รมช.ธรรมนัสลงพื้นที่ตรวจงาน ปรับเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นผสมผสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530011

รมช.ธรรมนัสลงพื้นที่ตรวจงาน ปรับเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นผสมผสาน

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเยี่ยมชมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว (ปลูกปาล์มน้ำมัน) เป็นเกษตรผสมผสาน พร้อมพบปะเกษตรกร ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินประจำตำบลปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ว่า จากนโยบายของกระทรวงเกษตรฯดำเนินการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม เป็นการผลิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ตลาดและตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีหน่วยงานต่างๆ บูรณาการร่วมกัน ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกับกรมประมงกรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหมสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ติดตามประเมินผลโครงการ

“โดยจะใช้แนวคิดทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยมีแนวคิดทำงานคือ “คิด ทำ สำเร็จ บอกต่อ” โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่จากพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับปลูกปาล์มน้ำมันมาทำเกษตรผสมผสาน พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เริ่มจากทำนาน้ำน้อย ปลูกข้าวในบ่อซีเมนต์ สร้างโรงสีข้าว เพื่อสีข้าวไว้บริโภค และให้บริการสีข้าวแก่เกษตรกรในชุมชน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผลิตผักอินทรีย์ นำมูลสัตว์และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและทำสารไล่แมลงจากพืชสมุนไพรในระบบปลูกพืช” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ปัจจุบันมีสมาชิกศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีพัฒนาที่ดินดังกล่าว 65 ราย โดยเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ได้นำหลักแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองจนเกิดรายได้อย่างยั่งยืนแก่ตนเองและครอบครัว ซึ่งทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นพึ่งพาตนเองได้ เกษตรกรต้องการผลิตอาหารที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภค เป็นแปลงต้นแบบบริหารพื้นที่และกลุ่มเกษตรกรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ และขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่อื่น นำไปปฏิบัติ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กกต.ขอนแก่นติวเข้มจนท. เลือกตั้งนายก-สมาชิกอบจ. เน้นป้องกันทุจริต-โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/530010

กกต.ขอนแก่นติวเข้มจนท. เลือกตั้งนายก-สมาชิกอบจ. เน้นป้องกันทุจริต-โควิด-19

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น นายอภินันท์ จันทร์อุปละ ผอ.กกต.ขอนแก่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมมอบนโยบายการสนับสนุนการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขอนแก่น ที่ห้องประชุมแก่นเมืองศาลากลางจังหวัดขอนแก่น

นายอภินันท์เปิดเผยว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาและผู้บริหาร อบจ.ขอนแก่น ครั้งนี้ ถือเป็นการเลือกตั้งใหญ่อีกวาระหนึ่ง เพราะมีเขตเลือกตั้งครอบคลุมทั้งจังหวัด และการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีบางข้อกำหนดที่แตกต่างไปจากการเลือกตั้งเดิม เช่น กกต.ได้มอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยแบ่งเขตการเลือกตั้ง จำนวน 42 เขต หน่วยเลือกตั้งเพิ่มมากขึ้นจำนวน 3,002 หน่วย ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประมาณ 1.4 ล้านคน และการจัดเตรียมคูหาพิเศษสำหรับผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่มีอุณหภูมิสูง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 

ดร.สมศักดิ์กล่าวว่า ในการจัดการเลือกตั้งผู้บริหาร อบจ.ขอนแก่น ได้เปิดรับสมัคร ในระหว่างวันที่ 2-6 พ.ย. 2563 ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 08.00-17.00 น. ขอให้นายอำเภอทั้ง 26 อำเภอ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส โดยบริหารจัดการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งในแต่ละอำเภอเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในระดับต่างๆ ต่อไป

พร้อมทั้งได้กำชับให้มีการเสนอแผนมาตรการด้านสาธารณสุขในเชิงป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิค -19 ในกรณีที่จะมีคนจำนวนมากมารวมตัวกัน ทั้งในการเปิดรับสมัคร การจัดอบรมเตรียมความพร้อมของคณะกรรมการประจำหน่วย การแจกจ่ายหีบบัตรลงคะแนนเลือกตั้งและการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 20 ธ.ค. 2563 นี้ อย่างเคร่งครัด

เกษตรฯเตรียมรับมือ ‘หมอกควัน-ฝุ่นPM2.5’ เน้นป้องกัน-ยับยั้ง-แก้ไข-ฟื้นฟู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529991

เกษตรฯเตรียมรับมือ'หมอกควัน-ฝุ่นPM2.5' เน้นป้องกัน-ยับยั้ง-แก้ไข-ฟื้นฟู

เกษตรฯเตรียมรับมือ’หมอกควัน-ฝุ่นPM2.5′ เน้นป้องกัน-ยับยั้ง-แก้ไข-ฟื้นฟู

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 17.26 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืช หรือวัชพืชและเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่การเกษตร ครั้งที่ 3/2563 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า จากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่มักทวีความรุนแรงในช่วงเดือนธันวาคม – เดือนมีนาคม ของทุกปี ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการเผาเศษซากพืชหรือวัชพืชและเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่การเกษตร

ทั้งนี้ นานเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรฯ ร่วมบูรณาการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ตลอดจนสร้างการรับรู้ให้กับพี่น้องเกษตรกรในการนำเอาเศษซากพืช หรือวัชพืชและเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นแทนการเผา

สำหรับแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมนั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มดำเนินงานในเบื้องต้นแล้ว แต่จะเข้มข้นขึ้นตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 พฤษภาคม 2564 มีพื้นที่เป้าหมายนำร่อง 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และตาก โดยเห็นชอบมาตราการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม 3 มาตราการ ดังนี้ มาตราการที่ 1 การป้องกัน ด้วยการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่เกษตรกร ผ่านโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และยังต้องเน้นการป้องกันและเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง มาตราการที่ 2 การยับยั้ง โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนข้อมูลและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงประสานการปฏิบัติงานร่วมกับศูนย์อำนวยการฯ ระดับจังหวัด ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดตั้ง รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดในช่วงเวลาห้ามเผา และมาตราการที่ 3 การแก้ไข/ฟื้นฟู ลดการกระจายตัวของปัญหาฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ โดยให้หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรฯ อาทิ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมชลประทาน และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนในด้านการใช้น้ำเพื่อลดการฟุ้งกระจายของหมอกควัน PM 2.5 ตลอดจนกระทรวงเกษตรฯ จะร่วมถอดบทเรียนเหตุการณ์ไฟป่าหมอกควัน เพื่อทบทวนแผนการปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในปีต่อไป

อย่างไรก็ตาม คณะทำงานป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืช หรือวัชพืชและเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่การเกษตร ได้มีมติรับร่างแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ประจำปี 2564 และยังมอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง กลับไปทบทวนแผนปฏิบัติการและรายละเอียดต่างๆ ตามภารกิจที่หน่วยงานรับผิดชอบ เพื่อให้แผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประกาศรับรองข้าวพื้นนุ่ม ‘พันธุ์ใหม่ กข87’ กระตุ้นส่งออกหลังราคาร่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529976

ประกาศรับรองข้าวพื้นนุ่ม‘พันธุ์ใหม่ กข87’ กระตุ้นส่งออกหลังราคาร่วง

ประกาศรับรองข้าวพื้นนุ่ม‘พันธุ์ใหม่ กข87’ กระตุ้นส่งออกหลังราคาร่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 16.25 น.

“กรมการข้าว” ประกาศรับรองข้าวพื้นนุ่ม “พันธุ์ใหม่ กข87” กระตุ้นการส่งออกข้าวไทย หลังราคาข้าวร่วง

5 พฤศจิกายน 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.เกษตรและสหกรณ์) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การส่งออก โดยการเชิญโรงสี และผู้ที่เกี่ยวข้อง มาประชุมร่วมกันกับผู้ปลูกข้าว มีการกำหนดประเภทข้าวออกมา 5 ประเภท คือ 1.ข้าวหอมมะลิ 2.ข้าวหอมไทย 3.ข้าวพื้นแข็ง 4.ข้าวพื้นนุ่ม 5.ข้าวเหนียว

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในขณะนี้ราคาข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว มีราคาตกลงเป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบันตลาดมีความต้องการข้าวพื้นนุ่มที่สูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันพื้นที่ปลูกข้าวพื้นนุ่มในประเทศไทยกลับมีเพียงแค่ 300,000 ไร่โดยประมาณ ถือว่าเป็นจำนวนน้อย ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งผลให้ไม่สามารถนำไปแข่งขันสู้กับตลาดต่างประเทศได้

นายประภัตร กล่าวอีกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว จึงได้เริ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยการลดพื้นที่การปลูกข้าวแข็งลง และหันมาเพิ่มพื้นที่การปลูกข้าวนุ่มมากขึ้นตามที่ผู้ส่งออกต้องการ โดยกรมการข้าวมีการวิจัยข้าวพื้นนุ่มสายพันธุ์ใหม่ คือ ข้าวพันธุ์ กข87 ที่มีการเริ่มทดสอบแล้วให้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถให้ผลผลิตได้มากถึง 1,200 กิโลกรัม/ไร่ มีความต้านทานโรคแมลง โดยได้ทำการทดสอบและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้กรมการข้าวได้ประกาศรับรองพันธุ์ข้าว พันธุ์ กข87 อย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่าพันธุ์ข้าวดังกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นตัวเลขการส่งออกข้าวไทยให้มีปริมาณที่สูงขึ้น

ด้านนายมนัส กำเนิดมณี ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สำหรับในวันนี้กรมการข้าวได้ประกาศรับรองพันธุ์ข้าวจำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ กข85 กข87 และข้าวขาวเจ๊กชัยนาท 4 โดยแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่น ดังนี้

1.ข้าวเจ้าพันธุ์ กข85 เป็นชนิดข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง อมิโลสสูง เป็นข้าวชนิดแข็ง ผลผลิตเฉลี่ย 826 กิโลกรัม/ไร่ ลักษณะเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดี ค่อนข้างต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

2.ข้าวเจ้าพันธุ์ กข87 มีปริมาณอมิโลสต่ำ ให้ผลผลิต 734 กิโลกรัม/ไร่ แต่มีศักยภาพสูงสุดที่ให้ผลผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัม/ไร่ หุงสุกนุ่ม ไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว โรคขอบใบแห้ง และโรคไหม้

3.ข้าวขาวเจ๊กชัยนาท4 ผลผลิต/ไร่โดยเฉลี่ยสูงกว่าข้าวหอมมะลิ เมล็ดข้าวมีความยาวมาก เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง มีท้องไข่น้อย

ส่วนนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ ผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว เปิดเผยว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กองเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว ดำเนินการประสานงานกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีการทดลองนำข้าวหอมมะลิไปทำการทดสอบผ่านรังสีไอออนระดับต่ำ ผลปรากฏว่าสามารถแตกเมล็ดพันธุ์ออกมาเป็นพันธุ์ใหม่ได้ โดยให้ผลผลิตมากถึง 1,500 กก./ไร่ ให้ความหอมที่มากขึ้น และสามารถปลูกได้ทั้งปี จึงเห็นสมควรให้กรมการข้าวนำมาทดลองปลูก

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกองเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ดำเนินการประสานไปยังสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นการเบื้องต้นแล้ว แต่ได้รับการแจ้งว่ายังไม่สามารถลงนามความร่วมมือ (MOU) กันได้ในขณะนี้ เนื่องจากทางสถาบันฯ จะขอดำเนินการทดสอบต่อไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อผลการทำสอบมีความแน่ชัดแล้ว ทางสถาบันฯ จะดำเนินการจัดส่งเมล็ดพันธุ์ให้แก่กรมการข้าวเพื่อเป็นตัวอย่างในการทดลองปลูก จำนวน 20 กิโลกรัม ซึ่งกรมการข้าวจะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปโดยเร็วที่สุด

ยาง-ปาล์มกระแสแรงรัฐอัดมาตรการต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529789

ยาง-ปาล์มกระแสแรงรัฐอัดมาตรการต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคายางพาราและปาล์มน้ำมันซึ่งทิศทางดีขึ้นต่อเนื่องว่า ราคายางพาราท้องถิ่น ราคาประมูลตลาดกลางยางพาราการยางแห่งประเทศไทย และราคาส่งออก FOB มีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ณ ตลาดกลางยางพาราสงขลา ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 56.89 บาท (ณ 1 ตุลาคม 2563) เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 80 บาท (ณ 30 ตุลาคม 2563) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41 เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 และมาตรการปิดเมืองที่เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งภาครัฐมีมาตรการแก้ปัญหาราคายางพาราเร่งด่วนหลายด้าน นอกจากนี้ ภาคโรงงานผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะจีนที่เศรษฐกิจเริ่มยายตัว อีกทั้ง ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

ด้านราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยราคาปาล์มน้ำมันรับซื้อที่หน้าโรงงานในแหล่งผลิตที่สำคัญ (สุราษฎร์ธานี กระบี่ และ ชุมพร) ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 4.10-5.00 บาท (ณ 1 ตุลาคม 2563) เพิ่มเป็นระหว่างกิโลกรัมละ 6.00 – 6.90 บาท (ณ 30 ตุลาคม 2563) และราคาน้ำมันปาล์มดิบ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ25.00 – 25.25 บาท (ณ 1 ตุลาคม 2563) เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 36-37 บาท (ณ 30 ตุลาคม 2563) เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มปรับเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับมาตรการของรัฐที่กระตุ้นใช้น้ำมันปาล์ม ผลักดันส่งออกน้ำมันปาล์มเพื่อลดผลผลิตส่วนเกินของผู้ประกอบการ ทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเฉลี่ยเดือนละ 0.24 ล้านตัน ประกอบกับผลผลิตปาล์มน้ำมันช่วงไตรมาสที่ 4 (เดือนตุลาคม – ธันวาคม) ออกสู่ตลาดน้อย(ร้อยละ 19 ของผลผลิตทั้งหมด 16.36 ล้านตัน)คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบเดือนตุลาคม 0.21 ล้านตัน พฤศจิกายน 0.18 ล้านตัน และธันวาคม 0.16 ล้านตัน ส่งผลให้ช่วงไตรมาสที่ 4สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบลดลงเฉลี่ยอยู่ระหว่างเดือนละ 0.03-0.08 ล้านตัน และคาดว่า ณ สิ้นปี 2563 สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบจะปรับลดลงมาอยู่ในระดับเหมาะสมเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 0.28-0.32 ล้านตัน คาดว่าราคาปาล์มจะพุ่งต่อเนื่องจนถึงช่วงไตรมาสที่ 1ของปี 2564 ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ราคายางพารา ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มยังคงทิศทางดีขึ้นจากปัจจัยกลไกตลาดและมาตรการรัฐบาล โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดล “เกษตรฯ-พาณิชย์ทันสมัย” และนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”ที่รมว.พาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯร่วมขับเคลื่อนมาต่อเนื่อง

‘บิ๊กป้อม’ ลุยแก้ปัญหาภูเก็ตขาดน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529790

‘บิ๊กป้อม’ลุยแก้ปัญหาภูเก็ตขาดน้ำ

‘บิ๊กป้อม’ลุยแก้ปัญหาภูเก็ตขาดน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยหลังลงพื้นที่ติดตามบริหารจัดการน้ำ จ.ภูเก็ต ว่า ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคเกือบทุกปี คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จึงเห็นชอบแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ของจ.ภูเก็ต เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวไปเร่งดำเนินงาน ดังนี้ ให้กรมชลประทาน เพิ่มประสิทธิภาพสูบผันน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้ามาเติมอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด และให้การประปาส่วนภูมิภาค เร่งสร้างความเข้าใจกับจ.พังงาในการก่อสร้างระบบประปามายังจ.ภูเก็ต

นอกจากนี้ ยังสั่งให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กำกับ ติดตาม เร่งรัดดำเนินงานของทุกหน่วย พร้อมกำหนดมาตรการประหยัดน้ำแนวทางนำน้ำเสียกลับมาใช้ซ้ำ รวมถึงวางแผนพัฒนาแหล่ง เก็บกักน้ำในจ.พังงาและภูเก็ต รองรับการใช้น้ำให้เพียงพอในอนาคตด้วย รวมทั้งสั่งให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เร่งทำระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำกร่อยและน้ำทะเล โดยสทนช.ต้องพิจารณาเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณงบกลางปี 2564 จากสำนักงบประมาณต่อไป

“ภูเก็ตมีประชากรและประชากรแฝงที่เข้ามาทํางานรวมกว่า 1.4 ล้านคน มีนักท่องเที่ยว ปีละไม่ต่ํากว่า 14 ล้านคน จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของนักท่องเที่ยวและชุมชนเมือง ทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ําของภูเก็ตสูงขึ้นจากปัจจุบันปีละ 62 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คาดว่าตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป จะมีความต้องการใช้น้ำจะเพิิ่มขึ้นถึง 112 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี จึงจำเป็นต้องวางแผนแก้ปัญหาสร้างความยั่งยืนด้านน้ำให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน” รองนายกฯกล่าว

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของภูเก็ตนั้น ที่ประชุม กนช.วันที่ 12 กันยายนเห็นชอบโครงการก่อสร้าง ปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาคสาขาพังงา-ภูเก็ต ทําให้มีปริมาณน้ําใช้ผลิตน้ําประปาเพิ่มขึ้น 49 ล้าน ลบ.ม. ต่อปีปัจจุบันกปภ.เสนอตั้งงบประมาณประจําปี 2565 และอยู่ระหว่างกระบวนการมีส่วนร่วมในจ.พังงาและภูเก็ต

นอกจากน้ี การประชุม กนช. ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบหลักการ โครงการน้ําต้นทุนและแผนปฏิบัติการปี 2563-2566 จ.ภูเก็ตระยะสั้น (เร่งด่วน)3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ําบางเหนียวดํา จะทําให้ความจุเก็บกักของอ่างเก็บน้ําเพิ่มข้ึน จาก 7.20 ล้าน ลบ.ม. เป็น 8.70 ล้าน ลบ.ม. วงเงินรวม 120 ล้านบาท 2.โครงการระบบสูบผันน้ํา บ้านโคกโตนด – อ่างเก็บน้ําบางเหนียวดํา จะทําให้ปริมาณน้ําใช้ประโยชน์ ในอ่างเก็บน้ําเพ่ิมข้ึน 10 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี วงเงินรวม 610 ล้านบาท และ 3.โครงการบําบัดน้ําเสียมาผลิตน้ําประปา จะทําให้ปริมาณน้ําในเขตเทศบาลนครภูเก็ตเพิ่มข้ึน วันละ 1,600 ลบ.ม. หรือ 0.584 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี วงเงินรวม 58 ล้านบาท

รวมทั้งมีมติมอบให้สทนช.ร่วมกับจ.ภูเก็ต ทําแผนหลัก แผนปฏิบัติการ จัดลําดับความสําคัญ ให้ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งสนทช.ได้รับงบประมาณประจําปี 2564 ศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการ เพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่เฉพาะ (Area Based) เกาะภูเก็ต ซึ่งเป็นการวิเคราะห์สภาพพื้นที่ ปัญหาเชิงลึก กําหนดทิศทางการพัฒนาด้านทรัพยากรน้ําของภูเก็ตให้ครอบคลุมตามแนวทางพัฒนา ภายใต้แผนแม่บทน้ํา 20 ปี ท้ัง 6 ด้านอีกด้วย

เลขาฯสทนช.กล่าวด้วยว่า รองนายกฯยังมอบแนวทางปฏิบัติงานให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาภูเก็ตเร่งขยายให้บริการน้ำประปาครอบคลุมพื้นที่ที่ยังขาดแคลนน้ำสะอาด และขยายกำลังผลิตให้พอความต้องการที่เพิ่มขึ้น พร้อมเตรียมมาตาการรับมือน้ำท่วมหรือภัยแล้ง โดยเตรียมแหล่งน้ำดิบให้พอผลิตน้ำประปา ตลอดจนใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีมาสนับสนุนพัฒนาผลิตภัณฑ์และให้บริการที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งแบ่งปันองค์ความรู้ประสบการณ์ด้านกิจการประปาให้องค์กรปกครองท้องถิ่นดูแลกิจการประปาได้ถูกสุขลักษณะทำให้ประชาชนได้ใช้น้ำสะอาด มีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าเทียมกัน

ส่องเกษตร : เข้าใจ ตระหนัก ร่วมมือกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529834

ส่องเกษตร : เข้าใจ ตระหนัก ร่วมมือกัน

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 21.40 น.

ประเทศไทยของเราตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นเหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศในภูมิภาคแถบนี้ จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมีพืชพรรณหลายชนิดเจริญเติบโตให้ผลผลิตแตกต่างกันไป ถึงกับมีคนกล่าวไว้ว่าประเทศไทยมีผักผลไม้บริโภคได้ตลอดทั้งปี สลับชนิดมาให้ผู้บริโภคได้เลือก มากบ้างน้อยบ้างตามฤดูกาล หรือพืชพรรณชนิดอื่นก็ตาม ต่างก็ให้ผลผลิตอย่างหลากหลายตลอดฤดูกาลหมุนเวียนไปในแต่ละรอบปีขณะเดียวกันบนความหลากหลายของชนิดพืชที่สามารถเติบโตและให้ผลผลิตได้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ศัตรูพืชก็ไม่ต่างกัน ทั้งความหลากหลายของชนิดศัตรูพืช แหล่งอาหาร จึงส่งผลให้ศัตรูพืชสามารถขยายแพร่พันธุ์และเพิ่มจำนวนประชากรได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน จนบางครั้งส่งผลให้เกิดความเสียหายกับผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรอย่างมหาศาล ดังที่เคยปรากฏมาบ่อยครั้งเมื่อในอดีต ไม่ว่าจะเป็นตั๊กแตนปาทังก้า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หรือแม้แต่หนอนหัวดำในมะพร้าว หรือในยุคปัจจุบันที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ คือ โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นต้น

จากสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมดังกล่าว พืชบางชนิดอาจไม่ใช่พืชในท้องถิ่นมีการนำเข้ามาจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก บ้างก็นำมาปลูกทดสอบ เพื่อคัดเลือกให้ได้ผลผลิตที่ดีตอบสนองความต้องการใช้ประโยชน์ บ้างก็นำเข้ามาเพราะความสวยงาม แต่สุดท้ายกลายเป็นวัชพืชไป เช่น ผักตบชวา เป็นต้น หรือบ้างก็นำเข้ามาใช้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง แต่ไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นวัชพืชไป เช่น ไมยราพยักษ์เป็นต้น พืชบางชนิดที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกทำรายได้หลายหมื่นล้านกลับไม่ใช่พืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย หากเป็นการนำเข้ามาทดสอบและทดลองปลูกตามที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อได้ผลดีจึงมีการนำมาขยายการผลิตอย่างกว้างขวาง จนคนในยุคปัจจุบันเข้าใจไปเองว่าเป็นพืชผลที่มีอยู่ในประเทศแต่เดิม ด้วยเหตุผลว่าเราสามารถผลิตได้ดีมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด และที่สำคัญเราสามารถผลิตให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ จึงดูเหมือนว่าประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของพืชชนิดนั้น ไม่ว่าจะเป็นลำไย ลิ้นจี่ หรือ ยางพารา ที่นำเข้าปลูกทางใต้ของประเทศ ปัจจุบันขยายพื้นที่ปลูกไปเกือบทั่วประเทศ

ผลจากการนำเข้าพืชชนิดต่างๆ เข้ามาในประเทศ ย่อมมีโอกาสติดเข้ามาของศัตรูพืชด้วยเช่นกัน หากศัตรูพืชที่ติดเข้ามาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ และมีพืชอาศัยค่อนข้างกว้าง จะส่งผลให้กลายเป็นศัตรูพืชของพืชที่มีอยู่ในประเทศไทยได้ และก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จึงต้องมีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชชนิดนั้นให้หมดสิ้นไป จากเหตุผลดังกล่าว

เพื่อเป็นการป้องกันและรักษาไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดีของการผลิตทางการเกษตร ป้องกันไม่ให้ศัตรูพืช ทั้งที่อาจเป็นโรค แมลง หรือ แม้แต่ตัวพืชนั่นเองอาจกลายเป็นวัชพืชหรือพืชรุกรานทำลายพืชเศรษฐกิจหลักของไทยได้ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันโรคและศัตรูพืช พ.ศ.2495 ก่อนที่จะปรับมาเป็นพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นเวลาเกือบจะ 70 ปีแล้ว โดยหวังที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันการรุกรานเข้ามาของศัตรูพืชต่างถิ่นที่จะเข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรของไทย โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดสิ่งที่ต้องควบคุมออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สิ่งต้องห้าม สิ่งกำกัด และสิ่งไม่ต้องห้าม เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญาการอารักขาพืชระหว่างประเทศ หรือ International Plant Protection Convention (IPPC) ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศในระดับโลก เพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุม กำกับ ดูแล มิให้เกิดการนำเข้ามา แล้วมาก่อให้เกิดความเสียหายให้กับพืชผลภายในประเทศ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมมาตามลำดับ คือ ในปี 2542 และในปี 2551 แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาฯดังกล่าว คงต้องปรับปรุงเพิ่มเติมกันต่อไป ประเด็นสำคัญที่การดำเนินการป้องกันและควบคุมการเข้ามาของศัตรูพืชต่างถิ่นไม่ได้อยู่ที่ข้อบังคับตามกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับสามัญสำนึกของการปกป้องผลประโยชน์ชาติที่ทุกคนต้องตระหนักและร่วมมือกันเพื่อความมั่นคงด้านอาหารและเศรษฐกิจชาติ เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยในรุ่นต่อไป ต้องเข้าใจและร่วมมือกันเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ชป.เผย ‘ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’ แล้งนี้น้ำต้นทุนมีน้อย วอนปชช.ใช้น้ำอย่างประหยัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529732

ชป.เผย'ลุ่มน้ำเจ้าพระยา'แล้งนี้น้ำต้นทุนมีน้อย วอนปชช.ใช้น้ำอย่างประหยัด

ชป.เผย’ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’แล้งนี้น้ำต้นทุนมีน้อย วอนปชช.ใช้น้ำอย่างประหยัด

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 16.28 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ VDO Conference ไปยังผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมทั้งสำนักงานชลประทานเครือข่าย SWOC ทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ อาคารหม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน

ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมฯว่า ปัจจุบัน (4 พ.ย.63) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 47,097 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 23,977 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 12,525 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 5,829 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 32 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า พายุโซนร้อน “โคนี” (พายุระดับ3 ) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเมืองดานัง ประเทศเวียดนามในคืนพรุ่งนี้ (5 พ.ย.63) หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงตามลำดับ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยในระหว่างวันที่ 6 – 7 พ.ย.63 บริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก จึงสั่งการให้โครงการชลประทานที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเดิมโดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และให้เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ สำหรับเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ในส่วนทางภาคใต้ขอให้เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักในช่วงเดือน พ.ย. – ธ.ค.63 นี้ รวมทั้งเตรียมพร้อมโครงการบรรเทาอุทกภัยต่างๆ ในพื้นที่ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจในเขต จ.สงขลา นครศรีธรรมราช ชุมพร และสุราษฏร์ธานี เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด

สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทาน จะทำการเก็บกักน้ำไว้ให้มากที่สุด ซึ่งในส่วนของนาปีที่ปลูกล่าช้า กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่นาข้าวไม่ให้ขาดแคลนน้ำ จนกว่าจะทำการเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ จึงขอให้เกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลัก และงดทำนาต่อเนื่องหลังจากเก็บเกี่ยวไปแล้ว พร้อมย้ำให้โครงการชลประทานทุกแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ เก็บกักน้ำไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ในช่วงฤดูแล้งนี้ ทั้งนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทาน ร่วมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คำนึงถึงความสำคัญของภาคเกษตรกรให้มากที่สุด และสั่งการให้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบด้านต่างๆ อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงที่เคยถูกน้ำท่วม การเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ สำหรับช่วยเหลือประชาชนหากเกิดวิกฤติ รวมไปถึงการประสานแจ้งเตือนประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำ เพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

‘เฉลิมชัย’ ติดตามการดำเนินการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529726

'เฉลิมชัย'ติดตามการดำเนินการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด

‘เฉลิมชัย’ติดตามการดำเนินการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 16.19 น.

“เฉลิมชัย”ติดตามการดำเนินการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด แก้ปัญหาความเดือดร้อนจำเป็นเร่งด่วน ทั้งปัญหาขยะในพื้นที่ ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจัง และผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมให้ความสำคัญทั้งในส่วนของภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่จะช่วยฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินการตามแนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ร่วมเป็นกรรมการ โดยได้มีการประชุมและเห็นชอบประเด็นปัญหาต่าง ๆ ของจังหวัด และได้สรุปปัญหาหลักที่สำคัญและเป็นปัญหาความเดือดร้อนจำเป็นเร่งด่วน ได้แก่ 1) ปัญหาขยะในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจัง และ 3) ปัญหาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโรโรนา (Covid-19)

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้มาช่วยดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความคุ้นเคยและรับรู้ปัญหาในเบื้องต้น ซึ่งรัฐบาลอยากให้มีตัวแทนมารับทราบปัญหาได้โดยตรง หากดำเนินการแก้ไขระดับจังหวัดได้ให้รีบดำเนินการ แต่หากเกินกว่าการแก้ไขระดับจังหวัดก็จะนำประเด็นปัญหาไปนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งใน 3 ประเด็นหลักที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนนั้น ในส่วนของปัญหาขยะ ได้มอบหมายให้มีการประสานความร่วมมือกันในพื้นที่ พร้อมทั้งรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาให้เกิดความยั่งยืน

สำหรับในส่วนการบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจัง กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มอบหมายกรรมมาธิการด้านการเกษตรตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากฎหมาย พร้อมทั้งแก้ไข พ.ร.บ.ประมง โดยได้มีการเชิญทุกภาคส่วนมาให้ข้อคิดเห็น ทั้งในส่วนของประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ และจะนำไปสู่สภาผู้แทนราชฎรต่อไป อย่างไรก็ต้อง รัฐบาลต้องดู IUU เป็นหลัก แต่ต้องดูแลคนไทยเป็นหลักด้วย จึงสามารถสังเกตได้ว่าจะมีมาตรการเยี่ยวยาที่ช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง ซึ่งเป็นการสื่อให้เห็นถึงความห่วงใยของรัฐบาล และอยากขอให้ในพื้นที่มีการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ต่อพี่น้องประชาชน อีกทั้งในเรื่องแรงงานประมง ได้มีการประสานกับกระทรวงแรงงานอย่างต่อเนื่อง พี่น้องชาวประมงสามารถสอบถามความคืบหน้าได้ทั้งจากประมงจังหวัดและประมงอำเภอ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่องหนี้นอกระบบ ปัญหาที่ดิน และปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งน้ำนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการเกษตรและภาคการท่องเที่ยว จึงต้องดูให้ครอบคลุมและมีการบริหารจัดการน้ำ โดยได้มอบหมายกรมชลประทานบริหารจัดการทั้งระบบ ทั้งการอุปโภค-บริโภค ภาคการเกษตร รวมถึงภาคอุตสาหกรรมด้วย อย่างไรก็ตาม พยายามที่จะเพิ่มน้ำต้นทุนและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า

“ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนป้องการโควิด-19 อยากขอให้พี่น้องประชาชนมีการป้องกันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ประเทศไทยจะสามารถป้องกันได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ต้องไม่ประมาท มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลมีนั้นต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อไป ทั้งการใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง และการล้างมือ เป็นต้น จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และขอเป็นตัวแทนรัฐบาลขอบคุณข้าราชการ ที่มุ่งมั่นทำงานอยากหนัก และพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมาโดยตลอด หากเราตั้งหลักได้ก่อนประเทศอื่น ก็จะเป็นจุดแข็งของประเทศไทย จึงให้ความสำคัญทั้งในส่วนของภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่จะช่วยฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจของจังหวัดได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อยากขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เหมือนคนในครอบครัว เพราะจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘เฉลิมชัย’ ชวนเกษตรกรเปลี่ยน ‘ปลูก’ ให้ ‘ใช่’ นำร่องกล้วยหอมทองแม่แตงส่งขายญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529516

‘เฉลิมชัย’ชวนเกษตรกรเปลี่ยน‘ปลูก’ให้‘ใช่’ นำร่องกล้วยหอมทองแม่แตงส่งขายญี่ปุ่น

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาคเกษตรมีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศทุกมิติ ที่ผ่านมายึดหลัก “ตลาดนำการเกษตร” ควบคู่กับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้ก้าวทันยุคสมัย สินค้าเกษตรต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐานปลอดภัย และการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมเหมาะสม โดยผลักดันให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่พืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map)ที่ตลาดมีความต้องการสูง

กระทรวงเกษตรฯจึงเตรียมวางแนวทางดำเนินโครงการ เปลี่ยน “ปลูก” ให้“ใช่” เพื่อให้เกษตรกรหันมาผลิตสินค้าเกษตรที่สอดคล้องศักยภาพพื้นที่ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับแน่นอน ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ และยังให้ผลตอบแทนที่สูง คุ้มค่าแก่เกษตรกร โดยจะบูรณาการกับภาคส่วนต่างๆ สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร และรับซื้อราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป รวมถึงยังลดความเสี่ยงให้เกษตรกร ด้วยการร่วมมือกับบริษัทประกันภัยสินค้าเกษตร รองรับกรณีเหตุการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น อันเป็นการสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร นอกจากนี้ ยังดำเนินการควบคู่ไปกับการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐาน สามารถคงคุณภาพด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อยืดอายุของสินค้าเกษตร สร้างโอกาสส่งออกไปสู่ตลาดโลก อีกทั้งยังทำให้เกิดการจ้างแรงงานภาคเกษตรในพื้นที่เพิ่มขึ้นด้วย ปัจจุบัน มีสินค้าเกษตรหลายชนิดที่ผลผลิตไม่เพียงพอ เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ อาทิ กล้วยหอมทอง โกโก้ กระเจี๊ยบเขียวถั่วลันเตา ข้าวโพดฝักอ่อน มะปราง มะยงชิด

การดำเนินโครงการดังกล่าว ขณะนี้ได้ศึกษาและเริ่มนำร่องแล้วในพืชเศรษฐกิจ กล้วยหอมทอง เป็นชนิดแรก กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 300 ไร่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีศักยภาพทางภูมิศาสตร์ตามแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) เหมาะกับการเพาะปลูกกล้วยหอมทอง เบื้องต้นหารือร่วมกับกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทอง เกษตรกรแปลงใหญ่Young Smart Farmer ผู้ประกอบการและเกษตรกรรายอื่น ที่สนใจปรับเปลี่ยนการผลิตสู่กล้วยหอมทองร่วมกัน ซึ่งพบว่า พื้นที่ดังกล่าวให้ผลผลิตได้คุณภาพมาตรฐานโดยปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 64 ราย พื้นที่รวม 167 ไร่กลุ่มเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 21,077 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในเดือนที่ 9 – 11 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 2 ปี) จำหน่ายตามเกรดของผลผลิต โดยเกรด A ราคาที่เกษตรกรขายได้จะอยู่ที่ 14 บาท/กก. ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4,160 กก./ไร่ สร้างรายได้ 54,080 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 33,000 บาท/ไร่

ด้านนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สำหรับผลผลิตกล้วยหอมทองที่ได้ นอกจากจำหน่ายในประเทศแล้ว ด้วยคุณลักษณะที่โดดเด่น ทั้งรสชาติ และคุณประโยชน์ ทำให้กล้วยหอมทองไทย เป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ล่าสุดได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น Beisia Supermarkets ที่ต้องการกล้วยหอมทองเฉลี่ย 1,125 ตัน/เดือน หรือ 13,500 ตัน/ปีนอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังร่วมกับ Beisia และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ส่งเสริมองค์ความรู้ในการเพาะปลูก ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ เทคนิคการปลูก การเก็บเกี่ยว โดยนำเทคโนโลยีน้ำนาโน (Fine Bubble Technology) ที่พัฒนาในญี่ปุ่น เพื่อรักษาสภาพและยืดอายุของสินค้าเกษตรส่งออกอีกด้วย คาดว่าจะมีการลงนามความร่วมมือ MOU ระหว่างกลุ่มเกษตรกร Beisia Supermarkets และบริษัทประกันภัยต้นปี 2564 โดยกระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการหลักในการประสานความร่วมมือ MOU ดังกล่าวจากนั้นจะขยายผลโครงการไปยังกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Young Smart Farmer กลุ่มวิสาหกิจที่มีศักยภาพในการผลิตพืชเศรษฐกิจชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ในระยะต่อไป