ม.เกษตรเปิดหลักสูตรใหม่1ปี ปั้นบุคลากรรองรับอุตฯเครื่องดื่มขยายตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512047

ม.เกษตรเปิดหลักสูตรใหม่1ปี  ปั้นบุคลากรรองรับอุตฯเครื่องดื่มขยายตัว

ม.เกษตรเปิดหลักสูตรใหม่1ปี ปั้นบุคลากรรองรับอุตฯเครื่องดื่มขยายตัว

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ม.เกษตรฯเปิดหลักสูตรใหม่ระดับประกาศนียบัตรใช้เวลาเรียน 1 ปี หวังพัฒนาและสร้างบุคลากรเสริมในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย รองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.อนุวัตร แจ้งชัด คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์โควิด คาดว่าอุตสาหกรรมเครื่องดื่มจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์กันว่าในปี 2562-2564 แนวโน้มการขยายตัวของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มจะมีประมาณ 0-2 เปอร์เซ็นต์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล็งเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านเครื่องดื่มของไทย ที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ประกอบการรายย่อยเพิ่มมากขึ้น ให้มีศักยภาพพร้อมแข่งขันในระดับสากล จึงเปิดหลักสูตรใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดยจะเป็นหลักสูตร ระดับประกาศนียบัตรขั้นสูงที่ใช้ระยะเวลาเรียนเพียง 1 ปี หรือสองภาคการศึกษา เพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องดื่มและการจัดการ (Graduate Diploma Program in Beverage Technology and Management) นี้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ของโครงการ South East Asia Academy for Beverage Technology (SEA-ABT) ซึ่งได้การสนับสนุนจากโปรแกรม the Erasmus+Capacity Building in Higher Education (CBHE) ของสหภาพยุโรป (European Union) ภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กับมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรีย อิตาลี และเยอรมนี รวมถึงภาคเอกชน องค์กรและหน่วยงานการศึกษาภายในสหภาพยุโรปอีกหลายแห่ง

“หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องดื่มและการจัดการ เป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรขั้นสูง
มีระยะเวลาเรียน 2 ภาคการศึกษา หรือ 1 ปี จำนวน 24 หน่วยกิต โดยเนื้อหาของหลักสูตรนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองเนื้อหาการสอนจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ มีการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม”

การจัดการเรียนการสอนสำหรับหลักสูตรนี้ จะเป็นช่วงเวลานอกเวลาราชการ สอนเป็นภาษาไทย โดยมี
คณาจารย์จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเป็นผู้สอนและวิทยากร กำหนดการรับสมัครประมาณเดือนตุลาคม 2563 มีค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 90,000 บาท ต่อหลักสูตร (ภาคการศึกษาละ 45,000 บาท) ทั้งนี้สามารถติดตามดูประกาศรับสมัครอย่างเป็นทางการได้ที่ http://www.agro.ku.ac.th หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ beveragetechnology.thailand@gmail.com และที่เบอร์โทร. 08-1987-9204 และนอกจากหลักสูตรดังกล่าวทางโครงการและมหาวิทยาลัยเครือข่าย ยังจะมีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ทั้งสัมมนา อบรมระยะสั้น หลักสูตรเรียนร่วมสองปริญญาอีกด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512045

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนลำไยเดือดร้อนจากปัญหาราคาตกต่ำเพราะผลกระทบจากโควิดระบาดรอบสองในจีน ทำให้โรงงานผลิตลำไยอบแห้งรับซื้อลำไยน้อยลง เช่นเดียวกับผู้ค้าส่งออกลำไยสด ด้วยกังวลความไม่แน่นอนในการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ ศุลกากรจีนเคร่งครัดเรื่องการสำแดงราคานำเข้าลำไยทำให้เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการนำเข้าส่งออกลำไยไปจีน ประกอบกับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ ทำให้พ่อค้าชาวจีนลดจำนวนการเดินทางเข้ามาในระหว่างนี้ทำให้ส่งผลต่อราคาลำไย ซึ่งจากการสำรวจของ กรมส่งเสริมการเกษตร พบว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกลำไยทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2562 โดยมีขนาดพื้นที่ปลูกลำไย ดังนี้ 1.น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ไร่ ประมาณ 61% คิดเป็น 121,475 ครัวเรือน 2. มากกว่า 5-10 ไร่ ประมาณ 20% คิดเป็น 41,236 ครัวเรือน 3. มากกว่า 10-15 ไร่ ประมาณ 7% คิดเป็น 15,252 ครัวเรือน 4. มากกว่า 15-20 ไร่ ประมาณ 3% คิดเป็น 7,640 ครัวเรือน 5. มากกว่า 20-25 ไร่ ประมาณ 1% คิดเป็น 3,682 ครัวเรือน และ 6. มากกว่า 25 ไร่ ประมาณ 3% คิดเป็น 7,367 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 196,655 ครัวเรือน

สำหรับแนวทางการรับมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการรายงานจาก นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า คณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) หรือฟรุ้ทบอร์ด ที่มีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้จัดประชุมนัดพิเศษตามคำสั่งของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สั่งการให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยเป็นการเร่งด่วน เพื่อพิจารณาโครงการเยียวยาชาวสวนลำไยวงเงินกว่า 3 พันล้านบาทเสนอโดยกรมส่งเสริมการเกษตร โดยการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้ไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไยปี 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไยให้สามารถฟื้นฟูการผลิตลำไยที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านการผลิตและการตลาด รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีแนวทางปฏิบัติต่อสวนลำไยเพื่อประกอบอาชีพชาวสวนลำไยได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2562 ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกครัวเรือน โดยให้ความช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ และเป็นพื้นที่ลำไยที่ให้ผลผลิตแล้ว (อายุต้นลำไยตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป)

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาการส่งออกฟรุ้ทบอร์ดจะเร่งดำเนินการโมเดลเกษตรพาณิชย์ทันสมัยตามแผนปฏิบัติการโอ 2 โอ. (O2O) ออฟไลน์ 2 ออนไลน์โมเดล “เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย” เร่งระบายลำไยสดประมาณ 30% ของผลผลิตลำไยทั้งหมดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และบริษัทอี-คอมเมิร์ซ รวมทั้งเว็บไซต์ ช่วยเกษตร.com และบริษัทไปรษณีย์ไทย พร้อมทั้งสั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการส่งเสริมการบริโภคลำไยในประเทศจับคู่ค้ารับซื้อผลลำไยสด ส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ รับซื้อลำไยของสมาชิกในราคานำตลาดส่งจำหน่ายข้ามจังหวัดและข้ามภาคเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งลำไยให้ผลผลิตมากที่สุดนั้น ได้ทำแผนกระจายสินค้าที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้….

ขุนเกษตรา

กษ.ชวนช็อปสินค้าสหกรณ์งาน‘Fresh From Farm’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512048

กษ.ชวนช็อปสินค้าสหกรณ์งาน‘Fresh From Farm’

กษ.ชวนช็อปสินค้าสหกรณ์งาน‘Fresh From Farm’

