ชาวนา-สวนยางเฮ ครม.อนุมัติประกันรายได้ วงเงิน 6.1หมื่นล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529558

ชาวนา-สวนยางเฮ  ครม.อนุมัติประกันรายได้  วงเงิน6.1หมื่นล้านบาท

ชาวนา-สวนยางเฮ ครม.อนุมัติประกันรายได้ วงเงิน6.1หมื่นล้านบาท

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชาวนา-สวนยางเฮ ครม.อนุมัติประกันรายได้

วงเงิน6.1หมื่นล้านบาท ‘จุรินทร์’มุ่งช่วยเกษตรกร

ครม.เคาะงบ 6.1 หมื่นล้านบาท ประกันรายได้ชาวนา-ชาวสวนยาง“จุรินทร์”ย้ำช่วยพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ขณะที่นายกฯสั่งศึกษาขยายวง 2 มาตรการ“คนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน”หลังกระแสนิยมดี

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.ภูเก็ต นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและยางพาราวงเงินรวมทั้งสิ้น 61,900.82 ล้านบาท ดังนี้ สินค้าข้าว วงเงินรวม 51,858 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการประกันรายได้ ปี 2563/64 มาตรการคู่ขนานและโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยโครงการประกันรายได้ ปี 2 กำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้เกษตรกรเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาประกันตันละ 15,000 บาท ปริมาณไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคาประกันตันละ 14,000 บาท ปริมาณไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ราคาประกันตันละ 10,000 บาท ปริมาณไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคาประกันตันละ 11,000 บาท ปริมาณไม่เกิน 25 ตัน ข้าวเปลือกเหนียว ราคาประกันตันละ 12,000 บาท ปริมาณไม่เกิน 16 ตัน ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 – พฤษภาคม 2564

ส่วนมาตรการคู่ขนานควบคู่กับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 ได้แก่ (1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี (ระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน 2563 – 29 กุมภาพันธ์ 2564) โดยนอกจากเกษตรกรจะได้รับสินเชื่อและไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแล้ว เกษตรกรที่มียุ้งฉางจะได้รับค่าฝากเก็บตันละ 1,500 บาท กรณีสหกรณ์จะได้รับตันละ 1,000 บาท และสมาชิกจะได้รับ ตันละ 500 บาท (2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร (ระยะเวลาดำเนินการ 1 ตุลาคม 2563-30 กันยายน 2564) โดยสหกรณ์เสียดอกเบี้ยร้อยละ 1 และ (3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤศจิกายน 2563-31 มีนาคม 2564 ให้ผู้ประกอบการเก็บข้าวไว้ระยะเวลา 2-6 เดือน และจะได้รับชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ซึ่งจะสามารถดูดซับอุปทานในช่วงที่ข้าวเปลือกออกสู่ตลาดมากเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 7 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพช่วยให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณในการชดเชยตามโครงการประกันรายได้

โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 จะเริ่มเดือนพฤศจิกายน 2563 เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ช่วยให้เกษตรกรมีกำลังใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว โดยในช่วงแรกเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของรัฐบาล จะจ่ายเงินให้เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 ในรอบแรกเบื้องต้น อัตราไร่ละ 500 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ ก่อน และในช่วงต่อไปจะได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอ ครม.เพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมต่อไป

นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง ในโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางปี 2 ก็ได้รับการอนุมัติเช่นกัน โดยกำหนดราคาประกันรายได้ ยางแผ่นดิบ กก.ละ 60 บาท น้ำยางสด กก.ละ 57 บาท ยางก้อนถ้วย กก.ละ 23 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่ ให้คนกรีด ร้อยละ 40 และเจ้าของสวนร้อยละ 60 วงเงิน 10,042 บาท ระยะเวลาดำเนินการเดือนตุลาคม 2563 – มีนาคม 2564 แต่ระหว่างนี้ยางพาราราคาดีดตัวสูงขึ้นทะลุรายได้ที่ประกันไว้สร้างความพึงพอใจให้กับเกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างมาก แต่โครงการประกันรายได้เกษตรกรก็อยากเดินหน้าเพื่อเป็นหลักประกันว่าถ้าราคาตกลงมาเกษตรกรก็จะอยู่รอดด้วยการประกันรายได้ที่ได้รับการอนุมัตินี้

ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม.สัญจร ว่า ที่ประชุม ครม. ร่วมกันมีมติอนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 2 และโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563-2564 รอบที่ 1 ประกอบด้วยมาตรการอื่นๆ วงเงินรวมจำนวน 61,193.96 ล้านบาท

ทั้งนี้ เราต้องปรับลดงบประมาณบางรายการ ในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เพื่อให้รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรดังกล่าว ซึ่งนี่คือปัญหาของเราที่ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการดูแลเกษตกร เพราะมีเกษตรกรปลูกพืชหลักต่างๆ รวม 6 ชนิด ดังนั้นรัฐบาลต้องหาวิธีที่เหมาะสมในการพิจารณาโครงการประกันรายได้เกษตรกรวงรอบต่อไปสำหรับปีงบประมาณ 2564 ว่าเราจะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการประกันราคาพืชผลการเกษตรอย่างไร ซึ่งตนสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ไปหารือกับกระทรวงการคลัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดวันนี้ คือ เราจะต้องทำอย่างไรให้ธุรกิจที่ยังมีโอกาส มีสภาพที่ไม่ใช่เรื่องของการบริการท่องเที่ยวอย่างเดียวสามารถที่จะเดินต่อได้ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียน ทางรายได้ มีเงินอยู่ในระบบหมุนเวียน ทั้งนี้ สิ่งที่ตนได้รับแจ้งมา จากมาตรการของรัฐบาลคือเรื่องของโครงการ “คนละครึ่ง” และโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งได้รับความนิยม ตนจึงได้สั่งการว่าในเมื่อวงเงินเรายังเหลืออยู่ ให้ลองดูว่าจะทำอย่างไรต่อไป จะปรับปรุงอะไรให้มากขึ้นได้หรือไม่ มีมาตรการอื่นเสริมหรือไม่ในตรงนี้

“ที่ผ่านมามันเป็นเรื่องของรัฐกับประชาชนช่วยกัน ต่อไปนี้อาจมีภาคเอกชนธุรกิจมาร่วมมือกันด้วยได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสถานประกอบการ หรือสายการบินต่างๆ ที่จะมาร่วมในโครงการเหล่านี้ ซึ่งรัฐบาลก็จะหามาตรการที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ได้มีการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น เพราะขณะนี้เราก็มั่นใจในระบบ สาธารณสุขที่ดูแลเรื่องสุขภาพเราทำได้ดี ถือว่าดีมากแต่เราก็ประมาทไม่ได้ อย่าลืมเรายังประมาทไม่ได้” นายกฯ กล่าว

รายงานพิเศษ : กรรมาธิการยาเสพติดฯ ดัน ‘กาฬสินธุ์โมเดล’ สร้างชุมชนบำบัด บูรณาการแก้ปัญหายาเสพติด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529518

รายงานพิเศษ :  กรรมาธิการยาเสพติดฯ ดัน ‘กาฬสินธุ์โมเดล’  สร้างชุมชนบำบัด บูรณาการแก้ปัญหายาเสพติด

รายงานพิเศษ : กรรมาธิการยาเสพติดฯ ดัน ‘กาฬสินธุ์โมเดล’ สร้างชุมชนบำบัด บูรณาการแก้ปัญหายาเสพติด

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหายาเสพติดฯ สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ นำต้นแบบชุมชนบำบัด เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเปิดประเด็นบูรณาการทุกภาคส่วนแก้ปัญหายาเสพติด พร้อมผลักดันกฎหมายให้รวดเร็วรอบคอบ แย้มอาจมีศาลยาเสพติดเพื่อแก้ปัญหาล่าช้า

นายคมเดช ไชยศิวามงคล ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการปราบปรามยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมคณะอนุกรรมาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ศึกษาดูงานโดยมีนายทรงพล
ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และผู้แทนหน่วยงานในจังหวัดเข้าร่วมหาแนวทางในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเรื่อง “การบูรณาการด้านการปราบปรามยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมาย” ว่าในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดสิ่งสำคัญคือเรื่องของชุมชน โดยชุมชนต้องบูรณาการ ทั้งการปราบปราม การบำบัด และการฟื้นฟู รวมทั้งหาแนวทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนข้อมูลการเงินจากธนาคารต่างๆ และข้อมูลการสื่อสารจากผู้ให้บริการด้านคมนาคมและเพื่อความรวดเร็วเสนอจัดตั้งศาลยาเสพติดเพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาคดี โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนเสนอตัวเข้าร่วมโครงการเป็นชุมชนต้นแบบ

คมเดช ไชยศิวามงคล

“ในวันนี้ได้นำต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบชุมชนบำบัด การสร้างกระบวนการชุมชนที่เข้มแข็ง ที่มีรูปแบบ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยมีทีมวิทยากร มาบรรยายแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อหาแนวทางในการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกัน กับนายอำเภอ ผู้นำหมู่บ้าน/ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการและหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเน้นแนวทางด้านการปราบปราม ด้วยการใช้ชุมชนบำบัด ป้องกันยาเสพติดอย่างเข้มแข็งในส่วนด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นทางสภาฯจะหาทางแก้ไขเพื่อให้มีประสิทธิภาพลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและเข้มข้น” นายคมเดชกล่าว

ด้านนายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ดำเนินการในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแนวทางยุทธการฟ้าแดดสงยาง ระดมกวาดล้างยาเสพติด โดยมีปัจจัยแห่งความสำเร็จคือผู้นำ การบูรณาการ การมีส่วนร่วม และการดำเนินงานอย่างเป็นระบบสม่ำเสมอ ซึ่งแนวทาง การใช้ชุมชนบำบัด ด้วยผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ไม่เฉพาะแต่การแก้ปัญหายาเสพติดให้เบาบางอย่างเดียวเท่านั้น ยังนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านอื่น เช่น ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ การแก้ไขปัญหา เด็กและเยาวชนก็จะได้รับการแก้ไขด้วย ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการตื่นตัวจากทุกภาคส่วนอย่างมาก เชื่อว่าจะสามารถทำให้ปัญหายาเสพติดได้เบาบางลง

ผ่าผลงานบูรณาการ3ปี สทนช. สู่มิติใหม่ขับเคลื่อนทรัพยากรน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529517

ผ่าผลงานบูรณาการ3ปีสทนช. สู่มิติใหม่ขับเคลื่อนทรัพยากรน้ำ

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

3 ปี สทนช. โชว์ผลงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ 20 ปี คลอด 6 แผนงานสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ผลักดันโครงการขนาดใหญ่ โครงการสำคัญ กฎหมายรอง เปิด App Thai Water Planเกาะติดการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.มีอายุครบ 3 ปี เมื่อวันที่25 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ขณะนี้กำลังก้าวย่างขึ้นสู่ปีที่ 4 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสทนช.ได้บูรณาการขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน เป้าหมาย ตัวชี้วัด รวมทั้งได้จัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการ ตลอดจนได้มีการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบสำหรับการขยายผลให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ ได้เห็นชอบ 6 แผนงาน/แนวทาง คือ

1.แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำเสียชุมชน 20 ปี ตั้งเป้าจัดระบบบำบัดน้ำได้ 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวัน ประชาชนได้ประโยชน์ 10 ล้านคน 2.แผนปฏิบัติการโครงการเพื่อการพัฒนา ปี 2562-2563 เพิ่มกำลังการผลิตได้ 989,160 ลบ.ม.ต่อวัน ประชาชนได้ประโยชน์ 1 ล้านคน 3.แผนหลักการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนสำคัญ 715 ชุมชน ประชาชนได้ประโยชน์ 7.82 ครัวเรือน 4.แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำต้นทุน จ.ภูเก็ต 3 โครงการ 5.แผนบูรณาการอุตุนิยมวิทยาเขตร้อนปี 2562-2563เพื่อให้ระบบการพยากรณ์อากาศมีความแม่นยำทันสมัย และ 6.แนวทางด้านการจัดการคุณภาพน้ำโดยเร่งรัดก่อสร้าง ฟื้นฟู ตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสีย เก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสียตามผู้ก่อมลพิษ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ สทนช.ยังได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญอีก 526 โครงการ โดยแบ่งเป็น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 151 โครงการ โครงการที่ต้องเตรียมเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) 128 โครงการ และโครงการที่ต้องรายงานความก้าวหน้าต่อ กนช.ในภาพรวม 247 โครงการ ตลอดจนได้ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ
เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปี 2563-2580 จำนวน 38 โครงการ

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสทนช.บูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการและแผนงบประมาณด้านทรัพยากรน้ำและติดตามประเมินผลโครงการ ประกอบด้วย 1.ผลดำเนินงานแผนบูรณาการน้ำ ปี 2563 จำนวน 3,621 โครงการ งบประมาณ 56,711 ล้านบาท2.งบกลางปี 2563 บูรณาการหน่วยงานจัดทำโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และโครงการเร่งด่วนเพื่อการกักเก็บน้ำฤดูฝนปี 2563 โดย ครม.ได้อนุมัติงบกลางจำนวน 30,985 โครงการ วงเงิน 28,831 ล้านบาท และนายกรัฐมนตรีอนุมัติอีก 69 โครงการ 24,59 ล้านบาท 3.จัดทำแผนปฏิบัติการด้านน้ำ ปี 2564 จำนวน 26,810 โครงการ วงเงิน 115,448 ล้านบาท 4.ติดตามประเมินผลโครงการตามแผนบูรณาการด้านน้ำปีงบประมาณ 2563 และงบกลางปี 2563 และ 5.App Thai Water Plan พัฒนาระบบฐานข้อมูลแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแผนงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพัฒนาระบบติดตามพร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จำนวน 30,985 โครงการ วงเงิน 28,831 ล้านบาท

“การขับเคลื่อนการดำเนินการภายใต้พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 และจัดทำกฎหมายลำดับรอง เป็นอีกผลงานที่ สทนช. ดำเนินการ 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ…..ได้ผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้ว รวมทั้งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำ 76 จังหวัด ร่างกฎกระทรวง 7 ฉบับ ระเบียบ/ประกาศอีก 4 ฉบับ นอกจากนี้ยังได้มีการสร้างกลไกการบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ จัดตั้งและขับเคลื่อนกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ซึ่งดำเนินแก้ปัญหาคุณภาพน้ำบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง การแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ EEC การคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัย พิจารณาปรับแผนปลูกข้าวนาปรังให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลากเพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก จัดทำหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลางการเร่งรัดการแก้ปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ กำจัดวัชพืช จัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำต้นทุน ติดตามเร่งรัดดำเนินงานงบกลางและสร้างการรับรู้กับประชาชน นอกจากนี้ สทนช.ยังให้ความสำคัญในการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาและเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น
การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง ความร่วมมือด้านน้ำนานาประเทศ” เลขาธิการสทนช.กล่าว

เล็งขุดหนองน้ำทำแก้มลิง พื้นที่ ‘ปักธงชัย’ นครราชสีมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529515

เล็งขุดหนองน้ำทำแก้มลิง พื้นที่‘ปักธงชัย’นครราชสีมา

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาพร้อมพัฒนาแหล่งน้ำในระยะยาวอย่างยั่งยืน กรมชลประทานได้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ โดยหารือถึงแนวทางที่เหมาะสมและลงพื้นที่จุดเสี่ยงรวมไปถึงพื้นที่ลุ่มต่างๆ เพื่อสำรวจและศึกษาสภาพของพื้นที่ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบกับแผนการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้มากขึ้น โดยขุดลอกหนองน้ำสาธารณะ บริเวณพื้นที่ใกล้เขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย เพื่อให้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำในช่วงน้ำหลาก และเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงน้ำแล้ง

สำหรับแนวทางดังกล่าว กรมชลประทานได้มีการดำเนินการแล้วในรูปแบบเดียวกัน ในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี โดยประสานงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินการขุดพื้นที่ข้างคลอง
ส่งน้ำของกรมชลประทานในจังหวัดเพชรบุรี เพื่อทำพื้นที่แก้มลิงขนาดเล็กนับว่าได้ผลเป็นอย่างดี โดยสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง และเป็นพื้นที่รับน้ำในช่วงหน้าฝน

ทั้งนี้ การพัฒนาแหล่งน้ำเป็นไปตามนโยบายของกรมชลประทานและสอดคล้องกับข้อสั่งการของ พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนที่ประสบอุทกภัยให้ได้มากที่สุด รวมทั้งพิจารณาหาพื้นที่เก็บกักน้ำ อาทิ แก้มลิง เพื่อเป็นพื้นที่หน่วงน้ำในช่วงน้ำหลาก ปรับปรุงระบบชลประทานให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป พร้อมกับ
ส่งเสริมให้ประชาชนทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ และให้นำสถานการณ์อุทกภัยต่างๆ มาเป็นบทเรียนในการบริการจัดน้ำในครั้งต่อไป

‘อธิบดีปศุสัตว์’ เปิดอบรมข้าราชการใหม่ พร้อมให้โอวาทการทำงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529428

'อธิบดีปศุสัตว์'เปิดอบรมข้าราชการใหม่ พร้อมให้โอวาทการทำงาน

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดอบรมข้าราชการใหม่ พร้อมให้โอวาทการทำงาน

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 15.20 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เปิดอบรมข้าราชการใหม่ของกรมปศุสัตว์ พร้อมให้โอวาทในการทำงาน ให้เรียนรู้ตนเองและผู้อื่น เป็นข้าราชการที่ดี รักประชาชน และทำประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและประเทศชาติ

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ณ โรงแรมศุภาลัย ป่าสักรีสอร์ท แอนด์ สปา จ.สระบุรี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การเป็นข้าราชการที่ดี” รุ่นที่ 42 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ ปศุสัตว์เขต 1 นายชาญชัย จุลโลบล ปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี โดยมี นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดฝึกอบรมในครั้งนี้ ทั้งนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ร่วมประชุมฝึกอบรมนี้ว่า เป็นหลักสูตรที่มีความสําคัญมากหลักสูตรหนึ่ง และเป็นเงื่อนไขในการบรรจุรับราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ปี พ.ศ.2551 เนื้อหาของการฝึกอบรมได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันต่อสถานการณ์ของประเทศและปรากฎการณ์ต่างๆ ของโลกในยุคแห่งเทคโนโลยี สารสนเทศ รวมไปถึงนโยบายสําคัญของภาครัฐ การปรับเปลี่ยนสู่ระบบราชการ Thailand 4.0 ที่ข้าราชการทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้

กรมปศุสัตว์ ตระหนักและให้ความสําคัญกลุ่มข้าราชการบรรจุใหม่ทุกคน ซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า “เป็นพลังคนรุ่นใหม่” ที่จะขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดการพัฒนาทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การฝึกอบรมในหลักสูตรนี้ จึงต้องสร้าง ข้าราชการให้มีพื้นฐานความรู้และอุดมการณ์สําหรับการเป็นข้าราชการที่ดีภายใต้สภาวการณ์การทํางานด้วย “หัวใจ” ที่รักประชาชน โดยเรียนรู้ใน 2 เรื่องที่สำคัญ คือ เรียนรู้ตนเองและเรียนรู้ผู้อื่นทั้งนี้ อาชีพรับราชการไม่ได้เหมือน อาชีพอื่นๆ โดยทั่วไป หากแต่เป็นอาชีพที่ทํางานกับประชาชน โดยไม่ได้หวังผลกําไร ตอบแทน และที่สําคัญอย่างยิ่งอาชีพรับราชการ เป็นอาชีพที่มีเกียรติสูงส่งเพราะทํางานรับใช้แผ่นดิน และจงจำไว้ว่า ข้าราชการนั้นคือ คนที่ทำงานของพระราชา ซึ่งงานของพระราชา คือ การบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชน ดังนั้น ในฐานะของคนที่ทำงานของพระราชา จึงมีหน้าที่อันสำคัญในการช่วยเหลืองานของพระราชาเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชน เช่นเดียวกัน ดังนั้น คำว่า “ข้าราชการ” นั้นจึงเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากเปี่ยมไปด้วยอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับไว้เพื่อประชาชนนั่นเอง จึงถือได้ว่าพวกเราโชคดีที่ได้เกิดมามีอาชีพรับราชการ” โดยมีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมในครั้งนี้จำนวน 88 คน ซึ่งการฝึกอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน – 7 พฤศจิกายน 2563 ให้ข้าราชการทุกคนนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาพัฒนาตนเอง ทำประโยชน์ให้แก่องค์กรและประเทศชาติต่อไป

คืนพื้นที่ป่าชายเลน 700 ไร่ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเมืองพังงา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529241

คืนพื้นที่ป่าชายเลน700ไร่ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเมืองพังงา

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมจัดพิธีเปิดป่าชายเลนในเมือง จ.พังงา ตามโครงการ “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” บนเนื้อที่ป่าชายเลน 700 ไร่ ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองพังงา และ ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมือง จ.พังงา

โดยได้ทำการเปิดสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 โดยมีนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พร้อมด้วยนายอภิชัย เอกวนากุล รักษาราชการแทนรองอธิบดีกรม ทช. ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัดกรม ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล (อส.ทล.) นักเรียน นักศึกษา พี่น้องประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ จำนวนกว่า 500 คน

นอกจากนี้ นายวราวุธ ได้มอบนโยบายให้แก่เจ้าหน้าที่กรม ทช. ในการทำงานและปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  อีกทั้งได้นำคณะผู้บริหารเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติป่าชายเลน และร่วมปลูกต้นรวงผึ้ง หน้าสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 ส่วนความสำคัญของป่าชายเลนในพื้นที่ 700 ไร่ในพื้นที่ อ.เมืองพังงา นับว่าเป็นการคืนผืนป่าชายเลนให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมได้ฟื้นฟู เป็นที่อาศัยของสัตว์น้ำ สัตว์บก ต้นไม้ และวงจรของธรรมชาติให้คงอยู่กับชาวพังงา โดยควบคู่กับการดำรงชีวิตของมนุษย์สู่รุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคต

‘บิ๊กป้อม’ เคาะแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง63/64 คลอด 9 มาตรการรับมือมั่นใจน้ำกิน-ใช้ไม่ขาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529242

‘บิ๊กป้อม’เคาะแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง63/64  คลอด9มาตรการรับมือมั่นใจน้ำกิน-ใช้ไม่ขาด

‘บิ๊กป้อม’เคาะแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง63/64 คลอด9มาตรการรับมือมั่นใจน้ำกิน-ใช้ไม่ขาด

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ไฟเขียวแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 2563/64 เผยปริมาณน้ำต้นทุนมากกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย “บิ๊กป้อม” สั่งคุมเข้มการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมคลอด 9 มาตรการรับมือสถานการณ์น้ำก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง มั่นใจน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเพียงพอ

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆ นี้ คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้เห็นชอบแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2563/64 (1 พ.ย. 2563 – 30 เม.ย. 2564) ที่จัดสรรสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน โดยวางลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำ ดังนี้ 1.เพื่ออุปโภค-บริโภค 2.รักษาระบบนิเวศ 3.เพื่อการเกษตรกรรม และ 4.เพื่อการอุตสาหกรรม ทั้งนี้จากการประเมินปริมาณน้ำต้นทุน ณวันที่ 1 พ.ย.2563 พบว่า จะมีปริมาณน้ำใช้การทั้งประเทศ จำนวน 41,879 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สามารถนำมาจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2563/64 ทั้งประเทศ รวม 22,847 ล้านลบ.ม. ที่เหลือเป็นปริมาณน้ำสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2564 จำนวน 19,032 ล้าน ลบ.ม.

“ปริมาณน้ำต้นทุนในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีปริมาณมากกว่าเล็กน้อยเท่านั้น จำเป็นจะต้องใช้น้ำอย่างประหยัดและให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ที่น้ำต้นทุนจากเขื่อน 4 แห่ง คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนฯ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งพบว่า มีปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนทั้ง 4 แห่งดังกล่าวรวมกันใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงสามารถจัดสรรน้ำได้เฉพาะการอุปโภค-บริโภครักษาระบบนิเวศ และเกษตรต่อเนื่อง (ไม้ผลไม้ยืนต้น) เท่านั้น ส่วนการจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำอื่นๆ นั้น ให้คณะกรรมการจัดการน้ำชลประทาน(JMC) ในพื้นที่วางแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด เฉพาะอย่างยิ่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในฤดูแล้งที่จะถึงนี้ต้องไม่มีปัญหา” รองนายกฯ กล่าว

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำยังได้เห็นชอบ 9 มาตรการหลักรับรองสถานการณ์ขาดแคลนน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง ได้แก่ 1.เร่งเก็บกักน้ำไว้ในแหล่งน้ำต่างๆ ก่อนสิ้นสุดฤดูฝน 2.จัดหาแหล่งสำรองน้ำดิบในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ พร้อมวางแผนวางท่อน้ำประปาจากการประปาส่วนภูมิภาคสาขาข้างเคียง และแผนรับน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำโดยตรง 3.ปฏิบัติการเติมน้ำให้กับแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรและพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 4. กำหนดปริมาณน้ำจัดสรรในฤดูแล้งที่ชัดเจน มีการติดตามกำกับให้เป็นไปตามแผน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบการขาดแคลนน้ำด้านอุปโภคบริโภค พร้อมจัดทำทะเบียนผู้ใช้น้ำ 5.เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก สายรอง 6.วางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่ชัดเจน รวมถึงมาตรการควบคุมการสูบน้ำ การแย่งน้ำ กรณีไม่อาจสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตรได้ให้มีการกำหนดมาตรการเยียวยาผลกระทบที่รวดเร็วและชัดเจน 7.ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ระบบ 3R เพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า 8.ติดตามประเมินผลการใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ และ 9.สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและแผนการจัดสรรน้ำอย่างต่อเนื่อง ให้ทุกภาคส่วนเกิดความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ในฤดูแล้งปี 2563/64 ได้คาดการณ์พื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยในด้านน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค พบว่า ในเขตการให้บริการของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) มีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง จำนวน 41 สาขาในพื้นที่ 28 จังหวัด ส่วนในเขตการให้บริการของประปาท้องถิ่นมีพื้นที่เสี่ยงจำนวน 50 จังหวัด 334 อำเภอ 966 ตำบล และในด้านการเกษตร มีพื้นที่เฝ้าระวังขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง จำนวน 45 จังหวัด 176 อำเภอ 489 ตำบล นอกจากนี้ยังมีที่เสี่ยงต่อการรุกล้ำของน้ำเค็มจำนวน 4 แห่ง คือ แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีสูบน้ำสำแล (กปน.) แม่น้ำท่าจีนบริเวณสถานีปากคลองจินดา แม่น้ำแม่กลอง บริเวณสถานีปากคลองดำเนินสะดวก และแม่น้ำบางปะกง บริเวณสถานีบ้านสร้าง

รมช.มนัญญาติดตามงานสหกรณ์อิสลามปัตตานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529240

รมช.มนัญญาติดตามงานสหกรณ์อิสลามปัตตานี

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานครบรอบ 33 ปี วันสถาปนาสหกรณ์อิสลาม “33 SAHUN KOPERASI” พร้อมลงพื้นที่ติดตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ณ สำนักงานสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัดต.ตะลุโบะ อ.เมือง จ.ปัตตานี ว่า วัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อระลึกถึงวันก่อตั้งสหกรณ์อิสลามแห่งแรกในประเทศไทย และถือเป็นโอกาสอันดีในการพบปะ แลกเปลี่ยน รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างขบวนการสหกรณ์อิสลามในประเทศไทย

สหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัดตั้งขึ้นเพื่อให้สมาชิกดำเนินกิจการร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพของสมาชิก และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกให้ดีขึ้น โดยนำหลักการศาสนาอิสลามบูรณาการร่วมกับหลักการสหกรณ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งสอดคล้องการดำเนินชีวิตประจำวันที่เป็นไปตามหลักศาสนา โดยหลักการสำคัญที่สหกรณ์ดำเนินการคือ ดำเนินธุรกิจปลอดดอกเบี้ย ผ่านธุรกิจสินเชื่อของสหกรณ์ นับเป็นสถาบันการเงินที่ปลอดดอกเบี้ยแห่งแรกในประเทศไทย และพยายามผลักดันให้มีสถาบันการเงินปลอดดอกเบี้ยในรูปแบบธนาคารต่อไป อีกทั้ง สหกรณ์ยังช่วยรักษาระดับราคาสินค้าและบริการ ช่วยเหลือสมาชิกและรักษาคงไว้ซึ่งเงินซะกาตสำหรับผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยให้ทุนหรืออุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่บุคคลที่ศาสนาได้กำหนดไว้ ซึ่งนับตั้งแต่มีการจัดตั้งสหกรณ์ได้มีการให้ซะกาตแล้ว เป็นจำนวน 19,633,010 บาท ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ด้วยวิสัยทัศน์ “สหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด เป็นสหกรณ์แบบอย่างที่เน้นหลักชารีอะฮ์สู่ธุรกิจเครือข่ายและมุ่งสู่สากลอย่างมั่นคง เพื่อคุณภาพ ชีวิตที่ดีของมวลสมาชิก และเป็นที่พึ่งของสังคม”

กิจกรรมภายในงาน มีการมอบโล่ห์ที่ระลึกงานครบรอบ 33 ปี วันสถาปนาสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด ให้ผู้แทนหน่วยงานราชการ และหน่วยงานเครือข่ายที่สนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ 13 ราย และปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “กว่าจะมาเป็นสหกรณ์ที่ปลอดดอกเบี้ย” โดยนายเด่น โต๊ะมีนา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นผู้ก่อตั้งสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด จากนั้น รมช.มนัญญา เป็นประธานเปิดมัสยิดในบริเวณสำนักงานสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด ที่สร้างจากเงินบริจาคของสมาชิกสหกรณ์ บุคคลทั่วไป และงบประมาณบางส่วนของสหกรณ์ฯ เพื่อให้สมาชิกที่มาติดต่อใช้บริการกับสหกรณ์ฯ และบุคคลอื่นๆ ได้ปฏิบัติศาสนกิจการทำละหมาดทั้ง 5 เวลา

สำหรับสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด จัดตั้งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2530 เป็นสหกรณ์ที่ดำเนินในรูปแบบธุรกิจอิสลามแห่งแรกในประเทศไทย มีสำนักงานทั้งหมด 7 สาขา สมาชิก 57,128 คน ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุนดำเนินงาน 1,072,945,025 บาท กำไร 29,069,815 บาท

สศก.หนุนชาวสุราษฎร์เลี้ยงแพะเสริมรายได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529238

สศก.หนุนชาวสุราษฎร์เลี้ยงแพะเสริมรายได้

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จ.สุราษฎร์ธานี ส่งเสริมให้เกษตรกรทำอาชีพเสริมในสวนยางพาราเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่ง“การเลี้ยงแพะ”เป็นสินค้าทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ สร้างรายได้ให้เกษตรกร เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลางและประเทศมาเลเซีย ดังนั้น สศก.โดยสศท.8 ศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนสินค้าเกษตรที่สำคัญระดับจังหวัดและสินค้าทางเลือกเพื่อเสริมรายได้เกษตรกร ภายใต้โครงการการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoningby Agri-Map)

สำหรับสถานการณ์ผลิตแพะเนื้อในจ.สุราษฎร์ธานี พบว่า ปี 2563 เกษตรกรเลี้ยงแพะเนื้อหลายอำเภอ เช่น อ.กาญจนดิษฐ์ อ.พระแสง อ.เมืองสุราษฎร์ธานี มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 525 ราย 11,720 ตัว นิยมเลี้ยงสายพันธุ์พื้นเมือง เนื่องจากขยายพันธุ์ได้เร็ว ทนทุกสภาพแวดล้อม ใช้พื้นที่เลี้ยงต่อตัวน้อย และที่สำคัญเลี้ยงง่าย กินอาหารพวกพืชได้หลายชนิด ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 2,717 บาท/ตัว แยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 375 บาทค่าแรงงาน 701 บาท ค่าอาหาร 1,332 บาท และส่วนที่เหลือ 309 บาท เป็นค่ายาป้องกันโรค ค่าเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ โดยแม่แพะ 1 ตัว ให้ผลผลิตลูกแพะประมาณ 1-2 ตัว/รุ่น สำหรับแพะเพศเมียจะเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุประมาณ 8 เดือน ถึงอายุประมาณ 7 ปี ซึ่งแพะจะมีอายุขัยเฉลี่ย 15 ปี เกษตรกรจำหน่ายแพะเนื้ออายุเฉลี่ย 6-8 เดือน (น้ำหนักประมาณ 31.2 กก.) ราคา 5,023 บาท/ตัว(161 บาท/นน.ตัว 1 กก.) คิดเป็นรายได้สุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 2,306 บาท/ตัว นอกจากนี้ เกษตรกรยังสร้างรายได้เพิ่มด้วยการนำมูลแพะมาทำเป็นปุ๋ยขายในราคากิโลกรัมละ 3 บาท เนื่องจากปุ๋ยมูลแพะมีธาตุอาหารสำคัญสำหรับพืช มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยให้ดินร่วนซุยอีกด้วย

ด้านสถานการณ์ตลาด ส่วนใหญ่มีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อที่หน้าฟาร์มนำไปขายต่อให้ผู้รวบรวมใน จ.กระบี่ พังงา ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช จังหวัดที่มีกลุ่มแพะแปลงใหญ่ในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มแพะแปลงใหญ่นครศรีธรรมราชจัดหาแพะเนื้อส่งออกไปมาเลเซียประมาณ 2,000-3,000 ตัว/เดือน อย่างไรก็ตาม ตลาดแพะเนื้อของภาคใต้ปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพ อาหารข้นมีราคาสูง และขาดแคลนอาหารหยาบบางช่วง หรือกรณีนำเข้าแพะพ่อแม่พันธุ์จากต่างถิ่นเสี่ยงเกิดโรคติดต่อ ที่สำคัญผู้บริโภคในประเทศมีเฉพาะกลุ่ม ยังไม่นิยมบริโภคเนื้อแพะเท่าที่ควร

ทั้งนี้ จ.สุราษฎร์ธานี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมสนับสนุนผลักดันให้มีแผนงานโครงการส่งเสริม การเลี้ยงแพะตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เน้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ และพัฒนาอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผลิต แปรรูป และจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยส่งเสริมการผลิตแพะคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค และได้มาตรฐานฟาร์ม สนับสนุนการผลิตพืชอาหารสัตว์ รวมถึงจัดหาแหล่งวัตถุดิบอาหารสัตว์ทดแทนเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้บริโภคเพื่อกระตุ้นการบริโภคเนื้อแพะเพิ่มขึ้น หากเกษตรกรสนใจข้อมูลผลิตและตลาดแพะเนื้อสุราษฎร์ธานีสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.8 โทร. 0-7731-1641 หรือ อีเมล zone8@oae.go.th

รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ที่กระบี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/447843

รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ที่กระบี่

2 พฤศจิกายน 2563 – 19:17 น.

รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร เป็นจำนวน 262 ราย 285 แปลง เนื้อที่ประมาณ 3,074 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 6 อำเภอในจังหวัดกระบี่

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 แปลงหมายเลข 603 และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร เป็นจำนวน 262 ราย 285 แปลง เนื้อที่ประมาณ 3,074 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 6 อำเภอในจังหวัดกระบี่ อันได้แก่ อ.เมืองกระบี่ อ.เขาพนม อ.เหนือคลอง อ.คลองท่อม อ.เกาะลันตา และอ.ลำทับณ พื้นที่เป้าหมายแปลงหมาย 603 ในท้องที่ตำบลกระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่

 รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ที่กระบี่

ต่อมาได้เดินทางไปเยี่ยมชมโครงการการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว (ปลูกปาล์มน้ำมัน) เป็นเกษตรผสมผสาน พร้อมพบปะเกษตรกร ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินประจำตำบลปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ และได้เดินทางไปเป็นประธานโครงการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต ณ โรงเรียนเทศบาลเมืองป่าตอง (บ้านไสน้ำเย็น) ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เพื่อแก้ไขและปรับปรุง เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องเกษตรกร

 รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ที่กระบี่
 รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ที่กระบี่