ชายคาพระพิรุณ : 9 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530577

ชายคาพระพิรุณ : 9 พฤศจิกายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 9 พฤศจิกายน 2563

วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส้มหล่นใส่พี่น้องชาวนาและชาวสวนยางพารา 2.9 ล้านครัวเรือน เมื่อลุงตู่ใจป้ำ ทุ่มงบกว่า 6 หมื่นล้านบาท ประกันรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2563/64 วงเงิน 51,858 ล้านบาท และโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางระยะที่สองวงเงิน 10,042 ล้านบาท นอกจากนี้ ครม.สัญจร ยังอนุมัติมาตรการคู่ขนานโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2563/64 ประกอบไปด้วย 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2563/64 วงเงิน 19,826 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 1 พฤศจิกายน 2563-31 ธันวาคม 2564 2.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2563/64 วงเงิน 15,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ ตุลาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2564 และ 3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก วงเงิน 610 ล้านบาท ปีการผลิต 2563/64 ระยะเวลาโครงการ 1 ตุลาคม 2563 – 31 ตุลาคม 2565 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ในช่วงที่มีข้าวเปลือกออกสู่ตลาดมาก โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 7 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งทั้ง 3 โครงการจะใช้เงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 35,999 ล้านบาท รวมทั้งโครงการ สนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/2564 โดยให้จ่ายเงินเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกับกรมการส่งเสริมการเกษตร ในอัตราไร่ละ 500 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท เป็นการจ่ายก่อนในเบื้องต้น วงเงินจ่ายขาด 28,046 ล้านบาท

ครม.ยังอนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 วงเงิน 10,042 ล้านบาท ครอบคลุมเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.8 ล้านราย พื้นที่ปลูกยางพารากว่า 18 ล้านไร่ โดยยึดหลักเกณฑ์เดิมตามโครงการระยะที่ 1 ส่วนระยะเวลาโครงการ เดือนกันยายน 2563 – กันยายน 2564 (ประกันรายได้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 – 1 มีนาคม 2564) ยิ่งกว่านั้น ครม.สัญจร ยังได้อนุมัติ โครงการคู่ขนานตามมติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2563 โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 และช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางขายไม้ยางพาราได้ในราคาที่เป็นธรรม รวมถึงสนับสนุนการลดพื้นที่ปลูกยางพารา โดยธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี แต่ไม่เกิน 600 ล้านบาท และมีค่าบริหารจัดการโครงการ 4 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายของโครงการมีดังนี้ (1) ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ร้อยละ 80 (2) กระตุ้นการโค่นยาง จำนวน 400,000 ไร่ และดูดซับไม้ยางจากการโค่น จำนวน 12 ล้านตัน และ (3) ราคาไม้ยางที่คาดหวังเฉลี่ย 1,300 บาทต่อตัน ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 – กันยายน 2565 ซึ่งขณะนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรและมาตรการเสริมทันที…

ขออนุญาตชี้แจง กรณีคอลัมน์ส่องเกษตร ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์แนวหน้าในช่วงเช้าของวันที่ 4 พ.ย.2563 ได้มีข้อผิดพลาดทางเทคนิค เนื่องจากได้มีการนำเนื้อหาข่าวอื่นมาสลับลงในคอลัมน์ส่องเกษตร โดยลงชื่อผู้เขียนคือคุณสมชาย ชาญณรงค์กุล หน้าเกษตรจึงขอเรียนชี้แจงว่า เนื้อหาที่เผยแพร่ในเว็บไซต์แนวหน้าช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่บทความซึ่งเขียนโดยคุณสมชาย ชาญณรงค์กุล และเมื่อทางหน้าเกษตรทราบเรื่อง จึงได้มีการแก้ไขนำบทความซึ่งเขียนโดยคุณสมชาย ชาญณรงค์กุล มาเผยแพร่ให้ถูกต้องจนถึงปัจจุบัน หน้าเกษตร ต้องขออภัยผู้อ่านมาที่ทำให้สับสน และขออภัยคุณสมชาย ชาญณรงค์กุล ที่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : ชาวหนองกี่ทำบุญใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดี-เรียกขวัญ เหตุรถน้ำมันระเบิดไฟลุกท่วมเป็นทะเลเพลิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530580

สกู๊ปพิเศษ : ชาวหนองกี่ทำบุญใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดี-เรียกขวัญ  เหตุรถน้ำมันระเบิดไฟลุกท่วมเป็นทะเลเพลิง

สกู๊ปพิเศษ : ชาวหนองกี่ทำบุญใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดี-เรียกขวัญ เหตุรถน้ำมันระเบิดไฟลุกท่วมเป็นทะเลเพลิง

วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชาวอำเภอหนองกี่ จ.บุรีรัมย์ นิมนต์พระสงฆ์กว่า 100 รูป ทำบุญครั้งใหญ่ปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเรียกขวัญผู้ประสบภัยหลังเจอเหตุการณ์รถน้ำมันระเบิดไฟลุกลามเผาวอดบ้านเรือน ร้านค้า 19 คูหา รถยนต์ จยย.อีก 8 คัน ชาวบ้านเชื่อเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่อาเพศ ขณะผู้เสียหายวอนบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งชดเชยเยียวยา หลังเหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์ ยังไม่สามารถเปิดค้าขายได้เดือดร้อนขาดรายได้

จากกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 40,000 ลิตร พุ่งชนรถพ่วง 18 ล้อ บรรทุกสินค้าเบ็ดเตล็ด ขณะจอดติดไฟแดงที่บริเวณสี่แยกเทศบาลตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. คืนวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา จนเกิดระเบิดเสียงดังสนั่นก่อนจะมีเปลวไฟลุกท่วมรถทั้งสองคัน ทั้งมีน้ำมันยังรั่วไหลไปตามพื้นถนน และท่อระบายน้ำ ทำให้เกิดเปลวไฟลุกลามไหม้อาคาร บ้านเรือน ร้านค้าของประชาชนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับความเสียหายถึง 19 คูหา ทั้งยังไหม้รถยนต์  รถจักรยานยนต์ ใกล้จุดเกิดเหตุเสียหายอีกจำนวน 8 คัน จนคล้ายกับทะเลเพลิง และจนถึงขณะนี้บางร้านที่ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลังยังไม่สามารถเปิดค้าขายได้ เนื่องจากทางบริษัท และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ได้สรุปความเสียหาย และการชดใช้เยียวยาที่ชัดเจน

ล่าสุด หน่วยงานราชการคณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหนองกี่ ภาคเอกชน และพ่อค้า ประชาชนชาวอำเภอหนองกี่ ได้ร่วมกันทำบุญครั้งใหญ่ที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหนองกี่ เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย และชาวอำเภอหนองกี่ หลังจากเจอเหตุการณ์รถแก๊สระเบิดน้ำมันรั่วไหลจนเกิดไฟลุกลามไหม้อาคาร บ้านเรือน  ร้านค้าและรถยนต์เสียหายจำนวนมากซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวหนองกี่เป็นอย่างมาก    

โดยการทำพิธีในวันนี้ได้นิมนต์พระสงฆ์ 4 รูป สวดถอดถอนปัดเป่าสิ่งไม่ดี บริเวณจุดเกิดเหตุ  จากนั้นได้นิมนต์พระสงฆ์อีกจำนวน 112 รูป ให้ประชาชนร่วมทำบุญตักบาตร สวดเสริมสิริมงคลและเรียกขวัญตามประเพณีความเชื่ออีกด้วย

น.ส.ชินรัตน์ พันสัมฤทธิ์ อายุ 40 ปี คณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหนองกี่ กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุร้ายแรงในอำเภอขึ้นตนพร้อมคณะกรรมการ รวมถึงพี่น้องประชาชนชาวอำเภอหนองกี่ และหัวหน้าส่วนราชการ ก็ได้มีมติร่วมกันจัดทำบุญครั้งใหญ่ขึ้นในวันนี้ เพื่อเป็นการปัดเป่าสิ่งไม่ดีและเรียกขวัญกำลังใจทั้งผู้ประสบเหตุและประชาชนชาวหนองกี่ด้วย 

ขณะที่ น.ส.อังศิริ  พัฒนพงษ์ไพบูลย์ อายุ46 ปี ประชาชนชาวอำเภอหนองกี่ เชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากอาเพศอะไร ในฐานะชาว อ.หนองกี่ ก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งรุนแรงแบบนี้มาก่อน แต่พอมีการทำบุญในวันนี้ก็รู้สึกดีและเชื่อว่าหลังจากทำบุญแล้วจะพบเจอแต่สิ่งดีๆ   

ด้านนายวุฒิพันธ์  แซ่ปึง  อายุ 50 ปี เจ้าของร้านเครื่องเขียน หนึ่งในร้านที่ถูกไฟไหม้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว บอกว่า หลังเกิดเหตุจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการจ่ายเงินชดใช้เยียวยาให้กับผู้เสียหาย ทำให้ผู้ประสบภัยโดยเฉพาะร้านที่ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ยังไม่สามารถเปิดทำการค้าขายได้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนขาดรายได้  ก็อยากให้หน่วยงานภาครัฐ หรือทางบริษัทได้เร่งดำเนินการสรุปความเสียหายและจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับผู้ประสบภัยโดยเร็วด้วย จะได้เปิดร้านทำการค้าขายได้ตามปกติเหมือนเดิม เพราะนอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ยังเสียโอกาสขาดรายได้อีกด้วย

ขวัญชัย  หาญประโคน

รายงานพิเศษ : ก้าวขึ้นสู่ปีที่4 ‘สทนช.’ มิติใหม่ของการขับเคลื่อนทรัพยากรน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530581

รายงานพิเศษ : ก้าวขึ้นสู่ปีที่4‘สทนช.’  มิติใหม่ของการขับเคลื่อนทรัพยากรน้ำ

รายงานพิเศษ : ก้าวขึ้นสู่ปีที่4‘สทนช.’ มิติใหม่ของการขับเคลื่อนทรัพยากรน้ำ

วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อปี 2560 รัฐบาลต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน จึงตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นมาตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 46/2560 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ทำหน้าที่บูรณาการงาน ข้อมูลแผนงานโครงการ งบประมาณ ตลอดจนการติดตามประเมินผล และการควบคุมการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่มีอยู่กว่า 30 หน่วยงาน

จากวันนั้นที่สทนช.ตั้งขึ้นมาใหม่ๆ ว่าคำเปรียบเปรยว่า จะเป็นแค่ “เสือกระดาษ” แต่เมื่อมาถึงวันนี้ วันที่ สทนช. มีอายุครบ 3 ปี และกำลังก้าวขึ้นสู่ปีที่ 4 ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเที่เป็นระบบมากขึ้น ลดการทำงานซ้ำซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถวิเคราะห์ เสนอแนวทางแก้ปัญหาน้ำได้ทันสถานการณ์ สทนช.ไม่ใช่แค่เสือกระดาษแล้ว แต่เป็นเสือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตัวจริง!

ต้องยอมรับว่า บุคคลสำคัญที่ทำให้สทนช.เป็นรูปร่าง ก้าวมาถึงวันนี้คือ ดร.สมเกียรติ ประจำวงศ์ เลขาธิการ สทนช. คนแรกและคนปัจจุบัน อดีตอธิบดีกรมชลประทาน

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า จากปีที่ 3 เข้าสู่ปีที่ 4 ในปี 2564 สทนช.จะขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ทั้ง 6 ด้านต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านที่ 1 น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และด้านที่ 4 คุณภาพน้ำที่ต้องบูรณาการหน่วยงานเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการประปาหมู่บ้านในระยะ 20 ปี และเตรียมความพร้อมดำเนินการ รวมทั้งจัดแผนแม่บทลุ่มน้ำที่สอดคล้องกับปัญหาและศักยภาพของพื้นที่ โดยมีเป้าหมายและตัวชี้วัดให้ชัดเจน จัดทำแผนปฏิบัติการระยะสั้น ระยะปานกลาง ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดของแผนแม่บทลุ่มน้ำ เสนอแผนแม่บทลุ่มน้ำ แผนปฏิบัติการ แผนงานตามนโยบายรัฐบาลและการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ ผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดและคณะกรรมการลุ่มน้ำ ให้เป็นไปตามขั้นตอนการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ

นอกจากนี้ สทนช. จะปรับปรุงการติดตาม ประเมินผลแผนงานและโครงการ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยผ่าน app Thai Water Plan ซึ่งมีกลไกการติดตามระดับพื้นที่ ระดับลุ่มน้ำ ผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดและคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อวิเคราะห์ สรุปรวบรวมเสนอต่อ กนช. และครม. ต่อไป

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สทนช.ดำเนินงานตามภารกิจด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาและวางรากฐานงานด้าน “น้ำ” ของประเทศอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนในทุกมิติ ภายใต้บทบาทเสนาธิการด้านน้ำของประเทศ สทนช.ให้คุณค่ากับการดำเนินงานของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับและทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริงและขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่ง สทนช.บูรณาการขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสามารถกำหนดแนวทางการดำเนินงาน เป้าหมาย ตัวชี้วัด รวมทั้งจัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการ ตลอดจนได้พัฒนาพื้นที่ต้นแบบสำหรับการขยายผลให้บรรลุเป้าหมาย

แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีดังกล่าว มีทั้งหมด 6 แผนงาน/แนวทางประกอบด้วย

1.แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำเสียชุมชน 20 ปี ตั้งเป้าจัดระบบบำบัดน้ำด้ 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวัน ประชาชนได้ประโยชน์ 10 ล้านคน 2.แผนปฏิบัติการโครงการเพื่อการพัฒนาปี 2562-2563 เพิ่มกำลังการผลิตได้ 989,160 ลบ.ม.ต่อวัน ประชาชนได้ประโยชน์ 1 ล้านคน 3.แผนหลักการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนสำคัญ 715 ชุมชน ประชาชนได้ประโยชน์ 7.82 ครัวเรือน

4.แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำต้นทุน จ.ภูเก็ต 3 โครงการ 5.แผนบูรณาการอุตุนิยมวิทยาเขตร้อนปี 2562-2563 เพื่อให้ระบบการพยากรณ์อากาศมีความแม่นยำทันสมัย และ 6.แนวทางจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยเร่งรัดก่อสร้าง ฟื้นฟู ตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียเก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสียตามผู้ก่อมลพิษ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ เป็นอีกผลงานหนึ่งที่สทนช.บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานจนเป็นรูปธรรมตลอดระยะเวลา 3 ปี สทนช.ยังขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญอีก 526 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 151 โครงการ โครงการที่ต้องเตรียมเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) 128 โครงการ และโครงการที่ต้องรายงานความก้าวหน้าต่อ กนช.ในภาพรวม 247 โครงการ พร้อมเสนอแผนงาน/โครงการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร 102 แผนงาน/โครงการ วงเงินกว่า 14,223 ล้านบาท โดยได้รับอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 แล้ว 31 โครงการ วงเงิน 882 ล้านบาท ที่เหลือ 71 โครงการ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม และบรรจุเข้าแผนเพื่อเสนอของงบประมาณวงเงิน 13,341 ล้านบาท

ล่าสุด สทนช.ยังขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปี 2563-2580 จำนวน 38 โครงการ วงเงิน 52,191 ล้านบาท ได้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 872 ล้าน ลบ.ม. โดยในจำนวนนี้ สทนช.กำกับขับเคลื่อนโครงการไปแล้ว 16 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2565 จะได้น้ำเพิ่มขึ้น 253.60 ล้าน ลบ.ม.

แผนปฏิบัติการและแผนงบประมาณด้านทรัพยากรน้ำ ตลอดจนการติดตามประเมินผลโครงการ เป็นอีกผลงานหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมประกอบด้วย

1.ผลดำเนินงานแผนบูรณาการน้ำปี 2563 จำนวน 3,621 โครงการ งบประมาณ 56,711 ล้านบาท

2.งบกลางปี 2563 บูรณาการหน่วยงานจัดทำโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมและโครงการเร่งด่วนเพื่อการกักเก็บน้ำฤดูฝนปี 2563 โดย ครม.ได้อนุมัติงบกลางจำนวน 30,985 โครงการ วงเงิน 28,831 ล้านบาท และนายกรัฐมนตรีอนุมัติอีก 69 โครงการ 24,59 ล้านบาท

3.จัดทำแผนปฏิบัติการด้านน้ำปี 2564 จำนวน 26,810 โครงการ วงเงิน 115,448 ล้านบาท

4.ติดตามประเมินผลโครงการตามแผนบูรณาการด้านน้ำปีงบประมาณ 2563 และงบกลางปี 2563

และ 5.Thai Water Plan เป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแผนงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และพัฒนาระบบติดตามพร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 30,985 โครงการ วงเงิน 28,831 ล้านบาท

ภารกิจหลักอีกเรื่องที่ สทนช.ได้ขับเคลื่อนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาคือ การดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ
พ.ศ.2561 และจัดทำกฎหมายลำดับรอง เป็นอีกผลงานที่สทนช.ได้ดำเนินการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ….. ได้ผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย รวมทั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำ 76 จังหวัด ร่างกฎกระทรวง 7 ฉบับ ระเบียบ/ประกาศอีก 4 ฉบับ

“สทนช.ยังได้สร้างกลไกบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ จัดตั้งและขับเคลื่อนกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ซึ่งดำเนินแก้ปัญหาคุณภาพน้ำบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ EEC การคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัย พิจารณาปรับแผนปลูกข้าวนาปรังให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลากเพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก จัดทำหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง การเร่งรัดแก้ปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ กำจัดวัชพืช จัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำต้นทุน ติดตามเร่งรัดดำเนินงานงบกลางและสร้างการรับรู้กับประชาชน นอกจากนี้ สทนช.ยังให้ความสำคัญในการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาและเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง ความร่วมมือด้านน้ำนานาประเทศ” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ผลงานและการวางแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของสทนช. ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นเครื่องการันตีได้ว่า การขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมาถูกทางแล้ว มีเอกภาพมากขึ้น มีการบูรณาการ การทำงานเป็นระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการซ้ำซ้อน โดยยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการก้าวขึ้นสู่ปีที่ 4 และปีต่อๆไปของสทนช.

มทร.ธัญบุรีเปิด 8 คณะ ระบบเทียบโอนความรู้ รองรับพัฒนากำลังคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530574

มทร.ธัญบุรีเปิด8คณะ ระบบเทียบโอนความรู้ รองรับพัฒนากำลังคน

วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า มทร.ธัญบุรี เปิดรับนักศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิตในระบบเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ (ธนาคารหน่วยกิต : CREDITS BANK) ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 เปิดรับการเรียนในระบบเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ ( ธนาคารหน่วยกิต : CREDITS BANK) เพื่อรองรับการพัฒนากำลังคน Re – Skill, Up Skill,New – Skill

โดยได้รับประกาศนียบัตร วุฒิบัตร สัมฤทธิบัตร ในการประกอบอาชีพสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ EEC อีกทั้งหากเทียบโอนผลการเรียนและสะสมหน่วยกิตเพียงพอ ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถขอสำเร็จการศึกษาและได้รับคุณวุฒิในระดับปริญญาตรี ของแต่ละหลักสูตรได้

โดยเปิดรับผู้เข้าร่วมโครงการ 8 คณะ 18 หลักสูตร ได้แก่ คณะศิลปศาสตร์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยีการเกษตร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัคร จะไม่จำกัดอายุ และวุฒิการศึกษา โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – 16 พ.ย.2563 ผ่านระบบออนไลน์ www.oreg.rmutt.ac.th/CreditBank สอบถามรายละเอียด
เพิ่มเติมฝ่ายรับสมัคร โทร. 0-2549-3613-5 หรือทาง Facebook : สำนักวิชาการและงานทะเบียน มทร.ธัญบุรี

พาณิชย์จังหวัดลำพูน เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/448360

พาณิชย์จังหวัดลำพูน” เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้

พาณิชย์จังหวัดลำพูน" เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้

7 พฤศจิกายน 2563 – 13:53 น.

พาณิชย์จังหวัดลำพูน” เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในจังหวัด มีช่องทางในการจำหน่ายข้าวเปลือกเพิ่มขึ้น และได้รับราคาที่สูงกว่าตลาดปกติตันละ 100 บาท  

นางนิยดา หมื่นอนันต์ พาณิชย์จังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า ได้ประชุมคณะทำงานเพื่อการดำเนินการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก (นาปี) ปีการผลิต 2563/64 จังหวัดลำพูน โดยได้พิจารณารายละเอียดสถานการณ์ราคาและการตลาดข้าวเปลือกในพื้นที่จังหวัดลำพูน ขั้นตอนวิธีการซื้อขายภายในงานตลาดนัดข้าวเปลือก ปีการผลิต 2563/64 จังหวัดลำพูน และพิจารณากำหนดราคาที่จะใช้ในการรับซื้อข้าวเปลือก โดยผลการหารือได้กำหนดราคากลางรับซื้อข้าวเปลือก พันธุ์สันป่าตอง 1 ราคา 8,000 บาท/ตัน ณ ความชื้น 25-30% ราคารับซื้อในการจัดกิจกรรมจะได้เพิ่มขึ้นจากราคาจำหน่ายปกติ 100 บาท/ตัน

พาณิชย์จังหวัดลำพูน" เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้


นางนิยดา กล่าวว่า  ทั้งนี้ทางสำนักงานจังหวัดร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูน ดำเนินการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก ปีการผลิต 2563/64 จังหวัดลำพูน ระหว่างวันที่ 5–7 พ.ย.2563 ณ ท่าข้าวสิริวัฒนาการเกษตร (เจ๊แดง) ที่อยู่ 290 หมู่ 1 ตำบลม่วงน้อย อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน โดยตลาดนัดข้าวเปลือกเปิดดำเนินการ ระหว่างเวลา 10.00–18.00 น. ของทุกวัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของจังหวัดลำพูน ให้มีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น และได้รับความเป็นธรรมในการจำหน่ายผลผลิต ทั้งในด้านราคาที่จะได้รับตามคุณภาพ และการชั่งน้ำหนักที่ถูกต้องเที่ยงตรง 
“การจัดตลาดนัดข้าวเปลือกในครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในจังหวัดลำพูน มีช่องทางการจำหน่ายข้าวเปลือกได้เพิ่มขึ้น จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผลผลิตมาจำหน่ายภายในงาน ตามวัน เวลาและสถานที่ดังกล่าว และหากมีข้อสงสัยประการใด สามารถแจ้งสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูน”นางนิยดากล่าว

พาณิชย์จังหวัดลำพูน" เปิดตลาดนัดข้าวเปลือก 5-7 พ.ย.นี้

‘มนัญญา’ ประสานสหกรณ์เกษตร เปิด ‘ลานตาก’ ให้ชาวนา สกัดซ้ำรอย ‘เผาข้าวเปลือก’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530472

‘มนัญญา’ประสานสหกรณ์เกษตร เปิด‘ลานตาก’ให้ชาวนา สกัดซ้ำรอย‘เผาข้าวเปลือก’

‘มนัญญา’ประสานสหกรณ์เกษตร เปิด‘ลานตาก’ให้ชาวนา สกัดซ้ำรอย‘เผาข้าวเปลือก’

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 12.43 น.

‘มนัญญา’ประสานสหกรณ์เกษตรทั่วประเทศ เปิดพื้นที่‘ลานตาก’ให้ชาวนา สกัดซ้ำรอยคนแอบ‘เผาข้าวเปลือก’ที่ตากไหล่ถนน

8 พฤศจิกายน 2563 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับทราบข่าวจากนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรณีมีเหตุการณ์เผาข้าวของชาวนาที่ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเกษตรกรเพิ่งเก็บเกี่ยวและนำมาตากไว้บริเวณไหล่ถนนทำให้ข้าวเปลือกเสียหาย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหา จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีหนังสือไปยังสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศที่มีโกดัง ลานตาก หรือลานเท ขอความร่วมมืออำนวยความสะดวกเปิดพื้นที่ของสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการตากข้าว เพื่อบรรเทาผลกระทบและป้องกันเหตุเกิดซ้ำรอย ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะต่อไปให้กรมส่งเสริมสหกรณ์สำรวจด้วยว่าในแต่ละแห่งมีเกษตรกรที่มีปัญหาไม่มีลานตากข้าวประมาณกี่ราย เพื่อจะได้ช่วยกันหาแนวทางการช่วยเหลือในรอบการผลิตต่อไป

“เห็นข่าวแล้วต้องบอกว่าสะเทือนใจเพราะคนไทยมีนิสัยช่วยเหลือกัน เอื้ออารีกัน โดยเฉพาะข้าวคนไทยจะมีความนับถือแม่โพสพ ซึ่งเข้าใจว่าเกษตรกรเดือดร้อนไม่มีที่ตากข้าว จึงต้องมาอาศัยไหล่ถนนเป็นที่ตากข้าว เพราะทุกฝ่ายไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์ลอบเผาข้าว เพื่อบรรเทาปัญหาเร่งด่วนก็ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ให้ร่วมด้วยช่วยกันเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรอาศัยลานตากชั่วคราว คาดว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างดี เพราะแต่ละชุมชนก็ต้องดูแลกันอยู่แล้ว ระยะต่อไปจะได้วางแผนแก้ไขเพื่อไม่ให้มีปัญหากรณีนี้อีก” นางสาวมนัญญา กล่าว

ด้านนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังปรากฏข่าวที่มีการโพสต์เหตุการณ์มีคนมาเผาข้าวเปลือกของเกษตรกรที่ตากไว้บนถนน ก็ได้สอบถามไปยังสหกรณ์ในพื้นที่ช่วยกันตรวจสอบว่าเป็นข่าวจริงหรือไม่ ก็พบว่าเกิดขึ้นจริง เป็นเหตุการณ์ที่ขึ้นใน ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษได้ประสานกับเกษตรอำเภอ เกษตรตำบล และป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดศรีสะเกษแล้ว อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม และจะได้ประสานให้มาใช้ลานตากของสหกรณ์ในพื้นที่ตามข้อสั่งการของรมช.เกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ กรมฯได้มีหนังสือถึงสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดประสานกับสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ตามข้อสั่งการของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่มีความห่วงใยต่อสถานการณ์  เพื่อขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัด เพราะเบื้องต้นพบว่าเกษตรกรหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มทยอยเกี่ยวข้าว และต้องเกี่ยวข้าวสดเพื่อหนีฝน บางพื้นที่มีน้ำท่วมขังในช่วงเดือนที่ผ่านมา เช่น นครราชสีมาและร้อยเอ็ด เกษตรกรไม่มีที่ตากข้าวเปลือกเช่นกัน

“ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัด ได้ประสานขอความร่วมมือกับสหกรณ์ที่พอจะมีพื้นที่ว่างประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิกนำข้าวมาตากได้เป็นการชั่วคราว และในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีนโยบายขอความร่วมมือโรงเรียน ที่มีพื้นสนามฟุตบอล วัด หรือ อบต.ที่มีพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรตากข้าวในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวนี้ด้วย” นายวิศิษฐ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สหกรณ์การเกษตรในหลายพื้นที่ได้เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก โดยแต่ละวันจะมีเกษตรกรขนข้าวมารอเข้าคิวเพื่อขายข้าวสดกันเป็นแถวยาวตั้งแต่เช้าจนค่ำ โดยเฉพาะที่ จ.ร้อยเอ็ด  พบว่า สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด รับซื้อข้าวเปลือกวันละประมาณ 1,000 กว่าตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวสดซึ่งสหกรณ์จะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ดังนั้นกรมจะประสานและทำหนังหนังสือแจ้งให้สหกรณ์จังหวัดได้ลงพื้นที่เพื่อไปติดตามปัญหาเรื่องเกษตรกรไม่มีที่ตากข้าว เพื่อขอความร่วมมือจากสหกรณ์ที่มีลานตากและโกดัง ได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้บริการสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ สามารถนำข้าวเปลือกมาตากได้ เพื่อลดปัญหาที่เกษตรกรต้องนำข้าวเปลือกไปตากบนถนน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ขับขี่รถสัญจรไปมาได้

‘รมว.เกษตรฯ’ เรียกถกด่วน เตรียมเคาะมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสัปดาห์หน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530184

'รมว.เกษตรฯ'เรียกถกด่วน เตรียมเคาะมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสัปดาห์หน้า

‘รมว.เกษตรฯ’เรียกถกด่วน เตรียมเคาะมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสัปดาห์หน้า

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.50 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เรียกประชุมด่วนอันเนื่องมาจากสถานการณ์ราคายางผันผวนต่อเนื่อง เพื่อวางมาการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเป็นการด่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคายางที่ผันผวนอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ซึ่งมีผลมาจากปัจจัยภายในประเทศ เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น รวมถึงปัจจัยภายนอกประเทศ ซึ่งมีผลมาจากผู้ซื้อในตลาดล่วงหน้ามีการเทขายเพื่อทำกำไร และสต็อกยางของตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคายางในประเทศช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีความผันผวน และเริ่มลดลงต่อเนื่องในปัจจุบัน

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เร่งจัดการประชุมหารือเพื่อกำหนดมาตรการในการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบแก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างเร่งด่วน ในวันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน นี้ โดยจะเชิญตัวแทนจากกรมการค้าภายใน สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กรมวิชาการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุม

นอกจากนั้น ยังได้รับความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ในการเข้าตรวจสอบสต็อกยางของผู้ประกอบการรายใหญ่ภายในประเทศ เพื่อหาทางออกในการเจรจากับผู้ประกอบการในการรับซื้อยางจากเกษตรกรต่อไปด้วย

รายงานพิเศษ : ‘มหกรรมวิทย์’63’ วิถีใหม่เริ่ม13-23พย. สัมผัสนิทรรศการเสมือน3มิติ2ช่องทาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530013

รายงานพิเศษ : ‘มหกรรมวิทย์’63’วิถีใหม่เริ่ม13-23พย.  สัมผัสนิทรรศการเสมือน3มิติ2ช่องทาง

รายงานพิเศษ : ‘มหกรรมวิทย์’63’วิถีใหม่เริ่ม13-23พย. สัมผัสนิทรรศการเสมือน3มิติ2ช่องทาง

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2563 ภายใต้แนวคิด“จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างชาติด้วยเทคโนโลยี สู่วิถีแห่งนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน”

ถึงเวลาที่น้องๆจะได้สัมผัสประสบการณ์เรียนรู้วิทย์วิถีใหม่ผ่านนิทรรศการเสมือน 3 มิติได้ 2 ช่องทางคือ เข้าชมงานในสถานที่จริง (on ground) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-23 พ.ย.2563 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และรับชมแบบออนไลน์ ผ่าน http://www.thailandnstfair.com ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.2563 เป็นต้นไป

งานนี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) จัดแบบไฮบริดอีเว้นท์ ผสมผสานระหว่างการเข้าชมงานในฮอลล์หรือเลือกรับชมจากที่บ้านก็ได้ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตวิถีใหม่ พร้อมผนึกพันธมิตร 88 หน่วยงาน จาก 11ประเทศ ร่วมโชว์ผลงานและศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย

“งานมหกรรมวิทย์ปีนี้ ได้สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เยาวชนได้มีบทบาทภายในงานมากขึ้น มีส่วนร่วมและมีการแสดงออกมากขึ้น เช่น การแสดงละครวิทยาศาสตร์ กิจกรรมการสื่อสารวิทยาศาสตร์ รวมถึงให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรมแบบออนไลน์และการจัดนิทรรศการทั้งในและต่างประเทศ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก 88 หน่วยงาน 11 ประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ นำไปสู่การต่อยอดความคิดสู่การเป็นนวัตกรรุ่นใหม่ของประเทศในอนาคต ตลอดจนโชว์ศักยภาพผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง”ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. กล่าว

และย้ำว่า “งานมหกรรมวิทย์จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าชาติที่จะเจริญจะขาดวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ดั่งเช่นที่พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด และทรงนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาประเทศ อาทิ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”, พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ“พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย”, พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ที่ทรงมีคุณูปการต่องานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งในส่วนนี้จะนำมาจัดแสดงภายในโซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติ (Royal Pavillion) ทั้งหมดนี้งานมหกรรมวิทย์ จะแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาประเทศจะขาดวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ประเทศที่เจริญต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ การลงทุน การวิจัยและการพัฒนา, ประเทศยิ่งจนต้องยิ่งวิจัย ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือคำกล่าวของอดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย ชวาหะร์ลาลเนห์รู ว่า “เพราะอินเดียจน อินเดียจึงต้องวิจัย อินเดียสละงบประมาณมาสร้างคนและทำวิจัย จนบัดนี้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมหนึ่งในสิบของโลก”

สำหรับไฮไลท์ของงาน อว. ได้คัดเลือกนิทรรศการหลักที่มีเนื้อหาอยู่ในกระแสความสนใจของประชาชน มีความเป็นสากลและมุ่งเน้นการนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ (Virtual Science Fair) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าชมงานให้แก่เยาวชนและผู้สนใจทั่วประเทศ อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ I RoyalPavillion, นิทรรศการเจาะนวัตกรรมเกม I Tech behind Games เรียนรู้นวัตกรรมในการพัฒนาเกมจนกลายมาเป็นกีฬาออนไลน์, ตื่นตาตื่นใจกับการจำลองชีวิตบนดาวอังคาร! ในนิทรรศการหนึ่งวัน… (บนดาว)อังคาร | A Day on Mars, มาเรียนรู้สู้มหันตภัยจิ๋วในนิทรรศการมหันตภัยจิ๋ว| Micro Monster, เรียนรู้และสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม ในนิทรรศการอนาคตออกแบบได้ I Sustainable Design

ด้านผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า งานมหกรรมวิทย์ปีนี้ไม่เพียงลดช่องว่างการเข้าถึงงานจากผู้เข้าชมงานที่อยู่พื้นที่ห่างไกลหรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมา แต่ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการเรียนรู้และเสนอช่องทางเลือกให้ผู้เข้าชมงาน สามารถเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมและเปิดมุมมองการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านช่องทางใหม่ 2 ช่องทางในการเข้าชมงาน รวมทั้งการถ่ายทอดสดในมุมมอง 360 องศา ทางเฟสบุ๊กของงาน NSTFair Thailand http://www.facebook.com/nstfairTH รวมทั้งร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกของรางวัล Limited Edition ตลอดการจัดงานทุกวัน

ศ.ดร.เอนกกล่าวทิ้งท้ายว่า วิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่อุปสรรคของการจัดงานมหกรรมวิทย์ แต่เป็นโอกาสที่จะทำให้คนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึง เท่าเทียมกันผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งสนุกไม่น้อยกว่าการมาชมงานที่สถานที่จริง พร้อมขอเชิญชวนพ่อแม่ครูอาจารย์ เยาวชนและประชาชนทุกท่านเข้าชมงานมหกรรมวิทย์ ในปีนี้ เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนไทย ให้คิดอย่างสร้างสรรค์มีเหตุมีผล มองรอบด้าน โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นพื้นฐาน

สำหรับโรงเรียนที่ต้องการเข้าชมงานเป็นหมู่คณะ ติดต่อจองเข้าชมงานได้ที่เว็บไซต์งาน หรือ ติดต่อ อพวช. โทร.0-2577-9960 ติดตามข้อมูลข่าวสาร และรายละเอียดงาน ได้ที่ http://www.thailandnstfair.com หรือ Facebook งาน NSTFair Thailand http://www.facebook.com/nstfairTH

ชุมทางอีสาน : 6 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530009

ชุมทางอีสาน : 6 พฤศจิกายน 2563

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

nn…ที่ห้องประชุมชมรม อสม. เทศบาลนครขอนแก่น น.ส.ศิริกัลยา โพธิ์จันทร์ ผอ.สำนักการสาธารณสุขฯ เป็นประธานเปิดอบรมหลักสูตร “โครงการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวแบบยั่งยืน” เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ที่นับวันจะมีจำนวนสูงเพิ่มขึ้น…

nn การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวแบบยั่งยืน ที่มีผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน ติดเตียง มีการจัดอาสาสมัครเข้าไปดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จัดทำข้อมูลช่วยเหลือทั้งเชิงรับและเชิงรุกเป็นรายบุคคล และเชื่อมประสานกับทีมสหวิชาชีพหน่วยบริการ อปท.และเครือข่าย…

nn นอกจากนี้ ยังเปิดรับการลงทะเบียนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ผู้ความพิการ และผู้ป่วยเอดส์ ประจำปี 2564 เปิดลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึง ก.ย. 2564 ณ สำนักสวัสดิการสังคม ทน.นครขอนแก่น (ในวันเวลาราชการ) สอบถามรายละเอียด โทร. 0-4327-1210…

nn หลัง กกต.ประกาศวันรับสมัครเลือกตั้งนายก และ ส.อบจ. วันที่ 2-6 พ.ย. 2563  ที่ห้องประชุม อบจ. ขอนแก่น บรรยากาศคึกคักมีผู้สมัคร ประกอบด้วย นายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ (อดีตนายก อบจ.หลายสมัย) เบอร์ 6  นายอัษฎางค์ แสวงการ เบอร์ 4 น.ส.ณัฎฐณิชา สารบรรณ เบอร์ 2 น.ส.กรชฎาพิชญ์ ภูมิเขต เบอร์ 3  นายภัทรพันธุ หงส์วัฒนาพิเชษฐ เบอร์ 1 และนายชัยอนันต์ วูดเลย์จูเนียร์ เบอร์ 5 ขอนแก่น มี 42 เขต 26 อำเภอ มี 3,002 หน่วยเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1.4 ล้านคน  มีคนดังในท้องถิ่นลงสมัครหลายคน และผู้สมัครหน้าใหม่จำนวนมาก ส่วนวันเลือกตั้งวันที่ 20 ธ.ค.2563…

nn ด้าน อภินันท์ จันทร์อุปละ ผอ.กกต.สนง.ขอนแก่น ได้เตรียมความพร้อมเต็มที่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เพิ่มเจ้าหน้าที่เป็น อสม. ประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อคัดกรองและป้องกันการระบาด หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งพบว่าชื่อตกหล่นให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพิ่มชื่อได้…

nn ขณะที่ พัฒนาวดี วิริยปิยะ ปลัด อบจ.ขอนแก่น ผอ.กกต.อบจ.ขอนแก่น บอกว่าผู้สมัคร นายก และ ส.อบจ.จะต้องศึกษาและปฏิบัติตามระเบียบการเลือกตั้งในข้อต่างๆ อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง  การเปิดรับสมัครวันแรก (2 พ.ย.) มีผู้มาสมัคร นายก อบจ.ขอนแก่น 6 คน และ ส.อบจ.ขอนแก่น ทั้ง 42 เขตเลือกตั้ง 123 คน…

nn ยินดีต้อนรับกลับถิ่นเก่าจักราวุธ สอนโกษา ผอ.สพม.22 (นครพนม-มุกดาหาร) ที่ย้ายมาดำรงตำแหน่งเป็น ผอ.สพม.25 (ขอนแก่น) แทน อดิศักดิ์ มุ่งชูคนเก่าที่เกษียณอายุราชการ…

nn และขอแสดงความยินดีกับ บุญเหลือ ทองอ่อน ผอ.โรงเรียนบ้านแฮดศึกษา ที่ได้ย้ายมานั่งเก้าอี้ผอ.โรงเรียนพล เป็นโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม…nn 

สมใจ นามสุดตา

สกู๊ปพิเศษ : กองกำลังผาเมืองชวนเที่ยวพลับพลาที่ประทับฯ ย้อนประวัติการต่อสู้ปกป้องประเทศ-วิถีชีวิตชนเผ่าปะหล่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530012

สกู๊ปพิเศษ : กองกำลังผาเมืองชวนเที่ยวพลับพลาที่ประทับฯ  ย้อนประวัติการต่อสู้ปกป้องประเทศ-วิถีชีวิตชนเผ่าปะหล่อง

สกู๊ปพิเศษ : กองกำลังผาเมืองชวนเที่ยวพลับพลาที่ประทับฯ ย้อนประวัติการต่อสู้ปกป้องประเทศ-วิถีชีวิตชนเผ่าปะหล่อง

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชวนเที่ยวพลับพลาที่ประทับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎร ปี 2546 และประวัติการต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศวิถีชีวิตชนเผ่าปะหล่อง ที่ฐานปฏิบัติการบ.นอแล ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

กองกำลังผาเมือง โดย กองร้อยทหารม้าที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5 ได้ปรับปรุงพลับพลาที่ประทับ ศาลาทอดพระเนตร บริเวณฐานปฏิบัติการ บ.นอแล ที่ครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2546 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงพร้อมพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมและพระราชทานสิ่งของพระราชทานให้แก่ทหารฐานปฏิบัติการ บ.นอแล  เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยตามแนวชายแดน ในพื้นที่ห่างไกลด้วยความยากลำบาก

ฐานปฏิบัติการ บ.นอแลตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2530 เป็นส่วนหนึ่งของดอยอ่างขาง มีพื้นที่ติดแนวชายแดนไทย – เมียนมา ที่มีการอพยพของชนกลุ่มน้อย ขุนส่า ชาวว้าไทยใหญ่และชนเผ่าปะหล่อง ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาตั้งแหล่งที่อยู่โดยการถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งเสด็จฯทรงงานที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ในปี พ.ศ.2523 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสให้ชนเผ่าปะหล่องอาศัยอยู่ที่ บ.นอแล เพื่อดำเนินชีวิตตามวิถีของชนเผ่า

เริ่มแรกเป็นที่ตั้งของวัดปะหล่องและห้องเรียนเคลื่อนที่โดยมีครูซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโครงการเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งมีหน้าที่สอนประจำโรงเรียนบ้านขอบด้งมาทำการสอนเป็นครั้งคราว ห้วงปี พ.ศ.2528-2530 ได้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มขุนส่า กลุ่มว้าและกลุ่มไทยใหญ่ โดยมีกลุ่มว้าตั้งฐานปฏิบัติการใหญ่อยู่ที่วัดปะหล่องและห้องเรียนเคลื่อนที่ในตอนนั้น

ในปี พ.ศ.2530 ได้เกิดการต่อสู้อย่างรุนแรงบริเวณพื้นที่วัดปะหล่องและห้องเรียนเคลื่อนที่โดยมีกลุ่มว้ายึดครองพื้นที่นั้นไว้แล้วเกิดการต่อสู้กับทหารเมียนมา จนในที่สุดทหารเมียนมาก็สามารถยึดพื้นที่นั้นไว้ได้ และได้มีการเชิญธงชาติเมียนมาขึ้นคู่กับธงชาติไทย ที่มีอยู่แล้วของห้องเรียนเคลื่อนที่

ในขณะนั้น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ได้ส่งกำลังทหารมาปฏิบัติงานที่ บ.ขอบด้งโดยตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่ บ.ขอบด้ง เมื่อเกิดปัญหาอย่างรุนแรงที่ บ.นอแล และมีการยึดครองพื้นที่โดยทหารเมียนมา ทางกองกำลังทหารไทยจึงได้เจรจากับทหารเมียนมา จนเป็นที่เข้าใจ ทหารเมียนมาจึงถอนกำลังออกจากพื้นที่บริเวณวัดปะหล่อง แล้วตั้งฐานปฏิบัติการ บ.นอแล ในปี พ.ศ.2530 จนมาถึงทุกวันนี้

กองกำลังผาเมือง ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้ามาท่องเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์ พลับพลาที่ประทับ ศาลาทอดพระเนตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎร ปี พ.ศ.2546 เพื่อให้เห็นถึงประวัติการต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศ วิถีชีวิตชนเผ่าปะหล่อง ที่สำคัญได้เห็นในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีรับสั่ง ให้เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือชาวปะหล่อง ถึงแม้ว่าชนเผ่าปะหล่องจะไม่ใช่คนไทยแท้ อีกทั้งยังมีการส่งเสริมอาชีพหัตถกรรม วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าชาวปะหล่องอีกด้วย