ชายคาพระพิรุณ : 2 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529031

ชายคาพระพิรุณ : 2 พฤศจิกายน 2563

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แรงไม่หยุดจริงๆ สำหรับราคายางพาราที่วันนี้พุ่งกระฉูดใกล้แตะ 100 บาทต่อกิโลกรัมเข้าไปแล้ว จากตัวเลขหลังปิดตลาดล่าสุด (ณ 28 ต.ค.2563) ราคายางแผ่นรมควันพุ่งแตะสูงสุด 82.80 บาท/กก. ที่ตลาดกลางยางพารา จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา ส่วนตลาดกลางฯ จ.สุราษฎร์ธานี ราคาอยู่ที่ 82.69 บาท/กก. โดยหลังจากเปิดตลาดสัปดาห์นี้เพียง 3 วัน ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 16 บาท คาดการณ์ว่าราคาสามารถพุ่งสูงต่อเนื่องอาจแตะ 100 บาท/กก.ได้ในไม่ช้า ทั้งนี้ ราคายางจะยังคงอยู่ในแนวบวกอย่างต่อเนื่อง และทะลุแนวต้านสูงสุดในรอบ 3 ปี 5 เดือนปฎิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยกลไกตลาดและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดล “เกษตรฯ-พาณิชย์ทันสมัย” และนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ซึ่งเป็นความร่วมมือการทำงานระหว่าง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ดำเนินงานร่วมกันตั้งแต่ปีที่แล้วทั้งโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางเฟส 1 และ 2 โดยเฟส 2 เริ่มเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ผ่านมา โดยกำหนดราคายางแผ่น 60 บาท/กก. น้ำยางสด 57 บาท/กก. ยางก้อนถ้วย 46 บาท/กก. แม้ขณะนี้ราคายางแผ่นรมควัน จะทะลุเกิน 60 บาท กก.ไปแล้ว แต่โครงการก็ยังคงต้องดำเนินการต่อไป และล่าสุด. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ บอกว่า กระทรวงเกษตรฯเตรียมปรับเป้าหมายราคายางพาราสูงขึ้นมากกว่า 65 บาท/กิโลกรัม (กก.) หลังผ่านเป้าหมายแรก 60 บาท/กก. แต่โครงการประกันรายได้ชาวสวนยางพารา ระยะที่ 2 (เฟส 2) ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีการหารือร่วมกับผู้บริหาร บ.ชิโนเคม กรุ๊ป ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับฝ่ายจีนว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและมีมาตรการต่างๆที่จะอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนเรื่องยางพารา ซึ่งล่าสุด บ. Sino-Chem International มีแผนเข้ามาลงทุนธุรกิจยางพาราในจ.ระยองเป็นที่เรียบร้อยแล้วนอกจากนี้ยังได้จับมือ 3 บริษัทน้ำยางข้นยักษ์ใหญ่จีน โดยลงนามความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางด้านธุรกิจระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กับ 3 บริษัทน้ำยางข้นจีน ได้แก่ 1. บ. GOAMI ZHENGFENG TRADING (บ.นำเข้าน้ำยางข้น อันดับ 1 ของจีน) 2. บ. NINGBO CHANGHKEN (บ.นำเข้าน้ำยางข้นจากไทยเป็นอันดับ 1) 3. บ. SANGDONG XINGYU (บ. ใช้น้ำยางข้นผลิตถึงมือยางอันดับ 1 ของจีน) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย ขณะเดียวกันความต้องการยางในตลาดโลกและประเทศจีนมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอ้างอิงได้จากปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติเดือนตุลาคม 2563 อยู่ที่ 4.4 แสนตัน น้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ ร้อยละ 10 ขณะเดียวกันความต้องการยางในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ สินค้าประเภทยุทธภัณฑ์ ถุงมือยาง ยางยืด ล่าสุดยอดการใช้ยางพาราในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าโดยจีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ายางที่มากที่สุด มีการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.9 ดัชนี PMI ของจีนยังอยู่ที่ 51.50 ซึ่งอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจยังคงมีการขยายตัวคำสั่งซื้อยางของจีนจากต่างประเทศกลับมาฟื้นตัว การจำหน่ายรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 63 กำลังการผลิตของโรงงานผลิตยางรถยนต์เพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มใช้ยางมากขึ้น เชื่อว่าราคายางยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อไป

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : คนบุรีรัมย์จัด‘กฐินปลอดน้ำอัดลม’ หวังลดสารพัดโรคจากการกินหวาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529033

สกู๊ปพิเศษ : คนบุรีรัมย์จัด‘กฐินปลอดน้ำอัดลม’  หวังลดสารพัดโรคจากการกินหวาน

สกู๊ปพิเศษ : คนบุรีรัมย์จัด‘กฐินปลอดน้ำอัดลม’ หวังลดสารพัดโรคจากการกินหวาน

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

งานกฐินมิติใหม่ได้บุญได้สุขภาพ เมื่อเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานร่วมกับ สสส.หนุนชาวบ้าน อสม. สสอ. และเจ้าอาวาสวัดหนองบัวทอง ต.บัวทอง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จัดงานทอดกฐิน “ปลอดเหล้า ปลอดน้ำอัดลม” ในงานบุญรณรงค์ให้ชาวบ้านงดน้ำตาล ช่วยลดอ้วนและอีกสารพัดโรคจากการกินหวาน

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ที่วัดหนองบัวทองต.บัวทอง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ได้จัดงาน งานบุญกฐินปลอดน้ำอัดลมขึ้น ซึ่งวัดหนองบัวทอง ถือว่าเป็นวัดแรกของตำบลที่จัดงานในลักษณะนี้ หลังจากเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน จ.บุรีรัมย์ ได้เข้ามารณรงค์ให้ความรู้กับชาวบ้าน โดยให้ อสม. เดินเคาะประตูตามบ้าน ให้ความรู้ถึงโทษของน้ำอัดลมและชักชวนให้เลิกนำมาดื่มในงานบุญ

นางกาญจนา เลียนรัมย์ ประธาน อสม.บ้านสวายสอ หมู่ 1 เปิดเผยว่า การทำบุญปลอดน้ำอัดได้เริ่มรณรงค์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้จึงได้มาต่อยอดสู่งานกฐิน โดยได้เชิญผู้นำหมู่บ้านในตำบลและท่านเจ้าอาวาสมาประชุมร่วมกับ อสม. ขอความร่วมมือผู้นำหมู่บ้านประกาศเสียงตามสายและให้เจ้าอาวาสประกาศในวัดว่าน้ำอัดลมไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ถ้ายังไม่ได้กินข้าวแล้วดื่มน้ำอัดลมเข้าไปจะไปกัดกระเพาะถ้าเด็กกินก็จะฟันผุเป็นโรคอ้วน เมื่ออ้วนแล้วจะก็จะมีสารพัดโรคตามมา หลังจากชาวบ้านเข้าใจก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

นางกาญจนากล่าวด้วยว่า จากที่ได้รณรงค์ไปแล้วเมื่อปีก่อน ผลที่ตามมาคือ ชาวบ้านมีสุขภาพดีขึ้น ความดันของผู้สูงอายุเริ่มมีจำนวนน้อยลง จำนวนเด็กอ้วนไม่เพิ่มขึ้น มีจำนวนเด็กฟันผุน้อยลง และตนเชื่อว่านอกเหนือจากความสามัคคีในชุมชนแล้ว สุขภาพที่ดีขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญกับสุขภาพของตัวเองเพิ่มมากขึ้น

ทางด้าน พระครูประทุม ธรรมานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดหนองบัวทอง รองเจ้าคณะอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การทอดกฐินปลอดน้ำอัดลม เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะให้ชาวบ้านได้รักตัวเองก่อนส่งต่อความรักไปสู่คนรอบข้าง ดังนั้นต้องรักตัวเองก่อน จึงค่อยขยายไปรักบุคคลอื่น ปีนี้ทางวัดจึงรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนลดของหวาน เพื่อสุขภาพของตัวเอง หากว่า บุคคลใดบุคคลหนึ่ง รักตนเองก็สามารถที่จะลดสิ่งเหล่านี้ได้

เจ้าอาวาสวัดหนองบัวทอง กล่าวด้วยว่า ด้วยความตระหนักและเห็นความสำคัญต่อเรื่องสุขภาพ ร้านค้าและญาติโยมได้มาตั้งโรงทานภายในงานเกือบ 20 ร้าน เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มก็มีเพียงน้ำเปล่า หรือน้ำสมุนไพรที่ผ่านการวัดความหวานไม่เกินมาตรฐาน 5 เปอร์เซ็นต์

“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและจะเป็นแบบนี้ในปีต่อๆ ไปด้วย ที่สำคัญจะขยายเพิ่มไปทำในงานบุญอย่าง งานบวช หรืองานบุญอื่นๆ เพิ่มด้วย” พระครูประทุม กล่าว

ขวัญชัย หาญประโคน

‘บิ๊กป้อม’ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาหนองหาร ขีดเส้นฟื้นฟู10ปีแล้วเสร็จ-เก็บน้ำเต็มพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529035

‘บิ๊กป้อม’เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาหนองหาร ขีดเส้นฟื้นฟู10ปีแล้วเสร็จ-เก็บน้ำเต็มพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รองนายกรัฐมนตรี นำทีมเร่งขับเคลื่อนแผนหลักการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร มั่นใจการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูหนองหารสัมฤทธิ์ผล เก็บน้ำได้เต็มพื้นที่ พร้อมมอบหมาย สทนช.บูรณาการ 12 หน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นตามแผนต้องแล้วเสร็จภายในปี 2572

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามแผนการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร ว่า สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินงานตามแผนหลักการพัฒนาหนองหารต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ปัญหาสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว ทำให้หนองหารเก็บน้ำได้เต็มพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้ามาเป็นลำดับ โดยมอบให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)กำกับเร่งรัดขับเคลื่อนแผนหลักการพัฒนาหนองหารให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด และมอบให้กรมชลประทานร่วมกับกรมประมงการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินมอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กำหนดรูปแบบการเพาะปลูกและควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมตามที่กรมที่ดิน กรมประมงกำหนดไว้ ด้านการบรรเทาอุทกภัยมอบให้กรมโยธาธิการและผังเมืองกำหนดรูปแบบระบบบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ สำหรับด้านการจัดการคุณภาพน้ำมอบให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กับองค์การจัดการน้ำเสียกำหนดรูปแบบระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อให้ปัญหาคุณภาพน้ำของหนองหารที่เรื้อรังมานานได้รับการแก้ไขเป็นรูปธรรมอุดมสมบูรณ์ มีทัศนียภาพสวยงาม เกิดประโยชน์ต่อชาวสกลนครและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดขยายผลความสำเร็จ เพื่อนำไปใช้เป็นต้นแบบพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติอื่น เช่น บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ กว๊านพะเยา จ.พะเยา ต่อไป

ด้านดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนหลักการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ประกอบด้วยกรอบการพัฒนา 5 ด้านได้แก่ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค การสร้างความมั่งคงของน้ำภาคการผลิตการจัดการน้ำท่วมอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และการบริหารจัดการ รวมระยะเวลา 10 ปี (ปี 2563–72) 62 แผนงาน/โครงการวงเงิน 7,445.22 ล้านบาท ดำเนินการโดย 12 หน่วยงาน

ทั้งนี้ ในส่วนแผนปฏิบัติการเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปี 2563-65 ครม.เห็นชอบตามที่สทนช.และสำนักงบประมาณได้ร่วมกันพิจารณาจัดลำดับความสำคัญ 33 โครงการ ดังนี้ 1.แผนจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 6 โครงการ ของการประปาส่วนภูมิภาควงเงินรวม 4.92 ล้านบาท โดยขยายเขตและเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน 2.แผนสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 2 โครง การของกรมชลประทานวงเงินรวม 166.66 ล้านบาทโดยสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้ารอบหนองหาร 3.แผนจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 6โครงการ วงเงินรวม 440.04 ล้านบาท ประกอบด้วย การก่อสร้างระบบระบายน้ำป้องกันพื้นที่ชุมชน ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง และที่กรมชลประทานรับผิดชอบ ได้แก่ การขุดลอกหนองหาร-ลำน้ำสาขา ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบดำเนินการกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน คาดว่าจะเริ่มขุดลอกได้ปี 2565 และการออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลำน้ำก่ำ/พนังกั้นน้ำ ก่อสร้าง ปตร.ลำน้ำพุง-น้ำก่ำขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจออกแบบ

4.แผนจัดการคุณภาพอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำโดยเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมบำบัดน้ำเสียพร้อมกำจัดวัชพืช/ตะกอนดิน 9 โครงการ วงเงิน661.99 ล้านบาท ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียวงเงิน 615.99 ล้านบาท ดำเนินการ โดยสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสกล นคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครและกรมประมง และ5.แผนบริหารจัดการ โดยกำหนดแนวพิสูจน์การถือครองที่ดิน พัฒนาองค์ความรู้ ประชาสัมพันธ์การมีส่วนร่วม พัฒนาระบบสารสนเทศ 10 โครงการวงเงิน 62.22 ล้านบาท ซึ่งมีหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการได้แก่ สำนักงานจังหวัดสกลนคร สำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนครองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร และกรมประมง

“หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนดำเนินการและขอรับงบประมาณในปี 2565 ต้องเสนอแผนงานที่มีความพร้อมผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เห็นชอบ และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำเพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาในการประชุม กนช. ครั้งที่ 4/2563 เดือนธันวาคมนี้ก่อนเสนอครม.เห็นชอบ และเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณตามลำดับต่อไป”เลขาธิการ สทนช.กล่าว

เปิดตลาดนัดผ้าทอไทลื้อ หาดบ้าย-หาดทรายทอง รับท่องเที่ยวฤดูหนาวนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529036

เปิดตลาดนัดผ้าทอไทลื้อ หาดบ้าย-หาดทรายทอง รับท่องเที่ยวฤดูหนาวนี้

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอุทัย หอมนาน พัฒนาการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดตลาดนัดผ้าทอไทลื้อ หาดบ้าย-หาดทรายทอง โดยมี นายทัศนัย สุธาพจน์ นายอำเภอเชียงของ กล่าวต้อนรับพร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว และประชาชน เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ที่ศูนย์แสดงสินค้าไทลื้อ บ้านหาดบ้าย -หาดทรายทอง ต.ริมโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย  

โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างหลากหลายคับคั่ง อาทิ การกล่าวพบปะแสดงมุมมองการพัฒนาการท่องเที่ยว “หาดบ้าย หาดทรายทอง สุดยอดชุมชนที่เป็นปลายทางการท่องเที่ยวแห่งอนาคตของประเทศไทย เชื่อมโยงไทย-ลาว” และ การเสวนา “ก้าวต่อไปของชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านหาดบ้าย หาดทรายทอง เชื่อมโยงมิติการท่องที่ยวในบริบทต่างๆ” รวมถึงการเปิดบูธตลาดนัดจำหน่ายผ้าทอไทลื้อในราคาพิเศษ และตลาดสินค้าเกษตร อาหารพื้นถิ่นอีกมากมาย โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวมาชม ชิม ช้อป ได้ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป

สำหรับหาดบ้ายหาดทรายทอง มีสินค้า OTOP ผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์ มีอาหารพื้นถิ่นที่มีความแปลกอร่อย น่ารับประทาน ประกอบกับสภาพภูมิประเทศมีทิวทัศน์ที่งดงาม ทั้งแม่น้ำและภูเขา เหมาะแก่การยกระดับช่องทางการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ จนได้รับรางวัลชนะเลิศชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จ.เชียงราย ประจำปี 2561 มาแล้วด้วย

กษ.จับมือตลาดทิพย์นิมิตร เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าช่วยเกษตรกรปากน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529032

กษ.จับมือตลาดทิพย์นิมิตร เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าช่วยเกษตรกรปากน้ำ

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตลาดทิพย์นิมิตร เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านช่องทางตลาดทิพย์นิมิตรว่า จากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบกับภาคเกษตรโดยตรง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯมีนโยบายเปิดตลาดในพื้นที่ต่างๆของประเทศ เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รวมถึงเกษตรกร ซึ่งตลาดทิพย์นิมิตรพร้อมและจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สินค้าเกษตรเข้าถึงผู้ซื้อและผู้บริโภคในจ.สมุทรปราการ

“ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ช่วยผลักดัน ขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลรูปธรรม ซึ่งตรงตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯในเรื่องตลาดนำการผลิต และแผนงานที่จะดำเนินการต่อไปอย่างไรก็ตาม มอบให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมประมง กรมการข้าว และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เริ่มส่งชื่อเกษตรกรที่จะเข้าร่วมให้ตลาดทิพย์นิมิตร เพื่อเริ่มโครงการได้วันที่13-17 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เน้น 6 หน่วยงาน เรื่องคัดสรรตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่กลุ่มเกษตรกรจะนำมาจำหน่ายภายในงานต้องได้มาตรฐาน” ดร.ทองเปลวกล่าว

นอกจากนี้ ยังได้หารือมาตรการช่วยเหลือผู้เข้าร่วมโครงการ โดยระยะแรก ตลาดทิพย์นิมิตรจะฟรีในส่วนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ และคิดค่าน้ำและค่าไฟในราคาเหมาจ่ายวันละ 50 บาท ระหว่างวันที่13-17 พฤศจิกายน และหากผู้จำหน่ายสินค้าสนใจขายสินค้าต่อจากระยะเวลากิจกรรม ตลาดจะไม่เก็บค่าเช่าเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 – 20 กุมภาพันธ์ 2564 และระยะสุดท้ายตลาดจะลดค่าเช่าแผง 50% เป็นเวลา 10 เดือน เริ่มวันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 31 ธันวาคม 2564

ลุ่มเจ้าพระยา : 1 พฤศจิกายน 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/529034

ลุ่มเจ้าพระยา : 1 พฤศจิกายน 2563

วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อแกนนำหลักของม็อบ “คณะราษฎร 2563” ถูกจับกุม และไม่ได้รับการประกันตัว ม็อบก็เลยเปลี่ยนแผนใหม่ในการชุมนุมเพื่อไม่ให้แกนนำแต่ละจุดถูกจับอีก โดยการนัดรวมตัวกันชุมนุมแบบดาวกระจาย ไม่มีใครประกาศออกตัวว่าเป็นแกนนำชักนำกลุ่มแนวร่วมมาร่วมชุมนุมประท้วง และให้ใครที่อยากออกมาพูดได้พูดด่าโจมตีรัฐบาล และ สถาบัน เพื่อเป็นการป้องกันการถูกจับกุมแกนนำจากเจ้าหน้าที่ โดยข้อเรียกร้องก็ยังคงเป็นข้อเรียกร้องเดิม คือให้นายกฯประยุทธ์ลาออก และแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า หากม็อบ “คณะราษฎร 2563”หรือ ม็อบเยาวชนปลดแอก ออกมาประท้วงเรียกร้องนายกฯลาออกอย่างเดียวอาจจะสำเร็จได้ แต่พอจาบจ้วงล่วงเกินสถาบันจนเห็นได้ชัดเจน คนไทยหลายล้านคนที่มีความจงรักภัคดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จึงยอมไม่ได้ เริ่มออกมาเคลื่อนไหวประกาศเจตนารมณ์เพื่อปกป้องสถาบัน 

nn เป็นอีกผู้หนึ่งที่ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ สำหรับดารานักแสดงผู้ใจบุญอย่างบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ ที่ประกาศลาออกจากมูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อไม่ให้กระทบภาพลักษณ์ขององค์กร ขณะที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอย่างมากมาย แต่ บิณฑ์ เองก็ยังคงยืนหยัดที่จะปกป้องสถาบันหลักของชาติต่อไป แล้วเชิญชวนผู้ที่จงรักภักดีพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองออกมาแสดงออกในการปกป้องสถาบัน 

nn คนเก่าไปคนใหม่มา ต้องขอแสดงความยินดีกับท่านสมศักดิ์ เจริญไพฑูรย์ อดีตปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ขยับขึ้นเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แทนท่าน นิวัฒน์ ภาตะนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เกษียณอายุราชการไป ถือว่าเป็นคนเก่ง คนดี มีฝีมืออีกท่านในการบริหารปกครอง 

nn เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนที่ได้ประสบอุทกภัย พินิจ จารุสมบัติ ปธ.สภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ร่วมกับ กฤษดา พุ่มฤทธิ์ บอสใหญ่ค่าย SK.Record สั่งผลิต ผลงานเพลง “น้ำท่วมพ่ายน้ำใจ 2020” ร้องโดย พลอย พุ่มพวง ชม MV และฟังเพลงนี้กันได้แล้วทางยูทูบ งานนี้ยังได้สมุนไพร PM ตังถั่งเช่าผสมโสม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเป็นผู้สนับสนุน 

nn หลายปากชื่นชมการจัดงาน “สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง ปี’63” ที่ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เสนอคุณค่าความเป็นไทยได้ดี งานออกมาได้งดงามอลังการ เสียดายที่ฝนตกไม่อย่างงั้นคงคึกคักยิ่งกว่านี้นายพัฒนพงษ์ พงษ์ทองเจริญ ผอ.ททท.พระนครศรีอยุธยา คนใหม่ ยิ้มหน้าบานเลยทีเดียว nn

เกียรติยศ ศรีสกุล

รมช.เกษตรฯนำทีมเร่งช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528979

รมช.เกษตรฯนำทีมเร่งช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด

รมช.เกษตรฯนำทีมเร่งช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 22.08 น.

รมช.เกษตรฯ นำทีมหน่วยงานในสังกัด เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด พร้อมแจง 7 โครงการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมชี้แจงมาตรการแนวทางในการช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรหลังน้ำลด และมาตรการภายใต้โครงการลดรายจ่ายสร้างรายได้สำหรับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง 2563/2564 ณ โรงแป้งมันสำปะหลังเอี่ยมธงชัย  ตำบลงิ้ว อำเภอปักธงชัย จ.นครราชสีมา พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องร่วมชี้แจง อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมชลประทาน เป็นต้น โดยมีเกษตรกรจากหลายอำเภอที่ประสบภัยเข้าร่วมรับฟัง 1,000 คน ในการนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์ ณ อ่างเก็บน้ำลำเชียงสา  อ.วังน้ำเขียว จ.นครรชสีมา ตลอดจนพบปะและให้กำลังใจแก่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย

ทั้งนี้ นายประภัตร กล่าวว่า จากสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่พืชผลการเกษตร ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และจังหวัดสุราษณ์ธานี (ข้อมูล ณ วันที่ 1 พ.ย.63) ขณะนี้ได้รับรายงานว่าจังหวัดนครราชสีมามีพื้นที่การเกษตรด้านพืชคาดว่าเสียหาย 198,356  ไร่ 23 อำเภอ 146 ตำบล 1,096 หมู่บ้าน เกษตรกร 48,737 ราย โดยเบื้องต้นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ มีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ คือ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้ก่อนเกิดภัย และช่วยเหลือเกษตรกรตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งนี้ไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือด้านพืช แบ่งเป็น ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการเสริมสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้แก่เกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 จำนวน 7 โครงการ โดยเตรียมนำเสนอ ครม. พิจารณา ดังนี้ 1) โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สนับสนุนเงินให้แก่เกษตรกร 1,500 บ./ไร่ รายละไม่เกิน 10 ไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3.5 กก./ไร่ และปัจจัยการผลิต 870 บ./ไร่, ถั่วเขียว สนับสนุน 1,200 บ./ไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว 5 กก./ไร่ และปัจจัยการผลิต 1,000 บ./ไร่ 2) โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมงในบ่อดิน (ปลาดุก, ปลาตะเพียนขาว) สนับสนุนพันธุ์ปลาดุก 3,000 ตัว อาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูป 60 กก. (3 กระสอบ), สนับสนุนพันธุ์ปลาตะเพียนขาว 5,000 ตัว อาหารสัตว์น้ำนำร่อง 120 กก. (3 กระสอบ) 3) โครงการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำชุมชน จำนวน 200,000 ตัว/แห่ง ค่าอาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูป 200 กก. (10 กระสอบ) และจัดเตรียมพื้นที่สำหรับปล่อยและจัดทำแหล่งอาศัย

4) โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีกในฤดูแล้ง ปี 2564 สนับสนุนพันธุ์สัตว์ปีก รายละ 5,000 บาท ได้แก่ ไก่พื้นเมือง เป็ดไข่ เป็ดเทศ ไก่ไข่ ไก่ชน และไก่เนื้อ 5) โครงการส่งเสริมปลูกพืชอาหารสัตว์ สนับสนุนเงินอุดหนุนให้เกษตรกร จัดหาปัจจัยการผลิตและวัสดุ เพื่อปรับปรุงแปลงพืชอาหารสัตว์ ในอัตรา 3,000 บาท/ไร่ รายละไม่เกิน 5 ไร่ หรือ รายละ 15,000 บาท 6) โครงการสร้างรายได้และพัฒนาอาชีพการเกษตรให้แก่สมาชิกสถาบันเกษตรกร โดยสนับสนุนปั๊มน้ำ โรงเรือน ปัจจัยการผลิตและอุปกรณ์ตลาด รวมทั้งเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ และ 7) โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยให้เกษตรกรรวมกลุ่ม เพื่อให้ความรู้การแปรรูผลิตผลทางการเกษตรแก่เกษตรกร และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป กระบวนการผลิต คุณภาพมาตรฐาน และบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งส่งเสริมการตลาดทั้ง online และ offline (ตลาดเกษตรกร)

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย จึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งเข้ามาดูแลช่วยเหลือและส่งเสริมเพื่อให้เกษตรกรได้มีอาชีพ รายได้หลังน้ำลด โดยวันนี้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันแก้ปัญหา และได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งสำรวจข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบ และเกิดความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วม เชื่อว่าภายในเดือนธันวาคมจะสามารถจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรได้” นายประภัตร กล่าว

พายุ ‘โมลาเบ’ เล่นงานอีกรอบ น้ำในเขื่อนลำพระเพลิงสูงขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528946

พายุ'โมลาเบ'เล่นงานอีกรอบ น้ำในเขื่อนลำพระเพลิงสูงขึ้น

พายุ’โมลาเบ’เล่นงานอีกรอบ น้ำในเขื่อนลำพระเพลิงสูงขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 12.08 น.

ชป.เตือนน้ำในเขื่อนลำพระเพลิงเพิ่มสูงขึ้นอีกรอบ ผลกระทบจากพายุ “โมลาเบ” 

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากอิทธิพลของพายุ “โมลาเบ” ทำให้เกิดฝนตกหนักบริเวณเขาใหญ่อีกครั้ง วัดปริมาณฝนได้มากกว่า 100 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนลำพระเพลิงเป็นจำนวนมาก  ปัจจุบันมีปริมาณน้ำประมาณ 168.63 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 108 % ของความจุอ่างฯ มีน้ำไหลเข้าอ่างฯ ประมาณ 3.88 ล้าน ลบ.ม. และยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำพระเพลิง ได้ทำการระบายน้ำผ่านคลองธรรมชาติ และ Spillway รวมประมาณ 102 ลบ.ม./วินาที หรือ 8.81 ล้าน ลบ.ม./วัน พร้อมแจ้งเตือนประชาชนด้านท้ายเขื่อนรับมือกับสถานการณ์แล้ว

จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำด้านท้ายเขื่อนลำพระเพลิง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ได้ประสานไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนให้ประชาชน ห้างร้าน ที่อยู่ริมตลิ่งให้ขนของขึ้นที่สูง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น และขอให้รับฟังข่าวสารจากทางราชการเท่านั้น หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือหรือมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่หมายเลขสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

นายสัญญา กล่าวด่วยว่า ล่าสุดนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมวเกษตรฯได้สั่งการผ่าน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ติดตามแนวทางการให้ความช่วยเกษตรกรอย่างทั่วถึง ตลอดจนวางแผนการบริหารจัดการน้ำ โดยการผันน้ำส่วนเกินไปเก็บกักตามแหล่งน้ำต่างๆ ให้เพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมในช่วงฤดูแล้งหน้า ด้วยการ กำหนดผู้รับผิดชอบ กำหนดพื้นที่เสี่ยง กำหนดทรัพยากรเครื่องจักรเครื่องมือ พร้อมปฏิบัติงานตลอด24ชั่วโมง โดยเน้นย้ำให้ตรวจสอบความมั่นคงของอาคารชลประทานต่างๆ ให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ พร้อมบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่สอดคล้องกับสภาพอากาศและปริมาณน้ำไหลที่เข้าเขื่อน  ควบคู่ไปกับการเก็บกัก  โดยผันเข้าพื้นที่แก้มลิงหรือบ่อธรรมชาติ  รวมทั้งเร่งระบายน้ำพื้นที่ท้ายน้ำและน้ำค้างทุ่งออกให้เร็วที่สุด

‘ประภัตร’ มอบนโยบายส่งเสริมขยายพันธุ์ ‘แหนแดง’ เป็นพืชเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528542

'ประภัตร'มอบนโยบายส่งเสริมขยายพันธุ์'แหนแดง'เป็นพืชเศรษฐกิจ

‘ประภัตร’มอบนโยบายส่งเสริมขยายพันธุ์’แหนแดง’เป็นพืชเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 10.13 น.

30 ตุลาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชขอนแก่น กองวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช จ.ขอนแก่น 

ทั้งนี้นายประภัตรเปิด เผยว่า การลงพื้นที่ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชขอนแก่น กองวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช จ.ขอนแก่น ครั้งนี้ได้มอบนโยบายให้ส่งเสริมขยายพันธุ์แหนแดง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกระยะสั้นเติบโตเร็ว 15-30 วัน สามารถขายได้ มีไนโตรเจนสูงถึง 5 % 

ในขณะที่ปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่วมีธาตุอาหารไนโตรเจนประมาณ 2.5 – 3 % นำมาทำเป็นอาหารสัตว์ ลดต้นทุนการผลิต และมีคุณค่าทางอาหารสูงเป็น ตลอดจนให้ขับเคลื่อนเพื่อเป็นโครงการนำร่องที่ขอนแก่น โดยทำร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง โอกาสนี้ได้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

กรมควบคุมมลพิษปรับแผนแก้ปัญหาPM 2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528502

กรมควบคุมมลพิษปรับแผนแก้ปัญหาPM2.5

วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม ของทุกปี ประเทศไทยเข้าฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำลงทำให้ฝุ่นละอองไม่สามารถกระจายตัว จึงทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 และฝุ่นละอองขนาดใหญ่หรือ PM10 โดยเฉพาะพื้นที่ในเมืองอย่างกรุงเทพมหานครและ 17 จังหวัดภาคเหนือต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ดังกล่าว

ในส่วนของกรมควบคุมมลพิษ มีแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งหลายหน่วยงานนำแผนไปปฏิบัติและปรับปรุงการดำเนินงานให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการควบคุมปริมาณการจำกัดใช้รถขนาดใหญ่และโดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล สร้างความเข้าใจให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดำเนินชีวิตไม่ให้ฝุ่นละออง PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ผ่านคณะทำงานสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ในการหารือกับกลุ่มอุตสาหกรรม ด้านการจราจรและท่องเที่ยว เข้ามามีส่วนร่วมช่วยลดค่า PM2.5

สำหรับมาตรการป้องกันในพื้นที่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคเหนือ รัฐบาลได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นจัดระเบียบการเผา หรือจองเบิร์น เข้าคิวการเผา เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่นของการเผาที่ก่อผลกระทบ PM2.5 และ PM10 เป็นการจัดระเบียบการเผาในพื้นที่เกษตร การเผาป่าและการเผาในที่โล่ง ควบคู่กับการมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงก่อนถึงฤดูกาล หรือชิงเผา เพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิงในพื้นที่ไหม้ซ้ำซาก และเมื่อถึงห่วงที่เกิดไฟป่า ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในระดับจังหวัด เข้ามาทำงานร่วมกับภาคประชาชน นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ยังได้ดำเนินโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า เพื่อช่วยสนับสนุนท้องถิ่นชุมชนให้มีความพร้อมเผชิญปัญหาไฟป่า ป้องกันไฟป่าและดับไฟป่าได้อย่างรวดเร็ว