สภาเกษตรฯบึงกาฬหนุนแปรรูป‘32ประดง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514245

สภาเกษตรฯบึงกาฬหนุนแปรรูป‘32ประดง’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายภาสันต์ นุพาสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติเปิดเผยว่า จากการติดตามโครงการของสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในจ.บึงกาฬ พบเกษตรกรรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปผลไม้และสับปะรด เนื่องจากเมื่อก่อนในพื้นที่ปลูกสับปะรดมาก ต่อมาเกษตรกรได้ความรู้จากพระภิกษุสงฆ์ที่นำต้น 32 ประดง หรือสิรินธรวัลลี พืชพื้นถิ่น พื้นที่บ้านห้วยเล็บมือ ต.หนองเดิ่นอ.บุ่งคล้า มีขึ้นตามธรรมชาติจำนวนมากมาทำยารักษาโรคสะเก็ดเงินให้ชาวบ้านแล้วอาการดีขึ้นจนหาย กลุ่มจึงต่อยอดด้วยการนำ “32 ประดง”มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้บำรุงรักษาสุขภาพสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬเข้าสนับสนุนนำความรู้จากหน่วยงาน อาทิ เกษตรและสหกรณ์จังหวัด การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พาณิชย์จังหวัด แรงงานจังหวัด เป็นต้น เพื่อกลุ่มจะได้ต่อยอดองค์ความรู้สู่การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายต่อไปในอนาคต

โดยนายโชคดี คุณโดน ประธานกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปผลไม้และสับปะรดเล่าให้ฟังว่าในชุมชนปลูกสับปะรดและมะนาวจำนวนมาก เมื่อมีปัญหาราคาผลผลิตชาวบ้านจึงรวมตัวตั้งกลุ่มผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ด้วยชื่อตราสินค้า “คักแท๊ะ”ที่หมายถึง ดีเยี่ยม ได้แก่ น้ำยาล้างจาน(น้ำหมักมะนาว) และน้ำยาซักผ้า(น้ำหมักสับปะรด) ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆทั้งความรู้ เทคนิคการผลิตและทุน ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมาได้จำหน่ายให้คนในชุมชนและส่งขายตามรีสอร์ทในอ.บุ่งคล้า ต่อมานำผลิตภัณฑ์น้ำยาอเนกประสงค์มาลงทะเบียน “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” (OTOP) ปี 2560 พร้อมเห็นช่องทางพัฒนาผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ จึงคิดแปรรูป “32 ประดง” ที่มีมากในพื้นที่ด้วยสรรพคุณแก้ผด ผื่น คัน สะเก็ดเงิน บำรุงผิวพรรณ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากใบและดอกอย่างหลากหลาย เช่น สบู่สมุนไพร ชาชงพร้อมดื่ม พิมเสนน้ำ และเมนูพิเศษมีเสิร์ฟให้เฉพาะนักท่องเที่ยวที่เข้าพักและสั่งล่วงหน้า ณ คักแท๊ะโฮมสเตย์ เท่านั้น “ข้าวผัดแสนพันธุ์” เมนูทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จทรงงาน ณ จังหวัดบึงกาฬล่าสุดกลุ่มได้ทอผ้ามัดหมี่ เตรียมผลิตเป็นผ้าขาวม้า ผ้าถุง และกระเป๋า

ต้น “32 ประดง” ลักษณะเป็นเถายาวคล้ายเถาวัลย์ ชื่อนี้เรียกมาแต่ดั้งเดิมซึ่งคำว่า “ประดง” เป็นชื่อเรียกโรคชนิดหนึ่งของหมอแผนโบราณ โรคประดงเป็นโรคที่เกิดจากระบบเลือดในร่างกายผิดปกติหรือไม่สมดุลที่ป่วยเป็นโรคนี้มักมีอาการไข้และมีเม็ดผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง เรียกว่าเกิดอาการไข้ประดง โดยทั่วไปเมื่อมีไข้ประดงเกิดขึ้น ก็มักจะมีอาการตัวร้อนจัด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยไปตามเนื้อตัวมีอาการสะท้านร้อนสะท้านหนาว ปากแห้ง ลิ้นแห้ง กระหายน้ำ หอบและอาจมีอาการสะอึกร่วมด้วย โรคประดงยังแบ่งออกไปอีกหลายชนิด เช่น ประดงมด ประดงช้าง ประดงแกลบ ประดงไฟ สนใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ https://www.facebook.com/KhakthaeProduct หรือสอบถามข้อมูลที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ หมายเลขโทรศัพท์ 0-4249-2485 นายโชคดี คุณโดน หมายเลขโทรศัพท์09-4258-6036

สศก.เกาะติดไม้ผลภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514247

สศก.เกาะติดไม้ผลภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาด

สศก.เกาะติดไม้ผลภาคใต้4ชนิดพร้อมออกสู่ตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ไม้ผลภาคใต้ขณะนี้ว่าภาพรวมผลผลิตไม้ผล 4 ชนิด (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ภาคใต้ 14 จังหวัด (ข้อมูลเอกภาพภาคใต้ ครั้งที่ 3 ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2563) ปีนี้ให้ผลผลิตรวมประมาณ 727,824 ตัน ลดลงจากปี 2562 ที่มีจำนวน 801,413 ตัน หรือลดลงร้อยละ 9.18

โดยผลผลิตกระจายออกสู่ตลาดหลายรุ่น และคาดว่าจะออกสู่ตลาดมากเดือนกันยายน ซึ่งสศก.ติดตามสถานการณ์ไม้ผลมาตลอด ล่าสุดจากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์
ผลไม้จากล้งรับซื้อผลไม้ หน่วยงานภาครัฐ และเกษตรกรในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 9-15 สิงหาคม 2563 พบว่า ทุเรียน มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย
และทยอยออกสู่ตลาดหลายรุ่น โดยจะออกสู่ตลาดมาก (Peak) ในเดือนกันยายน จากปกติที่ออกมากเดือนสิงหาคมทุกปี เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ประกอบกับเกษตรกรที่มีศักยภาพบางราย ได้วางแผนให้ผลผลิตออกตามความต้องการของตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ และวันชาติของจีน ซึ่งตรงกับเดือนกันยายน- ตุลาคม ที่มีวันหยุดยาว จะขายได้ราคาดี ส่งผลให้ผลผลิตทุเรียนเลื่อนการกระจุกตัวออกไป

ส่วนมังคุด มีปริมาณน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศแล้งทำให้การติดดอกออกผลลดลง โดยออกสู่ตลาดไปแล้วประมาณร้อยละ 30และทยอยออกสู่ตลาดหลายรุ่นเช่นกัน ขณะนี้ผลผลิตรุ่นที่ 2 กำลังออกสู่ตลาดในเดือนสิงหาคม ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลมังคุดมีความสมบูรณ์สะสมอาหารได้เต็มที่ ประกอบกับเกษตรกรบำรุงรักษาอย่างดี ทำให้ผลผลิตประมาณร้อยละ 70 มีขนาดใหญ่ ผิวสวยส่วนผิวลาย ผลดำ และขนาดจิ๋วมีประมาณร้อยละ 30อย่างไรก็ตาม ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ผ่านมา มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้มังคุดเป็นเนื้อแก้ว ยางไหล และมีหนอนผีเสื้อเจาะผลผลิต คุณภาพไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ขณะที่เงาะโรงเรียน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลผลิตน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณร้อยละ 60 โดยผลผลิต รุ่นที่ 2 ออกสู่ตลาดประมาณช่วงกลางเดือนสิงหาคม มีคุณภาพดีกว่ารุ่นแรก ผิวสวย และผลมีขนาดใหญ่ แต่ในช่วงที่ผ่านมามีฝนตกมากในพื้นที่ ทำให้ผลเงาะร่วงจากต้น และแตก ส่วนลองกอง ขณะนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากประมาณปลายเดือนกันยายน – ตุลาคม 2563

สำหรับด้านการตลาดปีนี้ราคาของผลไม้ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยทุเรียนเกรดส่งออก (เกรด AB) ราคากิโลกรัมละ 130-140 บาท ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน มังคุดผิวมันใหญ่ (เบอร์ 1-3) ราคากิโลกรัมละ 80-100 บาท ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ส่วนมังคุดผิวลาย (ลายมังกร) ราคากิโลกรัมละ50-55 บาท เงาะโรงเรียนเกรดส่งออกราคากิโลกรัมละ 37 บาท โดยตลาดสำคัญคือ มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน และฮ่องกงส่วนราคาที่ขายตลาดในประเทศ ราคากิโลกรัมละ 32-35 บาท

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันแนวโน้มการปลูกทุเรียนมีมากขึ้น โดยปลูกแซมในสวนเดิมรวมถึงขยายเนื้อที่ปลูกใหม่ ทำให้ภาคใต้เริ่มมีผลผลิตมังคุด เงาะ และลองกองลดลง อย่างไรก็ตามเดือนสิงหาคม มีปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดน้อย ส่งผลให้ล้งทุเรียนปิดรับซื้อมากกว่า 100 ราย โดยในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม ได้รับอิทธิพลจากลมพายุซินลากู ทำให้ผลผลิตทุเรียนของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชุมพรที่จะเตรียมเก็บเกี่ยวเดือนกันยายนได้รับความเสียหายเบื้องต้นกว่า 300 ไร่ นอกจากนี้ ยังพบปัญหาแรงงานต่างด้าวย้ายงานหรือหนีนายจ้างไปทำงานอื่น หลังได้รับบัตรทำงานถูกต้องตามกฎหมายจากนายจ้าง จึงทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เป็นนายจ้างต้องจ้างแรงงานใหม่ และมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ดังนั้น ภาครัฐควรพิจารณาปรับกฎระเบียบสัญญาการทำงานระหว่างนายจ้างกับแรงงานต่างด้าวเป็นระยะเวลา 1 ปี เป็นต้น หรือให้มีระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างด้าวที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

เปิดตัว‘คูโบต้าฟาร์ม’แหล่งเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514246

เปิดตัว‘คูโบต้าฟาร์ม’แหล่งเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า คูโบต้าฟาร์ม มีจุดเริ่มต้นจากการที่สยามคูโบต้าคำนึงถึงการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสําคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาประเทศ ในปี พ.ศ.2561 สยามคูโบต้าจึงได้้ต่อยอดแนวคิด KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS เกษตรครบวงจรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้า พัฒนาพื้นที่ 220 ไร่ ณ ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ให้กลายเป็น “คูโบต้าฟาร์ม” โดยมุ่งหวังให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่คำนึงถึงความต้องการของเกษตรกรเป็นหลัก เสมือนจุดเริ่มต้นแห่งการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้การบริหารจัดการนวัตกรรมเกษตรทั้งเทคนิคด้านการเกษตร (Agriculture Solutions) ผสานการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร(Machinery Solutions) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความผันแปรของผลผลิตในแต่ละปีให้น้อยที่สุด และช่วยให้เกษตรกรทราบผลผลิตในแต่ละปีได้อย่างแม่นยำมากขึ้น สามารถคาดการณ์ผลผลิตและคุณภาพ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงทุกนวัตกรรมเกษตรครบวงจรที่ใช้ได้จริง อีกทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม

คูโบต้าฟาร์ม เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาเป็นองค์ประธานในการเปิด “KUBOTA FARM” และพระราชทานชื่ออาคารนิทรรศการ “อาคารเกษตรชัยพัฒน์” อันหมายถึง อาคารที่เป็นแหล่งความสำเร็จและความเจริญทางการเกษตร พร้อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย สธ ประดับที่ป้ายชื่ออาคารภายในอาคารบริเวณห้องโถงเทิดพระเกียรติ “กษัตริย์เกษตร” (Royal Project) ซึ่งนำเสนอพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพัฒนาการเกษตร นอกจากนี้ภายในอาคารยังประกอบไปด้วย ห้องนิทรรศการ “KUBOTA FARM The Beginning” ที่นำเสนอความเป็นมาของคูโบต้าฟาร์ม ห้องนิทรรศการ “360 องศา” (KUBOTA FARM Concept) แนะนำโซนต่างๆ ในรูปแบบจอ 360 องศา ห้องนิทรรศการ “Application” นำเสนอแอพพลิเคชั่นปฏิทินการเพาะปลูก (KAS Crop Calendar Application) ห้องนิทรรศการ “Internet of Things” นวัตกรรมเกษตร IoTที่ใช้ภายในคูโบต้าฟาร์ม และห้องนิทรรศการ “KUBOTA FARM Zone” ที่รวมโซลูชั่นต่างๆ ผ่านบอร์ดนิทรรศการรูปแบบ Interactive ในการออกแบบคูโบต้าฟาร์มเราเล็งเห็นถึงความสำคัญขององค์ความรู้แบบครบวงจรที่ครอบคลุมในภาคอุตสาหกรรมเกษตรของไทยและภูมิภาคอาเซียน

ด้านนายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการเปิดเผยว่า ในยุคเกษตร 4.0 ที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง สยามคูโบต้าได้สรรสร้างโซลูชั่นและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรไทยและอาเซียนอย่างเข้าใจ ปรับเปลี่ยนการนำเสนอในรูปแบบโซลูชั่นให้เกษตรกรมากกว่าการสาธิตสมรรถนะของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ช่วยให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนการทำเกษตรไปในทิศทางที่ถูกต้อง พร้อมกับสร้างประสบการณ์ที่ดีว่าแบรนด์คูโบต้าเสมือนเพื่อนที่อยู่เคียงข้าง

“คูโบต้าฟาร์มนำเสนอนวัตกรรมบริหารจัดการฟาร์มที่ทำให้เกษตรเป็นเรื่องง่าย เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต อีกทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงนวัตกรรมง่ายขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเครื่องจักรกลการเกษตรด้วยนวัตกรรมและบริการต่างๆ ของคูโบต้า อาทิ KUBOTA intelligence Solutions (KIS) นวัตกรรมใหม่จากคูโบต้าที่เชื่อมต่อระหว่างสินค้าคูโบต้ากับระบบเทเลเมติกส์ (GPS Telematics) ที่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยลูกค้าให้รับทราบข้อมูลการทำงานต่างๆ ของตัวรถได้ตลอดเวลา ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการบำรุงรักษาเครื่องจักรแก่ลูกค้าได้ K-rent รูปแบบการให้บริการเช่าเครื่องจักรกลการเกษตร จากสยามคูโบต้าและผู้แทนจำหน่าย ที่มีรูปแบบการเช่าทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลเกษตรได้ง่ายขึ้น และ Getztrac ระบบแอพพลิเคชั่นจองบริการเครื่องจักรกลการเกษตรของคูโบต้าทุกชนิด โดยระบบจะทำการเชื่อมต่อจับคู่ระหว่าง เกษตรกรผู้ที่ต้องการงานบริการเครื่องจักรกลการเกษตร และลูกค้าเครื่องจักรกลการเกษตรของคูโบต้า ถูกออกแบบและพัฒนาให้สามารถแก้ไขปัญหาของการจ้างงานเครื่องจักรกลการเกษตร

สำหรับองค์กร หน่วยงาน และกลุ่มเกษตรกร ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมคูโบต้าฟาร์ม สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ 0-2909-1234หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ siamkubota.co.th/KUBOTAFARM

‘ททบ.5-ไปรษณีย์ไทย’ลงนามความร่วมมือเพิ่มศักยภาพขนส่งสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514317

'ททบ.5-ไปรษณีย์ไทย'ลงนามความร่วมมือเพิ่มศักยภาพขนส่งสินค้าเกษตร

‘ททบ.5-ไปรษณีย์ไทย’ลงนามความร่วมมือเพิ่มศักยภาพขนส่งสินค้าเกษตร

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.25 น.

สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ลงนามความร่วมมือเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางการเกษตร ย้ำคงคุณภาพความสด และคุณค่าทางโภชนาการจนถึงมือผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้แทนของกองทัพบก นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด พล.อ.กิตติเชษฐ์ ศรดิษฐพันธ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเพิ่มศักยภาพในการขนส่งสินค้าทางการเกษตร โดยมี พล.ต.รังษี กิติญาณทรัพย์ รองผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ผู้แทนจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก และ นายพงษ์ทร วิเศษสุวรรณ รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ด้านธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ สายงานธุรกิจองค์กร ผู้แทน บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือการเพิ่มศักยภาพในการขนส่งสินค้าทางการเกษตร โดยรถควบคุมอุณหภูมิ เพื่อช่วยเกษตรกรไทยในการจำหน่ายสินค้าเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ตรงตามเป้าหมาย ทำให้สินค้าทางการเกษตรได้รับความเสียหาย และเพื่อให้เกษตรกรไทยได้ฟื้นคืนชีพ กลับขึ้นมายืนได้ด้วยลำแข้งของตนเองอีกครั้ง

ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี”วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์” หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี”วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์” หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน

ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี"วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์" หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน27 สิงหาคม 2563 – 17:10 น.

ครบรอบ1ปีวิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ มุ่งพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต หวังนำทุกศาสตร์มาแก้ปัญหาความยากจน นายกสภาม.เกษตรฯย้ำหลักสูตรแค่เครื่องมือไม่ใช่เป้าหมาย เน้นใช้สื่อออนไลน์ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน

เมื่อเวลา 09.30 วันที่ 27 ส.ค.63 ณ อาคารระพีสาคริก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนโดยวิทยาลัยบูรณการศาสตร์ จัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบ1 ปีแห่งการสถาปนาวิทยาลัยฯ ซึ่งได้รับเกียรติจากดร.กฤษณพงศ์ กิรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธี โดยมีดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยตลอดจนนิสิต นักศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยให้การต้อนรับ  
 ดร.กฤษณพงศ์ กิรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในหัวข้อ”แนวทางการเรียนการสอนในเชิงบูรณาการศาสตร์”โดยระบุว่าบูรณาการศาสตร์นั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ตั้งแถวใหม่เป็นคนแรกและพยายามจะชักชวนเครือข่ายเข้ามาร่วม ภายใต้คำว่าบูรณาการศาสตร์ เป็นการนำทุกศาสตร์มารวมอยู่ด้วยกัน
  “หลักสูตรจะเป็นปีต่อปีแล้มีการปรับปรุง ถ้านานไปกว่านั้นหลักสูตรก็จะเปลี่ยนเร็ว”ดร.กฤษณพงศ์กล่าว โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการายในองค์กรว่าในเชิงบริหารจะต้องแบ่งเวลา แบ่งเงินงบประมาณมาอยู่ที่บูรณาการศาสตร์ เช่นเดียวกับงานวิชาการจะต้องมีผลงานทางวชาการแบบหลายสาย ไม่ใช่สายเดี่ยวอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องไปแก้ไขกฎระเบียบมหาวิทยาลัยเพื่อการการบริหารจัดการเดินหน้าต่อไปได้
   

  ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี"วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์" หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน

                                    ดร.กฤษณพงศ์ กิรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

“ผลงานทางวิชาการจะออกมาทั้งสองสามหน่วยงานจะบอกว่ามาจากหน่วยงานก. ข.หรือค.หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ ฉะนั้นจะต้องไปแก้ระเบียบเรื่องการประเมิน เรื่องการบริหารจัดการภายใน ผมเรียนอธิการบดีว่าของอย่างนี้รีบแก้ซะ ของที่ไม่ใช่เงิน แต่มีกติกาที่เรารับถ่ายทอดกันมา ทำให้เราอยู่ด้วยกันไม่ได้ ทั้งเรื่องพนักงานร่วม การใช้ทรัพยากรร่วม เงินเดือนร่วม  ผลงานร่วม”
 นายกสภาม.เกษตรศาสตร์ กล่าวต่อไปว่าอีกสิ่งที่ฝากไปถึงอธิการบดีอยากเห็นความก้าวหน้าทางวิชาการของนักวิชาการในสังกัดวิทยาลัยแห่งนี้จะต้องมีความหลากหลายไม่ใช่มีแค่นักวิชาการสายเดี่ยว เพราะสายเดี่ยวไม่กว้างและไม่เอื้อต่อการทำงานแบบบูรณาการ แต่ก็ไม่ปิดกั้นการทำงาน ซึ่งใครอยากโตแบบสายเดี่ยวก็โตไป ใครอยากโตแบบหลายสายผสมกันก็โตไปตามที่ตนเองถนัด 

  ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี"วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์" หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน
“หลักสูตรเป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย ขอฝากท่านอธิการบดีและพันธมิตรทั้งหลายว่าเป้ามหายของเราจะแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ    เพราะฉะนั้นเราอาจจะเอาหมู่บ้านเป็นตัวตั้ง ดูความสำเร็จในพื้นที่แทนที่จะดูเฉพาะหลักสูตรที่มาเรียนจะเป็นนอนดีกรีหรือดีกรีจะต้องเอาชุมชนเป็นตัวตั้งแล้วเอ็กซเรย์ วิเคราะห์โฟรไฟล์ของคนในชุมชนว่าสมมติหมู่บ้านนี้มี100 ครอบครัว ต้องเอ็กซเรย์ว่าปู่ย่าตายายเขาทำอาชีพอะไร ลูกหลานคนรุ่นใหม่กำลังเรียนอะไรแล้วใช้ข้อมูลครอบครัวเป็นฐานเพื่อการวางแผนอย่างยั่งยืน” 

  ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี"วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์" หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน
 ดร.กฤษณพงศ์ ย้ำด้วยว่าสังคมปัจจุบันถูกดิสรับด้วยเทคโนโลยี ดังนั้นการมองไปข้างหน้านับจากนี้ จะต้องพัฒนาเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนจากไหนก็ได้ ทำงานจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เพราะการเรียนการสอนจะมุ่งเน้นการใช้ระบบออนไลน์  ถ้าใช้ออนไลน์ไม่ได้ ก็ใช้สื่อวิทยุเกษตร สื่อโทรทัศน์ออนแอร์  โดยใช้สถานที่ในชุมชน เช่นห้องประชุมอบต. ที่ทำการหมู่บ้าน สำหรับการเรียนการสอน ส่วนเวลายึดตามความสะดวกของผู้เรียน  
       “ต่อไปนอกจากจะเรียนที่ไหนแล้วเราจะทำงานที่ไหนก็ได้เป็นความท้าทาย บูรณาการจะออกมาขนมขั้นหรือจะเป็นเค้กที่เป็นเนื้อเดียวกันหรือเค้กมีไส้อยู่ข้างในหรือฟรุ๊ตเค้กหรือขนมถ้วยฟู บูรณาการมันมีหลายมิติ   ถ้าจะเป็นขนมชั้นก็ต้องเป็นขนมชั้น   เวอรชั่นเยอะพอสมควรนี่คือบูรณาการศาสตร์แล้วแต่ความต้องการของตลาด และต้องพัฒนากระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย”นายกสภาม.เกษตรฯย้ำทิ้งท้าย

นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ” 

นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน "เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 " 27 สิงหาคม 2563 – 14:32 น.

นายกรัฐมนตรี ควง รมต เกษตร เปิดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ” และการสัมมนารวมพลคนสร้างชาติ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27 – 30 สิงหาคม 2563 ณ ฮอลล์ 9-10 อิมแพคเมืองทองธานี

วันนี้ (27 สิงหาคม 2563) 09.00 น.ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 และการสัมมนารวมพลคนสร้างชาติ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27 – 30 สิงหาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ฮอลล์ 9-10 อิมแพคเมืองทองธานี

                นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน "เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 " 
 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ว่า เพื่อให้งานมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาครวมทั้งการสร้างโอกาสให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนายกระดับสินค้าเกษตร และแสดงศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อเข้าสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากตลาดท้องถิ่น ตลาดภูมิภาค สู่ตลาดต่างประเทศ และตลาดออนไลน์ ให้คนเมืองได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานราก มีการกระจายตัวของรายได้มากขึ้น ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคได้โดยตรง เชิญชวนพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมงาน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตร และทำความเข้าใจว่าเกษตรสร้างชาติได้อย่างไร และสินค้าเกษตรไทย พร้อมไปตลาดโลกแล้ว
 

นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน "เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 " 

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมสำคัญภายในงานประกอบด้วยการพบปะ แลกเปลี่ยน พูดคุยกับเกษตรกรตัวจริง ที่เป็นต้นแบบในการประกอบอาชีพ จากการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จาก 6 แห่งทั่วประเทศ, เกษตรแปลงใหญ่ ที่รวมกลุ่มการผลิต เปลี่ยนสินค้าจากขายในประเทศ ยกระดับสินค้า Premium to fly, เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการเกษตร มีความรู้ และมีความภาคภูมิใจในอาชีพ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนหันกลับมาทำการเกษตร เป็นอนาคตของการปฏิรูปภาคการเกษตรต่อไป ความอลังการของกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ฟอกอากาศ หลากหลายประเภท เรียนรู้และเข้าใจกลไกการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ กระบวนการส่งเสริมผ่านการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเป็นเครือข่ายในการส่งต่อความรู้ไปสู่เกษตรกรรายย่อยอื่นๆ สร้างการมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติดูแลพื้นที่การเกษตรของตัวเองในทุกด้าน ทั้งการลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การเฝ้าระวังศัตรูพืช ผ่าน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ส่งเสริมการใช้ดินและปุ๋ยที่เหมาะสมในการปลูกพืชผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) รวมทั้งสร้างตัวแทนเกษตรกร เพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ผ่าน อาสาสมัครเกษตรกร (อกม.) ตื่นตาไปกับ นวัตกรรมการเกษตร โชว์เทคโนโลยีไบโอรีแอคเตอร์ ขยายเนื้อเยื่อสัปปะรดกินสด พันธุ์ MD2 และโชว์นวัตกรรมการเกษตร จากภาคีเครือข่าย เช่น หุ่นยนต์อารักขาพืช จาก ม.เกษตร

                   นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน "เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 " 
 
ห้ามพลาดการช้อปปิ้ง..

ห้ามพลาดการช้อปปิ้ง พร้อมอิ่มท้อง กับครัวไทย สินค้าเกษตรคุณภาพ product premium หลากหลายประเภท กว่า 1,000 รายการเพื่อย้ำความมั่นใจ“อาหารไทย อาหารโลก”ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” และร่วมเลือกสรรพัสตราภรณ์ กว่า 100 ร้านค้า จากแม่บ้านเกษตรกรคุณภาพ สร้างโอกาสธุรกิจเกษตร จับคู่ Business Matching เปิดโอกาสให้กับเกษตรกรไทย ได้เป็นผู้ประกอบการเกษตรพบปะผู้ส่งออก Start up ส่งสินค้าดีมีคุณภาพสู่ตลาดสากล รวมทั้งการส่งเสริมให้เกษตรกรขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์มากขึ้นโดยจำหน่ายผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ฝึกอาชีพฟรี หนึ่งวันทำได้จริง 28 หลักสูตร เช่น ขนมจีนน้ำยาเห็ด ผักบุ้งดองสูตรโบราณ พวงมาลัยใบเตย การขยายพันธุ์แคคตัส  น้ำพริกกากหมู รวมถึงกิจกรรมสาระบันเทิง ให้บริการความรู้แก่เกษตรกรและผู้เข้าชมงาน การล้างผักอย่างปลอดภัย คำแนะนำการปลูกพืช คลินิกพืช โชว์การเดินแบบผ้าไทย สาธิตการทำอาหารจากเชฟชั้นนำ มินิคอนเสริต์จากศิลปินชื่อดังมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนชาติและเห็นถึงพลังของพี่น้องเกษตรกรไทยในงาน เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 มหกรรม product premium ระหว่างวันที่ 27 – 30 สิงหาคม 2563 “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง”.- 

สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต

สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต27 สิงหาคม 2563 – 10:50 น.

สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต เลี่ยงเก็บเกี่ยวชนกับกะหล่ำปลีของภูทับเบิกที่ออกช่วงฤดูหนาว

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่เยี่ยมสมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้จับมือกับภาคเอกชนในโครงการส่งเสริมสมาชิกปลูกกระหล่ำปลีในฤดูฝน เพื่อติดตามผลผลิตว่าได้ผลเป็นอย่างไรและสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้มากน้อยเพียงใด เบื้องต้นสมาชิกสหกรณ์พอใจกับผลผลิตและราคาที่รับซื้อ เนื่องจากได้มีการวางแผนให้เกษตรกรปลูกนอกฤดู ทำให้ราคารับซื้อสูงกว่ากระหล่ำปลีในฤดูหนาว ซึ่งจะเป็นช่วงที่ผลผลิตจากภูทับเบิกแหล่งผลิตรายใหญ่ออกสู่ตลาด
 ทั้งนี้โครงส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายในฤดูการผลิต 2562/63ซึ่งสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด ร่วมมือกับบริษัทเอกชนส่งเสริมเกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกพริกซอสและกระหล่ำปลีและยังมีความร่วมมือกับสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรอีกหลายแห่งต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 3 ปี โดยเอกชนจะแจ้งปริมาณความต้องการผลผลิตเพื่อให้สหกรณ์ใช้ตลาดเป็นตัวนำ และมาวางแผนเพื่อส่งเสริมการผลิตให้กับสมาชิก ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกสหกรณ์พอใจกับผลตอบแทนที่ได้รับทำโครงการลักษณะนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายของกรมที่ต้องการให้สหกรณ์หาอาชีพเสริมหรือปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจได้รับผล

กระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด 19  อย่างไรก็ตามได้กำชับให้สหกรณ์ประสานร่วมมือกับเอกชนที่เป็นคู่ค้า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงการผลิตของสมาชิก เพื่อให้ผลผลิตได้คุณภาพตามที่ตลาดและผู้บริโภคต้องการ
 

สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต

ด้านนายวินัย จันทร์เชื้อ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด อยู่หมู่ที่ 4 ตำบลวัดขวาง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า จากเดิมเคยปลูกพริกซอสก็ได้ผลผลิตราคาดี  เมื่อทางสหกรณ์และเอกชนได้มาแนะนำให้ทดลองปลูกกะหล่ำปลี ก็ลองทำครั้งแรก บนพื้นที่  มี 1 ไร่ 1 งาน เริ่มปลูกตั้งแต่ 15 มิ.ย. 63  ถึงฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนก.ย. 63 คาดว่าจะได้ผลผลิตจำนวน 7 ตัน ราคารับซื้อประมาณตันละ 18,000 บาท คาดว่าจะมีรายได้ 126,000 บาท เมื่อหักต้นทุนการผลิต 50,000 บาท จะทำให้มีกำไรเหลือ 76,000 บาท ซึ่งขณะนี้แปลงกะหล่ำปลีของเพื่อนสมาชิกบางรายได้ทยอยเก็บผลผลิตแล้ว เพราะมีการวางแผนในการปลูกเพื่อให้ผลผลิตออกมาไม่พร้อมกัน ซึ่งจะช่วยคุมปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีรายได้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้

                    สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต
 นายสมศักดิ์ สีอุดทา ประธานสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด  กล่าวว่า สหกรณ์ได้จับมือเอกชนคือบริษัท ศราวุฒิการเกษตร จำกัด  ส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกมาเป็นเวลา 3 ปี โดยจะเน้นปลูกพืชอายุสั้น ให้ผลผลิตเร็ว ตลาดมีความต้องการและรับซื้อในราคาที่เกษตรกรพอใจ โดยก่อนหน้าได้ทำโครงการปลูกพริกซอส ซึ่งทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความเชื่อมั่นร่วมกันจากการส่งเสริมต่อเนื่องหลายฤดูกาลผลิต ต่อมา สหกรณ์ได้ตกลงกับทางบริษัทส่งเสริมปลูกกะหล่ำปลี เพื่อนำไปส่งที่ตลาดไทซึ่งสหกรณ์มีโครงการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก โดยจัดสรรเงินกู้ให้รายละ 2 หมื่นบาท เมื่อเกษตรกรนำผลผลิตมาขายกับสหกรณ์ ทางสหกรณ์จะหักรายได้จากการขายผลผลิตไว้  50 เปอร์เซ็นต์เพื่อเป็นชำระหนี้คืนสหกรณ์ซึ่งเงินกู้ 1 งวดสามารถใช้เป็นทุนการผลิตได้สองรอบการผลิต ทำให้ขณะนี้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด เริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถนำเงินมาส่งชำระหนี้ที่เคยค้างกับสหกรณ์ได้  ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะทำให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการทำธุรกิจกับสหกรณ์มากขึ้นแล้ว ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคงและส่งเสริมอาชีพการทำเกษตรให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
                  สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต

“วีรศักดิ์” เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วีรศักดิ์” เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 19

"วีรศักดิ์" เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 1927 สิงหาคม 2563 – 09:41 น.

“วีรศักดิ์” รมช.พาณิชย์ เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 19

“วีรศักดิ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ไอทีดี จัดประชุมระดมสมอง ในหัวข้อ “เกษตรมั่งคั่ง ประเทศไทยมั่นคง”  ในวันที่ 26 สิงหาคม 2563 ณ กระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี เพื่อหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตรจากวิกฤต COVID – 19 และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในภาคการเกษตรคาดว่าการประชุมระดมสมองครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำนโยบายเพื่อฟื้นฟูภาคการเกษตรของประเทศไทยหลังวิกฤต   โควิด-19 ยุติลงอย่างแน่นอน

"วีรศักดิ์" เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 19

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังจากเป็นประธานเปิดการ ประชุมระดมสมอง ในหัวข้อ “เกษตรมั่งคั่ง ประเทศไทยมั่นคง”  ว่าได้มอบหมายให้ไอทีดีทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญหา อุปสรรค และโอกาสจากวิกฤตโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยให้มุ่งเน้นศึกษาวิเคราะห์ และประเมินผลกระทบที่มีต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เนื่องจากได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจการพาณิชย์ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านธุรกิจการเกษตรและอาหาร ซึ่งจำเป็นต้องใช้มาตรการที่ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร และผู้ประกอบการอย่างแท้จริง นอกจากนั้น การฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจการพาณิชย์ของประเทศยังวางเป้าหมายใหญ่ คือ เตรียมพลิกฟื้นเศรษฐกิจในภาคการผลิตและการบริโภคในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 

"วีรศักดิ์" เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 19

“ผมได้ตระหนักถึงความสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคการเกษตรหลังวิกฤตโควิด-19 ดังนั้นจึงได้สั่งการให้ไอทีดีประชุมระดมสมอง ในหัวข้อ“เกษตรมั่งคั่ง ประเทศไทยมั่นคง” โดยเชิญผู้ประกอบการ และผู้แทนภาครัฐและเอกชน กว่า 100 ราย อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด บริษัท สุรพลฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท อาคเนย์เกษตรกรรม จำกัดและบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เพื่อรับทราบถึงประเด็นปัญหา อุปสรรค และผลกระทบต่อภาคธุรกิจการเกษตรและอาหารจากวิกฤติ COVID – 19 และหาแนวทางในแก้ไขปัญหาเพื่อให้ภาคเอกชนปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และรับฟังปัญหาของภาคเอกชนรวมถึงหาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน และความต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนนโยบาย และเพิ่มมาตรการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรให้พวกเขาได้อย่างไร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย

“เกษตร” เร่งปฏิรูปครั้งใหญ่ ลุยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรรายย่อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เกษตร” เร่งปฏิรูปครั้งใหญ่ ลุยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรรายย่อย

"เกษตร" เร่งปฏิรูปครั้งใหญ่ ลุยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรรายย่อย26 สิงหาคม 2563 – 18:45 น.

“เกษตรฯ.”เร่งปฏิรูปฐานรากภาคเกษตรครั้งใหญ่ คิกออฟรับสมัครร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ทั่วประเทศพรุ่งนี้ หวังแก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืน

     นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงวันนี้(26ส.ค.)ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งเดินหน้าโครงการ1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโครงการและงบประมาณ9,805ล้านบาทภายใต้โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล

     โดยจะเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันพรุ่งนี้(27ส.ค.)ถึงวันที่2กันยายน ครอบคลุม4,009ตำบลๆละ16รายทุกภาคทั่วประเทศคิดเป็นจำนวนเกษตรกร64,144รายรวมทั้งการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่อีกตำบลละ8คนรวม 32,072คนเพื่อช่วยการดำเนินงานโครงการซึ่งผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องผ่านการอบรมบ่มเพาะให้เข้าใจศาสตร์พระราชาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโมเดลเกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งโครงการนี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนปี2564

     นายอลงกรณ์กล่าวว่า โครงการ1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้นโยบายพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน(Sustainable Agriculture)ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถือเป็นการวางรากฐานภาคเกษตรครั้งใหญ่ที่สุดโดยคาดหวังว่าโครงการนี้จะแก้ปัญหาเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศที่ประสบปัญหาติดกับดักความยากจนและหนี้สินได้อย่างยั่งยืนโดยแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่64,144แปลงยังจะเป็นต้นแบบในการเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อขยายวิถีแห่งเกษตรทฤษฎีใหม่ในระดับหมู่บ้านทั่วประเทศต่อไป

     สำหรับโมเดลเกษตรทฤษฎีใหม่จะออกแบบพื้นที่การพัฒนา3ไร่ออกเป็น4ส่วนได้แก่ พื้นที่แหล่งน้ำและประมง30%พื้นที่ทำนา30%พื้นที่เกษตรผสมผสานไม้ผลไม้เศรษฐกิจ30%พื้นที่อยู่อาศัยและทำปศุสัตว์10%เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพมีกินมีใช้มีรายได้เพิ่มขึ้น

  ในภาพรวมของประเทศเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่6.8ล้านครัวเรือนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมีความเข้มแข็งมากขึ้นสามารถก้าวพ้นความยากจนและหนี้สินได้อย่างยั่งยืนและประเทศจะมีพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนเพิ่มขึ้น192,432ไร่มีแหล่งน้ำใหม่ใน75จังหวัดอีกอย่างน้อย64,144แห่ง

   จึงขอเชิญชวนเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นใบสมัครด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ http://ntag.moac.go.th หรือยื่นใบสมัครกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตั้งแต่ 27 สิงหาคม – 9 กันยายน 2563

สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน26 สิงหาคม 2563 – 15:56 น.

สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทำให้เกิดโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และได้ยังประโยชน์ให้กับราษฎรในการประกอบอาชีพดั่งเช่นในทุกวันนี้ 
“เราภาคภูมิใจมากกับอาชีพการเกษตรที่ในหลวงพระราชทานมา ภายใต้โครงการพระราชดำริลุ่มแม่อาวน้อย ท่านให้หลายอย่างแก่เรา เดิมนั้นพื้นที่ลุ่มแม่อาวน้อย เป็นพื้นที่ที่กันดารมากที่สุด ไม่มีอะไรเลย นอกจากภูเขาหัวโล้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิม ขึ้นไปบนเขาสิ โอ้โห้ ถนนลาดยางหมดแล้วนะ และคนที่อยู่ก็ได้รับการพัฒนาทั้งด้านชีวิตและอาชีพ ”
นายสมัย ไชยวงศ์ เกษตรกรวัย 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 185 หมู่ที 7 บ้านเหล่ายาวเหนือ ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน บอกกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังการเกิดขึ้นของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งนี้
“ ยอมรับว่าถ้าไม่มีโครงการ ไม่มีแนวคิดของในหลวงท่านถือว่าเราจะมาถึงวันนี้หรือเปล่า ในการ หนึ่งรายได้ สองประสบการณ์ เราก็คงจะอยู่แบบลุ่มๆดอนๆ ที่เราอยู่ได้ยาวนานอย่างทุกวันนี้ก็ด้วยแนวคิดของพระองค์ท่าน ดังนั้นหากเกษตรกรถ้ายึดแนวทางในหลวงท่านก็จะประสบความสำเร็จทุกราย”

สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เป็นหนึ่งในหน่วยงานดำเนินการที่ประกอบด้วย กรมป่าไม้ ส.ป.ก. กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการสนองพระราชดำริภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งนี้ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการช่วยเหลือทั้งด้านการจัดที่ดินทำกิน และพัฒนาความเป็นอยู่รวมถึงการประกอบอาชีพ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

                     สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน
“สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดลำพูน ถือเป็นหน่วยงานที่เกื้อกูลในการจัดการหลายอย่างมี บ่อน้ำ มีเครื่องมือในการปั๊มน้ำมาช่วย รวมถึงเข้ามาส่งเสริมเทคนิคการใช้น้ำอย่างประหยัด มีการให้เอกสิทธิ์ในการที่เราประกอบอาชีพตรงนี้ อีกอย่างหนึ่งก็เข้ามาช่วยเหลือในด้านการให้ที่ดิน เอื้อให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นศูนย์รับน้ำนม ต้องยอมรับว่าปฏิรูปที่ดินลำพูนเป็นอีกหนึ่งที่พึ่งของเรา ที่ช่วยทำให้สามารถลืมตาอ้าปากมาได้ทุกวันนี้  ” 
ทั้งนี้ ลุงสมัย เป็นหนึ่งในเกษตรกรในโครงการฯ ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินจาก ส.ป.ก. จำนวน 23 ไร่ และได้ใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้ด้วยการประกอบอาชีพการเกษตรแบบผสมผสาน ที่มีทั้งการปลูกพืช อย่างลำไย มะม่วง และเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะโคนม ที่วันนี้ถือเป็นอาชีพหลักในการสร้างรายได้

                สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ภายใต้การเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ของหน่วยงานต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง ได้ส่งผลให้ลุงสมัย และเกษตรกรภายในพื้นที่โครงการฯ ต่างสามารถก้าวสู่ความสำเร็จในอาชีพการเลี้ยงโคนม จนกลายเป็นแหล่งเลี้ยงโคนมที่สำคัญของภาคเหนือ
“นอกจากองค์ความรู้ต่างๆที่ทุกหน่วยงานนำมาให้ ลุงสมัยยังยึดตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหลักปรัชญาหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่ใช้เป็นแนวทางสำคัญของการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนม ที่วันนี้ถือเป็นรายได้หลักของตนเอง รวมถึงของเกษตรกรคนอื่นในพื้นที่อำเภอโฮ่ง“
“การยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างไม่ผิดพลาด เพราะจะมีการคิดก่อนทำ ทุกอย่างต้องรอบคอบ อีกทั้งยังยึดหลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในเรื่องของการพึ่งพาตนเอง เน้นให้เกิดความยั่งยืนเป็นหลัก” ลุงสมัยกล่าวว่า 
“ การเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพพระราชทานของในหลวง รัชกาลที่ 9  ที่มีประโยชน์มาก ช่วยทำให้เด็กนักเรียนทุกเพศทุกวัยได้ดื่มนมโคสด ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทำให้เรามีรายได้มาเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานได้เป็นอย่างดี” 
สำหรับการเลี้ยงโคนมของลุงสมัยในวันนี้ มีโคนมทั้งสิ้น 150 ตัว โดยแม่โครีดนม 1 ตัว จะสามารถสร้างรายได้ให้เฉลี่ยตัวละ 9,000 บาทต่อเดือน ซึ่งน้ำนมที่รีดได้จะส่งจำหน่ายให้กับ บริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ จำกัด
ด้วยความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้นี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดลำพูน จึงได้สนับสนุนให้ฟาร์มโคนม เป็นศูนย์เรียนรู้แก่เพื่อนเกษตรกร ในเขตปฏิรูปที่ดิน 
“ฟาร์มของลุงสมัย เป็นฟาร์มของเกษตรกรที่พึ่งพาตนเอง และใช้ดุลพินิจความขยันหมั่นเพียร และความพยายามจึงจะประสบความสำเร็จได้ ถ้าวันไหนมีเพื่อนเกษตรกรจากที่ต่าง ๆมาเยี่ยมชม เราจะใช้ประสบการณ์ที่เรามี สอนให้ว่า การเลี้ยงโคนมจะต้องทำตัวเป็นอย่างไร จะมุ่งมั่นและมีใจรักขนาดไหนและต้องมีความคิดความอ่านในการบริหารจัดการ” ลุงสมัยกล่าว 
นอกจากเป็นเกษตรกรต้นแบบความสำเร็จในการสร้างฟาร์มของตนเองแล้ว ลุงสมัยยังเป็นเกษตรกรผู้นำในฐานะประธานแปลงใหญ่โคนมอีกด้วย
“สำหรับการดำเนินงานในรูปแปลงใหญ่นั้น ได้มีการพัฒนากลุ่มสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาด้านการตลาด ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องตลาดนำการผลิต เช่น การเชื่อมโยงตลาดโดยทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU กับ บริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ โดยจะส่งนมให้กับบริษัทประมาณวันละ  18 ตัน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดร่วมกับสหกรณ์โคนมลำพูน และสหกรณ์โคนมบ้านโฮ่ง เพื่อจำหน่าย ข้าวโพดต้นสดเป็นอาหารสัตว์ หรือที่เรียกว่า ไซเลจ (Silage) อีกประมาณ 6 ตันต่อวัน โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 2.20-2.50 บาท” ลุงสมัย กล่าวในที่สุด
เพราะการพัฒนาคนพัฒนาอาชีพภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ วันนี้จึงทำให้เกิดเกษตรกรต้นแบบแห่งความสำเร็จอย่างยั่งยืน ที่ชื่อ สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาวผู้นี้