ส่องเกษตร : ว่ายไม่ถึงฝั่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511159

ส่องเกษตร : ว่ายไม่ถึงฝั่ง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำว่า “เกษตรสร้างมูลค่า” เป็นคำที่มักจะได้ยินบ่อยๆ และมีความถี่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติหรือการปฏิรูปประเทศด้านการเกษตร เพราะทุกคนเห็นตรงกันว่าการเกษตรจะต้องเปลี่ยนไปไม่สามารถทำเหมือนกับที่เคยทำมาแบบเดิมๆ ได้ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก การเกษตรที่ถูกเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจฐานราก หรือ กระดูกสันหลังของชาติ ตามแต่การประดิษฐ์คำขึ้นมาเพื่อเชิดชู หรือสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการใดๆก็ตาม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการพัฒนาการเกษตร โดยต่อยอดจากแนวความคิดต่างๆ ที่หลากหลาย และนำไปสู่การพัฒนาโครงการต่างๆ ขึ้นมาภายใต้สมมุติฐานดังกล่าว ผลจากโครงการที่พัฒนาอาจเกิดประโยชน์มากบ้างน้อยบ้าง หรืออาจเป็นเพียงการจัดฉากหรูๆ เพื่อซ่อนกลโกงต่างๆไว้ อย่างที่ปรากฏให้เห็นกันอยู่ก็มีมิใช่น้อย

การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม มีการจัดระเบียบสังคมโลก การพัฒนาของเทคโนโลยี หรือแม้แต่ความต้องการพื้นฐานที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะทางด้านอาหารและโภชนาการ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละสังคม สินค้าเกษตรจึงเป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่ต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน การผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปแบบของวัตถุดิบขั้นต้นจำเป็นต้องปรับตัว หากต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิต มีการใช้เทคโนโลยีเข้าไปจัดการระบบการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน ส่งผลให้เกิดผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการปรับเปลี่ยนไป และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

ในอดีตการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จะถูกมองว่าเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้นทุนสูง เกษตรกรไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง จึงจำหน่ายในรูปของวัตถุดิบเพื่อให้ผู้ประกอบการนำมาแปรรูปแทน อย่างไรก็ตามมีเกษตรกรหลายรายที่เรียนรู้และปรับตัวมาเป็นผู้แปรรูปสินค้าเอง เพิ่มมูลค่า สร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ และการใช้ประโยชน์จากผลผลิตที่แปรรูปให้กว้างขวางมากขึ้น เป็นต้นแบบในการดำเนินการให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ผมได้มีโอกาสเดินทางพบปะกับกลุ่มเกษตรกรที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่สำคัญของภาครัฐ เช่น เกษตรกรในกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนจังหวัดชุมพร ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมีการรวมกลุ่มประมาณ 30 ราย โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้เกิดขึ้นกับธุรกิจของกลุ่ม ด้วยการร่วมแรงร่วมใจ ทุ่มเท และมีความสามัคคีกันในการพัฒนากระบวนการผลิตและการบริหารจัดการของตน จากที่เคยรวบรวมทุเรียนขายให้กับล้งทุเรียนซึ่งสมาชิกกลุ่มมองว่ามีความเสี่ยงสูง จึงพยายามปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริหารจัดการกันใหม่ ทั้งการผลิตทุเรียนคุณภาพ การแปรรูปทุเรียนในรูปแบบของทุเรียนแช่เยือกแข็ง โดยเก็บรักษาทุเรียนที่อุณหภูมิ-18 องศาเซลเซียล เพื่อรอการจำหน่าย และการทำทุเรียน fresh dry เป็นการดึงน้ำออกจากเนื้อทุเรียน สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นมา และนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ในขณะที่การบริหารจัดการมีการพัฒนา Application ของตนเองขึ้นมา เพื่อนำข้อมูลการผลิตของสมาชิกเข้ามาอยู่ในระบบข้อมูล ทำให้สามารถติดตาม ประเมินสถานการณ์ได้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด จึงสามารถจัดการปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนดังกล่าว เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการ สมาชิกมีความสุขในการร่วมมือร่วมใจกัน ใช้ชีวิตตามวิถีของตนเอง

ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งทำสวนทุเรียนร่วมกับการปลูกกล้วยเล็บมือนางแซม ได้รับการอุดหนุนและช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ นับว่าสมบูรณ์มาก ไม่ว่าจะเป็นโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องบรรจุ ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปแต่สิ่งที่ขาดคือระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่ดีและมีความเหมาะสม ส่งผลให้มีปัญหาด้านวัตถุดิบไม่เพียงพอ ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการ เครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ จึงใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่า จากฐานความคิดที่ว่า ผลผลิตล้นตลาด จำเป็นต้องมีการแปรรูป มีการลงทุนเครื่องจักรอุปกรณ์เข้าไป ผลที่ตามมาคือ ผลผลิตไม่ล้นตลาด แต่ผลผลิตไม่เพียงพอที่จะคุ้มทุนในการแปรรูป กลายเป็นปัญหาวนกันไปมา เหมือนว่ายน้ำไปไม่ถึงฝั่งสักที เพราะปัญหามันวนๆ กันอยู่ สุดท้ายอาจถึงกับยกธงขาวยอมแพ้กันไปเอง หรือกัดฟันสู้แล้วอ่อนแรงจมหายกันไป สภาพการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้ได้คิดว่าการแก้ปัญหาทางการเกษตรอย่าได้มองกันแค่มิติเดียว มองให้ลึก มองให้ขาด จากตัวตนของแต่ละกลุ่ม ฝั่งคงไม่ไกลเกินไปถึง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

จัดคิวสวน-โรงคัดบรรจุ4ผลไม้ไทย ดันขึ้นเว็บไซต์จีน-ขนุนแชมป์ส่งออกทะลุ7หมื่นตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510879

จัดคิวสวน-โรงคัดบรรจุ4ผลไม้ไทย  ดันขึ้นเว็บไซต์จีน-ขนุนแชมป์ส่งออกทะลุ7หมื่นตัน

จัดคิวสวน-โรงคัดบรรจุ4ผลไม้ไทย ดันขึ้นเว็บไซต์จีน-ขนุนแชมป์ส่งออกทะลุ7หมื่นตัน

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เสริมสุข สลักเพ็ชร์

กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าจัดคิวส่งรายชื่อสวน GAP พร้อมโรงคัดบรรจุ GMPการันตีคุณภาพ 4 ผลไม้ไทย กล้วย มะพร้าว สับปะรด และขนุน ประกาศเพิ่มในเว็บไซต์จีน จับตาขนุนไทยม้ามืดโตไวในแดนมังกร ส่องยอดส่งออกขนุนปี’62 สูงถึง 75,556 ตัน พุ่งแซงปี’61 กว่า 5 หมื่นตัน

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการร่วมทางเทคนิคสุขภาพและสุขอนามัยพืชไทย-จีน ครั้งที่ 6 ในเดือนธันวาคม 2561 ทั้งไทยและจีนเห็นชอบร่วมกันให้แลกเปลี่ยนข้อมูลทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ 5 ชนิดตามพิธีสารที่ลงนามในปี 2547 โดยผลไม้ไทยที่มีรายชื่ออยู่ในพิธีสารดังกล่าวและได้แลกเปลี่ยนข้อมูลทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุกันไปแล้วในปี 2562 คือ ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด และมะม่วง ส่วนผลไม้จากจีนคือ แอปเปิ้ล แพร์ พืชตระกูลส้ม องุ่นและพุทรา โดยการนำเข้าและส่งออกผลไม้ชนิดที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้ว กำหนดให้ผลไม้ต้องมาจากสวนและโรงคัดบรรจุที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งจากกรมวิชาการเกษตร และ สำนักงานศุลกากรของจีน (GACC) แล้วเท่านั้น

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด กรมวิชาการเกษตรส่งข้อมูลสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ไทยให้จีนพิจารณาขึ้นทะเบียนและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC เพิ่มอีก 4 ชนิดคือ กล้วย มะพร้าว สับปะรด และขนุน โดยแยกเป็นกล้วย 3,493 แปลง มะพร้าว 2,203 แปลง ขนุน 1,148 แปลง และสับปะรด 3,101 แปลง ส่วนโรงคัดบรรจุของไทยที่ผ่านการขึ้นทะเบียนและได้รับการประกาศรายชื่อในเว็บไซต์ของ GACC แล้วรวม 1,520 โรงงาน โดยผลไม้ทั้ง 4 ชนิดที่เพิ่มใหม่นี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตามเงื่อนไขนำเข้าส่งออกของทั้ง 2 ประเทศเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวอีกว่า ตลาดจีนถือเป็นตลาดส่งออกผลไม้สดรายใหญ่ของไทย ในปี 2561-2562 ผลไม้ไทย 5 อันดับแรกที่มีปริมาณการส่งออกไปจีนสูงสุดคือ ทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าวอ่อน และ ขนุน โดยปริมาณการส่งออกผลไม้ทั้ง 5 ชนิดดังกล่าวไปจีนปี 2562 สูงกว่าปี 2561 มาก โดยเฉพาะขนุนเติบโตเร็วแบบก้าวกระโดดจากปริมาณส่งออกปี 2561 จำนวน 21,688 ตัน ในปี 2562 เพิ่มปริมาณส่งออกสูงขึ้นถึง 75,556 ตัน หรือเพิ่มสูงขึ้นกว่า 248% โดยมีผู้ส่งออกไทย 25 บริษัทส่งออกขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ และพันธุ์ทวาย 8 เดือนไปจีน ขนุนจึงเป็นผลไม้ไทยยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งที่น่าจับตามองการขยายตลาดในจีน เพราะที่ผ่านมาปริมาณส่งออกเติบโตเร็วมาก ปัจจุบันจีนนำเข้าขนุนจากเวียดนามและไทย เมื่อมองภาพรวมปี 2563 นี้ไทยส่งออกผลไม้ไปจีนแล้วรวมทั้งหมด 822,205 ตัน มูลค่ารวม 60,076 ล้านบาท

“ไทยได้รับอนุญาตให้ส่งออกผลไม้ไปจีน 22 ชนิด ถือว่ามากที่สุดในบรรดาประเทศคู่ค้าของจีนภายใต้เงื่อนไขผลไม้ที่จะส่งออกต้องมาจากแปลงที่ได้รับรองตามมาตรฐาน GAP และโรงคัดบรรจุที่ได้รับรองมาตรฐาน GMP พร้อมทั้งต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุกับจีน โดยผลไม้ที่จะส่งออกไปจีนได้ สวนและโรงคัดบรรจุต้องผ่านการพิจารณาขึ้นทะเบียนและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC แล้วเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันผลไม้ไทยที่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC แล้วมี 10 ชนิด คือ ลำไย ทุเรียน มะม่วง ลิ้นจี่ มังคุด ชมพู่ กล้วย มะพร้าว สับปะรด และขนุนดังนั้น หากสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ใดที่ยังไม่ได้รับการรับรองให้เข้าระบบดังกล่าวให้ยื่นเรื่องขอรับการตรวจรับรองได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร ในส่วนภูมิภาคทั้ง 8 เขตของกรมวิชาการเกษตร” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในหลวงรัชกาลที่ 10 สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขับเคลื่อนและขยายผลโครงการแรงงานคืนถิ่น บูรณาการร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สร้างต้นแบบการพัฒนาคุณชีวิตด้วยศาสตร์พระราชา เสริมภูมิคุ้มกันชีวิตสู้วิกฤติยุค New Normal

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการโครงการแรงงานคืนถิ่นพลิกฟื้นผืนดิน ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศพก.อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมาย สศก. ดำเนินการจัดทำโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ ภายใต้โครงการ พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยอบรมและสาธิตการทำการเกษตรด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่น ผู้ว่างงาน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่ง สศก. ได้เริ่มเปิดตัวโครงการฯ ณ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงเดือนกรกฎาคม เดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขยายผลโครงการ และยึดแนวทาง จ.ศรีสะเกษ เป็นต้นแบบโมเดลขับเคลื่อนโครงการฯ ทั่วประเทศตลอดมา

สำหรับเดือนสิงหาคมนี้ เป็นอีกหนึ่งวาระโอกาสสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติและขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ณ ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งมี นายชาญชัย คำวงษา เศรษฐกิจการเกษตรอาสา และประธาน ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสมระดับจังหวัด ประจำปี 2559 และ 2561 ที่ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ครั้งนี้ร่วมกัน

พร้อมนี้ สศก. ยังได้บูรณาการร่วมกับโครงการต่างๆโดยเฉพาะโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ และครม. อนุมัติวงเงิน 9.8 พันล้านบาท เป็นโครงการแรก ภายใต้กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ถึง 4,009 ตำบล ตำบลละ 16 ราย ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 และ ศกอ. กับ ศพก. ในพื้นที่ มีศักยภาพและความพร้อมเต็มที่เพื่อร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมทั้งยังบูรณาการร่วมกับศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน สถาบันการศึกษาภายใต้ศูนย์ AIC องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มองค์กรภาคประชาชน และศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ ในการช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นร่วมกัน ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดอุดรธานีมีจำนวนเป้าหมาย 149 ตำบล

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดผลกระทบต่อเนื่องทั้งทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จำเป็นที่จะต้องดำเนินการครอบคลุมทุกมิติ และผ่านความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย แน่นอนว่าภาคการเกษตร เป็นภาคการผลิตที่สำคัญ เป็นแหล่งผลิตอาหารในประเทศและส่งออกในฐานะครัวของโลก ดังนั้น สภาวะวิกฤติเช่นนี้ ภาคเกษตร มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการช่วยแก้ไขปัญหา สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นตามแนวทางศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ อันเป็นศาสตร์ที่เป็นทางรอดของอาชีพเกษตรและเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรไทยตลอดมา” เลขาธิการ สศก.

ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ซึ่งความสำเร็จของโครงการแรงงาน คืนถิ่นฯ ตลอดจนโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในครั้งนี้ นอกจากคนรุ่นใหม่คืนถิ่นจะหันทำการเกษตรโดยเข้าใจถึงองค์ความรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชาเป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ยังก่อเกิดฐานทรัพยากรน้ำ ดิน และป่าไม้ ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เกิดการกระจายรายได้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดียิ่งขึ้น เศรษฐกิจได้รับการฟื้นฟู และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกด้วย

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510882

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล  เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในหลวงรัชกาลที่ 10 สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขับเคลื่อนและขยายผลโครงการแรงงานคืนถิ่น บูรณาการร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สร้างต้นแบบการพัฒนาคุณชีวิตด้วยศาสตร์พระราชา เสริมภูมิคุ้มกันชีวิตสู้วิกฤติยุค New Normal

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศพก.อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมาย สศก. ดำเนินการจัดทำโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ ภายใต้โครงการ พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยอบรมและสาธิตการทำการเกษตรด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่น ผู้ว่างงาน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่ง สศก. ได้เริ่มเปิดตัวโครงการฯ ณ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงเดือนกรกฎาคม เดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขยายผลโครงการ และยึดแนวทาง จ.ศรีสะเกษ เป็นต้นแบบโมเดลขับเคลื่อนโครงการฯ ทั่วประเทศตลอดมา

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์

สำหรับเดือนสิงหาคมนี้ เป็นอีกหนึ่งวาระโอกาสสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติและขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ณ ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งมี นายชาญชัย คำวงษา เศรษฐกิจการเกษตรอาสา และประธาน ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสมระดับจังหวัด ประจำปี 2559 และ 2561 ที่ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ครั้งนี้ร่วมกัน

พร้อมนี้ สศก. ยังได้บูรณาการร่วมกับโครงการต่างๆโดยเฉพาะโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ และครม. อนุมัติวงเงิน 9.8 พันล้านบาท เป็นโครงการแรก ภายใต้กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยโครงการ 1 ตำบล1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ถึง 4,009 ตำบล ตำบลละ 16 ราย ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 และ ศกอ. กับ ศพก. ในพื้นที่ มีศักยภาพและความพร้อมเต็มที่เพื่อร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมทั้งยังบูรณาการร่วมกับศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน สถาบันการศึกษาภายใต้ศูนย์ AIC องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มองค์กรภาคประชาชน และศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ ในการช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นร่วมกัน ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดอุดรธานีมีจำนวนเป้าหมาย 149 ตำบล

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดผลกระทบต่อเนื่องทั้งทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จำเป็นที่จะต้องดำเนินการครอบคลุมทุกมิติ และผ่านความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย แน่นอนว่าภาคการเกษตร เป็นภาคการผลิตที่สำคัญ เป็นแหล่งผลิตอาหารในประเทศและส่งออกในฐานะครัวของโลก ดังนั้น สภาวะวิกฤติเช่นนี้ ภาคเกษตร มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการช่วยแก้ไขปัญหา สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นตามแนวทางศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ อันเป็นศาสตร์ที่เป็นทางรอดของอาชีพเกษตรและเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรไทยตลอดมา” เลขาธิการ สศก.

ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ซึ่งความสำเร็จของโครงการแรงงาน คืนถิ่นฯ ตลอดจนโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในครั้งนี้ นอกจากคนรุ่นใหม่คืนถิ่นจะหันทำการเกษตรโดยเข้าใจถึงองค์ความรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชาเป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ยังก่อเกิดฐานทรัพยากรน้ำ ดิน และป่าไม้ ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เกิดการกระจายรายได้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดียิ่งขึ้น เศรษฐกิจได้รับการฟื้นฟู และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกด้วย

ประมงเร่งสำรวจเยียวยาเกษตรกรเหยื่อซินลากู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510877

ประมงเร่งสำรวจเยียวยาเกษตรกรเหยื่อซินลากู

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากอิทธิพลพายุ “ซินลากู” ส่งผลให้ฝนตกหนัก-น้ำท่วมสร้างความเสียหายให้บ้านเรือนประชาชน และพื้นที่เกษตร ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรมประมงห่วงใยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสั่งการให้หน่วยงานของกรมประมงทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ลงพื้นที่รับฟังปัญหาตรวจเยี่ยม สำรวจความเสียหาย พร้อมความต้องการฟื้นฟูอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและให้ขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและประชาชนที่ประสบอุทกภัยตามแผนเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัย ปี 2563 (ด้านประมง) ของกรมประมง อาทิ ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เป็นปัจจุบัน แจ้งเตือนภัยข่าวสารพยากรณ์อากาศให้เกษตรกรสำหรับวางแผนการจับและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำ และแจ้งกำชับไปยังผู้ประกอบการที่เพาะเลี้ยงจระเข้ให้เพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านตรวจสอบความแข็งแรงของสถานที่ ตรวจสอบจำนวนจระเข้ และการจัดทำบัญชีฟาร์มเลี้ยงจระเข้ให้เป็นปัจจุบันเพื่อป้องกันมิให้จระเข้หลุดรอดออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

นอกจากนี้ กรมประมงยังระดมเจ้าหน้าที่ตรวจการประมงลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยโดยใช้เรือตรวจการประมงเข้าช่วยเหลืออพยพประชาชนไปอยู่ในที่ปลอดภัย มอบเครื่องอุปโภค-บริโภคเพื่อช่วยเหลือการยังชีพเบื้องต้น

สำหรับรายงานความเสียหายด้านประมงจากข้อมูลล่าสุดวันที่ 6 สิงหาคมพบว่า เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใน 9 จังหวัดเสียหาย ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา น่าน นครพนม อุตรดิตถ์ เลย หนองบัวลำภู และระนอง เบื้องต้นพบพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยประมาณ 1,920 ไร่ เกษตรกรได้รับความเสียหายประมาณ 2,447 ราย ส่วนมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล คาดว่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์คลี่คลายแล้ว กรมประมง จะเร่งสำรวจให้ความช่วยเหลือตามระเบียบของกระทรวงการคลังต่อไป หากเกษตรกรประสบภัยติดต่อขอรับคำแนะนำหรือขอความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานประมงอำเภอ/ สำนักงานประมงจังหวัด/ และหน่วยงานกรมประมงในจังหวัดที่ประสบภัย หรือ กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมง กรมประมง โทรศัพท์หมายเลข0-2558-0218 และ 0-2561-4740

แม็คโครจับมือก.เกษตรฯ หนุนกล้วยหอมทองแปลงใหญ่โคราช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510876

แม็คโครจับมือก.เกษตรฯ หนุนกล้วยหอมทองแปลงใหญ่โคราช

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เพราะแม็คโครเป็นธุรกิจค้าส่งสมัยใหม่ที่ขายอาหารสดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผูกพันกับเกษตรกรไทยในฐานะผู้ผลิตสินค้าอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงซื้อมาขายไป แต่เป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยหาทางออกให้เกษตรกรไทยก้าวสู่ความเข้มแข็งไปด้วยกันมาตลอด 31 ปี เช่นเดียวกับกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ตำบลสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ที่ซึ่งแม็คโคร เข้าร่วมบูรณาการลงพื้นที่พัฒนากับ กรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท คิง ฟรุทส์ กว่า 4 ปี จนเกิดความเข้มแข็ง มีศักยภาพในการส่งผลผลิตคุณภาพปลอดภัยปีละ 1,000 ตัน สร้างรายได้ให้ชุมชนไม่ต่ำกว่าปีละ 12 ล้านบาท

นางจุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เดิมทีกล้วยหอมทองมีแหล่งใหญ่เพาะปลูกแถวจังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี แต่มีปัญหาจากผลกระทบทางธรรมชาติจากลมส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย แม็คโคร จึงบูรณาการความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท คิง ฟรุทส์ มองหาพื้นที่เพาะปลูกใหม่ เน้นพื้นที่ที่เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่เป็นสำคัญ พื้นที่เกษตรเป้าหมายที่ได้รับการแนะนำครั้งนั้นอยู่ที่ ตำบลสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเดิมนิยมปลูกพืชล้มลุก อย่างมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้มีปัญหาความไม่แน่นอนของตลาด ประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อทางแม็คโคร, คิง ฟรุทส์ และกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาแนะนำส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทอง เกษตรกรรวมกลุ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ทำการเกษตรในเชิงธุรกิจด้วยการวางเป้าหมายปลูกและจำหน่ายกล้วยหอมทองปลอดภัย ที่ต้องได้มาตรฐานการเพาะปลูกและผลิตอย่างที่แม็คโครกำหนดไว้ นั่นคือ ผลผลิตต้องได้คุณภาพ เน้นเรื่องอาหารปลอดภัยตลอดกระบวนการ มีวิธีจัดการลดต้นทุนเพิ่มผลิต เพื่อให้กล้วยหอมของเรามีคุณภาพแตกต่าง โดยสิ่งที่ 3 หน่วยงานมาร่วมกันทำงานช่วยเหลือเกษตรกรนี้เพื่อยกระดับคุณภาพการเพาะปลูก ส่งเสริมการตลาด และสร้างเครือข่ายเกษตรแปลงใหญ่เข้มแข็ง โดยกรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ให้ความรู้ ปรับวิธีการปลูก การใช้ปุ๋ย น้ำให้ถูกกับลักษณะกับผลผลิตที่ปลูก ซึ่งแม็คโครจะเข้าไปช่วยเสริมปรับปรุงกระบวนการผลิต บรรจุ และการตลาด โดยเน้นย้ำคุณภาพอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิตจนถึงมือผู้บริโภค โดยพื้นที่ปลูกกล้วยหอมแปลงใหญ่ ใช้เวลาปรับอยู่นาน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ และได้รับคำแนะนำให้ใช้ระบบสปริงเกอร์ เพื่อความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งการควบคุมการใช้สารเคมี การใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่แม็คโครเข้มงวด

“แม็คโครให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพอาหารปลอดภัยเป็นสำคัญ ดังนั้น เกษตรกรที่จะส่งผลผลิตให้แม็คโครต้องเรียนรู้กระบวนการอื่น เพื่อเข้าใจการผลิตปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ โดยใช้หลักวิชาการด้านการบริหารจัดการสวน เทคโนโลยีจัดการดูแล ป้องกันโรครวมถึงสร้างผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคภายใต้มาตรฐาน GAP ซึ่งสมาชิกกลุ่มนี้ได้การรับรองมาตรฐาน GAP เรียบร้อย ส่งขายผลผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพปลอดภัยต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกษตรกรคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยตลอดกระบวนการผลิต”

นางจุฑารัตน์ กล่าวอีกว่า 2 ปีแรกเกษตรกรกลุ่มนี้ยังไม่ค่อยชัดเจน จนเข้าสู่ปีที่ 3 ปีที่ 4 เกษตรกรพัฒนาและเมื่อเขาได้เห็นประสิทธิภาพการเพาะปลูกผลผลิตที่ผ่านการวางแผน บริหารจัดการภายใต้ ตลาดนำการผลิตแล้ว ก็ทำให้ผลผลิตกล้วยหอมทองของที่นี่มีตลาดมั่นคงเติบโต จากเริ่มต้นมีพื้นที่เพาะปลูกรวม 300 ไร่ ปัจจุบันขยายเป็น 700 ไร่ มีผลผลิต 1,000 ตันต่อปีสร้างรายได้ให้เกษตรกรสมาชิกกลุ่มที่มีกันอยู่ราว 200-300 ราย รวมมูลค่ากว่า 12 ล้านบาทสำหรับกล้วยหอมทองจากแหล่งเพาะปลูกนี้แม็คโครรับซื้อเป็นหวี กระจายให้สาขาในภาคอีสาน และส่วนหนึ่งส่งเข้าศูนย์กระจายสินค้าแม็คโคร กระจายไปสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ อนาคตของเกษตรแปลงใหญ่ ตำบลสุขไพบูลย์ มีแนวโน้มสดใส แม้สถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ก็ยังเห็นการเติบโตทุกมิติทั้งขยายพื้นที่เพาะปลูกในอีก 2-3 ปีข้างหน้าให้เป็น 3,000 ไร่ การเพิ่มจำนวนเกษตรกรแปลงใหญ่อีก 100 ราย นับว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นตอกย้ำโมเดลความสำเร็จของ “ตลาดนำการผลิต” สร้างความมั่นคงด้านอาหารปลอดภัยให้มีเครือข่ายกว้างขวาง นำรายได้มาสู่ชีวิตเกษตรกรไทยอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ปศุสัตว์โชว์ศักยภาพรับตรวจประเมินรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510956

ปศุสัตว์โชว์ศักยภาพรับตรวจประเมินรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0

ปศุสัตว์โชว์ศักยภาพรับตรวจประเมินรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.24 น.

กรมปศุสัตว์โชว์ศักยภาพรับการตรวจประเมินรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0 จากสำนักงาน ก.พ.ร. มุ่งพัฒนายกระดับเป็นระบบราชการ 4.0 อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 10 สิงหาคม 2563 ณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำเสนอผลงานกรมปศุสัตว์เพื่อรับการตรวจประเมินจากคณะผู้ตรวจประเมินรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0 จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ประกอบด้วยนายจาดุร อภิชาตบุตร รศ.รัชต์วรรณ กาญจนปัญญาคม ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล และดร.ศักดิ์ เสกขุนทด พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์จากสำนัก/กอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อธิบดีกรมปศุสัตว์นำเสนอภารกิจบทบาทหน้าที่ การดำเนินงานในภาพรวมกรมปศุสัตว์ การดำเนินงานด้านการปฏิบัติการที่ครอบคลุมกระบวนการหลักและกระบวนการสนับสนุนและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ การพัฒนาระบบราชการ 4.0 ของกรมปศุสัตว์อย่างต่อเนื่อง ความโดดเด่นของการเป็นระบบราชการ 4.0 (Open & Connected, Citizen-centric, Smart & High Performance) แผนการยกระดับในการเป็นระบบราชการ 4.0 ในอนาคต โดยมุ่งมั่นพัฒนาสู่ความสำเร็จที่ภาคภูมิใจ และพาเยี่ยมชมบูธแสดงนิทรรศการ

กรมปศุสัตว์ มีวิสัยทัศน์เป็นองค์การที่นำและขับเคลื่อนการปศุสัตว์ไทย สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในตลาดโลก มีภารกิจในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สาขาปศุสัตว์ พัฒนาระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับการปศุสัตว์ พัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และงานวิจัย ประสานความร่วมมือระหว่างองค์การทั้งในและต่างประเทศ และบริหารจัดการองค์การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ มีค่านิยมประจำองค์กร คือ I2-SMART (Innovation, Integration, Standard, Mastery, Agility, Responsibility, Teamwork) มีหน่วยงานและเครือข่ายทั้งส่วนกลางและภูมิภาค โดยการพัฒนาระบบราชการ 4.0 ของกรมปศุสัตว์ Livestock Value Creation & Transformation by CID (Collaboration, Innovation and Digitalization) สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนประกอบด้วย 6 กระบวนการ คือ ชี้นำ สร้างคน วางกลยุทธ์ จัดกระบวนการเพื่อสร้างคุณค่า ตอบสนองประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการเรียนรู้และปรับองค์การให้เป็น 4.0

การจัดแสดงนิทรรศการ ประกอบด้วยกิจกรรม/โครงการผลงานจากสำนัก/กองต่างๆ ประกอบด้วย การบริหารจัดการโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) แอปพลิเคชันประเมินความเสี่ยงฟาร์มและรายงานโรคระบาดสัตว์ (E-smart plus) ระบบการผลิตโคเนื้อคุณภาพสร้างรายได้ให้เกษตรกร การปศุสัตว์ฐานวิถีชีวิตใหม่ (DLD New Normal) มีการเรียนรู้ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ออนไลน์ด้วย E-book (DLD Products Online Library) การเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ การรับรองโรงงานผลิตสินค้าปศุสัตว์เพื่อการส่งออก การกำกับดูแลและการรับรองมาตรฐานฟาร์มหรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีด้านปศุสัตว์ ระบบเชื่อมโยงข้อมูลระบบงานสารสนเทศกลางและระบบคลังข้อมูลเชิงธุรกิจของกรมปศุสัตว์สำหรับรายงานเชิงวิเคราะห์สำหรับผู้บริหารโดยครอบคลุม 4 ด้าน (ด้านโรคระบาดสัตว์ ด้านการผลิตสัตว์ ด้านราคาผลิตผลปศุสัตว์ และด้านผลการปฏิบัติงานและการกระทำผิดกฎหมาย) เกษตรกรไทย ยุค 4.0 เลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ (Raised without antibiotics: RWA) ผลการดำเนินงานร้านค้าสวัสดิการกรมปศุสัตว์ (Livestock Farm Outlet) โครงการนมหน้าฟาร์ม ผลการดำเนินงานตลาดสินค้าปศุสัตว์ออนไลน์ (Livestock Product Online Marketing) ตลาดเกษตร-ปศุสัตว์อัจฉริยะ และโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องภายใต้ความร่วมมือกรมปศุสัตว์กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

จากการดำเนินงานอย่างเข้มแข็ง กรมปศุสัตว์มุ่งพัฒนาระบบคุณภาพการบริหารจัดการราชการ 4.0 เป็นองค์การชั้นนำอย่างต่อเนื่อง มุ่งพัฒนาระบบการให้บริการประชาชนและการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในวิถีชีวิตใหม่ New Normal ให้การทำงานเกิดความคล่องตัว ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยกระดับการให้บริการประชาชน โดยมุ่งมั่นพัฒนาสู่ความสำเร็จที่ภาคภูมิใจอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

ปชช.แห่เที่ยวงาน”ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปชช.แห่เที่ยวงาน”ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี”

ปชช.แห่เที่ยวงาน"ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี" 13 สิงหาคม 2563 – 12:56 น.

OTOPบอกรักแม่คึกคักปชช.แห่เที่ยวงาน”OTOPศิลปาชีพประทีปไทย”ซื้อของขวัญให้แม่กันอิ่มใจหนุนกวาดยอดขาย5วันพุ่งกระฉูด246ลบ.”อธิบดี พช.”ขอบคุณอิมแพ็คฯเพิ่มพื้นที่จัดงานให้ฟรี1หมื่นตรม.ช่วยเพิ่มช่องทางการขายสินค้าหนุนสร้างงานสร้างรายชุมชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง


13 ส.ค.2563 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) เปิดเผยว่างาน “ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี” จัดระหว่างวันที่ 8 – 16 สิงหาคม โดยกรมการพัฒนาชุมชุน (พช.) กระทรวงมหาดไทย ณ ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็น “วันแม่แห่งชาติ” ประจำปี 2563 มีดาราดัง แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ มาเดินแฟชั่นโชว์ผ้าไทย ชุดพิเศษ “แม่ลูกผูกพัน” ปรากฏว่ามีประชาชนต่างเดินทางหลั่งไหลมาเที่ยวชมงานหนาแน่นกว่าทุกวัน ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยส่วนใหญ่พาคุณแม่และมาเป็นครอบครัวมาเพื่อช้อปสินค้าและผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นของขวัญในโอกาสวันแม่ โดยเฉพาะวันที่ 12 ส.ค.วันเดียว มียอดขายรวม 61 ล้านบาท เมื่อนับยอดขายรวม 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 8-12 ส.ค. มียอดขายรวมแล้วกว่า 246 ล้านบาท ผู้เข้าชมงาน 8.4 หมื่นคน และคาดว่าจะมียอดขายมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 9 วันที่ 300 ล้านบาทอย่างแน่นอน

ปชช.แห่เที่ยวงาน"ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี"


อธิบดี พช. กล่าวว่า งาน “ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี” จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2555 ได้พัฒนาการจัดงานให้เหมาะสมกับยุคสมัยอยู่เสมอ โดยคงเจตนารมณ์ที่จะสืบสานพระราชปณิธานงานศิลปาชีพ และเชิดชูอัตลักษณ์คุณค่าผ้าไทย รวมทั้งสนับสนุนอาชีพและเสริมสร้างรายได้ให้กระจายลงสู่ชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งการที่คนไทยช่วยกันกินอาหารไทย ใช้ของไทย สวมใส่ผ้าไทย และเที่ยวเมืองไทย ทำให้เงินทุกบาทหมุนเวียนอยู่ในชุมชน เป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง และชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ จึงขอเชิญชวนไปเยี่ยมให้กำลังใจได้ที่อิมแพคฯ เมืองทองธานีจนถึงวันที่ 16 สิงหาคมนี้

ปชช.แห่เที่ยวงาน"ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี"


อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวขอบคุณบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่ได้สนับสนุนเพิ่มพื้นที่ให้ฟรี 10,000 ตารางเมตร ช่วยทำให้ 76 จังหวัดสามารถนำเรื่องราวชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี ทั้งแหล่งท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และสินค้าประจำชุมชนมานำเสนอ เพื่อให้พี่น้องคนไทยได้เรียนรู้ว่าประเทศไทยยังมีสถานที่ที่น่าไปเที่ยวชมอีกมากมาย และครั้งหนึ่งในชีวิตควรจะได้ไปเที่ยวในสถานเหล่านั้น นอกจากนี้ผู้เข้าชมงานยังได้มีโอกาสชมศิลปวัฒนธรรมประจำแต่ละชุมชนในทุกจังหวัดได้ภายในงาน ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมล้ำค่าที่ควรช่วยกันรักษาและสืบสานให้คงอยู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป

ปชช.แห่เที่ยวงาน"ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี"


“การจัดงานครั้งนี้กรมการพัฒนาชุมชนและอิมแพคฯได้ร่วมกันจัดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเข้มงวด เป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขทุกประการ ภายใต้การให้บริการในรูปแบบในวิถีใหม่ New normal อาทิ การเพิ่มพื้นที่จำหน่ายสินค้า การเว้นระยะห่างทางสังคม การทำความสะอาดหลังจากปิดงานทุกวัน การให้ผู้มาชมงานสแกนคิวอาร์โค้ดในแอพลิเคชั่นไทยชนะทั้งก่อนและหลังเข้างาน ทำให้ประชาชนสามารถเดินเที่ยวชมงานครั้งนี้ได้อย่างสบายใจ” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าวย้ำ

ปชช.แห่เที่ยวงาน"ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี"

ด้านนายพอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กล่าวว่า ในฐานะเจ้าของสถานที่มีความยินดีอย่างมาก ที่ได้ต้อนรับการกลับมาของงานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP ก้าวไกล ด้วยพระบารมี ประจำปี 2563 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มช่องทางจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP โดยมีมาตรการตามข้อกำหนดข้อปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  อย่างเข้มงวดตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขทุกประการ ทั้งยังได้สนับสนุนการขยายพื้นที่จัดงานจาก 20,000 ตารางเมตร เป็น 40,000 ตารางเมตรของอาคารชาเลนเจอร์ รองรับลูกค้าผู้ร่วมจัดแสดงงานได้เพิ่มจำนวนพื้นที่บูธ รวมไปถึงอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าผู้มาชมงานในรูปแบบในวิถีใหม่ New normal

ปชช.แห่เที่ยวงาน"ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี"


งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP ก้าวไกล ด้วยพระบารมี 2563” มีทุกวันถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 – 3 อิมแพค เมืองทองธานี  พิเศษวันสุดท้าย ลุ้นรางวัลใหญ่มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท

ส.ป.ก. จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ส.ป.ก. จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563 – 14:21 น.

ส.ป.ก. จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันพระเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563

วันที่ 12 สิงหาคม 2563 เวลา 09.00 น. ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)  พร้อมด้วย พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย นายสุริยน พัชรครุกานนท์ นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม รองเลขาธิการ ส.ป.ก. นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 12 สิงหาคม 2563 พร้อมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีพระแม่ไทย และร่วมลงนามถวายพระพรฯ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กทม.
 

ส.ป.ก. จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ส.ป.ก. จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กสส.ปลื้ม โครงการกระจายลำไยสหกรณ์ภาคเหนือฉลุย ผู้บริโภคชมสินค้าดี เตรียมกระจายมังคุดทางใต้ต่อทันที #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

      กสส.ปลื้ม โครงการกระจายลำไยสหกรณ์ภาคเหนือฉลุย ผู้บริโภคชมสินค้าดี เตรียมกระจายมังคุดทางใต้ต่อทันที

      กสส.ปลื้ม โครงการกระจายลำไยสหกรณ์ภาคเหนือฉลุย ผู้บริโภคชมสินค้าดี เตรียมกระจายมังคุดทางใต้ต่อทันที11 สิงหาคม 2563 – 12:27 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ปลื้ม เครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศร่วมมือกระจายลำไยภาคเหนือ ระบายผลผลิตสู่ผู้บริโภครวดเร็ว กระแสตอบรับดีเกินคาด ชมลำไยสหกรณ์คุณภาพดี รสชาติหวานกรอบ ไม่มีเน่าเสียระหว่างการขนส่ง ลูกค้าสั่งซื้อต่อเนื่อง

กรมส่งเสริมสหกรณ์ปลื้ม เครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศร่วมมือกระจายลำไยภาคเหนือ ระบายผลผลิตสู่ผู้บริโภครวดเร็ว กระแสตอบรับดีเกินคาด ชมลำไยสหกรณ์คุณภาพดี รสชาติหวานกรอบ ไม่มีเน่าเสียระหว่างการขนส่ง ลูกค้าสั่งซื้อต่อเนื่อง ผลผลิตส่วนหนึ่งส่งขายห้างโมเดิร์นเทรด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และมีบริษัทผู้สงออกสั่งซื้อไปประเทศจีน ช่วยพยุงราคาผลผลิตในพื้นที่ในระดับที่เกษตรกรพอใจ
นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกรเพื่อรองรับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด 19 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณให้ 45 ล้านบาท อุดหนุนค่าขนส่ง  ค่าบริหารจัดการ และซื้อตะกร้าขนผลไม้ให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อเร่งระบายผลผลิตไปทั่วประเทศ เน้น”มังคุด-ลำไย” ซึ่งหลังจากที่เครือข่ายสหกรณ์ทุกจังหวัดได้ร่วมกันกระจายผลไม้ของภาคตะวันออกไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้ยังดำเนินการต่อเนื่องช่วยกันกระจายลำไยจากสหกรณ์ในภาคเหนือไปสู่ผู้บริโภคปลายทาง ทั้งในพื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง  คาดว่าลำไยจะออกมากในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งการกระจายลำไยของเครือข่ายสหกรณ์ ถือว่าทำได้ดี มีเสียงชื่นชมจากผู้บริโภคว่าลำไยของสหกรณ์ในจังหวัดทางภาคเหนือมีคุณภาพ รสชาติหวานกรอบ เนื่องจากหลายสหกรณ์เน้นให้สมาชิกผลิตตามมาตรฐาน GAP และไม่เน่าเสียระหว่างการขนส่งสู่ตลาดปลายทาง ทำให้สหกรณ์สามารถระบายผลผลิตได้ตามเป้าหมาย ซึ่งกรมจะใช้โมเดลการบริหารจัดการลำไยมาวางระบบกระจายมังคุดในภาคใต้ต่อทันที 

      กสส.ปลื้ม โครงการกระจายลำไยสหกรณ์ภาคเหนือฉลุย ผู้บริโภคชมสินค้าดี เตรียมกระจายมังคุดทางใต้ต่อทันที

“โครงการนี้ที่ได้ผลดีเพราะมาจากความร่วมมือของสหกรณ์ต้นทางที่เป็นผู้ผลิตกับสหกรณ์ปลายทางที่เป็นผู้บริโภค    เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน ดังนั้นอยากเห็นภาพความเอื้อเฟื้อกัน ช่วยกันซื้อขายหรือการแลกเปลี่ยนสินค้ากันในเครือข่ายสหกรณ์แบบนี้ต่อไป เพราะจะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถมาช่วยแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำได้ ดังนั้น ในช่วง  3 เดือนจากนี้จะเข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ทางใต้ อยากขอความร่วมมือจากเครือข่ายสหกรณ์ในภาคอื่น ๆ ช่วยกันวางแผนหาออเดอร์รอไว้เมื่อผลไม้ทางใต้ออกมาก็จัดส่งได้ทันที ซึ่งจะช่วยให้ระบายผลผลิตได้ทันเวลา ไม่เกิดการกระจุกตัว สิ่งสำคัญคือเรื่องคุณภาพ ที่ต้องเน้นสมาชิกสหกรณ์ผลิตผลไม้ให้ได้มาตรฐาน ตรงกับที่ผู้บริโภคต้องการ จะทำให้ตลาดผลไม้ของสหกรณ์สามารถเดินต่อไปได้ ” นายพิเชษฐ์ กล่าว                  กสส.ปลื้ม โครงการกระจายลำไยสหกรณ์ภาคเหนือฉลุย ผู้บริโภคชมสินค้าดี เตรียมกระจายมังคุดทางใต้ต่อทันที  สำหรับผลการรวบรวมผลไม้ของสหกรณ์ทั้งระบบ ซึ่งมีทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง ตั้งแต่เริ่มฤดูกาลจนถึงขณะนี้  มีปริมาณรวมกว่า 10,261.972 ตัน มูลค่ากว่า 341.956 ล้านบาท ส่วนการกระจายลำไยผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในช่วง เดือนพ.ค.ถึงสิ้น ก.ค.2563  ที่ผ่านมา สามารถกระจายลำไยได้แล้ว1,312 ตัน หรือ 41 % จากแผนที่ตั้งไว้ตามโครงการจำนวน  3,200  ตัน เป็นลำไยจากสหกรณ์ในภาคเหนือ ซึ่งในปีนี้ สหกรณ์จะเน้นทำตลาดผลไม้ในประเทศ โดยกระจาย ผ่านเครือข่ายสหกรณ์นอกพื้นที่ 18 จังหวัด และส่วนหนึ่งส่งให้กับห้างโมเดิร์นเทรด รวมถึงขายผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

      กสส.ปลื้ม โครงการกระจายลำไยสหกรณ์ภาคเหนือฉลุย ผู้บริโภคชมสินค้าดี เตรียมกระจายมังคุดทางใต้ต่อทันที

 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มมีบริษัทเอกชนสั่งซื้อลำไยผลสดจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จ.ลำพูน ทยอยส่งออกผ่านทางด่านชายแดนไทยเพื่อไปยังประเทศจีนแล้ว เริ่มตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา จำนวน 11 ตู้คอนเทรนเนอร์ ปริมาณรวม 275 ตัน และยังมีออเดอร์สั่งซื้อต่อเนื่องจนกว่าผลผลิตลำไยจะหมด คาดว่าทางสหกรณ์จะสามารถรวบรวมผลผลิตเพื่อส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศจีนได้จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม นี้ 

ชุมชนน่าอยู่! เกษตรกร3หมู่บ้าน’สตูล’ปลูกแปลงผักรวมปลอดภัย-ลดรายจ่าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510840

ชุมชนน่าอยู่! เกษตรกร3หมู่บ้าน'สตูล'ปลูกแปลงผักรวมปลอดภัย-ลดรายจ่าย

ชุมชนน่าอยู่! เกษตรกร3หมู่บ้าน’สตูล’ปลูกแปลงผักรวมปลอดภัย-ลดรายจ่าย

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.36 น.

วันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรแปลงรวมตำบลคลองขุด  หมู่ที่ 7 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล  กลุ่มสตรีในตำบลคลองขุด  จากสามหมู่บ้านคือ หมู่ที่ 4 ,6 และหมู่ที่ 7 กำลังช่วยกันดูแลแปลงผักสวนครัวไม่ว่าจะเป็นต้นพริก  ใบแมงลัก  ใบบัวบก และอีกหลายชนิดที่ลงแรงและร่วมใจกันลงมือปลูกบนพื้นที่ 2 ไร่ เพื่อยกร่องแปลงผักขึ้นมาจำนวน 10 แปลงทำการปลูกผักกินใบและผักที่รับประทานกันในครัวเรือนเพื่อไว้กินกันในชุมชน เหลือจากแปลงผักก็ส่งขายให้กับแม่ค้าตลาดซึ่งก็เป็นสมาชิกที่อาสารับซื้อเพื่อไปขายต่อในตลาดระในการระบายสินค้าด้วย แปลงผักกินใบและพืชสวนครัวเป็นการคิดและร่วมมือทำกันขึ้นโดยตั้งเป็นกลุ่มแปลงผักรวม ปลอดสารพิษ  หลังได้งบจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน พอช. จึงคิดว่าแปลงผักนี่แหละที่จะช่วยให้ทุกคนลดรายจ่ายในครัวเรือน เนื่องจากผักและเครื่องครัวไม่ต้องซื้อหารับประทานได้ทุกวัน ดีต่อสุขภาพ และยังเป็นการช่วยกันปลูกช่วยกันกิน และเหลือก็นำไปขายเป็นรายได้เล็ก ๆ น้อยช่วยเหลือสมาชิกด้วย

นางศิริภัสสร   ชายทวีป รองประธานกลุ่มเกษตรแปลงรวมตำบลคลองขุด บอกว่า  แนวคิดการปลูกผักเกิดจากทุกคนชอบทานผัก และแม่บ้านส่วนใหญ่ก็จะชื่นชอบการทำกับข้าวการมีแปลงผักจะเป็นการลดรายจ่าย และมีผักที่ปลอดภัยไว้เพื่อรับประทานกัน  การรวมกลุ่มเพื่อทำแปลงผักรวมของตำบลคลองขุด การทำร่วมกัน 3 หมู่บ้าน หมุนสับเปลี่ยนกันมาดูแปลงผักของตนเองซึ่งปลูกไว้ให้ช่วยกันดูแลแปลงผักละ 5 คน จากสมาชิกทั้งหมด 50 คน

โดยผักที่เลือกปลูกจะต้องเป็นผักที่นิยมรับประทานกันในครัวเรือนและชุมชน   สมาชิกกลุ่มสามารถนำกลับไปรับประทานได้และเหลือก็นำออกจำหน่ายนำเม็ดเงินเก็บไว้กองทุนเกษตรพอเพียง ต.คลองขุดเพื่อต่อยอดต่อไป  นายชัยณรงค์  ไชยจิต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลคลองขุด บอกว่า  ได้อุทิศพื้นที่ให้เกษตรกรกลุ่มแปลงผักรวมตำบลคลองขุดได้ปลูกพืชผักตามที่ชาวบ้านนิยมรับประทานแล้ว   ยังกันพื้นที่เพื่อปลูกไผ่กิมซุง  มะเขือ  กล้วย และชะอม อนาคตจะปรับปรุงสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของตำบลคลองขุดต่อไป

ด้าน นางสาวอังคณา  ใจกิจสุวรรณ  ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และคณะลงเปิดป้าย “ศูนย์การเรียนรู้เกษตรแปลงรวมตำบลคลองขุด”  และเยี่ยมชมแปลงเกษตร ของเกษตรกรตำบลคลองขุด พร้อมชี้แนะว่า ในยุคพิษโควิด19 การลดรายได้ในครัวเรือนเป็นสิ่งสำคัญในการเชื่อว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของชาวบ้าน เหมือนอย่างเช่นกลุ่มเกษตรกรแปลงรวมตำบลคลองขุดแห่งนี้หลังเหลือกิน เก็บ ก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งในการแบ่งปันให้ชุมชนสามารถนำเม็ดพันธุ์ไปปลูกขยายต่อที่บ้านเรือนของตัวเองเพื่อลดรายจ่าย และศูนย์เรียนรู้แหล่งนี้ฯในอนาคตทางศูนย์ฯก็เตรียมผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชนที่จะเกิดการสร้างงานและรายได้ต่อไป