กรมประมงจัดแข่งตกปลาแหล่งน้ำปิด สร้างสมดุลธรรมชาติ-รักษ์ระบบนิเวศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมประมงจัดแข่งตกปลาแหล่งน้ำปิด สร้างสมดุลธรรมชาติ-รักษ์ระบบนิเวศ (naewna.com)

กรมประมงจัดแข่งตกปลาแหล่งน้ำปิด สร้างสมดุลธรรมชาติ-รักษ์ระบบนิเวศ

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 ที่เขื่อนชลประทานปราณบุรี หมู่ที่ 8 ต.หนองตาแต้ม อ.อปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง เป็นประธานพิธีปิดการแข่งขันตกปลา “PRANBURI FISHING GAME PROFESSIONAL START UP” ครั้งที่ 2 พร้อมมอบถ้วยรางวัลจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้วยรางวัลจากผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และเงินรางวัลรวมกว่า 300,000 บาท ให้นักกีฬาผู้ชนะการแข่งขันกิจกรรม

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมงกล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดขึ้น วัตถุประสงค์หลักเพื่อหาแนวทางบริหารแหล่งน้ำปิดที่ขาดความสมดุลของธรรมชาติ จากการมีปลานักล่าเป็นจำนวนมากส่งผลทำให้ปลาเศรษฐกิจในธรรมชาติลดจำนวนลง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานพบว่าบริเวณเขื่อนปราณบุรีมีปลาชะโด ปลากระสูบ (ปลานักล่า)แพร่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก กิจกรรมดังกล่าวจึงถูกกำหนดจัดขึ้น เพื่อช่วยลดความหนาแน่นของปลาดังกล่าว และช่วยเพิ่มอัตรารอดให้ลูกพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจต่อไปนอกจากนี้ ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนักตกปลาและชาวเรือในเรื่องเรือ-การตกปลา ตลอดจนเป็นการยกระดับกีฬาและนักกีฬาตกปลาของไทยให้ก้าวสู่การเป็นมืออาชีพและได้รับการยอมรับระดับนานาชาติอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2563 ณ เขื่อนปราณบุรี โดยมีนักกีฬาตกปลาโดยมีเข้าร่วมการแข่งขันรวม 95 คน เรือ 64 ลำ สามารถจับปลาชะโดและปลากระสูบขึ้นจากแหล่งน้ำได้จำนวน 65.6 กก. และปีงบประมาณ 2563 กรมประมงมีแผนปล่อยสัตว์น้ำเศรษฐกิจ อาทิ กุ้งก้ามกราม ปลาตะเพียน ปลายี่สก ฯลฯ ลงเขื่อนฯเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ ตลอดจนดำเนินการตามแผนควบคุมการทำประมงช่วงฤดูปลามีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัววัยอ่อน (1 มิถุนายน-31 สิงหาคม ของทุกปี)

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมลักษณะนี้ กรมประมงให้ความสำคัญกับกติกาจับสัตว์น้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ที่ต้องเคียงคู่กับมาตรการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ อาทิ กำหนดขนาดความยาวสัตว์น้ำ ปลาชะโดความยาว 45 ซม.ขึ้นไป ปลากระสูบความยาว 20 ซม. ขึ้นไป โดยผู้แข่งขันต้องมีคลิปวีดีโอยืนยันการจับทุกขั้นตอน มีการกำหนดเวลาจับที่ชัดเจน เพื่อสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศอย่างยั่งยืนต่อไป

หนุนปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ฝึกอาชีพผู้ต้องขังเรือนจำเขาน้อยจ.น่าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – หนุนปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ฝึกอาชีพผู้ต้องขังเรือนจำเขาน้อยจ.น่าน (naewna.com)

หนุนปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ฝึกอาชีพผู้ต้องขังเรือนจำเขาน้อยจ.น่าน

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมนายณกรณ์ ไกรอนุพงษา ผู้อำนวยการสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1 จังหวัดแพร่ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน ตรวจติดตามโครงการส่งเสริมการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ในโครงการคืนคนดีสู่สังคม ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย อ.เมือง จ.น่าน โดยนายเลิศชาย ชูรัตน์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดน่าน ต้อนรับและแนะนำการดำเนินงานในเรือนจำ

จากการทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมหม่อนไหมและกรมราชทัณฑ์ ในการส่งเสริมแนะนำการประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมแก่ผู้ต้องขังก่อนปลดปล่อย กรมหม่อนไหมมอบหมายให้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2547 ด้วยการเข้าไปฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตลอดจนแปรรูปหม่อนและไหมครบวงจร แก่ผู้ต้องขังชายหญิงก่อนปลดปล่อย ที่เรือนจำชั่วคราวเขาน้อยมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีแปลงปลูกหม่อนสำหรับเลี้ยงไหม18 ไร่ และหม่อนผลสด 2 ไร่ มีโรงเลี้ยงไหม 2 โรง เลี้ยงไหมขายรังได้ 5 รุ่นต่อปี และแปรรูปผลผลิตอื่นๆ อาทิชาใบหม่อน ทอผ้าผืน ผ้าพันคอ กระเป๋าปักไหม เนคไทร์ เป็นต้น เพื่อจำหน่ายได้ นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาหม่อนไหมผ้าทอโบราณเมืองน่าน ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน มาช่วยสอนทอผ้าให้ผู้ต้องขังที่เรือนจำหญิง และรับผู้ต้องขังที่ได้รับการปลดปล่อยแล้วเข้าเป็นช่างทอของศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ อธิบดีกรมหม่อนไหมมอบแนวทางพัฒนาระบบน้ำ โดยนำน้ำบาดาลมาใช้ปลูกหม่อน เพื่อให้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้ตลอดปี ทำให้สามารถจำหน่ายผลผลิตรังไหมสร้างรายได้มากขึ้นตามไปด้วย

จากความสำเร็จในเรือนจำชั่วคราวเขาน้อย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้ขยายผลไปยังเรือนจำและทัณฑสถานอื่น กรมหม่อนไหมจึงสนองพระราชดำริ พัฒนาความร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ ภายใต้โครงการคืนคนดีสู่สังคม และโครงการกำลังใจในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมอบให้สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทุกเขต และศูนย์เครือข่ายทั่วประเทศขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่ ส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั้งระบบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ปัจจุบันดำเนินการในเรือนจำและทัณฑสถานไปแล้ว 16 แห่งและจะเพิ่มเป็น 23 แห่ง ในปี 2564

ส่องเกษตร : ต้องเข้าใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : ต้องเข้าใจ (naewna.com)

ส่องเกษตร : ต้องเข้าใจ

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อีกครั้งที่ต้องกล่าวถึงการปกป้องดูแลภาคการเกษตรของไทยด้วยมาตรการทางกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ เพราะปรากฏชัดเจนว่าเกิดความเข้าใจไม่ถูกต้องและมักจะพาดพิงไปบวกกับเรื่องอื่นๆมาประกอบ จนปัจจุบันมีการนำไปใช้ผิดจากวัตถุประสงค์เดิมที่มีมาตั้งแต่เริ่ม

การเคลื่อนย้ายพืช ส่วนต่างๆของพืชที่อาจกลายเป็นศัตรูพืช หรือแม้แต่ศัตรูพืชเอง รวมทั้งพาหะนำศัตรูพืช ได้ถูกหยิบยกนำมาเป็นประเด็นสำคัญ และหารือร่วมกันในระดับนานาชาติ เกิดข้อตกลงสำหรับการกำหนดมาตรการต่างๆ นำมาเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ เพื่อเป็นการปกป้องและป้องกันตัวเองของประเทศต่างๆ ที่ทำการเกษตร เพื่อเป็นแหล่งอาหาร กลายเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ชื่อว่า International Plant Protection Convention หรืออนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ (IPPC) ซึ่งมีหน่วยงานที่กำกับดูแลการดำเนินการตามอนุสัญญาดังกล่าว ประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกทุกคนต้องร่วมกันในการกำหนดมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการอารักขาพืช ไม่ว่าจะเป็นพืชปลูกหรือไม่ก็ตาม และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด หลักสำคัญคือ เพื่อเป็นการป้องกันการเข้ามาและการระบาดทำลายของศัตรูพืชที่มีต่อพืชเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมทางการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของประเทศตนเอง และต่อมามาตรฐานที่กำหนดภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจในมาตรฐานทางการค้าระหว่างประเทศในการนำเข้า-ส่งออกพืชและผลิตผล ภายใต้ความตกลงการค้าของ WTO ในส่วนของความตกลงว่าด้วยการใช้บังคับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ ความตกลงว่าด้วย SPS ซึ่งเป็นมาตรการที่มิใช่ภาษี

ในส่วนของประเทศไทย มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันโรคและศัตรูพืชขึ้นในปี 2495 และพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นพระราชบัญญัติกักพืช ฉบับแรกในปี 2507 และมีการแก้ไขครั้งแรกในปี 2542 และแก้ไขครั้งล่าสุดในปี 2551 ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยได้ไปผูกพันไว้และมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นกับสถานการณ์การป้องกันการระบาดของศัตรูพืชในยุคที่มีการเคลื่อนย้ายกันอย่างเสรีและรวดเร็ว

จากมาตรฐานระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศของเรา หลักสำคัญจะเป็นการควบคุม ดูแล ด้วยวิธีการที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และไม่เป็นการสร้างภาระทางการค้า หรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้าของประเทศสมาชิก ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคงและมั่นใจต่อภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ในส่วนของข้อตกลงทางการค้าที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกจากภาคการเกษตร การค้าขายระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องกำหนดมาตรการต่างๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศคู่ค้า ในการนำเข้าสินค้าเกษตรเข้าไปยังประเทศคู่ค้าปลายทาง ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ต้องมีมาตรการเป็นมาตรฐานในการดำเนินการที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่าสามารถคุ้มครองภาคการเกษตรของเราได้เช่นกันเรียกได้ว่าต้องทัดเทียมกันทั้งสองฝ่าย และอิงกับมาตรฐานระหว่างประเทศ

มาตรการที่นำมาใช้ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เกิดความเหมาะสม ทั้งข้อตกลงตามอนุสัญญา IPPC หรือความตกลงว่าด้วย SPS ภายใต้ WTO แม้แต่ผู้เจรจาการค้าของเรา จึงจะเห็นการเสนอเพื่อการแก้ไข หลักเกณฑ์ วิธีการปฏิบัติ ข้อบัญญัติต่างๆ ทั้งกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง ที่จะทำให้หน่วยงานสามารถนำไปดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และข้อตกลงได้ สำคัญที่สุด คือ การปกป้องตนเองและสร้างมูลค่าส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดการค้า การนำเข้า-การส่งออก อย่างยั่งยืน ต่อเนื่อง ดังนั้น จำเป็นที่ระดับนโยบายและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะต้องมีความเข้าใจและดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ มิเช่นนั้น ความล่าหลังของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับ แทนที่ประเทศจะได้ประโยชน์กับการเปลี่ยนแปลง กลับกลายเป็นว่าเกิดผลเสียเกิดขึ้นแทน และอาจส่งผลรุนแรงสร้างหายนะให้เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรและเศรษฐกิจโดยรวมได้ จากความไม่เข้าใจของคนไม่กี่คน ยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ หากผู้เกี่ยวข้องในระดับนโยบายไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วคงยากที่จะหาความสำเร็จได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ชาวสุโขทัยโวยนายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐดูแลทุกกลุ่มเท่าเทียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชาวสุโขทัยโวยนายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐดูแลทุกกลุ่มเท่าเทียม (naewna.com)

ชาวสุโขทัยโวยนายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐดูแลทุกกลุ่มเท่าเทียม

ชาวสุโขทัยโวยนายกฯ สั่งชะลอเงินชดเชยชาวไร่ยาสูบ วอนรัฐดูแลทุกกลุ่มเท่าเทียม

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 20.42 น.

