ชายคาพระพิรุณ : 10 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510662

ชายคาพระพิรุณ : 10 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 10 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาอีกแล้ว สำหรับพี่น้องเกษตรกร ที่หลังจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว นี่ยังต้องมาโดนพายุ ซินลากู ถล่มอีกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพี่น้องชาวสวนทุเรียนภาคใต้ ที่ต้องพากันกุมขมับ ผลผลิตจะเก็บขายได้อยู่มะรำมะร่อ แต่กลับเสียหายหนักทั่งร่วงหล่น บางต้นโค่นล่ม เกษตรกรได้แต่นั่งมองตาปริบๆ รวมๆ หลายจังหวัดน่าจะเสียหายนับร้อยล้านบาทเลยทีเดียว นี่ยังไม่รวมถึงภาคการผลิตอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้มีความห่วงใยประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วนทันที

ซึ่งจากการสำรวจของกรมชลประทาน ระบุว่า อิทธิพลของพายุซินลากูทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางแห่ง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในช่วงวันที่ 1-4 สิงหาคม 2563 รวม 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู สุรินทร์ อุดรธานี อำนาจเจริญ นครราชสีมา ขอนแก่น เลย นครพนม มหาสารคาม ชุมพร นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง ระนอง และสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลำปาง น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน กาฬสินธุ์ สุรินทร์ อุดรธานี อำนาจเจริญ นครราชสีมา ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม หนองบัวลำภู พังงา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง พัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนที่ยังไม่กระทบเหลือเพียง 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และจังหวัดเลย โดยได้รับผลกระทบด้านการเกษตร แบ่งเป็น ด้านพืช 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ อุตรดิตถ์ น่าน ลำปาง เชียงราย แม่ฮ่องสอน เลย ชุมพร สุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช เกษตรกร 6,366 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 38,233.50 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 18,904.50 ไร่ พืชไร่ 9,986 ไร่ พืชสวน 9,343 ไร่ ด้านประมง 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพะเยา เลย นครพนม และจังหวัดหนองบัวลำภู เกษตรกร 1,396 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ บ่อปลา 1,137.25 ไร่ และด้านปศุสัตว์ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย น่าน ลำปาง เกษตรกร 480 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 6,801 ตัว ได้แก่ โค-กระบือ 230 ตัว สุกร 76 ตัว สัตว์ปีก 6,495 ตัว

ในขณะที่ กรมส่งเสริมการเกษตร ก็เร่งสั่งการให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ที่ได้รับผลกระทบ ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืชหลังพายุผ่านทันที และให้ทุกจังหวัดรายงานสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมระดมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกระจายลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมทั้งสำรวจปัญหา สอบถามความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลดเช่น ส่งเสริมปลูกพืชผักระยะสั้น หรืออาชีพอื่น การให้คำแนะนำด้านวิชาการเพื่อดูแลพืชภายหลังน้ำลด พร้อมให้เกษตรกรเฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตรให้คำแนะนำแก่เกษตรกรดูแลข้าว พืชไร่ ไม้ผล เพราะช่วงนี้บางพื้นที่พืชเก็บเกี่ยว จึงต้องเตรียมช่วยเหลือเกษตรกรนอกจากนี้ ยังเตรียมให้ผลิตชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโคเดอร์ มาเพื่อเตรียมแจกช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำลดทันที หลังน้ำลดสารชีวภัณฑ์จะช่วยลดผลกระทบจากโรคพืชที่มากับน้ำได้ สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยจะจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย จ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่เสียหายรายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับอัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562…ก็ต้องสู้ๆ กันต่อไปครับ

ขุนเกษตรา

นักวิชาการแนะกลยุทธ์เกษตรกร ซื่อสัตย์-จริงใจเจาะตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510664

นักวิชาการแนะกลยุทธ์เกษตรกร  ซื่อสัตย์-จริงใจเจาะตลาดออนไลน์

นักวิชาการแนะกลยุทธ์เกษตรกร ซื่อสัตย์-จริงใจเจาะตลาดออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากรคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดเผยว่า ยุค 4.0 เทคโนโลยีทุกอย่างอยู่บนมือถือ ทำให้ทุกคนเข้าถึงความรู้และการสื่อสาร ทั้ง Facebook, Twitter เข้าสู่ยุคสื่อสารออนไลน์ ยุคการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ หลังลงพื้นที่ศึกษาวิจัยในจังหวัดชุมพร นครปฐม ระยอง และสระบุรี พบข้อมูลงานวิจัยที่น่าสนใจและเพื่อให้เข้าสถานการณ์ในยุคที่เปลี่ยนแปลงจากโควิด-19 จึงมีคำแนะนำมาช่วยส่งเสริมและเพิ่มกลยุทธ์ทำการตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรออนไลน์ให้เกษตรกรรายย่อย

รูปแบบการขายสินค้าเกษตรออนไลน์ เกษตรกรรายย่อยหรือเจ้าของสวนต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ซึ่งก่อนหน้าสถานการณ์โควิด-19 มีการขายสินค้าเกษตรออนไลน์เพียง 10% เริ่มจากเกษตรกรแต่ละสวนต้องสร้างเพจขึ้นมาและเปิดเป็นร้านของตัวเอง 2)ต้องผลิตและขายสินค้าเฉพาะเกรดพรีเมียมเท่านั้น เพื่อเอาใจลูกค้าไว้ก่อน 3)นำเสนอสวนเกษตรของตัวเองเล่าเรื่องในสวนให้ลูกค้าฟัง และพยายามสื่อสารกับลูกค้าเพื่อสร้างความผูกพัน ซึ่งสังคมเฟซบุ๊คจะช่วยให้ขายของได้ เช่น วันนี้สอยมังคุดสดจากต้นแล้วนำมาบรรจุใส่กล่อง วันรุ่งขึ้นส่งถึงลูกค้า การเชิญชวนไปเยี่ยมสวนลักษณะ
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แสดงที่ตั้งสวนชัดเจน ซึ่งช่องทางออนไลน์แชร์ต่อได้ ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น การสร้างไลน์ช่องทางติดต่อ นัดรับของ ทำให้ลูกค้าซื้อของได้ง่าย ผลิตภัณฑ์มีอายุยาวขนส่งได้และมีบรรจุภัณฑ์ที่ดี เช่น ทุเรียน บอกได้ว่า กี่วันสุกแบบกรอบนอกนุ่มใน และกี่วันสุกรับประทานได้

ดร.สุวรรณากล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้การขายสินค้าเกษตรออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ เกษตรกรต้องมีความรู้ความเข้าใจหลายด้าน อาทิ อดทนเรียนรู้ในการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ต้องขายตามแพลตฟอร์มที่กำหนด ทำตามกฎกติกา และอดทนกับลูกค้า ซึ่งจะดูสินค้าและเปรียบเทียบราคามีการแข่งขัน ต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า จำลูกค้าให้แม่น ทำฐานข้อมูลลูกค้าของเราเอง เป็นต้น

ดังนั้น เกษตรกรหรือเจ้าของสวนที่ต้องการขายสินค้าเกษตรออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จเป็นอาชีพยั่งยืน เจ้าของสวนต้องคำนึงถึง 3 สิ่งหลักคือ 1.จริงใจซื่อสัตย์ ขายผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ ลูกค้ามั่นใจบอกต่อจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น 2.บอกราคาชัดเจนบอกช่องทางติดต่อรวมถึงช่องทางจ่ายเงิน เลขที่บัญชี ภาพสินค้า ข้อความและแสดงแหล่งที่มาให้ชัดเจน 3.สร้างความประทับใจด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์ดีมีคุณภาพหากส่งไปรษณีย์ ให้หมายเลข Tracking และติดตามสอบถามว่าได้รับสินค้าหรือยัง ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ต้องให้โอกาสเกษตรกร เพราะไม่ใช่พ่อค้ามืออาชีพ สินค้าเกษตรจะเปลี่ยน ไปตามสภาพภูมิอากาศ ให้โอกาสพัฒนาเรียนรู้ผลิตสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมเพื่อเสิร์ฟคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน เกษตรกรและผู้สนใจขอรับคำแนะนำได้ที่ ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทรศัพท์ 0-2942-8650-51 ต่อ 109

กยท.มอบสนามเด็กเล่นปูพื้นบล็อกยางพารา ชูนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510663

กยท.มอบสนามเด็กเล่นปูพื้นบล็อกยางพารา ชูนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ชุมชน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)ดำเนินบทบาทภารกิจขององค์กรภายใต้นโยบายที่ต้องการผลักดัน ส่งเสริม สนับสนุน ให้ยางพารา ไม่ใช่แค่หยดน้ำยางสีขาวที่ส่งออกไปต่างประเทศเท่านั้น แต่มุ่งเห็นยางพารากลายเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน นำไปใช้ประโยชน์หลากหลาย ประกอบกับภาครัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น กยท.จึงขานรับนโยบายดังกล่าว โดยเริ่มงานวิจัยแปรรูปวัตถุดิบยางพาราจนไปสู่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ได้จริง เพิ่มมูลค่าให้ยางพารา ช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางมีคุณภาพชีวิตที่ดี มั่นคงต่อไป

ประธานกรรมการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ของกยท. จึงนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน อาทิ หุ่นยางพาราเพื่อฝึกช่วยการฟื้นคืนชีพ (CPR) อุปกรณ์ฝึกสอนการเย็บแผลที่ผลิตจากยางพารา และบล็อกปูพื้นจากยางพารา โดยครั้งนี้ กยท.มอบสนามเด็กเล่นที่ปูพื้นด้วยบล็อกยางพารารูปตัวหนอน ให้โรงเรียนบ้านไสใหญ่ จ.สตูล ซึ่งบล็อกยางพาราปูพื้นรูปตัวหนอน ผลิตโดยสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง จ.สตูล ที่ได้รับถ่ายทอดความรู้งานวิจัยและการผลิตจาก กยท. แน่นอนว่าวัตถุดิบยางพาราที่นำมาแปรรูปนั้น มาจากวัตถุดิบยางที่รับซื้อจากเกษตรกรชาวสวนยางใน จ.สตูล

นางสาวนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กยท.กล่าวว่า บล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพารา เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางธรรมชาติที่มีคุณสมบัติตามมาตรฐาน โดยแผ่นยางมีความยืดหยุ่นตัวสูง ทำให้การสัมผัสกับพื้นผิวของการเดินหรือวิ่งลดกระแทกข้อเท้า ลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น มีความหนาสม่ำเสมอ แข็งแรงติดตั้งง่ายสะดวก อายุการใช้งานยาวนาน มีขนาด 24x12x1.2 (กว้างxยาวxหนา) เซนติเมตร 1 ตารางเมตร ใช้บล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพารา 32 ชิ้น โดยสนามเด็กเล่นจากยางพาราของโรงเรียนบ้านไสใหญ่ จ.สตูล มีขนาดพื้นที่ 150 ตารางเมตร ใช้บล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพารา 4,800 ชิ้น คิดเป็นการใช้ยางธรรมชาติ 1,500 กิโลกรัม ทั้งนี้ กยท.จ้างให้ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรที่มีศักยภาพและได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตบล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนยางพาราจาก กยท. เป็นผู้ผลิต

เตือนหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510666

เตือนหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด

เตือนหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการติดตามรายงานสถานการณ์ระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดของกรมส่งเสริมการเกษตร พบการระบาดของศัตรูพืชชนิดดังกล่าวในนาข้าวพื้นที่ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเฝ้าระวังป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด กรมส่งเสริมการเกษตรมีข้อสังการให้ทุกจังหวัดสำรวจ เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ของหนอนกระทู้ลายจุดในพื้นที่ปลูกข้าวโพด ข้าว อ้อย และพืชอาหารชนิดอื่นๆ เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ฝ้าย ทานตะวัน ถั่วเหลือง หญ้า และพืชผักชนิดต่างๆ พร้อมสร้างการรับรู้เรื่องหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด เตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อพบการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดในพื้นที่ และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรสำรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ พร้อมเผยแพร่คำแนะนำป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น

หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด Spodoptera frugiperda (Fall Armyworm) ตัวเต็มวัยเป็นหนอนผีเสื้อกลางคืนมีวงจรชีวิตประมาณ ใช้เวลา 30-40 วัน เมื่อผสมพันธุ์แล้ว ผีเสื้อให้สังเกตเพศเมียจะวางไข่เวลากลางคืน โดยวางไข่เป็นกลุ่มประมาณ 100-200 ฟอง มีขนปกคลุมไข่ ผีเสื้อเพศเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ 1,500 -2,000 ฟอง ระยะไข่ 2-3 วัน หนอนมี 6 วัย ระยะหนอน 14 -22 วัน หนอนที่โตเต็มที่ มีขนาดลำตัวยาว 3.2-4 เซนติเมตร จะทิ้งตัวลงดินเพื่อเข้าดักแด้ ระยะดักแด้ 7- 13 วัน จึงเป็นตัวเต็มวัยมีชีวิต 10-21 วัน ตัวเต็มวัยบินได้ไกลเฉลี่ย 100 กิโลเมตรต่อคืน ลักษณะเด่นของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มีส่วนบนของหัวเป็นแถบสีขาวรูปตัว Y หัวกลับ ด้านข้างและหลังมีแถบสีขาวตามยาวลำตัว ปล้องท้องก่อนปล้องสุดท้ายมีจุดสีดำ 4 จุด

หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มีพืชอาหารมากกว่า 80 ชนิด ซึ่งนอกจากข้าวโพดแล้วยังมีพืชอาศัยที่เป็นแหล่งอาหาร เช่น
ข้าว ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี อ้อย ฝ้าย ทานตะวัน ถั่วเหลือง หญ้า และพืชผัก อีกหลายชนิด การเข้าทำลายพืชส่วนใหญ่จะพบในข้าวโพด จะเกิดขึ้นระยะที่เป็นตัวหนอนเท่านั้น หนอนจะระบาดทำลายข้าวโพดตั้งแต่อายุประมาณ 7 วัน จนออกฝัก โดยกัดกินยอดและใบข้าวโพดแหว่งหรือกัดกินทั้งแผ่นใบและจะพบตัวหนอนหลบซ่อนแสงอยู่ที่ยอดหรือโคนกาบใบข้าวโพด โดยหนอนวัย 3-6 เป็นระยะที่ทำความเสียหายมาก โดยกัดกินอยู่ในยอดข้าวโพด ระยะก่อนที่ดอกตัวผู้จะโผล่ หนอนจะกัดกินเกสรตัวผู้ หลังจากใบยอดคลี่ทั้งหมด ดอกตัวผู้โผล่ หนอนจะย้ายไปกัดกินไหม และเจาะเปลือกหุ้มฝักเข้าไปกัดกินภายในฝัก หากระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหายประมาณ 70% ของพื้นที่ การเข้าทำลายในข้าว พบในสภาพแปลงนาหว่าน รอฝนไม่มีน้ำขังติดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเดิม ข้าวมีอายุ 20-25 วัน ลักษณะทำลายคือ กัดกินใบอ่อน แล้วเข้าไปหลบอยู่ซอกดิน ใต้ดิน ใต้เศษตอซัง พบดักแด้หนอนในดิน การเข้าทำลายในอ้อยพบหนอน กัดกินอยู่ในยอดอ้อย ทำให้ใบขาดเป็นรูเว้าแหว่ง ยอดกุด และพบตัวหนอนหลบแสงอยู่ที่ยอดหรือโคนกาบอ้อย

ขอแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดสำรวจแปลงหลังข้าวโพดงอก สังเกตกลุ่มไข่ และรอยทำลายสีขาวที่ผิวใบ เมื่อพบเข้าทำลายข้าวโพด ข้าว อ้อยและพืชอาหารชนิดอื่น ให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัดในพื้นที่ และให้ทุกจังหวัดรายงานกองส่งเสริมอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ยทราบทาง E-mail : Bio53@gmail.com เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป

“ธรรมนัส” เดินหน้ามอบหนังสือ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกร หนองคาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธรรมนัส” เดินหน้ามอบหนังสือ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกร หนองคาย

"ธรรมนัส" เดินหน้ามอบหนังสือ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกร หนองคาย

https://www.dailymotion.com/embed/video/x7vgk34?autoplay=1

8 สิงหาคม 2563 – 15:27 น.

“ธรรมนัส” ร่วมโครงการปลูกไม้ยืนต้น เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมเดินหน้ามอบหนังสือ ส.ป.ก.4-01 แก่พี่น้องเกษตรกร

8 ส.ค.63 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน “โครงการปลูกไม้ยืนต้น เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 68 พรรษา พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก.4-01) แก่เกษตรกรจำนวน 30 ราย ณ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ขุดลอกสระวังยมสาธารณะประโยชน์บ้านหนองผือ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย ว่า

"ธรรมนัส" เดินหน้ามอบหนังสือ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกร หนองคาย

ปัจจุบันประเทศได้ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ทุกคนต้องคำนึงถึงบทบาท และความสำคัญในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ อีกทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังมีนโยบายในการดำเนินการจัดหาที่ดิน และจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกิน หรือมีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอต่อการครองชีพ และให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม ปรับปรุงทรัพยากร และปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น

"ธรรมนัส" เดินหน้ามอบหนังสือ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกร หนองคาย
"ธรรมนัส" เดินหน้ามอบหนังสือ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกร หนองคาย
"ธรรมนัส" เดินหน้ามอบหนังสือ ส.ป.ก.4-01 เกษตรกร หนองคาย

‘อลงกรณ์’เผย’เฉลิมชัย’สั่ง’ฟรุ้ทบอร์ด’ประชุมด่วน13ส.ค.เยียวยาชาวสวนลำไย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510624

'อลงกรณ์'เผย'เฉลิมชัย'สั่ง'ฟรุ้ทบอร์ด'ประชุมด่วน13ส.ค.เยียวยาชาวสวนลำไย

‘อลงกรณ์’เผย’เฉลิมชัย’สั่ง’ฟรุ้ทบอร์ด’ประชุมด่วน13ส.ค.เยียวยาชาวสวนลำไย

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.20 น.

