รมช.เกษตรฯนำทีมคณะกรรมาธิการฯ​ลงพื้นที่จังหวัดน่าน​รับฟังและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและพื้นที่ทำการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.เกษตรฯนำทีมคณะกรรมาธิการฯ​ลงพื้นที่จังหวัดน่าน​รับฟังและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและพื้นที่ทำการเกษตร

รมช.เกษตรฯนำทีมคณะกรรมาธิการฯ​ลงพื้นที่จังหวัดน่าน​รับฟังและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและพื้นที่ทำการเกษตร

16 สิงหาคม 2563 – 13:15 น.

รมช.เกษตรฯ นำทีมคณะกรรมาธิการฯ​ ลงพื้นที่จังหวัดน่าน​ รับฟังปัญหา​ พร้อมมอบแนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นเกี่ยวกับที่ดินทำกินและพื้นที่ทำการเกษตร

วันที่16​ สิงหาคม​ 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน สภาผู้แทนราษฎร​ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ​ฯ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดน่าน​ เพื่อพบปะพูดคุย​และรับฟังเกี่ยวกับปัญหาที่ดินและการออกแบบเอกสารสิทธิในที่ดินพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีนายวิบูรณ์ แววบัณฑิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน​ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคประชาชนของจังหวัดน่าน ร่วมการหารือ ณ หอประชุมโรงเรียนปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน

 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า  จากการรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรและราษฎรในหลายอำเภอของจังหวัดน่าน พบว่ายังประสบปัญหาเกี่ยวกับการขาดเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน บางพื้นที่มีการทำการเกษตรและอยู่อาศัยก่อนมีนโยบายทวงคืนผืนป่า​บางพื้นที่รุกล้ำแนวเขตพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ ปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย​ และขาดแหล่งเงินทุนสำหรับทำการเกษตร ซึ่งได้ประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)​ ให้มาช่วยดูแลภายใต้นโยบายโครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูเกษตรกร​ ในการสร้างงานสร้างอาชีพของรัฐบาล​ รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​ในจังหวัดให้เร่งแก้ไขปัญหา​ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น​ 

รมช.เกษตรฯนำทีมคณะกรรมาธิการฯ​ลงพื้นที่จังหวัดน่าน​รับฟังและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและพื้นที่ทำการเกษตร

 ”วันนี้ได้มารับฟังปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิของพี่น้องประชาชน​ ทำให้เข้าใจปัญหาในพื้นที่มากขึ้น​โดยในจังหวัดน่านมีพื้นที่จำนวนมากที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ​ ทางคณะกรรมาธิการฯได้รับทราบข้อมูลทั้งหมดแล้ว​และจะเร่งรวบรวมปัญหาและหาแนวทางแก้ไขต่อไป​ ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรี​ ได้เน้นย้ำว่าเมื่อแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินแล้ว​ ยังต้องส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรมีอาชีพ​ โดยได้นำโครงการสินเชื่อ​ ปล่อยกู้ 50,000 ล้านบาท​ ของรัฐบาล มาให้กับเกษตรกร​ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพการเกษตร”​ นายประภัตร กล่าว

รมช.เกษตรฯนำทีมคณะกรรมาธิการฯ​ลงพื้นที่จังหวัดน่าน​รับฟังและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและพื้นที่ทำการเกษตร

 ในโอกาสนี้ทางด้านสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ​ (เขตงานน่าน)​ และตัวแทนภาคประชาชนยังได้ยื่นหนังสือ เกี่ยวกับข้อเสนอ​และปัญหาในที่ดินทำกินต่อตัวแทนคณะกรรมาธิการฯ​ และส่วนราชการของจังหวัดน่านอีกด้วย

 ทั้งนี้​ จังหวัดน่านมีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ​ 7,581,035.02 ไร่​ หรือ12,163.04 ตารางกิโลเมตร​ ซึ่งสภาพพื้นที่โดยทั่วไปของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นภูเขาถึงร้อยละ​ 87.2 ของพื้นที่ทั้งหมด​ มีที่ราบเพียงร้อยละ​ 12.8 ของพื้นที่ทั้งหมด​ โดยจังหวัดน่านประกอบด้วย​ 15​ อำเภอ​ 99​ ตำบล​ 924 หมู่บ้าน/ชุมชน​ 112,935 ครัวเรือน​ ประชากรทั้งหมด​ (จปฐ.62)​ 338,558 คน​ 

มก.ฉกส.เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมงานวิจัยเพื่อชุมชนโอกาสครบ 24 ปีผนึกทุกภาคส่วน พัฒนาพื้นที่หนองหาร อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มก.ฉกส.เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมงานวิจัยเพื่อชุมชนโอกาสครบ 24 ปีผนึกทุกภาคส่วน พัฒนาพื้นที่หนองหาร อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

มก.ฉกส.เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมงานวิจัยเพื่อชุมชนโอกาสครบ 24 ปีผนึกทุกภาคส่วน พัฒนาพื้นที่หนองหาร อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

15 สิงหาคม 2563 – 19:31 น.

มก.ฉกส.เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมงานวิจัยเพื่อชุมชน เนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปี พร้อมผนึกทุกภาคส่วนพัฒนาพื้นที่หนองหาร อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด

ระหว่างวันที่ 14-15 ส.ค.63 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร นำโดยดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีและคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูผลการดำเนินงาน โครงการวิจัยในสาขาต่าง ๆ และนวัตกรรมพืชกัญชาเพื่อการแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติสกลนคร(มก.ฉกส.) ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร พร้อมกันนี้ยังร่วมพิธีบูชาพระพิรุณทรงนาค ณ อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติ เนื่องโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาครอบรอบ 24 ปีของมหาวิทยาลัยด้วย
   

มก.ฉกส.เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมงานวิจัยเพื่อชุมชนโอกาสครบ 24 ปีผนึกทุกภาคส่วน พัฒนาพื้นที่หนองหาร อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

ช่วงเช้าวันที่ 14 ส.ค.คณะสื่อมวลชนทั้งหมดได้เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลงานความก้าวหน้าของโครงการวิจัยและผลงานนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ พร้อมชมวิดีทัศน์ความเป็นมาของแต่ละโครงการ 
 โดย ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม   ผศ.ดร.วัชรพงษ์ อินทรวงศ์ รองอธิการบดีวิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร  ผู้ช่วยอธิการบดี  คณบดีคณะต่าง ๆ และทีมนักวิจัยร่วมนำเสนอ
 อาทิ โครงการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมพืชกัญชาเพื่อการแพทย์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, องค์การเภสัชกรรม ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กัญชา เพื่อใช้ทางการแพทย์ไปแล้วเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2562 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

                  มก.ฉกส.เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมงานวิจัยเพื่อชุมชนโอกาสครบ 24 ปีผนึกทุกภาคส่วน พัฒนาพื้นที่หนองหาร อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว  ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกระดับหนึ่งที่ตอบสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยในการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยของประเทศไทยและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐานต่อไป   
 โครงการ E-san Gastronomy พัฒนาเมืองสกลนครให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหารท้องถิ่นอีสานแบบใหม่เป็นอีกโครงการที่ดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำไปปลายน้ำ มีความโดดเด่นที่เกิดจากความร่วมมือทุกภาคส่วนมีการบูรณาการร่วมกัน
 โครงการยุวชนอาสา, โครงการสกลนครโมเดล โมเดลการแก้ไขปัญหา เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ งานวิจัย นวัตกรรม ที่สำเร็จแล้วไปสอนชาวบ้าน
 โครงการปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์อินทรี2 และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำหรับเป็นอาหารโคเนื้อโคนมโครงการพัฒนาการผลิตและแปรรูปสัตว์น้ำประจำถิ่นเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ของ มก.ฉกส เช่น การเลี้ยงไข่ผำ ,การเลี้ยงปลาสลิด ,การเลี้ยงแหนเป็ด แพการเลี้ยงปลากะพงขาวในน้ำจืด

โครงการสร้างนวัตกรรมชุมชนเพื่อพัฒนาเกษตรกรกลุ่มสมุนไพร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรแปรรูปพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ   โครงการชีวธรรมเวชนคร เป็นต้น
 “ผมคิดว่ากิจกรรมเพื่อสังคมที่วิทยาเขตนี้โดดเด่นอยู่แล้วเพียงแต่ว่าจะมีอะไรที่จะช่วยกันส่งเสริมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ตามวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อกินดีอยู่ดีเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่สากล สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในมกฉส.แห่งนี้ผมเชื่อว่าด้วยความพยายามจากพวกเราทุกคน”
บางช่วงบางตอนที่ ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก กล่าวเกริ่นนำ ก่อนส่งไม้ต่อให้กับผศ.ดร.ศุภสิทธิ์ สิทธาพานิช คณบดีคณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร กล่าวถึง ผลการดำเนินโครงการพัฒนางานวิจัยและผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์แผนไทย ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 ขณะนี้ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตส่งให้กับทางโรงพยาบาลมาระยะหนึ่งแล้ว
“เรามีกัญชาทุกสายพันธุ์ในประเทศไทยแต่สายพันธุ์ที่ดีที่สุดเป็นหางกระรอก เราจะใช้ทุกส่วนตั้งแต่ต้น ใบ ดอก ราก ส่งให้กับโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยที่ดีที่สุดในประเทศไทยรองจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์”
 สำหรับแปลงปลูกนั้น ผศ.ดร.ศุภสิทธิ์ เผยว่าการเข้าออกจะเข้มงวดมาก ติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ทุกมุมเพื่อป้องกันการนำกัญชาออกนอกแปลงปลูก โดยกัญชาที่ปลูกนั้นนอกจากปลูกเพื่อเก็บผลผลิตส่งโรงพยาบาลแล้วยังใช้เป็นแหล่งข้อมูลทำวิจัยและเรียนรู้ของนักศึกษา ตลอดจนบุคคลทั่วไปด้วย
 จากนั้น ผศ.ดร.สิทธิชัย ฮะทะโชติ ผู้ช่วยอธิการบดีและหัวหน้าทีมวิจัยได้รายงานผลการดำเนินโครงการพัฒนาเพาะพันธุ์ปลาสลิดปลงเพศและการเลี้ยงปลากะพงน้ำจืด ภายใต้โครงการเกษตรริมโขงเพื่อส่งเสริมให้กับชาวบ้านในพื้นที่มีอาชีพ มีรายได้เพิ่ม และยังใช้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติงานของนิสิตสาขาประมงด้วย
 จากนั้นในช่วงบ่ายลงพื้นที่ดูการเพาะเลี้ยงปลาสลิด การเยงแหนเป็ดและการเลี้ยงปลากะพงขาวน้ำจืด พร้อมดูโรงเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาดุกสายพันธุ์พื้นเมืองที่อยู่ในหนองหารมาขยายพันธุ์ต่อไป
 ต่อมาเช้าวันที่ 15 ส.ค.คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำโดย นายกสภามหาวิทยาลัยฯ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยราชการ นิสิต นักศึกษาและประชาชนชาวจ.สกลนคร  ได้ร่วมพิธีสักการะบูชานายกสภามหาวิทยาลัยฯ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร พระพิรุณทรงนาค ณ อุทยานหนองหารเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาครบ 24 ปี มก.ฉกส. 
      พร้อมกันนี้ยังกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ กิจกรรมปล่อยปลา จากอุทยานหนองหารเฉลิมพระเกียรติ สู่ หนองหารหลวง , กิจกรรมปลูกต้นไม้ประจำปี 2563 พื้นที่โครงการชีวธรรมเวชนคร , พิธีเปิดจักรยานน้ำเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และตลาดนัดเกษตรปลอดภัยนนทรีอีสาน  ทั้งนี้ทางจังหวัดสกลนครและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้มอบพื้นที่หนองหารน้อยให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติสกลนคร(มก.ฉกส.)  เพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาวิจัยและทำการเกษตร พร้อมพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจ.สกลนครอีกด้วย

รมว.เฉลิมชัย มอบสัญญาโค หญ้าแห้ง พันธุ์สัตว์ปีก และถุงยังชีพให้เกษตรกรที่ยากจนทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมว.เฉลิมชัย มอบสัญญาโค หญ้าแห้ง พันธุ์สัตว์ปีก และถุงยังชีพให้เกษตรกรที่ยากจนทั่วประเทศ

รมว.เฉลิมชัย มอบสัญญาโค หญ้าแห้ง พันธุ์สัตว์ปีก และถุงยังชีพให้เกษตรกรที่ยากจนทั่วประเทศ15 สิงหาคม 2563 – 13:37 น.

รมว.เฉลิมชัย มอบสัญญาโค หญ้าแห้ง พันธุ์สัตว์ปีก และถุงยังชีพเพื่อช่วยให้เกษตรกรที่ยากจนทั่วประเทศได้มีโค-กระบือ ไว้ใช้แรงงานและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบสัญญาโค ตามโครงการ “ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ”(ธ.ค.ก.)ณ โรงเรียนคีรีราษฎร์พัฒนา อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อช่วยให้เกษตรกรที่ยากจนทั่วประเทศได้มีโค-กระบือ ไว้ใช้แรงงานและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยภายในงานได้มีการมอบสัญญาโค ตามโครงการ “ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ” (ธ.ค.ก.) จำนวน 27 ราย พร้อมด้วยมอบหญ้าแห้ง 200 ฟ่อน พันธุ์สัตว์ปีกซึ่งเป็นไก่พื้นเมือง (ไก่ศรีวิชัย) อัตลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชจำนวน 200 ตัว และถุงยังชีพจำนวน 100 ชุดแก่ผู้แทนกลุ่มเกษตรกร นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมการผ่าตัดทำหมันสัตว์ และเยี่ยมชมนิทรรศการสร้างความรับรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ด้วย
 

รมว.เฉลิมชัย มอบสัญญาโค หญ้าแห้ง พันธุ์สัตว์ปีก และถุงยังชีพให้เกษตรกรที่ยากจนทั่วประเทศ

สำหรับการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว มีการให้บริการ 5 วิธี คือ 1) การให้ยืมเพื่อการผลิต การให้เกษตรกรผู้ยากจนยืมแม่โคหรือแม่กระบือของ ธ.ค.ก. โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อลูกโคหรือลูกกระบือตัวแรก อายุครบ 18 เดือน ให้ส่งลูกโคหรือลูกกระบือนั้นคืน ธ.ค.ก. ส่วนลูกโคหรือลูกกระบือตัวต่อไปเป็นของเกษตรกรและเมื่อยืมแม่โคหรือแม่กระบือครบ 5 ปี ให้ยกแม่โคหรือแม่กระบือดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเกษตรกรผู้ยืม แต่หากเกษตรกรผู้ยืม ยืมแม่โคหรือแม่กระบือไป 3 ปีแล้ว ไม่มีลูกโคหรือลูกกระบือตัวแรกคืน ธ.ค.ก.จะนำแม่โคหรือแม่กระบือดังกล่าวคืน เพื่อไปให้บริการแก่เกษตรกรรายอื่นยืมต่อไป (เว้นแต่จะตรวจพบว่าแม่โคหรือแม่กระบือมีปัญหาทางระบบสืบพันธุ์ ธ.ค.ก.จะเปลี่ยนแม่โคหรือแม่กระบือให้)

 2) การให้เช่าซื้อ กรณีที่เกษตรกรต้องการเป็นเจ้าของโค-กระบือของ ธ.ค.ก. จะพิจารณาให้เช่าซื้อโคหรือกระบือของ ธ.ค.ก. โดยเกษตรกรจะต้องชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา ได้แก่ โคเนื้อหรือกระบือ ให้ชำระค่าเช่าซื้อภายในระยะเวลา 3 ปี กำหนดการผ่อนชำระในปีที่ 1 ร้อยละ 40 ของราคาโค-กระบือ ปีที่ 2 ร้อยละ 30 ของราคาโค-กระบือ และราคาที่เหลือชำระให้เสร็จสิ้น ในปีที่ 3 โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย และสำหรับแม่โค จะพิจารณาให้เช่าซื้อ โดยให้ชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายใน 5 ปี กำหนดผ่อนชำระเงินร้อยละ 20 ของราคาโคนมในแต่ละปีโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

 3) การให้ยืมพ่อพันธุ์โค-กระบือ ในหมู่บ้านที่มีแม่พันธุ์โค-กระบือ ของ ธ.ค.ก. ไม่ต่ำกว่า 50 ตัว เพื่อให้บริการพ่อพันธุ์แก่แม่โค-กระบือของ ธ.ค.ก. ภายในหมู่บ้านนั้น ๆ

4) การให้เช่าเพื่อใช้แรงงาน กรณีที่เกษตรกรไม่มีโค-กระบือ ไว้ใช้งานของตนเอง แต่ไม่ต้องการซื้อสามารถเช่าโค-กระบือ เพื่อใช้แรงงาน โดยเสียค่าเช่าโค-กระบือ ตัวละ 300 บาทต่อปี

 และ 5) การให้บริการอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก ข้อ 1 – 4 ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาจากปศุสัตว์จังหวัดและได้รับอนุมัติจาก ธ.ค.ก. เพื่อให้บริการเป็นกรณีพิเศษเป็นกรณีไป

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เป็นหน่วยงานในการสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ได้อย่างยั่งยืนและสานต่อโครงการพระราชดำริ เป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติและประยุกต์ให้สอดคล้องเหมาะสมกับชุมชนและพื้นที่ช่วยให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์มากขึ้นบนพื้นฐานทรัพยากรของท้องถิ่นนั้น ๆกรมปศุสัตว์จะมุ่งสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ชุมชนยั่งยืน กรมปศุสัตว์จะพัฒนางานด้านปศุสัตว์ให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรยิ่งขึ้น ต่อไป

รัฐมนตรีเกษตรฯ “เฉลิมชัย” ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช พร้อมมอบ ส.ป.ก. เร่งพัฒนาพื้นที่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รัฐมนตรีเกษตรฯ “เฉลิมชัย” ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช พร้อมมอบ ส.ป.ก. เร่งพัฒนาพื้นที่ 

รัฐมนตรีเกษตรฯ "เฉลิมชัย" ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช พร้อมมอบ ส.ป.ก. เร่งพัฒนาพื้นที่ 15 สิงหาคม 2563 – 13:25 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯ “เฉลิมชัย” ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช พร้อมมอบ ส.ป.ก. เร่งพัฒนาพื้นที่ 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) และติดตามโครงการถนนท่องเที่ยวในเขตปฏิรูปที่ดิน ณ ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ว่า ตามที่ได้มีการพูดคุยกับราษฎรในพื้นที่ ได้ทราบว่าราษฎรมีความต้องการให้หน่วยงานราชการเข้ามาพัฒนาที่ดินของ ส.ป.ก. ในการสร้างถนนและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งหากรัฐบาลมีการเข้ามาพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จะทำให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังทำให้ราษฎรสะดวกในการเดินทางด้วย 
 

รัฐมนตรีเกษตรฯ "เฉลิมชัย" ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช พร้อมมอบ ส.ป.ก. เร่งพัฒนาพื้นที่ 

 ทั้งนี้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน 17 อำเภอ 64 ตำบล เนื้อที่ประมาณ 486,937 ไร่ เกษตรกรได้รับการจัดที่ดินแล้ว 16 อำเภอ 63 ตำบล 239 หมู่บ้าน จำนวน 41,813 ราย 54,085 แปลง เนื้อที่ประมาณ 480,237 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 98.62 ของพื้นที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งมีการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพในเขตปฏิรูปที่ดินในพื้นที่นี้ มีโครงการสำคัญ คือ 1) โครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีกิจกรรมในการส่งเสริมพืชสมุนไพรโดยฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเกษตรกร 2) โครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ในเขตปฏิรูปที่ดิน ปี 2563 ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื้องมาจากพระราชดำริ มีการฝึดอบรมเชิงปฏิบัติการ การแปรรูปสมุนไพร น้ำมันเขียว น้ำมันเหลือง โลชั่นกันยุง และสเปรย์ฉีดยุง 3) โครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการอบรมและศึกษาดูงานให้แก่เกษตรกร และสนับสนุนพันธุ์ไม้เพื้อปลูกในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน

          รัฐมนตรีเกษตรฯ "เฉลิมชัย" ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช พร้อมมอบ ส.ป.ก. เร่งพัฒนาพื้นที่   “รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังปัญหาของประชาชน และพร้อมที่เข้าไปช่วยแก้ไข ซึ่ง ส.ป.ก. จะเข้ามาก่อสร้างถนนให้ เพื่อความสะดวกในการเดินทางและนำผลผลิตออกไปจำหน่าย แต่ต้องมีการวางแผนในอนาคตข้างหน้าในการวางแนวเขตทางให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘รมช.ประภัตร’นำทีมคณะกมธ.ลุยน่าน​ แก้ปัญหาที่ดินทำกิน-พื้นที่ทำการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512030

'รมช.ประภัตร'นำทีมคณะกมธ.ลุยน่าน​ แก้ปัญหาที่ดินทำกิน-พื้นที่ทำการเกษตร

‘รมช.ประภัตร’นำทีมคณะกมธ.ลุยน่าน​ แก้ปัญหาที่ดินทำกิน-พื้นที่ทำการเกษตร

วันอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.14 น.

เมื่อวันที่ 16​ สิงหาคม​ 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน สภาผู้แทนราษฎร​ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ​ฯ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดน่าน​ เพื่อพบปะพูดคุย​และรับฟังเกี่ยวกับปัญหาที่ดินและการออกแบบเอกสารสิทธิในที่ดินพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน​ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคประชาชนของจังหวัดน่าน ร่วมการหารือ ณ หอประชุมโรงเรียนปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน

ทั้งนี้ นายประภัตร กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรและราษฎรในหลายอำเภอของจังหวัดน่าน พบว่ายังประสบปัญหาเกี่ยวกับการขาดเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน บางพื้นที่มีการทำการเกษตรและอยู่อาศัยก่อนมีนโยบายทวงคืนผืนป่า​บางพื้นที่รุกล้ำแนวเขตพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ ปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย​ และขาดแหล่งเงินทุนสำหรับทำการเกษตร ซึ่งได้ประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)​ ให้มาช่วยดูแลภายใต้นโยบายโครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูเกษตรกร​ ในการสร้างงานสร้างอาชีพของรัฐบาล​ รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​ในจังหวัดให้เร่งแก้ไขปัญหา​ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น​

อย่างไรก็ตาม การเดินทางลงพื้นที่​น่าน’วันนี้ได้มารับฟังปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิของพี่น้องประชาชน​ ทำให้เข้าใจปัญหาในพื้นที่มากขึ้น​ โดยในจังหวัดน่านมีพื้นที่จำนวนมากที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ​ ทางคณะกรรมาธิการฯได้รับทราบข้อมูลทั้งหมดแล้ว​และจะเร่งรวบรวมปัญหาและหาแนวทางแก้ไขต่อไป​ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรี​ ได้เน้นย้ำว่า เมื่อแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินแล้ว​ ยังต้องส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรมีอาชีพ​ โดยได้นำโครงการสินเชื่อ​ ปล่อยกู้ 50,000 ล้านบาท​ ของรัฐบาล มาให้กับเกษตรกร​ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพการเกษตร’

รายงานข่าวแจ้งว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ทางด้านสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ​ (เขตงานน่าน)​ และตัวแทนภาคประชาชน ยังได้ยืนหนังสือเกี่ยวกับข้อเสนอ​และปัญหาในที่ดินทำกินต่อตัวแทนคณะกรรมาธิการฯ​ และส่วนราชการของจังหวัดน่านอีกด้วย

จังหวัดน่านมีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ​ 7,581,035.02 ไร่​ หรือ 12,163.04 ตารางกิโลเมตร​ ซึ่งสภาพพื้นที่โดยทั่วไปของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นภูเขาถึงร้อยละ​ 87.2 ของพื้นที่ทั้งหมด​ มีที่ราบเพียงร้อยละ​ 12.8 ของพื้นที่ทั้งหมด​ โดยจังหวัดน่านประกอบด้วย​ 15​ อำเภอ​ 99​ ตำบล​ 924 หมู่บ้าน/ชุมชน​ 112,935 ครัวเรือน​ ประชากรทั้งหมด​ (จปฐ.62)​ 338,558 คน

รมว.กษ.ตรวจราชการนครศรีธรรมราช อธิบดีปศุสัตว์ร่วมลงพื้นจัดกิจกรรมมอบสัญญาโค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511832

รมว.กษ.ตรวจราชการนครศรีธรรมราช อธิบดีปศุสัตว์ร่วมลงพื้นจัดกิจกรรมมอบสัญญาโค

รมว.กษ.ตรวจราชการนครศรีธรรมราช อธิบดีปศุสัตว์ร่วมลงพื้นจัดกิจกรรมมอบสัญญาโค

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 19.43 น.

“รมว.กษ.”ลงพื้นที่ตรวจราชการณจังหวัดนครศรีธรรมราช “อธิบดีกรมปศุสัตว์”ร่วมลงพื้นจัดกิจกรรมมอบสัญญาโค ตามโครงการ”ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร”ตามพระราชดำริ

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ณ สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการณจังหวันครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 14 – 16สิงหาคม 2563 นั้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายเศกสรร สวนกูล ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช และข้าราชการและประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรม ดังกล่าว

นอกจากนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้จัดกิจกรรม ดังนี้ 1.มอบสัญญาโค ตามโครงการ ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ (ธ.ค.ก.) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจนได้มีโค – กระบือไว้ใช้งานและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรช่วจให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.มอบพันธ์ุสัตว์ปีก (ไก่ศรีวิชัย) นครศรีฯ ให้แก่เกษตรกรจำนวน 5 ราย (รวม 150 ตัว) ซึ่งเป็นไก้สานพันธุ์พื้นเมืองที่มีลักษณะพิเศษ คือ เลี้ยงง่าย อกใหญ่ ไข่ดก

3.มอบหญ้าแห้ง จำนวน 200 ฟ่อน ให้แก่เกษตรกรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบปัญหาอุทกภัย ใช้เป็นเสบียงอาหารสัตว์ในยามวิกฤติ 4.มอบถุงยังชีพ จำนวน 100 ถุง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบปัญหาอุทกภัย ใช้เป็นเสบียงยารักษาโรคสัตว์ในเบื่องต้น 5.การผ่าตัดทำหมันสัตว์ มีการจัดกิจกรรมการรักษาพยาบาลสัตว์ป่วย การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในสัตว์ การผ่าตัดทำหมันสุนัข แมว เพื่อควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า การตรวจวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ การให้ความรู้ แนะนำการจัดการด้านอาหารสัตว์ การจัดการด้านสุขภาพสัตว์ เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้จัดนิทรรศการ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและเกษตรกรภายในงาน ดังนี้ 1.สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ จัดกิจกรรมการผลิตอาหารสัตว์ TMR เป็นอาหารผสมครบส่วน ต้นทุนอาหารสัตว์ 4 บาทต่อ 1 กิโลกรัม เป็นอาหารผสมสำเร็จรูปที่เกิดจากการนำอาหารหยาบ และอาหารข้นมาผสมกันอัตราส่วนที่เหมาะสม โดยคำนวณสัดส่วนของอาหารทั้ง 2 ชนิด จากน้ำหนักแห้งให้ได้ตามความต้องการของสัตว์เลี้ยง 2.ศูนย์วิจัยผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพสุราษฎร์ธานี สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์จัดนิทรรศการเรื่องการผสมพันธุ์โคเนื้อและพันธุ์แพะ 3.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคใต้ตอนบนจัดนิทรรศการเรื่องการตรวจโรคพยาธิ การชันสูตรโรคสัตว์ เป็นต้น

ด้าน อธิบดีกรมปศุสัตว์ชี้แจงเพิ่มเติมว่ากรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานในการสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ได้อย่างยั่งยืนและสานต่อโครงการพระราชดำริ เป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติและประยุกต์ให้สอดคล้องเหมาะสมกับชุมชนและพื้นที่ช่วยให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์มากขึ้นบนพื้นฐานทรัพยากรของท้องถิ่นนั้น ๆกรมปศุสัตว์จะมุ่งสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ชุมชนยั่งยืน กรมปศุสัตว์จะพัฒนางานด้านปศุสัตว์ให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรยิ่งขึ้นต่อไป

สวนส้มแพร่พ้อปัญหาอื้อวอนสภาเกษตรฯเป็นพี่เลี้ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511549

สวนส้มแพร่พ้อปัญหาอื้อวอนสภาเกษตรฯเป็นพี่เลี้ยง

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายภูผา บัวบุญ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดแพร่ กล่าวว่า ส้มเขียวหวานเป็นผลไม้ขึ้นชื่อประจำอำเภอลอง และอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ มีชื่อเสียงด้านรสชาติดีไม่เหมือนถิ่นอื่นคือ หวานกลมกล่อมและหวานอมเปรี้ยวในบางฤดู ผลใหญ่ กลมแป้น ผิวเนียน สีผิวเขียวอมเหลือง เส้นใยไม่ติดเนื้อ หรือส้มเปลือกล่อนเนื้อ สีเหลืองส้มฉ่ำน้ำ น้ำในผลสม่ำเสมอ เนื้ออวบมีพื้นที่ปลูกรวม 17,422 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 14,294 ไร่ เกษตรกร 2,460 ครัวเรือน ผลผลิตออกสู่ตลาดปีละ 3 รุ่น รุ่นที่ 1 ช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม จะมีปริมาณมากที่สุด ส้มมีรสหวาน รุ่นที่ 2 ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ปริมาณระดับปานกลาง ส้มมีรสหวานนำเปรี้ยว และรุ่นที่ 3 ช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมมีปริมาณน้อย และส้มมีรสเปรี้ยวนำ ซึ่งแต่ละปีผลผลิตจะออกมาพร้อมกัน เกษตรกรขาดการวางแผนการผลิต ตัดราคากันเองทำให้พ่อค้าคนกลางกดราคา ปัจจุบันส้มเขียวหวานเบอร์ใหญ่สุดคือ 000, 00 และ 0 ซื้อราคาเดียวกันที่ไม่เกินกิโลกรัมละ 20 บาท เบอร์ 1 ขายได้ราคา 10 บาท เบอร์ 2-3 ราคา 3 บาท และเบอร์ 4 ราคา 1 บาท ถึงแม้เกษตรกรชูส้มปลอดสารพิษเป็นจุดขาย แต่ราคายังไม่ขยับขึ้น ส้มขนาดใหญ่ที่เคยมีราคากิโลกรัมละ 20 บาท ปัจจุบันลดต่ำลงเหลือไม่ถึงครึ่งซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง ยิ่งปีนี้รุนแรงกว่าเดิมด้วยสถานการณ์ภัยแล้งโดยเฉพาะการระบาดไวรัสโควิด-19 สวนส้มที่ไม่มีระบบน้ำดีพอ หรือขาดแหล่งน้ำต้นทุนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงใบเหี่ยวแห้งเสียหายประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ปลูกส้ม มีผลต่อคุณภาพผลผลิต เช่น ขนาดเล็กหรือใหญ่เกินไปไม่สามารถนำเข้าตลาดได้ แม้ยังคงรสชาติดีก็ตาม รวมทั้งราคาตกต่ำจากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 30 บาท เหลือเพียง 10 บาท อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ จัดการน้ำ ซึ่งตำบลนาพูนมีพื้นที่เกษตรจำนวนมาก แต่เป็นพื้นที่มีโฉนดเพียง 4,000 ไร่เท่านั้น ดังนั้น การช่วยเหลือด้านน้ำต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ก่อน เช่น พื้นที่ป่า ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมป่าไม้

อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรจังหวัดแพร่ลงพื้นที่เปิดเวทีฟังปัญหาเกษตรกรเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลนาพูน เป็นเวทีแสดงความเห็นนำเสนอปัญหาของเกษตรกร เช่น ปัญหาราคาตกต่ำ ขาดการรวมกลุ่ม ไม่มีการวางแผนการผลิต ภัยแล้งและโรคแคงเกอร์ ดินอุดมสมบูรณ์ต่ำ ปุ๋ยและสารเคมี พื้นที่ปลูกไม่มีเอกสารสิทธิ ผลผลิตเก็บได้ไม่นาน ให้หน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องรับทราบปัญหาช่วยป้องกันแก้ไขตรงจุด โดยสภาเกษตรกรจังหวัดแพร่ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรต่อไป

ขณะที่นายสมบูรณ์ ล่ายวน อายุ 64 ปี เกษตรกรเจ้าของ “สวนแม่แขมหลง” เปิดเผยว่า ปัญหาส้มที่เกิดขึ้นหนักสุดคือภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง บวกกับปัญหาไวรัสโควิด-19ระบาดปีนี้ ราคาร่วงมากจะเก็บผลผลิตเอาไว้ก็ยื้อไม่ไหวงอมจัดลม/ฝนมาก็ร่วงหมดไม่ได้ขาย พยายามหาตลาดโดนกดราคา ส้ม 20 ลัง ขายได้แค่ 2 พันกว่าบาท ไม่คุ้มกับค่าแรง/ค่าน้ำมัน ตลาดท้องถิ่นปิดเช่นเดียวกับตลาดต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อย่างไรก็ตาม ในการทำสวนส้มนั้นไม่ได้ขายแค่ผลสดอย่างเดียว ที่สวนยังตอนกิ่งพันธุ์ ชำกับพื้นดินจำหน่าย ลำต้นเท่านิ้วก้อย สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร ราคากิ่งละ 50 บาท รอบหนึ่งผลิตได้ประมาณ 100-200 กิ่ง แต่ก็ไม่พอขาย อยากให้สภาเกษตรกรจังหวัดแพร่เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงเรื่องของการแปรรูป การตลาด การอบรมให้ความรู้ ด้วยพืชเศรษฐกิจผัก ผลไม้ ยางพารา อื่นๆต่างก็มีพี่เลี้ยง มีตัวช่วย แต่ส้มนั้นไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแลช่วยเหลือ สภาเกษตรกรเป็นปากเสียงตัวแทนของเกษตรกรจึงหวังพึ่งต่อไป

กรมประมงจับมือพาณิชย์ ดัน‘ปลากะพงขาว’เข้าโมเดิร์นเทรด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511550

กรมประมงจับมือพาณิชย์ ดัน‘ปลากะพงขาว’เข้าโมเดิร์นเทรด

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ อีกทั้งยังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กรมประมงจึงวางมาตรการกระตุ้นส่งเสริมการบริโภคสัตว์น้ำในประเทศ โดยจับมือกับหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และภาคเอกชน เชื่อมโยงตลาดในการกระจายผลผลิตปลากะพงขาวเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สถานการณ์ระบาดของเชื้อโคโรนา 2019 ส่งผลให้ร้านค้า ภัตตาคาร และโรงแรม หยุดสั่งซื้อ รวมถึงจำหน่ายสินค้าประมงให้ผู้บริโภคในประเทศก็ลดลงฉับพลัน จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเดือดร้อน เนื่องจากไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ ทำให้มีปลากะพงขาวขนาดใหญ่ตั้งแต่ 3-6 กิโลกรัม/ตัว ตกค้างในระบบการเลี้ยงจำนวนมาก และประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กรมตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงจัดประชุมร่วมกับผู้แทนเกษตรกร ผู้แทนเอกชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง วางแผนรับมือการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยหารือถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าปลากะพงขาวไปยังตลาดค้าปลีกสมัยใหม่หรือ โมเดิร์นเทรด อาทิ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ แม็คโคร บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด(เทสโก้ โลตัส) บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด (ท็อปส์ มาร์เก็ต) รวมถึงสมาคมภัตตาคารไทย ซึ่งมีศักยภาพรองรับผลผลิตของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยมีจุดจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดที่ใกล้กับฟาร์มเพาะเลี้ยงของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรมเหมาะสมกับสภาพต้นทุน อีกทั้ง ยังเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อได้ง่ายอีกด้วย ทั้งนี้ จากการหารือในเบื้องต้นภาคเอกชนยินดีร่วมมือช่วยเหลือเกษตรกร โดยกรมเร่งจัดทำข้อมูลวิชาการ และคุณค่าโภชนาการของปลากะพงขาว ช่วยกระตุ้นส่งเสริมการบริโภคปลากะพงขาว ภายในประเทศอีกทางหนึ่ง

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กรมเปิดระบบสั่งจองสินค้าสัตว์น้ำออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิต ภายใต้ชื่อ “Fisheries Shop” ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกร ใช้เป็นเครื่องมือจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำที่สด สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน จากเกษตรกรไปสู่ผู้บริโภคโดยตรงได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจ ทั้งเรื่องคุณภาพและราคาสินค้า ล่าสุดมีเกษตรกรเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าผ่าน “Fisheries Shop” แล้ว 273 ราย ปรากฏว่า ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี มีลูกค้าสนใจสั่งจองและซื้อสินค้าจำนวนมาก เร็วๆนี้ กรมเตรียมเปิดบ้านจัดงาน “ชาตินิยม กะพงไทย” (Seabass Fair) ครั้งที่ 2 จำหน่ายปลากะพงขาวคุณภาพดี สด สะอาด ไร้สารตกค้าง ราคาถูก และผลิตภัณฑ์ปลากะพงขาว ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน ที่ลานหน้าอาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดกรุงเทพฯ กรมประมง ผู้สนใจติดตามรายละเอียดงานได้ที่ https://coastalaqua.fisheries.go.th/preorder/

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาะยะยาว กรมจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปลากะพงขาว พ.ศ. 2563-2565 ขึ้น เป็นแนวทางพัฒนาศักยภาพการผลิตตลอดสายการผลิต และการตลาด รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลวิชาการเพื่อผลักดันปลากะพงยักษ์ให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ช่วยเพิ่มมูลค่า เป็นเครื่องมือการตลาดต่อไป

ก.เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนโครงการเกษตรวิชญา สานต่องานในพระราชดำริ ‘อนุรักษ์ธรรมชาติ-ช่วยเกษตรกร’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511551

ก.เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนโครงการเกษตรวิชญา สานต่องานในพระราชดำริ ‘อนุรักษ์ธรรมชาติ-ช่วยเกษตรกร’

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่ 2/2563 เพื่อหารือขับเคลื่อนโครงการเกษตรวิชญา โดยมี นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยพลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี นายฐากร ธรรมประทีป เลขาธิการคณะองคมนตรีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ กรมพัฒนาที่ดิน ว่า ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้า มหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านกองแหะ ม.4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ทอดพระเนตรสภาพพื้นที่เป็นเขาหัวโล้น ราษฎรทำการเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย ทรัพยากรป่าไม้เสื่อมโทรม จึงทรงมีพระราชดำริให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางแผนการใช้ที่ดิน พัฒนาที่ดินและแหล่งน้ำ ให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ พร้อมพระราชทานที่ดิน (ส่วนพระองค์) เนื้อที่ 1,350 ไร่ ให้กับกระทรวงเกษตรฯนำไปดำเนินการ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยราชการ สถานศึกษา และราษฎร พร้อมทั้งได้พระราชทานนามศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรบ้านกองแหะว่า “เกษตรวิชญา”

ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญาให้ไปเป็นตามพระบรมราโชบาย และดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการดำเนินงานที่เป็นปัจจุบัน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา โดยมี นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรีเป็นประธานที่ปรึกษา พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการองคมนตรี เป็นที่ปรึกษา ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการและอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นกรรมการและเลขานุการ และเพื่อรับทราบภาพรวมของโครงการและความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญาในระยะที่ผ่านมารวมถึงกิจกรรมพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการ และพิจารณาแผนการปฏิบัติงานโครงการเกษตรวิชญาในระยะต่อไป

เกษตรวิชญานั้นหมายถึง ปราชญ์แห่งการเกษตร จำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดิน ออกเป็น 5 พื้นที่ได้แก่ 1.พื้นที่ทรงงาน 2.พื้นที่ส่วนราชการ 3.พื้นที่ทำการเกษตร 4.พื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน และ5.พื้นที่ป่า โดยมีวัตถุประสงค์การดำเนินงานโครงการเพื่อพัฒนาพื้นที่โครงการให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรบนพื้นที่สูงและขยายผลสู่เกษตรกร เป็นต้นแบบในการทำงานบูรณาการระหว่างหน่วยงานและชุมชนให้เป็นการเกษตรแบบยั่งยืน ให้เกษตรกรทำกิน รายละ 1 ไร่ ให้มีรายได้จากการทำการเกษตร 1.5 แสนบาทต่อปี และเป็นต้นแบบการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่ป่าเป็นแหล่งผลิตอาหาร และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : กตส.หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511552

รายงานพิเศษ : กตส.หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชี

รายงานพิเศษ : กตส.หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชี

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีภารกิจสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกร และประชาชน โดยการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จ มีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่โปร่งใสและเข้มแข็ง โดยได้ขับเคลื่อนภารกิจการทำงานที่หลากหลายมิติในการนำระบบบัญชี เข้าไปใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ ตามภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบัญชีสู่สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป โดยดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย และเท่าทันกับสถานการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ มาเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน และมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว จึงนับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชี และสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ ซึ่งกรม ได้สนับสนุนให้ทุกสหกรณ์ ได้นำโปรแกรม ไปใช้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ในแต่ละจังหวัด คอยดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการติดตั้ง โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบันที่มีการใช้เทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน และเพื่อสร้างข้อมูลที่มีคุณค่าให้สหกรณ์ โดยมีนวัตกรรม Smart4M ที่สามารถใช้งานได้ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ประกอบด้วย Smart Me แอพพลิเคชั่นสำหหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปใช้ในการบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member แอพพลิเคชันสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์ สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage แอพพลิเคชันสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหว และความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ได้อีกด้วย

ด้าน นายสมเกียรติ วงศ์สอน ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจ อาทิ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจการให้บริการ ชั่งผลผลิตทางการเกษตร ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจากการสหกรณ์ฯ ได้มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายประเภท และการดำเนินงานที่มีความแตกต่างกัน ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดทำบัญชี ที่จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำเพื่อใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นในกับสมาชิกสหกรณ์ฯ จึงได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาขึ้นมาใช้ในการบริหารจัดการให้สหกรณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดย นางสาวสิรัชชา วิเศษรจนา เจ้าหน้าที่การเงิน แทนผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับด้านการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้น ทางสหกรณ์ฯ ได้เริ่มใช้งานแบบครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2551 เนื่องจาก ในขณะนั้นสหกรณ์ดำเนินธุรกิจหลายด้านและมีแนวโน้มปริมาณธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายจัดการจึงจำเป็นต้องจัดเตรียมข้อมูลด้านการเงินการบัญชีที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ในการนำเสนอผู้บริหารสหกรณ์เพื่อใช้ในการตัดสินใจวางแผนและติดตามงาน โดยได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ราชบุรี และสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 10 รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการให้บริการติดตั้ง สอนแนะ และแก้ไขปัญหาจากการใช้งานอย่างทันทีเพื่อให้สามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างต่อเนื่อง

จากการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ในปี 2554 สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้รับรางวัลดีเด่น ด้านการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมทั้งในปี 2556 ได้รับการประกาศเกียรติคุณว่าเป็นสหกรณ์ดีเด่นด้านการปิดบัญชีเร็วสำหรับสหกรณ์ภาคเกษตร จากผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกเป็น “สหกรณ์ดีเด่น” ระดับจังหวัด “สหกรณ์ต้นแบบ” และได้รับการประเมินว่าเป็นหน่วยงานที่มีผลการประเมินธรรมาภิบาลในสหกรณ์อยู่ในระดับ “ดีมาก” อีกด้วย และในปัจจุบัน สหกรณ์ใช้บริการโปรแกรมระบบสมาชิกและระบบเงินให้กู้ ในการให้บริการสมาชิกด้านการดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ใช้โปรแกรมระบบสินค้า ให้บริการด้านการดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและธุรกิจแปรรูป และใช้โปรแกรมระบบเงินรับฝาก ในการให้บริการด้านธุรกิจรับฝากเงิน โดยทุกโปรแกรมสหกรณ์ให้บริการแบบเต็มรูปแบบโดยสามารถจัดพิมพ์ใบกำกับสินค้า ใบเสร็จรับเงิน สมุดคู่มือสมาชิก สมุดเงินรับฝาก และสมุดคู่มือเงินกู้
โดยทุกสิ้นวันผู้รับผิดชอบแต่ละโปรแกรมจะต้องดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานและจัดพิมพ์รายงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อใช้ในการบันทึกบัญชี และมีการสำรองข้อมูลที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลชุดสำรองไว้ตามระเบียบ ว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีในการประมวลผลข้อมูล

นางสาวลภัสรดา บัวโพธิ์เจ้าหน้าที่บัญชีสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด กล่าวเสริมอีกว่า การบันทึกรายการในโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) มีขั้นตอนไม่ยุ่งยากซับซ้อน เข้าใจง่าย และสามารถจัดพิมพ์รายงานเพื่อใช้ในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของแต่ละแผนกได้ครบถ้วน การปิดบัญชีประจำวัน ประจำเดือน และประจำปีจึงเป็นเรื่องง่ายและสามารถจัดทำได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้ข้อมูลของแต่ละโปรแกรมในการตรวจสอบกระทบยอดกับโปรแกรมระบบบัญชีแยกประเภทได้ทุกสิ้นวัน และในการปิดบัญชีประจำปีสามารถจัดพิมพ์รายงานการเคลื่อนไหวและยอดคงเหลือต่างๆ ในการจัดทำรายละเอียดประกอบงบการเงินเพื่อจัดส่งให้ผู้สอบบัญชี นอกจากนี้ทุกสิ้นวันหลังจากมีการสอบทานการบันทึกบัญชีแล้ว ได้ดำเนินการอัพโหลดข้อมูลทางการเงินการบัญชีขึ้นไว้ในระบบฐานข้อมูลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้คณะกรรมการ ผู้ตรวจสอบ และสมาชิก สามารถตรวจสอบข้อมูลผลการดำเนินงาน การดำเนินธุรกิจ และการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ได้ทันทีทุกสิ้นวันผ่านแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้แก่ Smart Manage และ Smart Memberซึ่งจากนวัตกรรมดังกล่าว ได้ช่วยให้เกษตรกร สมาชิก กรรมการสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันอย่างคุ้มค่าที่สุด