คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์

คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์21 สิงหาคม 2563 – 15:02 น.

คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์

“ วันนี้เรามีความสุขในการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ถ้าไม่เดินตามพระองค์ท่าน จะไม่มีโอกาสในเรื่องของความสำเร็จที่เกิดขึ้นในชุมชนของเรา  ไม่มีโอกาสในเรื่องของศูนย์เรียนรู้ชุมชน ไม่มีโอกาสในเรื่องของสหกรณ์ผู้ผลิตยางพาราดีเด่น ไม่มีโอกาสในเรื่องของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดีเด่น”
นั่นคือ เสียงสะท้อนจากความรู้สึกของ นายมนูญ สุขรัตน์ เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่บ้านทุ่งยาว หมู่ที่ 11 ตำบลโคกม่วง อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง  โดยเขาและคนในชุมชนแห่งนี้ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพัทลุง  
 “ แต่ก่อน ผมและคนในหมู่บ้านทุ่งยาวทำสวนยางพารากันอย่างเดียวครับ เพราะช่วงก่อนเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ดีกว่าพืชชนิดอื่น ๆ แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ราคายางพาราตกต่ำลงอย่างมาก โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้พวกเราต้องกลับมาทบทวนคิดกันใหม่ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้ชีวิตเกิดความพอดีมีความพอเพียง มีความมั่นคงทางด้านอาหารในครัวเรือนเป็นหลัก” ลุงมนูญกล่าว
 

คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์

โครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพัทลุง ได้เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับคนในชุมชนแห่งนี้ และลุงมนูญ คือหนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการฯที่ประสบผลสำเร็จ

                 คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์ ด้วยมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการประกอบอาชีพจากการปลูกยางพาราเพียงชนิดเดียว มาสู่การทำเกษตรแบบผสมผสานที่ปราศจากการใช้สารเคมีตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ที่ปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว พริกไทย เลี้ยงปลา เลี้ยงผึ้ง เลี้ยงไก่ และเลี้ยงเป็ด เพื่อเพิ่มเสริมรายได้ อีกทั้งยังมีการทำปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เอง 
“ ในช่วงการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากสวนยางบางส่วนมาเป็นการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้น เราจะเน้นในพืชที่สามารถให้ผลตอบแทนได้ไว และจำเป็นต้องใช้กันในครัวเรือน เราเริ่มปลูกตะไคร้ก่อน แล้วตามด้วย ข่า ขมิ้น ซึ่งใช้เวลาปลูกประมาณ 5 เดือน สามารถเก็บมาใช้และนำไปขายได้ พอทำมาได้ 1 ปี เราก็สามารถตัดกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม และจับปลาที่อยู่ในสระน้ำขายได้อีก ” ลุงมนูญกล่าว

                 คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์  ย่างก้าวแห่งการพัฒนา โดยมี เจ้าหน้าที่ของ ส.ป.ก. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งดำเนินงานในลักษณะบูรณาการ ได้ก่อเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการเพิ่มชนิดพืชที่ปลูกมากขึ้น มีการอบรมถึงองค์ความรู้ต่าง ๆที่สำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และอาชีพ จนก่อเกิดความเข้มแข็งในอาชีพ และนำมาสู่การเพิ่มช่องทางประกอบอาชีพ เพิ่มช่องทางรายได้ 
โดยหนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ มีการนำพืชผลที่ปลูกในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นเครื่องแกงใต้จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ สอดรับกับแนวทางการส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อชีวิตความอยู่ของครอบครัวที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และจากความสำเร็จได้กลายเป็นต้นแบบให้กับเพื่อนเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่อยู่ใกล้เคียง
เครื่องแกงใต้ ที่ประกอบด้วย 4 ชนิดหลัก คือ แกงเผ็ด แกงส้ม แกงกะทิ และแกงเขียวหวาน ที่มีความเผ็ดร้อนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว จะเน้นการนำวัตถุดิบคุณภาพดีที่เก็บสดมาจากสวน ไม่ว่าจะเป็น ข่า ตะไคร้  ขมิ้น พริกขี้หนู พริกไทย และอื่นๆ  มาแปรรูปผ่านกรรมวิธีที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น เน้นในเรื่องของความสะอาด และการไม่ใช้สารกันบูด จากการผลิตที่ได้มาตรฐาน จึงทำให้ได้รับเครื่องหมายรับรองต่าง ๆ เช่น เครื่องหมาย อย. เครื่องหมายฮาลาล และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)  เป็นต้น
“ ตอนนี้ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านทุ่งยาวพัฒนา มีสมาชิก 65 คน ภายใต้ แบรนด์ ครกทอง โดยช่องทางจำหน่าย นอกจากจำหน่ายผ่านทาง Facebookแล้วยังจำหน่ายผ่าน Websiteของ ส.ป.ก.  www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com และwww.otoptoday.com หรือจะโทร.สั่งผ่านหมายเลข 09-5731-1080 ก็ได้เรามีบริการจัดส่งให้”
 “ ในวันนี้ผมบอกได้คำเดียวว่า ถ้าพี่น้องเกษตรกรในประเทศไทย เดินตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน ไม่ว่า เกษตรทฤษฎีใหม่  หรือ เศรษฐกิจพอเพียง และอื่น ๆ รับรองว่า ถึงแม้ว่า จะมีสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำประมาณไหนก็ไม่เดือดร้อนอย่างแน่นอน เพราะพระองค์ท่านสอนให้รู้จักการสร้างความเข้มแข็งในครัวเรือนเป็นหลัก ดังนั้นขอให้ยึดตามแนวทางของพระองค์ท่านเถอะครับ” ลุงมนูญกล่าว
ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่บ้านทุ่งยาว จังหวัดพัทลุง อีกหนึ่งตัวอย่างการพัฒนาเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืนของ ส.ป.ก. 

กรมประมงระดมนักวิจัยโชว์สุดยอดผลงาน100เรื่อง มุ่งขยายผลพัฒนาวิถีชุมชนยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513081

กรมประมงระดมนักวิจัยโชว์สุดยอดผลงาน100เรื่อง มุ่งขยายผลพัฒนาวิถีชุมชนยั่งยืน

กรมประมงระดมนักวิจัยโชว์สุดยอดผลงาน100เรื่อง มุ่งขยายผลพัฒนาวิถีชุมชนยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงเปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานประชุมวิชาการประมง ประจำปี 2563ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ว่า กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมใหม่ๆ ทุกสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้สำหรับการพัฒนาภาคการประมงของประเทศในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีในการทำประมงให้ทันสมัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเพิ่มศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าประมงเพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงวิถีความเป็นอยู่ของผู้เกี่ยวข้องในภาคการประมง เพื่อให้การประกอบอาชีพมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง การจัดประชุมวิชาการประมงจึงเป็นการเปิดโอกาสให้นักวิจัยทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงนักวิจัยอิสระได้นำเสนอผลงานสู่สาธารณชน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็น อันจะนำไปสู่แนวทางการพัฒนางานวิจัยด้านการประมงให้มีคุณภาพต่อไป

สำหรับปี 2563 นี้ กรมประมงได้จัดประชุมวิชาการขึ้นภายใต้หัวข้อ“การวิจัยประมงสู่วิถีชุมชนที่ยั่งยืน” โดยจะเน้นการนำเสนอผลงานวิจัยที่สามารถนำมาพัฒนางานด้านประมงเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร บนพื้นฐานชุมชนมีใช้อย่างยั่งยืน ซึ่งภายในงานมีการนำเสนอผลงานวิชาการทั้งหมด 9 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สาขาการประมงทะเล สาขาโรคสัตว์น้ำ สาขาอาหารสัตว์น้ำ สาขาพันธุกรรมสัตว์น้ำ สาขาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมประมง และสาขาเศรษฐกิจ สังคม และต่างประเทศ โดยในปี 2563 นี้ มีผู้เข้าร่วมการสัมมนากว่าหนึ่งพันคน มีการนำเสนอผลงานวิจัยทั้งหมด 101 เรื่อง แบ่งเป็นการนำเสนอภาคบรรยาย 53 เรื่อง และโปสเตอร์อีก 48 เรื่อง โดยมีหัวข้องานวิจัยที่น่าสนใจมากมาย อาทิ ความคิดเห็นของชาวประมงต่อการห้ามทำการประมงในเขต 7 ไมล์ทะเล ตามระยะห่างฝั่งในมาตรการปิดอ่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี การประมาณค่าอายุและการเติบโตของปลากระเบนราหู Dasyatid Stingray Urogymnuspolylepisจากสองกลุ่มประชากรในประเทศไทย การประเมินโครงสร้างและความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลาก้างพระร่วงในจังหวัดภาคใต้ของไทยโดยใช้เครื่องหมายพันธุกรรมไมโครแซทเทลไลท์ดีเอ็นเอ การผลิตและคุณภาพปลาร้าผงและปลาร้าก้อน ผลของอัตราไหลของน้ำต่อการเติบโตและรอดตายของลูกหอยลาย (Paphiaundulata) วัยเกล็ดในระบบอนุบาลแบบ upwelling และผลของการเสริมสาหร่ายสไปรูลิน่าและแอสตาแซนทินต่อความเข้มสีปลาพลวงชมพูวัยรุ่น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “วิจัยและพัฒนาการประมงเพื่อความมั่นคงทางอาหารของไทยในทศวรรษหน้า” โดยนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนางานวิจัยที่ควรเร่งดำเนินการ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรประมงนำไปถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร เพื่อพัฒนาภาคการประมงเป็นหลักประกันความมั่นคงทางด้านอาหารและสร้างรายได้ นำไปสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

เกษตรแถวหน้า : สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ด้วยระบบบัญชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513078

เกษตรแถวหน้า : สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ด้วยระบบบัญชี

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันก่อนผมมีโอกาสติดตาม นายโอภาส ทองยงค์อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และ นางสาวอัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีระบบการจัดการทางบัญชีที่เป็นระบบ มีความโปร่งใสกับมวลสมาชิก ด้วยการนำเทคโนโลยีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้ามาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ นั่นคือโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ซึ่งสหกรณ์ได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดังกล่าวเป็นผลสำเร็จได้จริง นำข้อมูลต่างๆ มาช่วยวางแผนและวิเคราะห์ จนทำให้สหกรณ์มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น และมีการบริหารจัดการงานที่คล่องตัว ทั้งนี้ เนื่องจาก สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด มีการดำเนินธุรกิจ ที่หลากหลายประเภท อาทิ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจการให้บริการ ชั่งผลผลิตทางการเกษตร ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมมีความแตกต่างกัน ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดทำบัญชีที่จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นในกับสมาชิก สหกรณ์ฯ จึงได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาขึ้นมาใช้ในการบริหารจัดการให้สหกรณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้แทนของสหกรณ์ฯ ได้อธิบายให้ฟังว่า การใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้น ทางสหกรณ์ฯ ได้เริ่มใช้งานแบบครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2551 โดยได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ราชบุรี และสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 10 รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการให้บริการติดตั้ง สอนแนะ และแก้ไขปัญหาจากการใช้งานอย่างทันทีเพื่อให้สามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างต่อเนื่องและจากการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ในปี 2554 สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้รับรางวัลดีเด่น ด้านการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมทั้งในปี 2556 ได้รับการประกาศเกียรติคุณว่าเป็นสหกรณ์ดีเด่นด้านการปิดบัญชีเร็วสำหรับสหกรณ์ภาคเกษตร จากผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกเป็น “สหกรณ์ดีเด่น” ระดับจังหวัด “สหกรณ์ต้นแบบ” และได้รับการประเมินว่าเป็นหน่วยงานที่มีผลการประเมินธรรมาภิบาลในสหกรณ์อยู่ในระดับ “ดีมาก” อีกด้วย และในปัจจุบัน สหกรณ์ใช้บริการโปรแกรมระบบสมาชิกและระบบเงินให้กู้ ในการให้บริการสมาชิกด้านการดำเนินธุรกิจสินเชื่อ โดยใช้โปรแกรมระบบสินค้า ให้บริการด้านการดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและธุรกิจแปรรูป และใช้โปรแกรมระบบเงินรับฝาก ในการให้บริการด้านธุรกิจรับฝากเงิน โดยทุกโปรแกรมสหกรณ์ให้บริการแบบเต็มรูปแบบโดยสามารถจัดพิมพ์ใบกำกับสินค้า ใบเสร็จรับเงิน สมุดคู่มือสมาชิก สมุดเงินรับฝาก และสมุดคู่มือเงินกู้ โดยทุกสิ้นวันผู้รับผิดชอบแต่ละโปรแกรมจะต้องดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานและจัดพิมพ์รายงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อใช้ในการบันทึกบัญชี และมีการสำรองข้อมูลที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลชุดสำรองไว้ตามระเบียบว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีในการประมวลผลข้อมูล

ซึ่งจากที่ผมได้ดูการสาธิตการบันทึกรายการในโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) พบว่ามีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อนเลย เข้าใจง่าย และสามารถจัดทำได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้ข้อมูลของแต่ละโปรแกรมในการตรวจสอบกระทบยอดกับโปรแกรมระบบบัญชีแยกประเภทได้ทุกสิ้นวัน และในการปิดบัญชีประจำปีสามารถจัดพิมพ์รายงานการเคลื่อนไหวและยอดคงเหลือต่าง ๆ ในการจัดทำรายละเอียดประกอบงบการเงินเพื่อจัดส่งให้ผู้สอบบัญชีได้ นอกจากนี้ทุกสิ้นวันหลังจากมีการสอบทานการบันทึกบัญชีแล้ว ได้ดำเนินการอัพโหลดข้อมูลทางการเงินการบัญชีขึ้นไว้ในระบบฐานข้อมูลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้คณะกรรมการ ผู้ตรวจสอบ และสมาชิก สามารถตรวจสอบข้อมูลผลการดำเนินงาน การดำเนินธุรกิจ และการทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ได้ทันทีทุกสิ้นวันผ่านแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้แก่ Smart Manage และ Smart Member ซึ่งจากนวัตกรรมดังกล่าว ได้ช่วยให้เกษตรกร สมาชิก กรรมการสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันอย่างคุ้มค่าที่สุด

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

ซีพี เฟรชมาร์ทจัดชุดเสริมเฮงครบเครื่องของไหว้ ฉลองเทศกาลสารทจีนNew Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513079

ซีพี เฟรชมาร์ทจัดชุดเสริมเฮงครบเครื่องของไหว้  ฉลองเทศกาลสารทจีนNew Normal

ซีพี เฟรชมาร์ทจัดชุดเสริมเฮงครบเครื่องของไหว้ ฉลองเทศกาลสารทจีนNew Normal

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ซีพี เฟรชมาร์ท ร่วมฉลองเทศกาลสารทจีนปี 2563 จัดโปรโมชั่นของไหว้เสริมเฮง ครบเครื่องเรื่องของไหว้ ทั้งชุดไหว้ซาแซ และชุดไหว้โหงวแซ ในราคาพิเศษ พร้อมเปิดรับจองล่วงหน้าสินค้าคุณภาพ ปลอดภัย หลากหลายช่องทาง รับ New Normal ทั้งร้านซีพี เฟรชมาร์ทกว่า 300 สาขาทั่วประเทศ หรือโทร. 1788 บริการจัดส่งถึงบ้าน และสั่งสินค้าผ่านทางออนไลน์ได้แล้วตั้งแต่วันนี้- 31 สิงหาคม 2563

นายชัยยุทธ ทิพย์สุวรรณพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เทศกาลสารทจีนปีนี้ ซีพี เฟรชมาร์ท จัดชุดไหว้มงคลแบบครบครันตามธรรมเนียมของจีน ด้วยผลิตภัณฑ์ของซีพีที่มาจากกระบวนการผลิตที่สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล และอำนวยความสะดวกให้ครอบครัวคนยุคใหม่ ด้วยชุดไหว้ผลิตภัณฑ์แช่แข็งสำเร็จรูป 2 แบบให้เลือก คือ ชุดไหว้ซาแซ ประกอบด้วย ของไหว้ 3 อย่าง ทั้งไก่ต้มพร้อมเครื่องใน
เป็ดพะโล้พร้อมเครื่องใน และสะโพกหมูต้มสุก (หมูบะแซ) และชุดไหว้โหงวแซ ประกอบด้วยของไหว้ 5 อย่าง ทั้งไก่ เป็ด หมู ปลากะพงนึ่ง และกุ้งต้มสุก นอกจากนี้ ที่ร้านยังวางจำหน่ายของไหว้เสริมมงคลอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ เมล่อนเจียไต๋ แอปเปิ้ล สาลี่ ขนมเข่งขนมเทียน ที่คัดสรรพิเศษเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ได้แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษในเทศกาลมงคล ช่วยเสริมโชคและความร่ำรวย

“แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะกระทบกับการใช้จ่ายบ้าง เทศกาลนี้เป็นธรรมเนียมประเพณีสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีนที่ปฏิบัติสืบกันมานานเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะปีนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดของผลิตภัณฑ์และความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ซีพี เฟรชมาร์ท กว่า 300 สาขาทั่วประเทศ พร้อมทั้งด้านกำลังคนและการให้บริการที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า จำหน่ายสินค้าคุณภาพ ปลอดภัย จากกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคบนวิถี New Normal เพื่อสุขภาพ บริษัท ตั้งเป้าหมายว่า ตลอดช่วงสารทจีนปีนี้ จะมียอดเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 40% จากปีที่ผ่านมา”
นายชัยยุทธ กล่าว

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถสั่งจองล่วงหน้าชุดไหว้ซาแซ ในราคาพิเศษ 688 บาท และชุดไหว้โหงวแซ ในราคา1,118 บาท โดยสั่งจองได้ที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ท ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือโทร.1788 หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ www.cpfreshmartshop.com พิเศษสำหรับลูกค้าสั่งซื้อออนไลน์ ได้สิทธิ์ถึง 3 ต่อ ต่อที่ 1 ส่งฟรี ต่อที่ 2 รับบัตร สตาร์บัคส์มูลค่า 200 บาท เพียงสั่งจองชุดไหว้ ครบ 2,000 บาท และต่อที่ 3 รับเงินคืน 30 บาทแค่ชำระผ่าน True Money Walletลูกค้าสามารถจองสินค้าได้ตั้งแต่วันที่13-31 สิงหาคม และรับสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม-3 กันยายน 2563

ก.เกษตรหนุนปลูกสับปะรดผลสดMD2 แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด-ราคาตกต่ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513077

ก.เกษตรหนุนปลูกสับปะรดผลสดMD2 แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด-ราคาตกต่ำ

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำพันธุ์สับปะรดผลสด MD2 เป็นที่ต้องการของตลาด รสชาติหวาน กลิ่นหอม เนื้อตันแน่นและไม่เป็นโพร มีวิตามินซีสูงกว่าสับปะรดพันธุ์อื่นถึง 4 เท่า โดยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ต้นกล้าพันธุ์ดีจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อขยายพื้นที่ปลูกให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แทนสับปะรดโรงงาน

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นแหล่งเพาะปลูกสับปะรดแหล่งใหญ่ที่สำคัญของประเทศไทยมีผลผลิตสับปะรด 888,667 ตัน คิดเป็นร้อยละ 37.84 ของผลผลิตสับปะรดทั้งประเทศ โดยพันธุ์สับปะรดที่เกษตรกรนิยมปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ปัตตาเวียเพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อมีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นปริมาณมาก เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงมักประสบกับปัญหาสับปะรดโรงงานล้นตลาด และราคารับซื้อที่ตกต่ำอยู่เสมอ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ผ่านการคัดเลือกตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์รวม 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองหัวหิน ปราณบุรี ทับสะแก กุยบุรีสามร้อยยอดบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย ให้ปรับเปลี่ยนสายพันธุ์และรูปแบบการผลิตจากการปลูกสับปะรดเพื่อส่งโรงงานมาเป็นสับปะรดรับประทานผลสดพันธุ์ MD2 เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยสับปะรดพันธุ์ MD2 ได้รับการพัฒนาพันธุ์มาจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากมีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ รสชาติที่หวาน มีกลิ่นหอม เฉพาะตัวเนื้อมีสีเหลืองเข้ม เนื้อตันแน่น และไม่เป็นโพรง น้ำหนักผลโดยเฉลี่ย 1.7-1.8 กิโลกรัม และมีวิตามินซีสูงกว่าสับปะรดพันธุ์อื่นถึง 4 เท่า ที่สำคัญเมื่อทานแล้วไม่กัดลิ้น เมื่อสุกแก่ผิวเปลือกจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองทองทั้งผล

กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ต้นกล้าพันธุ์ดีจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อขยายพื้นที่ปลูกให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากสับปะรดสายพันธุ์นี้ค่อนข้างหวงหน่อคือให้หน่อเฉลี่ยเพียง 1.5 หน่อเท่านั้น ทำให้การขยายพื้นที่ปลูกโดยใช้หน่อพันธุ์ตามธรรมชาติไม่เพียงพอต่อความต้องการรวมทั้งเพื่อป้องกันการระบาดของโรคเหี่ยว ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่มักพบแฝงมากับหน่อพันธุ์ที่เกษตรกรใช้ปลูกมีเป้าหมายผลิตต้นพันธุ์สับปะรดผลสด MD2 จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจำนวนทั้งสิ้น 600,000 ต้นสนับสนุนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวม 8 อำเภอ รองรับพื้นที่ปลูกเพื่อจัดทำแปลงพันธุ์สับปะรด MD2 พันธุ์ดี ในพื้นที่ได้ 100 ไร่ (100 แปลง) นำไปปลูกเป็นทางเลือกเพิ่มช่องทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าภาคการเกษตร รวมถึงการใช้เทคโนโลยีระบบ bioreactor (ไบโอ
รีแอคเตอร์) มาช่วยผลิต ซึ่งสามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ได้ 1 ต่อ 1000 เท่า ในระยะเวลา 6-7 เดือน เทียบกับการขยายพันธุ์จากหน่อธรรมดาจะได้ 1 ต่อ 3-4 เท่า ภายในระยะเวลา 1 เดือน

เปิดตัวโครงการ’Better Farms, Better Lives’ ส่งความห่วงใยต่อภาคการเกษตรได้รับผลกระทบโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513117

เปิดตัวโครงการ'Better Farms, Better Lives' ส่งความห่วงใยต่อภาคการเกษตรได้รับผลกระทบโควิด

เปิดตัวโครงการ’Better Farms, Better Lives’ ส่งความห่วงใยต่อภาคการเกษตรได้รับผลกระทบโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 21.47 น.

บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ร่วมกับ ก.เกษตรฯ กรมการข้าว มูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โปรดิวส์ จำกัด เปิดตัวโครงการ Better Farms, Better Lives ส่งความห่วงใยต่อภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ Better Farms, Better Lives พร้อมรับมอบชุดผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ความปลอดภัยจำนวน 50,000 ชุด พร้อมโครงการการฝึกอบรมความรู้การผลิตข้าวในวิถีใหม่ด้วยเทคโนโลยี่ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ลดเวลาและแรงงาน ทำให้ชุมนุมชนเกิดความยั่งยืน รวมมูลค่า 20 ล้านบาท จาก นายโจว ฝาน รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาครอบคลุม จังหวัดปทุมธานี สุพรรณบุรี พิษณุโลก และพื้นที่ใกล้เคียง 26 จังหวัด  โดยมีนายทรรศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอนันต์ ภู่สิทธิกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรหลักในการดำเนินการโครงการฯ และผู้นำกลุ่มเกษตรกร เข้าร่วมงานด้วย ณ ศูนย์วิจัยข้าว จังหวัดปทุมธานี

นายทรรศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งกรมการข้าว มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ชาวนา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตข้าวอย่างมีคุณภาพและมีความปลอดภัย โดยให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปลอดภัยทั่วประเทศ ในการสร้างการรับรู้ในชุมชนเกี่ยวกับการผลิตข้าวและการใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ภายใต้การดำเนินการโครงการ Better Farms, Better Lives นี้ กรมการข้าวได้สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการปลูกข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ตลอดจน ระบบการผลิตแปรรูปและการจัดการตลาดผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้บนพื้นฐานของหลักความพอเพียง สีกินเหลือขาย”

นายวีรพล เจริญพานิช ผู้บริหารประจำประเทศไทยและเวียดนาม แผนกครอปซายน์ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไบเออร์ประกาศความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยมากกว่า 100 ล้านราย ในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยภายในปี 2573 ทั้งนี้ โครงการ Better Farms, Better Lives มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยมีความเป็นอยู่ที่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกษตรกรรายย่อย ถือเป็นกำลังสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านอาหารของประชากรโลกที่มีเนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากการส่งมอบชุดผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ความปลอดภัยแล้ว ไบเออร์จะทำงานร่วมกับพันธมิตรในการจัดทำคู่มือการใช้ผลิตภัณฑ์และจัดการฝึกอบรมองค์ความรู้การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ด้าน นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล ประธานมูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย กล่าวว่า มูลนิธิฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างประโยชน์ และความห่วงใยภาคการเกษตร ควบคู่กับการทำกิจกรรมเติมพลัง 4 องค์ความรู้อาชีพชาวนาไทย นอกเหนือจาก ด้านความปลอดภัย การเน้นเพื่อสร้างนวัตกรรมบนความพอเพียง และจะร่วมกับสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฟื้นฟูถิ่นฐานวิถีชีวิตใหม่ ตลอดจน เน้นการสร้างระบบเงินออม เศรษฐกิจชุมชนชาวนาไทยสู่ความยั่งยืนภายใต้โครงการ โดยการดำเนินงาน จะร่วมกับอาสาสมัคร เกษตรกรแกนนำ 52 คน ที่ได้ผ่านการคัดกรองและอบรมทีมงาน เพื่อให้บริการชาวนา50,000 ครอบครัว ในชุมชน 26 จังหวัดเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าฯเพชรบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าฯเพชรบุรี

ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าฯเพชรบุรี21 สิงหาคม 2563 – 13:27 น.

ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)พร้อมด้วย ว่าที่พันตรี ศักดิ์ระพี แพร่งสุวรรณ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมการดำเนินงานก่อสร้างถนนในแปลงเกษตรกรรมและงานพัฒนาแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของสภาเกษตรกรประชาชน 4 ภาค และรับฟังการรายงานปัญหาของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ณ ตำบลกลัดหลวง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี 

ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าฯเพชรบุรี

                                นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

จากนั้นในเวลา 13.30 น. รองเลขาธิการ ส.ป.ก. เข้าประชุมหารือกำหนดแนวทางโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค ร่วมกับ ประธานการประชุมฯ นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี, นายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย, ว่าที่พันตรี ศักดิ์ระพี  แพร่งสุวรรณ  ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี, เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน กำหนดมาตรการและหารือแนวทางในการจัดการที่ดินอย่างเป็นรูปธรรม บูรณาการแก้ไขปัญหา ติดตาม ประสาน สนับสนุนหรือเร่งรัดการดำเนินการร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการฯ ในปลายเดือนสิงหาคม ณ ห้องประชุมสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ชั้น 2 อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าฯเพชรบุรี

                              นายสุริยน พัชรครุกานนท์  รองเลขาธิการ ส.ป.ก.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม20 สิงหาคม 2563 – 17:42 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม สนับสนุนทุนการศึกษาต่อ ปวส. และปริญญาตรี ให้บุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สนับสนุนทุนการศึกษาปวส.และปริญญาตรีให้บุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์โคนม ตลอดหลักสูตร ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 – 2566 เบื้องต้นจัดสรรเงินจากดอกผลของกองทุนพัฒนาสหกรณ์มาสนับสนุนเป็นทุนการศึกษา จำนวน 23.187 ล้านบาท    
 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาต่อในระดับ ปวส. และปริญญาตรีให้กับบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์ ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ทำข้อตกลงร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยจะจัดสรรดอกผลจากเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) มาสนับสนุนเป็นทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาสัตวศาสตร์ ให้กับบุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม จำนวน 13 ทุน ซึ่งเป็นทุนอุดหนุนให้ตลอดหลักสูตร กำหนดระยะเวลาของโครงการไว้ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 – 2565 โดยเป็นการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย  และปีนี้กรมได้ขยายผลสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรด้วย ตั้งแต่ระดับปวส. จนถึงปริญญาตรี เน้นสาขาที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 – 2566  แบ่งทุนการศึกษาระดับ ปวส. มีจำนวน 150 ทุน และระดับปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) 2 ปี จำนวน 60 ทุน โดยเป็นการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และทุนเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรี 4 ปี กับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกจำนวน 30 ทุน 
 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ต่อยอดจากปี 2560 ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับสถานศึกษาต่าง ๆ  ดำเนินโครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อเกษตรกร  ผู้เลี้ยงโคนม โดยเปิดโอกาสบุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม หรือสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกเลี้ยงโคนม เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเลี้ยงโคนมได้แก่ สาขาสัตวแพทยศาสตร์และสาขาสัตวศาสตร์ และกรมฯ ได้จัดสรรดอกผลจากเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์มาสนับสนุนเป็นทุนการศึกษา เพื่อให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมได้นำความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย กลับไปต่อยอดอาชีพเลี้ยงโคนมและพัฒนาฟาร์มโคนมของครอบครัว เพื่อช่วยพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมและธุรกิจของสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมให้มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีบุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์ได้รับทุนการศึกษาแล้ว 10 คน เป็นสาขาสัตวแพทยศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4 คนและสาขาสัตวศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนและมหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวม 6 คน เงินทุนศึกษาตลอดหลักสูตร รวม 2.519 ล้านบาท

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม

และในปีนี้ กรมฯ ได้เพิ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เข้าร่วมในโครงการความร่วมมือ ทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม ในปีการศึกษา 2563-2565 ด้วย  อีกจำนวน 13 ทุน ทุนการศึกษารวม 1.746 ล้านบาท  
สำหรับวงเงินจากดอกผลของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เตรียมไว้เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมและสหกรณ์ภาคการเกษตรในเบื้องต้นขณะนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 23.187 ล้านบาท โดยมีหลักเกณฑ์ คือ ทางสถานศึกษาจะจัดสรรโควตาในการรับนิสิตนักศึกษาเข้าศึกษาต่อทั้งระดับ ปวส. และปริญญาตรี กรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนทุนการศึกษาให้จนจบหลักสูตร และสหกรณ์ที่สมาชิกสังกัดอยู่อาจร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายอื่นให้เพิ่มเติมนอกเหนือจากทุนการศึกษา ซึ่งเมื่อบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์ที่ขอรับทุนดังกล่าวได้เรียนจนจบการศึกษาแล้วขอให้กลับมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ ไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือเป็นที่ปรึกษาของสหกรณ์ ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามข้อตกลงกับสหกรณ์ที่สังกัด

“เราอยากจะผลักดันเด็กรุ่นนี้กลับมาอยู่ในภาคการเกษตร เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ และเป็นกำลังสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาวงการสหกรณ์ จึงเริ่มจากการสร้างบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์ก่อน ให้ทุนเรียนต่อเพื่อจบมาจะได้เป็นผู้ประกอบอาชีพการเกษตร อีกสักระยะหนึ่งก็ดึงเขาเข้ามาในระบบสหกรณ์ เป้าหมายสุดท้าย คือ ต้องการอยากเห็นเด็กเหล่านี้กลับมาเป็นผู้บริหารสหกรณ์การเกษตรในอนาคต ซึ่งจะทำให้องค์กรสหกรณ์ขับเคลื่อนต่อไปได้ จึงได้หารือกับผู้บริหารของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ซึ่งมีสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตรอยู่ และหารือกับทางเลขาธิการคณะกรรมการ การอาชีวะศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้เรียนต่อในระดับปวส.และปริญญาตรีต่อเนื่อง ปีนี้กรมฯได้จัดสรรทุนการศึกษาไว้ 23 ล้านบาท และถ้าได้ผลดีปีหน้าจะขยายเพิ่มขึ้น และจะดึงสหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ด้วยในปีต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว
 ปัจจุบันมีสหกรณ์ในภาคการเกษตร จำนวน 3,486 แห่ง สมาชิกกว่า 6.4 ล้านครอบครัว ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำฟาร์มโคนมและทำประมงซึ่งอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของคนไทย แรงงานในภาคการเกษตรขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ขณะเดียวกันสหกรณ์ภาคการเกษตรยังคงขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาส่งเสริมสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความมั่นคงในอาชีพการทำเกษตร ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ให้มีความรู้และทักษะที่พร้อมกลับมาสานต่ออาชีพการทำเกษตรของครอบครัว รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสหกรณ์และชุมชน ให้เจริญก้าวหน้าและเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป 
ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ (MOU) กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2563 ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ มีนายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.สุวัจน์ ธัญรส อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมในการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว 

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน19 สิงหาคม 2563 – 16:45 น.

“ทองเปลว กองจันทร์”อธิบดีกรมชลประทาน นำทีมเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน หลังกรมอุตุฯประกาศเตือนมีฝนตกชุก

วันนี้ (19 ส.ค. 2563) ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดี- กรมชลประทาน นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน(ด้านบำรุงรักษา) เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลากฤดูฝนปี 2563

และการติดตามการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5,6,7,8 และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมลำน้ำพอง สำนักงานชลประทานที่ 6 จังหวัดขอนแก่น

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามประกาศของกรมอุตินิยมวิทยาคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงระหว่างวันที่ 14-20 สิงหาคม 2563 จะเกิดฝนตกฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (จังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม) ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระมัดระวังอันตรายและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกฉียงเหนือ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรวมกันประมาณ 3,568 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 34 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 1,956 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 7,000 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการจัดสรรน้ำไปแล้วประมาณ 1,289 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 38 ของแผนการจัดสรรน้ำ มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวไปแล้วกว่า 3 ล้านไร่

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน
กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน
กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงมาตราการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำชี-แม่น้ำมูลว่า กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดจราจรทางน้ำโดยเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำชีให้ไหลลงแม่น้ำมูลออกสู่แม่น้ำโขงโดยเร็ว ด้วยการเปิดบานระบายของเขื่อนในแม่น้ำชีทุกแห่ง และใช้เครื่องผลักดันน้ำเข้าไปเสริม รวมทั้งชะลอน้ำจากแม่น้ำมูลโดยการลดบานระบายของเขื่อนราศีไศลลง

“ซึ่งจะควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบบริเวณด้านเหนือของเขื่อนราศีไศลด้วย หากปริมาณน้ำในแม่น้ำมูลที่ไหลมาจากจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ มีปริมาณมาก จะทำการยกบานระบายทั้งหมดพ้นน้ำทันที เพื่อลดการเกิดผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่”ดร.ทวีศักดิ์ กล่าว

ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของลุ่มน้ำยังที่มีฝนตกชุก นั้น กรมชลประทาน ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเตรียมการรับสถานการณ์ฤดูน้ำหลากปี 2563 ด้วยการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจป้องกันอุทกภัยลุ่มน้ำยัง มีการเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การเตรียมพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ เพื่อป้องกันการเกิดอุทกภัย

“รวมไปถึงการจัดจราจรทางน้ำโดยการตัดยอดน้ำในลำน้ำยัง ลงสู่ลำห้วยวังหลวง และแก้มลิงธรรมชาติ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง นอกจากนี้ ยังได้วางแผนขุดลอกตะกอนทรายบริเวณ ฝายบ้านท่าลาด รวมทั้งประสานติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำตามพื้นที่จุดเสี่ยงต่างๆ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน”รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน
กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน

สำหรับแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2563 กรมชลประทาน ได้กำหนดแนวทางในการบริหารจัดการน้ำ ดังนี้
1.)เน้นการทำงานแบบ “เข้าถึง เข้าพบ เข้าแก้” คือ เข้าถึงและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เข้าพบปะประชาชนเพื่อติดตามสอบถามปัญหาในพื้นที่ หากพบปัญหาให้เร่งดำเนินการเข้าแก้ไขปัญหา

2.) การสร้างเครือข่าย อาทิ กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน อาสาสมัครชลประทาน ให้ช่วยเป็นหู เป็นตา และเป็นกระบอกเสียง ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่

3.) การกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมทั้งตรวจสอบอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

4.) เตรียมพร้อมสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ ตลอดจนบูรณาการการทำงานร่วมกันทางจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น

5.) กำหนดให้สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ดำเนินการวัดระดับน้ำทุกจุด ทุกภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง พร้อมจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่ในการตรวจวัดระดับน้ำหากเกิดวิกฤติ

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน
กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน
กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน

ที่มา: ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ซอกแซกอาเซียน : 20 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512840

ซอกแซกอาเซียน : 20 สิงหาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 20 สิงหาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมามีการประชุมอาเซียนซัมมิต ครั้งที่ 36ซึ่งเป็นการประชุมระดับสูงสุด คือ ผู้เข้าประชุมคือผู้บริหารสูงสุดของแต่ละประเทศ ดังเช่นประเทศไทยก็ได้แก่ ท่านนายกรัฐมนตรี หรือหากเป็นฟิลิปปินส์ ก็คือ ท่านประธานาธิบดี เป็นต้น ปีนี้ก็เป็นที่ทราบว่าเวียดนามถึงคิวนั่งเป็นประธานอาเซียนได้กำหนดธีมของปีนี้ว่า “Cohesive and Responsive ASEAN” ซึ่งหมายถึงอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียวและสนองตอบ(จะตรงกับที่กระทรวงต่างประเทศกำหนดหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ) โดยปกติ การประชุมในลักษณะนี้ เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่มีผู้นำมานั่งประชุมเห็นหน้าค่าตากันจริงๆ หรือจะประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ก็ตาม ผลลัพธ์ของการประชุมก็จะออกมาเป็นเอกสารที่เรียกว่า Chairman’s Statement เขียนกันเป็นข้อๆ ยาวนับสิบหน้ากระดาษ เอ 4 อ่านกันไม่หวาดไม่ไหว ที่สำคัญคือ การเขียนเอกสารผลลัพธ์การประชุมแบบนี้ มันเป็นรูปแบบเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งผมต้องขอชื่นชมยกย่องผู้เขียนและเรียบเรียงซึ่งน่าจะได้แก่เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการอาเซียน ที่จาการ์ตา อย่างมากครับที่เขียนออกมาได้อย่างสละสลวยสวยงาม สั้น กระชับและใช้คำศัพท์ที่สุดยอดวิลิศมาหรา ยากที่จะหาคนที่เป็นมือสมัครเล่นเขียนได้เสมอเหมือน

พูดถึงตรงนี้ ผมขอเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อย คือ ผมถือว่าเป็นทักษะพิเศษที่ฝึกกันไม่ได้ง่ายๆ ต้องอาศัยประสบการณ์อันยาวนานจึงจะเขียนภาษาอังกฤษแบบนี้ได้ดี สมัยผมรับราชการเป็นเด็กๆ ระดับ ซี 3 ซี 4 เคยเขียนเปเปอร์หรือจดหมายภาษาอังกฤษในการทำงานแบบคนเพิ่งมีประสบการณ์ ท่านผู้อำนวยการกองซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เคยอธิบายหรือพูดให้ได้ยินว่า การเขียนภาษาอังกฤษนั้น มันมีหลายระดับชั้นมาตรฐาน บางคนอาจเขียนได้ดีถึงระดับชั้นบรมครู แต่บางคนเขียนเหมือนระดับ ป.4 ผมฟังแล้วตอนแรกก็งงๆ ว่าเขียนระดับ ป.4 มันเป็นอย่างไรกันนะ ความจริงพวกรุ่นเราก็เรียนจบมาไม่นาน ถึงจะไม่ได้จบด้านภาษาศาสตร์มาโดยตรง แต่เคยใส่ใจเรียนแกรมม่ามาก็เป๊ะอยู่ อีกทั้งเคยบ้าฝึกฝนด้านภาษาด้วยตนเองโดยการซื้อหนังสือมาอ่านเป็นภูเขาเหล่ากา และก็เคยไปเรียนภาคค่ำภาษาอังกฤษที่สถาบัน เอยูเอ (สมัยนั้นหาแหล่งเรียนจำกัดมาก เนต กูเกิ้ลอะไรก็ไม่มี) รวมทั้งเคยแอบไปนั่งเรียนติวพิเศษกับ อ.สงวน แถวหน้าวัดสุทัศน์ เพื่อสอบโทเฟลก็หลายครั้งอยู่จึงเชื่อมั่นว่าเราก็พอจะเขียนได้ในตอนนั้น จนกระทั่งวันเวลาผ่านไป ผมเพิ่งจะมาทราบเมื่อเติบใหญ่ มีประสบการณ์มากขึ้นแล้ว กลับไปอ่านเปเปอร์ตัวเองที่เขียนไว้ในอดีตอีกครั้งจึงถึงบางอ้อว่า ที่ท่านผู้อำนวยการกองพูดว่า สำนวนระดับ ป.4 นั้นคืออย่างไร กระจ่างเลย

เล่าขำๆ อีกเรื่องสมัยไปเรียนปริญญาโทที่สถาบัน เอไอที มีเพื่อนนักศึกษาหญิงคนไทยคนหนึ่งถูกอาจารย์ชาวอังกฤษเรียกให้ไปอธิบายคำตอบข้อสอบวิชาประมงที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่าไอไม่รู้จริงๆ ว่ายูเขียนมานั้นหมายความว่าอะไร ช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้อาจารย์ฟังด้วย ก็ถือเป็นความกรุณาของท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่งที่ยังให้โอกาส และหลังจากนั้นอาจารย์ท่านนี้ก็ไม่เคยออกข้อสอบแบบอัตนัยอีกเลย แต่ออกเป็นแบบปรนัยแทน คือให้ วงกลม A B C D เอา วิธีและรูปแบบการเขียนที่แสดงความเป็นมืออาชีพ นอกจากไวยากรณ์จะต้องเป๊ะแล้ว สำนวนและการเลือกใช้คำศัพท์จะต้อง “โดน” และทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ นั่นเท่ากับว่า แม้จะเก่งภาษาระดับปรมาจารย์แต่เก็บตัวอยู่แต่ในถ้ำ ไม่เคยทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวของโลกของสังคมภายนอกเลย ก็ไม่สามารถนำเอาคำศัพท์ที่ทันยุคทันสมัยมาเขียนได้ ที่แอปเตอร์เราก็มีเจ้าหน้าที่ที่สามารถทำการเขียนระดับนี้ได้อยู่สองสามคน คนอื่นก็เก่งนะครับ เพราะเราคัดสรรพวกที่เป็นเลิศด้านภาษาอังกฤษเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว หากแต่เขายังคงขาดประสบการณ์ด้านการเขียนอย่างที่ว่า จึงต้องให้พี่ๆ ผู้อาวุโสเขานำไปก่อน ผมเองโชคดีที่มีน้องๆ เก่งๆ คอยช่วยเหลือเขียนมาก่อนแล้วผมจะช่วยปรับแก้ให้อีกที (ซึ่งบางครั้งก็ไปแก้ให้ถูกเป็นผิดก็มี) ความจริงคนที่จะมาเป็นจีเอ็มแอปเตอร์นั้น คุณสมบัติประการสำคัญ คือความสามารถด้านภาษาอังกฤษต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด ทั้งการอ่าน ฟัง พูด เขียน ต้องถึงขั้น fluent เลยทีเดียวครับ เพราะต้องมีการสื่อสารทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการกับผู้แทนประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอในที่ประชุมต่างๆ อยู่ตลอดเวลาครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org