึงเย็นขายกาแฟ หรือโอเลี้ยงเย็นใส่น้ำแข็งทุบลงในกระป๋องนมเก่าที่เจาะร้อยหิ้วด้วยเชือกกล้วย ส่วนน้ำแข็งหมกเก็บรักษาสภาพด้วยแกลบ มีแม้กระทั่งโรงฆ่าหมูที่ชำแหละตอนเช้ามืดแล้วตระเวนส่งลูกค้าที่สั่งไว้ล่วงหน้าโดยห่อด้วยใบตองผูกเชือกกล้วยแขวนไว้หน้าบ้าน

ลักษณะพิเศษอีกอย่างของป่าสะแก คือสภาพพื้นที่ราบลุ่มเป็นแหล่งทำนาที่สำคัญ ซึ่งในสมัยก่อนที่จะสร้างเขื่อนกระเสียว ทุกปีในฤดูฝนจะมีน้ำหลากไหลบ่าท่วมที่นา พาปุ๋ยอินทรีย์มาบำรุงต้นข้าวให้งอกงาม สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จนกระทั่งมีโรงสีข้าวเครื่องจักรไอน้ำแห่งแรกในละแวกนี้ สีข้าวส่งไปยังอำเภอและจังหวัด โดยรถจิ๊ปรุ่นเก่าวิ่งเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันยังเห็นอนุสรณ์ปล่องโรงสีตั้งสูงตระหง่าน ท้าทายจินตนาการย้อนอดีตของคนรุ่นเก่าที่เกิดในยุคนั้น

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘ธรรมนัส’ ลุย ‘นครศรีธรรมราช- พังงา-ภูเก็ต’ รับฟังปัญหาความเดือดร้อนปชช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธรรมนัส’ลุย‘นครศรีธรรมราช- พังงา-ภูเก็ต’ รับฟังปัญหาความเดือดร้อนปชช. (naewna.com)

‘ธรรมนัส’ลุย‘นครศรีธรรมราช- พังงา-ภูเก็ต’ รับฟังปัญหาความเดือดร้อนปชช.

‘ธรรมนัส’ลุย‘นครศรีธรรมราช- พังงา-ภูเก็ต’ รับฟังปัญหาความเดือดร้อนปชช.

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 19.15 น.

‘ธรรมนัส’ลุย‘นครศรีธรรมราช- พังงา-ภูเก็ต’ รับฟังปัญหาความเดือดร้อนปชช.

25 พฤศจิกายน 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต โดย ต.แหลม อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ได้ตรวจพื้นที่กรณีประกาศหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่ดินประชาชน ประมาณ 100 ครัวเรือน ปัจจุบันทางกรมชลประทานได้ดำเนินโครงการปรับปรุงแหล่งน้ำขุดลอกแก้มลิง “ทุ่งทับใน” โดยจะมอบหมายให้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่สาธารณประโยชน์และที่ดินเอกชน ปล่อยทิ้งร้าง รับประเด็นการขอให้ตรวจสอบแนวเขตที่ดินไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และในส่วนของโครงการปรับปรุงแหล่งน้ำขุดลอกแก้มลิง “ทุ่งทับใน” ก็จะขอให้มีการชะลอการดำเนินการ

จากนั้นร.อ.ธรรมนัส พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยัง ชุมชนหาดบางสัก จ.พังงา เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ ดินและที่ดินทำกิน และได้เดินทางไปยังบ้านทับยาง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เพื่อรับฟังปัญหาข้อเรียกร้องการออกโฉนดที่ดินของเอกชน จำนวนเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ ในพื้นที่ซึ่งหมดสัมปทานการทำเหมืองแร่ เพื่อนำประเด็นดังกล่าวไปพิจารณาและดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้องต่อไป

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากการที่ได้รับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรแล้วนั้น เห็นว่าจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร เพราะอาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หากเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศก็จะเป็นไปในทางที่ดี และตอนนี้ได้มีการประสานหน่วยงานทึ่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการ ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสาน ให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากการปรับเปลี่ยนการผลิต พร้อมส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความเหมาะสมต่อการทำการเกษตรแบบผสมผสานสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและมีรายได้เพิ่มขึ้นจากพืชเดิมอีกด้วย

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน (komchadluek.net)

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน

25 พฤศจิกายน 2563 – 14:03 น.

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยและทั่วประเทศกว่า 15,000 ครอบครัวผิดหวังนายกรัฐมนตรีสั่งชะลอการจ่ายเงินชดเชยโควตายาสูบ 160 ล้านบาท หลังคณะกรรมาธิการการเงิน-การคลัง สถาบันการเงินและตลาด สภาผู้แทนราษฎรส่งหนังสือแจ้งความคืบหน้าการจ่ายเงินชดเชยโควตาลดการรับซื้อใบยาฤดูกาลปลูก 2562/2563 โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีให้ชะลอการจ่ายเงินดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากภาครัฐได้มีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รายละ 15,000 บาทแล้ว

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน

นายประเสริฐ สงวนทรัพย์ อุปนายก และรักษาการนายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า เมื่อเดือนสิงหาคม สมาคมชาวไร่ยาสูบฯ ได้ส่งหนังหนังสือถึงรัฐบาลผ่าน กมธ. การเงิน-การคลัง ฯ ให้ช่วยติดตามทวงถามเรื่องเงินชดเชยและการชะลอการขึ้นภาษีบุหรี่ ล่าสุด กมธ. การเงิน-การคลัง ฯ ได้มีหนังสือตอบกลับข้อร้องเรียนโดยระบุว่ากรมสรรพสามิตชี้แจงว่ากระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาอัตราภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรม ส่วนการจ่ายเงินชดเชยรายได้จากการที่เกษตรกรถูกลดโควตาฤดูกาลผลิตปี 2562/2563 นั้น กรมสรรพสามิตได้ของบประมาณกลาง 159.59 ล้านบาท แต่นายกรัฐมนตรีให้ชะลอการจ่ายเงินดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากภาครัฐได้มีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รายละ 15,000 บาทแล้ว และชาวไร่ยาสูบก็อยู่ในกลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว หากมีความจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาเพิ่ม ยสท. ต้องทำเรื่องเสนออีกครั้ง

“พวกเรารู้สึกผิดหวังที่นายกรัฐมนตรีไม่ให้ความดูแลเกษตรกรอย่างเท่าเทียมกัน ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอนุมัติโครงการช่วยเหลือชาวสวนลำไย 3,400 ล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย 10,000 ล้านบาท หรือประกันรายได้ชาวไร่มันสำปะหลัง 9.5 พันล้านบาท ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้ก็ได้รับเงินช่วยเหลือโควิด-19 รายละ 15,000 บาทเหมือนกัน เงินชดเชยโควตาของชาวไร่ยาสูบ ใช้งบประมาณเพียง 160 ล้านบาทเท่านั้น และก็เป็นคนละส่วนกับเงินโควิด พวกเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจ่ายชาวไร่ยาสูบไม่ได้ แต่จ่ายชาวไร่พืชอื่น ๆ ได้ พวกเรารู้สึกถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง การที่ชาวไร่ยาสูบต้องขาดรายได้ไปกว่าครึ่งหนึ่งมาสามปีติดต่อกันแล้ว ก็เป็นผลพวงมาจากความผิดพลาดของนโยบายรัฐบาลที่ขึ้นภาษีบุหรี่มากจนเกินไป และในเรื่องพืชทดแทนที่ท่านนายกฯ สั่งการให้เร่งหาให้พวกเราก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลย มีแต่ทำหนังสือโยนกันไปโยนกันมาระหว่างกรมสรรพสามิตกับการยาสูบแห่งประเทศไทย”

ชาวไร่สุโขทัยโวย นายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐฯ ดูแลเกษตรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน

ขณะเดียวกันจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการปรับอัตราภาษีบุหรี่ให้มีความเหมาะสม หลังจากรัฐบาลประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ออกไปแบบปีต่อมาซึ่งทำให้เกษตรกรชาวไร่ไม่สามารถวางแผนอนาคตได้ การเลื่อนภาษีแบบปีต่อปีเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ไม่ได้ช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบในระยะยาว ในช่วงภาวะเศรษฐกิจติดลบแบบนี้ควรประกาศให้ชัดเจนว่าจะชะลอการขึ้นภาษีออกไปอีก 2-3 ปีก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาทบทวนกันใหม่เพราะชาวไร่ยาสูบยังคงต้องอาศัยรายได้จากการปลูกยาสูบซึ่งดีกว่าการทำนาที่ราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่ยังไม่มีพืชทดแทนที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ปลูกยาสูบ เช่น จังหวัดสุโขทัยซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง ไม่เหมาะสำหรับการปลูกกัญชงที่ต้องปลูกในพื้นที่ลาดเชิงเขา มีการระบายน้ำดี

“พวกเราชาวไร่ยาสูบสุโขทัยอยากเห็นความจริงใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกรทุกกลุ่มให้เสมอภาคไม่เหลื่อมล้ำกัน โดยเร่งจ่ายเงินชดเชยที่ชาวไร่ยาสูบถูกลดโควตา และชะลอการขึ้นภาษียาสูบอออกไป 2-3 ปีจนกว่าจะหาพืชทดแทนที่เหมาะสมได้ หากในอนาคตรัฐบาลจำเป็นต้องขึ้นภาษีบุหรี่อีก ก็อยากให้ขึ้นทีละนิดและประกาศออกมาล่วงหน้า พวกเราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทวงถาม หรือร้องเรียนปัญหาเดิมๆ ที่เคยเรียกร้องไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข”