ส่องอาณาจักรกล้วยไม้”แอร์ออร์คิดส์ แลบ” ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส่องอาณาจักรกล้วยไม้”แอร์ออร์คิดส์ แลบ” ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ

ส่องอาณาจักรกล้วยไม้"แอร์ออร์คิดส์ แลบ" ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ30 สิงหาคม 2563 – 15:27 น.

ส่องอาณาจักรซูเปอร์มาเก็ตกล้วยไม้ยักษ์ใหญ่เมืองไทย”แอร์ออร์คิดส์ แลบ”เร่งปรับทุกด้านรับนักท่องเที่ยวหลังรัฐบาลปลดล็อกโควิด-19 ขยายพื้นที่เรือนรับรอง เสริมไม้ดอกไม้ประดับครบทุกกลุ่มตั้งแต่ไม้ตัดดอกยันไม้ตัดใบ เอาใจลูกค้านำไปตกแต่งบ้าน

“จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้กล้วยไม้ก็ยังส่งขายตามปกติ ทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ยกเว้นกล้วยไม้ตัดดอกส่งนอกอาจจะราคาลดลง ราคาไม่ดีตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว พอหลังจากโควิดเครืองบินไม่มีปิดประเทศ สินค้าตกค้างทั้งกล้วยไม้ตัดดอก กล้วยไม้กล้าพันธุ์  ต่างประเทศปิดประตูเลยจบกันเลยเหลือแต่ในประเทศ ก็ทำให้สูญเสียรายได้ส่วนนี้ไปแต่ก็ยังมีหน้าที่ดูแลใส่ปุ๋ย ดูแลพนักงานกันไป ไม่ปลดใครออกเลย 2-3 เดือนที่ผ่านมา”
 พันธพัฒน์ คุ้มวิเชียร เจ้าของซูเปอร์มาเก็ตกล้วยไม้แอร์ออร์คิดส์ แลบ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 250 ไร่เลขที่ 23/1 หมู่ 3 ต.นราภิรมย์ อ.บางเลน จ.นครปฐม ภายใต้โรงเรือนและระบบการเพาะเลี้ยงที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) มีกล้วยไม้ให้เลือกกว่า 2,000 สายพันธุ์ ทั้งต้นพันธุ์ กล้วยไม้กระถาง และกล้วยไม้ตัดดอก อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งเรียนรู้สำหรับคนรักกล้วยไม้อีกด้วย 
เขายอมรับว่าในช่วงรัฐบาลล็อกดาวน์ 2-3 เดือนที่โควิด-19ระบาด จึงเป็นโอกาสดีที่ทางร้านได้มีการปรับปรุงพื้นที่ครั้งใหญ่เพื่อไว้รองรับนักท่องเที่ยวหลังรัฐบาลคลายล็อคและที่สำคัญเป็นการพยายามหางานให้พนักงานทำอย่างน้อย ๆ ช่วยประคองกันไปเพื่อให้เขามีเงินมีรายได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้และเพื่อที่จะเตรียมการหลังจากสถานการณ์ดีขึ้น

ส่องอาณาจักรกล้วยไม้"แอร์ออร์คิดส์ แลบ" ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ

“หลังจากโควิดก็ต้องยอมรับมีการปรับตัวกันขนานใหญ่ในทุกธุรกิจไม่เฉพาะกล้วยไม้ ซึ่งช่วงโควิดเราได้เรียนรู้อะไรมากมาย อย่างเช่นจากปกติเราก็มาเน้นขายทางออนไลน์มากขึ้น เจอปัญหามากมาย ห่อของใส่แพคตั้งแต่ชิ้นเล็กจนถึงชิ้นใหญ่ ติดต่อบริษัทไหนส่งได้ถูกที่สุด บางครั้งไปเจอบางจังหวัดปิดขนส่ง บางที่ส่งไปแล้วไปคาอยู่ส่งของไม่ได้ตีของกลับมาของเสียหายส่งกลับไปใหม่ เราก็ได้เรียนรู้กันจากปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ฉะนั้นการค้าขายออนไลน์ในแทบทุกธุรกิจได้เรียนรู้กันในช่วงโควิดนี่แหละ”

ส่องอาณาจักรกล้วยไม้"แอร์ออร์คิดส์ แลบ" ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ

                                                    พันธพัฒน์ คุ้มวิเชียร
 เจ้าของซูเปอร์มาเก็ตกล้วยไม้แอร์ออร์คิดส์แลป ยังกล่าวขอบคุณรัฐบาลที่มีมาตรการต่าง ๆ ออกมา จนสามารถควบสถานการณ์โควิด-19 ไว้ได้ไม่แพร่กระจายเหมือนประเทศอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปตลาดการซื้อขายกล้วยไม้น่าจะกลับมาคึกคักเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็ขอให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนช่วยสนับสนุนการใช้กล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับในงานต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบธุรกิจสวนกล้วยไม้ยืนอยู่ได้   
 “ต้องขอบคุณรัฐบาล ขอบคุณคนไทยที่ช่วยกันควบคุมสถานการณ์โควิดไว้ได้ พอควบคุมได้รวดเร็วก็รู้สึกภูมิใจกับประเทศไทยที่ควบคุมได้ดีขนาดนี้ ทำให้พอปลดล็อกปุ๊บ คนที่อัดอั้นก็ออกมาท่องเที่ยว กล้วยไม้แอร์ออร์คิดส์ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เพราะเขารู้ว่ามาที่นี่มีแต่สิ่งสวยงามจนเราตั้งรับกันไม่ทัน เพราะว่ากระแสของคนแต่งบ้าน กระแสของคนที่อยากมีอะไรสีเขียว ๆ มีสีสันมาประดับตกแต่งบ้าน”

          ส่องอาณาจักรกล้วยไม้"แอร์ออร์คิดส์ แลบ" ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ
พันธพัฒน์ ยังเผยด้วยว่าในช่วงปิดโควิดทำให้ทางสวนมีโอกาสในการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น มีลูกผสมที่มีสีสันหลากหลายและออกมาไม่หยุดยั้ง นอกจากกล้วยไม้แล้วยังมีไม้ดอกไม้ประดับบางชนิดเข้ามาเสริม  เช่น ไม้ฟอกอากาศ ไม้ประดับมีเครา มีเดป มีเฟิน ตลอดจนต้นไม้ใหญ่ ไม้ล้อมหรืออะไรที่คนเขาอยากตกแต่งบ้านมาแล้วพบจบที่เดียวคือที่นี่ ที่” แอร์ออร์คิดส์ แลบ” สนนในราคาขายส่ง ทำให้มีราคาถูกกว่าร้านจำหน่ายกล้วยไม้โดยทั่วไป 
“ กล้วยไม้ของเราที่เราผลิตเยอะ ๆคือกล้วยไม้สกุลหวาย แต่หวายของเราไม่ใช่หวายซ้ำ ๆ  เราเน้นหวายที่พัฒนาพันธุ์ให้มันออกดอกง่าย ดอกใหญ่ขึ้น ออกทั้งปี บางตัวพัฒนาให้มีกลิ่นหอม บางตัวพัฒนาให้ดอกกล้วยไม้หวายเหมือนแคทลียา  มีลูกเล่นมีสีที่เป็นแฟนซีมีกลิ่นที่หอม จากกล้วยไม้ไซต์ใหญ่เราพัฒนาให้เป็นไซต์กลาง ไซต์เล็กเพื่อให้เหมาะสมในการจัดประดับ”

                ส่องอาณาจักรกล้วยไม้"แอร์ออร์คิดส์ แลบ" ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ
 นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีสกุลแวนด้ารากอากาศ  ฟาแลนนอสซิส มี เอสโมซันด้า ม๊อกคาร่า รองเท้านารี และสกุลช้างลูกผสมต่าง ๆ แต่ละสกุลจะมีลูกเล่นแตกต่างกันไป ทยอยออกมาตามกลไกลของธรรมชาติที่ให้มีการออกดอกตลอดทั้งปี  
สำหรับแอร์ออร์คิดส์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 โดยสองสามีภรรยาสวงและธนิดา คุ้มวิเชียร จากการเริ่มต้นทำฟาร์มกล้วยไม้ตัดดอกเพื่อจำหน่ายในประเทศและได้พัฒนาคุณภาพด้านการผลิตกล้วยไม้จนได้รับมาตรฐานเป็นสากล สามารถส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศได้ และได้ขยายกิจการให้เติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้แบบครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย
ด้วยประสบการณ์อันยาวนานกว่า 30 ปีในการพัฒนาสายพันธุ์กล้วยไม้ด้วยห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้แอร์ออร์คิดส์ สามารถพัฒนากล้วยไม้สกุลหวายสายพันธุ์ใหม่ได้หลายสายพันธ์ และยังสามารถควบคุมการขยายพันธุ์ที่ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ ส่งผลให้แอร์ออคิดส์เป็นผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งตลาดขายส่งในไทย และการส่งออกกล้วยไม้ไปยังต่างประเทศ
ปัจจุบันซูเปอร์กล้วยไม้แอร์ออร์คิดส์ฟาร์มตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 250 ไร่ ภายใต้โรงเรือนและระบบการเพาะเลี้ยงที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) มีกล้วยไม้ให้เลือกกว่า 2,000 สายพันธุ์ ทั้งต้นพันธุ์ กล้วยไม้กระถาง และกล้วยไม้ตัดดอก อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งเรียนรู้สำหรับคนรักกล้วยไม้อีกด้วย 
 สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สนง.ซูเปอร์มาเก็ตกล้วยไม้แอร์ออร์คิดส์ แลบโทร.034-963003,09-0049-9999

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย “วทน.” สู่ตลาดระดับประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย “วทน.” สู่ตลาดระดับประเทศ

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ29 สิงหาคม 2563 – 18:12 น.

ก.อุดมศึกษาฯ จัดการแสดงผลงานการยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 (พื้นที่ภาคกลาง) ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน เพื่อผลักดันสินค้าดี มี “วทน.” สู่ตลาดระดับประเทศ รับมือการเปลี่ยนแปลงยุค New Normal

29 สิงหาคม 2563 เวลา 15.30 น. ลานโปรโมชั่น ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต กรุงเทพมหานคร) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแสดงผลงาน “การยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 (พื้นที่ภาคกลาง) ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน” เพื่อประชาสัมพันธ์ผลการพัฒนาและยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่สาธารณชน และเพื่อขยายผลการสร้างโอกาสด้านการตลาดสำหรับผู้ประกอบการที่ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ


ดร.นพ.ปฐม  สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนของกระทรวงการอุดมศึกษา ว่า “การพัฒนาผู้ประกอบการและยกระดับสินค้าโอทอปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ภายใต้แผนงานบูรณาการการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ผ่านกลไกความร่วมมือกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาที่เป็นเครือข่ายของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน นำผลงานวิจัยและกระบวนการ ทางด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม ไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน ผลักดันสู่เชิงพาณิชย์ เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม และเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้ได้รับการยอมรับ ทั้งในประเทศ และระดับสากล โดยเป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ให้กับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม”

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ


นางดารนี  ศุภธีรารักษ์ ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์ส่งเสริมและบูรณาการด้าน วทน. สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวให้ข้อมูลการจัดกิจกรรมว่า “กิจกรรมการแสดงผลงานการยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาที่เป็นเครือข่าย โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้กำหนดจัดกิจกรรมฯ จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมฯ ในพื้นที่ภาคกลาง ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ


กิจกรรมที่ 1: การแสดงผลงานและขยายผลการตลาดสำหรับผลงานการยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จำนวน 30 ผลงาน กำหนดจัดกิจกรรม ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 1 กันยายน 2563 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนามาทดสอบตลาด และเก็บข้อมูลความพึงพอใจของลูกค้า เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ

กิจกรรมที่ 2: การสัมมนาออนไลน์ “การพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดออนไลน์และการประชาสัมพันธ์สินค้าสำหรับผู้ประกอบการเพื่อรับมือกับยุค New Normal” โดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วย วทน. จำนวน 40 ผู้ประกอบการ เข้าร่วมพัฒนาศักยภาพการสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ในรูปแบบการอบรมออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom และ Facebook Live ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 13 กันยายน 2563

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ


กระทรวงการอุดมศึกษาฯ จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการชุมชนและประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น โดยกระทรวงการอุดมศึกษาฯ มีความตั้งใจอันดีที่จะส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งในศักยภาพความพร้อมของผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการและการพัฒนาการตลาด เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

รมช. เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส มอบ ส.ป.ก. ให้กับเกษตรกร อ.บ้านไผ่-อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช. เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส มอบ ส.ป.ก. ให้กับเกษตรกร อ.บ้านไผ่-อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น

 รมช. เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส มอบ ส.ป.ก. ให้กับเกษตรกร อ.บ้านไผ่-อ.โนนศิลา  จ.ขอนแก่น28 สิงหาคม 2563 – 17:44 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เป็นประธานในพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทําประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกร อําเภอบ้านไผ่ และอําเภอโนนศิลา จ.ขอนแก่น จํานวน 200 ราย เนื้อที่ประมาณ 1,798 ไร่

วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทําประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกร อําเภอบ้านไผ่ และอําเภอโนนศิลา จํานวน 200 ราย เนื้อที่ประมาณ 1,798 ไร่ ณ หอประชุมโรงเรียนบ้านป่างิ้ว หนองฮี ตําบลหินตั้ง อําเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โดยมี ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสํานักงานการปฏิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวรายงานและให้การต้อนรับ
 

 รมช. เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส มอบ ส.ป.ก. ให้กับเกษตรกร อ.บ้านไผ่-อ.โนนศิลา  จ.ขอนแก่น

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า การเดินทางมามอบ ส.ป.ก. 4-01 ของตนในครั้งนี้เป็นการอํานวยความสะดวก ให้กับพี่น้องเกษตรกรในการลดระยะเวลาในการเดินทางเข้าไปติดต่อรับเอกสารสิทธิ์ในตัวจังหวัด อีกทั้งยังทําให้ตนได้ ลงพื้นที่มาพบปะรับฟังปัญหาและพูดคุยถึงความต้องการของพี่น้องในพื้นที่ เพื่อที่ตนจะได้นํากลับไปดําเนินการแก้ไข ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรต่อไป และเน้นย้ำว่าห้ามนําเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวไปซื้อขาย เพราะนอกจากจะเสียสิทธิในที่ดิน ทํากินแล้วยังทําให้เกิดปัญหาการบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมอีกด้วย อยากให้ทุกคนช่วยกันดูแลรักษาผืนดินนี้ไว้ให้ดีและ สืบทอดถึงลูกหลานต่อไป
สําหรับจังหวัดขอนแก่นมีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน 25 อําเภอ เนื้อที่ประมาณ  1,090,300 ไร่ พื้นที่ ดําเนินการจํานวน 863,574 ไร่ ดําเนินการจัดที่ดินให้กับเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่นไปแล้ว  70,724 ราย 83,365 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 752,602 ไร่ ซึ่ง ส.ป.ก. กําลังดําเนินการจัดที่ดินให้กับเกษตรกรเพื่อให้พี่น้องได้ มีที่ดินทํากินที่มั่นคง สามารถสร้างรายได้และผลผลิตหล่อเลี้ยงสร้างความมั่นคงทางอาหารและผลผลิตอื่น ๆ ได้อย่าง ยั่งยืน ดร.วิณะโรจน์ เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเสริม

 รมช. เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส มอบ ส.ป.ก. ให้กับเกษตรกร อ.บ้านไผ่-อ.โนนศิลา  จ.ขอนแก่น

                                              ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.

เกษตรแถวหน้า : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือ3หน่วยงาน ให้ทุนเรียนฟรีบุตรหลานสมาชิกหวังสร้างคลื่นลูกใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514496

naewna

เกษตรแถวหน้า : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือ3หน่วยงาน ให้ทุนเรียนฟรีบุตรหลานสมาชิกหวังสร้างคลื่นลูกใหม่

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากโครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพพระราชทาน ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนทุนการศึกษาสาขาวิชาสัตวแพทยศาสตร์และสัตวศาสตร์แก่บุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม และบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกเลี้ยงโคนม มาในปีนี้ กรม ได้ขยายโอกาสด้านทุนการศึกษาไปยังบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรที่มีอยู่ราว 3,500 แห่ง ทั่วประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทำข้อตกลง (MOU) เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปวส. และปริญญาตรี ในสาขาวิชาด้านการเกษตรเพิ่มเติม ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 – 2566

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่าการลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ มี 2 โครงการ โครงการแรก คือ “โครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพพระราชทาน” ผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับทุนการศึกษาในสาขาสัตวแพทยศาสตร์และสัตวศาสตร์รวมจำนวน 9 ราย และในปีนี้ กรม ได้รับการตอบรับเพิ่มจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เข้าร่วมในโครงการดังกล่าว โดยมหาวิทยาลัยให้โควตาบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม และบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกเลี้ยงโคนม เข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาสัตวศาสตร์ และกรมฯ สนับสนุนทุนการศึกษาจนจบหลักสูตร จำนวน 13 ทุน ระยะเวลาโครงการระหว่างปีการศึกษา 2563-2565 รวมจำนวนทุนการศึกษาทั้งหมด 1.746 ล้านบาท

ส่วนอีกโครงการ คือ “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตร – หลานของสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร” ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 – 2566 ประกอบด้วยความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในการให้โควตาเข้าศึกษาต่อ และกรม สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปวส. ถึงปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ในสาขาวิชาเกษตรกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น พืชศาสตร์ สัตวศาสตร์ ช่างกลเกษตร ประมง การเดินเรือ การเพาะเลี้ยงและแปรรูปด้านการเกษตรอุตสาหกรรมเกษตรเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร เทคโนโลยีภูมิทัศน์ ประกอบด้วยทุนการศึกษาระดับปวส. จำนวน 150 ทุน ระดับปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) 2 ปี จำนวน 60 ทุน และความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการศึกษาต่อสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร ระดับปริญญาตรี 4 ปี จำนวน 30 ทุน

ท่านอธิบดีพิเชษฐ์ บอกว่า โครงการที่กรม ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ให้ทุนแก่บุตร-หลาน สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนี้ ก็เพื่อต้องการผลักดันเด็กรุ่นใหม่ให้กลับมาอยู่ในภาคการเกษตร เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ และเป็นกำลังสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาขบวนการสหกรณ์ จึงเริ่มจากการสร้างบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์ก่อน ให้ทุนเรียนต่อเป็นการสร้างโอกาสด้านการศึกษา ให้ได้รับการพัฒนาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะในการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาปรับใช้ เพื่อจะได้เป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการด้านการเกษตรมืออาชีพ อีกสักระยะหนึ่งก็นำเขาเข้าสู่ระบบสหกรณ์เป้าหมายสุดท้าย คือ ต้องการเห็นเด็กเหล่านี้กลับมาเป็นผู้บริหารสหกรณ์การเกษตรในอนาคต ทดแทนบุคลากรสหกรณ์การเกษตรที่สูงวัย ซึ่งจะทำให้องค์กรสหกรณ์ขับเคลื่อนต่อไปได้ จึงได้หารือกับผู้บริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตรอยู่ และหารือกับทางเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้เรียนต่อในระดับปวส. และปริญญาตรีต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ กรมได้จัดสรรทุนการศึกษาจากดอกผลเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ไว้ 23 ล้านบาท และถ้าได้ผลดีปีหน้าจะขยายเพิ่มขึ้น และจะเชิญชวนสหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ด้วยในปีต่อไป

ผมมองว่า นี่เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยท่านอธิบดีพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ ได้จัดทำขึ้นเพื่อพี่น้องชาวสหกรณ์ ที่นอกจากจะช่วยสานฝันให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าศึกษาต่อในสาขาที่ชอบและตรงกับความต้องการแล้ว ยังเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ นำความรู้กลับมาพัฒนาอาชีพของครอบครัวให้มีความทันสมัยและยกระดับอาชีพเกษตรกรให้เกิดความมั่นคง อีกทั้งคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ยังจะเป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่จะช่วยพัฒนาสหกรณ์ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากชุมชน ให้มีความเข้มแข็งยั่งยืนต่อไปในอนาคต
 

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

รายงานพิเศษ : ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514498

รายงานพิเศษ :  ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง  ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน

รายงานพิเศษ : ธุรกิจโคนมโตต่อเนื่อง ย้ำผู้สอบบัญชีประเมินความเสี่ยงรอบด้าน

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยภาพรวมปริมาณธุรกิจของสหกรณ์โคนม ชี้เติบโตและขยายช่องทางการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะ 10 ปี รวมทุนดำเนินงานกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทเน้นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ประเมินความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจแต่ละประเภทพร้อมตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินการบัญชี เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และเท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ลดความเสี่ยงการทุจริตและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

จินดา เสถียรุจิกานนท์

นางสาวจินดา เสถียรุจิกานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชีและการสอบบัญชีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 1 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเล็งเห็นว่า อาชีพเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารมีคุณค่า มีอาชีพมั่นคงเป็นหลักแหล่ง ทรงได้รับการน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการโคนมไทย”ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรวมกลุ่มดำเนินการในรูปสหกรณ์ตามแนวพระราชดำริ หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนจึงร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาต่อเนื่อง ด้านจัดการฟาร์มโคนมและแปรรูปอุตสาหกรรมนมครบวงจร และได้รับการยอมรับระดับสากลว่า ไทยเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ด้านส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปี 2562 มีสหกรณ์โคนมรวม 94 สหกรณ์ จำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 19,389 คน

สำหรับธุรกิจของสหกรณ์โคนม คล้ายธุรกิจสหกรณ์ภาคการเกษตร ประกอบด้วย 1.ธุรกิจรับฝากเงิน ส่งเสริมให้สมาชิกออม นอกเหนือจากถือหุ้น 2.ธุรกิจให้สินเชื่อ ช่วยเหลือสมาชิกด้านเงินทุน เพราะการเลี้ยงโคต้องใช้เงินทุนค่อนข้างมาก 3.ธุรกิจรวบรวมแปรรูปผลผลิต ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของสหกรณ์ โดยรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก จำหน่ายให้บริษัทเอกชนหรือสหกรณ์อื่น สำหรับสหกรณ์ที่มีโรงงานแปรรูปนม จะนำน้ำนมดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ นมพาสเจอร์ไรส์นมยูเอชที และไอศกรีม สำหรับผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม ส่วนใหญ่จำหน่ายให้โครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) บางสหกรณ์กำลังผลิตของเครื่องจักรมีมาก ก็รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์นมให้บริษัทเอกชนเพื่อสร้างรายได้ให้คุ้มค่าการลงทุนเครื่องจักร

4.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้สมาชิก ได้แก่ เวชภัณฑ์ อาหารสัตว์ และสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับอาหารสัตว์บางสหกรณ์ผลิตอาหารสัตว์จำหน่ายด้วย 5.ธุรกิจทำฟาร์มโคนม สำหรับธุรกิจนี้สหกรณ์ต้องพัฒนาคุณภาพฟาร์มและน้ำนมดิบให้มีมาตรฐาน จึงเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนและแรงงานค่อนข้างมาก 6.ธุรกิจขายและให้บริการด้านเครื่องดื่มและอาหาร เป็นธุรกิจใหม่ที่ได้รับความนิยม และขยายตัวเพิ่มขึ้นรองรับภาวะเศรษฐกิจภาพรวมที่ชะลอตัว และปรับตัวให้เข้าชีวิตวิถีใหม่ ที่เรียกว่า ยุค New Normal เช่น สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ซึ่งขยายช่องทางจำหน่ายนมพาสเจอไรซ์เปิดธุรกิจใหม่ “ร้านแฟรนไชส์ หนองโพ Cafe”ขายแฟรนไชส์ให้กับนักลงทุนที่สนใจ และเพิ่มช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ดีลิเวอรี่ที่เติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากข้อมูลปริมาณธุรกิจของสหกรณ์โคนมในเวลา 10 ปีตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2562 ธุรกิจรวบรวมผลิตผล มีปริมาณมากที่สุดร้อยละ 45.15 รองลงมาเป็นธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและแปรรูปในส่วนทุนดำเนินงานของสหกรณ์ 14,315.29ล้านบาท เป็นหนี้สิน 10,250.03 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 71.60 ในหนี้สินส่วนใหญ่เป็นเงินกู้และเครดิตการค้า 7,315.20 ล้านบาท และเป็นทุนของสหกรณ์ 4,065.27 ล้านบาท ส่วนของสินทรัพย์ทั้งสิ้นสหกรณ์ลงทุนในที่ดินอาคารและอุปกรณ์ 5,010.65 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35

นางสาวจินดากล่าวอีกว่า การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์โคนม ที่หลากหลายซับซ้อนมากขึ้น มีการพัฒนาให้ทัดเทียมธุรกิจเอกชน กรมมุ่งเน้นให้ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของกรมฯ ในการปฏิบัติงานสอบบัญชี เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งผู้ที่จะใช้ข้อมูลด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีและมาตรฐานสอบบัญชีจึงจำเป็นต้องมีหลักการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์อย่างถี่ถ้วนรอบด้าน อาทิ ด้านคุณภาพน้ำนมดิบ ควรสอบทานกระบวนการรวบรวมน้ำนมดิบของสหกรณ์ว่าปฏิบัติตามระบบอย่างสม่ำเสมอ โดยดูการปฏิบัติจริง และสอบถามเจ้าหน้าที่และสมาชิกที่มาส่งน้ำนมการวิเคราะห์การสูญเสียในแต่ละรอบการผลิต เนื่องจากการผลิตสินค้าจะมีการสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต

ดังนั้น ผู้สอบบัญชีจึงควรวิเคราะห์ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและหาความแตกต่าง หรือสิ่งผิดปกติ การสอบทานสัญญาและเงื่อนไขตรวจสอบว่า สหกรณ์ติดตามลูกหนี้การค้า หรือประสานงานกับตัวแทนอย่างไร หากเก็บมาแล้วไม่นำส่งสหกรณ์มีมาตรการเช่นไร นอกจากนี้จำเป็นต้องตรวจสอบว่าสหกรณ์วางแผนบริหารเงินทุนที่ได้มาและใช้ไปเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เหมาะสม รวมถึงกำหนดราคาขาย วิเคราะห์หรือเปรียบเทียบรายได้ในแต่ละธุรกิจ และการบันทึกค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องตรวจสอบเอกสาร อนุมัติรายการ วิเคราะห์ เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นสิ่งหรือรายการที่ผิดปกติ

“สหกรณ์ เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล ซึ่งหากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้ มีประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทถือว่ามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ จึงมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยวิเคราะห์ วางแผนให้สหกรณ์ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดในอนาคตได้ และประเมินความเสี่ยงว่า ในกิจกรรมของสหกรณ์นั้น เรื่องใดเสี่ยงหรือต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไร รวมทั้งสอดส่องดูแลพฤติกรรมของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดีและได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม”

เกษตรฯวางแผนบริหารจัดการสับปะรดปี’64 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514494

เกษตรฯวางแผนบริหารจัดการสับปะรดปี’64

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังประชุมบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดว่า สถานการณ์สับปะรดปี 2563 มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 414,777 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 51,720 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 11.09 ปริมาณผลผลิตมี 1.39 ล้านตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 285,358 ตัน คิดเป็นร้อยละ 16.99 ผลผลิตต่อไร่ 3,362 กิโลกรัม ลดลง 239 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 6.64 เนื่องจากภาวะแห้งแล้งทำให้ต้นไม่สมบูรณ์ ผลผลิตต่อไร่จึงลดลง บางส่วนไม่ติดผล ผลเล็ก แคระแกร็น ไม่สามารถใช้สารบังคับการออกผลช่วงปลายปีได้เต็มที่ โดยราคาสับปะรดโรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 13.07 บาท และสับปะรดบริโภคสดเฉลี่ยอยู่ที่ 13.81 บาท

สำหรับปี 2564 คาดการณ์เนื้อที่เก็บเกี่ยวมี 487,459 ไร่ เพิ่มขึ้น 72,682 ไร่ หรือร้อยละ 17.52 ผลผลิต 1.96 ล้านตัน เพิ่มจากปีที่ผ่านมา 565,862 ตัน หรือร้อยละ 40.58 และผลผลิตต่อไร่ 4,021 กิโลกรัมเพิ่มขึ้น 659 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 19.60 ส่วนสาเหตุที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาขายอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ขยายพื้นที่ปลูกเดิม เริ่มปลูกในพื้นที่ใหม่สำหรับเกษตรกรรายใหม่ ส่วนผลผลิตต่อไร่คาดว่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน หากมีปริมาณน้ำฝนพอต่อการเจริญเติบโต บำรุงดูแลดี ไม่ประสบภัยแล้งเหมือนปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการผลผลิตสับปะรด ตามมติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม สรุปผลประชุม 4 เรื่องสำคัญคือ 1) แก้ปัญหาแรงงานในอุตสาหกรรมสับปะรดในการจ่ายค่าจ้างแรงงานต่างด้าว ตามระยะเวลาที่โรงงานสับปะรดเปิดดำเนินการจริง 2) รับทราบสถานการณ์และแผนงานสับปะรด ปี 2563 โดยมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรที่ประสงค์ตรวจรับรองแปลงตามมาตรฐาน GAP มาขึ้นทะเบียน เพื่อประสานกรมวิชาการเกษตรปฏิบัติตามขั้นตอนตรวจรับรองแปลงต่อไป 3) ปรับปรุงยุทธศาสตร์สับปะรด ปี 2560 – 2569 ให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ และ 4) หลักการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดปรับให้สอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” โดยให้หน่วยงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) จัดทำข้อมูลการผลิต ได้แก่ พันธุ์ คุณภาพ ช่วงเวลา ปริมาณ พื้นที่ การบริหารจัดการด้านตลาด ได้แก่ การใช้ในประเทศ ส่งออก และแปรรูป รวมทั้งแผนบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดช่วงปกติโดยให้ปล่อยตามกลไกตลาด และช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 เดือนเมษายน – มิถุนายน และช่วงที่ 2 เดือนตุลาคม – ธันวาคม ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 190,000 ตัน/เดือน ทั้งการกระจายผลผลิต เชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า กระตุ้นการบริโภค หรือการนำผลผลิตออกจากตลาดเร็วให้นำไปทำปุ๋ย หรือทำอาหารสัตว์ โดยที่ คพจ.บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จภายในจังหวัด ส่วนจังหวัดที่ไม่สามารถดำเนินการได้ให้คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของจังหวัดต่อไป

‘มนัญญา’เยี่ยมสมาชิกนิคมชุมแสงจันทร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514495

‘มนัญญา’เยี่ยมสมาชิกนิคมชุมแสงจันทร์

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่พบสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในจ.ระยอง ณ สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯก่อนเข้าร่วมประชุมครม.สัญจร พร้อมมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่ และเกษตรกรในอ.วังจันทร์ ที่มาร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างการรับรู้นโยบายกระทรวงเกษตรฯว่า รัฐบาลมีนโยบายใช้การตลาดนำการผลิตและให้ความสำคัญการใช้กลไกสหกรณ์พัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ เพื่อช่วยเหลือการประกอบอาชีพ แก้ปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำให้เกษตรกร โดยส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ทำหน้าที่บริหารจัดการผลผลิตการเกษตรในพื้นที่และดำเนินธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่วางแผนผลิตให้สมาชิก รวบรวมผลผลิตการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดกับภาคเอกชนและในเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน เพื่อกระจายผลผลิตไปสู่ผู้บริโภค รวมถึงธุรกิจด้านสินเชื่อและบริการแก่สมาชิกและคนในชุมชน และแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ ได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นบทบาทความสำคัญของขบวนการสหกรณ์มากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรหลายพื้นที่ต้องประสบปัญหา ไม่สามารถขายผลผลิตได้เหมือนปกติ จำเป็นต้องใช้เครือข่ายสหกรณ์บรรเทาความเดือดร้อนโดยช่วยระบายผลผลิต ทั้งผลไม้ พืชผัก สินค้าประมงทั้งสดและแปรรูป จากสหกรณ์ต้นทางไปสู่สหกรณ์ผู้บริโภคปลายทาง ทำให้การกระจายผลผลิตรวดเร็ว ไม่กระจุกตัวหรือเกิดความเสียหายและช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรมด้วย ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็ง จะได้มีพลังสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร จึงอยากขอความร่วมมือขับเคลื่อนระบบสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับฐานรากของประเทศให้มั่นคงต่อไป

จากนั้นมีพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ทั้งหนังสือ กสน.3 และกสน.5 ให้สมาชิกนิคมสหกรณ์ชะแวะ 60 ราย และชมนิทรรศการความก้าวหน้านโยบายของกระทรวงเกษตรฯที่ดำเนินการในจ.ระยอง ได้แก่ โครงการสนับสนุนกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร รองรับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด – 19 โครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ตามแนวคิด “สด สะอาด ปลอดภัย” Fresh From Farm by Co-op สดจากฟาร์มถึงมือคุณ โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพเกษตรกร โครงการศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ และโครงการเกษตรอินทรีย์

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น28 สิงหาคม 2563 – 13:44 น.

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น

วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทําประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น จํานวน 60 ราย เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ ณ ศาลาอนุสรณ์ราชประชาสมาสัยฯ ตําบลโนนสมบูรณ์ อําเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่นโดยมี ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวรายงานและ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ให้การต้อนรับ
พลเอก ประวิตร กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลตนมีความยินดีกับเกษตรกรทุกท่านและขอฝากถึงพี่น้องที่ ได้รับเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ไปแล้วทุก ๆ ท่าน รวมไปถึงที่ได้รับในวันนี้ เมื่อท่านได้รับที่ดินจากรัฐบาลไปแล้วก็ ขอให้รักษาและทําประโยชน์อย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ นอกจากนี้รัฐบาลยังช่วยเหลือและสนับสนุนท่านต่อไป ไม่ว่าจะในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จําเป็นเป็น การฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพ รวม ไปถึงการตลาดและการแปรรูป เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรทุกท่านที่ได้รับที่ทํากินไปแล้วนั้นมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่มั่ง คั่ง และสามารถอยู่ในที่ดินได้อย่างยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลาน
 

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น

ร้อยเอกธรรมนัส เสริมว่า สําหรับจังหวัดขอนแก่น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สํานักงานการปฏิรูปที่ดิน จังหวัดขอนแก่น มีแผนการดําเนินการจัดที่ดินรวมทั้งสิ้น 950ราย 5,000 ไร่ ดําเนินการไปแล้ว 1,117 ราย แบ่งเป็นที่ดินทํากินในการประกอบเกษตรกรรมและพื้นที่สําหรับอยู่อาศัยรวม 1,257  แปลง 8,563 ไร่ ซึ่งได้สั่งการ ให้ ส.ป.ก. จะได้เร่งดําเนินการต่อไป

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น
รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี “Kick off โคก หนอง นา โมเดล” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี “Kick off โคก หนอง นา โมเดล”

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี "Kick off โคก หนอง นา โมเดล"27 สิงหาคม 2563 – 19:14 น.

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี “Kick off โคก หนอง นา โมเดล” น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ รัชกาลที่ 9 มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง “อธิบดี พช.” ปลื้มความสำเร็จพัฒนาศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ 33 แห่ง สร้างผู้นำต้นแบบ 1,500 คน นำทัพขับเคลื่อนการพัฒนาทั่วประเทศ

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี “Kick off โคก หนอง นา โมเดล” น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ รัชกาลที่ 9 มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง “อธิบดี พช.” ปลื้มความสำเร็จพัฒนาศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ 33 แห่ง สร้างผู้นำต้นแบบ 1,500 คน นำทัพขับเคลื่อนการพัฒนาทั่วประเทศ เสริมแกร่งชุมชนฐานรากพร้อมเผชิญสู้ในทุกวิกฤติ

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล กิจกรรม ฝึกปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่าย ในพื้นที่ทั้ง 7 ภาคี การบูรณาการการทำงานแบบมีส่วนร่วมในรูปแบบการช่วยเหลือกันและกันผ่านกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี โดยมี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน พันเอก ธนาวีร์ วิชาชัย เสนาธิการมณฑลทหารบก ที่ 24  นายนิติพัฒน์ ลีลาเลิศแล้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผู้แทน 7 ภาคี และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรม ฝึกปฏิบัติโดยการบูรณาการการทำงานแบบมีส่วนร่วม ในรูปแบบการช่วยเหลือกันและกันผ่านกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ลงแขกปักดำนา “นาข้าวอินทรีย์ วิถีไทย คนรักษ์แม่โพสพ” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การน้อมนำหลักปรัชญาของ  เศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์สู่การปฏิบัติ ในรูปแบบ “โคก หนอง นา” ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

 ตลอดทั้งภาคีเครือข่าย กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้ว่าOจังหวัดอุดรธานี หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอุดรธานี พัฒนาการจังหวัดในเขตพื้นที่บริการของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน จำนวน 8 จังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน เครือข่ายมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กลุ่มองค์กรพัฒนาชุมชน ผู้บริหารสถานศึกษา และองค์กรปกครอง   ส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จำนวน 350 คน ร่วมงาน ในการนี้ ได้จัดให้มีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยเชิญผู้แทนจากภาคีต่างๆ ร่วมเสวนา ประกอบด้วย พระครูปิยลีลาจารย์ วัดป่าบ้านค้อ นายแสวง ศรีธรรมบุตร ประธานศูนย์กสิกรรมธรรมชาตินาเวียง นายปริญญา นาเมืองรักษ์ ประธานเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ.รพีพรรณ จันทรสา รองผู้อำนวยการสำนักศิลปและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี  

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี "Kick off โคก หนอง นา โมเดล"

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ไม่เพียงแต่ด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่รวมไปถึงด้านเศรษฐกิจ และสังคม จากมาตรการล็อกดาวน์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนต้องหยุดชะงักลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง 7 ภาคี

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี "Kick off โคก หนอง นา โมเดล"

 โดยเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้วยความเชื่อมั่นว่า หลักทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหนทางที่จะทำให้ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤตและเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน  เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และพวกเราทุกคนได้มาร่วมกันในวันนี้ คือ สิ่งที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบ ว่าให้น้อมนำเอาหลักทฤษฎีใหม่ ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์สู่ รูปแบบโคกหนองนา จะช่วยทำให้พวกเรามีความมั่นคงในชีวิตและจะช่วยทำให้ประเทศไทยของเรากลายเป็นครัวโลกกลายเป็นที่ร่มเย็นเป็นสุข

                         กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี "Kick off โคก หนอง นา โมเดล"
 กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้รับอนุมัติงบประมาณให้มาดำเนินการในการที่จะเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมเข้าร่วมโครงการแล้วก็ช่วยกันในการที่จะทำพื้นที่ของตนเองให้เป็นแบบลุงแหวง ซึ่งลุงแหวงเป็นต้นแบบที่ดีของการนำพื้นที่มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง และชุมชน
 แต่อย่างไรก็ดีอยากจะกราบเรียนพี่ๆน้องๆว่า กรมการพัฒนาชุมชน ไม่ได้รอให้เกิดโควิด-19 ถึงได้น้อมนำเอาทฤษฎีใหม่ของพระเจ้าอยู่หัวมาดำเนินการสู่พี่น้องประชาชน เราได้ทำมาก่อนหน้านี้แล้ว รวมทั้งที่ศูนย์ฯ แห่งนี้ด้วยก็เป็นผลิตผลของความตั้งใจที่จะทำให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนของกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทยทั้ง 11 แห่ง ที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เป็นศูนย์เรียนรู้ในการน้อมนำเอาหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์มาสู่โคกหนองนาโมเดล เพื่อเป็นที่เรียนรู้และเป็นต้นแบบ บวกกับครัวเรือนที่มีหัวคิดก้าวหน้า เช่น ลุงแหวง รวมถึงคนที่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการ ในเฟสแรกของเรา 1,500 ครัวเรือน ส่วนหลังโควิด-19 มีเข้าร่วมโครงการ 25,000 ครอบครัว กระจายอยู่ใน 3,400 กว่าตำบล ทั่วประเทศไทย 73 จังหวัด เราได้น้อมนำมาเพื่อที่จะเป็นต้นแบบและประกาศให้รู้ว่า ทางรอดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานแนวคิดไว้ บวกกับพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ที่จะสืบสานรักษาและต่อยอดนั้น มันสามารถทำได้ และสามารถสำเร็จได้โดยไม่ต้องใช้เงินทองมากมาย อยากกราบเรียนพวกเราว่า โชคดีมากที่เราได้อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของสถาบันพระมหากษัตริย์ ใน 70-80 ปีที่ผ่านมา ได้สั่งสอนพวกเราชาวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการของกรมการพัฒนาชุมชน ในวโรกาสเสด็จไปทรงกระทำพิธีเปิดเขื่อนและการพลังงานไฟฟ้า แม่น้ำพุง จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2508 ว่า “ขอบใจมาก ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยทำงานในหมู่บ้านชนบท และต้องประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย ขอให้ช่วยกันพัฒนาคนให้มีความ ฉลาด สามารถช่วยตัวเองได้ ให้รู้จักใช้และเห็นคุณค่าความเจริญในด้านวัตถุ เช่น รู้จักนำพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำพุงนี้ใช้ในบ้าน เรือน และการอุตสาหกรรมขนาดย่อม ในการปฏิบัติงาน ชาวบ้านมักมีความหวาดระแวง และเกรงกลัวเจ้าหน้าที่ข้าราชการ ถือว่าเป็นบุคคลภายนอกหมู่บ้าน ไม่ใช่พวกเดียวกัน การเชื่อถือหรือยอมทำตามคำแนะนำส่งเสริมจึงมีน้อย

 ดังนั้นจะต้องทำให้ชาวบ้านรู้สึกรักและเชื่อถือว่าเราเป็นพวกเดียว กับเขา มีความปรารถนาจะช่วยเขาอย่างแท้จริง เช่น ให้ความรัก ช่วยเหลือเมื่อเดือดร้อน ทำงานให้จริงจัง ซึ่งต้องใช้ความ พยายาม ความอดทน เป็นอย่างมาก ในการแนะนำส่งเสริมอาชีพ หรือให้คำแนะนำเรื่องต่าง ๆ ต้องทำให้บ่อย ๆ ไม่ใช่พูดหรือทำหนเดียว เพราะชาวบ้านมีประเพณีความเคยชินมานาน และเมื่อแนะนำให้ทำอะไรได้แล้ว ต้องช่วยให้เขาขายได้ด้วย มิฉะนั้นเขาจะเสื่อมศรัทธา ไม่เชื่อถือทำต่อไป ขอให้ช่วยกันแนะนำชาวบ้านราษฎรให้ขยันขันแข็ง มีความฉลาด สร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว ทำงานหารายได้ และเก็บออม ไว้เมื่อถึงคราวจำเป็นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกันสังคม การสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นแก่ครอบครัวชนบทเป็นการป้องกัน ประเทศชาติด้านหนึ่ง อย่าเข้าใจว่าการป้องกันประเทศชาติเป็นหน้าที่ของทหารเช่นสมัยก่อน ความมั่นคงของประชาชนชนบท เป็นส่วนที่จะสร้างชาติและป้องกันประเทศอย่างดี ขอบใจ ขอให้สบายดี โชคดีทุกคน และมีความสำเร็จในการงาน”  

 และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ทำให้เขามีอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และท่านยังกำชับต่อไปว่า แล้วอย่าลืมเรื่องการตลาดด้วย  ซึ่งครั้นเมื่อปี 2531 ทรงมี ส.ค.ส. พระราชทาน เตือนให้เรารู้กันว่า เราอยู่ท่ามกลางลูกระเบิด และลูกระเบิดเขียนกำกับไว้ว่า ภัยจากสงคราม ภัยจากโรคระบาด ภัยจาก ความตกต่ำของเศรษฐกิจไทย ภัยจากความแตกแยก ซึ่งเต็มไปหมด แล้วท่านบอกว่าเราจะอยู่รอดปลอดภัยด้วยเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ 2 สิ่งนี้จะทำให้ชาติไทยเราอยู่รอดปลอดภัย 

 ผมอยากจะขอความกรุณาจากพี่ๆน้องๆที่อยู่ที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายอำเภอ ท่านพัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ และท่านผู้นำที่เป็น บัวพ้นน้ำทั้งหลายก็คือว่า ประเทศเราจะมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนไม่ได้ ถ้าพวกเราไม่มีความรักสามัคคี ไม่ช่วยเหลือ ไม่เกื้อกูล ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น มีขั้นตอนในการดำเนินการที่สำคัญที่ อยู่ในลำดับต้นก็คือว่า พวกเราต้องช่วยเหลือตนเองให้ได้ก่อน ขั้นที่ 2 และที่ 3 ก็คือ ให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำบุญทำทาน เพราะฉะนั้นก็ขอฝากว่า ขอให้พวกเราทุกคนที่รู้ข้อมูลข่าวสารแล้วก็เป็นผู้นำอยู่แล้วได้ช่วยกันประคับประคองให้สปช.อุดรธานี และอีก 11 แห่ง บวกกับ ครัวเรือนต้นแบบทั้งหลายที่เข้าร่วมโครงการนั้นได้ช่วยกันให้กำลังใจ ช่วยกันในการร่วมมือ ให้คำแนะนำ ช่วยกันในการที่จะนำพาให้ครัวเรือนอื่นๆ ได้มีโอกาสเข้าร่วม เริ่มตั้งแต่ เรื่องของการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานในครอบครัว ดูแลบริหารจัดการเรื่องของขยะในครัวเรือน จนก้าวเข้าไปสู่ การน้อมนำเอาทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่โคกหนองนาโมเดล เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ของพวกเราทุกคนต่อไป 
 ทั้งนี้กิจกรรมเอามื้อสามัคคี เป็นกิจกรรมหนึ่งตามรอยศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นการบริหาร แบบคนจน โดยเริ่มจากใครมีอะไรก็มาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้เกิดความรักความสามัคคี ในหมู่พี่น้องประชาชนด้วยกัน ซึ่งความสามัคคีนี้เองจะทำให้ประเทศชาติของเราได้หลุดพ้นวิกฤติหลาย ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจ วิกฤติภัยพิบัติธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิกฤติความขัดแย้งทางสังคม และวิกฤติโรคระบาดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ขอขอบคุณคณะผู้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ รวมทั้งพี่น้องเครือข่ายพัฒนาชุมชนที่มาร่วมกิจกรรม ขอให้ท่านได้นำแนวคิดการเอามื้อสามัคคีในครั้งนี้ ไปขยายผลให้พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้มาร่วมกิจกรรมได้นำไปปฏิบัติเพื่อให้ประเทศชาติของเรามีความรักความสามัคคี หลุดพ้นวิกฤติทั้ง  4 ด้าน ดังที่กล่าวมาในเบื้องต้น”  อธิบดี พช. กล่าว

นายกฯควงรมต.เกษตร เปิดงาน’เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2′ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514459

นายกฯควงรมต.เกษตร เปิดงาน'เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2'

นายกฯควงรมต.เกษตร เปิดงาน’เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2′

วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.35 น.

นายกรัฐมนตรี ควง รมต.เกษตร เปิดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2”

27 สิงหาคม 2563 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 และการสัมมนารวมพลคนสร้างชาติ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27 – 30 สิงหาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ฮอลล์ 9-10 อิมแพคเมืองทองธานี

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ว่า เพื่อให้งานมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาครวมทั้งการสร้างโอกาส   ให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนายกระดับสินค้าเกษตร และแสดงศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อเข้าสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากตลาดท้องถิ่น ตลาดภูมิภาค สู่ตลาดต่างประเทศ และตลาดออนไลน์ ให้คนเมืองได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน 

ทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานราก มีการกระจายตัวของรายได้มากขึ้น ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคได้โดยตรง เชิญชวนพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และ
ผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมงาน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตร และทำความเข้าใจว่าเกษตรสร้างชาติ
ได้อย่างไร และสินค้าเกษตรไทย พร้อมไปตลาดโลกแล้ว

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมสำคัญภายในงานประกอบด้วยการพบปะ แลกเปลี่ยน พูดคุยกับเกษตรกรตัวจริง ที่เป็นต้นแบบในการประกอบอาชีพ จากการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จาก 6 แห่งทั่วประเทศ, เกษตรแปลงใหญ่ ที่รวมกลุ่มการผลิต เปลี่ยนสินค้าจากขายในประเทศ ยกระดับสินค้า Premium to fly, เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการเกษตร มีความรู้ และมีความภาคภูมิใจในอาชีพ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนหันกลับมาทำการเกษตร เป็นอนาคตของการปฏิรูปภาคการเกษตรต่อไป ความอลังการของกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ฟอกอากาศ หลากหลายประเภท เรียนรู้และเข้าใจกลไกการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ กระบวนการส่งเสริมผ่านการรวมกลุ่มเกษตรกร  เพื่อเป็นเครือข่ายในการส่งต่อความรู้ไปสู่เกษตรกรรายย่อยอื่นๆ สร้างการมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติดูแลพื้นที่การเกษตรของตัวเองในทุกด้าน ทั้ง การลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผ่าน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การเฝ้าระวังศัตรูพืช ผ่าน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ส่งเสริมการใช้ดินและปุ๋ยที่เหมาะสมในการปลูกพืช ผ่าน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) รวมทั้งสร้างตัวแทนเกษตรกร เพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ผ่าน อาสาสมัครเกษตรกร (อกม.) ตื่นตาไปกับ นวัตกรรมการเกษตร โชว์เทคโนโลยีไบโอรีแอคเตอร์ ขยายเนื้อเยื่อสัปปะรดกินสด พันธุ์ MD2 และโชว์นวัตกรรมการเกษตร จากภาคีเครือข่าย เช่น หุ่นยนต์อารักขาพืช จาก ม.เกษตร

ห้ามพลาดการช้อปปิ้ง พร้อมอิ่มท้อง กับครัวไทย สินค้าเกษตรคุณภาพ product premium หลากหลายประเภท กว่า 1,000 รายการ เพื่อย้ำความมั่นใจ “อาหารไทย อาหารโลก” ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” และร่วมเลือกสรรพัสตราภรณ์ กว่า 100 ร้านค้า จากแม่บ้านเกษตรกรคุณภาพ สร้างโอกาสธุรกิจเกษตร จับคู่ Business Matching เปิดโอกาสให้กับเกษตรกรไทย ได้เป็นผู้ประกอบการเกษตร พบปะผู้ส่งออก Start up ส่งสินค้าดีมีคุณภาพสู่ตลาดสากล รวมทั้งการส่งเสริมให้เกษตรกรขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น โดยจำหน่ายผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ฝึกอาชีพฟรี หนึ่งวันทำได้จริง 28 หลักสูตร เช่น ขนมจีนน้ำยาเห็ด ผักบุ้งดองสูตรโบราณ พวงมาลัยใบเตย การขยายพันธุ์แคคตัส  น้ำพริกกากหมู รวมถึงกิจกรรมสาระบันเทิง ให้บริการความรู้แก่เกษตรกรและผู้เข้าชมงาน การล้างผักอย่างปลอดภัย คำแนะนำการปลูกพืช คลินิกพืช โชว์การเดินแบบผ้าไทย สาธิตการทำอาหารจากเชฟชั้นนำ มินิคอนเสริต์จากศิลปินชื่อดังมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนชาติและเห็นถึงพลังของพี่น้องเกษตรกรไทยในงาน เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 มหกรรม product premium ระหว่างวันที่ 27 – 30 สิงหาคม 2563 “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง”.-