ชาวไร่ยาสูบสุโขทัยและทั่วประเทศกว่า 15,000 ครอบครัวผิดหวังนายกรัฐมนตรีสั่งชะลอการจ่ายเงินชดเชยโควตายาสูบ 160 ล้านบาท หลังคณะกรรมาธิการการเงิน-การคลัง สถาบันการเงินและตลาด สภาผู้แทนราษฎรส่งหนังสือแจ้งความคืบหน้าการจ่ายเงินชดเชยโควตาลดการรับซื้อใบยาฤดูกาลปลูก 2562/2563 โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีให้ชะลอการจ่ายเงินดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากภาครัฐได้มีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รายละ 15,000 บาทแล้ว

นายประเสริฐ สงวนทรัพย์ อุปนายก และรักษาการนายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า เมื่อเดือนสิงหาคม สมาคมชาวไร่ยาสูบฯ ได้ส่งหนังหนังสือถึงรัฐบาลผ่าน กมธ. การเงิน-การคลัง ฯ ให้ช่วยติดตามทวงถามเรื่องเงินชดเชยและการชะลอการขึ้นภาษีบุหรี่ ล่าสุด กมธ. การเงิน-การคลัง ฯ ได้มีหนังสือตอบกลับข้อร้องเรียนโดยระบุว่ากรมสรรพสามิตชี้แจงว่ากระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาอัตราภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรม ส่วนการจ่ายเงินชดเชยรายได้จากการที่เกษตรกรถูกลดโควตาฤดูกาลผลิตปี 2562/2563 นั้น กรมสรรพสามิตได้ของบประมาณกลาง 159.59 ล้านบาท แต่นายกรัฐมนตรีให้ชะลอการจ่ายเงินดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากภาครัฐได้มีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รายละ 15,000 บาทแล้ว และชาวไร่ยาสูบก็อยู่ในกลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว หากมีความจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาเพิ่ม ยสท. ต้องทำเรื่องเสนออีกครั้ง

“พวกเรารู้สึกผิดหวังที่นายกรัฐมนตรีไม่ให้ความดูแลเกษตรกรอย่างเท่าเทียมกัน ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอนุมัติโครงการช่วยเหลือชาวสวนลำไย 3,400 ล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย 10,000 ล้านบาท หรือประกันรายได้ชาวไร่มันสำปะหลัง 9.5 พันล้านบาท ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้ก็ได้รับเงินช่วยเหลือโควิด-19 รายละ 15,000 บาทเหมือนกัน เงินชดเชยโควตาของชาวไร่ยาสูบ ใช้งบประมาณเพียง 160 ล้านบาทเท่านั้น และก็เป็นคนละส่วนกับเงินโควิด พวกเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจ่ายชาวไร่ยาสูบไม่ได้ แต่จ่ายชาวไร่พืชอื่น ๆ ได้ พวกเรารู้สึกถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง การที่ชาวไร่ยาสูบต้องขาดรายได้ไปกว่าครึ่งหนึ่งมาสามปีติดต่อกันแล้ว ก็เป็นผลพวงมาจากความผิดพลาดของนโยบายรัฐบาลที่ขึ้นภาษีบุหรี่มากจนเกินไป และในเรื่องพืชทดแทนที่ท่านนายกฯ สั่งการให้เร่งหาให้พวกเราก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลย มีแต่ทำหนังสือโยนกันไปโยนกันมาระหว่างกรมสรรพสามิตกับการยาสูบแห่งประเทศไทย”

ขณะเดียวกันจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการปรับอัตราภาษีบุหรี่ให้มีความเหมาะสม หลังจากรัฐบาลประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ออกไปแบบปีต่อมาซึ่งทำให้เกษตรกรชาวไร่ไม่สามารถวางแผนอนาคตได้ การเลื่อนภาษีแบบปีต่อปีเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ไม่ได้ช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบในระยะยาว ในช่วงภาวะเศรษฐกิจติดลบแบบนี้ควรประกาศให้ชัดเจนว่าจะชะลอการขึ้นภาษีออกไปอีก 2-3 ปีก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาทบทวนกันใหม่เพราะชาวไร่ยาสูบยังคงต้องอาศัยรายได้จากการปลูกยาสูบซึ่งดีกว่าการทำนาที่ราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่ยังไม่มีพืชทดแทนที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ปลูกยาสูบ เช่น จังหวัดสุโขทัยซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง ไม่เหมาะสำหรับการปลูกกัญชงที่ต้องปลูกในพื้นที่ลาดเชิงเขา มีการระบายน้ำดี