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานพิธีเปิดงานจัดแสดงสินค้า Fresh From Farm “สหกรณ์คัดสรร ผลิตภัณฑ์คุณภาพ” พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ศูนย์การค้า เซ็นทรัลพลาซาพระราม 3 กรุงเทพมหานคร โดยรมช.เกษตรฯกล่าวว่า จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตประชาชน ดังนั้น การตื่นตัวและปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีใหม่ New Normal จึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมไปถึงการผลิตและจัดจำหน่าย จึงต้องเน้นย้ำคุณภาพสินค้า เริ่มตั้งแต่ขบวนการผลิตต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์โรคไว้ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลมีมาตรการผ่อนคลายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯคือ ส่งเสริมระบบตลาดนำการผลิตโดยนำระบบสหกรณ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เข้มแข็ง ผลิตสินค้าคุณภาพได้มาตรฐานเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดงานแสดงสินค้าของสหกรณ์ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และเพิ่มช่องทางการตลาดและผลิตภัณฑ์คุณภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ ให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานแสดงสินค้าสหกรณ์ Fresh From Farm ครั้งนี้ กรมมุ่งให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ สดใหม่และปลอดภัย ซึ่งมาจากเกษตรกรตัวจริง ภายในงานจัดจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิด มีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ ผักสด ผลไม้ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย ส้มโอ ชมพู่ มะพร้าวน้ำหอม และสินค้าเกษตรแปรรูป เป็นต้น โดยเริ่มจัดแสดงสินค้าครั้งแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 3 นอกจากนี้ งานจัดแสดงสินค้าสหกรณ์ดังกล่าว จะขับเคลื่อนระดับภูมิภาคต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้า Fresh From Farm ได้ตามแต่ละภูมิภาค ใน 4 ภาค ได้แก่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา สาขาเชียงใหม่แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา สาขาอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ เฟสติวัล จังหวัดสงขลา และวงเวียนหอนาฬิกา อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยจัดในเดือนกันยายน 2563

“ประพิศ” เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99% เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ประพิศ” เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99%  เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก

"ประพิศ" เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99%  เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก19 สิงหาคม 2563 – 15:05 น.

รองอธิบดีกรมชลประทาน “ประพิศ จันทร์มา ” เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99%  เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก

นายประพิศ  จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ความจุ 13.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้สร้างเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมถึงรองรับการขยายตัวของเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตากเมื่อ  24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558  ขณะนี้งานก่อสร้างมีความคืบหน้ากว่า  99%  เหลือเพียงงานถนนลาดยางอีกเล็กน้อยเท่านั้น ปัจจุบันอ่างสามารถเก็บน้ำและเริ่มส่งน้ำเพื่อช่วยเหลือประชาชน ได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมผ่านมา ทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรมและระบบประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดตาก

"ประพิศ" เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99%  เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก

สำหรับอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน  สร้างปิดกั้นลำนำห้วยขุนแม่สอด ที่ตำบลพระธาตุผาแดง  ซึ่งปกติลำน้ำจะมีน้ำท่าประมาณ  35 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี  อ่างห้วยแม่สอดซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2521 สามารถเก็บกักน้ำได้ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างแม่สอดตอนบนซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อแล้วเสร็จจะเก็บกักน้ำได้ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็น 18 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบนจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานประมาณ  6,740 ไร่ ในพื้นที่ตำบลแม่ตาว  ตำบลแม่กุ และตำบลพระธาตุผาแดง  ซึ่งเมื่อรวมกับพื้นที่ชลประทานของอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดซึ่ง ช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับประโยชน์ประมาณ 8,000 ไร่ ส่งผลให้หลังจากนี้ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จะมีพื้นที่ชลประทานรวม 14,740 ไร่ 

"ประพิศ" เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99%  เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก

ทั้งนี้จากการศึกษาของกรมชลประทานคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการใช้น้ำสำหรับกิจกรรมต่างๆ ประมาณ 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็นความต้องการน้ำภาคการเกษตรประมาณ 7.10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคประมาณ 5.35 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีและน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรมประมาณ 1.64 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี  อ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบนจึงทำหน้าที่เก็บกักน้ำในฤดูฝนและส่งน้ำให้กับประชาชนทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคอุปโภค-บริโภค ตอบสนองความต้องการใช้น้ำในอนาคตในภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตากด้วย ทั้งนี้หลังจากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วเสร็จจะมีการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงานเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอำเภอแม่สอดต่อไป

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/256319 สิงหาคม 2563 – 12:00 น.

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2563 นายธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ประธานคณะทำงาน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563 โดยมี นายสุทธิชัย จรูญเนตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีและคณะทำงาน พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นายปราโมทย์ ยอดแก้ว ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน นายเกียรติยศ ทรงสง่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดที่ดิน นางสาวจริยา วงศ์วีระ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ เข้า ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชำนาญ ระเบียบกิจ สำนักงานโครงการชลประทานอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563

โดยในที่ประชุมได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค เเละส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมเพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานการแก้ไข รวมไปถึงรับฟังข้อมูล ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางในพัฒนาด้านแหล่งน้ำให้แก่เกษตรกรในจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งการดำเนินงานของคณะทำงานนี้ มีขึ้นเพื่อให้สอดรับ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในเรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ ในการให้บริการของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563

นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง

นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง18 สิงหาคม 2563 – 16:47 น.

นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง พร้อมชวนเที่ยวงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” 27-30 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เยี่ยมชมนิทรรศการการจัดงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 และรวมพลคนเกษตรสร้างชาติ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รอต้อนรับ และร่วมประชาสัมพันธ์การจัดงาน

 จากนั้น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ นำเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในงานส่งเสริมการเกษตร และกลุ่ม เครือข่าย Young Smart Farmer เข้าพบนายกรัฐมนตรี  โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำผลิตภัณฑ์ Premium to fly จากเกษตรกรไทย ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนายกระดับสินค้าเกษตรและแสดงศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตร จากตลาดท้องถิ่น ตลาดภูมิภาค สู่ตลาดต่างประเทศและตลาดออนไลน์ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่าย Young Smart Farmer เพื่อให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาทำการเกษตร เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปภาคการเกษตรในอนาคต 

นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง

ทั้งนี้ นายกฯ ยังให้ความสนใจ “กล้วยบิสกิตกล้วยน้ำว้า สอดไส้แยมมะกรูด” โดย วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตน้ำพริกไร้สารกันบูด และ พืชทางเลือกใหม่ “อะโวคาโด” Product Premium พร้อมแนะนำเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ให้สร้างความเข้มแข็ง ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในห่วงโซ่เกษตร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเห็นเกษตรไทยแข็งแรง

                         นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง โดยงาน เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 สิงหาคม 2563 ณ อิมแพค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 9-10 อิมแพคเมืองทองธานี

ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร “การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร “การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน

ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร "การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน17 สิงหาคม 2563 – 15:16 น.

ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร “การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม”

17 สิงหาคม 2563 ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมโครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หลักสูตร “การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” การจัดอบรมครั้งนี้มีกำหนดระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 – 19 สิงหาคม 2563 ณ ห้องกรุงธนบอลรูม ชั้น 3 โรงแรมรอยัลริเวอร์ ถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมฯ จาก ส.ป.ก. ส่วนกลาง, ส.ป.ก. ส่วนภูมิภาค และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง รวม 190 ราย 

ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร "การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน

การฝึกอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้อบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บรายได้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งยังสามารถนำบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินของกรมธนารักษ์ (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) มาใช้คำนวณราคาประเมินฯ ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กรมธนารักษ์กำหนด คำนวณค่าเช่าและค่าตอบแทนได้อย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในการจัดเก็บรายได้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยมีวิทยากรจาก สำนักบริหารกองทุน, สำนักกฏหมาย ส.ป.ก. และ กรมธนารักษ์ มาถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรม
                               ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร "การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน

รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ

รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ17 สิงหาคม 2563 – 12:35 น.

รมช.เกษตร ” ประภัตร​ โพธสุธน”ลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ

นายประภัตร​ โพธสุธน​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ พร้อมด้วยนายสุดสาคร​ ภัทรกุลนิษฐ์​ อธิบดีกรมการข้าว​ นายชัยวัฒน์​ โยธคล​ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์​ นายอาชว์ชัยชาญ​ เลี้ยงประยูร​ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร​ และคณะ เดินทางลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนตำบลคอรุม​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ โดยมีนายพิพัช ประจันเขตต์​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์​ ให้การต้อนรับ​ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2563        
นายประภัตร กล่าวว่า จังหวัดอุตรดิตถ์​ ได้มีการส่งเสริมและขับเคลื่อน​ศูนย์ข้าวชุมชนให้เป็นศูนย์กลางในด้านการผลิตข้าวและกระจายเมล็ดพันธ์ุข้าวคุณภาพดีในชุมชน​ โดยศูนย์ข้าวชุมชนมีภารกิจหลักคือการผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน​ ซึ่งในส่วนของจังหวัดอุตรดิตถ์มีศูนย์ข้าวชุมชน​ 23​ ศูนย์​ และในปีงบประมาณ​ 2563​ มีการคัดเลือกศูนย์ที่ผ่านหลักเกณฑ์จำนวน​ 10​ ศูนย์​ โดยมีเป้าหมายผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าว​ 100​ ตันต่อศูนย์​ 
 

รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อไปว่า​ วันนี้ภาครัฐตื่นตัว​ในเรื่องของพันธ์ุข้าวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด​ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา​ คุณภาพ​ ยอดการส่งออก​ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคุณภาพของพันธ์ุข้าว​ โดยทางจังหวัดอุตรดิตถ์ต้องมีการขยายศูนย์เพิ่ม รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิต​ขึ้นอีก เพื่อให้ได้เมล็ดพันธ์ุข้าวที่มีคุณภาพ​ และเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องเกษตรกร​ ซึ่งทางภาครัฐพร้อมสนับสนุน​ทั้งด้านการเงิน​ โดยมีโครงการธุรกิจสร้างไทย​ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร​ (ธ.ก.ส.) เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันทำวิสาหกิจชุมชน​ ตั้งแต่​ 7​ คนขึ้นไป​ เพื่อขอกู้เงินจากธ.ก.ส. วงเงิน​ 10​ ล้าน​บาท​ ดอกเบี้ย​ 0.01 หรือล้านละ​ 100​ บาท เป็นระยะเวลา​ 3​ ปี​ ส่วนในด้านเคื่องจักรกลและอื่นๆ​ จะกำชับให้กรมการข้าวและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลอย่างเต็มที่​ โดยให้เลือกผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวเพียงประเภทเดียว​ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ให้มากที่สุด​ 

              รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ   นอกจากนี้​ นายประภัตร ยังได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์​ เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์​ เพื่อเป็นรายได้เสริมจากการปลูกข้าว​ โดยให้เข้าร่วมโครงการกับกรมปศุสัตว์​ ซึ่งจะมีการตรวจและฉีดวัคซีนลูกโคจากพ่อค้าก่อนมาถึงเกษตรกร​ การส่งอาหารที่มีคุณภาพดีในราคาต่ำจากกรมปศุสัตว์ให้กับเกษตรกร​ ตลอดจนการประกันราคารับซื้อในราคากิโลกรัมละ 100​ บาท

           รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ  อีกทั้ง นายประภัตร​ ยังได้มอบทุนอาหารกลางวันให้กับโครงการปลูกข้าวเพื่อเป็นอาหารกลางวันนักเรียนโรงเรียนปากคลอง​ จังหวัดอุตรดิตถ์ และเยี่ยมชมบูธนิทรรศการและผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ พัฒนาชุมชนบ้านหาดกำแพง สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อจำกัด เป็นต้น

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอดพัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย17 สิงหาคม 2563 – 11:12 น.

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช กรมการข้าวได้มีการสนองแนวพระราชดำริ สืบสาน รักษา ต่อยอด ในด้านการเกษตร โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวเพื่อบริโภค ส่วนที่เหลือไว้จำหน่ายและแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช กรมการข้าวได้มีการสนองแนวพระราชดำริ สืบสาน รักษา ต่อยอด ในด้านการเกษตร โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวเพื่อบริโภค ส่วนที่เหลือไว้จำหน่ายและแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีความมั่นคงด้านอาหารและมีความเป็นอยู่อย่างยั่งยืน 
นายสมบูรณ์ สุวรรณโณ  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช กล่าวว่า โรงเรียนข้าวและชาวนาลุ่มน้ำปากพนังก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่ทางศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชได้เข้ามาส่งเสริม ให้ความรู้ด้านการทำนาที่ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ตั้งแต่เตรียมดิน ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว และวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตข้าวที่ได้คุณภาพมาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด  ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชก็ได้มาดำเนินการทำงานวิจัย ทำเป็นแปลงวิจัยเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้ดูเป็นแปลงวิจัยเกี่ยวการลดการใช้สารเคมี เพราะว่าที่นี่เน้นการผลิตข้าวที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นจะมีแปลงวิจัยทดสอบสาธิตให้พี่น้องเกษตรกรดูในพื้นที่ว่าการใช้สารเคมีเป็นแบบไหนและก็แปลงที่ไม่ใช้สารเคมีลดการใช้สารเคมีเป็นแบบไหน ได้ผลผลิตอย่างไร และต้องทำอย่างไรให้มีคุณภาพมาตรฐาน
 

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย

สำหรับกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่นี่เป็นกลุ่มที่ดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่ามีการปลูกข้าวเพื่อที่จะเก็บไว้บริโภคเอง แล้วก็ที่เหลือก็ขายโดยมีช่องทางการตลาดหลักๆที่โรงพยาบาลแล้วก็ขายให้กับพี่น้องเกษตรกรทั่วไป   และนอกจากเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่จะทำนาข้าวเป็นหลักแล้ว ก็ยังมีการทำโครงการทฤษฎีใหม่ปลูกพืชแบบผสมผสาน  มีการเลี้ยงปลา และในส่วนของศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชก็ได้รับผิดชอบทฤษฎีใหม่ของตำบลเขาพังไกร อำเภอหัวไทรด้วย ส่วนนี้มีการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานในการที่จะแจกพันธุ์ไม้เพื่อมาปลูกและก็แจกพันธุ์ปลาและก็ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำหมัก ที่จะมาใช้ในโครงการทฤษฎีใหม่ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งตรงนี้ทางศูนย์ก็ได้มาติดตามอยู่ตลอดแล้วก็ให้คำแนะนำทั้งเรื่องของทฤษฎีใหม่และก็เรื่องการทำนาตลอดจนแปลงวิจัยข้าวอีกด้วย 

           ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย นายเชวง ศรีคงแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนข้าวและชาวนาลุ่มน้ำปากพนัง กล่าวว่า โรงเรียนข้าวและชาวนานั้นเดิมนั้นเป็นองค์กรชุมชนแต่ก็ได้เชื่อมโยงไว้กับกรมการข้าวที่กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมการข้าวก็ให้การสนับสนุนอยู่ตลอด และปัจจุบันได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนโรงเรียนข้าวและชาวนาแล้วก็เปลี่ยนมาเป็นสมาชิกนาแปลงใหญ่เกือบทั้งหมด  และตอนนี้ทางกลุ่มมีแปลงตัวอย่าง โดยการสนับสนุนของกรมการข้าวซึ่งศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชเป็นพี่เลี้ยงมาทำแปลงสาธิต จำนวน 30 ไร่ 3 แปลง  แล้วในนาแปลงใหญ่ ก็ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักผสมผสาน เพื่อสร้างรายได้สู่กลุ่ม จนปัจจุบันทางกลุ่มมีความชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

                ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย  นาแปลงใหญ่ตำบลเขาพังไกร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 34 ราย พื้นที่ 588ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งจะเน้นในเรื่องการผลิตข้าวปลอดภัยจากสารพิษและการจัดทำแปลงสาธิตงานวิจัย โดยการถ่ายทอดความรู้ตามกระบวนการโรงเรียนข้าวและชาวนา เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปผลิตข้าวในแปลงนาของตนเองให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

น้ำคือชีวิต ต้นทุนการผลิตของทุกภาคส่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

น้ำคือชีวิต ต้นทุนการผลิตของทุกภาคส่วน

น้ำคือชีวิต ต้นทุนการผลิตของทุกภาคส่วน16 สิงหาคม 2563 – 15:20 น.

องคมนตรี ได้ขอให้ผู้ปฎิบัติงานทุกคน คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ของน้ำเป็นสำคัญ ตามยุทธศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทาน “น้ำคือชีวิต”

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมคณะที่ปรึกษา ได้เดินทางไปยังโครงการเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เพื่อร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่ภาคเหนือ และการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายดนุชา สินธวานนท์ เลขาธิการ กปร. ในฐานะกรรมการและเลขานุการ และนายลลิต ถนอมสิงห์ รองเลขาธิการ กปร. นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ณ โครงการเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา 

น้ำคือชีวิต ต้นทุนการผลิตของทุกภาคส่วน

                        พลากร สุวรรณรัฐ 

โอกาสนี้องคมนตรีและคณะได้รับฟังรายงานสรุปการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จากรองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ซึ่งที่ประชุมได้ให้แนวคิดแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาแหล่งน้ำขอให้พิจารณาระบบการส่งน้ำสู่พื้นที่ใช้ประโยชน์ของประชาชนหากสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวย สำหรับคลองส่งน้ำควรเป็นดินแทนที่การดาดด้วยซีเมนต์ เพื่อให้สัตว์น้ำตามธรรมชาติสามารถอยู่อาศัยและขยายพันธุ์ได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบนิเวศน์ และแหล่งอาหารโปรตีนของประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ต่อไป

น้ำคือชีวิต ต้นทุนการผลิตของทุกภาคส่วน

ในการนี้องคมนตรี ได้ขอให้ผู้ปฎิบัติงานทุกคน คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ของน้ำเป็นสำคัญ ตามยุทธศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทาน “น้ำคือชีวิต” ไม่ใช่เพียงแต่นำน้ำมาใช้สำหรับอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่รวมถึงการเป็นน้ำต้นทุนตามธรรมชาติของการผลิต ที่มีผลต่อเศรษฐกิจการค้า การลงทุนและการส่งออก โดยภาพรวมรายได้ของประเทศจากการส่งออกนั้นล้วนมาจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นสำคัญ แม้แต่การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมก็ต้องมีน้ำเป็นปัจจัยต้นทุน หากขาดน้ำก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้  ก็ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการวางแผนร่วมกันเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และเกิดความมั่นคง ยั่งยืนต่อภาคการผลิตด้านต่าง ๆ ของประเทศต่อไป” องคมนตรี กล่าว
 โอกาสนี้ องคมนตรีและคณะ ได้ชมนิทรรศการภาพถ่ายในอดีตตั้งแต่เริ่มการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่กวง และการเสด็จพระราชดำเนินในพระราชกรณียกิจในโอกาสต่าง ๆ ณ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา พร้อมพบปะกับเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ ที่เดินทางมาให้การต้อนรับและรายงานถึงผลการบริหารจัดการน้ำจากโครงการฯ ที่ผ่านมา 
 สำหรับเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ก่อสร้างเสร็จทั้งระบบในปี 2536 เป็นเขื่อนดินเก็บกักน้ำ ปิดกั้นลำน้ำแม่กวง สูง 63.00 เมตร ยาว 620 เมตร มีขนาดความจุ 263 ล้านลูกบาศก์เมตร มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 250 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่ในปัจจุบัน เริ่มประสบปัญหา น้ำที่ไหลเข้าเขื่อนมีแนวโน้มลดลงขณะที่ความต้องการการใช้น้ำของประชาชนมีเพิ่มขึ้น 
จึงได้มีการจัดทำโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราขึ้น โดยก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนแม่แตง และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลลงสู่เขื่อนแม่กวงอุดมธาราระยะทางรวม 50 กิโลเมตร ในลักษณะเดียวกับอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแก้ไขการขาดแคลนน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นการบริหารจัดการน้ำในลักษณะอ่างพวง ให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด 
 ปัจจุบันโครงการฯ ได้ดำเนินงานไปแล้วกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566 ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มน้ำให้เขื่อนแม่กวงได้ 160 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สามารถส่งน้ำช่วยเหลือราษฎรซึ่งมีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 175,000 ไร่ และส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้งของพื้นที่ชลประทาน จากเดิม 17,060 ไร่ เพิ่มเป็น 76,129 ไร่