“อลงกรณ์”เผย”เฉลิมชัย”สั่ง”ฟรุ้ทบอร์ด”ประชุมด่วน13ส.ค.เยียวยาชาวสวนลำไยกว่า3พันล้านเสนอครม.สัปดาห์หน้า พร้อมเดินหน้าโมเดล”เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย”

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) หรือฟรุ้ทบอร์ด ได้จัดประชุมนัดพิเศษตามคำสั่งของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สั่งการให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยเป็นการเร่งด่วน ในวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม เพื่อพิจารณาโครงการเยียวยาชาวสวนลำไย วงเงินกว่า 3 พันล้านบาท เสนอโดยกรมส่งเสริมการเกษตร โดยการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้ไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ เนื่องที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนลำไยเดือดร้อนจากปัญหาราคาตกต่ำ เพราะผลกระทบจากโควิดระบาดรอบ 2 ในจีน ทำให้โรงงานผลิตลำไยอบแห้งรับซื้อลำไยน้อยลง เช่นเดียวกับผู้ค้าส่งออกลำไยสดด้วยกังวลความไม่แน่นอนในการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ ศุลกากรจีนเคร่งครัดเรื่องการสำแดงราคานำเข้าลำไยทำให้เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการนำเข้าส่งออกลำไยไปจีน ประกอบกับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ ทำให้พ่อค้าชาวจีนลดจำนวนการเดินทางเข้ามาในระหว่างนี้ทำให้ส่งผลต่อราคาลำไย

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาการส่งออก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้สั่งการให้ฟรุ้ทบอร์ดดำเนินการโมเดลเกษตรพาณิชย์ทันสมัย ตามแผนปฏิบัติการโอ 2 โอ (O2O) “ออฟไลน์ 2 ออนไลน์โมเดล” เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย เร่งระบายลำไยสดประมาณ 30% ของผลผลิตลำไยทั้งหมดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และบริษัทอีคอมเมิร์ซ รวมทั้งเว็บไซต์ ช่วยเกษตร.com และบริษัท ไปรษณีย์ไทย พร้อมทั้งสั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการส่งเสริมการบริโภคลำไยในประเทศจับคู่ค้ารับซื้อผลลำไยสด ส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ รับซื้อลำไยของสมาชิกในราคานำตลาด ส่งจำหน่ายข้ามจังหวัดและข้ามภาคเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งลำไยให้ผลผลิตมากที่สุดนั้น ได้ทำแผนกระจายสินค้าที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร AIC ที่มีตนเป็นประธาน ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม จะมอบนโยบายให้เร่งรัดการจัดตั้ง “สถาบันลำไย” ในรูป AIC ศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาลดต้นทุนเน้นการแปรรูปเพิ่มมูลค่าลำไย ลดการพึ่งพาการส่งออก เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนโดยเร็วต่อไป

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สํารวจข้อมูลเกษตรกรชวาสวนลําไย ปี 2562 โดยใช้ฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียน ณ วันที่ 30 เมษายน 2563 มีครัวเรือนเกษตรกรชสงสวนลําไยทั้งประเทศทั้งสิ้น 128,099 ครัวเรือน เนื้อที่ปลูก 871,716 ไร่

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ลําไยเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สําคัญของประเทศไทย ในปี 2562 มีพื้นที่ยืนต้น 1,201,678 ไร่ พื้นที่ให้ผล 1,169,49 ไร่ ผลผลิต 1,011,276 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 865 กิโลกรัมต่อไร่ มีมูลค่าการส่งออกลําไยสด 583,297 ตัน คิดเป็น 20,812 ล้านบาท การส่งออกลําไยอบแห้ง 164,575 ตัน คิดเป็นมูลค่า 8,780 ล้านบาท ประเทศคู่ค้าสําคัญได้แก่ จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ

‘ธรรมนัส’ตรวจเยี่ยมโครงการหมอดินอาสา ‘คนต้นแบบ ขุดบ่อ นอนนา พาคนกลับบ้าน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510423

'ธรรมนัส'ตรวจเยี่ยมโครงการหมอดินอาสา 'คนต้นแบบ ขุดบ่อ นอนนา พาคนกลับบ้าน'

‘ธรรมนัส’ตรวจเยี่ยมโครงการหมอดินอาสา ‘คนต้นแบบ ขุดบ่อ นอนนา พาคนกลับบ้าน’

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 21.32 น.

“ธรรมนัส”ตรวจเยี่ยมโครงการหมอดินอาสา”คนต้นแบบ ขุดบ่อ นอนนา พาคนกลับบ้าน”จ.อุดรธานี

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมโครงการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินของหมอดินอาสา พร้อมพบปะหมอดินอาสาและเกษตรกรในเครือข่าย และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยช์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ณ อ.เพ็ญ และ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายที่มุ่งเน้นในการรักษา อนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ ปรับปรุงฟื้นฟูดินให้เป็นดินที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า เนื่องจากทรัพยากรดิน เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการทำเกษตรกรรม ในวันนี้ได้ลงพื้นที่ศึกษาโครงการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินของหมอดินอาสา ภายใต้ชื่อ “คนต้นแบบ ขุดบ่อ นอนนา พาคนกลับบ้าน” ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรในชุมชนใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ ให้พึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับเชื้อโควิด-19 และลดความเดือดร้อนจากสภาวะการขาดแคลนอาหารและรายได้ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้ทำโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) ที่มีการถอดบทเรียนของนายคมสัน โคตรสีทา และนางนุชนารถ แก้วสว่าง เป็นโครงการต้นแบบ

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยช์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่เกษตรกร จำนวน 30 ราย และร่วมปลูกต้นไม้ในโครงการปลูกไม้ยืนต้นเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 68 พรรษา

รมช.กษ. เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.กษ. เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี

รมช.กษ. เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี7 สิงหาคม 2563 – 21:45 น.

รมช.กษ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี

วันที่ 7 สิงหาคม 2563 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) เป็นประธานในโครงการปลูกไม้ยืนต้น เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 68 พรรษา “1,000,000 กล้า รักษ์แผ่นดิน” ณ แปลงเกษตรของ นายคมสัน โคตรสีทา หมอดินอาสา บ้านโนนสร้างคำ ต.สุมเส้า อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี พร้อมด้วย ดร.ธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 
นายสุทธิชัย จรูญเนตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี และพันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยมีนายธวัชชัย  ศรีทอง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวต้อนรับ และ นางสาวเบญจพร  ชาครานนท์ อธิบดีกรมที่ดินกล่าวรายงาน และเชิญประธานลั่นฆ้องเปิดงาน 

รมช.กษ. เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี

จากนั้น ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรใน อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี จำนวน 30 ราย และเยี่ยมชมแปลงเกษตรของ นายคมสัน ซึ่งเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินของหมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน รวมทั้งพบปะพูดคุยกับหมอดินอาสา และร่วมปลูกต้นไม้ ในโครงการปลูกต้นไม้ยืนต้นเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำเฉลิมพระเกียรติฯ กับรองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มาร่วมงาน ร้อยเอก ธรรมนัสเน้นย้ำว่าหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ไม่สามารถซื้อขายได้ ขอให้พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับมอบไปดูแลรักษาพื้นที่ให้ดี หากมีปัญหาในการใช้พื้นที่ทำเกษตรกรรมสามารถปรึกษาและรับบริการจากทั้ง ส.ป.ก.จังหวัดและสถานีพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งตนกำกับดูแลอยู่

รมช.กษ. เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี

 เวลาต่อมา ร้อยเอก ธรรมนัส เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ดำเนินการโครงการ “แปงนา ได้น้ำ ได้สวน บ่ อึดกิน” สู่ความ มั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน ณ แปลงนางนุชนารถ แก้วสว่าง บ้านโนนทอง ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ จ.อุดรธานี และได้พบปะหมอดินอาสารวมทั้งเกษตรกรเครือข่าย จากนั้นรับฟังรายงานผลการดำเนินงาน เดินเยี่ยมชมแปลงและร่วมปลูกต้นไม้ ในโครงการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ

กรมการข้าว– มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมการข้าว– มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

กรมการข้าว– มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี6 สิงหาคม 2563 – 19:18 น.

กรมการข้าว – มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563”

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2563 ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)เป็นประธานในพิธี มอบรางวัล Thailand Research Expo 2020 Award และมอบโล่แสดงความขอบคุณแก่หน่วยงานที่นำผลงานร่วมนำเสนอ ในพิธีปิดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)  ณ Highlight Stage ห้องคอนเวนชัน ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร  
 โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์  กล่าวภายหลังการมอบรางวัลว่า วช. ได้สนับสนุนและกระตุ้นให้หน่วยงานต่าง ๆ เห็นความสำคัญในการนำเสนอผลงานวิจัยและกิจกรรมส่งเสริมการวิจัยที่มีคุณภาพ เข้าร่วมในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” และได้จัดให้มีกิจกรรม Thailand Research Expo 2020 Award ซึ่งเป็นการพิจารณาคัดเลือกผลงานที่มีกระบวนการนำเสนอที่มีความโดดเด่นในรูปแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยงส่งต่องานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไปได้ โดยแบ่งผลงานออกเป็น 4 ประเภท และมีหน่วยงานที่ได้รับรางวัลประเภทต่าง ๆ ดังนี้

กรมการข้าว– มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

1. Platinum Award จำนวน 2 รางวัล ผู้รับรางวัลได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล รางวัลละ 120,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่
– กรมการข้าว โดย ผลงาน “นวัตกรรมข้าวไทยรองรับการส่งออกของตลาดโลก”
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดย ผลงาน “การพัฒนาเส้นใยกล้วยในงานแฟชั่นเครื่องแต่งกายและเคหะสิ่งทอ”
2. Gold Award จำนวน 4 รางวัล ผู้รับรางวัลได้รับถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี พร้อมเงินรางวัล รางวัลละ 70,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่ 
– กระทรวงกลาโหม โดย ผลงาน “ระบบแสดงแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Chart system) และโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาปืนกลมือ (Submachine Gun)”
– สถาบันพระบรมราชชนก โดย ผลงาน “หุ่นจำลองการตั้งครรภ์ของมารดา”
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดย ผลงาน “การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ประเภทขนมหวานพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ จังหวัดเพชรบุรี”
– สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)  ผลงาน “แก้วที่พิเศษขั้นสูง สำหรับอุปกรณ์กักเก็บพลังงานสะอาดแห่งอนาคต”

                        กรมการข้าว– มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 3. Silver Award จำนวน 6 รางวัล ผู้รับรางวัลได้รับถ้วยรางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี (3 รางวัล) และถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (3 รางวัล) พร้อมเงินรางวัล รางวัลละ 50,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่ 
ถ้วยรางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี
– มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผลงาน “ห่วงโซ่อุปทานเซรามิกส์ลำปาง”
– มหาวิทยาลัยศิลปากร ผลงาน “การพัฒนาทุนทางศิลปะและวัฒนธรรมย่านเยาวราช”
– มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์  ผลงาน “การวิจัยและพัฒนาเสื้อเกราะกันกระสุนอินทนิลเพื่อการใช้งานสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐชั้นประทวนในจังหวัดเพชรบูรณ์”
ถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
– กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลงาน “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กับการพัฒนาเครือข่าย ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์โรคโควิด-19 เพื่อรับมือการระบาดในประเทศไทย”
– มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผลงาน “นวัตกรรมการผลิตปลานิลอินทรีย์จากระบบไบโอฟลอค เพื่อยกระดับผลผลิตคุณภาพสูง”
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ผลงาน “นวัตกรรมจากผักเชียงดาราชินีผักล้านนา”
4. Bronze Award จำนวน 8 รางวัล ผู้รับรางวัลได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (4 รางวัล) ถ้วยรางวัลจากผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (4 รางวัล) พร้อมเงินรางวัล รางวัลละ 30,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่
ถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
– มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ผลงาน “การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากงานวิจัยเทคโนโลยีกระบวนการผลิตและกระบวนการแปรรูปเม็ดมะม่วงหิมพานต์เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่นยืน”
– สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ผลงาน “นวัตอัตลักษณ์…วว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมไทย คืนกำไรสังคม”
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ผลงาน “การพัฒนารถขนส่งวัสดุอัตโนมัติในโรงงาน”
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผลงาน “กำแพงต้นไม้บำบัดมลพิษชนิดควบคุมเองอัตโนมัติ”
ถ้วยรางวัลจาก ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
– สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ผลงาน “การพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดของกระบือนมในจังหวัดพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา”
– โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ผลงาน “หลักเกณฑ์การจัดสรรทรัพยากรในการบริบาลผู้ป่วยวิกฤตในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของประเทศไทย”
– กรมวิชาการเกษตร ผลงาน “รถยกสูงกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยและกลบดิน”
– การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผลงาน “หุ่นยนต์อเนกประสงค์เพื่องานบำรุงรักษาสายส่ง”
5. รางวัลชมเชย จำนวน 10 รางวัล เงินรางวัล รางวัลละ 10,000 บาท ได้แก่
– มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ผลงาน “วิธีการจำแนกความแตกต่างของชนิดในยุงก้นปล่อง Anopheles dirus และ An. Cracens (Diptera: Culicidae) พาหะนำโรคมาลาเรียที่สำคัญ โดยใช้ antennal sensilta ของยุงเพศเมีย”
– บริษัท ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร ซีพีเอฟ จำกัด (CPF FOOD CENTER CO., LTD) ผลงาน “บรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อความยั่งยืน ถาดพลาสติกใสชีวภาพ”
– มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ผลงาน “การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาวบรู บ้านท่าล้งและบ้านเวินบึก อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม”
– สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผลงาน “เครื่องล้างรังนกนางแอ่นด้วยระบบสั่นของน้ำ”
– มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ผลงาน “การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพจากมะม่วงทวายเดือนเก้า”
– สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ผลงาน “การพัฒนามาตรฐานห้องปฏิบัติการและมาตรฐานสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อสร้างความมั่นใจและยกระดับมาตรฐานการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของจังหวัดจันทบุรี สู่การเป็นนครอัญมณี”
– มหาวิทยาลัยพะเยา ผลงาน “ทุ่งมอกโมเดล”
– มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ผลงาน “การออกแบบผลิตภัณฑ์จากเยื่อฟางข้าวเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน”
– มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผลงาน “การจัดการวัฒนธรรมอาหารเพื่อการกระจายผลประโยชน์แห่งความเป็นธรรมของชุมชนบ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์”
– มหาวิทยาลัยบูรพา ผลงาน “การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลด้วยเทคโนโลยี Reverse Ormosis (RO) สำหรับการแก้ไขวิกฤตขาดแคลนน้ำเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อความยั่งยืน”

