ฟื้นฟูหลังโควิด!! กษ.เปิดรับสมัครโครงการ’1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’27ส.ค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513772

ฟื้นฟูหลังโควิด!! กษ.เปิดรับสมัครโครงการ'1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่'27ส.ค.

ฟื้นฟูหลังโควิด!! กษ.เปิดรับสมัครโครงการ’1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’27ส.ค.

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.03 น.

เกษตรฯเตรียมเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ”1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่”27สิงหาคมนี้ หวังฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2563 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนงานสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 โดยขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) กรอบวงเงิน 9,805.707 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน กรกฎาคม 2563 – กันยายน 2564 นั้น

ทั้งนี้ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ในรูปแบบหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำสำหรับทำการเกษตร ตลอดจนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำด้วยระบบและวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นการฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมุ่งเน้นเกษตรกรที่มีความตั้งใจเอาใจใส่อย่างจริงจัง ต่อยอด เพิ่มรายได้ กำหนดเป้าหมายเกษตรกร 64,144 ราย (16 ราย/ตำบล) เป้าหมายการจ้างงานเกษตรกร 32,072 ราย (8 ราย/ตำบล) ครอบคลุมพื้นที่ 4,009 ตำบล 75 จังหวัด

ซึ่งภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาเห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล โดยกำหนดคุณสมบัติเกษตรกรและผู้รับจ้างงาน ดังต่อไปนี้

คุณสมบัติเกษตรกร

(1) ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

(2) มีอายุระหว่าง 18 – 60 ปี และมีสัญชาติไทย

(3) พื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นผืนเดียวกันไม่น้อยกว่า ๓ ไร่ และเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย โดยเอกสารสิทธิต้องเป็นของผู้สมัครหรือเป็นของทายาทของผู้สมัคร (บิดากับบุตร มารดากับบุตร สามีกับภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย) และผู้สมัครต้องมีที่พักอาศัยในพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ

(4) เจ้าของเอกสารสิทธิตามข้อ (3) ต้องยินยอมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อดำเนินโครงการฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี โดยมีการลงลายมือชื่อหรือประทับลายนิ้วมือในหนังสือยินยอม

(5) ผู้สมัครและพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ต้องไม่อยู่ในโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คุณสมบัติของผู้รับจ้างงาน

(1) เป็นเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

(2) อายุระหว่าง 18 – 60 ปีบริบูรณ์ และมีสัญชาติไทย

(3) วุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่า

(4) มีที่พักอาศัยอยู่ในตำบลที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ

(5) ต้องมีอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ (smartphone) ฯลฯ

(6) ไม่เป็นข้าราชการประจำ หรือข้าราชการบำนาญ รวมทั้งข้าราชการการเมือง ลูกจ้างของกระทรวง กรมที่มีฐานะเทียบเท่าพนักงานส่วนท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น และไม่เป็นลูกจ้างเอกชน

(7) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง

(8) ต้องไม่เป็นเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมปรับปรุงแปลงตามโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่

(9) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นใบสมัครด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ http://ntag.moac.go.th หรือยื่นใบสมัครกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตั้งแต่ 27 สิงหาคม – 2 กันยายน 2563

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว คาดว่าจะเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ รวม 192,432 ไร่ ส่งผลให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ มีพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2,100 ลูกบาศก์เมตร/ราย เกษตรกรได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคงในอาชีพทำเกษตรกรรมยั่งยืน และมีแปลงต้นแบบเพื่อการเรียนรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ 64,144 คน รวมทั้งเกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ในพื้นที่จำนวน 32,072 ราย อีกด้วย

‘ธรรมนัส’มอบส.ป.ก.4-01เกษตรกร หวังพัฒนาอาชีพ-สร้างรายได้อย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513755

'ธรรมนัส'มอบส.ป.ก.4-01เกษตรกร หวังพัฒนาอาชีพ-สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

‘ธรรมนัส’มอบส.ป.ก.4-01เกษตรกร หวังพัฒนาอาชีพ-สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.12 น.

“รมช.ธรรมนัส”มอบหนังสือส.ป.ก.4-01ให้เกษตรกร หวังพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) และบัตรดินดี แก่เกษตรกร ณ โรงเรียนบ้านปากแพรก ต.ละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีนโยบายในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมปรับปรุงระบบที่ดินทำกินและลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน โดยจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่ยากไร้ และกระจายสิทธิการถือครองที่ดิน พร้อมพัฒนาด้านการเกษตร ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โดยในวันนี้ได้มามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่เกษตรกร จำนวน 80 ราย 991 ไร่ และมอบบัตรดินดี จำนวน 20 ราย เพื่อต้องการให้เกษตรกรมีเอกสารสิทธิ์ในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ให้เกษตรกรได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีที่ดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม พร้อมทั้งช่วยเหลือเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่อยู่ห่างไกลจากการบริการของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยอง เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาในการเดินทางมาติดต่อราชการอีกด้วย

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยอง (ส.ป.ก.ระยอง) มีพื้นที่ดำเนินการในเขตปฏิรูปที่ดิน ประมาณ 105,430 ไร่ และได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกร ไปแล้วจำนวน 4,621 ราย 5,448 แปลง 81,253 ไร่ โดยแยกเป็นพื้นที่เกษตรกรรม จำนวน 4,416 ราย 5,200 แปลง เนื้อที่ 81,108 ไร่ และพื้นที่ที่อยู่อาศัย จำนวน 205 ราย 248 แปลง เนื้อที่ 145 ไร่ และได้ร่วมปลูกต้นไม้ในโครงการปลูกไม้ยืนต้นเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 68 พรรษาอีกด้วย

‘เฉลิมชัย’นำทีมติดตามบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ภาวะวิกฤติลุ่มน้ำประแสร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513752

'เฉลิมชัย'นำทีมติดตามบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ภาวะวิกฤติลุ่มน้ำประแสร์

‘เฉลิมชัย’นำทีมติดตามบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ภาวะวิกฤติลุ่มน้ำประแสร์

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.01 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำภายใต้ภาวะวิกฤติลุ่มน้ำประแสร์ เตรียมแนวทางในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วนและระยะยาว หวังแก้ไขปัญหาอย่างยังยืน

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน​ รมว.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ และการบริหารจัดการน้ำภายใต้ภาวะวิกฤติลุ่มน้ำประแสร์ ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ ว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน ทั้งสิ้น 175,000 ไร่ โดยอ่างเก็บน้ำประแสร์ มีปริมาณน้ำที่ระดับน้ำเก็บกัก 295 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 23 ส.ค.63) มีจำนวน 92.65 ล้าน ลบ.ม. (31.41%) ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน มีการจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ (ในช่วงเดือน พ.ย.63 – มิ.ย.64) คาดว่าจะมีน้ำต้นทุน 248 ล้าน ลบ.ม.โดยจะมีการผันน้ำไปอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลและคลองใหญ่ การใช้น้ำเพื่อการเกษตรพื้นที่ชลประทานฝั่งซ้าย การใช้น้ำเพื่อการเกษตรพื้นที่ชลประทานฝั่งขวา การใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ การใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค รวมถึงการระเหยและรั่วซึมของเขื่อนประแสร์ ซึ่งคาดว่าจะเหลือปริมาณน้ำใช้การถึงวันที่ 1 ก.ค.64 จำนวน 98 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน ได้มีการก่อสร้างระบบสูบกลับชั่วคราวคลองสะพานมาเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ ปัจจุบันต่อเชื่อมท่อลงอ่างฯ ประแสร์ แล้วเสร็จสามารถสูบน้ำได้ 170,000 ลบ.ม./วัน ดำเนินการสูบน้ำแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.63 – 23​ ส.ค.​63 มีปริมาณน้ำ 7.11 ล้าน ลบ.ม.และงานขุดลอกแหล่งน้ำในพื้นที่บริเวณขอบอ่างเก็บน้ำประแสร์ เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ขอบอ่างและบริเวณใกล้เคียงสามารถใช้น้ำในอ่างได้กรณีระดับน้ำในอ่างมีระดับต่ำลง

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะยาว มีการดำเนินโครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน – อ่างเก็บน้ำประแสร์ ต.ชุมแสง อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยโครงการดังกล่าว มีระยะเวลาในการดำเนินการในปี 2562 – 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่อ่างเก็บน้ำประแสร์ สำหรับสนับสนุนความต้องการใช้น้ำตาม โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ตอบสนองความต้องการใช้น้ำอย่างสมดุลทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

อีกทั้งยังเป็นการผันน้ำส่วนเกินในคลองสะพานไปเก็บกักยังแหล่งน้ำใกล้เคียง และเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.ระยอง อีกทั้งยังมีแผนดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ – หนองค้อ – บางพระ จ.ชลบุรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการแผนยุทธศาสตร์โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 มีพื้นที่เป้าหมายหลัก ประกอบด้วย จ.ระยอง , จ.ชลบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา โดยคาดว่าแนวโน้มการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และอุปโภคบริโภคจะมีการขยายตัวและเติบโตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ 3 จังหวัดดังกล่าวมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น พบว่า ในระยะ 10 ปี ข้างหน้าจะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 ล้าน ลบ.ม.และเป็นความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ชลบุรีมากถึงประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาแหล่งน้ำเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำดังกล่าว

ซึ่งวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการฯ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำบางพระ ปีละประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.สำหรับการอุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวได้อย่างเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเป็นการสร้างเสถียรภาพทางด้านการจัดการน้ำให้แก่พื้นที่เศรษฐกิจในจังหวัดชลบุรี มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (2564 – 2566) หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำบางพระจังหวัดชลบุรี ปีละประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.ช่วยในเรื่องการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรี จำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ประมาณ 240,000 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 1.20 ล้านคน​

นอกจากนั้น ยังมีโครงการก่อสร้าง​ะบบท่อส่งน้ำบ้านยางงาม​ ซึ่งจะก่อสร้างระบบแพร่กระจายน้ำด้วยท่อเหล็กเหนียวความยาวประมาณ​ 6​ กิโลเมตร​ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำในการทำสวนผลไม้ช่วงฤดูแล้ง​ และเพื่อกระจายน้ำให้กับเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำในการเพราะปลูกประมาณ​ 5,000​ ไร่​ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการพิจารณาความเหมาะสมแล้ว

และสำหรับโครงการสุดท้าย​ของแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะยาว คือ โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านแก่งหวาย​ ที่ ต.ชุมแสง​ อ.วังจันทร์​ จ.ระยอง​ โดยก่อสร้างประตูระบายน้ำ​ 1​ แห่ง​ บานระบายขนาด​ กว้าง​ 6​ เมตร​ สูง​ 4.5​ เมตร​ จำนวน​ 5​ บาน​ เพื่อยกระดับน้ำในคลองสะพานให้สูงขึ้น​ และเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บในคลองสะพาน​ รวมถึงใช้ในการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้งสำหรับเกษตรกรผู้ใช้น้ำกว่า​ 900​ ไร่​ และยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์​ สำหรับสนับสนุนความต้องการใช้น้ำตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก​ (EEC)​ โดยคาดว่าจะสามารถสูบผันน้ำจากคลองสะพานได้ถึงปีละ​ 50​ ล้านลบ.ม.​และมีพื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์ถึง​ 900​ ไร่​ โดยโครงการดังกล่าวได้รับการพิจารณาความเหมาะสมแล้ว

ก.เกษตรฯจับมือธปท.ดึงBig Data-AI ตอบโจทย์ศก.การเกษตรยุคดิจิทัล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513738

ก.เกษตรฯจับมือธปท.ดึงBig Data-AI ตอบโจทย์ศก.การเกษตรยุคดิจิทัล

ก.เกษตรฯจับมือธปท.ดึงBig Data-AI ตอบโจทย์ศก.การเกษตรยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและข้อมูลร่วมระหว่างสศก.กับธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 19 สิงหาคม ณ ตำหนักวังบางขุนพรหม ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ว่า จากนโยบายนายเฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ที่เน้นย้ำบูรณาการทํางานระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาชนและภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาฐานข้อมูล Big data จึงตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center) หรือ AIC มี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯเป็นประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ พร้อมนี้ รมว.เกษตรฯยังมอบให้สศก.ดำเนินการหลักจัดทำ Big Data ของกระทรวงและตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC โดยสศก.พัฒนาฐานข้อมูลกับหน่วยงานทั้งในและนอกกระทรวงรวม 10 กระทรวงและศูนย์ AIC ซึ่งตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยแต่ละจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือก รวมถึงความร่วมมือกับธปท. ซึ่งมีพิธีลงนามร่วมกันครั้งนี้

สำหรับการลงนามความร่วมมือ สศก. กับ ธปท. ทั้งสองฝ่าย เห็นชอบตรงกันเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามภารกิจให้ทันยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ยิ่งสถานการณ์วิกฤติทั้งเรื่องการระบาดของไวรัสโควิด-19 และสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การวิเคราะห์ประเมินเศรษฐกิจแบบใหม่เชิงลึก จะช่วยตีความและทำความเข้าใจบริบทต่างๆ ทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เพื่อที่กระทรวงเกษตรฯ จะได้ข้อมูลดำเนินนโยบาย สนับสนุน หรือแก้ปัญหาได้ถูกต้อง รวดเร็ว และภาคส่วนต่างๆ อย่าง ธปท.จะใช้ข้อมูลเพื่อติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร นำไปสู่มาตรการด้านการเงินที่มีประสิทธิภาพ

เลขาธิการ สศก.กล่าวต่อว่า สศก.ในฐานะองค์กรชี้นำการพัฒนาภาคเกษตรและศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ เราต้องพัฒนาการจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตรและ Big Data อย่างต่อเนื่อง สศก.ยินดีให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาคเกษตร ข้อมูลดัชนีผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรทั้งที่ปรับฤดูกาลและไม่ปรับฤดูกาลทั้ง 3 หมวด คือ พืช ปศุสัตว์ ประมง รวมมากกว่า 30 สินค้า เพื่อประโยชน์ของ ธปท.ในการติดตาม วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาทักษะด้านวิชาการ วิเคราะห์ข้อมูล และประยุกต์ใช้เครื่องมือ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เพื่อวิเคราะห์ วิจัย และการพยากรณ์ทางเศรษฐกิจการเกษตรให้มีความรวดเร็ว สมบูรณ์ และแม่นยำ

ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าฯธปท.กล่าวว่า ธปท.ยินดีให้ข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินที่ ธปท.จัดเก็บจัดทำ เพื่อประโยชน์ของสศก. ในการติดตามวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร เสริมศักยภาพของบุคลากรทั้ง 2 หน่วยงาน ภายใต้การวิเคราะห์ ตัดสินใจและกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของการใช้ข้อมูลที่ละเอียดรอบด้าน(evidence-based decision making) ในโลก Big Data ซึ่งธปท.เราพัฒนา Application Programming Interface (API) เพื่อเป็นการส่งเสริมความร่วมมือเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูล และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล อาทิ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ข้อมูลสถิติด้านการเงิน ไปใช้ประโยชน์ได้สะดวก คล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัย

นอกจากนี้ การร่วมลงนามวันนี้ ได้รับเกียรติจากพลเอกสุพจน์ ธำมรงค์รัตน์ อุปนายกสมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนนักศึกษาหลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง (สวปอ.มส. รุ่นที่ 1) เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนาม MOU ดังกล่าว และจะได้นำโครงการ Big Data ด้านการเกษตร เป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิชาการนักศึกษาหลักสูตร สวปอ.มส. รุ่นที่ 1 ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นผลงานวิชาการที่จะนำเสนอ นายกรัฐมนตรี เดือนกันยายนนี้ต่อไป

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์24 สิงหาคม 2563 – 18:46 น.

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนร่วมประชุมครม.สัญจร

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 ส.ค.63 นางสาวมนัญญา  ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และข้าราชการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ไปพบปะสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในจังหวัดระยอง ณ สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ก่อนเข้าร่วมประชุมครม.สัญจร วันที่ 25 สิงหาคม นี้
 ทั้งนี้ในจังหวัดระยองมีสหกรณ์ในภาคการเกษตร สหกรณ์นอกภาคการเกษตร และกลุ่มเกษตรกร ที่อยู่ในการดูแล ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 131 แห่ง มีสมาชิกรวม 83,764 ราย และมีสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ 14 แห่ง  สินค้าการเกษตรหลัก ได้แก่ ยางพารา ทั้งน้ำยางสด/แห้ง ยางแผ่นดิบ และผลไม้ ตามฤดูกาล เช่นทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ปริมาณธุรกิจสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่รวมทั้งสิ้น  13,001.52 ล้านบาท 
  

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โอกาสนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกรในพื้นที่อำเภอวังจันทร์ที่มาร่วมในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า รัฐบาลมีนโยบายใช้การตลาดนำการผลิตและให้ความสำคัญในการใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ เพื่อช่วยเหลือด้านการประกอบอาชีพและแก้ไขปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำให้กับเกษตรกร โดยส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการผลผลิตการเกษตรในพื้นที่และสามารถดำเนินธุรกิจได้ครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนการผลิตให้กับสมาชิก การรวบรวมผลผลิต  การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดกับภาคเอกชนและในเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน เพื่อกระจายผลผลิตไปสู่ผู้บริโภค รวมถึงธุรกิจในด้านสินเชื่อและบริการต่าง ๆ แก่สมาชิกและคนในชุมชน ซึ่งเป็นการดำเนินกิจกรรม ที่ส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนในกับประชาชนในพื้นที่ต่าง  ๆ ได้อย่างแท้จริง

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด – 19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของขบวนการสหกรณ์มากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรหลายพื้นที่ต้องประสบปัญหา ไม่สามารถขายผลผลิตได้เหมือนช่วงเวลาปกติ จำเป็นต้องใช้เครือข่ายสหกรณ์บรรเทาความเดือดร้อนโดยช่วยกันระบายผลผลิต ทั้งผลไม้ พืชผัก สินค้าประมงทั้งสดและแปรรูป จากสหกรณ์ต้นทางไปสู่สหกรณ์ผู้บริโภคปลายทาง ทำให้การกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว        ไม่เกิดการกระจุดตัวหรือเกิดความเสียหายและช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรมด้วย ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมกันพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง สหกรณ์จะได้มีพลัง ช่วยสร้างอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร จึงอยากขอความร่วมมือในการร่วมกันขับเคลื่อนระบบสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับฐานรากของประเทศให้มีความมั่นคงต่อไป
จากนั้นได้มีพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ทั้งหนังสือ กสน.3 และกสน.5 ให้กับสมาชิกนิคมสหกรณ์ชะแวะ จำนวน 60 ราย  และเยี่ยมชมนิทรรศการความก้าวหน้านโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดระยอง ได้แก่ โครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกรเพื่อรองรับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด – 19  โครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนในราคาที่เป็นธรรมอย่างทั่วถึง ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ตามแนวคิด “สด สะอาด ปลอดภัย” Fresh From Farm by Co-op สดจากฟาร์มถึงมือคุณ โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตรกร โครงการศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ และโครงการเกษตรอินทรีย์
 สำหรับสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด นั้น จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2521 ปัจจุบันมีสมาชิก 2,233 ราย ทุนดำเนินงานกว่า 221 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจทั้งการให้สินเชื่อ รับฝากเงิน รบรวมผลผลิตและจัดหาสินค้ามาจำหน่ายเพื่อบริการสมาชิก ในปี 2563 สหกรณ์ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตการเกษตร ได้แก่ ยางพารา 499.02 ตัน มูลค่า 20.154 ล้านบาท  มังคุด 4.47 ตัน มูลค่า  480,000 บาท ทุเรียน โดยจำหน่ายผ่านออนไลน์ 6.66 ตัน มูลค่า 1.199 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์มีกำไร จากการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตทุกชนิด รวมประมาณ 4.51 ล้านบาท โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้อุดหนุนเงินสร้างโกดังรวบรวมยางพาราให้กับสหกรณ์ จำนวน 4.62 ล้านบาท และสนับสนุนเงินกู้จากองทุนพัฒนาสหกรณ์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ให้สหกรณ์นำไปรวบรวมผลไม้จากสมาชิกในฤดูกาลปีนี้ จำนวน 2 ล้านบาท
 นอกจากนี้ สหกรณ์ยังมีโครงการส่งเสริมอาชีพ โดยสนับสนับสนุนให้สมาชิกเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังบริเวณอ่างเก็บน้ำประแสร์ เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค เน้นตลาดในพื้นที่ชุมชน โดยสหกรณ์ส่งเสริมพันธุ์ปลาให้กับสมาชิก จำนวน 1,500 ตัว/บ่อ และจัดหาอาหารปลามาจำหน่ายให้สมาชิก ซึ่งมูลค่าพันธุ์ปลารวม 4.04 ล้านบาทและมูลค่า การจำหน่ายอาหารปลา 21.18 ล้านบาท  ในอนาคต สหกรณ์มีแผนจะสร้างอาคารตลาดสินค้าเกษตรกรเพื่อให้สมาชิก นำสินค้ามาจำหน่าย และมีแผนพัฒนาแปลงทุเรียนของสหกรณ์ พื้นที่ 45 ไร่ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกทุเรียนที่ได้มาตรฐาน เปิดให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณืได้มาศึกษาดูงานเพื่อนำไปพัฒนาการผลิตทุเรียนของตนเองได้ 
 ขณะที่นายสันติ ขจรเวชไพศาล  ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง กล่าวว่า สหกรณ์ได้สนับสนุนเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังในอ่างเก็บน้ำประแสร์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างรายได้ให้กับสมาชิกได้เป็นอย่างดี ‘ปลาที่เลี้ยงเป็นปลาทับทิม ใช้เวลาเลี้ยง 4-6เดือน ขนาด1-1.5 กิโลจึงจับขาย ราคาหน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลละ 70-80 บาท ไม่มีปัญหาเรื่องการตลาดแต่อย่างใด’ ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์กล่าว
โอกาสนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พบปะกับคณะกรรมการสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรที่มารอต้อนรับ พร้อมกล่าวชื่นชมบทบาทของสหกรณ์ที่มีส่วนในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของอำเภอวังจันทร์ให้เข้มแข็ง สร้างการมีส่วนร่วมและความสามัคคีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ และได้ให้กำลังใจเกษตรกรในการร่วมกันพัฒนาอาชีพ และร่วมมือกันทำงานในรูปแบบสหกรณ์ เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมจะให้การสนับสนุนและพัฒนาสหกรณ์ในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้สหกรณ์ทำหน้าที่ในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น 

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513595

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 24 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เรื่องของ 3 สาร ดูแล้วคงยังไม่จบง่ายๆเกษตรกรยังออกมาเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเพราะได้รับผลกระทบ จากการที่ไม่สามารถหาสารทดแทนที่มีราคาถูกกว่า ปลอดภัยกว่าและมีประสิทธิภาพดีกว่า 3 สารที่โดนแบนมาใช้ในการทำเกษตรได้ และเมื่อวันก่อนก็มีเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลองไปบุกถึงกระทรวงเกษตรฯ เพื่อจี้ให้ทบทวน ผ่อนผัน และขยายเวลาให้เกษตรกรเกี่ยวกับการนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส คืนร้านค้า ซึ่งจากเดิมได้กำหนดระยะเวลาผ่อนผันให้เกษตรกรนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส มาคืนที่ร้านค้าภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2563 นี้ แต่เกษตรกรอยากให้ขยายเวลาออกไปก่อน โดยมี นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงมารับเรื่องและฟังปัญหาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งนายธนาเปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับตัวแทนเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ตนหารือร่วมกับกลุ่มเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง จำนวน 100 คน เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส โดยเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอข้อมูลชุดใหม่เรื่องสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตของเกษตรกร โดยขอให้เสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย(คกก.วัตถุอันตราย) เพื่อพิจารณาผ่อนผันจากเดิมได้กำหนดระยะเวลาผ่อนผันให้เกษตรกรนำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสมาคืนที่ร้านค้า ภายในวันที่29 ส.ค. 2563 นี้ ตลอดจนเพื่อหารือร่วมกันในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร และนายธนาบอกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข โดยจะส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตรายอย่างเร่งด่วน และจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้มีความถูกต้องมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในอีกฟากฝั่งของเกษตรกรที่ยึดมั่นต่อการคัดค้านการแบน 3 สาร มาโดยตลอดอย่าง นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย ก็มีการแจ้งข่าวมาว่า ในวันที่ 28 สิงหาคม 2563 ตัวแทนเกษตรกรเครือข่ายเกษตรปลอดภัย จะเดินทางไปที่กระทรวงเกษตรฯ เช่นกัน เพื่อยื่นหนังสือข้อเสนอให้มีการทบทวนให้ผ่อนเกษตรกรใช้สารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูฝนวัชพืชขึ้นจำนวนมากไม่สามารถจำจัดได้ทันท่วงที ไม่มีสารใดที่ทดแทนพาราควอตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีต้นทุนที่ต่ำ และหากไม่ได้รับการผ่อนผันก็อาจจะทำให้เกษตรกรที่นำสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอส ไปส่งคืนร้านไม่ทันวันที่ 29 สิงหาคม 2563 นี้ จะตกเป็นผู้ต้องหาคดีครอบครองสารพาราควอตได้ พร้อมกับขู่ว่า ได้มีการตกลงกับสมาชิกในระดับหนึ่งแล้วว่า หากสามารถรวบรวมสารพาราควอตและสารคลอร์ไพริฟอสได้ ก็อาจจะนำไปคืนที่ทรวงเกษตรฯ เสียทีเดียวเลย และจะขอเงินค่าสารเคมีที่คืนไปด้วย เพราะเกษตรกรได้ลงทุนซื้อไปแล้ว และไม่มีเงินที่จะไปซื้อสารเคมีอื่นที่มีราคาแพงได้อีกแล้ว…ดูแล้วหนังม้วนนี้ยังคงมีฉายอีกยาวหลายตอนครับ

ขุนเกษตรา

ลุยคุมพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513596

ลุยคุมพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เร่งกระชับพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังชี้ต้นเหตุมาจากปลูกพันธุ์อ่อนแอและใช้ท่อนพันธุ์ติดโรค วอนเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์มันสะอาด พร้อมปลูกมัน 3 พันธุ์ทนทานโรค ระยอง 72 KU 50 และห้วยบง 60

นางณัฎฐิมา โฆษิตเจริญกุล นักวิชาการโรคพืชชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า โรคใบด่างจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) ทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100% เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ ที่สำคัญโรคนี้เข้าทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่มีการระบาดของโรค จึงขอความร่วมมือให้เกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเฝ้าระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรโดยไม่ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคและต้องเป็นพันธุ์ที่มาจากแปลงที่ผลิตต้นพันธุ์สะอาดและปลอดโรค รวมทั้งไม่ใช้ท่อนพันธุ์ที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ระบาดขยายวงกว้างอีกต่อไป จึงจะหยุดวงจรการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้ยั่งยืน

พันธุ์มันสำปะหลังที่แนะนำให้เกษตรกรปลูกคือ พันธุ์ระยอง 72 KU 50 และห้วยบง 60 ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันว่าการเกิดโรคใบด่างไม่มีผลกับผลผลิต โดยเกษตรกรยังสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้โดยที่ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งไม่ลด ดังนั้น ขอความร่วมมือเกษตรกรให้ปลูกพันธุ์ทนทานที่แนะนำดังกล่าว ซึ่งยังสามารถเก็บผลผลิตได้ สำหรับสถานการณ์ระบาดโรคใบด่างระบาดปัจจุบันพบการระบาด 29 จังหวัด คือ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ กำแพงเพชรขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ระยอง ลพบุรี ลำปาง ศรีสะเกษ สระแก้ว สระบุรี สุพรรณบุรี สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุทัยธานีรวมพื้นที่ระบาดทั้งหมด 295,344 ไร่

‘มนัญญา’เร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าฮาลาลสู่สากล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513598

‘มนัญญา’เร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าฮาลาลสู่สากล

‘มนัญญา’เร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าฮาลาลสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลัง หารือร่วมกับผู้แทนด้านอาหารฮาลาลอาทิ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ เข้าร่วมประชุมว่า การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม คณะรัฐมนตรีมีมติให้รับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามและมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคชาวมุสลิมทั้งในและต่างประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงมอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงสาธารณสุข พิจารณาปรับปรุงกลไกและกฎระเบียบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ฮาลาลให้ชัดเจน เหมาะสมและมีเอกภาพยิ่งขึ้น

รมช.มนัญญากล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือครั้งนี้ เป็นการร่วมพิจารณาการดำเนินงานด้านอาหารฮาลาล โดยที่ประชุมให้ข้อเสนอแนะการปรับปรุงกลไกและกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ฮาลาล รวมทั้งกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องที่กระทำไม่ถูกต้องตามหลักการฮาลาล อีกทั้งยังเป็นการผลักดันผลิตภัณฑ์และอาหารฮาลาลไทยสู่สากล ตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯที่มุ่งเรื่องคุณภาพมาตรฐานอาหารปลอดภัย (Food Safety) ซึ่งทำให้ชาวมุสลิมได้ทานอาหารสะอาด ปลอดภัย และส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลไทยไปทั่วโลกได้ ทั้งนี้ มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสินค้าและอาหารฮาลาล หากพบการทำผิดต้องมีกฎหมายลงโทษ และเรียกคืนเครื่องหมายฮาลาลได้

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมบูรณาการสินค้าฮาลาลกับทุกหน่วยงานทั้งต้นทาง กลางทางและปลายทาง โดยกระทรวงเกษตรฯจะดูแลต้นทางด้านการผลิต ด้านพืชประมง และปศุสัตว์ มั่นใจว่าชาวมุสลิมต้องได้ทานอาหารสะอาดบริสุทธิ์ และต้องสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ฮาลาลไทยให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้” รมช.มนัญญา กล่าว

รมว.เกษตรฯนำทีมลงพื้นที่ติดตามแผนการบริหารจัดการน้ำรองรับEEC #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513622

รมว.เกษตรฯนำทีมลงพื้นที่ติดตามแผนการบริหารจัดการน้ำรองรับEEC

รมว.เกษตรฯนำทีมลงพื้นที่ติดตามแผนการบริหารจัดการน้ำรองรับEEC

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.48 น.

รมว.เกษตรฯนำทีมลงพื้นที่ติดตามแผนการบริหารจัดการน้ำ รองรับพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังรับฟังการบรรยายสรุปผลและแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ณ ห้องประชุมอ่างเก็บน้ำดอกกราย อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ว่า ภาคตะวันออกมีปริมาณน้ำเก็บกัก (ข้อมูล ณ วันที่​ 21​ ส.ค.63) มีปริมาตรน้ำปัจจุบัน 957 ล้าน ลบ.ม.ปริมาตรน้ำที่นำมาใช้ได้ 80​2​ ล้าน ลบ.ม.แบ่งเป็น อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 6 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 42 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 14 แห่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน จึงมีแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝน 2563 (1 พ.ค.63 – 31 ต.ค.63) 1,215 ล้าน ลบ.ม.สำหรับใช้ในการอุปโภค – บริโภค 265 ล้าน ลบ.ม. , อุตสาหกรรม 154 ล้าน ลบ.ม. , รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 199 ล้าน ลบ.ม.และด้านเกษตรกรรม 597 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 390 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC (จังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี) มีปริมาณน้ำเก็บกัก (ข้อมูล ณ วันที่​ 21 ส.ค. 63) มีปริมาตรน้ำปัจจุบัน 487 ล้าน ลบ.ม.ปริมาตรน้ำที่นำมาใช้ได้ 386 ล้าน ลบ.ม.แบ่งเป็น อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 14 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 5 แห่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน จึงมีแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝน 2563 (1 พ.ค.63 – 31 ต.ค.63) 644 ล้าน ลบ.ม.สำหรับใช้ในการอุปโภค – บริโภค 135 ล้าน ลบ.ม. , อุตสาหกรรม 153 ล้าน ลบ.ม. , รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 112 ล้าน ลบ.ม.และด้านเกษตรกรรม 244 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 209 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำ ภาคตะวันออกและพื้นที่ EEC ในช่วงฤดูฝน 2563 ใน 5 กรณี ทั้งกรณีน้ำมาก กรณีน้ำเฉลี่ย กรณีน้ำน้อย กรณี Inflow ปี 2538 และกรณีน้ำ AVG-5% โดยได้วางมาตราการรองรับการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ EEC ในช่วงฤดูแล้งปี 63/64 ไว้ 8 มาตราการ ดังนี้ 1) สูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่มาลงอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล​ สูบถึงเดือนพฤศจิกายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 60​ ล้าน ลบ.ม.​ 2) สูบคลองสะพานเติมอ่างฯ​ประแสร์​ ถึงเดือนพฤศจิกายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 15​ ล้าน ลบ.ม. 3) สูบกลับวัดละหารไร่​ (แม่น้ำระยอง)​ เติมอ่างฯ​หนิงปลาไหล​ ถึงเดือนพฤศจิกายน​ ปริมาณน้ำรวม​ 4.84 ล้าน ลบ.ม.​ 4) การนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดสูบใช้น้ำคลองน้ำหู​ ถึงเดือนพฤศจิกายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 5​ ล้าน ลบ.ม. 5) สูบผันน้ำคลองพระองค์ฯ/พานทอง​ -​ อ่างฯ​ บางพระ​ ถึงเดือนพฤศจิกายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 50​ ล้าน ลบ.ม.​ 6) สูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง – อ่างฯ บางพระ​ ถึงเดือนพฤศจิกายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 20​ ล้าน ลบ.ม.​ 7) ประหยัดการใช้น้ำทุกภาคส่วนในจังหวัดระยอง​ และ ชลบุรี 8) สูบปันน้ำคลองวังโตนด​ จังหวัดจันทบุรี​ มาลงอ่างประแสร์​ มีแผนการสูบน้ำตั้งแต่วันที่​ 1 – 30​ กันยายน​ 2563​ ปริมาณน้ำรวม​ 12​ ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม น้ำถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด​ จึงต้องบริหารจัดการให้ดี​ เพราะการบริหารจัดการที่ดีเป็นหัวใจของระบบทั้งหมด รวมถึงต้องดูแลพี่น้องเกษตรกรเป็นหลัก​ ดังนั้นกรมชลและทุกภาคส่วน​ ต้องดูแล​และคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด​ เริ่มจากสำรวจและดูปริมาตรที่แท้จริงของอ่างฯ และฝายต่างๆ ที่มีอยู่ เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างใช้งานมานาน​ อาจมีการตื้นเขินมากขึ้น​ การสำรวจและขุดลอกจะช่วยเพิ่มพื้นที่กักเก็บ​ รวมถึงต้องรณรงค์การใช้น้ำอย่างมีคุณค่าอย่างต่อเนื่อง​ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีน้ำใช้การเยอะหรือน้อย​ ต้องรณรงค์ให้เกิดเป็นนิสัย​ โดยต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง​ ไปถึงปลายทางของน้ำ​ ต้องขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย​ และการเริ่มโครงการสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำต่างๆ​ ต้องขอให้ดูพื้นที่ที่มีฝนมากเป็นหลัก​ ไม่ใช่ใช้พื้นที่ที่มีอยู่ไปสร้างเพิ่ม​ และเมื่อสร้างแล้วใช้ท่อส่งไปยังพื้นที่ต่างๆ​ เพื่อให้เรามีน้ำใช้เพียงพอ​ในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออก​ในอนาคตจะกลางเป็นส่วนกลางของความเจริญ ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว​ที่จะกลับมาครึกคักอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ไวรัสโคโรนา​ 2019​ คลี่คลายลง ภาคการเกษตร​ ภาคอุตสาหกรรม​ และความเจริญจากการขยายเมืองออกมาจากภาคกลาง​ ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้น้ำก็จะเพิ่มมากขึ้น​ ดังนั้น​จึงต้องเตรียมตัว​ วางแผนบริหารจัดการ​ และเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ​ เพื่อมีน้ำเพียงพอสำหรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต​

รมว.กษ.สั่งปศุสัตว์ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513578

รมว.กษ.สั่งปศุสัตว์ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัย

รมว.กษ.สั่งปศุสัตว์ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัย

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.26 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯสั่งกรมปศุสัตว์ในสังกัดทั่วประเทศเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจากอุทกภัย ให้การช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ เสบียงอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ ยานพาหนะ ทีมสัตวแพทย์ แต่งตั้งชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว พร้อมออกปฏิบัติการทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ อาทิ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขต สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ด่านกักกันสัตว์ และหน่วยงานในพื้นที่ เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติจากอุทกภัย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชนและที่ทำกินของเกษตรกรในหลายจังหวัด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนสร้างความเสียหายกับชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ และการประกอบอาชีพของประชาชน รวมถึงผลผลิตของสัตว์ของเกษตรกร

นายสัตวแพย์สรวิศ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล และอุปกรณ์ โดยมีเสบียงสัตว์สำรอง 5,615.56 ตัน หญ้าแห้ง 335 ตัน ยานพาหนะ 201 คัน ถุงยังชีพสัตว์ 3,000 ชุด ทีมสัตวแพทย์ 119 ทีม ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วเพื่ออพยพสัตว์ 119 หน่วย 357 คน และเวชภัณฑ์ดูแลสุขภาพสัตว์ ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ และพร้อมในการออกปฏิบัติการทันทีที่ได้รับการร้องขอหรือเมื่อเกิดสถานการณ์ โดยให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้อย่างทันท่วงที และได้มอบหมายให้ปศุสัตว์เขต 1-9 จัดตั้งวอรูม (War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด และรายงานให้อธิบดีกรมปศุสัตว์ทราบทุกวัน

สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบปัญหาหรือได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติดังกล่าว สามารถติดต่อประสานขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลาจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร. 02-6534553 , 02-6534444 ต่อ 3315 อีเมล์ disaster@dld.go.th หรือแจ้งข้อมูลในแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่สามารถดาวน์โหลดในโทรศัพท์มือถือได้ทุกระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันที