‘เฉลิมชัย’สั่ง’การยางฯ’เร่งเครื่องดันไทยเป็นฮับ’ถุงมือยางโลก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515663

'เฉลิมชัย'สั่ง'การยางฯ'เร่งเครื่องดันไทยเป็นฮับ'ถุงมือยางโลก'

‘เฉลิมชัย’สั่ง’การยางฯ’เร่งเครื่องดันไทยเป็นฮับ’ถุงมือยางโลก’

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 11.11 น.

“เฉลิมชัย”สั่ง”การยางฯ”เร่งเครื่องดันไทยเป็นฮับ”ถุงมือยางโลก” จับมือ”พาณิชย์”ชิงตลาด4หมื่นล้านชิ้น มอบAICหนุน”กยท.”บูรณาการทุกภาคส่วนวิจัยพัฒนาสร้างนวัตกรรมยาง ขณะที่ผู้ว่าฯ”ณกรณ์”เตรียมจับมือบีโอไอ เร่งส่งเสริมการลงทุนพร้อมสนับสนุนสินเชื่อ2.5หมื่นล้าน แปรรูปสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางไทย

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เร่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นฮับถุงมือยางของโลกโดยใช้โมเดล “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” รุกตลาดถุงมือยางซึ่งคาดการณ์ภาวะตลาดในปี 2563 ว่าจะมีความต้องการใช้กว่า 3.6 แสนล้านชิ้น มูลค่าไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดเมื่อพิจารณาจากตัวเลขการส่งออกถุงมือยางของไทย ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลกและมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 8 – 15 % จึงเป็นข้อได้เปรียบและโอกาสที่ดีของชาวสวนยางและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยทั้งตลาดเดิมและการเปิดตลาดในกลุ่มประเทศผู้ใช้ถุงมือยางรายใหม่ที่มีความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มมากขึ้น จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 โดยการใช้น้ำยางพาราของไทย ซึ่งถือเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในการส่งออกน้ำยางเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางพาราแท้ 100%

ทั้งนี้ ในวันพุธหน้า (9 ก.ย.) ที่จะถึงนี้คณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายางจะมีการประชุมครั้งที่ 5/2563 ซึ่งตนในฐานะประธานจะมอบนโยบายให้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์ AIC : Agritech and Innovation Center) สนับสนุน กยท. ในการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากยางพาราธรรมชาติด้วยการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับรายได้ชาวสวนยางสร้างเสถียรภาพราคายางและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย บอกว่า แนวโน้มของอุตสาหกรรมแปรรูปยางของไทยเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะถุงมือยาง ซึ่ง กยท.ได้ออกมาตรการโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 25,000 ล้านบาท เพื่อให้กับผู้ประกอบกิจการยางขั้นปลายน้ำ ในการขยายกำลังการผลิต ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ซึ่งต้องเป็นผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ ทั้งผลิตภัณฑ์ยางจากน้ำยางข้น และยางแห้ง เป็นการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยางของประเทศไทยมีความเข้มแข็งในการเป็นผู้นำการผลิตและการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางของโลก โดยการผลักดันให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลกตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือและบูรณาการกับหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบอย่างยั่งยืน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เร่งส่งเสริมการลงทุนในกิจการยางพารา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยาง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งด้านการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน ด้านการลงทุน และด้านการบริการผ่านมาตรการต่างๆ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในการผลักดันเรื่องการตลาด การลงทุน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์ยางของไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ค้าและผู้ซื้อถุงมือยาง รวมไปถึงการบูรณาการร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กรมวิทยาศาสตร์บริการ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ และผู้ประกอบการถุงมือยาง เรื่องงานวิจัย พัฒนาด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีถุงมือยาง การลดปริมาณโปรตีนในถุงมือยางธรรมชาติ ซึ่งการวิจัยดังกล่าวได้คืบหน้าเป็นรูปธรรม ทำให้เชื่อได้ว่าถุงมือยางของประเทศไทยมีความปลอดภัยและสามารถส่งออกไปทั่วโลก

ก.เกษตรฯระดมสมองสร้างแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515486

ก.เกษตรฯระดมสมองสร้างแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะ

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 เปิดเผยว่า ในปี 2563 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคเกษตรกรรมไทยมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีเกษตร 4.0 มาช่วยสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรมีการพัฒนาแปลงเรียนรู้และเกษตรแปลงใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรแม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture และ IoT Platform ตลอดจนสนับสนุนจัดการการขนส่งภาคการเกษตรหรือโลจิสติกส์ อีกทั้งสนับสนุนให้เกิดการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านระบบ E-commerce เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าเกษตรของตนได้โดยตรงไปยังผู้บริโภคผ่านแอพพลิเคชั่นออนไลน์ต่างๆ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ภายใต้แนวทาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” โดยมุ่งเน้นให้ผลิตผลทางการเกษตรจำหน่ายออกสู่ตลาดได้ทั้งภายในและต่างประเทศ นอกจากนั้นยังขับเคลื่อนงานธุรกิจเกษตร หรือ Agribusiness ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech 2. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ 3. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนE-Commerce และ 4. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจเกษตร

สำหรับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ มีหน้าที่ขับเคลื่อนการทำงานด้านเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงการจัดทำแผนแม่บทเกษตรอัจฉริยะ โดยยกร่างแล้วเสร็จในเบื้องต้นตั้งแต่ปลายปี 2562 สาระสำคัญประกอบด้วย 6 แนวทางการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ คือ 1) การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ 2) การสร้างแปลงเรียนรู้ต้นแบบเกษตรอัจฉริยะ แปลงใหญ่เกษตรอัจฉริยะ3) การสร้างการรับรู้ เข้าถึง ใช้ประโยชน์ และการส่งเสริมขยายผลเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ 4) การพัฒนาการแปรรูปและการตลาดเกษตรอัจฉริยะ5) การส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการบริหารจัดการเกษตรอัจฉริยะ และ 6) การพัฒนาบุคลากรและเครือข่ายด้านเกษตรอัจฉริยะ รวม 15 แผนงาน 58 โครงการ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อแผนเป็น “แผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะ” เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยยังคงกรอบเดิมแต่มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนนโยบายเกษตร 4.0 ของกระทรวงซึ่งการจัดประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ร่วมประชุม ให้ข้อคิดเห็น และจัดทำข้อเสนอโครงการ ประกอบด้วยหน่วยงานหลัก 4 ด้าน คือ ด้านการวิจัย ด้านการส่งเสริมพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้านงบประมาณ และด้านการพัฒนาเกษตรกร เป็นการวางรากฐานการเกษตรอัจฉริยะของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะของประเทศไทยต่อไป

ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากนโยบาย Thailand 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาลปี 2561-2580 ได้กำหนดให้มีแผนแม่บทด้านการเกษตรและแผนย่อยเกษตรอัจฉริยะ ภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านเกษตรอัจฉริยะมาตั้งแต่ปี 2560 ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ ของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งปัจจุบันคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ ได้สานต่อการทำงานด้านเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรฯ ครอบคลุมการจัดทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในเชิงการวิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนระบบเกษตรอัจฉริยะ การพัฒนา IoT Platform การขยายผลแปลงใหญ่เกษตรอัจฉริยะ ตลอดจนการบูรณาการขับเคลื่อนงานร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม หรือ ศูนย์ AIC จังหวัด ทั้ง 77 จังหวัดซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการประมวลInnovation Catalog และ QuickWin ที่แต่ละศูนย์ AIC จะขับเคลื่อนดำเนินการ รวมถึงการทำงานร่วมหน่วยงานภายนอก เช่น ธ.ก.ส. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น ตลอดจนได้มีการจัดทำแผนแม่บทเกษตรอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง

ซีพีเอฟโชว์‘กุ้งซีพี แปซิฟิก’คุณภาพสูง อาหารปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515491

ซีพีเอฟโชว์‘กุ้งซีพี แปซิฟิก’คุณภาพสูง  อาหารปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ซีพีเอฟโชว์‘กุ้งซีพี แปซิฟิก’คุณภาพสูง อาหารปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ซีพีเอฟ เดินหน้าขับเคลื่อน “ความยั่งยืน”มุ่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพได้มาตรฐานปลอดภัย ด้วยความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน นำ “กุ้งซีพี แปซิฟิก” ผลิตภัณฑ์อาหารเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในคุณภาพของสินค้าและสุขอนามัยที่ดี จากระบบการเลี้ยงที่ช่วยรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นายสัตวแพทย์สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นส่งเสริมกระบวนการผลิตกุ้งบนพื้นฐานของความยั่งยืน ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนำเทคโนโลยีขั้นสูงและนำนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้ง 3 สะอาด ระบบหมุนเวียนน้ำและระบบไบโอซีเคียวริตี้มาเชื่อมโยงกันในกระบวนการเลี้ยงกุ้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง ลดความเสี่ยงจากโรคของกุ้ง โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ระบบการเลี้ยงกุ้งของซีพีเอฟ ให้ความสำคัญต่อการดูแลห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน เริ่มตั้งแต่การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้
สู่ฟาร์มเลี้ยงตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาพันธุ์กุ้งที่โตไวด้วยเทคโนโลยีการผลิตลูกพันธุ์กุ้งที่ทันสมัย ได้ลูกพันธุ์ที่โตไว สะอาด แข็งแรง ต้านทานโรค ไร้สารตกค้าง และวิธีการเลี้ยงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการตามมาตรฐานสากล เพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยงจากวิกฤติของโรคระบาดต่างๆ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้ง ตลอดจนการจ้างแรงงานถูกกฎหมาย

“ในสภาวะที่การแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงมากขึ้นและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อการเลือกซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพ สะอาด ปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตอาหารที่ได้มาตรฐานสากลจากผู้ผลิตที่ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตและรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจอาหารปลอดภัยจากฟาร์มถึงโต๊ะอาหารอย่างยั่งยืน ซึ่งกุ้งซีพี แปซิฟิก ตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ทั้งความสด รสหวาน เนื้อแน่น อร่อย และเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลก” น.สพ.สุจินต์ กล่าว

สำหรับหลักการเลี้ยงกุ้ง 3 สะอาด ประกอบด้วย การใช้ลูกพันธุ์กุ้งที่สะอาด ปลอดโรค น้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งสะอาดปราศจากเชื้อก่อโรค และมีการบำบัดเพื่อลดปริมาณ
สารอินทรีย์ก่อนนำมาใช้ รวมทั้งการจัดการบ่อเลี้ยงให้สะอาด และมีระบบการจัดการพื้นบ่อที่ดีไม่เป็นแหล่งสะสมเชื้อก่อโรค นอกจากนี้ระบบหมุนเวียนน้ำหรือการรีไซเคิลน้ำมาใช้ในฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ช่วยลดการพึ่งพาน้ำจากภายนอก ลดความเสี่ยงของโรคที่มาจากแหล่งน้ำซึ่งเป็นระบบที่ไม่ปล่อยของเสียจากการเลี้ยงออกไปสู่สิ่งแวดล้อม

น.สพ.สุจินต์ ยังได้กล่าวถึง ภาพรวมการผลิตในอุตสาหกรรมกุ้งของไทยปีนี้ใกล้เคียงกับปีที่แล้วอยู่ที่ 2.8 แสนตันขณะที่การผลิตทั่วโลกอยู่ที่ 3 ล้านตันในส่วนของซีพีเอฟปีนี้ผลิตได้ดีกว่าปีที่แล้ว เพราะเราสามารถบริหารจัดการเรื่องโรคได้เป็นอย่างดี

ดันแปลงใหญ่มังคุดชุมพรสู่โรงคัดบรรจุผลไม้สด สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค-เพิ่มศักยภาพส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515495

ดันแปลงใหญ่มังคุดชุมพรสู่โรงคัดบรรจุผลไม้สด สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค-เพิ่มศักยภาพส่งออก

ดันแปลงใหญ่มังคุดชุมพรสู่โรงคัดบรรจุผลไม้สด สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค-เพิ่มศักยภาพส่งออก

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า โรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุผลไม้สด ถือเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ หากมีการประยุกต์ใช้มาตรฐานระบบการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practice; GMP) จะส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนมาตรฐานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ GAP และ GMPรวมถึง เมื่อมีการนำระบบตามสอบ (Traceability) มาใช้ในสินค้าเกษตรจะทำให้เกิดการยกระดับการผลิตผักและผลไม้ให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และทำให้สินค้าเกษตรไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลก

มกอช. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการรับรองระบบงานควบคุม กำกับ ดูแล ตรวจสอบสินค้าเกษตรและส่งเสริมเผยแพร่การนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ ในพื้นที่ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ได้สนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นการยกระดับศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยได้จัดทำ “โครงการยกระดับและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรมาตรฐาน GMP สำหรับโรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุผลไม้สด” ขึ้น เพื่อให้มีความสอดคล้องและเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ. 9035-2553) หรือมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมผักและผลไม้สด (มกษ. 9047-2560)โดยมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตไม้ผลมังคุดแบบเกษตรแปลงใหญ่เพื่อพัฒนาระบบการผลิตโรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุผลไม้สดให้ได้มาตรฐาน มีความพร้อมเพื่อยื่นขอการรับรอง พร้อมทั้ง สร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

อาทิ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหาดยาย เป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกร ต.หาดยาย อ.หลังสวน จ.ชุมพร มีสมาชิกของวิสาหกิจชุมชน จำนวน 110 คน เป็นแปลงใหญ่มังคุด 63 คน มีพื้นที่รวมกัน 734 ไร่ โดยมีจุดประสงค์ของการรวมกลุ่ม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตให้ได้มาตรฐาน ทำให้ได้ราคาของมังคุดดีขึ้น และไม่ถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลาง แม้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดได้รับการรับรอง GAP แล้ว แต่ติดปัญหา ยังไม่สามารถต่อยอดเรื่องโรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุผลไม้สด ที่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน จึงไม่สามารถทำการส่งออกได้ เพราะสินค้าที่จะส่งออกต้องได้รับการรับรองตลอดห่วงโซ่ของการผลิต ก็จะทำให้ได้รับสินค้าหรือผลิตผลที่มีคุณภาพแล้วก็ปลอดภัย เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ส่งออกมีความมั่นใจว่าสินค้าที่ออกมาจากโรงรวบรวมผลไม้/โรงคัดบรรจุ ที่ได้การรับรองคุณภาพ
มีความปลอดภัยแน่นอน ซึ่ง มกอช. ได้บูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความรู้เรื่องมาตรฐาน รวมทั้งส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรแปลงใหญ่มังคุดเข้ารับการรับรองกับหน่วยตรวจในพื้นที่ เพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐานตามที่กำหนด

“โรงรวบรวม/โรงคัดบรรจุผลไม้สด ถือเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ หากมีการประยุกต์ใช้มาตรฐานระบบการผลิตที่ดี จะส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนมาตรฐานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้สินค้าเกษตรเกิดการยกระดับการผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมทั้งสินค้าที่มีคุณภาพมีความปลอดภัย ได้รับการรับรอง ก็จะสามารถขายในโลกออนไลน์ โดยมกอช. จะมีการผลักดันเข้าสู่ระบบตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ http://www.DGTFarm.com อีกด้วย”เลขาธิการ มกอช. กล่าว

นางสาวก่อวดี ผลเกลี้ยง ผู้อำนวยการกลุ่มมาตรฐานพืชและผลิตภัณฑ์ สำนักกำหนดมาตรฐาน มกอช. กล่าวว่า การส่งออกมังคุด ปีหนึ่งประมาณ 1,500 ล้านบาท จีนมาอันดับ 1 รองลงมาเป็นญี่ปุ่น อเมริกา เนเธอร์แลนด์ เวียดนาม โดยส่งออกในรูปแบบผลสด และแช่เยือกแข็ง ซึ่งในอนาคตก็จะมีการแปรรูป เช่น อบแห้ง ฟรีซดราย เพราะมีหลายประเทศให้ความสนใจ จึงต้องมีการขยายตลาดไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ มาตรฐานมังคุดมีมาตรฐานอาเซียน ซึ่งอาเซียนก็เป็นอันดับ 1 ในการผลิต หรือมาตรฐานโคเด็กซ์ก็มีมาตรฐาน Codex Standard forMangosteen ฉะนั้นตลาดนอกจากทวีปเอเชีย อาเซียนแล้ว ก็ยังมีทวีปอื่นๆ ดังนั้นเวลาที่จะส่งออกก็จะใช้เกณฑ์หลักของมาตรฐานนี้เป็นตัวนำทาง

ส่องเกษตร : เส้นทางสู่เป้าหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515487

ส่องเกษตร : เส้นทางสู่เป้าหมาย

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเกษตรเป็นพลวัต มีการปรับเปลี่ยนและแก้ไขปัญหา รวมทั้งสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ด้วยว่าวิธีการหนึ่งอาจเหมาะสมถูกต้องกับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น เมื่อวันเวลาผ่านไปวิธีการดังกล่าวอาจไม่ใช่อีกต่อไป ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป รวมถึงบริบทอื่นๆ ไม่ว่าจะทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมก็ตาม

ผมนั่งทบทวนเวลากลับไปกว่า 40 ปีที่ผ่านมาในการทำงานและวนเวียนอยู่กับแนวทางการบริหารการเกษตร จะเห็นความแตกต่างของแต่ละยุคแต่ละสมัย แนวทางในแต่ละยุคนั้น ณ ขณะนั้นถูกมองว่าถูกต้องแล้ว เป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดแต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปไม่เท่าไรวิธีการดังกล่าวที่ว่าถูกต้องเหมาะสมกลับไม่สามารถตอบโจทย์ต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

ช่วงปี 2519-2529 เป็นช่วงเวลาที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างเสนอและเห็นถึงความจำเป็นในการมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าความรู้ วิทยาการของการทำการเกษตรสมัยใหม่ที่อยู่ตามหน่วยงานวิจัยหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ไม่สามารถถ่ายทอดไปยังเกษตรกรได้ จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับตำบลเพื่อเป็นผู้เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดังกล่าว มีการจัดระบบที่ผู้คนในวงการคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือ ระบบ T&V เป็นการนำเอาระบบของอิสราเอลมาใช้ โดยให้มีการฝึกอบรมความรู้วิทยาการใหม่ๆ ให้เกษตรตำบล เพื่อเป็นผู้นำไปถ่ายทอด เผยแพร่ให้กับเกษตรกร ทั้งเกษตรกรโดยทั่วไปและเกษตรกรผู้นำ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า CoF มีการจัดระบบการเยี่ยมเยือนของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในทุกระดับวนไปถึงระดับตำบล แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี มีการประเมินผล พบว่า มีจุดอ่อนในระบบดังกล่าวหลายประการ มีการเพิ่มประเด็นและเนื้อหาเฉพาะเจาะจงเขาไปในระบบ จัดทำหมู่บ้านส่งเสริมการเกษตรเพื่อให้เป็นหมู่บ้านศูนย์กลางนำการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีการเกษตรไปยังหมู่บ้านบริวารหรือเครือข่ายได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายประการจึงมีความพยายามในการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการเฉพาะเจาะจงเป็นกลุ่ม โดยพัฒนาจากกลุ่มพื้นฐานหรือยุคปัจจุบันใช้คำว่าฐานราก เป็นการแบ่งกลุ่มและพัฒนา จากเกษตรกรรายย่อยก่อนด้วยโครงการและมาตรการต่างๆ เป็นจำนวนมาก มีการจัดทำแผนการผลิตของเกษตรกรรายครัวเรือน เพื่อนำไปสู่การทำธุรกิจแบบครบวงจร หวังผลการพัฒนาในลักษณะปรับปรุงการผลิตตั้งแต่โซ่การผลิตโซ่แรกไปจนสิ้นสุดห่วงโซ่อุปทาน จนมีการตั้งกองส่งเสริมธุรกิจเกษตรขึ้นมาในกรมส่งเสริมการเกษตรตามเจตนารมณ์ที่กล่าวมาขณะเดียวกันการดำเนินการพัฒนาในระดับเกษตรกรรายย่อยก็ยังคงอยู่ ในรูปแบบของกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร รวมถึงกลุ่มยุวเกษตรกร

การที่เกษตรกรยังคงทำการผลิตในรูปแบบเดิม ถูกมองว่าเป็นจุดด้อยของการพัฒนา จึงเกิดโครงการกระจายความเสี่ยงด้านการเกษตร จนถึงการปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร ร่วมกับการทำงานแบบยึดระบบอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อย้อนหลังไปประเมินผลที่เกิดขึ้น ทั้งด้านความเป็นอยู่ ความสำเร็จต่อการผลิตทั้งระบบ ผลตอบแทนเปรียบเทียบ รวมทั้งความยั่งยืนของระบบการเกษตร พบว่า จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนไปไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งภาวะเศรษฐกิจ การประกอบธุรกิจ ผลตอบแทน หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลต่อการพัฒนาการเกษตร สถาบันเกษตรกรถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา แต่ยิ่งนานวันปัญหาของสถาบันเกษตรกรยิ่งไปสร้างความซับซ้อนของปัญหามากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศที่ต้องดำเนินการในส่วนของประเด็นทางการเกษตร หวังว่าจะเกิดการพัฒนาและส่งผลต่อวิถีของเกษตรกรอย่างมีทิศทาง ไม่ว่าจะวางตำแหน่งอนาคตไว้ว่าต้องเป็นเกษตรอัจฉริยะ การเกษตรสร้างมูลค่าสูง การสร้างเกษตรปราดเปรื่องและอีกหลายประเด็นสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนผ่านการคิดและศึกษาบทเรียนจากอดีตมาอย่างรอบด้าน แต่สำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึงและสำคัญอย่างยิ่ง คือ “คน” ที่เกี่ยวข้อง หากถามว่ามีความพร้อมแล้วหรือไม่ที่จะก้าวไปบนเส้นทางสายใหม่ คงต้องกลับไปคิดและทบทวนกันอีกหลายตลบ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 

กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 1 กันยายน 2563 – 20:45 น.

กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 

กรมการข้าว นำทีมคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2563 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด และวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนสวรรค์ ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ดและศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อย ต.หนองบัวแก้ว อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ด้านประธานศูนย์ข้าวชุมชนเรียกร้องให้รัฐช่วยดูแลด้านการตลาดข้าวหอมอินทรีย์ หลังราคาไม่ต่างจากข้าวหอมทั่วไป
 เมื่อวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย. 2563 ที่ผ่านมากรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดโครงการสื่อมวลชนสัญจร นำโดยนายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว นายทัศนะ ลาภลอย ที่ปรึกษากรมการข้าว และคณะผู้บริหารกรมการข้าวนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จ.ร้อยเอ็ดและมหาสารคามเพื่อเยี่ยมชมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปี 2563 
 

โดยจุดแรกเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนาแปลงใหญ่บ้านโนนสวรรค์ ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด จากนั้นมาเยี่ยมชมการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อย ต.หนองบัวแก้ว อ.พยักคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม

กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 

 นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวภายหลังการนำเยี่ยมชมศูนย์ดังกล่าว โดยระบุว่า การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดเป็นต้นว่า ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมข้าวในโรงเก็บเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าว การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย

 “ศูนย์ข้าวชุมชนเรามีทั้งหมด 2 พันกว่าแห่งสำหรับปี2563 นี้เราตั้งเป้าไว้ 400 ศูนย์ ศุนย์ละ 100 ตันในการผลิต   เมล็ดพันธุ์ข้าว ตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีประภัตร โพธสุธนท่านบอกว่าอยากให้ผลิตข้าวหอมมะลิก่อน อันที่สองข้าวหอมอันที่สามข้าวแข็ง อันที่สี่ข้าวนุ่มและอันที่ห้าข้าวเหนียว โดยเฉพาะข้าวนุ่มขณะนี้ต่างประเทศมีความต้อิงการมาก จึงได้ประสานงานกับทางสมาคมข้าวถุงสมาคมโรงสีข้าว สมาคมผู้ส่งออกและกระทรวงพาณิชย์ด้วยมาดูแลเรื่องการตลาด”อธิบดีกรมการข้าวกล่าว

                  กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 
 นายคารมย์ ขุนหล้า ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด กล่าวเสริมว่า วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนสวรรค์ก่อตั้งขึ้น ปี 2555 เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรในชุมชน ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข.15 เพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์จําหน่ายภายในชุมชน และเก็บไว้เพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป 
 ต่อมาปี 2562 กลุ่มเกษตรกรได้สมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2563 เพื่อลดต้นทุนในการผลิตและกระจายเมล็ดให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับใช้ภายในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนสวรรค์ โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อลดต้นทุนในการผลิต กระจายเมล็ดพันธุ์ดีสู่ชาวนาอย่างทั่วถึงและเป็นศูนย์กลางการพัฒนาข้าวภายในชุมชน พัฒนาชาวนา และองค์กรชาวนาให้มีความเข้มแข็ง 

                     กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 
 นางมัสสา โยริบุตร ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนสวรรค์ กล่าวว่า ทางกลุ่มได้มีการผลิตข้าวจําหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้แก่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด  มีการแปรรูปข้าวจําหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวหอมมะลิ มีการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ดิน ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ไถกลบตอซังแทนการเผา  ปฏิบัติตามเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ข้าวเปลือก (Grain) และเมล็ดพันธุ์ (Seed) มีการใช้เทคโนโลยีเครื่องหยอดข้าวแห้ง  ปลูกปุ๋ยพืชสดปรับปรุงบํารุงดิน  การไถดะเพื่อกําจัดวัชพืช  การใช้ปูนขาวปรับสภาพดินก่อนการเพาะปลูก ตลอดจนการใช้ปุ๋ยคอกปรับปรุงบํารุงดินเพื่อลดต้นทุนการผลิตได้

                กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 
นอกจากนี้ทางศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด มีแนวทางส่งเสริมเกษตรกรให้มีการเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ รักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืช ดิน และน้ำ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ และส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าวอินทรีย์เพื่อขยายตลาด สินค้าข้าวสุขภาพในแถบเอเชีย ยุโรป และจีน ต่อไป

กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 

                                            แปลงเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ105
นายบุญทอม บุญยรัตน์ ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อย ต.หนองบัวแก้ว อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ทางศูนย์ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่นในการดูแลในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ105 ซึ่งปัจจุบันได้มีการดำเนินกิจกรรมอยู่ 3 อย่างได้แก่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมคุณภาพ การแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นการสีข้าวสารบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายในรูปของข้าวเปลือก ซึ่งในอนาคตทางกลุ่มจะมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวหอม ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น
“อยากเรียกร้องรัฐบาลให้ดูแลราคาข้าวหอมอินทรีย์ด้วย หลังรัฐบาลได้ส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวหอมอินทรีย์  พวกเราทำกัน แต่พอผลผลิตออกมากลับขายได้ในราคาไม่ต่างจากข้าวทั่วไป จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลช่วยให้ตลอด โดยเฉพาะด้านการตลาดข้าวหอมอินทรีย์ และราคาขายก็จะต้องสูงกว่าข้าวหอมทั่วไปด้วย”ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อยกล่าวย้ำ พร้อมฝากเรื่องนี้ไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

เกษตรกรเห็นด้วย!! เก็บสารพาราควอต ชี้อันตรายต่อสุขภาพ-ไม่คิดจะใช้อีก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515485

เกษตรกรเห็นด้วย!! เก็บสารพาราควอต ชี้อันตรายต่อสุขภาพ-ไม่คิดจะใช้อีก

เกษตรกรเห็นด้วย!! เก็บสารพาราควอต ชี้อันตรายต่อสุขภาพ-ไม่คิดจะใช้อีก

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.35 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นนายทองอินทร์ ภูมิช่อ อายุ 75 ปี เกษตรกรบ้านเชียงงาม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ถึงกรณีที่มีการยกเลิกสารเคมี โดยเฉพาะสารพาราควอต ซึ่งล่าสุดทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการเรียกเก็บสารพาราควอตทั้งหมดนั้น

นายทองอินทร์ กล่าวว่า ตนทำอาชีพเกษตร และจักสานมาหลายสิบปีแล้ว ไม่เคยที่จะใช้สารเคมีและยาฆ่าหญ้า โดยเฉพาะสารพาราควอต ทั้งนี้เท่าที่ติดตามข่าวสารทราบว่ารัฐบาลจะมียกเลิกการใช้สารพาราควอต และมีการเรียกเก็บไปนั้น ส่วนตัวเห็นด้วย เพราะเท่าที่เห็นเพื่อนบ้านใช้กัน นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายเกิดโรคเสียชีวิตก่อนวัยอันควรแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ตลอดจนสัตว์ชนิดต่างๆที่อาศัยอยู่ตามทุ่งนา และสวนที่เป็นอาหารธรรมชาติก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

นายทองอินทร์ กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลจะนำสารพาราควอตกลับมาใช้อีกนั้นตนไม่เห็นด้วย แต่อยากให้ส่งเสริมสนับสนุนการใช้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพให้กับประชาชนและเกษตรกรมากกว่า เหมือนตนที่กำลังปลูกดอกกระเจียวหวาน ซึ่งใช้เพียงปุ๋ยคอกและปุ๋ยชีวภาพ ไม่เกิดอันตรายต่อคนปลูก และคนบริโภค สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอาหารปลอดภัยไม่เพิ่งสารเคมี อีกทั้งยังส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อม กุ้ง หอย ปู ปลา กบ เขียดก็สามารถอาศัยอยู่ได้

รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้ เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515262

รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้  เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน

รายงานพิเศษ : นักวิจัยไทยเฉียบโชว์นวัตกรรม..น้ำร้อนพิฆาตแมลงวันผลไม้ เปิดตลาดมะม่วงไปอียูฉลุยกว่า167ตัน

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ใช้งานวิจัยทลายกำแพงส่งออกมะม่วงไปสหภาพยุโรปสำเร็จ เป็นครั้งแรกของไทยใช้น้ำร้อนปราบแมลงวันผลไม้อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที สยบแมลงวันผลไม้ได้ผล ไม่กระทบคุณภาพผลผลิต ใช้ต้นทุนต่ำ ระยะเวลาสั้น ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ผู้ประกอบการรายเล็กทำเองได้ สหภาพยุโรปจัดหนักอ้าแขนรับมะม่วงไทยแล้วกว่า 167 ตัน สวิตเซอร์แลนด์แฟนพันธุ์แท้นำเข้าอันดับ 1

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มะม่วงเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ แต่การผลิตมะม่วงเพื่อส่งออกยังมีปัญหาด้านคุณภาพ เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่เป็นอุปสรรคต่อคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะปัญหาแมลงวันผลไม้ชนิดBactrocera dorsalis (Hendel) แมลงศัตรูสำคัญด้านกักกันพืช มีพืชอาหารกว้างจึงเพิ่มปริมาณและแพร่ขยายพันธุ์ได้เร็วและต่อเนื่องตลอดปี จัดเป็นแมลงศัตรูทำให้เกิดปัญหาในการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรโดยเฉพาะผลไม้สด เช่น มะม่วง ชมพู่ และฝรั่ง เนื่องจากประเทศคู่ค้ากลัวแมลงวันผลไม้ติดไประบาดภายในประเทศ ดังนั้น จึงกำหนดเงื่อนไขนำเข้าโดยให้กำจัดแมลงวันผลไม้ตามมาตรการที่แต่ละประเทศกำหนด ซึ่งกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดให้ประเทศไทยเสนอวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ในมะม่วงให้พิจารณาก่อนที่จะอนุญาตให้มีการนำเข้าไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิธีการแช่น้ำร้อนมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อหาอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการแช่น้ำร้อนสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ จากผลการทดลองพบว่าการนำมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้แช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส จนอุณหภูมิภายในผลถึง 46 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที สามารถกำจัดแมลงวันผลไม้ระยะไข่และหนอนวัยที่ 1 ซึ่งเป็นระยะที่ทนความร้อนมากที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพมะม่วง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ภายหลังการทดลองเสร็จสิ้นกรมวิชาการเกษตรได้เสนอวิธีการแช่น้ำร้อนสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้เพื่อการส่งออกให้กลุ่มสหภาพยุโรปพิจารณา ผลปรากฏว่าวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ดังกล่าวได้รับการยอมรับ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกมะม่วงที่ผ่านการแช่น้ำร้อนไปกลุ่มสหภาพยุโรปและสวิตเซอร์แลนด์ได้รวม 13 ประเทศตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นมาจนถึงเดือนสิงหาคม 2563 ไทยได้ส่งออกมะม่วงไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปแล้วรวมปริมาณทั้งสิ้น 167,574 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 8,617,591 บาท โดยประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีการนำเข้ามะม่วงจากไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และเยอรมนี

วิธีการแช่น้ำร้อนเพื่อกำจัดแมลงวันผลไม้ดังกล่าวประเทศไทยได้ทำการศึกษาวิจัยเป็นครั้งแรก เป็นวิธีการที่ง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาน้อย และใช้ต้นทุนการผลิตน้อยมาก เมื่อเทียบกับวิธีการกำจัดแมลงวันผลไม้ด้วยการอบไอน้ำ โดยตู้อบไอน้ำขนาดเล็กขนาด 2.5 ตัน ราคาประมาณ 15 ล้านบาท ในขณะที่อ่างแช่น้ำร้อนขนาดกลาง 350 กิโลกรัม ราคาประมาณ 480,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดขนาดเล็กสามารถลงทุนทำได้เอง ทำให้มะม่วงผลสดจากประเทศไทยมีต้นทุนในการผลิตไม่สูงสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ปัจจุบันมีโรงงานแช่น้ำร้อนที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรแล้วรวมจำนวน 11 โรงงาน

“การแช่น้ำร้อนเป็นวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงวันผลไม้ในมะม่วง สามารถใช้ได้กับไม้ผลหลายชนิดในเชิงอุตสาหกรรม ใช้ระยะเวลาสั้นในการดำเนินการ รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมากคุ้มค่ากับการลงทุน หากไม่มีปัญหาเรื่องสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019คาดว่าปริมาณและมูลค่าการส่งออกมะม่วงไทยที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปต้องสูงกว่า 10 ล้านบาทแน่นอน เนื่องจากมะม่วงไทยเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคชาวยุโรปด้วยรสชาติที่มีความหวาน กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างจากมะม่วงที่สหภาพยุโรปนำเข้าจากอินเดีย และบังกลาเทศ ผู้ประกอบการรายใดที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร 0-2579-5583”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

สภาเกษตรกรฯติดดาบให้สมาชิก อบรมเพิ่มทักษะประกอบการสู่การตลาดวิถีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515257

สภาเกษตรกรฯติดดาบให้สมาชิก อบรมเพิ่มทักษะประกอบการสู่การตลาดวิถีใหม่

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายภาสันต์ นุพาสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวหลังเปิดงานและบรรยายพิเศษ เรื่อง “ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์” ภายใต้โครงการอบรม “เพิ่มทักษะการประกอบการแก่เกษตรกร องค์กรเกษตรกรเศรษฐกิจฐานรากสู่การตลาดวิถีใหม่ (New Normal)” ว่า จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ส่งผลให้เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวโดยเฉพาะภาคเกษตร สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สินค้าเกษตรล้นตลาดจากการถูกยกเลิกคำสั่งซื้อ การชะลอการส่งออกสินค้า ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง ช่องทางกระจายสินค้ามีน้อย พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากซื้อสินค้าตามตลาดท้องถิ่น หรือศูนย์การค้า มาเป็นการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น และการขนส่งสินค้าใช้เวลานาน ทำให้สินค้าเกษตรเสียหาย ส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ผลิต และผู้ประกอบการสินค้าเกษตร

ดังนั้น สภาเกษตรกรฯมอบให้สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กำหนดแนวทางพัฒนาเกษตรกร และองค์กรเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกร องค์กรเกษตรกร ด้านการประกอบการ ด้านการผลิต แปรรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการตลาด ซึ่งเกษตรกร และองค์กรเกษตรกรประสบปัญหาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบัน สอดคล้องกับนโยบายพัฒนาการเกษตรของรัฐบาลปัจจุบันที่มีนโยบายพัฒนาองค์กรเกษตรกร โดยเพิ่มทักษะการประกอบการ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรและพัฒนาความเชื่อมโยงของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด การค้าออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ จึงมอบให้สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมและขับเคลื่อนแผนพัฒนาการเกษตร (สสส.) จัดโครงการอบรมเพิ่มความรู้พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีสื่อสารสร้างช่องทางการตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรบนแพลตฟอร์มให้เกษตรกร/องค์กรเกษตรกรผู้ผลิตผู้ประกอบการสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกร/องค์กรเกษตรกรผู้ผลิต และผู้ประกอบการสินค้าเกษตรกระจายสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภคได้โดยตรงผ่านระบบตลาดออนไลน์ได้เยี่ยงมืออาชีพ

ด้าน นายเดชา บุญโต ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมและขับเคลื่อนแผนพัฒนาการเกษตร (สสส.) สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมและขับเคลื่อนแผนพัฒนาการเกษตร(สสส.) ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจาก สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติเพื่อเพิ่มความรู้และพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในยุคดิจิทัลสร้างช่องทางการตลาด และจำหน่ายสินค้าเกษตรบนแพลตฟอร์มให้เกษตรกร/องค์กรเกษตรกรผู้ผลิตผู้ประกอบการสินค้าเกษตรให้ปรับตัวขายสินค้ารวมถึงกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดออนไลน์ (Marketplaces) เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นและยังเป็นการพัฒนาภาคเกษตรได้อย่างมั่นคงต่อไป จึงจัดทำ “โครงการอบรมเพิ่มทักษะการประกอบการแก่เกษตรกร องค์กรเกษตรกรเศรษฐกิจฐานรากสู่การตลาดวิถีใหม่ (NewNormal)” ขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคมหัวข้ออบรม เรื่อง “มิติใหม่การค้า e-Commerceยุคใหม่ รับ New Normal “ โดยนายเจษฎา บำเพ็ญอยู่ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, เทคนิคและศิลปะการจัดทำและนำเสนอภาพประกอบการจำหน่ายสินค้า, การเปิดร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม, เทคนิคการเขียนstory นำเสนอสินค้า บรรยายและแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ โดย นายธนเวช เดชอดุลย์พงค์นางสาวกำไลทิพย์ ปิยะพิทยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิโซไซตี้ จำกัด

“เกษตรกร/องค์กรเกษตรกรที่เข้าอบรมสามารถนำความรู้และทักษะการขายสินค้าออนไลน์ไปใช้เพิ่มช่องทางการตลาด กระจายสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภค และบริหารจัดการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต เมื่อผ่านการอบรมเกษตรกร/องค์กรเกษตรกรสามารถเข้าสู่แพลตฟอร์ม shopee และlazada อย่างน้อย 20 กว่าผลิตภัณฑ์ บริหารจัดการด้านตลาดให้สอดคล้องกับการตลาดวิถีใหม่ (New Normal) สร้างรายได้ให้เกษตรกร/องค์กรเกษตรกรฐานรากได้อย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มตลาดสินค้าเกษตรของประเทศได้เป็นลำดับต่อไป”นายเดชา กล่าว

ครม.ขยายเวลาจ่ายเยียวยาเกษตรกรถึง30ก.ย. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515259

ครม.ขยายเวลาจ่ายเยียวยาเกษตรกรถึง30ก.ย.

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรฯมอบหมายให้สศก. ในฐานะนายทะเบียนจัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนแล้ว ให้ธ.ก.ส.เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.- 31 ก.ค. 2563 รวมทั้งสิ้น 112,126.730 ล้านบาท แบ่งเป็นการโอนเงินงวดที่ 1 (เดือนพ.ค.) 7,486,705 ราย จำนวนเงิน 37,433.525 ล้านบาท โอนเงินงวดที่ 2 (เดือนมิ.ย.) 7,472,114 ราย จำนวนเงิน 37,360.570 ล้านบาท และโอนเงินงวดที่ 3 (เดือน ก.ค.) 7,466,527 ราย จำนวนเงิน 37,322.635 ล้านบาท ขณะที่การขอคืนสิทธิตั้งแต่วันที่ 11มิ.ย.-14 ส.ค. 2563 มีเกษตรกรยื่นเรื่องขอคืนสิทธิ/สละสิทธิการรับเงินช่วยเหลือ 378 ราย ทั้งนี้ ผู้ที่แจ้งคืนสิทธิแล้ว สามารถคืนเงินด้วยตนเองที่ ธ.ก.ส. โดยให้คืนเงินเต็มจำนวนที่ได้รับโอนเข้าบัญชีไปแล้ว

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการ สศก.กล่าวเสริมว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการฯเพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้กลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 จำนวนประมาณ 38,737 ราย ตลอดจนเกษตรกรที่มาอุทธรณ์ และผ่านการพิจารณาแล้ว จำนวนประมาณ 269 ราย รวมถึงกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ได้รับสิทธิเงินช่วยเหลือภายใต้โครงการฯ เนื่องจากในช่วงแรกมีความซ้ำซ้อนกับสิทธิโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่ต่อมาสละสิทธิโครงการเราไม่ทิ้งกันแล้ว จำนวนประมาณ 759 ราย โดยจะจ่ายงวดเดียวจำนวน 15,000 บาท ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 ก.ย. 2563 ซึ่งล่าสุดหลังมีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จ่ายเงินเยียวยาให้เกษตรกรเพิ่มเติม ธ.ก.ส. ได้เริ่มโอนเงินให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคมเป็นต้นไป

สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่ได้แจ้งเลขบัญชีเพื่อรับโอนเงินนั้น ได้ขอให้หน่วยงานรับขึ้นทะเบียนในพื้นที่ติดต่อเกษตรกรโดยตรง หรือประสานผ่านกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน/ผู้นำชุมชน ในพื้นที่ที่เกษตรกรอาศัยอยู่ เพื่อเร่งรัดเกษตรกรแจ้งเลขที่บัญชี โดยจะโอนให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 ก.ย. ทั้งนี้ ขอให้กลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่แจ้งเลขบัญชี รีบมาแจ้งเลขบัญชีให้ธ.ก.ส.โดยเร็วโดยเกษตรกรสามารถแจ้งเลขที่บัญชีของธนาคารใดก็ได้ แต่หากเป็นบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชน จะยิ่งสะดวกและรวดเร็วในการโอนเงินมากที่สุด