สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531468

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชดำริ

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์นานกว่า 70 ปี ทรงให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำมีถึง 3,481 โครงการ

กรมชลประทานได้สนองพระราชดำริดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 3,206 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอ่างเก็บน้ำประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ อยู่ภาคเหนือ 1,277 โครงการ ภาคอีสาน 758 โครงการ ภาคกลาง 498 โครงการ และภาคใต้ 673 โครงการ สามารถกักเก็บน้ำรวมกันได้กว่า 6,771 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)

ที่สำคัญทุกโครงการล้วนสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชน มีพื้นที่รับประโยชน์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4.9 ล้านไร่ มีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือน และขยายพื้นที่ชลประทานสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำได้ถึง 3.41 ล้านไร่

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติ ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ความว่า “เราจะสืบสาน รักษาและต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

กรมชลประทานได้ดำเนินการ ตามพระปฐมบรมราชโองการดังกล่าว ในการสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในด้านพัฒนาแหล่งน้ำที่เหลือ ให้สำเร็จทุกโครงการ โดยในปี 2563 แล้วเสร็จอีก 14 โครงการ กักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 2,700 ไร่ ในขณะที่มีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 8,189 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์ 2,091 ครัวเรือน

ในปี 2564 จะดำเนินการอีก 8 โครงการ กักน้ำได้เพิ่มขึ้น 11.56 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 12,050 ไร่ มีพื้นที่รับประโยชน์ 23,088 ไร่และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 8,700 ครัวเรือน

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นทรงครองราชย์ เป็นรัชกาลที่ 10ได้สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการพัฒนาแหล่งน้ำมาโดยตลอดระยะเวลา 3 ปี ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแล้วถึง 99โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็กที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม

ที่สำคัญกรมชลประทานยังยืนยันว่า ทุกโครงการสามารถตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินงาน ตรวจสอบผลประโยชน์ที่ได้รับว่า คุ้มค่าหรือไม่ได้ตลอดเวลา

ไตร่ตรอง ศึกษา ค้นหาความจริง กันสักนิดนะครับ ไม่ใช่ได้ข้อมูล งูๆ ปลาๆ บิดเบือนจากความจริง แล้วก็เอามาพูดกัน


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สทนช.เร่งแก้ปัญหาน้ำ2ชุมชนใหญ่นครพนม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531256

สทนช.เร่งแก้ปัญหาน้ำ2ชุมชนใหญ่นครพนม

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช.ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ 2 ตำบลใหญ่ ของอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เดินหน้าวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำรองรับ พร้อมจัดหาน้ำสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง มั่นใจแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อติดตามความก้าวหน้าการศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่เกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร ที่ สทนช. ดำเนินการศึกษาอยู่ พบว่า ประชาชนกว่า 1,000 ครัวเรือน ใน 4 หมู่บ้าน ของ ตำบลรามราช และ ตำบลเวินพระบาท อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค แม้จะอยู่ใกล้กับ อำเภอเมือง และมีแหล่งเก็บน้ำคือ อ่างเก็บน้ำบ่อน้อย (บ่อหลวง) แต่เนื่องจากอ่างเก็บน้ำดังกล่าวมีอายุมากกว่า 40 ปี
ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน ทำให้ประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำลดลงและไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ถึงถึง 2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ตามความจุเก็บกักของอ่างฯเดิม และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งปริมาณน้ำก็จะเริ่มแห้งขอด ตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เป็นประจำทุกปี ส่งผลให้ประชาชนทั้ง 2 ตำบล ไม่มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

ทั้งนี้ การศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่เกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ผลการศึกษาในส่วนของจังหวัดนครพนม มีแผนการดำเนินการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำบ่อน้อยมีโดยทำการขุดลอกปรับปรุงอ่างเก็บน้ำพร้อมยกระดับเก็บกักขึ้นอีก 50 เซนติเมตร ด้วยการใช้ประตูแบบบานพับ ทำให้เก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 1.5 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่การเกษตรได้ 2,000 ไร่ถัดมาคือการยกระดับฝายห้วยบ่อ ที่กั้นน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขงเพื่อยกระดับน้ำให้สามารถสูบไปใช้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพเพียงพอที่จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยมุกเค ขนาดความจุ 6 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มเติมทางด้านเหนือระหว่างรอยต่อกับ ตำบลบ้านผึ้ง พร้อมระบบสูบน้ำหน้าฝายห้วยบ่อ เพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำบ่อน้อยและการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยมุกเค จะทำให้ลำน้ำห้วยบ่อ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนรวมถึง 10 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของประชาชนทั้ง 2 ตำบล และช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 6,000 ไร่ อีกทั้งจะมีน้ำที่จะใช้เพื่อการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในเขต อำเภอเมือง และ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม อย่างพอเพียง รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว และช่วยชะลอน้ำหลากที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยมุกเคตอนล่างบรรเทาอุทกภัยให้กับพื้นที่ที่เป็นอยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน ตลอดจนยังใช้เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของการประปาส่วนภูมิภาค จังหวัดนครพนม ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง ปรับปรุง ขยาย สถานีผลิตน้ำแม่ข่ายนครพนมและวางท่อส่งน้ำประปาไปยังนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งแผนการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาโคกภูกระแตในเขตนิคมอุตสาหกรรมนครพนม ในปี 2565 อีกด้วย

“การดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลำน้ำห้วยบ่อจะช่วยให้ประชาชนทั้ง 2 ตำบล พัฒนาแหล่งน้ำร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากน้ำร่วมกันได้อย่างเต็มศักยภาพอย่างยั่งยืน รองรับความเปลี่ยนแปลงของประชากร และความต้องการใช้น้ำ รวมทั้งรองรับการเจริญเติบโตของพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งในลำดับถัดไป สทนช. จะได้จัดให้มีการประชุมปัจฉิมนิเทศเพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในเร็วๆ นี้ หลังจากนั้น
จะได้เสนอคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดพิจารณาและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานต่อไป” ดร.สมเกียรติ กล่าว

นอกจากโครงการที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การศึกษาจัดทำแผนเพื่อบรรเทาอุทกภัย ภัยแล้ง พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนครอบคลุมจังหวัดหนองคาย นครพนม และมุกดาหาร ยังมีโครงการที่บรรจุอยู่ในแผนงานรวมกว่า 1,500 โครงการ กำหนดภาพรวมแผนหลักพัฒนาแหล่งน้ำระยะ 20 ปี (พ.ศ.2564-2580) และสอดคล้องกับแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีครอบคลุมการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม รวมทั้งแก้ปัญหาอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำ และฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม โดยได้มีการคัดเลือกโครงการสำคัญ เกิดผลสัมฤทธิ์สูง เกิดผลประโยชน์ในวงกว้างต่อหลายตำบล หลายอำเภอได้จำนวน 33 โครงการ สามารถจัดหาแหล่งน้ำได้เพิ่ม 100.4 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์รวม 107,000 ไร่ และประชากรได้รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น 66,334 ครัวเรือน

ก.เกษตรฯจัดงาน ‘วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ ครบ 65 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531257

ก.เกษตรฯจัดงาน‘วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ครบ65ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานแถลงข่าวจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวงประจำปี 2563 ว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมพร้อมจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2563 ครบปีที่ 65 แห่งการกำเนิดฝนหลวงพระราชทาน ภายใต้แนวคิด “9 ใน 9 สิ่งสำคัญสัมพันธ์ฝนหลวง” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 พฤศจิกายน2563 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เพื่อแสดงความจงรักภักดี ประกาศก้องถึงพระเกียรติคุณแห่งองค์พระบิดาแห่งฝนหลวง และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ของพระองค์ร่วมกัน

ภายในงานจัดนิทรรศการเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ภายใต้แนวคิด “9 ใน 9 สิ่งสำคัญสัมพันธ์ฝนหลวง” นิทรรศการผลงานภาพจิตรกรรม“ฝนหลวง สืบสาน รักษา ต่อยอด” นิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ 20 หน่วยงาน ในปีนี้มีไฮไลท์ของงาน คือ นำเสนอภาพยนตร์ในรูปแบบ 4 มิติ(4D Experience) ด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรกว่า 60 ร้านค้า เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ซึ่งมีทั้งผัก ผลไม้ อาหารสดและอาหารแปรรูปทางการเกษตร รวมทั้งมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อาทิ สาธิตทำอาหารแปรรูปจากปลานิล การทำสาวไหม การสอนทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน การประดิษฐ์พัดเดคูพาจและการแสดงดนตรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง

ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวต่อว่า การเตรียมความพร้อมจัดงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2563 ซึ่งปีนี้ครบปีที่ 65 แห่งการกำเนิดฝนหลวงพระราชทาน นับจากวันที่ 14 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2498 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะคิดค้น วิจัย หาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยแล้ง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2545 เฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และจารึกไว้เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย ให้ประชาชน เยาวชน ได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงก่อให้เกิดเทคโนโลยีฝนหลวง

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก ” จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/448962

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก ” จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น”

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก " จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น"

13 พฤศจิกายน 2563 – 19:49 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก ” จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น”

กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ประกาศผลการมอบรางวัลและวุฒิบัตรให้กับนักธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมต้นแบบรุ่นแรกของประเทศไทย ในพิธีปิดโครงการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมต้นแบบอัจฉริยะ หรือ “จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น” ที่เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยเปิดรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรแนวคิดใหม่ รวมทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอุตสาหกรรมจากทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครกว่า 200 กิจการ คัดเลือกมาบ่มเพาะในรอบแรก 120 กิจการ ต่อมาคัดเหลือ 42 กิจการ เพื่อวินิจฉัยและให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกในรอบที่สอง และรอบสุดท้ายคัดเหลือ 10 กิจการ พร้อมรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์และจัดทำสื่อสำหรับเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ในโซเชียลมีเดีย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก " จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น"

นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมไทยให้มีรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเปลี่ยนวิถีการเกษตรดั้งเดิม ผ่านกระบวนการส่งเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยีเครื่องจักรกลที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาให้เป็นเกษตรอุตสาหกรรมที่ดีพร้อม จึงได้จัดกิจกรรม “พัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมต้นแบบอัจฉริยะ” หรือ “จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น” จัดโดย กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกของธุรกิจการเกษตรไทยที่นำพลังของความคิดสร้างสรรค์ผสมผสานเข้ากับวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบ มาเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจเกษตรกรรมแบบครบวงจร เพื่อติวเข้มองค์ความรู้ผู้ประกอบการเกษตรให้พร้อมก้าวสู่เกษตรอุตสาหกรรมที่ดีพร้อมใน 3 ทักษะสำคัญ          

ประกอบด้วย ทักษะการเป็นสมาร์ทฟาร์มมิ่ง พัฒนาองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกล ตลอดจนเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับความร่วมมือจาก นายโชค บูลกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย ให้คำแนะนำตลอดการจัดกิจกรรม รวมทั้งเปิดโอกาสให้คณะผู้ประกอบการที่ผ่านเข้ารอบ 42 รายในโครงการนี้ รวมทั้งโค้ช ที่ปรึกษา และคณะผู้บริหาร กสอ. ได้เข้าเยี่ยมชม การบริหารจัดการด้านฟาร์มเกษตรท่องเที่ยวและการต่อยอดทางธุรกิจ ณ ฟาร์มโชคชัยอีกด้วย     

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก " จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น"

ส่วนทางด้านทักษะการออกแบบบรรจุภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ อีกทั้งการคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย และการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสนใจ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก นายสมชนะ กังวารจิตต์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท พร้อมท์ ดีไซน์ จำกัด ให้ความรู้และคำแนะนำอย่างเข้มข้นตลอดกิจกรรม ควบคู่ไปกับ ทักษะการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นต้นแบบ หรือ แรงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเกษตรใช้ความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ และเกิดการพัฒนาอยู่เสมอ โดยได้รับความร่วมมือจาก นายฉัตรชัย ระเบียบธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยอด คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้ความรู้พร้อม สร้างวิสัยทัศน์และพลังแห่งการสร้างสรรค์ด้านเกษตรกรรม ตลอดทั้งโครงการ   

“กิจกรรม จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น ได้เริ่มเปิดโครงการมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยมีผู้ประกอบการเกษตรจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมในโครงการแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมและเกษตรกรที่มีแนวคิดใหม่ เช่น เกษตรกรที่มีแปลงปลูกหรือแปรรูป เกษตรกรภาคบริการ (ฟาร์มสเตย์ คาเฟ่ ท่องเที่ยว) เกษตรอุตสาหกรรม (สินค้าแปรรูปจากวัตถุดิบทางการเกษตร) และห่วงโซ่อุปทานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในรูปแบบ บริษัท วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือ OTOP จากนั้นจึงทำการแบ่งรอบแข่งขันใน 3 รอบ ดังนี้ 1.คัดกรองนักธุรกิจเกษตร 120 กิจการ จากยอดผู้สมัครทั้งหมด 2.คัดเลือกนักธุรกิจเกษตรเหลือเพียง 42 กิจการ และ 3. คัดเหลือเพียง 10 กิจการ สุดยอดไอดอลนักธุรกิจเกษตรจากทั่วประเทศ เพื่อวางวิสัยทัศน์ในการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การแข่งขันด้านต่างๆ ของอุตสาหกรรมเกษตรวิถีใหม่ และสร้างโอกาสในการเติบโตสู่ตลาดการแข่งขันระดับโลกได้ในอนาคต” นายณัฐพล กล่าวสรุป        

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมรุ่นแรก " จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น"

สำหรับในพิธีปิดโครงการ จีเนียส เดอะ ครีเอชั่น มีการมอบวุฒิบัตร และรางวัลสำคัญต่างๆ ดังนี้ 
1 .มอบวุฒิบัตรให้กับ นักธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ที่ผ่านการอบรม 42 ราย
2. มอบบรรจุภัณฑ์ ที่ผ่านการวางวิสัยทัศน์ในการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ให้กับ 10 สุดยอดไอดอลนักธุรกิจเกษตรไทยจากทั่วประเทศ ได้แก่ น.ส.กุสุมา  ธรรมภัทรกุล จากบริษัท ทรัพย์ส่งเสริม จำกัด, นายชัยมินพงศ์  พงศ์สุรนาถ จากบริษัท บริบูรณ์ฟาร์ม จำกัด, น.ส.ธฤตา ไกรกิจพาณิชย์ จากบริษัท ไกรกิจรุ่งเรือง จำกัด, นายบวร พฤกษาวัฒนชัย  จากบริษัท ช็อกโกเลเซีย จำกัด, น.ส.ปวีณา ศัลยกำธร จากบริษัท มาบเอื้อง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, นายวสันต์ กอบุตร จากบริษัท แคร์ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด, น.ส.สรินทิพย์ วิไลลักษณ์ จากบริษัท เบนดิโต้ ฟาร์ม จำกัด, น.ส.สิริญา ไตรโชค จากบริษัท นาวิต้าฟาร์ม จำกัด, น.ส.อารีย์ อยู่คง จากบริษัท เพื่อนสวน จำกัด และอาวาติ๊ฟ ไชยลาภ จากบริษัท ซัน โฟรเซ่น ฟรุ้ต จำกัด  

3. รางวัลพิเศษ การรับคำปรึกษาแนะนำเพื่อวางแผนความสำเร็จในธุรกิจ โดย คุณโชค บูลกุล 2 รางวัล ได้แก่ น.ส.กนิษฐา ตรีรัตนาภรณ์ กับ นายพีรวัส ทองสุข  

4. รางวัลพิเศษ การรับคำปรึกษาแนะนำเพื่อวางแผนธุรกิจสู่ความสำเร็จ โดยคุณฉัตรชัย ระเบียบธรรม 2 รางวัล ได้แก่ น.ส.ทิพรัตน์ เลิศสุรวัฒน์ กับ น.ส.ภาคินี จิวัฒนไพบูลย์  

5. รางวัลพิเศษ สิทธิ์ในการร่วมทีมเพื่อร่วมกันออกแบบบรรจุภัณฑ์กับนักออกแบบระดับโลกเพื่อสู่เวที
ระดับสากล โดยคุณสมชนะ กังวารจิตต์ จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ นายศุภเศรษฐ์ กิตติพล กับ นายวิวัฒน์ พริ้งจำรัส  

6. รางวัลพิเศษ Best Of The Best นักธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมของโครงการ 3 รางวัล ได้แก่ นายชัยมินพงศ์  พงศ์สุรนาถ จากบริษัท บริบูรณ์ฟาร์ม จำกัด, น.ส.สรินทิพย์ วิไลลักษณ์ จากบริษัท เบนดิโต้ ฟาร์ม จำกัด, น.ส.อารีย์ อยู่คง จากบริษัท เพื่อนสวน จำกัด       

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ ga.thecreation หรือ ที่ กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 02 202 4534 หรือ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2202 4502 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ http://www.facebook.com/dipindustry และ http://www.dip.go.th

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/448952

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร

13 พฤศจิกายน 2563 – 18:19 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกรในประเทศไทย

   วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 เวลา 13.30 น.ณ ห้องประชุม 134-135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 2/2563 พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ และนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย มกอช. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานตลาดกรุงเทพมหานคร กรมการค้าภายใน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สมาคมผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมสุกร เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสุกรและผลิตภัณฑ์ให้มีความสมดุล สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนต่างๆ สาระสำคัญ ดังนี้
 

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร

                              นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ

1. แนวทางการบริหารจัดการอุปทานสุกรในประเทศ มีการตั้งคณะทำงานเพื่อติดตาม ควบคุมสถานการณ์ผลิต รักษาปริมาณสุกรในประเทศให้เกิดความสมดุล ลดผลกระทบด้านราคาสุกรต่อผู้เลี้ยงและผู้บริโภคให้น้อยที่สุด โดยรายงานผลต่อ รมว.กษ. และรมว.พาณิชย์ ทุก 2 สัปดาห์ มีมติให้ราคาจำหน่ายเป็นตามกลไกตลาดร่วมกับมาตรการบริหารของกระทรวงพาณิชย์ ให้สมาคมพัฒนาธุรกิจสุกรไทยทำแผนการส่งออกล่วงหน้า 2 สัปดาห์ และให้ควบคุมการเคลื่อนย้ายอย่างเข้มงวด
 2. สถานการณ์การผลิตการตลาดสุกรของโลกและประเทศไทย ภาพรวมทั่วโลก 97.88 ล้านตัน ไทยผลิตได้ 22.41 ล้านตัว
 3. สถานการณ์การส่งออกของไทยในปี 2563 มูลค่าการส่งออกกว่า 20,000 ล้านบาท สุกรมีชีวิต 2.19 ล้านตัว 14,900 ล้านบาท ซากสุกร 42,342 ตัน 4,251 ล้านบาท และสุกรแปรรูป 5,199 ตัน มูลค่า 1,182 ล้านบาท

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร

                                   นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์
4. โครงการขอใช้เงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อปรับยกระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มสุกรรายย่อย เพื่อพัฒนาการผลิต เพิ่มคุณภาพเนื้อ ลดความเสี่ยงในการระบาดโรค ASF สร้างความยั่งยืนด้านอาชีพของเกษตรกรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารของประเทศไทย มีมติเห็นชอบในหลักการให้ปรับรายละเอียดในการกู้ยืมปลอดอกเบี้ย หรือให้เกษตรกรมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงฟาร์ม
5. การประกันภัยสุกร เกษตรกรรวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชนจำนวนสุกรตั้งแต่ 20 ตัวขึ้นไป ดอกเบี้ย 275 บาท/ตัว ทุนประกัน 6,700 บาท/ตัว สุกรอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป คุ้มครองนาน 4 เดือน ต้องเป็นฟาร์ม GFM, GAP คุ้มครอง 3 ประเภท คือ การตายจากอุบัติเหตุ ตายจากภัยธรรมชาติ และตายจากการเจ็บป่วย ยกเว้นบางโรค เช่น ASF, PRRS, Mycoplasma
 6. ที่ประชุมเห็นชอบการตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกสุกรไปกัมพูชา ประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และกรมปศุสัตว์ได้มีหนังสือแจ้งไปยังกัมพูชาเพื่อขอให้ทุกบริษัทส่งออกไปได้จนถึงสิ้นปี 2563 ระหว่างการเจรจาตกลง ซึ่งจะเร่งดำเนินการเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไปโดยเร็ว

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร


    7. มีมติตั้งกองทุนพัฒนาธุรกิจสุกรไทย เป้าหมาย 50-100 ล้านบาท/ปี เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสุกรมีชีวิตในประเทศ ร่วมมือการสนับสนุนการดำเนินงานภาครัฐในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญหรืออุบัติใหม่ และสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร โดยเห็นชอบหลักการแหล่งที่มาของกองทุนจากค่าธรรมเนียมตรวจโรค ค่าธรรมเนียมใบขนย้าย ค่าธรรมเนียมจองวัคซีน FMD ของกรมปศุสัตว์ ค่าธรรมเนียมการเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์และสุกรขุนจากผู้เลี้ยง เงินบริจาค ค่าธรรมเนียมการชำแหละสุกร เงินสนับสนุนจากภาครัฐ และจากแหล่งสนับสนุนอื่นๆ โดยให้ทำรายละเอียดเพื่อเสนอคณะกรรมการฯ ในครั้งต่อไป

รองปลัดเกษตรฯ เรียกประชุม พิกบอร์ด เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกร


    ทั้งนี้เพื่อรักษาสมดุลและเสถียรภาพราคาและปริมาณสุกรในประเทศไทย ร่วมมือกับทุกภาคส่วนให้ราคาสุกรหน้าฟาร์ม ราคาตลาด และราคาการส่งออกยังอยู่ในเกณฑ์ เป็นตามกลไกตลาด ลดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด

‘มนัญญา’ ห่วงชาวนา! มอบสหกรณ์เปิดลานตากข้าวให้ ‘เกษตรกร’ ใช้ทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531128

‘มนัญญา’ห่วงชาวนา!มอบสหกรณ์เปิดลานตากข้าวให้‘เกษตรกร’ใช้ทั่วประเทศ

‘มนัญญา’ห่วงชาวนา!มอบสหกรณ์เปิดลานตากข้าวให้‘เกษตรกร’ใช้ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 14.49 น.

“รมช.มนัญญา” ห่วงใยชาวนา เร่งแก้ปัญหา ไม่มีลานตากข้าว ยัน ! “สหกรณ์” ไม่นิ่งนอนใจ เตรียมเปิดพื้นที่ให้ชาวนาทั่วประเทศได้ใช้ ขอแค่เป็น “เกษตรกร” ย้ำ ! ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์ก็ใช้ได้ 

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ ทราบข่าวถึงเหตุการณ์เผาข้าวของเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้เก็บเกี่ยวและนำมาตากไว้บริเวณไหล่ถนนจนทำให้ข้าวเปลือกเสียหายเป็นจำนวนมาก ล่าสุด รมช.มนัญญา มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศเป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร พร้อมทั้งมีหนังสือไปยังสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือทุกสหกรณ์เปิดพื้นที่ของสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ และไม่เป็นสมาชิกสหกรณ์ ได้เข้ามาใช้พื้นที่ในการตากข้าว

“ ขณะนี้ทางสหกรณ์ได้ลานตากข้าว มาประมาณ 32 แห่ง 15 จังหวัด ส่วนเครื่องอบความชื้นได้ 16 แห่ง 16 จังหวัด ทั้งยังมีรถตักข้าว อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกเรื่องการทำข้าว ซึ่งก็พยายามที่จะเสนอเข้าไป และเสริมให้กับสหกรณ์ทั่วประเทศที่ขาดเหลือ หากสหกรณ์จังหวัดไหนต้องการอะไรเพิ่มเติม ก็สามารถดำเนินเรื่องเข้ามาได้ทันที ซึ่งขณะนี้ได้มีการอนุมัติแล้ว เพียงแต่รอสำนักงบประมาณดำเนินการ”

รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า “ ถ้าเกิดว่า เรายังสร้างลานตากข้าวในจุดใหญ่ๆไม่ได้ ก็ไม่สามารถกระจายลานตากข้าวไปสู่อำเภอต่างๆ หรือสถานที่ต่างๆ ก็จะมีปัญหาต่อเนื่อง และไม่จบสิ้น แต่ถ้ามีโรงอบความชื้น ก็ไม่ต้องตากตามไหล่ถนน และที่สำคัญคือ จะตัดปัญหาเรื่องที่ เกษตรกรถูกกดราคาเรื่องค่าความชื้นอีกด้วย ขอย้ำว่า สหกรณ์จะต้องรับเกษตรกรทุกครัวเรือน ทั้งที่เป็นสมาชิก และไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิก ให้มาใช้ลานตากข้าวของสหกรณ์ได้ ขอแค่เป็นเกษตรกร แม้กระทั่งการใช้โรงอบความชื้นก็ตาม ซึ่งขณะนี้ทางอธิบดีได้มีการทำหนังสือถึงสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว ได้มีการกำชับ สหกรณ์แล้ว ถือเป็นนโยบาย แก้ปัญหา ให้กับพี่น้องเกษตรกรทุกครัวเรือน ทั่วประเทศ” รมช.มนัญญา กล่าว

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เผยว่า ขณะนี้ได้มีการประสานงานไปยังสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว เพื่อเปิดพื้นที่ลานตากข้าวให้ชาวบ้านนำข้าวมาตาก ส่วนอุปกรณ์การตลาด ที่ได้มีการให้ไว้ ซึ่งมีของเดิมอยู่แล้ว ส่วนของใหม่ที่มีการของบไป เช่น รถตัก จะเป็นโครงการต่อไป เพื่อให้สหกรณ์มีรถเพื่อขนข้าวจากชาวนา ไปที่สหกรณ์ ซึ่งจะเป็นงบของปี 65 แต่งบของ ปี 64 จะเป็นพวกลานตาก เครื่องอบลดความชื้น โกดังเก็บข้าว ที่ได้มีการขอเอาไว้ ซึ่งจะทำในปี 64 ที่รัฐบาลอนุมัติให้แล้ว

ขณะนี้ สหกรณ์ทุกจังหวัด ได้มีการทยอยรายงานเข้ามาแล้วว่า มีพื้นที่ตรงไหนบ้างที่เปิดให้ชาวนาเอาข้าวไปตากได้ เช่น จังหวัดขอนแก่น มี 10 สหกรณ์ 10 พื้นที่ ซึ่งเครื่องอบลดความชื้น จำเป็นที่จะต้องมีทุกสหกรณ์ เพื่อที่จะให้ข้าวแห้ง แล้วก็ส่งขายต่อได้ในราคาที่เป็นธรรม  ทั้งนี้ทางสหกรณ์ยังได้มีการขอเพิ่มเติมคือ ลานตาก เครื่องอบ รถบรรทุกข้าว โรงสีข้าว ซึ่งปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร ตอนนี้ก็ได้ให้ทางสหกรณ์ ทำเรื่องของบประมาณเพื่อขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล 

“ สำหรับลานตากข้าว จะใช้พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ แต่ละสหกรณ์ หรือแต่ละจุด คาดว่าในอนาคตต้องการที่จะขยายลานตาก 1 ตำบล ต่อ 1 ลาน หรือ 1 จุด เพื่อให้ชาวบ้าน มาตากข้าวได้ใกล้ๆ ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องไปตากบนท้องถนน เพื่อปลดปัญหาหลายอย่างอีกด้วย

นอกจากนี้ คาดว่า จะมีจำนวนเกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์จากการตากข้าว จำนวนประมาณ 120,000 ราย  จำนวนที่ตากโดยเฉลี่ยประมาณไม่เกิน 10 ตัน ต่อราย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการจำกัดจำนวนการตากข้าว ถ้าหากเกษตรกรมีข้าวมาตาก ก็สามารถที่จะตากในลานของสหกรณ์ได้ แต่อาจจะต้องสลับกันตาก เพราะถ้าหากมาพร้อมกันลานตากข้าวก็อาจจะไม่เพียงพอ เพราะสถานที่มีการรองรับได้จำกัด”  นายวิศิษฐ์ กล่าว

ส่องเกษตร :เรื่องของถั่วเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/531024

ส่องเกษตร :เรื่องของถั่วเขียว

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถั่วเขียวเป็นพืชดั้งเดิมที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งขนมหวานอย่างถั่วเขียวต้มน้ำตาล วุ้นเส้นจากแป้งถั่วเขียวที่นับเป็นอาหารสุขภาพ หรือขนมไทยอีกหลายชนิดก็ใช้ถั่วเขียวเป็นส่วนประกอบ ถั่วเขียวจึงเป็นพืชที่อยู่ในระบบการปลูกพืชของเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน

ชาวนา ผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์การทำนาจากรุ่นสู่รุ่น มักจะใช้พืชตระกูลถั่วเป็นพืชที่เข้ามาอยู่ในระบบการปลูกข้าวเสมอ โดยเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำนาในฤดูถัดมานักวิชาการเองก็ได้ศึกษาจากพื้นฐานการปฏิบัติของชาวนาดังกล่าวจนทราบว่าพืชตระกูลถั่วสามารถที่จะเพิ่มไนโตรเจนเข้าไปในดิน ทำให้ดินมีธาตุอาหารและอินทรียวัตถุเพิ่มมากขึ้น ปรับโครงสร้างของดิน ส่งผลให้เป็นประโยชน์ต่อข้าวที่ปลูกเป็นพืชหลัก รวมถึงพืชตระกูลถั่วยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย อายุสั้น จึงเหมาะที่จะนำมาปลูกเป็นพืชก่อนหรือหลังนาดังนั้นพืชตระกูลถั่วจึงเป็นตัวเลือกที่นักวิชาการแนะนำแก่เกษตรกรเสมอส่วนจะเป็นถั่วชนิดไหนก็ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างทั้งปริมาณน้ำ สภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ ตลาด หรือแม้แต่ความคุ้นเคยของเกษตรกรเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อการปลูกข้าวเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐ ระบบการปลูกข้าวของเกษตรกรกลายเป็นการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการว่างเว้นที่นาให้ไม่มีข้าวเลย พืชตระกูลถั่วที่อยู่ในระบบการปลูกข้าวจึงทยอยหายไป การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องทำให้ธาตุอาหารที่อยู่ในดินถูกใช้และชะล้างออกไป ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราที่สูงมากขึ้น และเป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืช สามารถเกิดการระบาดได้อย่างต่อเนื่อง เพราะโรคแมลงเหล่านี้มีพืชอาหารหรือพืชอาศัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตที่เกษตรกรจะได้รับ เกษตรกรต้องหันมาใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น ทำลายระบบนิเวศการเกษตรแบบเดิม และเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกรเอง ในขณะที่ผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมมากนัก ผลตอบแทนที่เกษตรกรได้รับจึงลดต่ำลง ในที่สุดอาชีพทำนาในรูปแบบดังกล่าวก็ไม่สามารถอยู่ได้ในปัจจุบัน

สำหรับถั่วเขียวจัดเป็นพืชตระกูลถั่วอายุสั้น ประมาณ 60-70 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ ได้รับการปรับปรุงพันธุ์มายาวนานให้มีความเหมาะสมกับระบบการปลูกพืช ทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไปได้ รวมทั้งมีโครงการส่งเสริมการปลูกอย่างเป็นระบบ ขยายความต้องการใช้ประโยชน์ให้เพิ่มขึ้น มีอุตสาหกรรมโรงงานวุ้นเส้นรองรับ และถั่วเขียวถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆมากขึ้น แต่เมื่อระบบการปลูกพืชเปลี่ยนไปทั้งข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ทันการณ์ ส่งผลให้ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วลิสงที่ใช้ในประเทศต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกปี

เป็นธรรมดาของการปลูกพืชที่ต้องมีโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะพืชเองก็เป็นแหล่งอาหารของเขาเช่นเดียวกันกับการเป็นอาหารของมนุษย์ มนุษย์จึงพยายามหาวิธีการทำลายศัตรูพืชเหล่านั้น เพื่อให้ตนได้ผลผลิตตามต้องการ เมื่อไม่นานมานี้มีประเด็นโรคใบด่างถั่วเขียวระบาดอย่างรุนแรงในแหล่งปลูกถั่วเขียวต้นฝน โรคดังกล่าวเคยปรากฏมานานมากกว่า 20 ปีได้ จำได้ว่าอาการของโรคจะปรากฏช่วงใกล้เก็บเกี่ยว พบกระจายเป็นหย่อมๆในแปลง โรคดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นในระยะใกล้เก็บเกี่ยว และเมื่อเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกก็ยังให้ผลผลิตได้ หลังจากนั้น 2-3 ปี โรคดังกล่าวก็หายไป นานกว่า 20 ปี จึงมีข่าวว่ากลับมาปรากฏให้เห็นกันใหม่ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวถั่วเขียวในปีนี้ แต่ในรอบนี้เห็นว่ามีคำแนะนำจากทางราชการไม่ให้เกษตรกรเก็บเมล็ดในแปลงที่เป็นโรคไปปลูกต่อในฤดูถัดไป ไม่แน่ใจว่ามีข้อมูลทางวิชาการอันใหม่หรือไม่อย่างไร พร้อมกันนั้นก็มีข่าวออกมาว่า เตรียมการจะนำเข้าเมล็ดถั่วเขียวจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำมาเป็นเมล็ดพันธุ์ คงต้องเฝ้าระวังกันให้ดีว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นหรือไม่ เพราะเมล็ดกับเมล็ดพันธุ์นั้นคุณสมบัติมันไม่เหมือนกันการด่วนสรุปโดยข้อมูลทางวิชาการที่ไม่ชัดเจน อาจส่งผลกระทบสูงมากกว่าที่คิด อย่าให้เกษตรกรต้องบอบช้ำจากการทำงานของภาครัฐอีกเลย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แนะสินค้าทางเลือก Future Crop ‘โกโก้-กาแฟ’ สร้างรายได้เกษตรกรตราด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530801

แนะสินค้าทางเลือกFuture Crop ‘โกโก้-กาแฟ’สร้างรายได้เกษตรกรตราด

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางธีรารัตน์ สมพงษ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6จังหวัดชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยแนวทางบริหารจัดการสินค้าเกษตรสำคัญระดับพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) ซึ่งสศท.6 ศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top10) ของพื้นที่จ.ตราด เรียงลำดับตามมูลค่าสินค้ากลุ่มด้านพืช ดังนี้ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สับปะรดโรงงาน ข้าวนาปี และมะพร้าว โดยปี 2562เกษตรกรปลูกกลุ่มพืชดังกล่าวในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) ซึ่งพบว่า จากการผลิตยางพารา เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 425 บาท/ไร่/ปี ปาล์มน้ำมัน ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,415 บาท/ไร่/ปี สับปะรดโรงงาน ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 6,854 บาท/ไร่/ปี ข้าวนาปี ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 2,123 บาท/ไร่/ปี และมะพร้าว ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 2,937 บาท/ไร่/ปี ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยของการผลิตยางพารามีมูลค่าต่ำที่สุด

หากพิจารณาสินค้าทางเลือกให้เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้เพิ่มพบว่า เกษตรกรชาวสวนยางพาราในจ.ตราดเริ่มปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าทางเลือกหลายชนิด โดยสศท.6 ศึกษาสินค้าทางเลือกที่มีอนาคต (Future Crop) ที่น่าสนใจคือ โกโก้ มีต้นทุนการผลิต 4,362 บาท/ไร่/ปี (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2 และเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี) ต้นโกโก้มีอายุเฉลี่ยถึง 60 ปี นิยมปลูกช่วงต้นฤดูฝน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังจากให้ผลแล้วทุก 15 วัน ซึ่งต้นโกโก้ที่มีอายุเฉลี่ย 2-5 ปี จะให้ผลผลิตผลสด
เฉลี่ย 889 กก./ไร่/ปี และถ้าอายุต้นเฉลี่ย 2-15 ปี จะให้ผลผลิตผลสดเฉลี่ยสูงถึง 1,593 กก./ไร่/ปี เกษตรกรได้ผลตอบแทน 16,447 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย12,085 บาท/ไร่/ปี ราคารับซื้อเฉลี่ย 18.5 บาท/กก. ปัจจุบันมีหลายบริษัททำสัญญาซื้อในราคาประกันระยะยาวและมีบริษัทมารับซื้อผลผลิตของเกษตรกรถึงที่สวน ซึ่งในส่วนจ.ตราด ส่งเสริมสินค้าโกโก้ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดตราดสนับสนุนจุดเรียนรู้โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้ความยั่งยืน ต.ห้วยแร้ง อ.เมือง ถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่การปลูก ดูแลรักษาจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

สำหรับสินค้าทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่จ.ตราด ผลิตได้ และเกษตรกรสร้างจุดแข็งและขยายผลต่อยอดเพิ่มมูลค่าในการแปรรูปคือ กาแฟ (โรบัสต้า) มีต้นทุนการผลิต 10,910 บาท/ไร่/ปี (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4) นิยมปลูกช่วงต้นฤดูฝนระยะเวลาเก็บเกี่ยว 150-180 วัน ให้ผลผลิตผลสดเฉลี่ย 1,561 กก./ไร่/ปี เกษตรกรได้ผลตอบแทน 23,415 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 12,505 บาท/ไร่/ปี ปัจจุบันราคารับซื้อเฉลี่ย 15 บาท/กก. ทั้งนี้ จุดเด่นของกาแฟ (โรบัสต้า) ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เมล็ดกาแฟ และกากกาแฟ นอกจากทำเครื่องดื่มแล้ว สามารถทำชาจากดอกกาแฟได้ด้วย และปรุงแต่งขนมหวาน กาแฟอัดเม็ด ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพและเครื่องสำอาง สำหรับการส่งเสริมสินค้ากาแฟภายในจังหวัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาตราดส่งเสริมสนับสนุนสินเชื่อตามห่วงโซ่มูลค่าสินค้าเกษตรสู่สินเชื่อSME เกษตร และส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ โดยจัดหาวิทยากรมาถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการผลิตกาแฟที่มีคุณภาพ สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรวมกลุ่มผลิตและขายได้ และสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด สนับสนุนการรวมกลุ่ม ตั้งวิสาหกิจชุมชนขนำตนต้นน้ำ ต.หนองบอน อ.บ่อไร่ ซึ่งปัจจุบันเป็นจุดหลักในการรับซื้อผลผลิตกาแฟของจังหวัดตราด

ทั้งนี้ ในส่วนสศท.6 จัดทำการศึกษาความเหมาะสมเชิงเศรษฐกิจของการปลูกกาแฟในสวนผลไม้ในจ.ตราด และร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจข้อมูลสินค้าทางเลือกทั้งโกโก้และกาแฟของจ.ตราดและจัดประชุมหารือการจัดทำสินค้าทางเลือกของภาคตะวันออก ภายใต้โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) เพื่อระดมความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน หากผู้ใดสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในภาคตะวันออก สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 โทร. 0-3835-1261 หรือ อีเมล zone6@oae.go.th

‘กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี’ มุ่งผลิตสินค้าปลอดภัย-สร้างความมั่นคงด้านอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530803

‘กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี’  มุ่งผลิตสินค้าปลอดภัย-สร้างความมั่นคงด้านอาหาร

‘กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี’ มุ่งผลิตสินค้าปลอดภัย-สร้างความมั่นคงด้านอาหาร

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนเห็นความสำคัญเรื่องความมั่นคงด้านอาหารและความปลอดภัยของอาหารเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนั้นการที่ประชาชนบางส่วนถูกเลิกจ้างและให้ออกจากงานต้องกลับภูมิลำเนาเพื่อกลับไปทำเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น กลุ่มเกษตรกรในจ.ราชบุรี เล็งเห็นความสำคัญเรื่องความมั่นคงด้านอาหารและตั้งใจผลิตอาหารปลอดสารพิษมีใจรักในการผลิตและไม่ต้องการผลิตเพื่อหวังผลกำไรจนลืมใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคและของตนเอง จึงรวมกลุ่มกันภายใต้ชื่อว่า “กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี”ผลิตพืชและสัตว์ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี จะประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูลข่าวสาร ปริมาณผลผลิตของสมาชิกในกลุ่มแต่ละแปลง วางแผนผลิต แนะนำสมาชิกใหม่ และเพิ่มช่องทางการตลาด ซึ่งการประชุมแต่ละครั้งจะหมุนเวียนไปประชุมที่แปลงของสมาชิกในกลุ่ม เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มได้ทำความรู้จักกันเพิ่มมากขึ้น เยี่ยมชม และแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติงานในแปลงของสมาชิก

ผลผลิตมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี ได้แก่ เห็ดสดและแปรรูป มะพร้าวน้ำหอม กล้วย ผักสวนครัวและผักสลัด ผลไม้ตามฤดูกาล เนื้อหมูสดและแปรรูป นมแพะไข่ไก่และไข่เป็ด สำหรับตลาดหลักที่สมาชิกในกลุ่มนำผลผลิตไปขายคือ ตลาดสุขใจ อ.สามพราน จ.นครปฐม แต่ผู้บริโภคที่สนใจผลผลิตของกลุ่มสามารถเข้าไปติดตามสั่งซื้อสินค้าจากสมาชิกกลุ่มได้ที่เพจเฟซบุ๊ค“กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี” โดยสมาชิกกลุ่มจะเข้าไปประชาสัมพันธ์ผลผลิตและหมายเลขโทรศัพท์ที่สั่งซื้อสินค้าได้

กลุ่มเกษตรอินทรีย์ร่มเย็นราชบุรี จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลุ่มตัวอย่างในการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ประสบความสำเร็จ โดยความร่วมมือของคนในชุมชนและสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งระดับอำเภอและจังหวัด ในการขับเคลื่อนการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง เพื่อเป็นแรงจูงใจในการปรับทิศทางของภาคเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยของอาหารและความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งต้องมีเพียงพอและเข้าถึงได้มากขึ้น

‘เฉลิมชัย’ ติดตามงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530802

‘เฉลิมชัย’ติดตามงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมติดตามการดำเนินการตามแนวคิดขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่ร่วมเป็นกรรมการ โดยประชุมเห็นชอบประเด็นปัญหาต่างๆ ของจังหวัด และสรุปปัญหาหลักสำคัญและเป็นปัญหาความเดือดร้อนจำเป็นเร่งด่วน ได้แก่ 1) ปัญหาขยะในพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2) ปัญหาบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจัง และ 3) ปัญหาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

รมว.เกษตรฯกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้มาช่วยดูแลความเดือดร้อนของประชาชนในจ.ประจวบคีรีขันธ์ และจ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความคุ้นเคยและรับรู้ปัญหาในเบื้องต้น รัฐบาลอยากให้มีตัวแทนมารับทราบปัญหาได้โดยตรง หากดำเนินการแก้ไขระดับจังหวัดได้ให้รีบดำเนินการ แต่หากเกินกว่าการแก้ไขระดับจังหวัดก็จะนำประเด็นปัญหาไปนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไปซึ่งใน 3 ประเด็นหลักที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนนั้น ในส่วนปัญหาขยะ มอบให้ร่วมมือกันในพื้นที่ พร้อมรับฟังแนวทางแก้ปัญหาให้ยั่งยืน

ในส่วนการบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจัง กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ มอบหมายกรรมาธิการด้านการเกษตรตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากฎหมาย พร้อมแก้ไขพ.ร.บ. ประมง โดยเชิญทุกภาคส่วนมาให้ข้อคิดเห็น ทั้งในส่วนประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ นำไปสู่สภาผู้แทนราษฎรต่อไป อย่างไรก็ต้อง รัฐบาลต้องดู IUU เป็นหลัก แต่ต้องดูแลคนไทยเป็นหลักด้วย จึงสังเกตได้ว่าจะมีมาตรการเยียวยาที่ช่วยเหลือชาวประมง เป็นการสื่อให้เห็นถึงความห่วงใยของรัฐบาล และอยากขอให้ในพื้นที่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ต่อประชาชน อีกทั้งเรื่องแรงงานประมงได้ประสานกระทรวงแรงงานต่อเนื่องชาวประมงสามารถสอบถามความคืบหน้าได้จากประมงจังหวัดและประมงอำเภอ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญเรื่องหนี้นอกระบบ ปัญหาที่ดิน ปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งน้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเกษตรและภาคการท่องเที่ยว จึงต้องดูให้ครอบคลุมและบริหารจัดการน้ำ โดยมอบหมายกรมชลประทานบริหารจัดการทั้งระบบ ทั้งการอุปโภค-บริโภค ภาคการเกษตร รวมถึงภาคอุตสาหกรรมด้วย อย่างไรก็ตาม พยายามเพิ่มน้ำต้นทุนและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า

“ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนป้องการโควิด-19อยากขอให้ประชาชนป้องกันตัวเองต่อเนื่อง ถึงแม้ประเทศไทยป้องกันเชื้อได้ดีอันดับต้นของโลก แต่ต้องไม่ประมาท มาตรการที่รัฐบาลมีนั้นต้องดำเนินการเข้มงวดต่อไป ทั้งใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างและล้างมือ จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และขอเป็นตัวแทนรัฐบาลขอบคุณข้าราชการ ที่มุ่งมั่นทำงานหนักและประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมาโดยตลอด หากเราตั้งหลักได้ก่อนประเทศอื่น จะเป็นจุดแข็งของไทย จึงให้ความสำคัญทั้งในส่วนภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่จะช่วยฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจของจังหวัดได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ อยากขอให้ทุกหน่วยงานช่วยเหลือประชาชนให้เหมือนคนในครอบครัว เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว