‘รมช.ประภัตร’นำคณะลงพื้นที่จันทบุรีเร่งแก้ปัญหาช่วยเหลือเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513569

'รมช.ประภัตร'นำคณะลงพื้นที่จันทบุรีเร่งแก้ปัญหาช่วยเหลือเกษตรกร

‘รมช.ประภัตร’นำคณะลงพื้นที่จันทบุรีเร่งแก้ปัญหาช่วยเหลือเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.06 น.

“รมช.ประภัตร”นำคณะเร่งแก้ปัญหาช่วยเกษตรกรชาวสวนลำไยขาดแรงงานเก็บผลผลิต และนมค้างสต็อกจำนวนมากจากสถานการณ์โควิด-19 พร้อมเดินสายลุยรับฟังปัญหาในพื้นที่

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะสมาชิกสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อรับฟังปัญหาของเกษตรกร ใน. จ.จันทบุรี โดยในช่วงที่ผ่านมาสหกรณ์ฯ ประสบปัญหาด้านต่างๆ ทั้งจากผลกระทบการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ส่งผลให้โรงเรียนปิดเทอมก่อนกำหนดและเปิดเทอมล่าช้า ทำให้สหกรณ์ฯ ต้องนำน้ำนมดิบไปผลิตเป็นนมกล่อง UHT และยังขายไม่ได้อีกจำนวน 3,000,000 กล่อง มูลค่ากว่า 21,000,000 บาท ซึ่งทำให้สมาชิกได้รับผลกระทบและขาดทุนอย่างมาก ทั้งนี้ ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และจะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในวันอังคารที่ 25 ส.ค.นี้ ที่ จ.ระยอง ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรที่ยังประสบปัญหาภัยแล้ง จากฝนทิ้งช่วง อีกทั้งเกษตรกรปลูกลำไยที่ต้องใช้น้ำตลอดทั้งปี ส่งผลให้แปลงหญ้าและลำไยเกิดความเสียหาย ขาดน้ำทางการเกษตร จึงได้ประสานขอความร่วมมือจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าสำรวจพื้นที่เพื่อขุดบ่อบาดาล ให้เกษตรกรได้มีน้ำใช้ในฤดูแล้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

อีกทั้ง ขณะนี้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเนื่องจากได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ทำให้แรงงานจากประเทศกัมพูชาต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา และยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ ซึ่งต้องใช้แรงงานไม่น้อยกว่า 35,000 คน ทางจังหวัดจึงได้มีการประชุมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยจะผ่อนปรนให้แรงงานเข้ามาในประเทศ โดยจะจัดเตรียมและจัดหาสถานที่สำหรับเป็นที่กักตัวผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ให้อยู่ในการกำกับดูแล เพื่อการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักเกณฑ์และแนวทาง การควบคุมป้องกันโรค (State Quarantine)

“ขณะนี้ผลผลิตลำไยเริ่มออกแล้ว มีพื้นที่ 200,000 กว่าไร่ มีลำไยไม่น้อยกว่า 300,000 ตัน จึงต้องนำคนงานเข้ามาเก็บ โดยทางจังหวัดได้มีการประชุมหารือในการแก้ไขปัญหา โดยร่วมมือกับเจ้าของสวน ล้ง กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมจัดทำ State Quarantine กักตัวคนงานที่จะมาทำงาน โดยได้กำชับให้ต้องวางมาตรการอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดซ้ำ” นายประภัตร กล่าว

ทั้งนี้ สหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด ได้จดทะเบียนครั้งแรกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2534 และได้เริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่วันที่ วันที่ 8 มกราคม 2535 เป็นต้นมา มีสมาชิกสหกรณ์ จำนวน 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้เลี้ยงโค และ 2.กลุ่มปลูกพืชอาหารสัตว์และไม้ยืนต้น โดยดำเนินธุรกิจ อาทิ รวบรวมน้ำนมดิบ ธุรกิจแปรรูปน้ำนมดิบ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ ผลิตอาหารสัตว์จำหน่ายให้กับสมาชิกเพื่อเป็นการลดต้นทุนเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม โดยทางสหกรณ์ฯ มีการผลิตอาหารข้นเพื่อจำหน่ายให้แก่สมาชิกเพื่อลดต้นทุน

เกษตรกร’สงขลา’เตือนระวังถูกหลอกขาย‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513560

เกษตรกร'สงขลา'เตือนระวังถูกหลอกขาย‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจตัวใหม่

เกษตรกร’สงขลา’เตือนระวังถูกหลอกขาย‘โกโก้’พืชเศรษฐกิจตัวใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.14 น.

23 สิงหาคม 2563 ที่ศูนย์เรียนรู้ นายบ้านไข่รัน หมู่ 6 ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา ได้มีเกษตรกร จาก จ.สงขลา ยะลา และสตูล กว่า 100 คน เข้าร่วมสัมมนา เรียนรู้วิธีการปลูกต้นโกโก้ การบำรุงรักษาต้นโกโก้ สายพันธุ์ที่มีบริษัทมารับซื้อ ในราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 5 บาท สูงถึง 10 บาท  

โดยนายนิรันดร์ นิคมรัตน์ หรือนายบ้านไข่รัน อายุ 66 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 6 ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา กล่าวว่า เรื่องกระแสพืชเศรษฐกิจ ปรากฏว่าตอนนี้โกโก้ เป็นพืชเศรษฐกิจที่กระแสมาแรง พอกระแสมาแรง ก็มีพวกฉวยโอกาส ไปเอาต้นพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาหลอกขายชาวบ้านอะไรแบบนี้ ปลูกแล้วไม่มีตลาด ปลูกแล้วตันไม่มีคุณภาพ สองสามปีเป็นนี้ เท่ากับหลอกชาวบ้าน ตนทนดูไม่ได้ ไหนๆก็เป็น เปิดศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรผสมผสาน แล้วต้องการให้ชาวบ้านมีสภาวะการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พอมาโดยหลอก คิดดูว่าเงินแต่ละบาทในยุคนี้มันมีค่าขนาดไหน

“ผมเป็นห่วงชาวบ้าน ตอนนี้ได้จัดประชุมมา ผู้ที่มาประชุมวันนี้ก็มาเยอะจากยะลา จากหาดใหญ่ จากสตูล จากสงขลามาเยอะ ผมจัดแต่ละครั้งผมหวังอย่างเดียวคือให้ชาวบ้าน เกษตรกร ได้รู้ทันกลไกของเรื่องต่างๆเพื่อ ไม่ต้องโดนหลอก ผมเองก็พอคนเขามาฟังอะไรเยอะผมก็สบายใจภูมิใจถือว่าเป็นวิทยาทานถือว่าได้บุญเท่านั้นเอง” นายนิรันดร์ กล่าว

นายนิรันดร์ฯยังกล่าวว่าปัจจุบันทางภาคใต้มีการปลูกต้นโกโก้ ถ้ารวมเฉพาะสงขลา  สงขลาอยู่ประมาณเกือบ 500 ไร่ ๆก็ตกประมาณ 5 หมื่นบาท ซึ่งเป็นผลผลิตที่ว่าอีกสองสามปีข้างหน้าขึ้นมาเป็น 10 ตัน หรือ 50 ตัน เพราะโกโก้เป็นผลผลิตที่เร็วแล้วก็ภาคใต้นี้มีการตื่นตัวกันเยอะ หลายบริษัทที่ตั้งขึ้นมา แต่ว่าไม่ได้จดทะเบียนสายพันธุ์ ตนเป็นห่วง

เพราะว่าสายพันธุ์ไม่ว่าจะพืชอะไรแล้วแต่ ถ้าเป็นพืชเศรษฐกิจ เป็นพืชที่ว่าเป็นผลผลิตไม่ได้ขายไม้ขายอะไรนะ มันต้องมีการรับรองจากกระทรวงเกษตร สายพันธุ์จากกระทรวงเกษตรต้องพิสูจน์มาว่าสายพันธุ์นี้มันนิ่งหรือยังความทนทานเป็นยังไง แต่ว่าที่มาขายกัน ไปเพาะต้นมาขายเองอะไรเองแบบนี้ 

ส่วนจะมีเรื่องบริษัทมารองรับไหม นายนิรันดร์ ฯกล่าวว่า ก็มี แต่ว่าผมไม่กล้าออกชื่อบริษัท  มันมีบริษัทเดียวถูกต้องตามกฎหมาย คือสายพันธุ์ได้ผ่านการพิสูจน์จากกระทรวงเกษตร แล้วก็กระทรวงเกษตรรับรอง การประกันราคาต่ำสุดอยู่ที่ 5 บาท แต่ว่าตอนนี้บริษัทซื้ออยู่ที่ 10บาท แต่ว่าราคาตลาดโลกจริงๆตอนนี้ ผลดิบ ซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 7 บาท 7.30 บาท   

ก.เกษตรหนุนเต็มที่ ปลูกกาแฟแปลงใหญ่ ‘โรบัสต้า-อราบิก้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513493

ก.เกษตรหนุนเต็มที่ ปลูกกาแฟแปลงใหญ่ ‘โรบัสต้า-อราบิก้า’

ก.เกษตรหนุนเต็มที่ ปลูกกาแฟแปลงใหญ่ ‘โรบัสต้า-อราบิก้า’

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ก.เกษตรหนุนเต็มที่ ปลูกกาแฟแปลงใหญ่ ‘โรบัสต้า-อราบิก้า’

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร หนุนเกษตรกรปลูกกาแฟแปลงใหญ่ เน้นพันธุ์ “อราบิก้า และโรบัสต้า” จากเหนือจรดใต้สร้างคุณภาพได้ครบวงจรตั้งแต่ผลิตถึงตลาด

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงนโยบายการส่งเสริมการปลูกกาแฟ ของประเทศไทยว่า เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟ จึงทำให้สามารถปลูกกาแฟในสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการได้ทั้งพันธุ์อะราบิกา และพันธุ์โรบัสต้า จึงเน้นส่งเสริมให้เกษตรกรเลือกการปลูกกาแฟตามสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อพื้นที่เป็นหลักด้วยแต่ละสายพันธุ์มีการบริหารจัดการที่แตกต่างกันตามภูมิประเทศ ลักษณะทางกายภาพในการปลูกกาแฟแต่ละสายพันธุ์ ความคุ้นชินของเกษตรกร รวมถึงตลาดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่

โดยในเขตภาคเหนือเน้นส่งเสริมการปลูกกาแฟสายพันธุ์อะราบิกาซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดโลกประมาณ ร้อยละ 80 ด้วยเป็นสายพันธุ์ที่ให้กลิ่นรสที่นุ่มนวล กลิ่นหอมเหมาะสำหรับการดื่มในลักษณะกาแฟสด ตลาดส่วนใหญ่จึงเป็นตลาดระดับพรีเมี่ยม เช่นในร้านอาหารหรือร้านกาแฟสด เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟคุณภาพดี ให้ผลผลิตสูง จึงจำเป็นต้องปลูกในที่มีอากาศที่ค่อนข้างเย็น และอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,000 เมตรขึ้นไป เช่น พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน และจังหวัดลำปาง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับกาแฟอะราบิกา ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรได้เน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนและแปลงใหญ่ซึ่งเกษตรกรต้องรวมตัวกันตั้งแต่ 30 คนขึ้นไป เพื่อจัดการผลผลิตในพื้นที่ รวมถึงพัฒนาการปลูก การเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา ตลอดจนการแปรรูป เพื่อจำหน่ายในลักษณะกาแฟคั่วด้วยการสร้างแบรนด์สินค้าของตนเองโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการแปรรูปผลผลิตที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มรวมถึงจากวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆอันเป็นการสร้างช่องทางตลาดใหม่และเพิ่มรายได้จากเดิมที่เน้นการส่งจำหน่ายเมล็ดกาแฟให้กับบริษัทเอกชน

ส่วนของกาแฟโรบัสต้าส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป ด้วยเป็นสายพันธุ์ที่ต้องการพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้น จึงจะสามารถให้ผลผลิตคุณภาพดี ไม่ต้องการความเย็นมากนักปลูกได้ในพื้นที่ราบไม่มีน้ำท่วมขัง หรือความลาดเอียงไม่เกินร้อยละ 35 ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 700 เมตร ประกอบกับลักษณะประจำพันธุ์ ของโรบัสต้า คือ มีกลิ่นที่แรง รสชาติจะเข้มและขมกว่าอะราบิกา รวมทั้งเมื่อเทียบปริมาณคาเฟอีนสูงกว่าด้วย จึงนิยมนำไปแปรรูปเป็นกาแฟสำเร็จรูป ดังนั้นผลิตผลส่วนใหญ่เกินกว่าร้อยละ 80 จะส่งขายให้กับโรงงานรับซื้อ ซึ่งราคารับซื้อเบื้องต้นในแต่ละปี จะแปรผันตามปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ในพื้นที่ เนื่องจากการติดผลของกาแฟโรบัสต้าต้องอาศัยความชุ่มชื้นจากดินมาก หากความชื้นในดินไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ผลฝ่อหรือหลุดร่วงไปเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้เข้าไปช่วยพัฒนาด้านการจัดการผลผลิต โดยอบรมให้ความรู้เกษตรกรในการจัดการดูแลต่างๆ เช่น การทำสาวให้ต้นกาแฟ เพื่อให้ผลผลิตออกมากขึ้น และสะดวกในการจัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ได้คุณภาพ ขณะเดียวกันได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกัน ในรูปแบบแปลงใหญ่หรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อนำผลผลิตกาแฟมาแปรรูปในรูปแบบกาแฟพร้อมดื่ม และสร้างแบรนด์สินค้าเพื่อให้เป็นที่รู้จัก และมีแปลงใหญ่หลายแห่งประสบความสำเร็จ สามารถสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เช่น กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ หรือกาแฟกระบี่ เป็นต้น” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

นายสุวรรณ เทโวขัติ ประธานแปลงใหญ่กาแฟเทพเสด็จ หมู่ 4 ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า จากที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้ามาดำเนินการช่วยพัฒนาในด้านต่างๆเกษตรกรในพื้นที่จำนวน 34 ราย จึงมีการรวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่ในปี 2560 พื้นที่ปลูกอากาแฟพันธุ์อะราบิการวม 360 ไร่ ด้วยการพัฒนาที่เน้นถึงคุณภาพเป็นสำคัญ จึงได้รับการตอบรับและสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรได้เป็นอย่างดี

ด้าน นายนิคม ศิลปศร ประธานแปลงใหญ่กาแฟ ต.ถ้ำสิงห์ อ.เมือง จ.ชุมพร กล่าวเพิ่มเติมว่าจากการได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจากกรมส่งเสริมการเกษตร ทำให้สามารถยกระดับการผลิตจนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ได้เมล็ดกาแฟโรบัสต้าที่มีคุณภาพออกจำหน่ายได้อย่างครบวงจรในรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆภายใต้แบรนด์สินค้าของตนเอง ในนาม “กาแฟถ้ำสิงห์” และ “กาแฟกระบี่” รวมถึงการเปิดเป็นร้านจำหน่ายกาแฟโดยตรง ซึ่งมีผู้สนใจมาเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

แฟ้มภาพ

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน

 รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน23 สิงหาคม 2563 – 10:33 น.

 รมช. เกษตรฯ ” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(รมช.กษ)ลงพื้นที่มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) อ.เมืองน่าน จ.น่านเมื่อเร็ว ๆ นี้  โดยมีนายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย นายกฤษณะ ดีปาละ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน นางสาวอรณัชชา สุวรรณชัย ปฏิรูปที่ดินจังหวัดลำปาง ข้าราชการในสังกัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ

     รมช.กษ พร้อมคณะ เดินทางไปยัง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เพื่อมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่ตัวแทนเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.เมืองน่าน จ.น่าน เพื่อรับมอบเอกสารสิทธิ กรณีการโอนสิทธิ และขอรับมรดกสิทธิ จำนวน 30 ราย 42 แปลง เนื้อที่ประมาณ 201-3-63 ไร่ พร้อมมอบงบประมาณในการทำฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้โครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน ประจำปีงบประมาณ 2563 ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน หมู่ที่ 9 ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน จ.น่าน จำนวน 10 แห่ง โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว เพื่อเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน และเพื่อเป็นการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ตลอดจนเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำ รอบบริเวณการสร้างฝายชะลอน้ำ และเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ป่าอีกทางหนึ่งด้วย

 นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินประมาณ  460,968 ไร่ คิดเป็น 6.27% ของพื้นที่จังหวัดน่าน ได้ดำเนินการจัดที่ดินแปลงเกษตรกรรม จำนวน 44,097 ราย 64,910 แปลง 348,439 ไร่ ที่ดินชุมชน (ที่อยู่อาศัย) จำนวน 6,559 ราย 6,810 แปลง 2,849 ไร่ รวมพื้นที่จัดที่ดิน จำนวน 50,656 ราย 71,720 แปลง 351,288 ไร่ ยังคงค้างพื้นที่ที่สามารถจัดได้อีกประมาณ 5,000 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือประมาณ 104,680 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่อื่นๆ เช่น แหล่งน้ำ ถนน ที่สาธารณะ ที่มีหนังสือสำคัญ และที่ป่าชุมชน

 รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน

นายสุริยน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ส.ป.ก.น่าน มีแผนดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน จำนวน 825 ราย เนื้อที่ 2,000 ไร่ ขณะนี้ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรไปแล้ว จำนวน 585 ราย 734 แปลง เนื้อที่ 3,444 ไร่ โดย รมช.กษ. (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้มอบนโยบายให้ ส.ป.ก. เร่งดำเนินการจัดสรรที่ดินตามแผนดำเนินการจัดที่ดินฯให้แก่พี่น้องเกษตรกรโดยเร็วที่สุด

 รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน

“ทั้งนี้ รมช.กษ. ได้มอบหมายให้ ส.ป.ก. เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆโดยเฉพาะด้านแหล่งน้ำ รวมถึงพัฒนาอาชีพให้แก่พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมทั้งให้ร่วมบูรณาการพัฒนาพื้นที่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ อยู่ดี และมีความสุข” รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

สุโขทัยจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่ ศพก.และYoung Smart Farmer เชื่อมโยงเครือข่ายในจังหวัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สุโขทัยจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่ ศพก.และYoung Smart Farmer เชื่อมโยงเครือข่ายในจังหวัด

สุโขทัยจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่ ศพก.และYoung Smart Farmer เชื่อมโยงเครือข่ายในจังหวัด22 สิงหาคม 2563 – 12:17 น.

สุโขทัยจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่ ศพก.และYoung Smart Farmer เชื่อมโยงเครือข่ายในจังหวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดสุโขทัยได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการรวมพลคนแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และ Young Smart Farmer จังหวัดสุโขทัย ที่บ้านหมอรีสอร์ท ต.เมืองเก่า อ.เมือง โดยมีนายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดงาน และนายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย กล่าวรายงานการจัดงานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่, ศพก. และเกษตรกรรุ่นใหม่ รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนได้เรียนรู้การทำงานในรอบปีที่ผ่านมา

ในงานมีการจัดแสดงผลงานแปลงใหญ่จังหวัดสุโขทัย สรุปผลการดำเนินงานปี 2563 ผลงานเด่นแปลงใหญ่ ได้แก่ 1) แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ อ.ศรีนคร 2) แปลงใหญ่ปลาหมอชุมพร อ.กงไกรลาศ 3) แปลงใหญ่จิ้งหรีด อ.ศรีสัชนาลัย 4) แปลงใหญ่ส้มเขียวหวานแม่สิน อ.ศรีสัชนาลัย

องค์ความรู้ ศพก.ต้นแบบ ปี 2563 ได้แก่ ศพก.เครือข่าย ต.ป่าแฝก อ.กงไกรลาศ (เกษตรกรต้นแบบ จ.ส.ท.สุทิน ทองเอ็ม) ศพก.หลักอำเภอกงไกรลาศ (เกษตรกรต้นแบบ นางกฐิน แสงมี) นิทรรศการสินค้าเกษตรเครือข่าย Young Smart Farmer / Smart Farmer / วิสาหกิจชุมชนจากทุกอำเภอในสุโขทัย และกลุ่มเกษตรอินทรีย์จังหวัดสุโขทัย (Organic Sukhothai) การเสวนาเกษตรกรต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จจากแปลงใหญ่, ศพก., Smart Farmer และ Young Smart Farmer มีผู้ร่วมงานกว่า 200 คน

นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัยได้ดำเนินงานตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยการวางกลไก 3 เครือข่ายเกษตรกร เป็นหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่ ตั้งแต่ ศพก.ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรในชุมชน และนำไปสู่การขยายผลในการผลิตร่วมกันในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ และมีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมในชุมชน สำหรับการสร้างเครือข่าย ซึ่งการทำงานร่วมกันในลักษณะนี้ จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการขับเคลื่อนดำเนินการให้ภาคเกษตรเข้มแข็ง โดยใช้ศักยภาพของเกษตรกรแกนนำ ทั้งแปลงใหญ่ ศพก. และ young smart farmer

ภูเบศวร์  ฝ้ายเทศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุโขทัย

ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้

ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้22 สิงหาคม 2563 – 11:45 น.

ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวระหว่างการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหวานเพื่อสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่สหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด จังหวัดพิจิตร ว่า เป็นการติดตามโครงการภายหลังที่ตัวแทนสหกรณ์ประสงค์เข้าร่วมโครงการและได้รับแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทดลองปลูกตั้งแต่  7 มิ.ย.2563 ขณะนี้เกษตรกรได้เริ่มเก็บผลผลิตจำหน่ายในพื้นที่และสามารถสร้างรายได้ในระยะเวลาสั้น ๆ เป็นโครงการที่กรมฯตั้งใจจะช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในช่วงที่วิกฤติโควิด 19  ระบาด  โดยหวังว่าจะเป็นช่องทางสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งไม่มากก็น้อย
  “จากการสอบถามเกษตรกรที่เราคัดให้เข้าโครงการภายใต้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ของบริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ส่วนใหญ่มีความพอใจกับผลตอบแทนที่ได้รับ หักต้นทุน แล้วมีกำไรประมาณ  15,000  บาทต่อรอบการผลิต 73 วันในพื้นที่ทดลองปลูกเพียง 300  ตารางวา ซึ่งในอนาคตเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์จะเดินหน้าต่อโครงการนี้หรือไม่เป็นเรื่องที่สหกรณ์นั้นต้องไปหารือกันในกลุ่มสมาชิก เพราะกรมได้แต่เพียงสนับสนุนเรื่องโอกาสและเป็นพี่เลี้ยง นอกจากข้าวโพดหวานแล้ว ขณะนี้ได้ทราบว่ามีเอกชนอีกหลายรายที่เข้ามาส่งเสริมปลูกพืชหลังนาสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ในจังหวัดพิจิตร เช่น พริกซอส และกระหล่ำปลี  ซึ่งกรมได้แนะนำให้แต่ละสหกรณ์พิจารณาโครงการที่มีตลาดรองรับและควรทำเกษตรพันธะสัญญาเพื่อความมั่นคงของผู้เข้าร่วมโครงการปลูกพืชแต่ละชนิด  “  

ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้

นายสมศักดิ์ สีอุดทา ประธานสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด เปิดเผยว่า ได้รับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานมาปลูก  ในที่ดินของตนเอง หมู่ที่ 5 ตำบลทะนง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ในพื้นที่ 300  ตารางวา หรือ 3 งาน  เพื่อทดลองว่าตนเองจะปลูกรอดหรือไม่ เพราะเดิมทำนา ขณะเดียวกันที่ลองปลูกเพียง  3  งาน จากที่ดินที่มีทั้งหมดประมาณ  8 ไร่ เพราะต้องการประเมินดูว่า ผลผลิตออกมาดีตามที่มีการระบุหรือไม่  ซึ่งตามรอบการผลิตจะใช้เวลาตั้งแต่ปลูกจนเก็บเกี่ยว  73  วัน แต่ขณะนี้ปลูกมาได้  70  วันได้ลองเก็บไปขายบางส่วน  ปรากฏว่าผลผลิตดีฝักสวยและรสชาติหวาน ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่สนใจมาขอซื้อถึงในไร่ข้าวโพด  ซึ่งได้เหลือผลผลิตไว้บางส่วน รอเก็บเกี่ยวเมื่อครบกำหนด เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพ

            ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้ “ ระยะเวลาปลูกข้าวโพดหวาน คือ 73  วันถึงจะเก็บได้ แต่ผมลองเก็บมาจำหน่ายก่อน โดยขายในพื้นที่ ขายเป็นฝักสดราคาฝักละ 10-15  บาท หรือหากขายเป็นกิโลกรัมจะขายในราคา 10 บาทต่อกก. ซึ่งข้าวโพดจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณฝักละเกือบ 1 กก. คนที่ซื้อไปลองกินแล้วก็บอกกันปากต่อปากว่าข้าวโพดที่นี่อร่อย ทำให้มีคนเข้ามาซื้อที่สวนเพื่อนำไปบริโภคที่บ้านหรือนำไปจำหน่ายจนเกือบจะหมดแล้ว  สำหรับต้นทุนตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยวครั้งนี้ ลงทุนไป  4,500  บาท ผลผลิตที่คาดว่าจะได้ประมาณ  2,000 กิโลกรัม คาดว่ารอบนี้จะขายได้เงินประมาณ  20,000  บาท หักต้นทุนแล้วจะมีกำไรเหลือประมาณ  15,000  บาท  ซึ่งผมพอใจมาก เพราะทำนาใช้เวลา 4 เดือน เกี่ยวข้าวไปขายได้กำไรไร่ละไม่ถึง 1,000 บาท แต่ข้าวโพดหวานอายุ  73 วัน กำไรหลักหมื่น ซึ่งขณะนี้สมาชิกสหกรณ์ที่ผมเป็นประธานสนใจที่จะทำโครงการปลูกข้าวโพดหวานอีกประมาณ 15 ราย ดังนั้น จะต้องหารือกัน เพื่อทำเป็นโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหวานเพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก ”
 ด้าน นายสุพรรณ เสนารินทร์ สมาชิกสหกรณ์โคนมการเกษตรพิจิตร จำกัด อาศัยอยู่ที่หมู่ 5 ตำบลท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ได้เข้าโครงการนี้เช่นกัน ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานมาปลูกบนพื้นที่ 1ไร่ แต่เดิมเป็นที่นา เริ่มหยอดเมล็ดวันที่ 10 มิ.ย. 2563 คาดว่าผลผลิตจะได้เกือบ 3  ตัน /ไร่ ขณะนี้ได้เริ่มเก็บผลผลิตขาย ขายทั้งที่ในสวนและผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ ในราคากก.ละ 15 บาท คาดว่าจะได้กำไรจากการขายข้าวโพดหวานเกือบ 20,000 บาทซึ่งหลังจากนี้ตนเองจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม  สลับกับการปลูกพืชชนิดอื่นด้วย เพื่อจะสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
นางสาวไพรินทร์ สุขเล็ก สหกรณ์จังหวัดพิจิตร   กล่าวด้วยว่า  ที่ผ่านมาเกษตรกรอาจยังไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่  เมื่อกรมส่งเสริมสหกรณ์มีโครงการนี้ขึ้นมา และให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดได้เข้ามาแนะนำและจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานให้กับสหกรณ์ต่างๆ  ได้นำไปกระจายต่อให้กับสมาชิกหสกรณ์ ซึ่งระยะแรกได้แนะนำให้เริ่มทดลองปลูกในพื้นที่เล็ก ๆ ไปก่อน หากทำได้ผลดีค่อยขยายเพิ่ม ซึ่งจากผลผลิตที่ออกมา เกษตรกรก็มีความพึงพอใจและเป็นพืชชนิดใหม่ที่มีความน่าสนใจ และในอนาคตสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตรจะมีการขยายการส่งเสริมปลูกข้าวโพดหวานให้กับสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่”งานเกษตรศรีราชาแฟร์”ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่”งานเกษตรศรีราชาแฟร์”ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่"งานเกษตรศรีราชาแฟร์"ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี 22 สิงหาคม 2563 – 11:17 น.

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่”งานเกษตรศรีราชาแฟร์”ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เตรียมความพร้อมพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับโครงการอีอีซี 

  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ได้กำหนดให้วันที่ 26 ส.ค.ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาเขตเนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปีในปีนี้ได้มีการจัดงานใหญ่”งานเกษตรศรีราชาแฟร์”ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 โดยมีพิธีเปิดงานไปเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี  
 

  โดยได้รับเกียรติจากนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน  นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาค รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา นายสันติ ศิริตันหยง รองนายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง ผู้นำชุมชน นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก 

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่"งานเกษตรศรีราชาแฟร์"ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี

                           นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์(กลาง) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 
 ระหว่างวันที่ 20-21 ส.ค. 63 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร นำโดยดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีและคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูผลการดำเนินงาน โครงการวิจัยในสาขาต่าง  ๆ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา พร้อมกันนี้ยังร่วมพิธีเปิดงานงานเกษตรศรีราชาแฟร์”ครั้งที่15  เนื่องโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาครอบรอบ 25 ปีของวิทยาเขตด้วย
ทั้งนี้ในช่วงบ่ายวันที่ 20 ส.ค.คณะสื่อมวลชนทั้งหมดได้เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลงานความก้าวหน้าของโครงการวิจัยและผลงานนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ ชมวิดีทัศน์ความเป็นมาของแต่ละโครงการโดยมี ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาค รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา  พร้อมด้วยคณบดีคณะต่าง ๆ และทีมนักวิจัยร่วมนำเสนอ 

               ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่"งานเกษตรศรีราชาแฟร์"ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี   ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาค รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา กล่าวว่า วิทยาเขตศรีราชา นับเป็นวิทยาเขตแห่งที่ 3 ของหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มเปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี ตั้งแต่ปี 2539 ปัจจุบันมีนิสิตทั้งสิ้น 11,000 คน ใน 5 คณะ ประกอบด้วย คณะวิทยาการจัดการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา คณะวิทยาศาสตร์ ศรีราชา คณะพาณิชยนาวีนาชาติ และคณะเศรษฐศาสตร์ ศรีราชา โดยมุ่งเน้นการผลิตกำลังคน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่ EEC การวิจัยและบริการวิชาการที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม

              ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่"งานเกษตรศรีราชาแฟร์"ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี   “ขอต้อนรับคณะสื่อมวลชนทุกท่านนะครับ วิทยาเขตแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากรัฐบาลมีโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเกิดขึ้นศรีราชาก็ยกระดับให้มีการเรียนการสอนขึ้น จากเมื่อก่อนเป็นแค่สถานีวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่จะผลิตบัณฑิตสนับสุนในการพัฒนาประเทศทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในภาคตะวันออก ทำให้วิทยาเขตศรีราชาได้เปิดให้มีการเรียนการสนอมาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งปีนี้มีอายุครบ 25 ปีพอดี” บางช่วงบางตอนที่       ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาครองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชากล่าวต้อนรับคณะสื่อมวลชนในห้องประชุมวิทยาเขต พร้อมกล่าวถึงความเป็นมาของวิทยาเขตแห่งนี้ 
 จากนั้นทั้งหมดได้เยี่ยมชมระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงเพื่อการคำนวณเอไอ(AI )ที่ชื่อว่าโพไซดอน ซีสเต็ม(Poseidon System) ทึ่คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยรับฟังการบรรยายสรุปกลไกการทำงานจาก ผศ.ดร.อุมพร ตุงคะสิริ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศ ในฐานะรองหัวหน้าโครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลเพื่ออีอีซีหรือ Digital Academy Thailand(DAT)ซึ่งปัจจุบันใช้ในการประมวลผลการคำนวณที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปไม่สามารถทำได้หรือทำได้ช้า
ก่อนที่มาเยี่ยมชมห้อง Co-work Space อาคาร26 คณะวิทยาศาสตร์ ศรีราชา นำโดยผศ.ดร.ภัทรวดี สุ่มทอง นาคมี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นห้องแรกที่เปิดโฮกาสให้นิสิตและประชาชนเข้ามาใช้นั่งทำงานแบบผ่อนคลายได้อย่างหลากหลายวัตถุประสงค์ทั้งการประชุมในห้องเก็บเสียง การสื่อสารแบบออนไลน์ คุยงานกลุ่ม ศึกษาค้นคว้าส่วนตัวและอื่น ๆ ซึ่งสามารถฟังเพลงและดื่มเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้ตามอัธยาศัยและเป็นรูปแบบใหม่ของห้องทำงานที่ตอบโจทย์ในยุค New Normal  ได้เป็นอย่างดี
 เช้าวันต่อมาได้เข้าร่วมพิธีเปิดงานเกษตรศรีราชาแฟร์ โดยได้เรีบเกีบยรติจากนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาเขตศรีราชา ปีที่ 25 และเกษตรศรีราชาแฟร์ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2563 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-30 สิงหาคม 2563 พร้อมเป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแด่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีนายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาค รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา นายสันติ ศิริตันหยง รองนายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง ผู้นำชุมชน นักศึกษา และประชาชน เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จังหวัดชลบุรี 

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่"งานเกษตรศรีราชาแฟร์"ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี

             ผศ.ดร.อุมารินทร์ แสงพานิช หัวหน้าโครงการวิจัยเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวกับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น

 จากนั้นประธานในพิธีพร้อมคณะเดินเยี่ยมชมนิทรรศการทางวิชาการและผลงานวิจัยต่างๆภายในอาคาร13 พลศึกษา  ซึ่งเป็นเสนอผลงานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาห้องปฏิบัติการและการเรียนการสอนให้เป็นมาตรฐานสากลในการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี  ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านดิจิทัล ภายใต้มาตรฐานสากลร่วมกับศูนย์ ICDLTHAILAND ,การพัฒนาการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม ภายใต้ห้องปฏิบัติการและการเรียนการสอนที่เป้นมาตรฐานสากลร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์บริการ 
 การพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาและองค์ความรู้การเรียนการสอนเพื่อการรองอรับผลิตภัณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมที่เป็นสากลร่วมกับสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ และจะสามารถพัฒนากำลังคนและอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกภายใต้มาตรฐานสากล และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียนต่อไป
 อย่างไรก็ตามนอกจากนี้ภายในงาน เกษตรศรีราชาแฟร์ ยัง มีการจำหน่ายสินค้า อุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ จากทุกภาคทั่วประเทศ อาทิ สัตว์เลี้ยง เฟอร์นิเจอร์ สินค้าการเกษตร สินค้า OTOP ยานยนต์ และเทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น โดยในปี 2563 นี้ มีผู้เข้าร่วมออกร้านค้า จำนวน 615 ร้าน ซึ่งได้มีการพัฒนา และเพิ่มร้านค้า ที่มีความหลากหลาย และมีคุณภาพมากขึ้นทุกปีอีกด้วย

“สัมฤทธิ์ ตะพานทอง” เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน พลิกชีวิตด้วยหลัก”ตลาดนำการผลิต” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สัมฤทธิ์ ตะพานทอง” เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก”ตลาดนำการผลิต” 

"สัมฤทธิ์ ตะพานทอง" เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก"ตลาดนำการผลิต" 22 สิงหาคม 2563 – 10:56 น.

“สัมฤทธิ์ ตะพานทอง” เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก”ตลาดนำการผลิต” 

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของเกษตรกรด้วยวิธีการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

 พร้อมกันนี้ยังได้ทรงพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ พร้อมพระบรมราโชบายเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการปฏิรูปที่ดิน โครงการผืนดินพระราชทานพื้นที่ 5 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา นครปฐม นครนายก พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี คือหนึ่งในงานสำคัญที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และวันนี้ได้ปรากฏผลสำเร็จอย่างเด่นชัด ภายใต้รูปแบบของการบูรณาการการทำงาน ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ โดยยึดมั่นและน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปรับใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ช่วยขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินบนผืนดินพระราชทาน จนสามารถอยู่ดี มีความสุข เกิดความมั่นคงในชีวิต

"สัมฤทธิ์ ตะพานทอง" เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก"ตลาดนำการผลิต" 

                                        สัมฤทธิ์ ตะพานทอง  เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน

"สัมฤทธิ์ ตะพานทอง" เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก"ตลาดนำการผลิต" 

นายสัมฤทธิ์ ตะพานทอง เกษตรกรวัย 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 170 หมู่ 6  บ้านคลอง30 ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก คือ หนึ่งในต้นแบบเกษตรที่ประสบความสำเร็จ อันเกิดขึ้นจากการทำงานด้วยความมุ่งมั่น วิริยะ อุตสาหะของ ส.ป.ก.  ที่วันนี้สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย จากการจำหน่ายผลผลิตจากแปลงเกษตรกรรมบนผืนดินพระราชทาน เนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวา ถึงเดือนละ 40,000-50,000 บาท

                "สัมฤทธิ์ ตะพานทอง" เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก"ตลาดนำการผลิต"  “ ผมเดิมนั้น ไม่มีทั้งที่ดินทำกิน และมีหนี้สินมากมาย ท้อแท้มากครับเมื่อก่อน แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป เมื่อผมรับการคัดเลือกจาก ส.ป.ก. ให้รับสิทธิ์เข้ามาทำกินบนผืนดินพระราชทาน โดยทำสัญญาเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก ปีละ 931 บาท”
โดยหนึ่งในการสนับสนุนที่สำคัญของ ส.ป.ก. คือ การเสริมสร้างแนวคิดด้านการตลาด ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แนวทาง “ ตลาดนำการผลิต” และได้เป็นหัวใจสำคัญของการนำมาซึ่งความสำเร็จของลุงสัมฤทธิ์ ในวันนี้

              "สัมฤทธิ์ ตะพานทอง" เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก"ตลาดนำการผลิต"  “ ส.ป.ก.ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนเยอะมากทั้งปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ต่าง ๆที่นำมาปรับใช้ได้ เช่น แนวทางการทำเกษตรแบบผสมผสาน ที่มีพืชหลัก พืชรอง พืชเสริม เพื่อสร้างรายได้ โดยพืชหลักคือ ผักสวนครัวชนิดต่าง ๆ ที่สร้างรายได้ให้ทุกวัน อาทิ คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว โหระพา กะเพรา พริกขี้หนู เป็นต้น พืชรองที่สร้างรายได้เป็นรายเดือน ได้แก่ กล้วยน้ำว้า และพืชเสริม ที่สร้างให้ปีละครั้ง คือ ลำไยพันธุ์พวงทอง โดยการเลือกพืชชนิดที่ปลูก ผมใช้หลักตามการส่งเสริมของ ส.ป.ก. อีกนั่นคือ  ตลาดนำการผลิต”
“ ชีวิตผมพลิกได้ เพราะทุกอย่างที่ปลูก เป็นสิ่งที่ตลาดต้องการ ขอเพียงทำให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค อย่างผักสวนครัวนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องบริโภคทุกวัน อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบด้านการลงทุนด้วย ลงทุนน้อยกว่าพืชอื่น ๆ และเราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องจ้างใคร ทำให้ต้นทุนค่าจ้างแรงงานเราไม่มี” ลุงสัมฤทธิ์ กล่าว
โดยที่ลุงสัมฤทธิ์ได้เน้นย้ำ คือ การทำการเกษตรนั้น สิ่งสำคัญต้องมีตลาดรองรับ ต้องรู้ว่าปลูกแล้วจะขายที่ไหน ขายอย่างไร
“ เพราะความต้องการของแม่ค้าแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน อย่าง กะเพรา แม่ค้าที่เข้ามารับซื้อที่สวนผมจะชอบพันธุ์แบบใบเล็ก ๆ ถ้าเป็นพันธุ์แบบใบใหญ่ ไม่ต้องการ แม่ค้าบอกไม่หอม พอเรารู้ตลาดก็จะรู้ว่าควรปลูกอะไรอย่างไรที่ตรงกับความต้องการ ตอนนี้ผมแบ่งพื้นที่ออกมาประมาณ 5 ไร่ เพื่อปลูกผักทุกอย่างที่ตลาดต้องการ วันหนึ่งจะมีเงินเข้าบ้านจากการเก็บผักขายหลักพันครับ”
“ ดังนั้น สำหรับผู้สนใจที่อยากมาทำเกษตร ผมขอแนะนำว่า ควรเริ่มจากการปลูกน้อย ๆก่อน เรียนรู้ทั้งวิธีปลูก วิธีดูแล และสุดท้ายเรียนรู้ด้านตลาด ด้วยการเอาผักออกไปขายเองตามตลาดก่อน ทำให้แม่ค้าเห็นว่า เรามีผักดีมีคุณภาพ จากนั้นก็ติดต่อกับแม่ค้าให้เข้ามารับซื้อผักถึงที่สวนของเรา ผมทำมาแบบนี้ เริ่มจากที่น้อย แล้วเอาไปขาย เริ่มหาตลาด พอมีตลาดก็ขยายพื้นที่ปลูกเยอะได้” ลุงสัมฤทธิ์ กล่าว
สำหรับรายได้ที่รับในแต่ละวัน แต่ละเดือน และแต่ละปีนั้น ลุงสัมฤทธิ์ยังเน้นการบริหารเงินอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมาย โดยบอกว่า  จะจัดแบ่งออกเป็นกอง ๆ เช่น กองที่หนึ่ง เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว กองที่สอง เพื่อเป็นเงินสะสมเก็บออมไว้ และกองที่สาม เพื่อเป็นเงินปลดหนี้ เป็นต้น
“ ตอนนี้ผมมีหนี้ค้างอยู่กับธนาคารอีกประมาณ 300,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะปลดหนี้ก้อนนี้ได้ภายใน 2 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน”ลุงสัมฤทธิ์กล่าว
ทั้งหมดนี้ คือ อีกหนึ่งต้นแบบความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน ที่ดำเนินการโดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่จังหวัดนครนายกแห่งนี้

“วิโรจน์ บุญวงศ์” กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วิโรจน์ บุญวงศ์” กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย 

"วิโรจน์ บุญวงศ์" กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย 21 สิงหาคม 2563 – 16:57 น.

“วิโรจน์ บุญวงศ์” กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย 

ความสำเร็จในอาชีพทำสวนมังคุด คุณภาพ GAP เพื่อการส่งออกของ นายวิโรจน์ บุญวงศ์  เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลท่าเสม็ด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เกิดขึ้นได้ในวันนี้ เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำริให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจัดทำโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขึ้นที่ ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานประทับแรม ณ โรงปูนซีเมนต์ทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2521
 “ก่อนหน้านี้ ลำบากมาก น้ำแม้จะกินจะใช้ก็ไม่มี ลำบากที่จะอยู่” ลุงวิโรจน์สะท้อนถึงสภาพชีวิตที่เคยเกิดขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้แต่เมื่อมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกิดขึ้น มีน้ำเพื่อกินและใช้ รวมถึงทำการเกษตร จึงทำให้ลุงวิโรจน์มองเห็นถึงช่องทางการสร้างอนาคตใหม่ ด้วยการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการทำเกษตร จากเดิมที่ทำนาเพียงอย่างเดียวมาสู่การทำเกษตรผสมผสาน โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการพัฒนาอาชีพ
“ เพราะว่าเกษตรผสมผสานจะทำให้เรามีกิน ทำให้เราไม่เดือดร้อนเรื่องปัญหาต่างๆ มีทุกอย่างที่กินแล้วกินทุกอย่างที่เราปลูก” ลุงวิโรจน์ กล่าว

"วิโรจน์ บุญวงศ์" กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย 

ในการเริ่มต้นทำเกษตรผสมผสาน ลุงวิโรจน์ บอกว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. นับเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่มีบทบาทอย่างมากในการเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนด้านต่าง ๆ จนสามารถสร้างความสำเร็จในอาชีพ

           "วิโรจน์ บุญวงศ์" กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย  “ บอกได้ว่า ส.ป.ก. อยู่เคียงข้างผมมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้น  เข้ามาให้ความรู้ ในเรื่องของการลดต้นทุนในการประกอบอาชีพ  การเลี้ยงไส้เดือน เอาปุ๋ยมูลไส้เดือนมาปลูกผัก และอื่น ๆ  ผมก็ปฏิบัติตามคำแนะนำในทุกเรื่อง”
ทั้งนี้สำหรับการพัฒนาในพื้นที่ตามโครงการพระราชดำริของจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ได้เข้าไปดำเนินการในด้านการจัดที่ดินให้กับเกษตรกรทั้งที่อยู่อาศัยและทำการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ปัจจุบันผลแห่งการพัฒนาที่ ส.ป.ก. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมได้เกิดความสำเร็จขึ้นกับการประกอบอาชีพของเกษตรกรทั้งในลักษณะรายบุคคล รายกลุ่ม และเชิงพื้นที่ ดั่งเช่น ลุงวิโรจน์ เกษตรกรต้นแบบผู้นี้

"วิโรจน์ บุญวงศ์" กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย 

ก้าวการพัฒนาในอาชีพของลุงวิโรจน์ ได้มีการปรับเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตร ที่สร้างรายได้ และในวันนี้ มังคุด ได้กลายเป็นไม้ผลสร้างรายได้หลักให้กับลุงวิโรจน์ โดยเฉพาะการผลิตมังคุดนอกฤดู
 “ การทำอาชีพเกษตรปลูกไม้ผลที่ผมทำอยู่โดยเฉพาะมังคุด ถ้าไม่มีน้ำช่วยรับรองเราเดินไม่ได้ แต่พอมีโครงการพระราชดำริฝายส่งน้ำห้วยน้ำใส ทำให้เรายกระดับจากปีละครั้งมาเป็นปีละ2ครั้งได้ ผมพูดแล้วมันซาบซึ้งมาก ที่พระองค์ท่านสร้างเขื่อนไว้”
“ อีกสิ่งที่ต้องใส่ใจ นั่น คือ คุณภาพของดินในสวน เราต้องมีการปรับปรุงดินให้มีคุณสมบัติที่ดี เช่น การใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หญ้าก็ปล่อยให้ขึ้นบ้าง เพื่อช่วยคลุมหน้าดิน ป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน รวมถึงต้องเรียนรู้ถึงเทคนิคการจัดการดูแลต้นมังคุดในช่วงต่าง ๆ เพื่อให้ติดดอกออกผลดี” ลุงวิโรจน์ กล่าว
นอกจากจะต้องจัดการดูแลให้ต้นมังคุดติดดอกออกผลได้ดีตรงตามฤดูกาลแล้ว ลุงวิโรจน์ บอกอีกว่า ต้องเน้นเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยต่อคนกินด้วย ดังนั้นเมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้ามาส่งเสริมด้านคุณภาพผลผลิต โดยการเข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP ผมจึงสมัครเข้าร่วม และดำเนินการตามแนวทางการผลิตพืช GAP และได้รับการรับรองให้สวนมังคุดผ่านมาตรฐาน GAP เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
“ การรับรอง GAP สิ่งแรกที่เราได้ คือ ลดการใช้สารเคมี โดยเฉพาะหญ้าไม่ฉีดเลย ทำให้จุลินทรีย์ในดินไม่เสื่อม เรียกว่ามีแต่ข้อดี ๆ เลย สำหรับ GAP”
จากการได้รับรองมาตรฐาน GAP จึงทำให้ผลผลิตมังคุดจากสวนของลุงวิโรจน์ได้กลายเป็นที่ต้องการของผู้ส่งออกในแบบที่เรียกว่า มีปริมาณผลผลิตเท่าไร พ่อค้าเข้ามารับซื้อหมด 
“ดังนั้นจึงขอแนะนำเพื่อนเกษตรกรว่า ขอให้ทำของดีมีคุณภาพ เป็นหลัก ต้องอย่าทำแบบต้องไปเร่ขายเอง ทำทำไม ต้องทำให้เขามาซื้อที่สวนเอง” ลุงวิโรจน์ กล่าวในท้ายที่สุด
เพราะความทุ่มเทเพื่อการพัฒนา ผลแห่งการนำความรู้และแนวทางที่ได้รับไปปฏิบัติจริง เน้นผลผลิตที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด จึงก่อเกิดผลสำเร็จให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้นี้ วิโรจน์ บุญวงศ์  เกษตรกรต้นแบบในเขตปฏิรูปที่ดินแห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช

รมช.กษ.’ธรรมนัส’ ประธานประชุม คปก. ปรับปรุง ก.ม. ภายใต้ พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.กษ.’ธรรมนัส’ ประธานประชุม คปก. ปรับปรุง ก.ม. ภายใต้ พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ

รมช.กษ.'ธรรมนัส' ประธานประชุม คปก. ปรับปรุง ก.ม. ภายใต้  พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ21 สิงหาคม 2563 – 16:30 น.

รมช.กษ.’ธรรมนัส พรหมเผ่า’ เป็นประธานประชุม คปก.ครั้งที่ 5/2543 ผ่านระบบ Web Conference พิจารณาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบ ภายใต้พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) 
เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(คปก.)ครั้งที่ 5/2543 ผ่านระบบ Web Conference 
ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถ.ราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ โดยมีวาระสำคัญในการพิจารณาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบ ภายใต้พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

รมช.กษ.'ธรรมนัส' ประธานประชุม คปก. ปรับปรุง ก.ม. ภายใต้  พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.กษ. กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน แหล่งทุน โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค แหล่งน้ำ
และปัจจัยต่าง ๆ อันจะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามแนวนโยบายการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล จึงได้มอบหมายให้ ส.ป.ก. เสนอแนวทางการปรับปรุง แก้ไขและยกร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้มีความชัดเจน ยืดหยุ่น สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งยังเป็นการลดความเลื่อมล้ำทางสังคม และช่วยเหลือผู้ไร้ที่ทำกินได้เพิ่มขึ้น 

รมช.กษ.'ธรรมนัส' ประธานประชุม คปก. ปรับปรุง ก.ม. ภายใต้  พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์โลก แต่ก็ยังพบปัญหาการทำผิดกฎหมายและระเบียบของ ส.ป.ก. และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และรองรับการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ ส.ป.ก.เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์สาธารณะของประเทศ จึงได้ระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะผู้บริหาร ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ทั้งจากสำนักกฎหมาย สำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน สำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน และปฏิรูปที่ดินจังหวัด ตลอดจนนักกฎหมายชั้นแนวหน้าของกรม เพื่อหารือและเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันและใช้เป็นข้อมูลประกอบการทบทวนและการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบกพร่องบางประการของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 โดยมีประเด็นการกำหนดพื้นที่ชุมชน กิจการในชุมชน การดำเนินการเกี่ยวกับกิจการเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดิน และการจัดเก็บรายได้เข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมไปถึงประเด็นการแก้ไขกฎหมายและระเบียบ (ภายใต้พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.๒๕๑๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และการแก้ไขระเบียบกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เอื้อต่องานพัฒนา รวมไปถึงเรื่องการให้บริการต่าง ๆ ของ ส.ป.ก. ผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ ที่ประชุม คปก. ได้พิจารณาอนุมัติให้ใช้ที่ดินแปลงเกษตรกรรม เพื่อการศาสนาจำนวนเนื้อที่ไม่เกิน 15 ไร่ สำหรับการจัดตั้งศาสนสถานตามประเพณีนิยมแห่งท้องถิ่น ตลอดจนกิจการเกี่ยวเนื่องกับการเกษตรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน และอนุมัติงบเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร 5 โครงการ วงเงิน 95 ล้านบาท รวมทั้งเห็นชอบแผนงานโครงการปี 2564 ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นที่ฐาน การพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกร เพื่อให้สอดคล้องกับการนำเงินกองทุนฯ ไปใช้จ่ายในกิจกรรมต่าง ๆ ของ ส.ป.ก. ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

“การพิจารณาแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายของ ส.ป.ก. ครั้งนี้ ต้องยึดหลักพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเจตนารมณ์ของการก่อเกิดของ ส.ป.ก. เป็นหลักเพื่อกำหนดรูปแบบ ทิศทางที่ชัดเจน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร และประชาชนในพื้นที่ ส.ป.ก.ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และเพื่อให้ ส.ป.ก.สามารถดำเนินการขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดินให้เดินหน้าไปอย่างเข้มแข็งต่อไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย