“ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ “เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ “เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน

"ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ "เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน26 สิงหาคม 2563 – 15:31 น.

“ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ “เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน

โครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก.ได้ร่วมบูรณาการการทำงานเพื่อพัฒนาชีวิตผู้คนในท้องถิ่น ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร อันนำไปสู่การสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับประชาชน
การดำเนินงานและบทบาทของ ส.ป.ก. ได้เริ่มขึ้นหลังจากที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน (ส.ป.ก.น่าน) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือกับจังหวัดน่าน และประธานคณะทำงานโครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ในฐานะคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อน
โครงการฯ รับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปัว ภูเพียง เฉลิมพระเกียรติ บ้านหลวง ท่าวังผา สันติสุข เชียงกลาง เวียงสา และอำเภอเมืองน่าน

"ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ "เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน

ทั้งนี้ ส.ป.ก.ได้มุ่งเน้นแนวทางส่งเสริมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคการเกษตรและชนบท และการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านความมั่นคง รวมถึงบูรณาการองค์ความรู้ ตามแนวพระราชดำริใน 6 มิติหลักได้แก่ มิติเรื่องดิน น้ำ เกษตร พลังงานทดแทน ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังน้อมนำหลักการทรงงาน 23 ข้อของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่

            "ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ "เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน
นับจากวันเริ่มต้นจนมาถึงวันนี้ ได้ปรากฏผลความสำเร็จในการสร้างความอยู่ดีมีสุขทั้งด้าน การดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพ ดั่งเช่น นายศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ เกษตรกรต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรผสมผสานในเขตปฏิรูปที่ดินของ ส.ป.ก. ภายใต้ “โครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ” ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 59 หมู่ที่ 1 บ้านพืชเจริญ ตำบลน้ำตก อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน

               "ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ "เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน
นายศักดิ์ดุล เป็นเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินตามเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ ชีวิตของเกษตรกรผู้นี้ได้พลิกเปลี่ยน จากเดิมที่เน้นการทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นหลัก 
“ตอนนั้นชีวิตลำบากมากครับ ปลูกข้าวโพด แต่ได้ผลผลิตน้อย ไม่คุ้มเหนื่อย เนื่องจากมีปัญหาหลายอย่าง เช่น สภาพดินเสื่อมโทรม  ขาดแคลนน้ำ และที่สำคัญต้องใช้สารเคมีเยอะมาก ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการปิดทองหลังพระฯ ซึ่งทางส.ป.ก. ได้เข้ามาส่งเสริมแนะนำ ในปี พ.ศ. 2559”
ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเกษตรกรต้นแบบผู้นี้บอกว่า องค์ความรู้ต่าง ๆรวมถึงแนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริและหลักการทรงงานของของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ถูกนำมาใช้เป็นหลักของชีวิต 
“ผมได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรจากเกษตรเชิงเดี่ยว มาเป็นเกษตรผสมผสาน ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่  เน้นการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกิจกรรมการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ที่หลากหลาย ทั้ง การเลี้ยงหมูป่า เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกไม้ผล เช่น แก้วมังกร มะละกอ ฝรั่ง กล้วย สับปะรด และปลูกผักสวนครัว คะน้า ผักกาด ผักหวานป่า ฯลฯ ส่งผลให้มีอาหารเพียงพอต่อการบริโภค และจำหน่ายต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีรายได้ถึงปีละ 500,000 บาท เกิดความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืน” นายศักดิ์ดุลกล่าว
“ทุกวันนี้ ผมใช้แนวคิดของพ่อหลวงท่านมาเป็นธงนำครับ โดยเฉพาะจากหลักการทรงงานที่ท่านแนะนำว่า เมื่อทำแล้วต้องศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำงานอย่างผู้รู้จริง ซึ่งผมทำตามอย่างจริงจัง จนทำให้การทำเกษตรผสมผสานประสบความสำเร็จ ทำให้เรามีกินมีใช้ปลดหนี้ ปลดสินได้ ทุกวันนี้ถ้าไม่มีพ่อหลวงเราคงไม่มีวันนี้”
“สำหรับผมแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมถือว่าภูมิใจมาก ที่ได้เดินตามพ่อหลวง เพราะท่านได้สร้างไว้ว่า ทำทุกอย่างที่เรากิน กินทุกอย่างที่เราทำแล้วปลูกในสวน ทุกวันที่ผมทำในสวน รายจ่ายในครอบครัวลดลง รายจ่ายลดไปครึ่งหนึ่ง อาหารการกินที่ผมซื้อมากินในครอบครัวคือเนื้ออย่างเดียว อย่างอื่นของในสวนหมด”นายศักดิ์ดุลกล่าว

ด้วยความสำเร็จที่เกิดขึ้น สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน จึงได้คัดเลือกให้พื้นที่ของนายศักดิ์ดุล เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรผสมผสาน เปิดโอกาสให้เพื่อนเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่สนใจได้เดินทางมาศึกษาและเรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้กับเรือกสวนไร่นาของตนเอง
 “มาที่ศูนย์ฯของผม จะมีทั้งการให้แนวคิดแนวทางปฏิบัติ และเรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆที่มีแบบลงมือทำจริง ซึ่งผมจะเน้นกับทุกคนเสมอว่า ใจต้องมาก่อน ทำการเกษตรถ้าใจไม่มาไม่ต้องทำครับ ถึงมีเงินก็ไม่สำเร็จ ใจต้องมาก่อน ขั้นตอนต่อไปคือ ศึกษาครับ ต้องทดลองด้วยตัวเอง อย่างผักหวานผมลองมา 7 ปีถึงจะได้ ถึงวันนี้7 ปี ผมลองผิดลองถูกมาตลอด มีแต่คนหาว่าผมบ้า ผักหวานอยู่บนดอยแล้วมาปลูกที่ราบ” 
สำหรับหลักการทำเกษตรผสมผสาน นายศักดิ์ดุลได้ให้ข้อแนะนำว่า หลักการสำคัญคือต้องปลูกหลายๆอย่างไม่ใช่ปลูกอย่างเดียว ต้องทำให้มีรายได้หมุนเวียนทุกวัน 
 “อีกทั้งการจัดแปลงปลูกพืชหรือทำกิจกรรมเกษตรอื่นๆ ผมจะแนะนำให้แบ่งเป็นโซน ในรูปแบบของการปลูกไม้ 3 ระดับ คือ มีเตี้ย มีกลาง แล้วมีสูง อย่างไม้ต้นสูง เช่น ปลูกไม้ผล อย่าง มะขาม กระท้อน มะพร้าว ชั้นกลางเน้นปลูกไม้ล้มลุก เช่น พริก มะเขือ กระเจี๊ยบ ส่วนไม้ประเภทเตี้ย เน้นเป็นพืชผักต่างๆ เช่น ผักชี ผักสลัดกรีนโอ๊ต  ต้นหอม เป็นต้น” นายศักดิ์ดุลกล่าวในท้ายที่สุด
 เพราะการรู้จริงในสิ่งที่ทำ เพราะความทุ่มเท และยึดแนวทางการทำงานการประกอบอาชีพ ตามแนวพระราชดำริ จึงนำมาซึ่งความสำเร็จของเกษตรกรแห่งจังหวัดน่าน ภายใต้โครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ที่ชื่อ ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ ผู้นี้

ส.ป.ก. จับมือ 4 หน่วยงาน ทำ MOU เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. จับมือ 4 หน่วยงาน ทำ MOU เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ส.ป.ก. จับมือ 4 หน่วยงาน ทำ MOU เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร26 สิงหาคม 2563 – 09:44 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ร่วมกับ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน สมาคมประชาสังคมชุมพร เครือข่ายหลุมพอเพียง และมูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน สร้างและพัฒนาบุคคล ชุมชน และเครือข่าย ภายใต้ศักยภาพและบริบทของชุมชน ขับเคลื่อนการพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง และขับเคลื่อนงานพัฒนาเชิงประเด็นในระดับเครือข่าย มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการภาคการเกษตร โดยใช้เครื่องมือภูมิปัญญา องค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี แผนชุมชน แผนธุรกิจ และการบริหารจัดการขององค์กรชุมชนที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สรุปและถอดบทเรียนการทำงานและขยายผลต่อสังคม ทั้งจะสืบสานไว้ซึ่งศาสตร์พระราชา นอกจากนั้น ในระดับทวิภาคี ได้มีข้อตกลงร่วมกัน ดังนี้

ส.ป.ก. จับมือ 4 หน่วยงาน ทำ MOU เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

1.สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน จะร่วมกันพัฒนาระบบวิสาหกิจชุมชน เพื่อเชื่อมโยงสนับสนุนสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.โคกสูง (คทช.) จำกัด ให้สามารถประกอบการภาคการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งร่วมกันกำหนดหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อรับรองวุฒิการศึกษาระดับอนุปริญญา หรือปริญญาตรี ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

2.สมาคมประชาสังคมชุมพร จะร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และชุมชนนิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.คันธุลี อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในระบบเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการบริหารจัดการสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงเครือข่ายด้านพันธุกรรมพืชท้องถิ่น และการตลาดระดับภูมิภาค

ส.ป.ก. จับมือ 4 หน่วยงาน ทำ MOU เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

3.เครือข่ายหลุมพอเพียง จะร่วมกันขยายผลองค์ความรู้ “หลุมพอเพียง” และการบริหารจัดการผลผลิตการเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งกระบวนการพัฒนาเกษตรด้านคุณธรรม จริยธรรม และการดำเนินวิถีชีวิตตามแนวทางของศาสตร์พระราชา

4.มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ จะร่วมสร้างและพัฒนาสินค้าเกษตรให้ได้รับการยอมรับภายใต้มาตรฐาน “เกษตรอินทรีย์วิถีไทย” (Earth Safe) พัฒนาผู้ประกอบการตามชนิดสินค้าและสร้างโอกาสทางการตลาดในระดับต่างๆ ตามศักยภาพของชุมชนและเครือข่ายในเขตปฏิรูปที่ดิน

“การเริ่มต้นความร่วมมือกับทั้ง 4 หน่วยงานในครั้งนี้ ส.ป.ก.หวังให้เกิดเป็นรูปธรรมในด้านการบูรณาการ การพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างแท้จริง ทั้งมิติภาคการเกษตร การพัฒนาชุมชน การศึกษา การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการสร้างคุณธรรมจริยธรรมของเกษตรกร รวมทั้งการสืบสานไว้ซึ่งศาสตร์พระราชา อันจะนำไปสู่การพัฒนาเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินให้เกิดความสุขและยั่งยืนตลอดไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

แปลงใหญ่”มะพร้าวน้ำหอม”ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แปลงใหญ่”มะพร้าวน้ำหอม”ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์25 สิงหาคม 2563 – 21:05 น.

แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมไปลิ่ว กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนรวมกลุ่มแล้วใน 8 จังหวัด 17 แปลง พร้อมเสริมความรู้เกษตรกรที่ดำเนินสะดวก หวังต่อยอดสร้างแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ สร้างตลาดเปิดช่องทางออนไลน์ เผยปัจจุบันมีสมาชิกแปลงใหญ่ มีพื้นที่ปลูกรวม 3,000 ไร่

          นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มะพร้าวน้ำหอม นับเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้แนะนำให้เกษตรกรปลูกเพื่อตอบสนองความต้องการ

ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปัจจุบันเกษตรกรมีการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่แล้วจำนวน 17 แปลง ใน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา นครปฐม สมุทรปราการ และจังหวัดสงขลา

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

รวมจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วม 533 ราย ทั้งนี้การส่งเสริมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมเน้นให้เกษตรกรใช้หลักตลาดนำการผลิต และใช้ช่องทางการตลาดใหม่ๆ เช่น การจำหน่ายผ่านสื่อออนไลน์

         นายประยูร กล่าวอีกว่า สำหรับการทำสวนมะพร้าวน้ำหอมในปัจจุบัน เพื่อสนองตอบความนิยมของผู้บริโภคที่เน้นใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นสวนมะพร้าวน้ำหอมแบบอินทรีย์ที่เน้นให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่มีการใช้สารเคมี หันมาใช้ตัวห้ำตัวเบียนในการช่วยกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าว เช่น การใช้แตนเบียน เข้ามาช่วยควบคุมแมลงศัตรูมะพร้าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์และองค์ความรู้จากกรมส่งเสริมการเกษตร ลดการใช้สารเคมี เพื่อสร้างผลผลิตคุณภาพที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

“รวมถึงการพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น จำหน่ายในรูปแบบน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มในขวดใส และมะพร้าวแก้วพร้อมรับประทาน โดยขูดเนื้อและมีน้ำใส่แก้วซีลฝาอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวน้ำหอมทั้งหมด เช่น น้ำตาลมะพร้าวและต้นพันธุ์มะพร้าว”นายประยูร กล่าว

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

นายประยูร กล่าวต่อไปว่า สำหรับสายพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมที่นิยมปลูกเป็นพันธุ์ก้นจีบ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือให้ผลขนาดใหญ่และปริมาณน้ำมะพร้าวมากแต่ละปีสามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ประมาณ 15–18 ทะลาย โดยตัดผลได้ทุก 20 วัน

สำหรับการดูแลจัดการสวน ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนอย่างในขณะนี้ จะปล่อยให้ต้นมะพร้าวเติบโตไปตามธรรมชาติ ส่วนหน้าแล้งจะคอยดูแลรดน้ำทุก 3 วัน ตัดหญ้าให้สั้น ไม่รกรุงรัง และรักษาความชื้นบนผิวดินสามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ตลอดทั้งปี

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

แต่ช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมีนาคม–เมษายน ผลผลิตน้อยลดลงจากปกติประมาณ ร้อยละ70–80 จึงต้องจัดการดูแลสวนมะพร้าวอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ต้นมะพร้าวขาดคอ โดยใช้วิธีการให้น้ำบำรุงต้น และให้ปุ๋ยคอกจากขี้หมู โดยบำรุงต้น เฉลี่ย 4 เดือน/ครั้ง และเฉลี่ยต้นละ 1 กระสอบ

“ที่สำคัญอีกประการและเป็นปัญหาที่เกษตรกรทำสวนมะพร้าวต้องประสบ คือ การระบาดของหนอนหัวดำในช่วงฤดูแล้ง เพราะแมลงศัตรูพืชชนิดนี้ ชอบอากาศร้อนแล้ง จึงคอยดูแลจัดการสวนให้มีความชื้นอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูแล้ง โดยใช้เรือรดน้ำในแปลงปลูกมะพร้าวทุก 3 วัน ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง วิธีนี้ใช้ได้ผลดี เพราะไม่ค่อยเจอปัญหาหนอนหัวดำระบาดรุนแรงเหมือนกับที่อื่นๆ” นายประยูร กล่าว 

  นายประยูร กล่าวด้วยว่า ส่วนการจัดการด้านการตลาด จะมีการวางแผนการผลิตร่วมกับกลุ่มสมาชิกแปลงใหญ่ที่วันนี้มีพื้นที่ปลูกรวม 3,000 ไร่ ซึ่งเน้นทำตลาดเองทั้งหมด ไม่ส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง ด้วยการบริหารจัดการให้เป็นระบบทั้งในรูปของผลสด และต่อยอดเพิ่มมูลค่าด้วยการนำมาแปรูปเป็นผลผลิตภัณฑ์ต่างๆ สร้างการรับรู้ของลูกค้าผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก

  ด้านนายประยูร วิสุทธิไพศาล ประธานแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี กล่าวเสริมว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้ามาช่วยสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ทำให้เกษตรกรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในด้านที่เกี่ยวกับการจัดการ

  ​​​​​​​สวนมะพร้าวน้ำหอมจนถึงการส่งออกการผลิตมะพร้าวน้ำหอมให้ได้คุณภาพและมาตรฐานส่งออก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวน้ำหอม ทำให้เกิดการยกระดับการปลูกและการจัดการสวนที่ได้มาตรฐาน สามารถสร้างผลผลิตคุณภาพที่ตรงกับความต้องการของตลาด รวมถึงการเปิดช่องทางการตลาดถึงผู้บริโภคได้เพิ่มขึ้น       แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์​​​​​​​

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      25 สิงหาคม 2563 – 21:02 น.

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงตรวจเยี่ยมแปลงเกษตรกรกลุ่มเกษตรอินทรีย์ PGS ณ นิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดินตำบลละหาร จ.ระยอง ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อพัฒนาด้านการผลิต ผลผลิตทางการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งผู้บริโภคได้ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยด้านอาหาร กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การผลิตตามแนวทางเกษตรอินทรีย์นั้น เป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร ในการผลิตสินค้าเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้ปัจจัยการผลิตจากการสังเคราะห์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนสังเคราะห์ ไม่ใช้พืชที่มีการดัดแปรพันธุกรรม (GMOs) มีการจัดการผลผลิต แปรรูปเพื่อรักษาสภาพและคุณภาพเกษตรอินทรีย์ในทุกขั้นตอน ซึ่งในปัจจุบันตลาดมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์มากขึ้น     

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แสนสุข จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 มีการรวมกลุ่มสมาชิกจัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร ผลิตพืชผัก พืชสมุนไพร อ้อยคั้นน้ำ และไม้ผล พร้อมทั้งได้ยกระดับการพัฒนาด้านการผลิต สู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) ในปี 2561 มีสมาชิกจำนวน 10 ราย ภายใต้การสนับสนุนของกรมพัฒนาที่ดิน

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      

  เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยอง ได้จัดที่ดินให้แก่เกษตรกรเข้าอยู่อาศัยและทำประโยชน์ แบ่งเป็น 3 โครงการ ดังนี้ 1. โครงการศูนย์ต่อสู้เอาชนะความยากจนจังหวัดระยอง ได้จัดที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนความยากจน (ศตจ.อำเภอปลวกแดง) จัดที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย เนื้อที่ 1 ไร่ และที่ดินทำกิน เนื้อที่ 3 ไร่ จำนวน 44 ราย 86 แปลง เป็นเนื้อที่ 170 ไร่  2. โครงการบ่มเพาะเกษตรกรอนาคตในเขตปฏิรูปที่ดิน ได้จัดที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย เนื้อที่ 1 ไร่ และที่ดินทำกิน เนื้อที่ 3 ไร่ จำนวน 50 ราย 100 แปลง เป็นเนื้อที่ 200 ไร่ 3. โครงการสร้างและพัฒนาผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้จัดที่ดินให้แก่ผู้ผ่านขบวนการคัดกรอง จัดที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เนื้อที่ 3 ไร่ จำนวน 81 ราย แปลง เป็นเนื้อที่ 243 ไร่ และยังได้ตรวจบ่อน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลบ.ม. และพื้นที่ในบริเวณที่จะทำการขุดลอกอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ จำนวน 2,000,000 ลบ.ม.

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      

 ทั้งนี้ รมช.กษ. ยังได้มอบปัจจัยการผลิตให้แก่พี่น้องเกษตรกร จำนวน 3 รายการ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ผักจากส.ป.ก. จำนวน 350 ซอง ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพจากกรมพัฒนาที่ดิน จำนวน  200 ชุด และพันธุ์ปลาน้ำจืดจากประมง จำนวน  20 ถุง เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรนำไปเป็นต้นทุนในการผลิตอีกด้วย เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร

มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร25 สิงหาคม 2563 – 20:46 น.

มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. เป็นองค์กรกลางในการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร มาตรฐานระบบคุณภาพการผลิตเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สินค้าเกษตรของไทยให้มีมาตรฐานในระดับสากล สามารถแข่งขันในตลาดโลกและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศเมื่อสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. กำหนดมาตรฐานขึ้นมาแล้ว จะถูกหน่วยรับรองนำไปใช้รับรองมาตรฐานให้กับเกษตรกร หรือ โรงงานซึ่งการรับรองมาตรฐานจะมีการแบ่งออกให้เข้าใจกันง่ายๆอยู่ 2 ข้อได้แก่
 

มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร

1. การรับรองสินค้าเกษตร มักจะรับรองที่แปลงปลูกสินค้าเกษตร เช่น GAP ORGANICสามารถแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานกับสินค้าเกษตร จะแสดงไว้ที่สิ่งบรรจุ หีบห่อ สิ่งหุ้มห่อ สิ่งผูกมัด ป้ายของสินค้า สถานประกอบการ หรือเอกสารโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้อีกด้วย
2. การรับรองกระบวนการจัดการการผลิต เช่น GMP HACCP หรือโรงงานผลิตสินค้าเกษตร จะรับรองมาตรฐานดังต่อไปนี้
2.1. มาตรฐานหลักเกณฑ์การปฏิบัติ : หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะ อาหาร (มกษ. 9023-2550) 
2.2. มาตรฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ดีสําหรับกระบวนการผลิต หรือมาตรฐานเกี่ยวกับหลักปฏิบัติสําหรับกระบวนการผลิต (GMP)หลักปฏิบัติสําหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (GFP) และ มาตรฐานระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและแนวทาง ในการนําไปใช้ (HACCP)ซึ่งตามข้อกําหนดสากล ไม่อนุญาตให้แสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน GMP HACCP กับสินค้าเกษตร แต่สามารถใช้กับ สถานประกอบการ เอกสารกํากับสินค้า หรือ โฆษณาประชาสัมพันธ์ได้                        มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร
โรงงานผลิตสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานกระบวนการจัดการการผลิต สามารถแสดงเครื่องหมายรับรองไว้ที่โรงงานได้ แต่ไม่สามารถแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน GMP HACCP ไว้ที่สินค้าเกษตรโดยตรง นอกจากนี้เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการ QR TRACE on cloud ของ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช.ได้ระบบตามสอบสินค้าเกษตรสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กหรือ ที่เรียกว่า QR Trace สามารถรอบรับสินค้าในกลุ่มพืช ผัก ผลไม้ ข้าว อาหาร และผลิตภัณฑ์แปรรูป สำหรับผู้ประกอบการ ได้แก่ โรงคัดบรรจุ จุดกระจายสินค้า ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหาร ส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลตามสอบได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต และมีการนำ QR Code มาใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ในเรื่องของข้อมูลสินค้า ไม่ว่าจะเป็น ชื่อผลิตภัณฑ์ โรงที่คัดบรรจุ สถานที่ปลูกสินค้า รวมไปถึง มาตรฐานที่ได้รับการรับรอง และคุณสมบัติอื่นๆของสินค้าอีกมากมาย ก็เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลือกซื้อของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

กรมหม่อนไหมดัน “สกลนคร” เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมหม่อนไหมดัน “สกลนคร” เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก

กรมหม่อนไหมดัน "สกลนคร" เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก25 สิงหาคม 2563 – 20:15 น.

กรมหม่อนไหมพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านครามครบวงจร ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สกลนคร (ศมม.สกลนคร) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิชาการด้านคราม ผลักดันให้ “จังหวัดสกลนคร” เป็นหลักในการพัฒนาครามสู่ระดับโลก

นายสันติ กลึงกลางดอน รองอธิบดีกรมหม่อนไหม  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จังหวัดสกลนครเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในด้านการผลิตผ้าย้อมคราม เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและเป็นความภาคภูมิใจของผู้คนในจังหวัดสกลนคร กรมหม่อนไหมจึงได้มอบหมายให้สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จังหวัดอุดรธานี (สมข.2 )

กรมหม่อนไหมดัน "สกลนคร" เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก

และ ศมม.สกลนคร รวบรวมพัฒนาสายพันธุ์ครามพันธุ์ดีและจัดเป็นศูนย์เรียนรู้แหล่งวิชาการการผลิตเนื้อคราม พร้อมทั้งศึกษารวบรวมเชิดชูผู้รู้ภูมิปัญญาแห่งคราม หรือครูคราม หรือปราชญ์ครามแห่งอีสาน ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัดสกลนคร ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยกรมหม่อนไหมมุ่งหวังจะผลักดันให้จังหวัดสกลนครเป็นหลักในการพัฒนาครามไปสู่ระดับโลก

ด้านนายวัชรพงษ์ แก้วหอม ผู้อำนวยการ สมข.2 กล่าวว่า กรมหม่อนไหมได้จัดทำศูนย์เรียนรู้ด้านครามครบวงจร ใน ศมม.สกลนคร ซึ่งนายอาคม จงอริยตระกูล เป็นผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมฯ ประกอบด้วยจุดต่าง ๆ ได้แก่

1. แปลงสาธิตการปลูกและอนุรักษ์พันธุ์ครามพันธุ์ฝักตรงและฝักงอ พื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตพืชในการบริหารจัดการ เพื่อให้เห็นถึงการปลูกต้นครามที่ดีและให้เนื้อครามที่มีคุณภาพ

กรมหม่อนไหมดัน "สกลนคร" เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก

2. จุดเรียนรู้การผลิตเนื้อคราม เป็นจุดเรียนรู้กระบวนการผลิตเนื้อครามให้พร้อมสำหรับการก่อหม้อคราม

3. จุดเรียนรู้การก่อหม้อคราม เป็นจุดเรียนรู้กระบวนการก่อหม้อครามสำหรับการฟอกย้อมสีจากคราม สาธิตขั้นตอนการเติมส่วนผสมต่าง ๆ ในการก่อหม้อคราม พร้อมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง

4. จุดเรียนรู้การย้อมสีเส้นไหมและเส้นใยอื่นด้วยคราม เป็นจุดเรียนรู้ทั้งด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติในขั้นตอนกระบวนการฟอกย้อมสีเส้นไหมและเส้นใยอื่น ไม่ จากหม้อคราม รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ ในการทำผ้าย้อมคราม

5. จุดเรียนรู้การทอผ้าคราม ภายใน ศมม.สกลนครมีจุดเรียนรู้ด้านการทอผ้าไหมชนิดต่าง ๆ รวมถึงผ้าไหมย้อมครามด้วย มีข้อมูลทางวิชาการทั้งในรูปแบบทฤษฎี ปฏิบัติ และมีพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมลวดลายอัตลักษณ์ภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยให้ศึกษา

และ 6.จุดเรียนรู้ภูมิปัญญาด้านครามในรูปแบบ Line Official : ศมม.สกลนคร เพื่อให้บริการองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาของครามในรูปแบบที่ทันสมัย สอดคล้องกับพฤติกรรมการค้นคว้าหาข้อมูลของผู้คนในยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้สนใจเรื่องครามจากทุกมุมโลกสามารถหาข้อมูลความรู้ได้สะดวกมากขึ้น ด้วยการ สแกน QR Code

ทั้งนี้ ศมม.สกลนครได้ส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรในพื้นที่อยู่สม่ำเสมอ ซึ่งผู้สนใจสามารถติดต่อให้เจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้ในพื้นที่ หรือสนใจเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ด้านครามครบวงจร สามารถติดต่อได้ที่ ศมม.สกลนคร เลขที่ 380 หมู่ 4 ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000 โทรศัพท์ 04-216-3085 หรือ add Line Official:ศมม.สกลนคร

กรมหม่อนไหมดัน "สกลนคร" เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก

รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน25 สิงหาคม 2563 – 17:55 น.

รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนนหลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จับมือคมนาคม หนุนสถาบันเกษตรกรผลิตเสาหลักนำทางและแผ่นหุ้มแบริเออร์จากยางพาราธรรมชาติ

นางสาวมนัญญา  ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Off) โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ บริเวณทางหลวงหมายเลข 3249 ตอนเขาไร่ยา – แพร่งขาหยั่ง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี  ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางพาราจากภาคตะวันออกมาร่วมงานดังกล่าวกว่า 2,000 คน โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตเสาหลักนำทาง และกระบวนการผลิตแผ่นหุ้มแบริเออร์ เป็นอุปกรณ์ด้านการจราจรที่พร้อมสำหรับนำไปติดตั้งบนถนนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนภายใต้แนวคิด “ยางพาราไทย เพิ่มความปลอดภัยในทุกเส้นทาง” โดยมีการถ่ายทอดสด Live ผ่านโปรแกรม Zoom กับชาวสวนยางในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศด้วย
 กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาครัฐโดยความร่วมมือของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางมีศักยภาพในการผลิตเสาหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) และผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตยางพารา ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้มีการศึกษา วิจัย การนำยางพารามาใช้ในงานก่อสร้าง และอุปกรณ์ทางจราจร เพื่ออำนวยความปลอดภัยทางถนนได้เป็นผลสำเร็จ และได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยรายละเอียดในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่กำกับคุณภาพในการผลิตอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพาราและสนับสนุนเครื่องมือและวัตถุดิบในการผลิตหลักนำทางและที่ครอบแบริเออร์ให้เป็นไปตามรูปแบบมาตรฐานและราคาตามที่กระทรวงคมนาคมกำหนด 
 

รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่มีสมาชิกเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 807 แห่ง สมาชิก 223,155 ราย สมาชิกในครอบครัว จำนวน 900,224 ราย พื้นที่ปลูกยางพาราของสมาชิกสหกรณ์  3,462,646 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 820,647 ตัน/ปี ขณะที่สหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจยางพารา ทั้งรวบรวมน้ำยางสด ยางก้อนถ้วน แปรรูปยางแผ่นรมควัน ยางเครป ยางแท่งและผลิตภัณฑ์จากยางพาราอื่นๆ  มีจำนวน 661 แห่ง ปริมาณรวม 475,258 ตัน/ปี มูลค่ากว่า 16,998 ล้านบาท  

รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

 ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) และแผ่นยางธรรมชาติ  ครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) สำหรับนำไปใช้ประโยชน์เป็นอุปกรณ์ทางด้านการจราจร              เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน ให้กับผู้แทนของสถาบันเกษตรกรที่มีความพร้อม จัดครั้งที่ 1 ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2563 ที่จังหวัดสตูล มีสถาบันเกษตรกร 13 แห่ง ในพื้นที่ 11 จังหวัด ทั้งจากจังหวัดตรัง ยะลา นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ พัทลุง บึงกาฬ ลำปาง อุทัยธานี และระยอง ที่เข้าร่วมโครงการผู้ผลิตแผ่นยางธรรมชาติ                  ครอบกำแพงคอนกรีต เข้ารับการอบรม และครั้งที่ 2 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16 – 17 กรกฎาคม 2563 ที่จังหวัดจันทบุรี              มีสถาบันเกษตรกร 10 แห่ง ในพื้นที่ 9 จังหวัด ทั้งจากจังหวัดพัทลุง ยะลา ตรัง สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ บุรีรัมย์ ลำปาง เลย และอุทัยธานี ที่เข้าร่วมโครงการผลิตเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติ
  ทั้งนี้ สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน ที่มีศักยภาพในการผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (RFB) มีจำนวน 18 แห่ง กำลังการผลิต 1,200 กิโลเมตร/ปี และมีสหกรณ์ที่พร้อมผลิตเสาหลักนำทาง (RGP) จำนวน 13 แห่ง  กำลังการผลิต 832,800 ตัน/ปี ซึ่งโครงการส่งเสริมการผลิตเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติและผลิตยางแผ่นธรรมชาติครอบแบริเออร์ จะช่วยให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน มีศักยภาพในการแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพารา จำนวน 31 แห่ง สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพาราได้ 5,384.09 ล้านบาท จากการคาดการณ์ในระยะที่ 1 นี้ จะสามารถรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกรได้ 34,481 ตัน

 และเมื่อคิดตลอดโครงการฯถึงปีงบประมาณ 2565 จะรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกร เพื่อใช้ในการผลิตได้ 1.007 ล้านตัน เกิดการจ้างงานในชุมชน และช่วยกระดับราคายางพาราได้ไม่น้อยกว่า 30 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นเงินที่เกษตรกรจะได้รับ 30,018 ล้านบาท เป็นการสร้างกลไกตลาดที่ช่วยยกระดับและสร้างเสถียรภาพ ราคายางพารา และสร้างความเชื่อมั่นในอาชีพแก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราอีกด้วย ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว นอกจากจะลดความสูญเสีย ช่วยสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินบนท้องถนนที่ไม่อาจประเมินค่าได้แล้ว ยังเป็นการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศให้มีมั่นคงต่อไป

เกษตรฯ’ไทย-เยอรมนี’ลงนามร่วมมือการเกษตร สร้างโอกาสเรียนรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514263

เกษตรฯ'ไทย-เยอรมนี'ลงนามร่วมมือการเกษตร สร้างโอกาสเรียนรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

เกษตรฯ’ไทย-เยอรมนี’ลงนามร่วมมือการเกษตร สร้างโอกาสเรียนรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.16 น.

เกษตรฯ ‘ไทย-เยอรมนี’ลงนาม ร่วมมือด้านการเกษตร สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระบบการผลิต แปรรูป กระจายสินค้า การตลาด จนถึงผู้บริโภค

26 สิงหาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนง (Joint Declaration of Intent : JDI) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงอาหารและเกษตรสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การจัดงานในครั้ง เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุม Global Forum for Food and Agriculture หรือ GFFA ครั้งที่ 12 ณ กรุงเบอร์ลิน และได้มีการหารือระดับสูงระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับผู้บริหารของกระทรวงอาหารและเกษตรฯ เยอรมนี ทำให้ได้รายละเอียดโครงการความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงาน GFA Consulting Group ซึ่งเป็นเอกสารที่เรียกว่า Implementation Agreement โครงการดังกล่าวจึงถือเป็นกลไกที่จะทำให้ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายเกิดประโยชน์กับเกษตรกรในพื้นที่แปลงใหญ่และเกษตรกรรายย่อย ทำให้สามารถเรียนรู้การบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร และสามารถนำเอาระบบบริการส่งเสริมการเกษตรไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรของไทยแล้ว ยังเป็นการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงเกษตรฯ ด้านการต่างประเทศอีกทางหนึ่งด้วย 

 โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอาหารและเกษตรสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จะเริ่มดำเนินความร่วมมือแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม และขอชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและเยอรมนีที่ทำงานกันอย่างหนัก ที่ร่วมกันประชุมหารือ และสำรวจพื้นที่เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรในระยะแรก โดยเฉพาะในพื้นที่แปลงใหญ่ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งในด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน การลดต้นทุนการผลิต และการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงาน GFA พร้อมที่จะเริ่มดำเนินโครงการความร่วมมือภายในเดือนกันยายนนี้ และหวังว่าไทยและเยอรมนี จะใช้กรอบนี้ในการขยายความร่วมมือด้านการเกษตรในสาขาอื่น ๆ ที่สนใจร่วมกันในอนาคตต่อไป

สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากการทำความร่วมมือในครั้งนี้ คือ 1) เกิดประโยชน์ต่อการสนับสนุนโครงการความร่วมมือทวิภาคีเพื่อส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในประเทศไทย สร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร โดย JDI จะเป็นกรอบในการดำเนินความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่อาจมีความร่วมมือขึ้นในอนาคต โดยทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ 2) ประโยชน์ของการจัดทำความร่วมมือภายใต้ความตกลง IA – กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมการเกษตร กับ GFA Consulting Group GmbH สามารถพัฒนาบุคลากรด้านการต่างประเทศในลักษณะ On the Job Training (OJT) ในประเทศไทยเอง เป็นการสร้างโอกาสให้แก่คนรุ่นใหม่ที่สนใจทำการเกษตร 

นอกจากนี้ การทำความร่วมมือดังกล่าว จะก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐสามารถร่วมกันคิดวิเคราะห์ ให้ข้อเสนอ รวมถึงสามารถสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างหน่วยงาน เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบบริการส่งเสริมการเกษตร ระบบการเงิน ระบบการสนับสนุนความช่วยเหลือ ตลอดจนการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาพื้นที่เกษตรกรจากพื้นที่แปลงใหญ่ นอกจากนี้ เกษตรกรรายย่อย ยังสามารถเรียนรู้การบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระบบการผลิต แปรรูป กระจายสินค้า การตลาด จนถึงผู้บริโภค โดยมีการนำเอาระบบบริการส่งเสริมการเกษตรเข้ามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกษตรกรรายย่อยสามารถนำเอา (Apply) ระบบการผลิตที่ทันสมัยและการทำธุรกิจที่ดี (modern production and business practices) มาใช้ในการทำการเกษตรได้

ส่องเกษตร : ให้คิดต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514070

ส่องเกษตร : ให้คิดต่อ

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.01 น.

ข้อมูล ข้อเท็จจริงบางอย่างที่จะนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดกิจกรรมและทิศทางในการปฏิบัติหรือวางนโยบาย บางครั้งการใช้ตัวชี้วัดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง การวางกรอบทิศทางการดำเนินการตามมาก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ภาคการเกษตรในวันนี้หากจะวางตำแหน่งการพัฒนาไปด้านใดด้านหนึ่ง เช่นเน้นไปด้านเศรษฐกิจ เราจะพบข้อเท็จจริงไปในอีกลักษณะหนึ่ง นั่นคือ ต้องใช้พื้นที่ของประเทศราว 149 ล้านไร่เพื่อทำการผลิตทางการเกษตร และใช้แรงงานประมาณ 28 ล้านคน แต่ทั้งหมดนี้คิดเป็นสัดส่วนของ GDP ทั้งหมดประมาณ 8% ยิ่งเมื่อเทียบตัวเลขดังกล่าวกับสาขาอื่น จะเห็นว่าสัดส่วนของการใช้แรงงานแตกต่างกันมาก และให้ผลต่อ GDP ในสัดส่วนที่สูงกว่าภาคการเกษตรกว่า 2-3 เท่า ดังนั้นการใช้ข้อมูลตัวชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงได้ ตรงกันข้ามมีหลายกูรูที่มักจะให้คำนิยามภาคการเกษตรที่ผูกพันกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ที่ไม่สามารถนำมาคิดในทางเศรษฐกิจได้โดยตรง แต่ได้สร้างคุณค่าและมูลค่าให้เกิดขึ้นในทางอ้อม เป็นองค์ประกอบที่ทำให้โครงสร้างสังคมไทยสามารถดำรงอยู่ได้เช่นปัจจุบัน สร้างความเข้มแข็งในกับชุมชน ครัวเรือน และโครงสร้างของเศรษฐกิจของประเทศ มีความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของครัวเรือนรองรับ เหมือนกับข้อเท็จจริงของตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ผ่านมา พบว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยอยู่ในภาวะถดถอย ประมาณการว่าภาพรวมของ GDP ในปีนี้จะลดลงกว่า 12% และ GDP ภาคการเกษตรจะลดเหลือลงราว2.3 % เท่านั้น หมายความว่าภาคการเกษตรในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยกลับเป็นภาคที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจของไทยมิให้ตกต่ำลงไป เมื่อเทียบกับภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่าภาคการเกษตรสามารถดูดซับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในสถานการณ์ปัจจุบันและจำเป็นต้องนำไปคิดต่อเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จด้วยดี คือ ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรที่เรียกกันว่าProductivity โดยภาคการเกษตรจะต้องทบทวนและวางแผนการดำเนินการใหม่ เพื่อให้ภาคการเกษตรยังสามารถเป็นเครื่องจักรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ทั้งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค-19 หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พบปะกับอดีตเกษตรกร part time ที่มีอาชีพรับราชการเป็นหลัก ปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร full time หลังจากเกษียณอายุราชการ โดยสิ่งที่สะท้อนจากการเป็นเกษตรกร full time คือการยอมรับว่าความจริงว่า แม้ตัวเกษตรกรมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตของตนเองให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป อยากเพิ่ม productivity แต่หากปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย สุดท้ายก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่อยากให้เป็นได้ เช่น การทำนา จำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ มีการเตรียมดินด้วยการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรที่เหมาะสม ที่สำคัญยังต้องอาศัยธรรมชาติว่าฟ้าฝนจะเป็นใจหรือไม่ จึงเป็นประเด็นที่ยากลำบากต่อความสำเร็จของการทำนา โดยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต้องเสาะหาเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจะมาปลูกในพื้นที่นา 30 ไร่ กว่าจะหามาได้ก็แทบจะเลิกทำนา พอได้มาก็ไม่แน่ใจว่าเป็นข้าวปลูกพันธุ์ดี มีคุณภาพตามที่โฆษณาหรือไม่ แต่ต้องยอมเพราะไม่มีทางเลือกอื่นต้องมาลุ้นช่วงหว่านกันอีกที เมื่อหว่านข้าวไปแล้ว ในสัปดาห์แรกๆ ยังต้องลุ้นต่อว่าน้ำจะมามากน้อยเพียงใด ถ้ามามากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้จะไหลไปตามน้ำจนหมดหรือไม่ หากน้ำไม่มาจริงๆ ความชื้นที่มีจะพอให้ต้นข้าวงอกรอฝนหรือไม่ หากน้ำดี ฝนมาได้จังหวะพันธุ์ข้าวที่หว่านไว้จะกลายเป็นข้าวพันธุ์ดีจริงหรือข้าวดีด-ข้าวเด้ง ชีวิตมีลุ้นกว่าตอนทำราชการเสียอีกตกในอยู่ภาวะหัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออกตามสำนวนหนังจีนกำลังภายใน ตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าวเป็นเกษตรกรระดับมีความรู้ และมีเครือข่ายกว้างขวางในระดับหนึ่ง ถึงกระนั้นยังมีปัญหาในเรื่องเทคโนโลยีและการเข้าถึง หากเป็นกลุ่มที่โอกาสและเครือข่ายแคบกว่าจะปรับตัวและอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างไร คงต้องฝากเป็นประเด็นให้คิดกันต่อ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สมาคมหมูฯขอบคุณรัฐแก้ปัญหาราคาตรงจุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514069

สมาคมหมูฯขอบคุณรัฐแก้ปัญหาราคาตรงจุด

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาเนื้อสุกรขายปลีกที่ปรับขึ้นจากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเฉียบพลันช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริงนั้น ปัจจุบันระดับราคาเนื้อหมูตามท้องตลาดกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วจากความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการทำงานอย่างรวดเร็วและแก้ปัญหาที่ฉับไวของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ที่ขอความร่วมมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรและสหกรณ์ทุกภูมิภาค ตลอดจนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศตรึงราคาขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัมต่อเนื่อง เพื่อให้เนื้อหมูที่ออกจากโรงชำแหละไม่เกิน 94-95 บาท และราคาหมูขายปลีกหน้าเขียงที่ผู้บริโภคจับจ่ายไม่เกิน 150-160 บาทต่อกิโลกรัม  

ขณะเดียวกันยังร่วมดำเนินกิจกรรม “เนื้อหมู…สู้โควิด” ในมหกรรมหมูธงฟ้าที่ส่งตรงเนื้อหมูคุณภาพจากฟาร์มเลี้ยงถึงมือผู้บริโภค ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมถึงปัจจุบัน พบว่าผู้บริโภคตอบรับกิจกรรมนี้เป็นอย่างดี มีประชาชนมาร่วมจับจ่ายเนื้อหมูสดในสถานที่ราชการตามที่พาณิชย์จังหวัดกำหนดจำนวนมาก ทำให้เนื้อหมูที่จัดเตรียมไปจำหน่ายหมดลงรวดเร็วในทุกวัน  

“กิจกรรมเนื้อหมูสู้โควิดที่สมาคมฯร่วมกับเกษตรกรและพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศร่วมเดินสายส่งมอบเนื้อหมูปลอดภัยถึงมือประชาชน ได้รับการตอบรับดีมากและต่างเรียกร้องให้จัดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งแม็คโคร เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ให้ความร่วมมือจำหน่ายเนื้อหมูราคาถูกพิเศษช่วยลดค่าครองชีพประชาชนด้วย ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกซื้อเนื้อหมูปลอดภัย มีคุณภาพ ราคาเหมาะสมและยุติธรรมส่งผลให้ภาวะราคาเนื้อหมูกลับสู่ภาวะปกติ ขอขอบคุณกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ที่มองปัญหานี้อย่างรอบด้านทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและเป็นการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงอย่างเข้าใจไปพร้อมๆ กัน”น.สพ.วิวัฒน์ กล่าว 

อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวอีกว่า ยังคงดำเนินกิจกรรม “เนื้อหมู…สู้โควิด”ต่อไป โดยผู้บริโภคสามารถติดตามสถานที่จำหน่ายได้จากเว็บไซต์ของพาณิชย์จังหวัดที่สำคัญเกษตรกรผู้เลี้ยงยังคงยืนหยัดดูแลราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ไม่เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัมและยังคงร่วมกันบริหารจัดการทั้งระบบเพื่อดูแลผู้บริโภคในประเทศให้ดีที่สุด ย้ำว่าปริมาณการผลิตหมูขุนทั้งประเทศที่ 5 หมื่นตัวต่อวัน ยังคงเพียงพอกับการบริโภคของคนไทย และไม่มีปัญหาขาดแคลนสุกรอย่างแน่นอน