หนุนใช้กล้วยไม้ไทย วันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรครบ 53 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528501

หนุนใช้กล้วยไม้ไทย วันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรครบ53ปี

วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เนื่องในวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 53 ปี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมและสนับสนุนการใช้กล้วยไม้ไทยในโอกาสพิเศษนี้โดยสั่งพวงมาลากล้วยไม้จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจ.สมุทรสาคร เพื่อกระจายและส่งต่อไปยังเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ของสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด ร้านมานะออร์คิดและร้านกล้วยไม้สาย 4 ทั้งแบบที่ใช้กล้วยไม้ตัดดอกและกล้วยไม้ต้น รวมทั้งใช้กล้วยไม้ตกแต่งสถานที่และจัดทำเป็นของชำร่วยสำหรับผู้มาร่วมงาน ซึ่งสามารถนำต้นกล้วยไม้ไปใช้ปลูกเลี้ยงและประดับอาคารบ้านเรือนต่อไปได้ อีกทั้ง ช่วยลดปัญหาทิ้งขยะจากเศษวัสดุเหลือใช้ ถือเป็นการช่วยขยายตลาดกล้วยไม้ไทยในประเทศและส่งเสริมเกษตรกรให้เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป พร้อมใช้ประโยชน์เพิ่มจากเดิมที่เคยนิยมจำหน่ายในรูปแบบตัดดอก ร้อยมาลัยและกระเช้ากล้วยไม้เท่านั้น

ประกอบกับช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นช่วงที่ดอกกล้วยไม้ออกมามากตามฤดูกาล และเป็นช่วงที่ตลาดต่างประเทศมีงานเทศกาลน้อย จึงมีความต้องการใช้กล้วยไม้ไทยน้อยกว่าช่วงปลายปี-ต้นปี และในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่มีหลายเทศกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ซึ่งทำให้สถานการณ์การส่งออกกล้วยไม้ของไทยยังไม่อยู่ในภาวะปกติ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัด และนอกสังกัดรวมทั้งประชาชนทั่วไปใช้กล้วยไม้ไทยในโอกาสต่างๆ เพื่อสนับสนุนการใช้ไม้ดอกไม้ประดับของไทย ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

ไฟเขียวนำเข้ากากถั่วเหลืองปี 64-66 คลอดมาตรการเซฟการ์ดป้องมะพร้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528503

ไฟเขียวนำเข้ากากถั่วเหลืองปี’64-66 คลอดมาตรการเซฟการ์ดป้องมะพร้าว

วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ว่า จากที่คณะรัฐมนตรีมีมติวันที่ 20 ตุลาคม รับทราบและเห็นชอบตามที่คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชเสนอ ในเรื่องเปิดตลาดและบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง รวมทั้งเห็นชอบมาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard Measure: SSG) สำหรับสินค้ามะพร้าวปี 2563 นั้น การเปิดตลาดและบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง พิกัดอัตราศุลกากร 2304.00.90 รหัสย่อย 02 เฉพาะที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค และรหัสย่อย 29 เฉพาะที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ คราวละ 3 ปี (ปี 2564 – 2566) ในกรอบ WTO ได้แก่ JTEPA, AKFTA และ TCFTA รวมปริมาณ 230,559 ตัน ได้กำหนดภาษีในโควตาร้อยละ 10 และนอกโควตาร้อยละ133 ส่วนกรอบการค้าอื่นๆ ตามความตกลง เช่น AFTA ไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าภาษี 0% ส่วน TAFTA และ TNZCEP ภาษี 0% ไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าและไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการบริหารการนำเข้า ขณะที่หากนำเข้าจากประเทศนอกความตกลงภาษี 6% และค่าธรรมเนียมพิเศษ ตันละ 2,519 บาท ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีวัตถุดิบใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากจนเกินความต้องการใช้ในประเทศ ครม.จึงเห็นชอบมาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard Measure: SSG) ภายใต้ความตกลง WTO และ AFTA สำหรับสินค้ามะพร้าว ปี 2563 เพื่อเป็นมาตรการคู่ขนานตามข้อเรียกร้องเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยกำหนดกฎระเบียบการนำเข้ามะพร้าวทั้งกะลา มะพร้าวอ่อนและมะพร้าวอื่น (พิกัดอัตราศุลกากร 0801.12.00 0801.19.10 และ 0801.19.90 ตามลำดับ) ให้เป็นแนวทางเดียวกันทั้งกรอบความตกลง WTO และ AFTA

สำหรับการนำเข้ามะพร้าวภายใต้กรอบความตกลง WTO กำหนดให้นำเข้ามะพร้าวได้ 2 ช่วง รวม 6 เดือนคือ มกราคม-กุมภาพันธ์และกันยายน-ธันวาคม (จากเดิมมกราคม-พฤษภาคม และพฤศจิกายน-ธันวาคม) โดยกรอบความตกลง WTO นอกโควตาไม่กำหนดช่วงเวลานำเข้า ส่วนการนำเข้ามะพร้าวผลตามความตกลง AFTA กำหนดช่วงเวลานำเข้า 4 เดือน คือ กันยายน-ธันวาคม 2563 โดยจัดสรรปริมาณนำเข้าให้ผู้มีสิทธินำเข้าที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ หากนำเข้าเกินกว่าปริมาณ trigger volume ที่กำหนดคือ 335,926 ตัน จะปรับภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 54 เป็นร้อยละ 72 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช อย่างไรก็ตาม หากพบว่า ปริมาณมะพร้าวในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการและนำเข้ามะพร้าวไม่กระทบราคาที่เกษตรกรได้รับ อาจพิจารณาไม่บังคับใช้มาตรการ SSG ซึ่งทางกรมศุลกากรจะเป็นผู้รายงานข้อมูลให้แก่ สศก. ต่อไป

จากการคาดการณ์ผลผลิตมะพร้าวที่ออกสู่ตลาด พบว่า ปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 0.837 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ 1.417 ล้านตัน ทำให้ผู้ประกอบการแปรรูปมะพร้าวมีวัตถุดิบไม่เพียงพอในการผลิตซึ่งปัจจุบัน มีผู้ประกอบการแปรรูปมะพร้าวที่มีคุณสมบัติและเป็นผู้มีสิทธินำเข้ามะพร้าวผลตามกรอบความตกลงของ AFTA ปี 2563 จำนวน 15 ราย ซึ่งจะสามารถนำเข้ามะพร้าวผลได้หลังจากกรมการค้าต่างประเทศออกประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีทั้งหมดหรือบางส่วน สำหรับเมล็ดถั่วเหลือง มะพร้าวเนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าวที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ทั้งนี้ จะมีการเผยแพร่บนเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ และการอนุญาตให้มีการนำเข้าดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว (กันยายน – ธันวาคม 2563) เป็นช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ส่งผลให้ราคามะพร้าวผลแห้ง (ใหญ่) ที่เกษตรกรขายได้ในปี 2563 ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 11.50 – 16.50 บาท/ผล

อ.อ.ป.เพิ่มช่องทางสร้างรายได้เกษตรกร เร่งเพาะกล้าไม้สายพันธุ์ดีสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528479

อ.อ.ป.เพิ่มช่องทางสร้างรายได้เกษตรกร เร่งเพาะกล้าไม้สายพันธุ์ดีสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า

อ.อ.ป.เพิ่มช่องทางสร้างรายได้เกษตรกร เร่งเพาะกล้าไม้สายพันธุ์ดีสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 22.00 น.

อ.อ.ป.เพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ เร่ง ‘เพาะกล้าไม้สายพันธุ์ดีกว่า 20 ชนิด’ สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า ให้‘เกษตรกร’จากการปลูกไม้เศรษฐกิจ

29 ตุลาคม 2563 การปลูกป่าเศรษฐกิจ ถือเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้แก่ประชาชน โดยการปลูกป่าเศรษฐกิจจะเป็นการปลูกในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า หรือในพื้นที่ที่ปลูกพืชเกษตรแล้วไม่ได้ผล “ป่าเศรษฐกิจ” ถือได้ว่าเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนได้

นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ผอ.อ.อ.ป.) เปิดเผยว่า การปลูกป่าเศรษฐกิจ จะประสบความสำเร็จ มีรายได้ตามที่คาดหวัง สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ ก็คือ “กล้าไม้” ที่จะปลูกต้องมาจากแหล่งแม่ไม้พันธุ์ดี มีการเพาะอย่างถูกวิธี มีการดูแลกล้าไม้ที่แกร่งสมบูรณ์ พร้อมที่จะปลูก ซึ่งเรื่องนี้ อ.อ.ป. มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรที่มีองค์ความรู้ในการเพาะพันธุ์กล้าไม้อยู่จำนวนมาก มีแหล่งแม่ไม้พันธุ์ดีอยู่ทั่วประเทศ ในการผลิตกล้าไม้พันธุ์ดีจำหน่าย และมีศักยภาพจะนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงสร้างรายได้ให้กับ อ.อ.ป. อีกประเภทหนึ่ง 

ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ผลผลิตและมีรายได้จากการปลูกไม้เศรษฐกิจที่ดียิ่งขึ้นอ.อ.ป. จึงจัดทำแผนปฏิบัติงานเชิงรุก ภายใต้ “โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์/สินค้าเป้าหมาย (Product Champion) ประเภท กล้าไม้เศรษฐกิจ ประจำปี 2563” เพื่อเป็นการขยายธุรกิจการเพาะกล้าไม้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นในประเทศ และสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากสินค้าประเภท กล้าไม้ให้กับ อ.อ.ป. ตลอดจนเกษตรกรได้รับกล้าไม้สายพันธุ์ดี ที่มีคุณลักษณะลำต้นตรง (เปลาตรง) เรือนยอดเล็ก มีความต้านทานโรคและแมลงสูง ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในการปลูกป่าเศรษฐกิจอีกด้วย

ผอ.อ.อ.ป. ยังกล่าวต่อไปอีกว่า กล้าไม้สายพันธุ์ดีที่ อ.อ.ป. พัฒนาขึ้น แบ่งตามการใช้ประโยชน์เนื้อไม้ ได้ 2 ประเภท คือ ไม้โตช้า อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 15 ปีขึ้นไป ได้แก่ สัก, พะยูงไทย, พะยูงไหหล่ำ, แดง, มะค่าโมง, ประดู่, ยางนา, ตะเคียนทอง, นนทรี, มะฮอกกานี และไม้โตเร็ว อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 5 ปีขึ้นไป ได้แก่ มะขามป้อม, ฝาง กระถินณรงค์, กระถินเทพา, ยูคาลิปตัส รวมมากกว่า 20 ชนิด

ทั้งนี้ หากประชาชนหรือเกษตรกร สนใจกล้าไม้เศรษฐกิจสายพันธุ์ดี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในวันและเวลาราชการที่ 

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคกลาง 

– เขตบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 0 – 3220 – 1565

– เขตศรีราชา จังหวัดชลบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 0 – 3831 – 1207

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือบน 

– เขตลำปาง จังหวัดลำปาง หมายเลขโทรศัพท์ 0 – 5422 – 8107

– งานสวนป่าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง หมายเลขโทรศัพท์ 09 – 8750 – 4228

ซอกแซกอาเซียน : 29 ตุลาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528197

ซอกแซกอาเซียน : 29 ตุลาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 29 ตุลาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการที่เราชาวแอปเตอร์ได้ย้ายที่ทำงานมาอยู่ที่อาคารใหม่ ชื่อว่า อาคารนวัตกรรม ความจริงผมเคยได้คุยกับท่านเลขาธิการ สศก. มาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงที่มีการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ที่เมืองพุกาม ประเทศเมียนมา ในเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ว่าเราน่าจะมีพิธีการเปิดออฟฟิศทำงานของแอปเตอร์ดีไหม ซึ่งแล้วแต่ท่านเลขาฯ เพราะถือเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใหญ่ระดับกระทรวงเกษตรฯ ได้รับรู้รับทราบ รวมทั้งเป็นการสร้างการรับรู้แก่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการทำงานของแอปเตอร์ ซึ่งในการนี้ ในที่ประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ผมเองก็ได้มีการเรียนให้ที่ประชุมทราบถึงการอนุเคราะห์ช่วยเหลือของรัฐบาลไทยต่อองค์กรแอปเตอร์ และได้มีการประกาศว่ามีแผนจะจัดประชุมย่อยที่เรียกว่า Working meeting ในช่วงปลายปี ซึ่งถ้าจะมีการเปิดออฟฟิศ ก็จะได้ถือโอกาสจัดเป็นอีเวนท์เดียวกันไปเลย จะได้มีแขกเหรื่อสักขีพยานจากประเทศสมาชิกแอปเตอร์มาพร้อมหน้าพร้อมตา

ผมจำได้ว่าแอปเตอร์เคยมีการประชุมคณะมนตรีครั้งที่ 1 ในประเทศไทย ในราวปี 2556 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว แล้วก็เคยมีการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย (ถ้าจำไม่ผิด) มาทำพิธีเปิดสำนักงานเดิมที่ชั้นสองของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมาแล้ว ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ครั้งนี้ก็ควรทำอีก เพราะถือเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศไทย แต่ทว่าจนป่านนี้เดือนต.ค.เข้าไปแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าเจ้าเชื้อไวรัสโควิด-19 จะหยุดระบาดหมดสิ้นไปง่ายๆ การเดินทางไปมาระหว่างประเทศยังทำไม่ได้เลย แม้แต่งานการแจกจ่ายข้าวช่วยเหลือที่ผมเดินทางไปเข้าร่วมประจำยังต้องงดเว้น พิจารณาดูแล้วคงจะจัดประชุม Working meeting ในประเทศไทยค่อนข้างยากมาก จะมีก็อาจต้องใช้วิธี Teleconference อย่างที่เคยจัดกัน แผนการเปิดออฟฟิศแอปเตอร์ก็คงต้องแล้วแต่ท่านเลขาธิการ สศก แหละครับ ส่วนผมเองจะมีหรือไม่มีก็ได้

ความจริงการได้สถานที่ทำงานใหม่ของแอปเตอร์ ถือเป็นเครดิตของฝ่ายไทยแบบเต็มๆ เริ่มตั้งแต่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งถือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับแอปเตอร์มากที่สุด เพราะท่านเลขาธิการท่านเป็นผู้แทนประเทศไทยที่ประกอบเป็นมนตรีแอปเตอร์ หรือ APTERR Council กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่เสาเศรษฐกิจของอาเซียน รวมทั้งประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ (Host) อันเป็นที่ตั้งของแอปเตอร์ เพราะจากที่เคยได้กล่าวไปแล้ว องค์กรแอปเตอร์ตอนที่จะตั้งขึ้น มีหลายประเทศแย่งกันเป็นเจ้าภาพ เช่น อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ แต่ในที่สุดเหล่าประเทศสมาชิกในคราวประชุมมนตรีแอปเตอร์ที่ประเทศ สปป.ลาว ต่างยกมือเห็นชอบให้ตั้งในประเทศไทย ด้วยเพราะเห็นว่าประเทศไทยเป็นเจ้ายุทธจักรในการผลิตและส่งออกข้าวของโลก ซึ่งลึกๆ ก็คงหวังว่าประเทศไทยจะแสดงความเป็นพี่เบิ้มในเรื่องข้าวเพื่อช่วยเหลือเจือจานเหล่าประเทศผู้ขาดแคลนและนำเข้าข้าว ซึ่งบังเอิญก็เป็นประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนด้วยกันเสียด้วย ที่บอกว่าเป็นเครดิต ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ “ได้หน้า” นั่นแหละครับ เพราะเวลาไปนำเสนอเรื่องนี้ในที่ใดๆผมก็จะไม่ลืมที่จะโม้ตลอดว่าแอปเตอร์เราจะได้ที่อยู่อาศัยใหม่ แถมยังฉายภาพอาคารอันสวยหรูของ สศก.ให้ดู ทำให้ทุกครั้งบรรดาผู้แทนประเทศสมาชิกพากันปรบมือกับประเทศไทยกันขรมเลย จนท่านผู้แทนไทยที่อยู่ในที่นั้นต้องกล่าวขอบคุณอยู่เสมอๆ มิได้ขาด ใช่สิครับในฐานะที่จีเอ็ม ก็เป็นคนไทย ผมก็เลยพลอยภูมิอกภูมิใจไปด้วยทุกครั้งเช่นกัน

เสียดายนะครับ ผมวางแผนไว้แล้ว ถ้ามีการประชุม Working meeting และมีพิธีเปิดสำนักงานโดยท่านรัฐมนตรีใครก็ได้สักคน ผมกะจะทำให้แขกเหรื่อที่มาประชุมประทับใจและไม่รู้ลืมแอปเตอร์เลย เพราะจริงแล้วที่ผ่านมา ผมว่าสมาชิกผู้ขาดแคลนข้าวต่างพอใจและซึ้งใจมากที่ได้รับการช่วยเหลือจากแอปเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นประเทศเมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ และแม้แต่ประเทศเวียดนาม จนเวลาผมหรือเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ไปเยี่ยมทีไรได้รับการต้อนรับอย่างดี แม้ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่ตัวแทนแอปเตอร์คนไทยเป็นน้องซึ่งเพิ่งจบปริญญาตรีใหม่ๆ หน้าตายังดูละอ่อนมาก แต่รองผู้บริหารของประเทศหนึ่ง ซึ่งเทียบแล้วเท่ากับระดับรองปลัดกระทรวงทีเดียวยังต้องมารอรับที่สนามบินเลยนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กษ.จับมือปัญญาภิวัฒน์ พัฒนาคนสู่ผู้นำภาคเกษตรยุคใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528191

กษ.จับมือปัญญาภิวัฒน์ พัฒนาคนสู่ผู้นำภาคเกษตรยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาการเกษตรตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านการส่งเสริมพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรครอบคลุมทั่วถึงยั่งยืน กรมจึงลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เพื่อสร้างความร่วมมือผลิตพัฒนากำลังคนทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา ให้สอดคล้องการพัฒนากำลังคนภาคการเกษตร ส่งเสริมสนับสนุนการบูรณาการร่วมกันในการพัฒนาเด็ก และเยาวชน ยุวเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer และ Smart Farmer รวมทั้งพัฒนาบุคลากรทั้งสองฝ่าย โดยแบ่งปันทรัพยากรบุคลากร นักศึกษา นักวิจัย นักวิชาการ วัสดุอุปกรณ์ และข้อมูลส่งเสริมการเกษตรซึ่งกันและกัน

สำหรับการพัฒนาบุคลากรทางการเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตรนั้น ดำเนินการอย่างเป็นระบบต่อเนื่องทุกระดับผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ตั้งแต่เยาวชนผ่านกระบวนการพัฒนายุวเกษตรกร ปัจจุบันมี 5,292 กลุ่ม สมาชิก 121,121 ราย ส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการ โดยพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer สู่ผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ปัจจุบันมี 13,051 ราย รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ที่มีความรู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม นำข้อมูลมาใช้วางแผนผลิตและการตลาด ปัจจุบันมี Smart Farmer 1,101,650 ราย ซึ่งการร่วมมือกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาบุคลากรที่มีองค์ความรู้ และประสบการณ์เพิ่มทั้งสองฝ่าย

“การลงนามบันทึกข้อตกลงนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างกรมกับสถาบันจัดการปัญญาภิวัฒน์ ที่ร่วมขับเคลื่อนพัฒนาบุคลากรภาคเกษตรให้ขยายผลวงกว้าง และประสบผลสำเร็จลุล่วงตามจุดประสงค์ที่วางไว้ อันจะนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ชาวสวนยางเฮ! ราคาพุ่งเฉียดโลละ 80 บ. จ่อเปิดตลาดเอ็กซ์โปยางโลกปลายปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/528019

ชาวสวนยางเฮ! ราคาพุ่งเฉียดโลละ80บ. จ่อเปิดตลาดเอ็กซ์โปยางโลกปลายปี

ชาวสวนยางเฮ! ราคาพุ่งเฉียดโลละ80บ. จ่อเปิดตลาดเอ็กซ์โปยางโลกปลายปี

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 10.55 น.

28 ตุลาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราและรักษาเสถียรภาพราคายาง เปิดเผยว่า สถานการณ์ความต้องการยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยางมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ราคาในประเทศและในต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นปัจจัยกลไกตลาดและมาตรการต่างๆของรัฐบาล 

โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดล”เกษตรพาณิชย์ทันสมัย” ซึ่งเป็นความร่วมมือการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้ดำเนินงานร่วมกันตั้งแต่ปีที่แล้วทั้งเรื่องโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางและล่าสุดคือ 6 มาตรการปฏิรูปยางพาราตอบโจทย์ยุคนิวนอร์มอลเพื่อเพิ่มราคาและสร้างเสถียรภาพราคา รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เน้นลงทุนแปรรูปส่งเสริมวิจัยสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ใช้กลยุทธ์ใหม่การขายการตลาดเชิงรุกเจาะจีนทุกมณฑลและเปิดตลาดใหม่ๆในประเทศต่างๆ ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

1.มาตรการตลาดและราคา(Market & Price) 2.มาตรการการบริหารด้านอุปทาน(Supply Side Management) 3.มาตรการการบริหารด้านอุปสงค์ ( Demand Side Management) 4.มาตรการส่งเสริมการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม 5.มาตรการลดสต็อกยางพารา 6.มาตรการเพิ่มรายได้

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ขยายตลาดส่งออกโดยเจรจาธุรกิจทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์เพื่อซื้อขายยางพาราและผลิตภัณฑ์ ช่วงวันที่ 30 กันยายน 2563 และ 1 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมาและในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2563 กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด Thailand Rubber Expo ” เพื่อกระตุ้นการซื้อขายยาง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ และสินค้านวัตกรรม ที่สามารถนำไปมอบเป็นของขวัญ เนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2564

ขณะที่นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ (28 ตุลาคม 2563) ว่าราคายางยังขึ้นต่อเนื่อง หลังปิดตลาดวันนี้ราคายางแผ่นรมควันพุ่งแตะสูงสุด 77.85 บาท/กก. ที่ตลาดกลางยางพารา จ.นครศรีธรรมราช ส่วนตลาดกลางฯ จ.สงขลา และตลาดกลางฯ จ.สุราษฎร์ธานี ราคาอยู่ที่ 77.72 บาท/กก. โดยหลังจากเปิดตลาดสัปดาห์นี้เพียง 2 วัน ราคาเพิ่มเพิ่มขึ้นกว่า 11 บาท คาดการณ์ว่าราคาสามารถพุ่งสูงต่อเนื่องแตะ 80 บาท/กก. ได้ภายในสัปดาห์นี้ และเชื่อว่าราคายางจะยังคงอยู่ในแนวบวกอย่างต่อเนื่อง และทะลุแนวต้านสูงสุดในรอบ 3 ปี 5 เดือน

ด้านนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยด้านอุปสงค์อุปทานและมาตรการส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอ้างอิงได้จากปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติเดือนตุลาคม 2563 อยู่ที่ 4.4 แสนตัน น้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ประมาณ ร้อยละ 10 ขณะเดียวกันความต้องการยางในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ สินค้าประเภทยุทธภัณฑ์ ถุงมือยาง ยางยืด

ทั้งนี้จีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ายางที่มากที่สุด มีการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.9 ดัชนี PMI ของจีนยังอยู่ที่ 51.50 ซึ่งอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจยังคงมีการขยายตัว คำสั่งซื้อยางของจีนจากต่างประเทศกลับมาฟื้นตัว การจำหน่ายรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 63 กำลังการผลิตของโรงงานผลิตยางรถยนต์เพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มใช้ยางมากขึ้นด้วย เชื่อว่าราคายางยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และเป็นที่น่าหวั่นใจว่า ต่อไปผลผลิตยางอาจจะไม่เพียงพอสำหรับความต้องการใช้ของตลาดต่างประเทศ

ส่องเกษตร : ยั่งยืน ต้องยืนหยัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527970

ส่องเกษตร : ยั่งยืน ต้องยืนหยัด

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถ้าย้อนหลังดูการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการในแต่ละยุคสมัย หรือเปลี่ยนไปตามนโยบายที่เน้นหนักของผู้บริหารประเทศในยุคนั้นๆ แต่เดิมการเกษตรอาจเป็นเพียงวิถีชีวิตของชาวบ้านทำการเกษตรไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือน เหลือเผื่อแผ่ให้ญาติมิตรเพื่อนบ้าน มีการลงแรงร่วมกันในการทำการเกษตร ผู้คนในชุมชนได้ช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงแรงในการดำนา เกี่ยวข้าว เกิดเป็นประเพณีอันดีงามในท้องถิ่น มีการละเล่น ศิลปะพื้นบ้านต่างๆ ก็มีแหล่งกำเนิดมาจากวิถีชีวิตของชาวบ้าน เป็นสื่อแสดงถึงวัฒนธรรมและความผูกพันกับการทำการเกษตร เพลงพื้นบ้านเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตอย่างแท้จริง และสะท้อนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง นาล่ม ต่างสะท้อนเป็นบทเพลงหลายๆ บทเพลง และเป็นที่นิยมมาถึงปัจจุบัน

ภาคการเกษตรเมื่อถูกพิจารณาเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญภาคหนึ่งของประเทศ จึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการปฏิวัติเขียว ปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรจากวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม มาเป็นวิถีชีวิตที่ต้องมีการลงทุน เพื่อหวังผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงเกิดการจ้างงาน การลงทุนด้านปัจจัยการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปุ๋ย สารเคมีปัองกันกำจัดศัตรูพืช เรื่อยไปถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ทัน เครื่องจักรจึงเข้ามาทดแทน โดยเน้นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ จนบางครั้งหากคิดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับรายได้ที่ได้รับจากผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอาจไม่เป็นอย่างที่หวัง และบางครั้งอาจถึงขั้นขาดทุนเลยก็เป็นได้

ขณะที่ทุกฝ่ายต่างมุ่งทำการเกษตรโดยมองที่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ได้รับกลับมา ความสัมพันธ์ เชื่อมโยง การช่วยเหลือกันและกันตามวิถีชาวบ้าน วิถีของการพัฒนาชนบทก็เลือนหายไป จนแทบไม่มีปรากฏให้เห็น เมื่อถึงจุดหนึ่งเกิดแนวคิดของการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนหรือองค์กรเพื่อช่วยเหลือกัน มุ่งหวังให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมด้านการเกษตรในทุกๆ ขั้นตอนตั้งแต่รวมกันผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต จัดการผลิตร่วมกัน เพื่อให้ได้ราคาและคุณภาพที่สมเหตุสมผล รวมกันขาย สร้างพลังต่อรองทางธุรกิจเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดผลตามมาจากการที่ชุมชนถูกทำให้แตกแยก แข่งขันกันผลิต ผลผลิตชนิดใดให้ผลตอบแทนดี เป็นราคา ก็แห่กันไปทำการผลิตสินค้านั้น เมื่อแข่งกันผลผลิต ผลผลิตออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาตกต่ำลงตามกลไกตลาด ปัจจัยเหล่านี้ถูกกดดันให้มีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังต่อรองในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตรทั้งหลาย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านระเบียบ ข้อกฎหมาย การวัดผลสำเร็จของผู้บริหารสถาบันเกษตรกรเหล่านั้น ทำให้แทนที่จะรวมตัวกันเพื่อสร้างพลังต่อรอง กลายเป็นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจของพ่อค้าหรือผู้มีผลประโยชน์ในองค์กรแทน ไม่ได้เป็นองค์กรที่ปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก การรวมกลุ่มดังกล่าวจำนวนมากกลายเป็นกลุ่มที่อ่อนแอไม่สามารถสร้างพลังในการต่อรองได้อย่างที่หวัง

ในยุคการปฏิรูปภาคเกษตรที่มุ่งหวังสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน หวังให้เกษตรกรสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพการเกษตร มีการตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร หรือ ศพก. จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรในพื้นที่สิ่งแวดล้อมของชุมชนนั้นๆ โดยเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปทำหน้าที่ประสานงานเท่านั้น เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องสมเหตุสมผลในสิ่งแวดล้อมการผลิตทางการเกษตรนั้น เกษตรกรที่เข้ามาเรียนรู้ใน ศพก. สามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับไปรวมตัวกับเกษตรกรที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือ แบ่งปันประสบการณ์ระหว่างกัน พัฒนาการผลิตไปในทิศทางเดียวกัน ขยายแนวคิดออกไป เพิ่มจำนวนแปลงให้มากขึ้น กลายเป็นการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ภายใต้แนวคิดและเทคโนโลยีเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ค่อยๆ พัฒนาไปพร้อมๆ กัน เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาไปด้วยกัน โดยร่วมกันวางแผนการผลิต การตลาด การจัดหาปัจจัยการผลิต การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมตามสภาพแวดล้อมของตน มุ่งลดต้นทุนการผลิต สร้างผลผลิตคุณภาพมีมาตรฐาน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด มีการบริหารจัดการที่ดี สมาชิกในกลุ่มแปลงใหญ่จึงได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยกลุ่มแปลงใหญ่ต้องมีผู้จัดการแปลงที่มีประสิทธิภาพ สามารถประสานการดำเนินการและการจัดการได้ทั้งระบบ มีการนำความรู้ความสามารถของสมาชิกแต่ละคนมาใช้ประโยชน์ ดึงลูกหลานเข้ามาร่วมดำเนินการในส่วนที่ตนเองถนัด จึงสามารถสร้างความต่อเนื่อง ขยายผล และสร้างความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

จากรากฐานและเป้าหมายของแปลงใหญ่ที่กล่าวมา หากผู้บริหารประเทศมองว่าแปลงใหญ่คือการอุดหนุน ให้เปล่า โดยขาดจิตสำนึกของการพัฒนาร่วมที่จะสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง สุดท้ายแปลงใหญ่จะกลายเป็นองค์กรเกษตรกรอีกองค์กรหนึ่งที่ล้มเหลวในการพัฒนา เหมือนกับหลายๆองค์กรที่เป็นมาในอดีตที่ถูกทำลายลงด้วยแนวคิดการอุดหนุนของผู้กำหนดนโยบาย บางทีต้องย้อนกลับไปพิจารณากันใหม่ให้ดีๆ คำว่า “อุดหนุน-ให้เปล่า” ในลักษณะที่กำลังคิดและทำ ยังจำเป็นต่อสภาพแวดล้อมปัจจุบันหรือไม่ หรือ เป็นสารเร่งความอ่อนแอให้เกิดขึ้นกับองค์กรเกษตรกร คิดผิด คิดใหม่ได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมประมงลุยแผนปฏิบัติการพัฒนากุ้งก้ามกราม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527967

กรมประมงลุยแผนปฏิบัติการพัฒนากุ้งก้ามกราม

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กุ้งก้ามกราม ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย เกษตรกรเพาะเลี้ยงแพร่หลายหลายจังหวัด เช่น ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กาฬสินธุ์และเชียงราย ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมการรวมกลุ่มตามโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามรายย่อยรวมกลุ่มบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตครบวงจร รวมถึงเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดเสริมสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกุ้งก้ามกรามให้ได้ 40,000 ตัน ภายในปี 2565 กรมประมงจึงจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนากุ้งก้ามกราม (พ.ศ. 2562-2565) สำหรับวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตกุ้งก้ามกรามตลอดห่วงโซ่อุปทานให้มีขีดความสามารถแข่งขัน รวมทั้งพัฒนาช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ แบ่งประเด็นยุทธศาสตร์การดำเนินงาน 4 ด้านได้แก่ 1.ด้านวิจัยและพัฒนา 2.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 3.การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร และ4.ด้านการตลาด ใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามครบวงจร มีเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจน

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกล่าวเพิ่มเติมว่า ปีงบประมาณ 2564 กรมประมงหารือกับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องหาแนวทางผลักดันเพิ่มผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 40,000 ตัน/ปี จากปัจจุบันที่ทำผลผลิตได้ 31,838 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,900 ล้านบาท พร้อมเตรียมขยายฐานการตลาด เพิ่มช่องทางจำหน่าย เช่น จัดทำ Platform ซื้อขายผลผลิตกุ้งก้ามกราม ทำแบรนด์สินค้ากุ้งก้ามกรามไทย จัดมหกรรมสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ทำคลัสเตอร์ส่งออกกุ้งก้ามกราม เพื่อบริโภคทั้งชนิดแช่เย็นและแช่แข็ง เน้นเปิดตลาดไปจีน เพราะเป็นตลาดที่มีกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่มีกำลังซื้อสูงขณะนี้กรมประมงปูแนวทางส่งเสริมพัฒนาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามรองรับตลาด โดยยกระดับมาตรฐานปฏิบัติเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี

สำหรับการผลิตสัตว์น้ำ หรือ GAP (Good Aquaculture Practice) โดยนำร่องในโรงเพาะฟัก 200 แห่งในจ.ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรีและในฟาร์มเพาะเลี้ยง 400 แห่งใน 4 จังหวัด ที่เป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่สำคัญของประเทศได้แก่ ราชบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี อีกทั้ง ยังพัฒนาระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มกุ้งก้ามกราม ส่งเสริมเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบ่อดิน เฝ้าระวังโรคกุ้งก้ามกราม และปรับปรุงการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ(ทบ.1) โดยสำรวจข้อมูลใหม่ทุกจังหวัด ทั้งนี้ภาครัฐพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม สร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนต่อไป

ปศุสัตว์เร่งช่วยเกษตรกรปากช่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527969

ปศุสัตว์เร่งช่วยเกษตรกรปากช่อง

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุดีเปรสชั่นทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมขังหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงของเกษตรกร เช่นโคนม โคเนื้อ ขาดแคลนอาหารสัตว์ร่วมพันตัว ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ (ศปภ.ปศ.)จึงสั่งการด่วนถึงหน่วยงานในพื้นที่ให้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร ลดความสูญเสียโดยเฉพาะใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ได้อพยพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกร 15 ราย เป็นโคนมและโคเนื้อ 508 ตัว แพะ 38 ตัว จัดหาหญ้าแห้ง 5,000 กิโลกรัม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่รักษาสัตว์เจ็บป่วย มอบเวชภัณฑ์ บำรุง สุขภาพสัตว์ อีกทั้ง ยังสั่งทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมตลอดเวลาให้บริการเกษตรกรได้ทันที ปัจจุบันกรมปศุสัตว์เตรียมเสบียงอาหารสัตว์กว่า 5,600 ตัน หน่วยสัตว์แพทย์เคลื่อนที่ระดับจังหวัด เขตและกรมรวม 325 หน่วย พาหนะสำหรับอพยพสัตว์ ขนส่งเสบียงอาหารสัตว์ 200 คัน ถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 3,000 ถุง คอกสัตว์สำหรับตั้งจุดอพยพสัตว์ 30 ชุด เกษตรกรที่เดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่หรือศูนย์อำนวยการป้องกันแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร. 0-2653-4444 ต่อ 3315 และ 3326 หรือ disaster@dld.go.th

กยท.พร้อมเยียวยาสวนยางประสบภัยพิบัติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/527715

กยท.พร้อมเยียวยาสวนยางประสบภัยพิบัติ

วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการเปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักหลายพื้นที่ ทำให้พื้นที่เพาะปลูกและทำสวนยางพาราเสียหายการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่เดือดร้อน โดยมีสวัสดิการให้เกษตรกรชาวสวนยางที่เดือดร้อนจากสวนยางที่ประสบภัยตามระเบียบการยางแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์
และวิธีการใช้จ่ายจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ.2560 ตามมาตรา 49 (5) โดยจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวสวนยางกรณีสวนประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัยอุทกภัยหรือวาตภัย ทั้งนี้ กยท.มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของเกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบภัยเบื้องต้น หากสวนยางได้รับผลกระทบจนเสียสภาพสวนคือ ต้องมีต้นยางพาราเสียหายคราวเดียวกันไม่น้อยกว่า 20 ต้นต่อไร่ จะได้รับเงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน 3,000 บาท

“ชาวสวนยางต้องเป็นเกษตรฯขึ้นทะเบียนกับกยท. และที่ดินของสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต้องมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงจะแจ้งขอรับการช่วยเหลือต่อพนักงานกยท.ในพื้นที่
ใกล้สวนยางภายใน 15 วัน นับจากวันที่ประสบภัยหรือนับจากวันที่เหตุพิบัติภัยสิ้นสุดแล้วแต่กรณี ซึ่ง กยท. จะส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบพื้นที่ให้การช่วยเหลือเร็วที่สุด” นายสุขทัศน์กล่าว