“พวกเราชาวไร่ยาสูบสุโขทัยอยากเห็นความจริงใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกรทุกกลุ่มให้เสมอภาคไม่เหลื่อมล้ำกัน โดยเร่งจ่ายเงินชดเชยที่ชาวไร่ยาสูบถูกลดโควตา และชะลอการขึ้นภาษียาสูบอออกไป 2-3 ปีจนกว่าจะหาพืชทดแทนที่เหมาะสมได้ หากในอนาคตรัฐบาลจำเป็นต้องขึ้นภาษีบุหรี่อีก ก็อยากให้ขึ้นทีละนิดและประกาศออกมาล่วงหน้า พวกเราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทวงถาม หรือร้องเรียนปัญหาเดิมๆ ที่เคยเรียกร้องไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข”

สทนช.เร่งพัฒนา-อนุรักษ์-ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สทนช.เร่งพัฒนา-อนุรักษ์-ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ (naewna.com)

สทนช.เร่งพัฒนา-อนุรักษ์-ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช.เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนา อนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เร่งแก้ปัญหาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ 6 แห่ง พร้อมตั้งคณะทำงานบูรณาการและสร้างเอกภาพในการทำงาน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหาร พัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ครั้งที่ 1/2563 เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ อยู่ภายใต้โครงสร้างของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) แต่งตั้งโดยคำสั่งของ พลเอก ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2563 เพื่อกำหนดนโยบาย การพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ การเข้าใช้ประโยชน์ การเร่งรัดและติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ของหน่วยงานเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเข้าไปแก้ไขปัญหาและลดช่องว่างการดำเนินงานต่างๆ ให้สามารถขับเคลื่อนแผนหลักในการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์แหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองสำหรับใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยบริหารจัดการน้ำท่วมและน้ำแล้ง

สำหรับการประชุมนัดแรก ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบนโยบาย และแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี โดยในเบื้องต้นกำหนดให้มีการบูรณาการการดำเนินงานเชิงพื้นที่ (Area Based) สำหรับแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองที่มีแผนหลัก ได้แก่ บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ บึงราชนก จ.พิษณุโลก และหนองหารจ.สกลนคร ให้เร่งรัดดำเนินงานให้เป็นไปตามกรอบแนวทางและเป้าหมายของแผนหลัก พร้อมทั้งรายงานความก้าวหน้า การใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งผลสัมฤทธิ์ของโครงการให้ สทนช. ทราบ เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ต่อไป

ส่วนแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองที่ต้องจัดทำแผนหลักเป็นลำดับต่อไปนั้น ที่ประชุมมีมติให้วิเคราะห์และคัดเลือกแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ที่มีความสำคัญ/มีปัญหาเร่งด่วน หรือเป็นนโยบายระดับชาติ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในระยะแรก โดยมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นว่า แหล่งน้ำธรรมชาติ จะต้องเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์ ที่มีความสำคัญระหว่างประเทศหรือมีความสำคัญระดับนานาชาติ รวมทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติอื่นๆ ที่มีพื้นที่มากกว่า 1,000 ไร่ หรือปริมาณกักเก็บน้ำมากกว่า 20 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือมีพื้นที่ครอบคลุมมากกว่า 1 จังหวัด ส่วนแม่น้ำลำคลอง ต้องเป็นคลองธรรมชาติหรือคลองขุดที่สำคัญและไม่เป็นทางน้ำชลประทาน มีการใช้ประโยชน์หลายกิจกรรมหรือมีผลกระทบต่อชุมชนสูง ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ ตลอดจนเร่งรัดให้มีการศึกษาและจัดทำแผนหลักการพัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง ผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด คณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อเป็นกรอบในการใช้การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง

อย่างไรก็ตามในเบื้องต้น ที่ประชุมได้เห็นชอบให้เร่งดำเนินการขับเคลื่อนแหล่งน้ำธรรมชาติที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์ที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ และมีความสำคัญระดับนานาชาติ เพื่อจัดทำแผนหลัก รวม 6 แห่ง ได้แก่ แอ่งเชียงแสน จ.เชียงราย มีพื้นที่ 8,164 ไร่ หนองเล็งทราย จ.พะเยา เนื้อที่ 5,050 ไร่ กว๊านพะเยา จ.พะเยา มีพื้นที่ 11,861 ไร่ บึงสีไฟ จ.พิจิตร มีพื้นที่ 5,070 ไร่ กุดทิง จ.บึงกาฬ มีพื้นที่ 16,500 ไร่ และบึงละหาน จ.ชัยภูมิ มีพื้นที่ 18,181 ไร่ โดยคณะอนุกรรมการฯ จะเร่งปรับปรุงแผนงานและงบประมาณเพื่อเตรียมเข้าที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อให้ทันต่อการอนุมัติงบประมาณในปี 2565 ต่อไป

“พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำในด้านต่างๆ จึงต้องการนำแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่ ทั้งแม่น้ำ หนอง บึง ทะเลสาบ รวมถึงบ่อน้ำพุต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองมีจำนวนมาก และมีหลายหน่วยงานดูแลตามภารกิจของตนเอง ทำให้ไม่มีความเป็นเอกภาพในการดำเนินการ และขาดความต่อเนื่องในการดูแลรักษา ส่งผลให้แหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองต่างๆ เหล่านั้น มีสภาพเสื่อมโทรม รวมทั้งขาดการจัดระเบียบจนเกิดการบุกรุกเข้าครอบครองการทำประโยชน์ทั้งจากหน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ขึ้นมา นับเป็นจุดเริ่มต้นในการบูรณาการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว นอกจากนี้ ในเบื้องต้น ยังได้แต่งตั้ง
คณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการฯ จำนวน 4 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ 2.คณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก 3.คณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร และ 4.คณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูหนองหาร จังหวัดสกลนคร เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการบูรณาการการดำเนินการและเร่งรัดการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา และฟื้นฟูสภาพของแหล่งน้ำนั้นๆ ให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ และฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ให้กลับมาสมบูรณ์ได้อย่างยั่งยืน” เลขาธิการ สทนช.กล่าวย้ำในตอนท้าย

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม 12 มาตรการรับมือแล้งปี’63/64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม12มาตรการรับมือแล้งปี’63/64 (naewna.com)

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม12มาตรการรับมือแล้งปี’63/64

รายงานพิเศษ : ก.เกษตรฯเตรียม12มาตรการรับมือแล้งปี’63/64

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียม 12 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 พร้อมสั่งการสำนักงานเกษตรจังหวัดเร่งรณรงค์สร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2564” แจ้งเตือนเกษตรกรให้ทราบทุกระยะ กำชับเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำดูแลพืชอย่างถูกวิธี

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า จากข้อมูลของคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้พิจารณาวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ศักยภาพน้ำ ความเหมาะสมของพื้นที่ พันธุ์ข้าว แนวโน้มการตลาด และโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ที่จะดำเนินการในช่วงฤดูแล้งได้กำหนดแผนนโยบายการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2563/64 โดยมีแผนการเพาะปลูกทั้งประเทศ จำนวน 5.12 ล้านไร่

สำหรับการจัดสรรน้ำด้านการเกษตร พบว่า เนื่องจากบางพื้นที่มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำค่อนข้างน้อย จึงไม่สามารถจัดสรรน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าวรอบที่ 2 ในช่วงฤดูแล้งปี 2563/64 บางพื้นที่ได้ จึงสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของรัฐ เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย (หลังนา)ปี 2564 เป็นต้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในการปลูกพืชอื่นทดแทนการปลูกข้าวรอบที่ 2 นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร 12 มาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 พร้อมมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในทุกด้าน โดย1. การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2564” เป็นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในทุกด้านเพื่อรับมือภัยแล้ง 2. การเฝ้าระวังน้ำเค็มรุกพื้นที่พืชสวน โดยสำรวจพื้นที่เสี่ยง แจ้งเตือนข่าวสาร สถานการณ์แล้ง การขาดแคลนน้ำ เยี่ยมเยียน ติดตามให้คำแนะนำทางวิชาการในการดูแลรักษาสวน การให้น้ำ ลดการใช้ปุ๋ย เพื่อป้องกันความเค็มสร้างความเสียหายแก่พืช 3. คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ โดยบูรณาการหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปให้บริการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ แจ้งสถานการณ์ และวิธีการปรับตัว ข้อมูลการให้ความช่วยเหลือต่างๆ 4. โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตร เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) โดยการอบรมให้ความรู้ และศึกษาดูงานการปลูกพืชทางเลือกใหม่ รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนการผลิตพืชชนิดใหม่ที่เหมาะสม

5. โครงการส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจัดอบรมให้ความรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาแก่เกษตรกรในพื้นที่เหมาะสมมากหรือปานกลาง รวมทั้งจัดทำแปลงเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา 6. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายในฤดูนาปรัง เพื่อให้มีพื้นที่ในการจัดทำแปลงเรียนรู้ และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตพืชหลากหลายตามความต้องการของตลาด มีการทำแผนการผลิต แผนการตลาด 7. โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นาเพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการให้น้ำแก่พืชที่ถูกต้อง โดยถ่ายทอดความรู้การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าสำหรับเกษตรกร การจัดทำแปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา เพื่อเป็นตัวอย่างและจุดเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร 8. โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน

9. โครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและการบริการสมาชิกและเกษตรกรเพื่อนำไปผลิตจุลินทรีย์ และผลิตจุลินทรีย์/ศัตรูธรรมชาติพร้อมใช้ เช่น ไตรโคเดอร์มา บิวเวอร์เรียแมลงหางหนีบ มวนเพชฌฆาต 10. โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ส่งเสริมการอารักขาพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ดำเนินการผลิตจุลินทรีย์/ศัตรูธรรมชาติพร้อมใช้ 11. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร ปี 2563/64 โดยดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเขียวเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร 12. โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร และสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคงมากขึ้นจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพมาตรฐาน

ด้านนางปาลลิน พวงมี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่ากรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมประสานและช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดหาช่องทางการตลาดให้กับผลผลิตพืชฤดูแล้ง สร้างการรับรู้เพื่อให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้โดยเฉพาะข้าวรอบที่ 2 ควบคุมพื้นที่ปลูกไม่ให้เกินจำนวนที่กำหนด และพืชไร่พืชผักส่งเสริมให้มีพื้นที่ปลูกตามจำนวนที่กำหนด รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรปฏิบัติดูแลรักษาพืชในช่วงฤดูแล้ง การรักษาความชื้น และลดการเผาตอซัง ฟางข้าว เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นหมอกควันด้วย

ผู้สมัครโร่แจ้งกกต. เลือกตั้งมุกดาหารดุ ทำลายป้ายหาเสียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ผู้สมัครโร่แจ้งกกต. เลือกตั้งมุกดาหารดุ ทำลายป้ายหาเสียง (naewna.com)

ผู้สมัครโร่แจ้งกกต. เลือกตั้งมุกดาหารดุ ทำลายป้ายหาเสียง

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการติดป้ายหาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มุกดาหาร และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) มุกดาหาร ในเขตพื้นที่ อ.เมืองมุกดาหาร พบว่าป้ายหาเสียงริมถนนสองนางสถิต อ.เมือง จ.มุกดาหาร มีป้ายของผู้สมัครนายก อบจ. หมายเลข 4 ผู้สมัครอิสระ จำนวน 1 ป้าย ถูกมือดีเอาสีสเปรย์พ่นและถ้อยคำหยาบคายที่บริเวณป้ายได้รับความเสียหาย และป้ายผู้สมัคร ส.อบจ. หมายเลข 2 เขตเลือกตั้งที่ 7 ถูกมือดีเอาสีสเปรย์มาพ่น และถ้อยคำหยาบคายเต็มป้าย ซึ่งป้ายได้รับความเสียหายเช่นกัน 

โดยจากการสอบถามไปยังทางผู้สมัคร นายก อบจ. และ ส.อบจ. มุกดาหาร เรื่องป้ายที่ถูกทำลายนั้น ทางผู้สมัคร บอกว่า ยังไม่ได้เข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่จะเข้าพบทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จ.มุกดาหาร เพื่อหารือเรื่องดังกล่าว และจะได้ติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดหลายตัว คาดว่าน่าติดตามตัวผู้ทำลายป้ายหาเสียงของผู้สมัครนายก อบจ. และ ส.อบจ. มุกดาหาร มาดำเนินคดีตามกฎหมายได้

ทั้งนี้ หากผู้ใดมีพฤติกรรมการทำลายป้ายหาเสียง  มีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 358 ฐานทำให้เสียทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งก็มีโทษในอัตราเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การทำลายป้ายหาเสียงนั้น ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย และหากมีคนเห็นต่างที่แอบทำลายป้ายหาเสียง ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอีกเช่นกัน นอกจากห้ามทำลายแล้วยังห้ามเคลื่อนย้ายป้ายหาเสียงเพราะจะมีความผิดด้วย

สกู๊ปพิเศษ : เจาะสนามเลือกตั้ง นายก อบจ.อำนาจเจริญ แม้แต่กูรูก็ยังไม่กล้าฟันธง คำตอบ คือ ประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สกู๊ปพิเศษ : เจาะสนามเลือกตั้ง นายก อบจ.อำนาจเจริญ แม้แต่กูรูก็ยังไม่กล้าฟันธง คำตอบ คือ ประชาชน (naewna.com)

สกู๊ปพิเศษ : เจาะสนามเลือกตั้ง นายก อบจ.อำนาจเจริญ  แม้แต่กูรูก็ยังไม่กล้าฟันธง คำตอบ คือ ประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : เจาะสนามเลือกตั้ง นายก อบจ.อำนาจเจริญ แม้แต่กูรูก็ยังไม่กล้าฟันธง คำตอบ คือ ประชาชน

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ ประกาศรับสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ (นายก อบจ.) จำนวน 5 คน และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ (ส.อบจ.) อีกจำนวน 105 คน เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา เรียกว่า ผู้สมัครทั้งหมด 110 คน มีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ได้  

โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอำนาจเจริญควบคุม ดูแล การเลือกตั้ง ให้เป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส มากที่สุด 

สำหรับ ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ(นายก. อบจ.) จำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายสว่าง นาคพันธ์ หมายเลข 1 นางจันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี หมายเลข 2 นางสาววันเพ็ญ ตั้งสกุล หมายเลข 3 นายชัยศรี กีฬา หมายเลข 4 และ นายพนม ประเสริฐศรี หมายเลข 5  

เมื่อส่องกล้องเส้นทางการเมืองของผู้สมัคร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ (นายก อบจ.) ทั้งหมด 5 คน
ปรากฏว่า บางคนผ่านสนามการเมืองท้องถิ่นมาอย่างโชกโชน ระดับปรมาจารย์การเมืองเลยทีเดียว จึงถูกมองว่า เป็นเต็ง 1 แบเบอร์จะกำชัยชนะ สู่ฝั่งฝัน เป็นนายก อบจ.อำนาจเจริญ ได้ในที่สุด 

บางคน เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ ลงสู่สนามการเมืองเป็นครั้งแรก รอคู่แข่ง บรรดาตัวเต็งทั้งหลาย ต่อสู้กันจน
เพลี่ยงพล้ำ ประสบอุบัติเหตุทางการเมือง และถูกลงโทษ ถูกใบเหลือง หรือ ใบแดง เพื่อหวัง ได้รับส้มหล่น เป็นนายก อบจ.อำนาจเจริญ ชนิดพลิกโผ พลิกล็อกประมาณนั้น 

สำหรับเส้นทางการเมืองของผู้สมัคร นายก อบจ.อำนาจเจริญ ทั้ง 5 คน จากอดีตถึงปัจจุบัน พบว่า นายสว่าง
นาคพันธ์ หมายเลข 1 กลุ่มอิสระ อดีตรองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลอำนาจเจริญ ทำงานทางสังคมมายาวนาน เป็นที่รู้จักของผู้คน  จึงต้องอาศัยฐานเสียงจากแฟนคลับบางกลุ่มและครูจำนวนหนึ่งพร้อมจะเทคะแนนให้อย่างเต็มที่  

ส่วน นางจันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี ผู้สมัครหมายเลข 2 กลุ่มพลังอำนาจเจริญ ลงสนามการเมืองท้องถิ่นมากว่า 20 ปี ประสบการณ์เพียบ ฐานเสียงแน่นทั้ง 7 อำเภอ พร้อมเสนอ ส.อบจ.คู่ใจทั้ง 24 คน ลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยนโยบายถูกใจประชาชน เสียงตอบรับดีมาก  

ทว่า ไม่ควรมองข้าม นางสาววันเพ็ญ ตั้งสกุล หมายเลข 3 กลุ่มภูมิใจไทอำนาจ บุตรสาวนักธุรกิจมากบารมีในตัวเมืองอำนาจเจริญ แม้จะลงสนามการเมืองมาไม่นาน ทว่า ที่ผ่านมาทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด และที่โดดเด่น เห็นเป็นรูปธรรม ก็คือการจัดทำรถปันสุข ตระเวนไปทั่วทุกพื้นที่ ช่วยเหลือ ผู้ประสบปัญหา โควิด-19 ที่ผ่านมา ใช้สโลแกนหาเสียงที่ว่า “ถนนปลอดภัย น้ำไหล ไฟสว่าง ก้าวข้ามความจน สร้างคน สร้างอาชีพไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พร้อม ส.อบจ. 24 คน ลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง เสียงดีไม่เป็นสองรองใคร   

และที่ตามมาไม่ห่าง เป็นเงาตามตัว ชนิดที่ว่า หายใจรดต้นคอเลยทีเดียว นั่นก็คือ นายชัยศรี กีฬา หมายเลข 4 อดีต สส. เขต 2 อำนาจเจริญ 1 สมัย ลงในนามคณะก้าวหน้า โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ช่วยหาเสียงหลายอำเภอรอบนอก และมีรายงานว่า โค้งสุดท้าย จะนำคณะปราศรัยชุดใหญ่ ลุยอำนาจเจริญ ให้กระจุย กระจาย เพื่อเป้าหมาย สู่ชัยชนะ เป็น นายก อบจ.อำนาจเจริญสมใจ 

ส่วน นายพนม ประเสริฐศรี หมายเลข 5 ลงเล่นการเมืองเป็นครั้งแรก นักการเมืองหน้าใหม่ ผู้คนไม่รู้จัก คงต้องอาศัย
คำว่า “ปาฏิหาริย์” เท่านั้น จึงจะถึงฝั่งฝัน 

อย่างไรก็ตาม ในวันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เป็นวันเลือกตั้ง ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบ ได้ดีที่สุด

สนธยา ทิพย์อุตร

ชายคาพระพิรุณ : 23 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชายคาพระพิรุณ : 23 พฤศจิกายน 2563 (naewna.com)

ชายคาพระพิรุณ :  23 พฤศจิกายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 23 พฤศจิกายน 2563

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับเลื่อนตำแหน่งใหม่ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ ที่เลื่อนจากรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ แทนนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ที่ไปนั่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ไปตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าไม่พลิกโผที่มีกระแสมาตั้งแต่ต้น เป็นบุคคลที่นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ไว้วางใจเป็นอย่างดี และนายวิศิษฐ์ เองก็เป็นลูกหม้อกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญงานด้านสหกรณ์เป็นอย่างดี และเป็นที่ยอมรับจากบุคลากรของกรมฯ ซึ่งก่อนจะเติบโตขึ้นมาเป็นรองอธิบดี ก็เคยผ่านงานบริหารทั้งสหกรณ์จังหวัดมาแล้วหลายแห่ง อีกทั้งยังเคยเป็นผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เห็นงานมาทุกมิติ การได้คนภายใน ที่มีความรู้ความสามารถมานั่งบริหารถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว สามารถเดินหน้าก่องานใหม่และสานต่องานที่นายพิเชษฐ์ ได้ดำเนินการมาเป็นอย่างดีแล้วได้ทันที…นอกจาก ตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แล้วที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังอนุมัติตำแหน่งผู้ตรวจราชการเพิ่มอีก 4 ตำแหน่ง คือ 1.นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ ขยับจากตำแหน่งรองอธิบดี กรมปศุสัตว์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 2.พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรม ขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 3.นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง และ 4.นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทาน ขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง ขุนเกษตราขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้ครับ…

ขุนเกษตรา ได้ข่าวมาว่า กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานใหญ่ที่สุพรรณบุรีเร็วๆ นี้ ชื่องานมหกรรม “เกษตรอัจฉริยะ
ครั้งที่ 1 อำนวยการสร้างโดย รมช.จากเมืองสุพรรณฯ แห่งบ้านควายเจ้าเดิม โดยผู้ที่รับบทเป็นแม่งานใหญ่ น่าจะเป็นกรมที่มีอธิบดีใหม่ป้ายแดงสายตรงของ รมช.นั่นเอง ที่จะต้องหางบประมาณมาจัดงานสนองความต้องการของ ฯพณฯ ข่าวว่างานนี้ อาจจะต้องระดมทุนจากกรมอื่นเข้ามาช่วย แถมกรมในการกำกับดูแลของ ฯพณฯ ยังจะต้องหาสินค้ามาลดแลกแจกแถม บริการผู้เที่ยวงานกันให้ถึงใจ เอาใจชาวสุพรรณบุรีไปเต็มๆ เหมือนหาเสียงอย่างไรอย่างนั้น ขุนเกษตราก็สงสัยเหลือเกินว่า ทำไมนะ อีเว้นท์ใหญ่ๆ เยี่ยงนี้ จะต้องไปจัดที่สุพรรณบุรี ที่นั่นมันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญหรืออย่างไร
ขุนเกษตราว่านะ สุพรรณบุรีน่ะ อุดมสมบูรณ์ รุ่งเรืองด้านเกษตรกรรมแทบทุกอย่างอยู่แล้ว ทั้งนาข้าว อุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลและการเกษตรอื่นๆ รวมถึงระบบชลประทาน ดังนั้น หากจะจัดงานเพื่อเผยแพร่นวัตกรรม โดยเฉพาะด้านเกษตรอัจฉริยะตามชื่อของงาน ก็น่าจะนำไปเผยแพร่ให้กับเกษตรกรพื้นที่อื่นๆ ได้เรียนรู้บ้าง ประโยชน์มันจึงจะตกอยู่กับประชาชนและเกษตรกรจริงๆ หรือว่างานนี้เพียงต้องการงบประมาณเพื่อจัดอีเว้นท์สัก 4-5 วันเท่านั้น พองานเลิกก็แล้วกัน นี่ก็ยังได้ข่าวมาอีกนะว่า แม้จะเพิ่งเริ่มโครงการ เริ่มหางบจัดงานกัน แต่มีออแกไนซ์รองรับสำหรับงานนี้เรียบร้อยแล้วด้วย… พะน่ะ

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’ พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร (naewna.com)

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง  ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’พืชอาหารคุณค่าสูง ปลูกง่าย-ใช้น้ำน้อย-สร้างรายได้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีอายุเก็บเกี่ยว 85-90 วัน นับเป็นวัตถุดิบอาหารโคนมที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ให้ปริมาณน้ำนมค่อนข้างมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหญ้าเนเปียร์และข้าวโพดเมล็ดที่นำไปผสมในอาหารสัตว์จากการเปิดเผยของ นางสุจารีย์ พิชา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ให้ข้อมูลว่าเกษตรกรที่ใช้ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นอาหารสำหรับโคนม สามารถให้น้ำนมได้ 14 กิโลกรัม/ตัว/วัน ถ้าเปรียบเทียบกับพืชอาหารชนิดอื่น ซึ่งให้น้ำนมได้ 12 กิโลกรัม/ตัว/วัน และที่สำคัญข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นพืชที่มีศักยภาพทั้งด้านการผลิตและการตลาด สามารถปลูกทดแทนสินค้าหลักอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขายเฉพาะเมล็ด (อายุเก็บเกี่ยว 120 วัน) ได้ แต่ปัจจุบันพบว่าปริมาณการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถผลิตได้เพียง 870 ตัน/ปี ในขณะที่ปริมาณความต้องการรับซื้ออยู่ที่ 1,055 ตัน/ปี ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้เลี้ยงโคนมและสหกรณ์โคนม ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและจำหน่ายข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก เพื่อให้สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมนำไปใช้ทำอาหาร TMR เพื่อลดต้นทุนการผลิตมากกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อขายเมล็ดและหญ้าเนเปียร์

 นางสุจารีย์ พิชา

จากการลงพื้นที่ของ สศก. โดย สศท.1 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า มีพื้นที่ความเหมาะสมในการปลูก (S1,S2) จำนวน 770,392 ไร่ ซึ่งเกษตรกรมีการปลูกในพื้นที่ S1,S2 เพียง 39,504 ไร่ คงเหลือพื้นที่ความเหมาะสมอีกจำนวน 730,888 ไร่ ที่เกษตรกรยังไม่มีการใช้พื้นที่เพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำหรับพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3, N) เกษตรกรทำการปลูกจำนวน 40,683 ไร่ ดังนั้น จึงแนะนำให้เกษตรกรหันมาปรับระยะเวลาเก็บเกี่ยวให้เร็วขึ้น คือ 85-90 วัน และใช้พันธุ์ที่เหมาะสม เช่น พันธุ์นครสวรรค์ 80 เพื่อเก็บเกี่ยวเป็นผลผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก แทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีระยะเวลาเก็บเกี่ยว 120 วัน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว เกษตรกรยังสามารถปลูกได้ประมาณ 3 รอบ ในระยะเวลา 1 ปี

สำหรับต้นทุนการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝัก เฉลี่ยอยู่ที่ 6,133 บาท/ไร่/รอบการผลิต เกษตรสามารถปลูกได้ 3 รอบ/ปี โดยรุ่นที่ 1 จะปลูกช่วงต้นฝนเดือนพฤษภาคม เก็บเกี่ยวกลางเดือนกรกฎาคม รุ่นที่ 2 ปลูกช่วงปลายฝนเดือนกรกฎาคม เก็บเกี่ยวเดือนตุลาคม และรุ่นที่ 3 ปลูกปลายเดือนตุลาคม เก็บเกี่ยวเดือนมกราคมของทุกปี ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 85-90 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 5,800 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรได้ผลตอบแทน 6,574 บาท/ไร่/รอบการผลิต ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 440 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่เกษตรกรขายได้ 1.10 บาท/กิโลกรัม (ราคา ณ พฤศจิกายน 2563)

ด้านการซื้อขายข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักในพื้นที่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 55 เกษตรกรจะจำหน่ายผลผลิตให้กับสหกรณ์โคนมการเกษตรไชยปราการ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยผ่านตัวแทนผู้รวบรวมผลผลิตในพื้นที่ ซึ่งได้มีการทำ MOU กับสหกรณ์โคนม ในเรื่องปริมาณและราคาในการรับซื้อผลผลิตแต่ละรุ่น ซึ่งตัวแทนจะทำหน้าที่ในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร จากนั้นจะทำการตัดสับต้นข้าวโพดผ่านเครื่องช็อปต้นข้าวโพด และขนส่งให้กับโรงบ่อหมักของสหกรณ์โคนมเพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการทำข้าวโพดหมัก และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมส่วนผลผลิตอีกร้อยละ 45 เกษตรกรจะนำไปใช้ทำอาหาร TMR ในฟาร์มของตนเอง

ทั้งนี้ ข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักเป็นพืชสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกร รวมทั้งภาครัฐมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและจำหน่าย เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเกษตรกรควรหมั่นตรวจดูแลรักษาแปลง และควรเฝ้าระวังโรคและศัตรูพืช หากเกษตรกรหรือท่านใดสนใจข้อมูลการผลิตข้าวโพดต้นสดพร้อมฝักของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.1 โทร. 0-5312-1318 อีเมลzone1@oae.go.th