‘ปศุสัตว์’ย้ำสุกรกินได้ปลอดภัย เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวลวง กดราคาซ้ำเติมเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516782

'ปศุสัตว์'ย้ำสุกรกินได้ปลอดภัย เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวลวง กดราคาซ้ำเติมเกษตรกร

‘ปศุสัตว์’ย้ำสุกรกินได้ปลอดภัย เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวลวง กดราคาซ้ำเติมเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.38 น.

กรมปศุสัตว์ย้ำสุกรกินได้ปลอดภัย เตือนอย่าหลงเชื่อขบวนการปล่อยข่าวลวง กดราคาสุกรซ้ำเติมเกษตรกร

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กระบวนการผลิตเนื้อสุกรของไทย มีมาตรฐานกรมปศุสัตว์รองรับ ทำให้ได้เนื้อสุกรที่มีคุณภาพปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ ผู้บริโภคสามารถนำไปปรุงสุกและรับประทานได้อย่างมั่นใจ แต่ขณะนี้กลับพบข้อความข่าวลวงที่ส่งต่อกันในทำนองชวนคนงดบริโภค โดยใช้มุกเดิมเรื่องโรคในสุกร และภาพสุกรที่นำมาประกอบน่าจะเป็นของประเทศอื่น เนื่องจากตามหลักปฏิบัติของกรมปศุสัตว์แล้ว จะยึดหลักการพื้นฐานด้านการควบคุมและป้องกันโรคสัตว์ตามมาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด

“หากท่านใดพบการส่งข้อความทางไลน์ให้งดรับประทานเนื้อหมู ขออย่าหลงเชื่อ คาดว่าอาจเป็นขบวนการปล่อยข่าวเพื่อกดราคาสุกรของพ่อค้าคนกลาง ซ้ำเติมเกษตรกรผู้เลี้ยงในช่วงโควิด เพราะการกล่าวอ้างถึงโรคระบาดสัตว์ มักสร้างความตระหนกแก่ประชาชนได้ง่าย…ขอประชาชนอย่าแชร์ อย่าตกเป็นเครื่องมือของขบวนการดังกล่าว” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์มีมาตรการในการป้องกัน และควบคุมโรคระบาดในสุกร ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ดังนั้น  ขอเกษตรกรและประชาชนเชื่อมั่นในมาตรการดังกล่าว ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ เพียงซื้อสุกรจากแหล่งผลิตและผู้จำหน่ายที่ได้รับสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” โดยต้องปรุงสุกทุกครั้งเพื่อสุขอนามัยที่ดี

นอกจากนี้ ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร และผู้พบเห็นความผิดปกติด้านสุขภาพสัตว์ สามารถแจ้งเหตุได้ที่แอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคได้ทันที

สยบม็อบประมง! รัฐเปิดโต๊ะเจรจา เคลียร์ปม 14 ข้อเรียกร้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516761

สยบม็อบประมง! รัฐเปิดโต๊ะเจรจา เคลียร์ปม 14 ข้อเรียกร้อง

สยบม็อบประมง! รัฐเปิดโต๊ะเจรจา เคลียร์ปม 14 ข้อเรียกร้อง

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.01 น.

สยบม็อบประมง! รัฐเปิดโต๊ะเจรจา เคลียร์ปม 14 ข้อเรียกร้อง

7 กันยายน 2563 นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีที่สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้แก้ไขปัญหาชาวประมงพื้นบ้าน ทรัพยากรประมง และทะเลชายฝั่ง ใน 14 ประเด็น เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 ที่ผ่านมานั้น กรมประมงโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ได้เปิดโต๊ะจัดประชุมเพื่อชี้แจงการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ทั้ง 14 ข้อ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563

ทั้งนี้ ได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมเจ้าท่า และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมให้ข้อคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการประชุมปรากฏว่าได้ข้อยุติเป็นที่พอใจของชาวประมงพื้นบ้าน ขอสรุปภาพรวมดังนี้

1.ข้อเรียกร้องซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ การแก้กฎหมายตามข้อเสนอของสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย โดยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคประมงและแรงงานในภาคประมง ซึ่งกำลังพิจารณาข้อกฎหมายที่สมาพันธ์ฯ ขอแก้ไข 3 มาตรา และจะเสนอตามขั้นตอนของการแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติต่อไป

ส่วนข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการออกมาตรการในการกำหนดขนาดของสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ควรจับ การนำระบบโควตาในการจับสัตว์น้ำบางชนิดแทนการกำหนดจำนวนวันทำการประมงต่อรอบปีการประมง  การกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องมือประสิทธิภาพสูงบางชนิด ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและความเป็นไปได้ในการนำมาใช้บังคับ

ทั้งนี้ ทุกประเด็นได้มีคณะทำงานจากหลายภาคส่วนทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา ผู้แทนประมงพื้นบ้าน ผู้แทนจากองค์กรภาคเอกชน เมื่อได้ข้อสรุปจะได้นำไปรับความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเสนอระดับนโยบายและคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อออกมาตรการ และนำมาใช้ต่อไป

2.ประเด็นข้อเสนอใหม่ ซึ่งภาครัฐรับข้อเสนอไปดำเนินการ ได้แก่ การขอทราบสถิติการทำการประมงนั้น กรมประมงไม่ได้ขัดข้องและได้ส่งข้อมูลจากการบันทึกการทำการประมง ตั้งแต่ปี 2559 – 2562 ให้แก่สมาคมสมาพันธ์ฯ ตามที่ร้องขอแล้วหลังเสร็จสิ้นการประชุม การออกใบรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน และการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้านตามมาตรฐานที่กำหนด โดยกรมประมงจะเร่งรัดการประกาศใช้มาตรฐานดังกล่าวภายใน 15 กันยายน 2563 นี้   

ขณะเดียวกันยังมีเรื่องการขอให้กรมประมงพิจารณาออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านนั้น กรมประมงรับข้อเสนอและจะเร่งรัดการออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน ตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 โดยกรมประมงจะหารือร่วมกับสมาคมสมาพันธ์ฯ และผู้แทนสมาคมประมงพื้นบ้าน ใน 23 จังหวัดชายทะเล เพื่อพิจารณาชนิดและขนาดของเครื่องมือทำการประมงพื้นบ้านที่ต้องขออนุญาตภายหลังจากที่กรมเจ้าท่าดำเนินการจดทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านแล้วเสร็จในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้  

นอกจากนั้นยังมีเรื่องการขอทำการประมงในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ โดยผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้รับข้อเสนอและจะเชิญผู้แทนสมาคมสมาพันธ์ฯ ร่วมพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง การจัดตั้งโรงเรียนชาวประมง ประเด็นนี้กระทรวงแรงงานรับไปศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมใน 23 จังหวัดชายทะเล ร่วมกับกรมประมง กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป 

อธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ประมงจังหวัด ประมงอำเภอ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในสังกัด เร่งชี้แจงทำความเข้าใจในสิ่งที่ภาครัฐได้ดำเนินการและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้ชาวประมงในแต่ละพื้นที่ได้รับทราบรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการสร้างการรับรู้ผลการดำเนินการของรัฐ ตามประเด็นข้อเรียกร้องดังกล่าวได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

นอกจากนี้ ในวันที่ 8 กันยายน 2563 กรมประมงยังได้เชิญทางสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมประมงทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล ซึ่งได้มีการยื่นข้อเรียกร้องมาก่อนหน้านี้ มาหารือถึงแนวทางออกของการแก้ไขปัญหาประมงร่วมกันอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการและบริบทของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนความร่วมมือของทุกภาคส่วน กรมประมงจะขับเคลื่อนภารกิจนี้ ภายใต้แนวนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของอาชีพประมงต่อไป

เชสเตอร์ฉลองครบรอบ33ปี ชูมีดีที่ไก่-ข้าวรุกตลาดเดลิเวอรี่เต็มรูปแบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516696

เชสเตอร์ฉลองครบรอบ33ปี ชูมีดีที่ไก่-ข้าวรุกตลาดเดลิเวอรี่เต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.47 น.

นางสาวรุ่งทิพย์ พรหมชาติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เชสเตอร์ได้พัฒนาและสร้างสรรค์เมนูอาหารใหม่ๆ ที่สนองตอบไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคซึ่งเน้นความสะดวกสบาย รวดเร็ว และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยเมนูไก่ย่างที่มีความโดดเด่นหลากหลายรูปแบบและรสชาติ ล่าสุดออกไก่ย่างรสชาติใหม่ ไก่นิวออร์ลีนชีส อีกขั้นของการผสมผสาน 2 รสชาติไว้อย่างลงตัว และลูกค้าให้การตอบอย่างดีตั้งแต่ออกจำหน่าย ในส่วนเมนูข้าว ที่ครองใจผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยมายาวนาน คือ ข้าวไก่กรอบซอสน้ำปลา ข้าวไก่เผ็ดเชสเตอร์ และข้าวอบไก่ย่าง

สำหรับโปรโมชั่น ฉลองครบรอบ33 ปี เชสเตอร์จัดแคมเปญชุดใหญ่ด้วยคอมโบสุดคุ้มราคาเพียง 199 บาท ปีนี้เพิ่มความพิเศษขึ้นอีกกับชั่วโมงทอง Happy Hour ลดราคาเกินครึ่ง 55% เมนูพิเศษ เฉพาะช่วง 14.00-17.00 น. และเป็นธรรมเนียมทุกปีของเชสเตอร์ วันที่ 9 กันยายนวันเดียว จะมีเมนูไก่ย่างพร้อมเครื่องดื่มราคาพิเศษ เพียงชุดละ 19 บาทเท่านั้น วันนี้ลูกค้าสามารถสั่งชื้อทั้งหน้าร้าน Take away สั่งเดลิเวอรี่เพียงโทร. 1145 สั่งผ่านหน้าเว็บไซต์Chesters.co.th และพาร์ทเนอร์ FoodAggregator เพื่อขยายขอบเขตการจัดส่งให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ตอบรับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จากสถานการณ์โควิด-19ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ยอดขายในช่องทางเดลิเวอรี่สูงขึ้นกว่า 40% การปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ ประกอบกับมีการจัดโปรโมชั่นพิเศษมากมาย อาทิ เมนูข้าวกล่องใหม่ เรียกว่าBox Set ที่เสิร์ฟเมนูจานหลักและเมนูทานเล่นไว้ในกล่องเดียว เพื่อช่วยลดค่าครองชีพผู้บริโภค ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ปีนี้ เชสเตอร์ได้เน้นการขายผ่านช่องทางเดลิเวอรี่มากขึ้น และปรับกลยุทธ์มาทำการตลาดในรูปแบบออนไลน์ มุ่งเน้นพัฒนาระบบการสั่งสินค้าในรูปแบบE-Commerce สำหรับการซื้อสินค้าในยุคนิว นอร์มอล โดยยังคงมาตรฐานของอาหารที่ร้อน สดใหม่ นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมใส่ใจสิ่งแวดล้อม ปรับเปลี่ยนใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภท PLA (PolylacticAcid) ที่สามารถย่อยสลายได้ 100% และคงนโยบายใช้จานเซรามิก ช้อน-ส้อมสเตนเลสสำหรับลูกค้าที่นั่งทานในร้าน เพื่อลดการใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง” นางสาวรุ่งทิพย์ กล่าว

ประมงปลุก‘ชาตินิยม กะพงไทย’ฟื้นตลาดระยะยาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516549

ประมงปลุก‘ชาตินิยม กะพงไทย’ฟื้นตลาดระยะยาว

ประมงปลุก‘ชาตินิยม กะพงไทย’ฟื้นตลาดระยะยาว

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงกล่าวว่า จากสภาวะผลผลิตปลากะพงขาวที่มีปริมาณสูงเกินความต้องการของผู้บริโภคจนเกิดการล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เพราะได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)และการนำเข้าปลากะพงขาวจากประเทศเพื่อนบ้านทำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงต้องชะลอจับปลา ทำให้มีปลากะพงค้างบ่อรอจำหน่ายจำนวนมาก กรมประมงจึงจัดงาน “ชาตินิยม กะพงไทย” (Seabass Fair) ครั้งที่ 2” เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร กระตุ้นให้เกิดความนิยมบริโภคปลากะพงขาวในประเทศเพิ่มขึ้น พร้อมสร้างศักยภาพการแข่งขันและวางรากฐานการตลาดสินค้าประมงให้เกษตรกรเข้มแข็งระยะยาว โดยยกระดับคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ด้วยกระบวนการผลิตที่ได้รับรองมาตรฐานปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจคุณภาพปลากะพงขาวที่สด สะอาด ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง ส่งตรงจากมือเกษตรกร ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

การจัดงานครั้งนี้ กรมประมงนำกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงขาวร่วมจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ปลากะพงขาวที่ดี
มีคุณภาพ และได้มาตรฐานในราคาสุดพิเศษมากกว่า 20 รายการ อาทิ ปลากะพงขาวขอดเกล็ดควักไส้ดึงเหงือกขนาด 700 – 800 กรัม ราคาตัวละ 140 บาท ขนาดประมาณ 1 กิโลกรัมตัวละ 120 บาท เนื้อปลากะพงขาว (Fillet) ขนาด 800 กรัม ชิ้นละ 320 บาท เนื้อปลากะพงหั่นชิ้น ขนาด 300 กรัม แพ็กละ 179 บาท เนื้อปลากะพงยักษ์ Portion (สเต็ก) ขนาด 150 กรัม ชิ้นละ 90 บาท กะพงจ๊อแช่แข็ง ถุงละ 100 บาท ซาลาเปาปลากะพงลูกละ 20 บาท เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการผลิตปลากะพงขาวคุณภาพ เมนูอาหารจากปลากะพงขาว รวมถึงการเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการปลากะพงขาวยักษ์และปลาแซลมอน และห้ามพลาดกับไฮไลท์การแข่งขันปรุงเมนูอาหารจากปลากะพงขาว โดยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯและกรมประมง พร้อมลุ้นรางวัลกับกิจกรรมแข่งขันบนเวทีอีกมากมาย ทั้งนี้ ผู้สนใจเลือกชมสั่งจองสินค้าล่วงหน้าก่อนจัดงานได้ที่ “Fisheries shop” https://coastalaqua.fisheries.go.th/preorder/event/2 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และติดตามรายละเอียดการจัดงาน หรือ สอบถามข้อมูลได้ที่ Call Center กรมประมง โทรศัพท์ 0-2562-0600-15 ในวันและเวลาราชการ

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516552

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ

รายงานพิเศษ : ‘นิตยา จันชัยภูมิ’ครูบัญชีอาสาดีเด่นหนองหญ้าไซ

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นิตยา จันชัยภูมิ ครูบัญชีดีเด่น ระดับภาคประจำปี 2561 และผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด เผยเคล็ดลับการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทำบัญชีต้นทุนอย่างยั่งยืน ภายใต้กลไกการเข้าถึง เข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรเห็นภาพชัดเจน รวมทั้งเห็นถึงความสำคัญของการทำบัญชีว่าสามารถส่งผลให้เกิดความสำเร็จในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนแท้จริง

นางนิตยากล่าวว่า ด้วยบทบาทหน้าที่เป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด ทำให้ทราบว่าในอดีตที่ผ่านมา สมาชิกสหกรณ์หลายคนล้วนต้องประสบกับปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบมาโดยตลอด ทำให้มีต้นทุนในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพที่สูง อันเป็นผลมาจากมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ด้วยเหตุนี้ตนจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะสมาชิกที่มีภาระหนี้สินต่างๆ ทดลองการจดบันทึกบัญชีเพื่อดูการใช้จ่ายในเบื้องต้น เพื่อหาทางแก้ไขปัญหารายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยให้คำแนะนำในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือลดต้นทุนการผลิตที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน

โดยหลังจากนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้วิเคราะห์ทำให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์ของการบันทึกบัญชี ที่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ และหาวิธีที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น ส่งเสริมให้นำสินค้าทางการเกษตรไปวางขายในร้านค้าของสหกรณ์ เป็นต้น ซึ่งจากการส่งเสริมให้สมาชิกมีการจัดทำบัญชีอย่างจริงจัง ส่งผลให้สมาชิกสามารถชำระหนี้ค้างได้ถึง 90% รวมทั้งยังนำข้อมูลทางบัญชีไปปรับใช้กับการดำเนินงานของสหกรณ์ ด้วยการนำมาเป็นฐานข้อมูลของสหกรณ์ เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดซื้อสินค้าที่เป็นต้นทุนการเกษตร จัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อสมาชิกเข้ามาจำหน่ายยังสหกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกสหกรณ์ อาทิ สหกรณ์ได้มีการซื้อปุ๋ยมาผสมเองและขายให้สมาชิกในราคาถูก โดยสหกรณ์จะมีเครื่องตรวจวิเคราะห์ดินที่สมาชิกสามารถนำดินตัวอย่าง มาวิเคราะห์ว่าสภาพดินในพื้นที่ทำเกษตรของตัวเองเป็นอย่างไร ควรใช้ปุ๋ยสูตรไหน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับดินและพืชของตนเอง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้

อย่างไรก็ตาม จากการที่สหกรณ์ให้ความสำคัญกับสมาชิกในเรื่องของการส่งเสริมการทำบัญชีและทำให้สมาชิกสามารถลดหนี้คงค้างได้นั้น นับเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก ทำให้สมาชิกเกิดการยอมรับ มีความรักความสามัคคี ทั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และสมาชิกให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังมีแนวทางดำเนินงานโดยนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) มาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลของสหกรณ์ฯ และข้อมูลของตนเองได้ ผ่านนวัตกรรมของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อย่าง Smart 4M เป็นต้น

ปัจจุบัน นอกจากครูนิตยาจะเป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด แล้ว ยังมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นครูบัญชีอาสา ที่เป็นตัวแทนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในการทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนแนะการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรและเยาวชนในพื้นที่อีกด้วย อีกทั้งในปัจจุบัน ยังได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในเจ้าของแปลงสาธิตในโครงการ โคก หนอง นา โมเดล ซึ่งมีการทำเกษตรผสมผสาน จากการได้ลงมือทำในโครงการดังกล่าวและนำเรื่องการทำบัญชีเข้ามาใช้ ทำให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก เพียง 1 ปี ก็สามารถสร้างรายได้และคืนทุนจากการลงทุนไปทั้งหมด ทั้งการปลูกพืช ขุดสระน้ำและเลี้ยงปลา เป็นต้น ซึ่งเป็นผลมาจากการนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์และวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสม

“จากการทำแปลงสาธิตโครงการ โคก หนอง นา โมเดล แล้วนำข้อมูลจากการทำบัญชีเข้าไปวางแผนการบริหารต้นทุนการใช้จ่าย เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีถึงความสำคัญของการทำบัญชี และในฐานะที่เป็นครูบัญชีอาสา ก็ได้นำความรู้ดังกล่าวจากแปลงต้นแบบที่ตนทำแล้วประสบความสำเร็จ ไปแนะนำให้เกษตรกรที่อยู่ในโครงการดังกล่าว รวมถึงเกษตรกรอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ได้นำไปปรับใช้ โดยใช้กลไกการเข้าถึง เข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรเห็นภาพชัดเจน” นางนิตยา กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516548

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 7 กันยายน 2563

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีเสวนา “เคมี พระเอก หรือ ผู้ร้าย” ขึ้นเพื่อที่จะทำให้สังคมได้ตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของสารเคมี การจัดการสารเคมีตามหลักสากล ในด้านการผลิตและการใช้สารเคมีอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยในงานนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมให้ความเห็นมากมาย ได้แก่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเฉลิมศักดิ์ กาญจนวรินทร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทฮาซเคมโลจิสติกส์แมเนจเมนท์ จำกัด ประธานกลุ่ม Responsible care®ดูแลด้วยความรับผิดชอบ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภวรรณ ตันตยานนท์ นายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ผู้เชี่ยวชาญ Green Chemistry ดร.นวลศรี ทยาพัชร ผู้เชี่ยวชาญ คณะทำงานสารตกค้างทางการเกษตร JMPR (FAO/WHO) และอดีตผู้อำนวยการกองวัตถุมีพิษกรมวิชาการเกษตร ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และ ศาสตราจารย์นายแพทย์ วินัย วนานุกูล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และหัวหน้าศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี

ขุนเกษตรา จะขอยกบทสรุปความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านมาเล่าสู่กันฟังนะครับ โดย ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ทุกวันนี้ เมื่อพูดถึง “เคมี” มักจะถูกสังคมมองถึงด้านลบเพียงด้านเดียว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเป็นผู้ร้ายของสังคม และถูกมองว่าเป็นสิ่งอันตราย เป็นภัยต่อผู้ใช้โดยส่วนรวม แต่เราทุกคนลืมไปหรือไม่ว่า “เคมี” ก็เหมือนกับเหรียญสองด้าน มิได้ให้ผลต่อผู้ใช้เพียงด้านเดียว แต่ยังมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในทุกวันนี้ เพียงแต่เราต้องใช้อย่างถูกวิธี ยกตัวอย่างเช่น กรณีการแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพาราควอต คลอร์ไพริฟอสและไกลโฟเซต ต่างเป็นสารเคมีที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรเป็นอย่างมากในการกำจัดแมลงและวัชพืชที่รบกวนการเพาะปลูก ในขณะที่ผลกระทบต่างๆ ต่อสุขภาพ ที่มีการอ้างอิงถึง ล้วนเกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ขาดความรู้ในเรื่องใช้อย่างแท้จริง

ในขณะที่ ดร.จรรยา มณีโชติ ได้กล่าวถึงประเด็นของข่าวการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในน้ำดื่ม จ.น่าน เกินค่ามาตรฐานสากล ข่าว “โรคเนื้อเน่า” สาเหตุจากพาราควอต ที่ จ.หนองบัวลำภู และการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มแม่และในขี้เทาทารก ซึ่งเป็นข่าวที่ทำให้สังคมเกิดความตื่นตระหนกว่า เกษตรกรไทยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากจนผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมไม่ปลอดภัย เกิดวาทกรรม “สารพิษอาบแผ่นดิน” แต่จากการสืบค้นหาความจริง พบว่า น้ำดื่มเมืองน่านยังปลอดภัย แต่นักวิจัยอ้างค่ามาตรฐานผิดจากความจริง และเมื่อลงพื้นที่หาสาเหตุโรคเนื้อเน่า เดือนธันวาคม 2562 เก็บตัวอย่างตะกอนดินและน้ำไปวิเคราะห์ผล คือ ไม่พบการตกค้างของพาราควอต แต่พบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคเนื้อเน่า ส่วนงานวิจัยพาราควอต ในขี้เทาทารก พบว่ามีข้อน่าสงสัยหลายประการในวิธีการทดลองของนักวิจัย ดังนั้น สมาคม จึงเสนอขอทบทวนมติการแบนพาราควอต เพราะเป็นที่น่าสังเกตว่า ขั้นตอนการพิจารณายกเลิกการใช้พาราควอต ไม่ใช่ขั้นตอนปกติของกรมวิชาการเกษตร เพราะนอกจากการแบนสารอย่างเร่งรีบแล้ว ยังไม่มีความพร้อมของสารทดแทน ที่มีคุณสมบัติ ประสิทธิภาพและราคาที่ใกล้เคียงกับพาราควอต ไม่มีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง มีแต่ชีวภัณฑ์ปลอมปนด้วยสารพาราควอต และไกลโฟเซต เมื่อพาราควอตถูกแบนไปเมื่อ 1 มิถุนายน 2563 กษ.ประกาศให้เวลาเกษตรกร 90 วัน เพื่อนำพาราควอตมาส่งคืนเพื่อเผาทำลายภายใน 29 สิงหาคม 2563 แต่ อย. กลับผ่อนผันให้ภาคอุตสาหกรรมนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังใช้พาราควอตและมีค่าตกค้างไม่เกินค่ามาตรฐาน CODEX ไปจนถึง 1 มิถุนายน 2564 ทำให้เกิดคำถามว่าเมื่อคิดว่า พาราควอตตกค้างนิดเดียวก็อันตราย แต่ทำไมยังอนุญาตให้นำเข้าอาหารที่ปนเปื้อนพาราควอตมาให้คนไทยบริโภค กระทรวงเกษตรฯ ควรจะผ่อนผันให้เกษตรกรใช้ไปได้จนถึงปีหน้า ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ และในระหว่างการผ่อนผัน ควรตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิจากสองฝ่าย มาร่วมกันทบทวนหลักฐานที่ใช้ประกอบการแบนพาราควอตว่าถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เพื่อลดความขัดแย้งและความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

นี่เป็นเพียงบางช่วงบางตอนของความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านที่ต้องการสื่อไปถึงรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่อยากให้พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค เพราะในโลกนี้ไม่มีสารเคมีใดไม่เป็นอันตราย แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและการรู้จักใช้อย่างรับผิดชอบ การให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชแก่เกษตรกร และสนับสนุนแนวทางการปฏิบัติทางเกษตรที่ดี หรือเกษตรปลอดภัย น่าจะเป็นทางออกที่ถูกต้องและยั่งยืนสำหรับภาคเกษตรไทยได้ดีที่สุด

ขุนเกษตรา 

สิงห์บุรีเปิด‘ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’แห่งแรก ศูนย์รวมผลผลิตเกษตรกรส่งตรงผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516551

สิงห์บุรีเปิด‘ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’แห่งแรก ศูนย์รวมผลผลิตเกษตรกรส่งตรงผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกของจ.สิงห์บุรี ที่ร้านสหกรณ์สิงห์บุรี จำกัด เป็นกิจกรรมในโครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์รูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ที่ร้านสหกรณ์สิงห์บุรี จำกัด ต.บางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสิงห์บุรี ร่วมกับร้านสหกรณ์สิงห์บุรี จำกัด จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ส่งเสริมความร่วมมือเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างร้านค้าสหกรณ์เครือข่ายสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรที่มีบทบาทบริหารจัดการผลผลิตและสินค้าจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เชื่อมโยงไปสู่ผู้บริโภค

ทั้งนี้ ร้านสหกรณ์สิงห์บุรี จำกัด ได้เชื่อมโยงธุรกิจกับสหกรณ์ต่างๆ เพื่อนำสินค้ามาจำหน่าย ประกอบด้วย ข้าวสารจากชุมนุมสหกรณ์จ.สระบุรี สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด จ.สุพรรณบุรี สหกรณ์การเกษตรคลองหลวง จำกัด จ.ปทุมธานี สหกรณ์การเกษตรท่าโขลง จำกัด จ.ลพบุรี สหกรณ์การเกษตรสว่างอารมณ์ จำกัด จ.อุทัยธานี วิสาหกิจชุมชนแม่ลา กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านบางมัญ จ.สิงห์บุรี และสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จ.ร้อยเอ็ด ไข่ไก่จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด จ.อ่างทอง ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป (ปลาช่อนแดดเดียว) จาก ป.เกษตรฟาร์มสิงห์บุรี สินค้าประมงแปรรูป จาก สหกรณ์การเกษตรเพื่อลูกค้าธ.ก.ส.พังงา จำกัด และสหกรณ์ประมงบางจะเกร็ง – บางแก้ว จำกัด จ.สมุทรสงคราม ผลไม้จากสหกรณ์การเกษตรท่าช้าง จำกัด จ.สิงห์บุรี สหกรณ์การเกษตรเมืองขลุง จำกัด จ.จันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จำกัด จ.ระยอง รวมทั้งแจกคูปองส่วนลดสำหรับซื้อสินค้าที่จำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการพัฒนาร้านสหกรณ์ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณภาพจากจังหวัดต่างๆ เช่น ข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าสหกรณ์มากขึ้น และผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด สดจากฟาร์มถึงมือคุณ Fresh From Far by Co-op “สด สะอาด ปลอดภัย” ปัจจุบันมีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการ 92 แห่ง 42 จังหวัด 2 พื้นที่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งเสริมองค์ความรู้ เทคนิคจัดการร้านการสร้างนวัตกรรมการบริการ การบริหารจัดการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงประชาชนได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัยในราคาที่เป็นธรรม และจะขยายผลไปในพื้นที่ที่เหมาะสมทั่วประเทศ

อุบลฯ พบโค-กระบือ ป่วยโรคปากเท้าเปื่อย หลายหมู่บ้าน ปศุสัตว์เร่งฉีดวัคซีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อุบลฯ พบโค-กระบือ ป่วยโรคปากเท้าเปื่อย หลายหมู่บ้าน ปศุสัตว์เร่งฉีดวัคซีน

อุบลฯ พบโค-กระบือ ป่วยโรคปากเท้าเปื่อย หลายหมู่บ้าน ปศุสัตว์เร่งฉีดวัคซีน7 กันยายน 2563 – 15:38 น.

โรคเท้าปากเปื่อยระบาดใน โค กระบือ ตามหมู่บ้าน ต่างๆโดยเฉพาะตามบริเวณแนวชายแดนแม่น้ำโขง เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เร่งฉีดวัคซีน จ่ายยาฆ่าเชื้อโรคเป็นการด่วน เตือนประชาชนให้ระวังการขนย้ายสัตว์จากต่างถิ่น รักษาคอกให้แห้ง ความชื้นของคอกมีส่วนทำให้เกิดเชื้อโรคได้

วันที่ 7 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่บ้านปากแซง หมู่ที่ 3 ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอนาตาล พร้อมด้วยอาสาปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน ได้ออกฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยใน โค กระบือ เนื่องจากว่า ในพื้นที่ตามแนวชายแดนที่ติดต่อกับแม่น้ำโขง หลายหมู่บ้าน ได้ตรวจพบโรคปากเท้าเปื่อย ที่เกิดในตัวโค และกระบือ กันเป็นจำนวนมาก

โดยได้กระจายไปอย่างรวดเร็ว มีเพิ่มจำนวนขึ้นในแต่ละวัน และก่อนที่โรคนี้จะขยายแพร่กระจายต่อไปอีก เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอนาตาล ได้เร่งแจกยาฆ่าเชื้อ พร้อมทั้งร่วมกับอาสาปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน พากันออกจ่ายยา และฉีดยาฆ่าเชื้อ ให้กับเจ้าของสัตว์ จนครบทุกรายแล้ว เชื่อว่าน่าจะเป็นการยับยั้งเชื้อโรคในสัตว์ ดังกล่าวนี้ได้ ที่สำคัญหากโคหรือกระบือ ตัวใดที่ตั้งท้องแล้ว ก็ไม่สามารถให้ยาวัคซีนได้ ดังนั้นชาวบ้านจึงได้นำยาสมานแผลสีคราม มาทาไว้ ดีกว่าจะไม่ทำอะไรเสียเลย ซึ่งก็น่าเป็นห่วงมากกับสัตว์ที่ตั้งท้อง

ทางด้านเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ที่มาปฏิบัติหน้าที่ บอกว่า ช่วงนี้เป็นฤดูฝน เจ้าของสัตว์ควรรักษาคอกสัตว์ให้แห้งอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้คอกสกปรก หรือชื้น จะทำให้สัตว์เหล่านี้ ก็จะเกิดเชื้อโรคได้เช่นกัน ส่วนชาวบ้านบางราย บอกว่า ในพื้นที่มีการลักลอบนำสัตว์ข้ามแม่น้ำโขง ตามท่าข้ามประเพณีของแต่ละหมู่บ้านต่างๆ ทั้งนำเข้าและนำออกอยู่บ่อยครั้ง และก็มีหน่วยทหารทั้งทหารบกและทหารน้ำ ที่อยู่ในพื้นที่ ตรวจยึดได้หลายครั้งเช่นกัน อีกทั้งยังมีการไปซื้อวัวมาจากต่างถิ่น เข้ามาในหมู่บ้าน เพื่อมาขุนและขายเอากำไรกันบ้าน ในขณะที่อยู่ในสถานการณ์ป้องกันโรคอันตรายโควิด-19 ประชาชนไม่มีรายได้ ทำให้บางส่วนต้องดิ้นรน หาซื้อโค กระบือ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ โดยได้กำไรนิดหน่อย เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว ดังนั้น ในห้วงนี้ด้านการตลาดโค กระบือ จึงคึกคักกว่าหน้าแล้งที่ผ่านมา

กฤษณะ วิลามาศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค อุบลราชธานี

กรมเจรจาฯลงพื้นที่สุโขทัย แนะเกษตรกรใช้ประโยชน์ FTA เพิ่มส่งออกกล้วยสด แปรรูป สร้างรายได้ช่วงโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมเจรจาฯลงพื้นที่สุโขทัย แนะเกษตรกรใช้ประโยชน์ FTA เพิ่มส่งออกกล้วยสด แปรรูป สร้างรายได้ช่วงโควิด

กรมเจรจาฯลงพื้นที่สุโขทัย แนะเกษตรกรใช้ประโยชน์ FTA เพิ่มส่งออกกล้วยสด แปรรูป สร้างรายได้ช่วงโควิด4 กันยายน 2563 – 20:12 น.

‘กรมเจรจาฯ’ ลงพื้นที่สุโขทัย แนะเกษตรกรใช้ประโยชน์ FTA เพิ่มส่งออกกล้วยสด-แปรรูป สร้างรายได้ช่วงโควิด

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จับมือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพสินค้าสหกรณ์กล้วยแปรรูปตำบลหนองตูม จำกัด อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย พร้อมจัดสัมมนา “โครงการพัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” ดันสินค้ากล้วยไทยสู่ตลาดต่างประเทศ แนะใช้ประโยชน์เอฟทีเอเพิ่มแต้มต่อการส่งออก สร้างรายได้ช่วงโควิด-19

4 ก.ย. 2563 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพสหกรณ์กล้วยแปรรูปตำบลหนองตูม จำกัด อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย สร้างความเข้าใจเรื่องการขยายตลาดส่งออกไปต่างประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพิ่มแต้มต่อการส่งออก เนื่องจากประเทศคู่เอฟทีเอของไทย 16 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชีลี และเปรู ไม่เก็บภาษีนำเข้ากับสินค้ากล้วยแปรรูปที่ส่งออกจากไทยแล้ว อาทิ กล้วยอบแห้ง กล้วยตาก และกล้วยฉาบ ยกเว้นอินเดียยังเก็บภาษีนำเข้าที่ 30% และเกาหลีใต้ 36% และประเทศคู่เอฟทีเอ 15 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชีลี และเปรู ไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้ากล้วยสดจากไทยแล้ว เหลือเพียงอินเดียและเกาหลีใต้ที่เก็บภาษีอัตรา 30% ส่วนญี่ปุ่นกำหนดมาตรการโควต้าภาษี หากนำเข้าไม่เกิน 8,000 ตัน จะไม่เสียภาษีนำเข้า (ส่วนปริมาณที่เกินคิดที่ 10-20%)

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯยังได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ สหกรณ์จังหวัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การพัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” ที่โรงแรมสุโขทัย เฮอริเทจ รีสอร์ท จ.สุโขทัย โดยได้นำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสินค้า การค้าระหว่างประเทศ มาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก และการค้าออนไลน์ มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ให้กับสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร และอุตรดิตถ์ เพื่อให้เกษตรกรและสหกรณ์ฯ สามารถขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้มากขึ้น สร้างรายได้แก่สหกรณ์และเกษตรกรกล้วยไทยอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้ากล้วยเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน (รองจากฟิลิปปินส์) และเป็นอันดับที่ 18 ของโลก เนื่องจากได้เปรียบด้านสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่สมบูรณ์ และแต้มต่อจากเอฟทีเอ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 ไทยส่งออกกล้วยสดไปประเทศคู่เอฟทีเอ มูลค่า 6.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 99.47% ของการส่งออกกล้วยสดทั้งหมด ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน สำหรับกล้วยแปรรูป อาทิ กล้วยฉาบ และกล้วยเชื่อม ไทยส่งออกไปทั่วโลก มูลค่า 0.62 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 27% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

สำหรับสหกรณ์กล้วยแปรรูปตำบลหนองตูม จำกัด มีสมาชิก 41 คน ดำเนินธุรกิจแปรรูปกล้วยน้ำว้าส่งตลาดทั้งในและต่างประเทศ มีปริมาณการผลิต 11,322.73 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,132.2 ล้านบาท แบ่งออกเป็นตลาดในประเทศ คิดเป็น 70% เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ นครสวรรค์ และตาก เป็นต้น โดยมีปริมาณ 7,925.91 ตัน มูลค่า 984.7 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ คิดเป็น 30% ได้แก่ จีน และเกาหลี โดยมีปริมาณ 3,396.82 ตัน มูลค่า 147.5 ล้านบาท และใช้ช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊ค และไลน์ อีกด้วย

ภูเบศวร์  ฝ้ายเทศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุโขทัย

กษ.เร่งขับเคลื่อนหม่อนไหมแปลงใหญ่2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516055

กษ.เร่งขับเคลื่อนหม่อนไหมแปลงใหญ่2563

วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสันติ กลึงกลางดอน รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ตามที่กรมหม่อนไหมได้รับนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้านการเกษตรให้มีความสมบูรณ์ครบวงจร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกันผลิต ในรูปแบบแปลงใหญ่ ซึ่งกรมหม่อนไหมขับเคลื่อนภารกิจนโยบายดังกล่าวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมระบบแปลงใหญ่ ที่บริหารจัดการร่วมกัน โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางดำเนินงาน ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มการผลิต เพื่อร่วมจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก ใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม และมีการบริหารจัดการด้านการตลาดที่มีประสิทธิภาพ โดยปี 2563 ดำเนินการในพื้นที่ 34 แปลง 18 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกหม่อนมากกว่า 12,000 ไร่ เกษตรกรรวม 2,994 ครัวเรือน ได้แก่ 1. ผลิตไหมอุตสาหกรรม 16 แปลง ในจ.น่าน กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร (2 แปลง) ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ (3 แปลง) นครราชสีมา สุรินทร์ และอุทัยธานี 2. การผลิตไหมหัตถกรรม 17 แปลง ในจ.เชียงราย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ (5 แปลง) บุรีรัมย์ (3 แปลง) นครราชสีมา (2 แปลง) ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ (2 แปลง) และ 3.การผลิตหม่อนผลสด 1 แปลง ในจ.น่าน(แปลงใหญ่ประชารัฐ) เพื่อพัฒนา เน้นให้เกิดการรวมแปลง/ รวมกลุ่มเกษตรกร จัดทำฐานข้อมูล และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและผู้จัดการแปลงใหญ่

นายสันติกล่าวต่อว่า แบบอย่างเกษตรแปลงใหญ่ด้านหม่อนไหมที่ประสบความสำเร็จ และแสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานที่สนองตอบการขับเคลื่อนในทุกนโยบาย ทั้งนโยบาย “การรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่” และนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” คือ แปลงใหญ่หม่อนไหม พัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ภายใต้แปลงใหญ่ (ไหมอุตสาหกรรม) ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน มีพื้นที่ปลูกหม่อน 707 ไร่ สมาชิก 95 ราย ผลิตสินค้าไหมรังเหลืองตามมาตรฐาน GAP (มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 8201-2555) การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จังหวัดน่าน ได้เริ่มตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมาโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ น่าน ได้ขับเคลื่อนดำเนินการส่งเสริมการประกอบอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ จ.น่าน เชียงราย และพะเยา เพื่อพัฒนาเกษตรกรไปสู่การเป็น Smart Farmer ขณะเดียวกันได้ดำเนินการตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” โดยร่วมกับบริษัทเอกชนให้คำแนะนำแก่เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อจำหน่ายรังไหมให้บริษัทมากขึ้นซึ่งบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องตลาดรับซื้อรังไหมและทำสัญญาซื้อขายรังไหมล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับบริษัท (Contract farming) ปีต่อปี

สำหรับปี 2563 ได้ทำสัญญาซื้อขายรังไหมล่วงหน้ากับบริษัท จุลไหมไทย จำกัด เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2563 โดยนายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นสักขีพยานในการทำสัญญาซื้อขายรังไหมดังกล่าว กำหนดปริมาณผลผลิตที่ต้องส่งมอบตามสัญญาซื้อขายรังไหม 55,000 กิโลกรัม (55 ตัน) จำนวน 8-10 รุ่น โดยใช้ไข่ไหมพันธุ์เหลืองสระบุรี ซึ่งเป็นไข่ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม (ผลิตโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ของกรมหม่อนไหม) บรรจุปริมาณไข่ไหม22,000 ฟอง/แผ่น คาดคะเนผลผลิตรังไหมสด 30 กิโลกรัม/แผ่น ทั้งนี้ ได้รับซื้อรังไหมแล้ว 3 รุ่นมีผลผลิตรังไหมรวม 15,540.47 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้รวมกว่า 2.5 ล้านบาท เฉลี่ย 59.38 กิโลกรัม/ราย มีเปอร์เซ็นต์รังเสีย 8.05 ราคาสูงสุด 199.72 บาท/กิโลกรัม ราคาต่ำสุด 114.17 บาท/กิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 156.88 บาท/กิโลกรัม ส่วนชนิดรังไหม (รังเสีย) ที่ขายได้ ประกอบด้วยรังแฝด 100 บาท/กิโลกรัม รังเสีย 90 บาท/กิโลกรัม รังบางและเน่า 20 บาท/กิโลกรัม และรังดีหลังจ่อ 120 บาท/กิโลกรัม มีราคาปุยไหม 5 บาท/กิโลกรัม เฉลี่ยการกินใบหม่อน/แผ่น 400-450 กิโลกรัม/แผ่น ผลผลิตหม่อน/ไร่ 2,500-3,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี เลี้ยงไหมได้ปีละ 8-10 รุ่น ตามการแบ่งแปลงหม่อนและการจัดการแปลงหม่อน