กตส.พัฒนาโปรแกรมFASเสริมความแกร่งให้สหกรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516051

กตส.พัฒนาโปรแกรมFASเสริมความแกร่งให้สหกรณ์

กตส.พัฒนาโปรแกรมFASเสริมความแกร่งให้สหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันรูปแบบการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ปรับเปลี่ยนให้หลากหลาย เพื่อให้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งชะลอตัวทางเศรษฐกิจและปรับตัวให้ทัดเทียมภาคเอกชน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.)จึงพัฒนาระบบบัญชีให้ทันสมัยสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ในปัจจุบัน ซึ่งโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (CooperativeFull Pack Accounting Software : FAS) เป็นโปรแกรมสำเร็จรูป ที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ทุกด้าน

สำหรับหลักการทำงานของโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ประกอบด้วย 1.ระบบสมาชิกและหุ้น รองรับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสมาชิกสำหรับการทำงานของทุกระบบงานย่อย รองรับการจัดทำทะเบียนหุ้นและประวัติสมาชิกได้ถูกต้อง รองรับการเชื่อมโยงระบบจัดชั้นสมาชิก รองรับการพิมพ์หนังสือยืนยันยอดสมาชิก และรองรับการคำนวณเงินปันผลและจ่ายเงินปันผล/เฉลี่ยคืนได้ถูกต้องและรวดเร็ว

2.ระบบเงินรับฝาก รองรับเงื่อนไขเงินรับฝากของสหกรณ์ได้หลากหลาย สามารถคำนวณดอกเบี้ยจ่ายและประมาณการดอกเบี้ยจ่ายในอนาคตได้ รองรับการจัดทำบัญชีย่อยเงินรับฝากทันทีที่เกิดรายการและรองรับการจัดทำรายงานธุรกรรมต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 3.ระบบเงินให้กู้ รองรับการจัดทำบัญชีย่อยเงินให้กู้ รองรับการคำนวณดอกเบี้ยค้างรับได้ทุกวันเป็นรายสัญญาอีกทั้ง ยังรองรับจดจำนองหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันและไถ่ถอนการจำนองรองรับการเชื่อมโยงกับระบบจัดการสินเชื่อสำหรับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการของรัฐบาล รองรับการแสดงรายงานวิเคราะห์อายุหนี้ของลูกหนี้เงินกู้ และรองรับการคำนวณเงินเฉลี่ยคืนได้ถูกต้อง รวดเร็วรวมถึงจัดทำหนังสือเตือนให้ชำระหนี้เงินกู้ได้อีกด้วย

4.ระบบสินค้า โดยเฉพาะสหกรณ์ภาคเกษตร ที่มีบริการจำหน่ายสินค้าแก่สมาชิก ทั้งสินค้าจำเป็นที่เป็นปัจจัยการผลิต หรือสินค้าประเภทอุปโภค บริโภค ระบบนี้จะรองรับการบริหารการขายสินค้า การจัดการสินค้าคงคลัง รองรับการคำนวณเงินเฉลี่ยคืนตามยอดซื้อขายของสมาชิก รองรับการบริหารจัดการเจ้าหนี้การค้า ลูกหนี้การค้ากำหนดจุดรับซื้อ จัดหมวดหมู่และการบริหารชั้นวางสินค้า รวมถึงรองรับการตรวจนับสินค้าระหว่างปีแบบทั้งหมดหรือบางส่วน และรองรับการบริหารจัดการรูปแบบศูนย์กระจายสินค้าได้อีกด้วย และ5.ระบบบัญชีแยกประเภท ซึ่งเป็นระบบสรุปสุดท้าย ณ วันสิ้นปี ที่จะแสดงให้เห็นว่า ในแต่ละปี สหกรณ์ดำเนินการอะไรไปบ้าง ผลประกอบการมีกำไรหรือขาดทุนอย่างไร มีสินค้าคงเหลือเท่าไหร่ โดยระบบบัญชีแยกประเภทนี้ จะรองรับระบบสาขา สามารถจัดทำได้ทั้งงบการเงินสาขาและงบการเงินรวม รองรับการจัดทำงบการเงินได้ตามแบบที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด รองรับการผ่านรายการบัญชีจากระบบงานย่อยได้อัตโนมัติ รองรับการจัดทำรายงานเพื่อบริหารและรายงานการเฝ้าระวังและเตือนภัยทางการเงิน รวมถึงรองรับการเชื่อมโยงสู่ระบบเตือนภัยทางการเงินของสหกรณ์แบบ Real Time ได้

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อธิบายว่า กรมฯยังมีนวัตกรรม Smart4M เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกำกับดูแลสหกรณ์ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ อีกทั้ง สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลตนเองและติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ได้ ประกอบด้วย Smart Me ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปใช้บันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์ตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามความเคลื่อนไหว และความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ได้อีกด้วย

“ปัจจุบันมีสหกรณ์ 1,600 กว่าแห่ง ที่นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรไปใช้เป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์นำข้อมูลสารสนเทศทางการเงินมาใช้ประกอบการตัดสินใจบริหารได้รวดเร็ว ทันเหตุการณ์สนองประโยชน์ให้สมาชิกสหกรณ์ได้ ซึ่งกรมฯสนับสนุนให้ทุกสหกรณ์ นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรไปใช้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ในแต่ละจังหวัดคอยดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการติดตั้ง โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ กรมยังคงพัฒนาโปรแกรมต่างๆให้ต่อเนื่อง รวมทั้งปรับปรุงโปรแกรมระบบบัญชีให้เหมาะสมและครอบคลุมลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการสหกรณ์”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

กรมพัฒนาที่ดินตั้งเป้าฟื้นฟูทรัพยากรดินกว่า2ล้านไร่/ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516052

กรมพัฒนาที่ดินตั้งเป้าฟื้นฟูทรัพยากรดินกว่า2ล้านไร่/ปี

วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเปิดเผยว่า การผลักดันเกษตรกรรมปลอดภัยเป็นหนึ่งในนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงยุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรกรรม 20 ปี ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดินมีภารกิจหลักด้านรักษา ปรับปรุง ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการผลิตอาหาร ให้ใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ายั่งยืน จึงกำหนดนโยบายพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาทรัพยากรดิน เป้าหมายสำคัญสูงสุดคือ ใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีความมั่นคง พื้นที่ได้รับการพัฒนาไม่น้อยกว่า 2 ล้านไร่/ปี เกษตรกรได้รับการพัฒนา 6 แสนราย

สำหรับแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายมี 6 ด้านได้แก่ 1.กำหนดเขตใช้ที่ดิน โดยเพิ่มประสิทธิภาพใช้ที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมสำหรับปลูกพืชให้เหมาะสมกับศักยภาพของดิน แบ่งเป็นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่เหมาะสม (S1) กว่า 2 ล้านไร่และปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3 และ N) ไม่น้อยกว่า 1 แสนไร่/ปี ภายใต้โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map)

2.บริหารจัดการเชิงพื้นที่ป้องกันบรรเทาภัยแล้ง แบ่งเป็นมาตรการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ โดยขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานกว่า 5 แสนบ่อ และการรักษาความชื้นในดินด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ไม่น้อยกว่า 2 แสนไร่ และปลูกหญ้าแฝกกว่า 8 แสนไร่/ปี 3.เพิ่มประสิทธิภาพใช้ที่ดินและเสริมสร้างอาชีพให้เกษตรกรในพื้นที่ดินที่มีข้อจำกัดทางการเกษตร เช่น ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินกรด โดยสนับสนุนความรู้วิชาการ ปัจจัยการผลิตและวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน เทคโนโลยีชีวภาพด้านการพัฒนาที่ดิน 4.สร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร ด้วยการใช้นวัตกรรมพัฒนาที่ดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์ รณรงค์ให้เกษตรกรไถกลบตอซังแทนการเผา เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน 5.พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมให้ถ่ายทอดสู่เกษตรกรนำไปใช้ได้จริง แก้ปัญหาดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และใช้ที่ดินเหมาะสม 6.Big Data & AI กรมพัฒนาที่ดิน พัฒนาฐานข้อมูลและใช้ที่ดินให้เป็น Big Data และพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และเกษตรกร

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวเพิ่มเติมว่าจากสถานการณ์โลกปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การระบาดของโรคอุบัติใหม่จากเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารไม่เพียงแต่ลดทอนความสามารถผลิตอาหาร ยังส่งผลต่อความสามารถเข้าถึงอาหารของประชากรโลก ดังนั้น กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรดิน พัฒนาที่ดิน จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และเป็นกลไกทำให้การพัฒนาการเกษตรเกิดความยั่งยืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ประชาชน เกษตรกรและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19 ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516056

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19  ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ปลื้มอว.จ้างงานลดผลกระทบโควิด-19 ต่อยอดสร้างอาชีพ-ปรับตัวใช้ชีวิตยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พร้อมประชุมร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยในภาคเหนือตอนบน

รมว.อว. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลคาดหวังให้อว.เป็นกำลังให้รัฐบาลขับเคลื่อนประเทศ เรื่องที่ถูกมองว่ากำลังเป็นปัญหาของประเทศ อว.เห็นว่าคือโอกาสทำงาน สถาบันอุดมศึกษาอย่าเล็งเพียงความเป็นเลิศด้านวิชาการ ซึ่งขณะนี้มีส่วนพัฒนาจังหวัด พัฒนาการศึกษาและการสาธารณสุขของประเทศจากงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงาน อว.

ในปี 2564 ขอฝากชาวมหาวิทยาลัยคิดและพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น 3 เรื่อง คือ เรื่องแรกคือ เรื่องเกี่ยวกับนิสิตนักศึกษา อว.และสถาบันอุดมศึกษาจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมืองและมีส่วนร่วมกับประชาชนปรับปรุงแก้ไขไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม แต่ต้องไม่ก้าวล่วงและละเมิดบุคคลอื่น กิจกรรมนักศึกษาในนามมหาวิทยาลัยต้องให้สาธารณชนเห็นว่านิสิตนักศึกษามีความจงรักภักดีในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เหมือนคนไทยทุกคน มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาเยาวชนในทิศทางที่ตรงกับความสนใจกับเยาวชนไทยในยุคไซเบอร์ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้ซึมซับรากเหง้าของความเป็นไทย พร้อม กับการเติบโตก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเข้มแข็ง รวมทั้งหารือกันว่าทำอย่างไรบัณฑิตจะเข้าสู่งานอาชีพใหม่และใช้ชีวิตในยุคเปลี่ยนแปลงของโลกได้มีความสุข

เรื่องที่สองคือ ผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-2019 (COVID -19) อว.เห็นว่าเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพ อว.เข้าร่วมแก้ปัญหาให้รัฐบาลและประชาชนที่ได้ผลกระทบโดยตรงหลังโควิดด้วยโครงการ อว.จ้างงานประชาชนในพื้นที่ทำงานให้มหาวิทยาลัย 400,000 คนเศษ ในปี 2563 ส่วนของบัณฑิตจบใหม่มีโครงการให้ทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท 100,000 ทุน ศึกษาต่อในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น การเกษตร อาหาร สาธารณสุข พลังงานโลจิสติกส์ เพื่อชะลอการหางานทำของบัณฑิตจบใหม่ออกไป แรงงานระดับปริญญาที่อยู่ในระบบ จะมีการ Re-skill Up-Skill ด้วยหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้แรงงานปรับตัวให้ทันกับอาชีพใหม่

เรื่องที่สามคือ นำศักยภาพของ อว.และสถาบันอุดมศึกษาไปพัฒนาทุกพื้นที่ของประเทศ เนื่องจาก อว.เป็นกระทรวงใหญ่ มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ ควรเร่งกระจายองค์ความรู้และโอกาสเข้าช่วยพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ ผ่านคณะกรรมการบูรณาการเพื่อพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยอว.มีแนวคิดจะให้ทุกมหาวิทยาลัยมีโอกาสลงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆของรัฐบาล สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ด้วยการวิจัยและนวัตกรรมทางสังคม โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา โครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ หน่วยงานสนับสนุนการสร้างและใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับชุมชนสังคมและคุณภาพชีวิตคนไทย

จากนั้นภาคบ่าย รมว.การอุดมศึกษาฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลดำเนินการโครงการ อว.จ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 2019 (COVID-19) ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ณ ชุมชนท้องถิ่นที่พัฒนาฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

โครงการ อว. จ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ใน 25 อำเภอของจ.เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ระยะที่ 1 จ้างงานมี 70 คน ระยะที่ 2 มี 192 คน ให้ผู้ได้รับการจ้างงานเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ตลอดจนงานวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้จัดทำแผนส่งเสริมพัฒนาผลกระทบที่เกิดในชุมชน ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบล หน่วยงานการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ มีฐานข้อมูลเพื่อใช้วางแผนพัฒนาอาชีพให้ชุมชน ตรงความต้องการของชุมชนมากขึ้น

ด้านผศ.เกษม กุณาศรี ผอ.ศูนย์ประสานงานอพ.สธ. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้ต้องการจะยกระดับชุมชน เรื่องทรัพยากรชุมชน ไม่ว่าจะเรื่องกายภาพ ชีวภาพ แล้วก็ภูมิปัญญาท้องถิ่น ออกมาให้ชาวโลก คนรุ่นลูกรุ่นหลังได้นำไปใช้ ซึ่งการสำรวจนั้นทำให้เด็กได้ประสบการณ์ ในเรื่องของการเอาไปต่อยอดด้านงานอาชีพ และอีกอย่าง เมื่อมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้ว จะเกิดฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาประเทศ และพัฒนาด้านการ
ท่องเที่ยวของประเทศเรา

ส่วนน.ส.นนทิชา พวงแก้ว และน.ส.พรทิพย์ พึ่งจาบ ผู้รับจ้างงาน อว. เฟส2 เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จบมาทางด้านสายงานการ
ท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 มีการปิดรับนักท่องเที่ยว พอมีประกาศจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จึงเข้าร่วมโครงการนี้ งานที่รับผิดชอบคือ เก็บข้อมูล สำรวจ รวบรวมข้อมูลด้านทรัพยากรท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่ เก็บข้อมูลทั้งหมด 9 หมู่บ้าน เก็บข้อมูลทั้งด้านชีวภาพ กายภาพ แล้วก็โบราณวัตถุ แล้วนำมาทำในใบงาน 9 ใบงาน ข้อมูลบางอย่างเราไม่เคยรู้มาก่อน เช่น พืชใกล้สูญพันธุ์ โบราณวัตถุที่หายาก ทำให้เราได้รู้ข้อมูลต่างๆมากขึ้น อยากฝากว่า อยากให้มีโครงการนี้ต่อไป เพราะเป็นโครงการที่ให้ความรู้หลากหลาย นำไปต่อยอดเรื่องท่องเที่ยวที่เราเรียนมาได้

รมช.กษ. มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.กษ. มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19

รมช.กษ. มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19

4 กันยายน 2563 – 15:50 น.

รมช.กษ.ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19


วันที่ 4 กันยายน 2563 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดลำปาง และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกร จำนวน 16 ราย 20 แปลง เนื้อที่รวม 81-1-23 ไร่ ใน อ.เกาะคา อ.แม่ทะ และ อ.สบปราบ จ.ลำปาง โดยมี นายธนารัฐ สายเทพ นายอำเภอเกาะคา กล่าวต้อนรับ และนายวุฒิพงศ์ เนียมหอม รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวรายงาน ณ โรงเรียนบ้านจอมปิง ต.นาแก้ว อ.เกาะคา จ.ลำปาง 
 จากนั้น ร้อยเอกธรรมนัส ได้มอบโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินภายใน อ.เกาะคา และ อ.วังเหนือ จำนวน 2โครงการ ภายใต้งบประมาณ  101,800 บาท ให้กับผู้ใหญ่บ้านแม่ไฮ ต.นาแส่ง อ.เกาะคา ผู้ใหญ่บ้านร่มโพธิ์ทอง ต.วังทอง อ.วังเหนือ และมอบสินเชื่อเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้กับกลุ่มเกษตรกรจำนวน 8 กลุ่ม ที่ดำเนินกิจกรรมเลี้ยงโค เลี้ยงสุกร ปลูกข้าวโพด และทำนา วงเงิน 960,000 บาทในอัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับตัวแทนเกษตรกรจากกลุ่มเลี้ยงโคบ้านแม่ฮวก อ.เกาะคา จ.ลำปาง พร้อมทั้งเดินทางไปดูพื้นที่ก่อสร้างฝายบ้านนาแก้ว – นาแส่ง ระบบส่งน้ำของกรมชลประทาน และเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ก่อสร้างโครงการแก้มลิงสบต๋ำ ต.นาแก้ว อ.เกาะคา จ.ลำปาง
 

รมช.กษ. มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19

ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวว่า ตนมีความยินดีที่ได้เดินทางมามอบหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ให้กับพี่น้องชาวลำปางในวันนี้ ซึ่งหนังสือดังกล่าวนอกจากจะให้สิทธิ์ในการมีที่ดินทำกินแล้ว ยังส่งเสริมและเพิ่มโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องเกษตรกร ตนรู้สึกดีใจที่ได้เดินทางมามอบให้กับทุกคนถึงที่ในวันนี้ ทำให้พี่น้องไม่ต้องเดินทางเข้าไปในเมืองให้เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งตนจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาส่งเสริมอาชีพและดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวเกาะคาและชาวลำปางทุกคน รวมถึงได้เริ่มต้นโครงการฝายชะลอน้ำ ช่วยอนุรักษ์น้ำสำหรับใช้และทำการเกษตร พัฒนาระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน และมอบเงินสินเชื่อให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพรระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้กลับมาลุกขึ้นยืนและก้าวไปข้างหน้าต่อได้อีกครั้ง ขอขอบคุณทุกคน หน่วยราชการทุกหน่วยที่มีส่วนทำให้เกิดกิจกรรมในวันนี้ขึ้นมาได้

                 รมช.กษ. มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19
สำหรับเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดลำปาง มีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินจำนวน 676,183ไร่ เป็นพื้นที่ดำเนินการ 284,055 ไร่ ดำเนินการจัดที่ดินให้กับเกษตรกรแล้วจำนวน 39,247 ราย 56,540 แปลง เนื้อที่ 251,709 ไร่ โดย ส.ป.ก. จะเร่งดำเนินการจัดสรรที่ดินที่ยังมิได้รับการจัดสรรให้กับเกษตรกร และพัฒนาระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอาศัยในเขตปฏิรูปที่ดินได้อย่างมีความสุข

‘ปศุสัตว์’จับมือ2สหกรณ์โคนม สร้างความมั่นด้านอาหารโคนมรองรับFTA #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515947

'ปศุสัตว์'จับมือ2สหกรณ์โคนม สร้างความมั่นด้านอาหารโคนมรองรับFTA

‘ปศุสัตว์’จับมือ2สหกรณ์โคนม สร้างความมั่นด้านอาหารโคนมรองรับFTA

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.24 น.

3 กันยายน พ.ศ. 2563 กรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยสหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด และสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์กสวนมะเดื่อ จำกัด ร่วมบันทึกข้อตกลง(MOU) “การดำเนินโครงการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโคนม รองรับการเปิดเสรีทางการค้า (FTA)

นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรม- ปศุสัตว์ เปิดเผยว่า นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมายให้ลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการดำเนินงานโครงการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโคนมรองรับการเปิดเสรีทางการค้า (FTA) ร่วมกับนายจิรายุทธ จำเล ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด และนายมานิตย์ โตล่ำ ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก สวนมะเดื่อ จำกัด ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินงานของโครงการนับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 รวมวงเงินสนับสนุนจำนวน 37,560,000 บาท ระยะเวลาในการดำเนินงาน 10 ปี (กรกฎาคม 2563 ถึง กรกฎาคม 2573) ณ ห้องซุ้มเรือนแก้ว กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วย “การดำเนินโครงการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโคนมรองรับการเปิดเสรีทางการค้า (FTA)” ระหว่างกรมปศุสัตว์และสหกรณ์โคนมทั้ง 2 แห่งนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมคุณภาพ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพให้มีมาตรฐาน เป็นไปตามความต้องการของตลาด และสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการจากภายนอกประเทศที่จะมีการแข่งขันสูงขึ้นในอนาคต

‘สมศักดิ์’ขอบจธ.หนุนภารกิจDSI ปลื้มผลงานช่วยปชช.324รายมีที่ทำกิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515754

‘สมศักดิ์’ขอบจธ.หนุนภารกิจDSI ปลื้มผลงานช่วยปชช.324รายมีที่ทำกิน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานพิธีเปิดโครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ประชาชนด้านกฎหมายและการเข้าถึงความเป็นธรรมหัวข้อ “รวมพลังฝ่าวิกฤตหนี้นอกระบบ” จัดโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น พลัส แวนดา แกรนด์ ถนนแจ้งวัฒนะ ก่อนเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทกระทรวงยุติธรรมในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน” รมว.ยุติธรรม เยี่ยมชมนิทรรศการหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนภารกิจดีเอสไอ ได้แก่ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

นางสุวรรณา บุญกล่ำ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บจธ.อธิบายความเป็นมาของสถาบันที่ตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาว่า บจธ.เป็นองค์การมหาชน สังกัดสำนายกรัฐมนตรี มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแล ตั้งมาตั้งแต่พ.ศ. 2554 ได้รับงบประมาณดำเนินงานตามโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน โครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดิน โครงการป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกินของเกษตรกรผู้ยากจน รวมทั้งโครงการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ ซึ่งนายสมศักดิ์ให้ความสนใจเรื่องความสามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้มีที่ดินทำกิน รวมทั้งงบประมาณที่บจธ.ได้รับ และรับทราบผลดำเนินการป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกิน ที่บจธ.ช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้วไม่น้อยกว่า 324 ราย จำนวนที่ดินกว่า 2,218 ไร่ ส่วนทุกโครงการที่บจธ.ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีที่ดินทำกินรวม 1,257 ครัวเรือน พื้นที่ประมาณ 4,521 ไร่ ทั้งนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวเสริมว่า บจธ.เป็นหน่วยงานสนับสนุนภารกิจของดีเอสไอที่ดีมาก และช่วยเหลือลูกหนี้ที่มายื่นร้องเรียนกับดีเอสไอว่ากำลังเสียที่ดินจนได้ที่ดินกลับคืนมาหลายราย

อ.ต.ก.-สคช.ทำมาตรฐานอาชีพผู้ผลิต-คัดแยก-จำหน่าย ยกระดับสินค้าสู่เกรดพรีเมียมกระจายทั่วปท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515753

อ.ต.ก.-สคช.ทำมาตรฐานอาชีพผู้ผลิต-คัดแยก-จำหน่าย ยกระดับสินค้าสู่เกรดพรีเมียมกระจายทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายนคร ศิลปอาชา ประธานกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) กับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.)พัฒนาผู้ประกอบอาชีพในเครือข่ายของอ.ต.ก.ว่า ความร่วมมือระหว่าง สคช.กับอ.ต.ก.เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบอาชีพที่มีทั้งผู้ผลิต ผู้คัดแยกผู้จัดจำหน่ายผลิตผลการเกษตรให้ได้เรียนรู้เพิ่มสมรรถนะการทำงานให้ตรงตามมาตรฐานอาชีพ ร่วมถ่ายทอดความรู้การคัดเกรดผลไม้ระดับพรีเมียม ไปยังเกษตรกร ล้งและผู้จำหน่ายผลผลิตการเกษตรทั่วประเทศซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าทางการเกษตรให้มากขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีกว่า ตลาดอ.ต.ก.ได้รับคัดเลือกให้เป็นตลาดสดที่ดีที่สุดติด 1 ใน 10 ของโลก สินค้าที่ขายในตลาด อ.ต.ก.มีคุณภาพและราคามาตรฐานอยู่แล้ว แต่หากผู้ประกอบอาชีพในเครือข่ายอ.ต.ก.ได้รับการพัฒนาศักยภาพผลิตและคัดแยกสินค้าให้ได้มาตรฐานมากขึ้น จะยิ่งมีมูลค่าเพิ่มผู้บริโภคก็ยินดีจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาสูงขึ้นเพราะคุณภาพคุ้มค่ากับราคา เรียกว่าผู้บริโภคได้ของดีมีคุณภาพ พ่อค้าแม่ค้าก็ขายของได้ราคาดี เศรษฐกิจภาครวมของประเทศก็เติบโตขึ้นด้วย

ด้านนายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรรักษาการแทนในตำแหน่งผอ.อ.ต.ก.กล่าวว่า อ.ต.ก. และสคช. จะช่วยส่งเสริมเกษตรกร สร้างตลาดคุณภาพให้ผู้ผลิต ผู้คัดแยกผู้จัดจำหน่าย ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีเกษตรกรและผลผลิตที่มีคุณภาพ แต่แหล่งจำหน่ายที่มีคุณภาพก็สำคัญมากเช่นกัน ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ที่สำคัญอ.ต.ก. มีผู้จัดจำหน่ายคุณภาพอย่าง เจ๊นิด เจ้าของร้านน้องนิด ระยอง ทุเรียนปลอดสาร ที่ขายทุเรียนสร้างรายได้มูลค่ากว่า 20 ล้านบาทต่อปี มีคุณจำรูญ นิลเต่า ประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตผลไม้ปลอดภัย บ้านรางสีหมอก จ.ราชบุรี หนึ่งในเกษตรกรโครงการ Best Of Ortorkor พร้อมถ่ายทอดความรู้ทักษะการคัดแยก และวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า โดยมีตลาด อ.ต.ก. ซึ่งเป็นตลาดได้มาตรฐาน ผู้ซื้อมีกำลังซื้อ และพร้อมซื้อสินค้าคุณภาพ เมื่อเราทำให้เกษตรกรผลิต คัดแยกของคุณภาพ ก็สามารถนำมาขายในตลาดคุณภาพได้ จะช่วยเกษตรกรขายสินค้าได้ราคาสูง และเป็นช่องทางต่อยอดเรื่องตลาดคุณภาพจำหน่ายสินค้าพรีเมียม กระจายไปทั่วประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาผู้ประกอบอาชีพในเครือข่ายอ.ต.ก.เป็นการสนับสนุนและสร้างโอกาสให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายอ.ต.ก. โดยสคช.จะส่งเสริม สนับสนุน ประเมิน จัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพหรือมาตรฐานสมรรถนะ สำหรับรองรับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเครือข่าย อ.ต.ก. เพื่อให้เป็นองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ โดยมอบประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพ หนังสือรับรองมาตรฐานอาชีพหรือหนังสือรับรองมาตรฐานสมรรถนะให้ผู้ผ่านการประเมิน ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ที่กำหนด เช่น ด้านจัดจำหน่ายผลิตผลการเกษตร ด้านการคัดแยกผลิตผลการเกษตร ให้คำปรึกษาคำแนะนำพัฒนาอาชีพและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต พัฒนาบรรจุภัณฑ์ บริหารจัดการ ระบบการเงิน ระบบขนส่ง และช่องทางส่งเสริมการตลาด จัดกิจกรรมอบรมสัมมนา กิจกรรมส่งเสริมช่องทางการตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ ตลอดจนด้านอื่นที่จำเป็น นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

สวพส.แนะทำเกษตรประณีตปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515752

สวพส.แนะทำเกษตรประณีตปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง หรือสวพส. เปิดเผยว่า นักวิชาการของสวพส. ประกอบด้วย นายอิทธิพล โพธิ์ศรีนายพิมุกต์ พันธรักษ์เดชา และน.ส.ดวงดาวกันทะรัตน์ ได้ค้นคว้าเรียบเรียงข้อมูลระบบเกษตรแบบประณีตปลอดภัยของเกษตรกรพื้นที่สูง โดยมีเป้าหมายหลักพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนนั้น ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)หรือ สวพส.มุ่งเน้นพัฒนาอาชีพบนฐานความรู้ที่เหมาะสมต่อสภาพภูมิสังคมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกษตรกรในชุมชนมีอาชีพและรายได้เพียงพอดำรงชีพโดยยึดความเหมาะสมตามแผนใช้ที่ดิน และเกษตรกรได้ผลตอบแทนที่ดีจากการใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม ตลอดจนการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม และนำผลวิจัยและพัฒนาที่สำเร็จไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรเหมาะสมตามแนวทางโครงการหลวงและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ในอดีต ระบบปลูกพืชของเกษตรกรชุมชนบนพื้นที่สูง ใช้พื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก มีการแผ้วถางขยายพื้นที่ทำกินเกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดินและใช้สารเคมีในกระบวนการเพาะปลูกมาก แต่ได้รับผลตอบแทนต่ำ กำไรน้อย เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบภาวะขาดทุนและมีหนี้สินรายได้จากการประกอบอาชีพดั้งเดิมหรือระบบการปลูกแบบเดิมไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวและส่งเสียค่าเล่าเรียนบุตรได้เหมือนก่อน เกิดการย้ายถิ่นฐาน และทำให้การสืบทอดอาชีพด้านเกษตรกรรมเริ่มลดลงจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า วิธีประกอบอาชีพของเกษตรกรนั้นไม่เหมาะสมหากไม่ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำการเกษตรของเกษตรกร หรือหาพืชทางเลือกใหม่ให้เกษตรกร อาจทำให้เกษตรกรเป็นหนี้สินไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง

ปัจจุบันการนำเทคโนโลยีการผลิตพืชผักและองุ่นภายใต้โรงเรือนแบบโครงการหลวงมาถ่ายทอดและเสริมเสริมแก่เกษตรกร เป็นต้นแบบการพัฒนาอาชีพแก่ชุมชนบนพื้นที่สูงอีกรูปแบบหนึ่งที่ตอบโจทย์ด้านรายได้เป็นอย่างดี เป็นเกษตรแบบประณีตที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้ง ยังช่วยลดการเผา ลดการขยายพื้นที่เพาะปลูกและลดใช้สารเคมีทางการเกษตรได้จริงและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เกษตรกรภายใต้การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของสถาบัน ได้ให้ความสนใจและเล็งเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีการผลิตพืชผักและองุ่นภายใต้โรงเรือนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงกว่าการปลูกนอกโรงเรือน ลดความเหนื่อยยากในการทำงานลดลง สามารถควบคุมแผนการผลิตและตลาดได้แม่นยำ ผลิตผลมีคุณภาพได้มาตรฐานและปลอดภัยสูง และเทคโนโลยีการผลิตพืชภายใต้โรงเรือนยังป้องกันความชื้นจากฝน ลดการใช้พื้นที่และสารเคมีในการเพาะปลูก เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำและการให้ปุ๋ยอย่างเป็นระบบ

อีกทั้ง ยังมีส่วนช่วยให้เกษตรกรมีองค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ มีความคุ้นชินในระบบควบคุมตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) และพัฒนาเป็นระบบควบคุมอัตโนมัติต่อไปในอนาคตได้ จึงนับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรบนพื้นที่สูงกับการแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกพืช รวมถึงการใช้ประโยชน์จากพื้นที่น้อยแต่ให้ผลตอบแทนสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยระหว่างปี 2557-2563 ขยายโรงเรือนปลูกผักและองุ่นเพิ่มมากกว่า 820 โรงเรือนหรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ เมื่อพิจารณาผลตอบแทนต่อพื้นที่กับพืชเดิมของเกษตรกร พบว่า รายได้สุทธิของเกษตรกรจากการปลูกพืชผักและองุ่นภายใต้โรงเรือน โดยเปรียบเทียบกับปริมาณการใช้พื้นที่เพาะปลูกนั้น ก่อให้เกิดรายได้มากกว่าการปลูกในสภาพกลางแจ้ง 2-5 เท่าช่วยลดใช้สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชในกระบวนการผลิตมากถึง30-50% และลดใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชได้ร้อยละ 80

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดโครงการสัมมนามอบนโยบาย ติดตามผลสำเร็จ งบปี 63-64 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515692

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดโครงการสัมมนามอบนโยบาย ติดตามผลสำเร็จ งบปี 63-64

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดโครงการสัมมนามอบนโยบาย ติดตามผลสำเร็จ งบปี 63-64

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.44 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ชมบูธจัดแสดงผลงานโดดเด่น เปิดโครงการสัมมนาการติดตามผลสำเร็จการดำเนินงานกรมปศุสัตว์ ปีงบประมาณ 2563 และมอบนโยบายการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2564 (เขต 3 และ 4) เน้นทำงานเชิงรุก ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างเครือข่าย

วานนี้ 1 กันยายน 2563  เวลา 9.30 น. ที่โรงแรมเจริญธานี จังหวัดขอนแก่น นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ นายสุรเดช สมิเปรม นายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์เอกภพ ทองสวัสดิ์วงศ์ ปศุสัตว์เขต 3 นายสัตวแพทย์ศีลธรรม วราอัศวปติ ปศุสัตว์เขต 4 ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่เขต 3 และ 4 ผู้อำนวยการกอง/สำนัก หัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเยี่ยมชมบูธจัดแสดงผลงานโดดเด่นในพื้นที่เขต 3 และ 4 ซึ่งมีการจัดแสดงจำนวน 5 บูธ ได้แก่

1) สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 เรื่องการควบคุมโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness: AHS) ในพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

2) ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพนครราชสีมา เรื่องการวิเคราะห์คุณภาพซากโคขณะมีชีวิต โดยการใช้เทคโนโลยีเครื่องอัลตร้าซาวด์ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพสูง

3) สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร เรื่องการพัฒนาโคเนื้อคุณภาพอย่างเป็นระบบครบวงจรจังหวัดสกลนคร เพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตโคเนื้อคุณภาพของเกษตรกร เพิ่มผลผลิตโคเนื้อที่มีประสิทธิภาพปลอดภัย ได้มาตรฐานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

4) สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครพนม เรื่องเกี่ยวกับโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือเป็นของตนเอง ใช้ประโยชน์ในอาชีพเกษตรกรรมได้ และ 5) สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่น เรื่องโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 1 เพื่อสร้างอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อผลผลิตโคเนื้อที่มีคุณภาพและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

จากนั้นเวลา 13.30 น. อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาการติดตามผลสำเร็จการดำเนินงานกรมปศุสัตว์ ปีงบประมาณ 2563 และมอบนโยบายการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2564 (เขต 3 และ 4) โดยการขับเคลื่อนและภารกิจในการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน ประกอบด้วยด้านการบริหารจัดการ ด้านการผลิต สนับสนุนและส่งเสริม ด้านมาตรฐานปศุสัตว์และความปลอดภัยอาหาร และด้านสุขภาพสัตว์ ได้มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนงานในแต่ละด้าน โดยครอบคลุมทั้งด้านงบประมาณ การดำเนินงาน และบุคลากร เน้นทำงานเชิงรุก การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างเครือข่าย มุ่งสู่วิสัยทัศน์ของกรมปศุสัตว์ คือ “เป็นองค์การที่นำและขับเคลื่อนการปศุสัตว์ไทย สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในตลาดโลก” มุ่งพัฒนาระบบการให้บริการประชาชนและการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งมั่นพัฒนาสู่ความสำเร็จที่ภาคภูมิใจอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

เกษตรฯ ขับเคลื่อนงานหม่อนไหมแปลงใหญ่ 2563 เน้นโยบายตลาดนำการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515666

เกษตรฯ ขับเคลื่อนงานหม่อนไหมแปลงใหญ่ 2563 เน้นโยบายตลาดนำการผลิต

เกษตรฯ ขับเคลื่อนงานหม่อนไหมแปลงใหญ่ 2563 เน้นโยบายตลาดนำการผลิต

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 11.19 น.

เกษตรฯขับเคลื่อนงานหม่อนไหมแปลงใหญ่2563 เน้นโยบายตลาดนำการผลิตเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรให้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 นายสันติ กลึงกลางดอน รองอธิบดีกรมกหม่อนไหม เปิดเผยว่า ตามที่กรมหม่อนไหมได้รับนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้านการเกษตรให้มีความสมบูรณ์และครบวงจร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกันผลิต ในรูปแบบแปลงใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมากรมหม่อนไหมได้ขับเคลื่อนภารกิจนโยบายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมระบบแปลงใหญ่ ที่มีการบริหารจัดการร่วมกัน โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการดำเนินงาน ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มการผลิต เพื่อร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก ใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม และมีการบริหารจัดการด้านการตลาดที่มีประสิทธิภาพ

โดยในปี 2563 ได้ดำเนินการในพื้นที่ 34 แปลง 18 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกหม่อนมากกว่า 12,000 ไร่ เกษตรกรรวม 2,994 ครัวเรือน ได้แก่

1.การผลิตไหมอุตสาหกรรม จำนวน 16 แปลง ในจังหวัดน่าน กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร (2 แปลง) ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ (3 แปลง) นครราชสีมา สุรินทร์ และอุทัยธานี

2.การผลิตไหมหัตถกรรม จำนวน 17 แปลง ในจังหวัดเชียงราย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ (5 แปลง) บุรีรัมย์ (3 แปลง) นครราชสีมา (2 แปลง) ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ (2 แปลง)

3.การผลิตหม่อนผลสด จำนวน 1 แปลง ในจังหวัดน่าน (แปลงใหญ่ประชารัฐ) เพื่อพัฒนา เน้นให้เกิดการรวมแปลง/ รวมกลุ่มเกษตรกร จัดทำฐานข้อมูล และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและผู้จัดการแปลงใหญ่

แบบอย่างการเกษตรแปลงใหญ่ด้านหม่อนไหมที่ประสบความสำเร็จ และแสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานที่สนองตอบการขับเคลื่อนในทุกนโยบาย ทั้งนโยบาย “การรวมกลุ่มการทำเกษตรแปลงใหญ่” และนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” คือ แปลงใหญ่หม่อนไหม การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ภายใต้แปลงใหญ่ (ไหมอุตสาหกรรม) ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน  มีพื้นที่ปลูกหม่อน 707 ไร่ จำนวนสมาชิก 95 ราย ผลิตสินค้าไหมรังเหลืองตามมาตรฐาน GAP (มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 8201 – 2555)

โดยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จังหวัดน่าน ได้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 เป็นต้นมา โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ น่าน ได้ขับเคลื่อนดำเนินการส่งเสริมการประกอบอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่จังหวัดน่าน เชียงราย และพะเยา เพื่อพัฒนาเกษตรกรไปสู่การเป็น Smart Farmer ขณะเดียวกันก็ได้ดำเนินการตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” โดยร่วมกับบริษัทเอกชนให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อจำหน่ายรังไหมให้แก่บริษัทมากขึ้น  ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องตลาดรับซื้อรังไหม และมีการทำสัญญาซื้อขายรังไหมล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับบริษัท (Contract farming) ปีต่อปี

สำหรับในปี 2563 ได้มีการทำสัญญาซื้อขายรังไหมล่วงหน้ากับบริษัท จุลไหมไทย จำกัด เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2563ในการทำสัญญาซื้อขายรังไหมดังกล่าว กำหนดปริมาณผลผลิตที่ต้องส่งมอบตามสัญญาซื้อขายรังไหม 55,000 กิโลกรัม (55 ตัน) จำนวน 8-10 รุ่น โดยใช้ไข่ไหมพันธุ์เหลืองสระบุรี ซึ่งเป็นไข่ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม (ผลิตโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ของกรมหม่อนไหม) บรรจุปริมาณไข่ไหม 22,000 ฟอง/แผ่น คาดคะเนผลผลิตรังไหมสด 30 กิโลกรัม/แผ่น ทั้งนี้ ได้มีการรับซื้อรังไหมแล้ว 3 รุ่น มีผลผลิตรังไหมรวม 15,540.47 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้รวมกว่า 2.5 ล้านบาท เฉลี่ย 59.38 กิโลกรัม/ราย  มีเปอร์เซนต์รังเสีย 8.05 ราคาสูงสุด 199.72 บาท/กิโลกรัม ราคาต่ำสุด 114.17 บาท/กิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 156.88 บาท/กิโลกรัม

ส่วนชนิดรังไหม (รังเสีย) ที่ขายได้นั้น ประกอบด้วย  รังแฝด 100 บาท/กิโลกรัม รังเสีย 90 บาท/กิโลกรัม รังบางและเน่า 20 บาท/กิโลกรัม และรังดีหลังจ่อ 120 บาท/กิโลกรัม  มีราคาปุยไหม 5 บาท/กิโลกรัม เฉลี่ยการกินใบหม่อน/แผ่น 400-450 กิโลกรัม/แผ่น ผลผลิตหม่อน/ไร่ 2,500-3,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี เลี้ยงไหมได้ปีละ 8-10 รุ่น ตามการแบ่งแปลงหม่อนและการจัดการแปลงหม่อน

การดำเนินงานของกรมหม่อนไหมในการแปลงนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกันผลิต ในรูปแบบแปลงใหญ่ ไปสู่การปฏิบัตินั้น นอกจากการดำเนินงานสนองตอบตามนโยบายกรมหม่อนไหมยังขับเคลื่อนในนโยบายต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ นโยบายตลาดนำการผลิต นโยบายเกษตรพันธสัญญา นโยบายลดการบุกรุกพื้นที่ป่าจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดที่กรมหม่อนไหมได้ทุ่มเทดำเนินการตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยังประโยชน์ให้เกิดกับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้า ผู้ผลิต และประชาชนให้มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองและประกอบอาชีพการเกษตรได้อย่างยั่งยืน