“บิ๊กป้อม” ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“บิ๊กป้อม” ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

"บิ๊กป้อม" ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

https://www.dailymotion.com/embed/video/x7vfbg7?autoplay=1

6 สิงหาคม 2563 – 17:16 น.

“บิ๊กป้อม” ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

6 ส.ค.63 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเกษตรกรผู้ปลูกลำไยภาคเหนือ พร้อมด้วย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตลอดจน ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนทั้ง 8 จังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ประธานสภาอาชีพเกษตรกร  เกษตรกร กว่า 3,000 คน เข้าร่วมประชุม โดยได้พบปะเกษตรกรเพื่อติดตามสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ 7 รอบ พระชนมพรรษา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 

"บิ๊กป้อม" ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า สถานการณ์ผลผลิตลำไยในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือมีปริมาณผลผลิตลำไยในฤดูเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ของทุกปี โดยในปีที่ผ่านมาเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตลำไยได้ในราคาที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับราคาในปีนี้ เนื่องจากประสบปัญหาจากสถานการณ์ภัยแล้ง ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น และได้รับผลกระทบจากสถานการณณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยภาคเหนือ ได้รับผลกระทบ ทำให้ราคาลำไยตกต่ำ มีสาเหตุมาจากผู้ประกอบการจากประเทศจีน หรือล้ง ไม่สามารถเดินทางเข้ามารับซื้อผลผลิตลำไยในประเทศไทยได้ ตามมาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาด covid-19 ประกอบกับการขาดแรงงาน รวมถึงลำไยมีคุณภาพนั้นมีต้นทุนสูง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้รับความเดือดร้อน 

"บิ๊กป้อม" ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเกษตรกร จึงมอบหมายให้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมเพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้อง โดยเบื้องต้น จะผ่อนผันให้ผู้ประกอบการค้าจากประเทศจีนเดินทางเข้าประเทศได้เพื่อรับซื้อผลผลิตลำไยในฤดูการเก็บเกี่ยวนี้ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของประเทศไทย โดยในวันพรุ่งนี้จะประชุมหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วเพื่อให้ทันฤดูการเก็บเกี่ยว

"บิ๊กป้อม" ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

รมช.ธรรมนัส กล่าวต่อไปว่า สำหรับในเรื่องการชดเชยเพื่อเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในอัตราไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่ นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ในวันอังคาร ที่ 11 ส.ค. 63 นี้ ต่อไป ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือเกษตรกรรอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้พี่ร้องชาวสวนลำไยทุกท่าน ให้มีความเข้มแข็ง 

อย่างไรก็ตาม นโยบายการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นั้น ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร กำลังสำรวจข้อมูลอยู่ มั่นใจว่าแก้ปัญหาให้ชาวสวนลำไยได้โดยเร็ว