กยท.ระดมสมองป้องกัน-พัฒนาถุงมือยางไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509617

กยท.ระดมสมองป้องกัน-พัฒนาถุงมือยางไทย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (ผู้ว่าฯกยท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ไปทั่วโลก ส่งผลให้แต่ละประเทศตระหนักถึงมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงระบาดโรค COVID-19 หลายประเทศ จึงต้องการใช้ถุงมือยางมากขึ้นโดยเฉพาะถุงมือยางที่ใช้ทางการแพทย์ สำหรับไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกถุงมือยางทางการแพทย์เป็นอันดับสองของโลก รองจากประเทศมาเลเซีย มีมูลค่าการส่งออก ประมาณ 37,381 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.76 ส่งผลให้การผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า ปัจจุบันถุงมือยางของไทยเป็นที่ต้องการแพร่หลายทั่วโลก ทำให้เกิดผลกระทบด้านกำลังผลิตและส่งออก ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลก รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกยท.ตระหนักประเด็นดังกล่าว อาจเกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียง ตลอดจนความเชื่อมั่นที่มีต่อนักลงทุนในต่างประเทศ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร รวมถึงนักวิชาการ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หาแนวทางร่วมกันป้องกันแก้ปัญหาอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิต และภาคธุรกิจ

ด้านนางวราภรณ์ ขจรไชยกูลที่ปรึกษาด้านการควบคุมและแปรรูปอุตสาหกรรมยางปลายน้ำด้านยางแห้งกล่าวว่า ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกถุงมือยาง แบ่งเป็น ถุงมือยางธรรมชาติ และถุงมือยางสังเคราะห์ไปทั่วโลก ภายใต้มาตรฐานรับรองคุณภาพสินค้า ISO 11193-1 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลสำหรับถุงมือตรวจโรค ผลิตจากยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ และ ISO 10282 สำหรับมาตรฐานถุงมือผ่าตัด แต่ยังมีมาตรฐานระดับประเทศที่จำกัดการนำเข้าถุงมือยางธรรมชาติ ได้แก่ ASTM ซึ่งเป็นมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบต่อการส่งออกถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(MTEC) ได้วิจัยสามารถลดปริมาณโปรตีนที่ละลายน้ำในถุงมือยางธรรมชาติได้ต่ำกว่า 200 ไมโครแกรม ตามมาตรฐานที่ ASTM กำหนด โดยคุณสมบัติทางการภาพยังคงเหมือนเดิม ขณะนี้ การวิจัยดังกล่าวผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการแล้ว อยู่ระหว่างการทดสอบในระดับโรงงาน จึงเชื่อว่าถุงมือยางของประเทศไทยมีความปลอดภัยและสามารถส่งออกไปทั่วโลกได้ โดยก้าวต่อไปจะมีการร่วมบูรณาการพัฒนาด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีถุงมือยาง ของหลายภาคส่วน เช่น กยท. MTEC กรมวิทยาศาสตร์บริการ มหาวิทยาลัยต่างๆ และผู้ประกอบการถุงมือยาง

ส่องเกษตร : น้ำ…ไปไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509619

ส่องเกษตร : น้ำ…ไปไหน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น้ำ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของโลกใบนี้ และยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพของมนุษย์ รวมไปถึงการผลิตทางการเกษตร น้ำเป็นปัจจัยหนึ่งที่ชี้วัดความสำเร็จของการทำการเกษตร ถ้าน้ำดีเชื่อได้ก่อนว่าการทำการเกษตรจะไม่มีปัญหา ดังนั้นการพัฒนาด้านการเกษตรจึงเริ่มต้นที่การพัฒนาน้ำก่อนที่จะพัฒนาปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นดิน พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การดูแลรักษา สิ่งเหล่านี้มักจะมีความสำคัญในลำดับรอง เมื่อเทียบกับการพัฒนาด้านน้ำ

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พบว่า ปริมาณน้ำจากฝนที่ตกลงมาที่ภาษาคนในวงการเขาเรียกกันว่าน้ำฟ้าในแต่ละปีของประเทศไทยเรานั้น จะมากบ้างน้อยบ้าง แต่ปริมาณที่กักเก็บเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภคต่างๆ มีปริมาณไม่เกินร้อยละ 30 และเรามักจะได้ยินปัญหาน้ำมาก น้ำน้อยกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในปีที่น้ำน้อยถึงกับต้องมีการจัดสรรให้แต่ละภาคส่วนได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ และต้องมีผู้เสียสละเสมอ ซึ่งก็ไม่พ้นการเกษตรที่ต้องยอมไม่ทำการผลิตในปีที่น้ำน้อย เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม และการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของผู้คนในสังคมยังคงอยู่กันได้

ประเด็นการกักเก็บน้ำดังกล่าว มีทั้งผู้รู้และผู้แสดงว่ารู้ออกมาให้ความเห็นกันหลายอย่างถึงการกักเก็บน้ำให้ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ให้ไหลลงสู่ทะเลโดยไม่เกิดประโยชน์ หากจะให้ขยายความถึงวิธีการกักเก็บ คำตอบยังไม่ชัดเจนออกมาเท่าใดนัก หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำโดยตรง รับผิดชอบในการสร้างเขื่อน สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดต่างๆ ได้ให้ข้อมูลด้านปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะประเด็นของการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ฝ่ายต่อต้านการสร้างเขื่อนไม่เคยยอมรับผลการวิเคราะห์ดังกล่าว เพราะมองว่าการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีของชุมชน โดยที่ผลที่ได้จากการสร้างเขื่อนดังกล่าวไม่สามารถชดเชยสิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้นกว่าร้อยปีของงานชลประทานในบ้านเมืองของเราจึงสามารถสร้างพื้นที่ในเขตชลประทานได้เพียง 30 ล้านไร่ จากพื้นที่การเกษตรรวมราว 149 ล้านไร่ ไม่นับรวมพื้นที่ในเขตชลประทานที่กลายร่างเป็นพื้นที่เมืองและย่านอุตสาหกรรมแทนการเกษตรเดิมที่ถูกผลักไสออกไป ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าพื้นที่การเกษตรกว่า 100 ล้านไร่ เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานที่จะต้องแสวงหาแหล่งน้ำมาทำการเกษตรเอง แม้ว่าจะมีหน่วยงานของรัฐเข้ามาดำเนินการในส่วนนี้ แต่ไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด ความแตกต่างของการผลิตทางการเกษตรในเขตพื้นที่ชลประทานกับเขตนอกพื้นที่ชลประทานจึงแตกต่างกันมาก

การสูญเสียน้ำฟ้าไปในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความพยายามที่จะกักเก็บน้ำเหล่านี้ไว้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับฟังข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลถึงแนวคิดในการทำธนาคารน้ำใต้ดินซึ่งกำลังเป็นกระแสของในปัจจุบัน โดยมีหลายแนวคิดและทฤษฎีมาก กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงได้ทดลองดำเนินการในพื้นที่ทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นแหล่งที่ทราบดีว่าเป็นทุ่งรับน้ำที่มีน้ำท่วมเป็นประจำแทบทุกปี เมื่อพิจารณาโครงสร้างของชั้นดิน พบว่า ดินชั้นบนเป็นดินเหนียว ส่วนดินล่างเป็นดินทราย และสามารถที่จะกักเก็บน้ำไว้ในใต้ดินได้ แต่ประเด็นคือ ดินบนที่เป็นดินเหนียวทำให้น้ำที่อยู่บนผิวดินซึมลงสู่ชั้นใต้ดินได้น้อย ดังนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการเจาะจากผิวดินทะลุชั้นดินเหนียว ลงไปในชั้นดินทรายลึกประมาณ 30 เมตร จำนวนมากกว่า 300 จุด เพื่อให้น้ำบนผิวดินซึมผ่านลงไปกักเก็บไว้ในชั้นล่าง
ได้ ซึ่งนอกจากจะสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้แล้ว ยังชะลอการไหลของน้ำ ลดปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน คงความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้อีกด้วย แนวทางการดำเนินงานของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลดังกล่าว
นับว่ามีประโยชน์หลายด้าน นอกจากการเก็บกักน้ำแล้ว การลดความสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของผิวหน้าดินก็เกิดผลดีด้วย ผมจึงเสนอให้ขยายการดำเนินการไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อจะได้เป็นอีก
กำลังหนึ่งในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ วิธีการดังกล่าวน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันไม่ให้ใครมาประท้วงว่าทำลายวิถี ทำลายสิ่งแวดล้อมได้ น้ำที่หายไปจะกลายเป็นน้ำที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ก.เกษตรจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ ร่วมสร้างฝายชะลอน้ำ-ปลูกหญ้าแฝก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509616

ก.เกษตรจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ ร่วมสร้างฝายชะลอน้ำ-ปลูกหญ้าแฝก

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “กิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563” ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตำบลเขาใหญ่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ สมาชิกสหกรณ์ และประชาชนในพื้นที่ ให้การต้อนรับและเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 600 คน ซึ่งโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะราษฎรที่อาศัยทำกินในพื้นที่โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง ได้ร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี และรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่โครงการ หุบกะพง และแก้ไขปัญหาการเกิดไฟไหม้ในแปลงปลูกป่านศรนารายณ์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่หุบกะพง เนื่องจากชาวบ้านจะใช้เส้นใยจากต้นป่านศรนารายณ์มาเป็นวัตถุดิบจักสานเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋า รองเท้า หมวก เพื่อจำหน่ายและสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว ซึ่งการดำเนินกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้นอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่หุบกะพงแล้ว ยังเป็นการน้อมนำพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้อยู่กับประชาชนชาวไทยสืบไป

จากนั้น ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้บริหารและผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกันปลูกหญ้าแฝก และการทำฝายชะลอน้ำ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาภัยแล้ง ให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง จากนั้นเดินทางไปร่วมกิจกรรมปลูกป่านศรนารายณ์ ในแปลงสาธิต ทดลอง ปลูกป่านศรนารายณ์ (แปลง 500 ไร่) แปลงเลขที่ 146 ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 ประมาณ 80 ไร่ซึ่งอยู่ภายในบริเวณศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง ซึ่งทางศูนย์ฯ ได้ทำเป็นแปลงสาธิต ทดลองปลูก ป่านศรนารายณ์ในโครงการศิลปาชีพ (พิเศษ) จักสานป่านศรนารายณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รวมทั้งใช้เป็นวัตถุดิบทำผลิตภัณฑ์จักสานป่านศรนารายณ์ ธุรกิจหลักของสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ด้วย

ทั้งนี้ โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง เป็นโครงการในพระราชประสงค์แห่งแรกของจังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี 2507 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริให้จัดสรรที่ดินในตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ เนื้อที่ 12,079-1- 82 ไร่ ให้ราษฎรที่ไม่มีที่ดินทำกิน ได้เข้าอยู่อาศัยและประกอบอาชีพการเกษตร แต่เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม สภาพภูมิประเทศเป็นดินทราย อากาศแห้งแล้ง ส่งผลต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร พระองค์จึงได้จัดการพัฒนาที่ดินให้แก่เกษตรกรและทดลองทำการเกษตรแผนใหม่จนประสบผลสำเร็จ พลิกฟื้นผืนดินที่แห้งแล้งให้มีความอุดมสมบูรณ์ และใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชและทำการเกษตรได้จวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินเหล่านี้ ได้รวมตัวกันแล้วจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ยึดหลักและวิธีการสหกรณ์ในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่และส่งเสริมการประกอบอาชีพให้กับสมาชิก ปัจจุบัน หมู่บ้านหุบกะพงมีประชากรอาศัยในพื้นที่ประมาณ 3,029 คน และที่นี่ยังเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการปลูกพืชและสัตว์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตรบนพื้นที่แห้งแล้ง อีกทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรด้านต่างๆ แก่เกษตรกร และประชาชนทั่วไปด้วย

รายงานพิเศษ : ประมงนำร่องทดลองระบบฯ ออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509622

รายงานพิเศษ : ประมงนำร่องทดลองระบบฯ  ออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD)

รายงานพิเศษ : ประมงนำร่องทดลองระบบฯ ออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD)

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมง เปิดทดลองระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลและผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) สามารถยื่นคำขอทดลองเข้าใช้งานระบบการออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำได้ด้วยตนเองตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ และเพื่อประโยชน์ในการสืบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่ากรมประมงได้ออกประกาศ เรื่อง การจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ สำหรับกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ประเภทการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 91แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ในการกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ประเภทการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) อาทิ แพรับซื้อกุ้ง ผู้รวบรวมสัตว์น้ำ สถานแปรรูปเบื้องต้น สถานประกอบการห้องเย็น โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ และผู้ส่งออกกุ้งทะเลที่ประสงค์จะขายหรือส่งมอบกุ้งทะเลแก่บุคคลอื่น จะต้องจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับมอบกุ้งทะเล ผ่านระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (Aquatic AnimalPurchasing Document: APD) ทางเว็บไซด์ http://apd.fisheries.go.th เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการ ในการออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ และสืบค้นแหล่งที่มาของกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อีกทั้งเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลให้ได้คุณภาพ ป้องกันอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะในเรื่องของสารตกค้างในสินค้ากุ้งทะเล สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้าในเรื่องระบบ Traceability ของประเทศไทย

สำหรับการจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการเนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน กรมประมงได้ใช้หนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำและลูกพันธุ์สัตว์น้ำ (MD/FMD) เพื่อเป็นหลักฐานในการสืบค้น แต่เนื่องจากประกาศกรมประมงฉบับดังกล่าวได้ออกไป จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการจัดทำหนังสือกำกับฯ จากเดิมผู้ออกหนังสือกำกับฯ ให้แก่เกษตรกรคือเจ้าหน้าที่กรมประมง หรือกลุ่มองค์กรที่ได้รับการประกาศรับรองให้ออกหนังสือกำกับฯ ปรับเปลี่ยนเป็นให้เกษตรกรและผู้ประกอบการฯ สามารถจัดทำหนังสือกำกับฯ ได้ด้วยตนเองผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แบบ Real-time ทำให้โปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ APD สามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของกุ้งทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถจัดทำหนังสือกำกับฯ ผ่านระบบดังกล่าวได้ในพื้นที่ของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดการใช้กระดาษ เนื่องจากสามารถส่งข้อมูลการซื้อขายกุ้งทะเลในรูปแบบของไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเกษตรกรไม่ต้องกังวลในเรื่องของความยุ่งยากในการใช้ระบบ เนื่องจากกรมประมงได้มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษา ซึ่งท่านสามารถยื่นคำขอทดลองใช้ระบบฯ ได้ในวันที่ 3 สิงหาคม 2563 และจะเปิดระบบให้สามารถทดลองใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 -1 กันยายน 2564

อย่างไรก็ตาม หลังจากพ้นระยะเวลาช่วงทดลองระบบ 1 ปี(1 กันยายน 2563-1 กันยายน 2564) ในวันที่ 2 กันยายน 2564 ประกาศกรมประมงจะมีผลใช้บังคับ หากเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) ท่านใดที่ไม่จัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ ในทุกครั้งที่มีการซื้อขายหรือส่งมอบกุ้งทะเล หรือจัดทำเอกสาร หรือกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ จะมีความผิดตามมาตรา 156 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000-1,000,000 บาท หรือหากนำหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD/FMD) ที่กลุ่มองค์กรเอกชนหรือบุคคลที่ได้รับการประกาศรับรองฯ ฝ่าฝืนออกให้ไปใช้ประกอบการซื้อขายกุ้งทะเลให้แก่บุคคลอื่น จะมีความผิดตามมาตรา 268 ประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท ซึ่งกลุ่มองค์กรเอกชนหรือบุคคลที่ได้รับการประกาศรับรองให้ออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD/FMD) จะถูกระงับมิให้ออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำและลูกพันธุ์สัตว์น้ำ (MD/FMD) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 เป็นต้นไป หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามมาตรา 265 ประมวลกฎหมายอาญา ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท

ทั้งนี้ กรมประมงได้มีการจัดประชุมชี้แจงกับเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการประมงฯ เกี่ยวกับประกาศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) ไปเมื่อวันที่ 20-22 กรกฎาคม 2563 ผ่านระบบ Video conference (Zoom) ซึ่งเป็นการประชุมทำความเข้าใจร่วมกัน โดยหากท่านใดต้องการรับชมคลิปวีดีโอสอนใช้งานระบบ (APD) สามารถรับชมได้ที่ http://apd.fisheries.go.th/ และสามารถสอบถามได้ที่หน่วยงานกรมประมงในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานประมงจังหวัด หรือสถานที่ที่ประมงจังหวัดประกาศกำหนด หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ภายใต้สังกัดกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จำนวน 17 ศูนย์ฯ หรือติดต่อได้ที่ กลุ่มวิจัยการจัดระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง โทร. 0-2579-2421 หรือทาง Line: @eapd

กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ 10 จังหวัด ผลิตพืชผักปลอดภัยป้อนตลาด สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่มครัวเรือนละ 150,000 บาท/ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ 10 จังหวัด ผลิตพืชผักปลอดภัยป้อนตลาด สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่มครัวเรือนละ 150,000 บาท/ปี

กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ 10 จังหวัด ผลิตพืชผักปลอดภัยป้อนตลาด สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่มครัวเรือนละ 150,000 บาท/ปี6 สิงหาคม 2563 – 14:11 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกระดับการผลิตเกษตรอินทรีย์ในนิคมสหกรณ์ทั่วประเทศ เริ่มปีนี้ในสหกรณ์นิคม 15 แห่ง ใน 10 จังหวัด จัดเงินอุดหนุนสร้างโรงเรือนพร้อมระบบน้ำรายละ 35,000 บาท พร้อมจัดอบรมถ่ายทอดความรู้เกษตรอินทรีย์เข้มข้นเพื่อให้ผลผลิตได้มาตรฐาน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกระดับการผลิตเกษตรอินทรีย์ในนิคมสหกรณ์ทั่วประเทศ เริ่มปีนี้ในสหกรณ์นิคม 15 แห่ง          ใน 10 จังหวัด จัดเงินอุดหนุนสร้างโรงเรือนพร้อมระบบน้ำรายละ 35,000 บาท พร้อมจัดอบรมถ่ายทอดความรู้เกษตรอินทรีย์เข้มข้นเพื่อให้ผลผลิตได้มาตรฐาน  ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายนิคมผักปลอดภัยป้อนในตลาดพื้นที่ สถานที่ราชการ โรงพยาบาลและตลาดโมเดิร์นเทรด หลังทดลองสมาชิกรายได้เพิ่ม 150,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี 
 นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เห็นความสำคัญในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์    และกลุ่มเกษตรกรให้ได้มาตรฐาน เสริมสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนการสร้างโอกาสทางการตลาดให้มีช่องทางจำหน่าย และสามารถนำความรู้ไปขยายผลต่อได้ จึงได้ดำเนินโครงการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ปี 2563  เพื่อให้นิคมสหกรณ์ส่งเสริมการสร้างอาชีพหารายได้เพิ่มให้กับสมาชิก เหตุที่เลือกพื้นที่นิคมสหกรณ์เป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนโครงการนี้ เนื่องจากมีเขตดำเนินการชัดเจนสมาชิกส่วนมาก เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างความร่วมมือ การประสานงาน ถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันและมีเจ้าหน้าที่ของนิคมสหกรณ์เข้าไปดูแลคอยให้คำแนะนำได้อย่างสะดวกและใกล้ชิด เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ในอนาคต คือ สร้างเครือข่ายนิคมสหกรณ์ผู้ผลิตผักปลอดภัยและยกระดับเป็นผักอินทรีย์ เพื่อส่งขายตลาดสำคัญในพื้นที่ คือ โรงพยาบาล สถานที่ราชการและตลาดโมเดิร์นเทรดที่ต้องการอาหารปลอดภัย 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ 10 จังหวัด ผลิตพืชผักปลอดภัยป้อนตลาด สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่มครัวเรือนละ 150,000 บาท/ปี

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวด้วยว่า เบื้องต้นได้เริ่มส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับสมาชิกสหกรณ์นิคม 15 แห่งในพื้นที่นิคมสหกรณ์ 13 แห่ง  10 จังหวัด  โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนเงินอุดหนุนและให้สมาชิกสมทบเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของ ในการจัดหาโรงเรือน ขนาด 6X30 เมตร พร้อมระบบน้ำให้แก่เกษตรกรที่เข้าโครงการจำนวน 98 โรง ราคาโรงเรือนละ 50,000 บาท โดยกรมให้เงินอุดหนุนโรงเรือนละ 35,000 บาท และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสมทบอีก  15,000  บาท  พร้อมทั้งจัดอบรมให้ความรู้กระบวนการทำเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานและการตลาด โดยได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปให้ความรู้ศึกษาดูงานแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ตลอดระยะเวลาในการดำเนินการ                กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ 10 จังหวัด ผลิตพืชผักปลอดภัยป้อนตลาด สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่มครัวเรือนละ 150,000 บาท/ปี  “ ก่อนหน้านี้ กรมได้เริ่มทำทดลองจุดประกายให้สมาชิกในนิคมสหกรณ์นำร่อง และทดสอบการทำผักปลอดภัย      เพื่อดูว่าจะมีตลาดรองรับมากน้อยเพียงใด ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดี  ไม่เพียงพอจำหน่ายในชุมชน  เกษตรกรมีรายได้เพิ่มประมาณปีละ 150,000 บาทต่อครัวเรือน ในปีนี้สมาชิกมีความประสงค์อยากจะต่อยอดโครงการดังกล่าว จึงเริ่มโครงการนี้ขึ้นเป็นปีแรก โดยสนับสนุนให้สมาชิกผลิตผักตามความชำนาญของแต่ละราย แต่ให้เริ่มปลูกแบบผักปลอดภัยและพัฒนายกระดับเป็นเกษตรอินทรีย์  จึงได้อุดหนุนเงินสำหรับสร้างโรงเรือนให้ เนื่องจากการปลูกพืชผักในโรงเรือนจะสามารถควบคุมการผลิตและปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งตลาดมีความต้องการ  จากนั้นก็คาดหวังว่าในปีต่อไป นิคมสหกรณ์ที่ผลิตพืชผักอินทรีย์จะขยายไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์และวางแผนการผลิตให้ตอบสนองความต้องการของตลาดในแง่ของชนิดพืชผัก ปริมาณและคุณภาพ และที่สุดนำไปสู่การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายระหว่างนิคมสหกรณ์ร่วมกันเพื่อส่งผลผลิตในพื้นที่ให้กับตลาดในพื้นที่โรงพยาบาล สถานที่ราชการและห้างโมเดิร์นเทรดต่อไปในอนาคต “ นายอัชฌากล่าว

“คลุกวงในกระทรวงเกษตร” วัดขุมกำลังคนข้างกายเสี่ยต่อ นาย ธ. กับ นาย สก. ใครแน่กว่ากัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“คลุกวงในกระทรวงเกษตร” วัดขุมกำลังคนข้างกายเสี่ยต่อ นาย ธ. กับ นาย สก. ใครแน่กว่ากัน 

"คลุกวงในกระทรวงเกษตร" วัดขุมกำลังคนข้างกายเสี่ยต่อ นาย ธ. กับ นาย สก. ใครแน่กว่ากัน 6 สิงหาคม 2563 – 14:03 น.

“คลุกวงในกระทรวงเกษตร” วัดขุมกำลังคนข้างกายเสี่ยต่อ นาย ธ. กับ นาย สก. ใครแน่กว่ากัน 

ใกล้แล้วปรับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรอย่าลืมว่าเกษียณเกือบ 10 ตำแหน่ง สำคัญ เช่น ปลัดกระทรวงเกษตร อธิบดีกรมการข้าว อธิบดีกรมหม่อนไหม อธิบดีกรมวิชาการเกษตร รองปลัดกระทรวง 2 ตำแหน่ง ผู้ตรวจอีก 4 ตำแหน่ง 

งานนี้มีสนุก นักกรีฑาเตรียมพร้อมวิ่งเต็มสูบลุ้นสนุกแน่ ต่างมุ่งเป้าสู่ถนนสองสายคนของกาย รมว.เกษตรฯต่อ  1. นาย ธ. หลายอธิบดีชุดนี้เกาะแน่นคิดว่าเป็นขุมพลังของรมว.ต่อตัวจริง มาต่อที่อีก 1 เส้นทาง คือ นาย สก. คนนี้สายตรงตัวจริง 

ถ้าวงในตัวจริงจะรู้ว่า ถ้าเสี่ยต่อจะทำไรต้องมาปรึกษา นาย สก.ก่อน เหล่าขุมผู้ตรวจต่างวิ่งไปซบขุมกำลังนี้งานนี้สนุกละว่าใครแน่ว่าใคร…

ได้ยินเสียงกระซิบมาว่ามีโยกย้าย-สลับอธิบดีอีกหลายกรมแน่ เพราะหลายกรมแถว ม.เกษตรฯข้าราชการบ่นผู้บริหารทำงานไม่เป็น บริหารไม่ได้เป็นทุกข์ของข้าราชการ
อีกทั้งมีอธิบดีเงาขึ้นมาคุมงบ กรมไหนนั้นเขารู้ดีกันไม่ต้องบอกหลอก

“เยียวยาเกษตรกร” 3 เดือนจ่ายไปแล้วกว่า1แสนล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เยียวยาเกษตรกร” 3 เดือนจ่ายไปแล้วกว่า1แสนล้าน

"เยียวยาเกษตรกร" 3 เดือนจ่ายไปแล้วกว่า1แสนล้าน5 สิงหาคม 2563 – 17:09 น.

“เฉลิมชัย” พอใจโครงการเยียวยาเกษตรกรเดินหน้าตามเป้าหมาย 3 เดือนจ่ายไปแล้วกว่า1แสนล้าน สศก.ชี้เกษตรกร99%พอใจใช้เงินเยียวยาต่อยอดอาชีพบรรเทาผลกระทบโควิด19

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงวันนี้ว่า “ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พอใจผลการดำเนินงานโครงการเยียวยาเกษตรกรที่สามารถเดินหน้าตามเป้าหมาย 3 เดือนจ่ายเกษตรกรกว่า7.7ล้านไปแล้ว1.1แสนล้านบาท และ ขอบคุณทุกหน่วยงานรวมทั้งคณะรัฐมนตรีแทนเกษตรกรทุกคน ที่ช่วยสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯ ในการดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนลุล่วงคืบหน้าด้วยดีโดยให้กำลังใจทุกฝ่ายดำเนินก่อนต่อจนแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้  

นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ทำหน้าที่นายทะเบียน รวบรวม และจัดทำระบบคัดกรองที่ถูกต้อง สศก. ได้ทำการตรวจสอบความซ้ำซ้อนข้อมูล และส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ฯให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2563 จากรายงานของสศก.แจ้งว่าจากการติดตามประเมินผลโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019

โดย สศก. ได้จัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของข้อมูลกับโครงการเราไม่ทิ้งกันของกระทรวงการคลัง ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ข้าราชการบำนาญของกรมบัญชีกลาง และระบบประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคม ให้ ธ.ก.ส. เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร (ข้อมูล ณ 31 ก.ค.63) รวมทั้งสิ้น 7,747,490 ราย

โดย  ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร ตั้งแต่ 15 พ.ค. – 31 ก.ค. 63 รวม 3 งวด จำนวน 112,126.730 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 96.48 ของเป้าหมาย 116,212.35 ล้านบาท แบ่งเป็น

 งวดที่ 1 จำนวน 7,486,705 ราย จำนวนเงิน 37,433.525 ล้านบาท

งวดที่ 2 จำนวน 7,472,114 ราย  จำนวนเงิน 37,360.570 ล้านบาท 

งวดที่ 3 จำนวน 7,466,527 ราย  จำนวนเงิน 37,332.635 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มีเกษตรกรที่ยังไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรได้ เนื่องจากไม่ได้แจ้งเลขบัญชี ขณะนี้ได้เร่งให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามเกษตรกรเพื่อส่งเลขบัญชีให้กับ ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร โดยดำเนินการหลายช่องทาง เช่น ติดประกาศ ณ หน่วยงานในพื้นที่ โทรศัพท์แจ้งเกษตรกรโดยตรง รวมทั้งส่งรายชื่อให้กับผู้นำชุมชนเพื่อไปแจ้งเกษตรกรต่อไป

และสำหรับเกษตรกรกลุ่มสุดท้าย ที่ได้แจ้งความจำนงเพาะปลูกและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม และเพาะปลูกพืชก่อนวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งมีจำนวน 38,737 ราย กลุ่มนี้จะได้รับเงินครั้งเดียว 15,000 บาท ภายในเดือนสิงหาคมนี้ สำหรับผลการอุทธรณ์ มีเกษตรกรที่มาขอยื่นเรื่องอุทธรณ์เยียวยาของทั้ง 8 หน่วยงาน โดยตรวจสอบความถูกต้องและซ้ำซ้อนแล้ว คงเหลือ 189,645 ราย ซึ่งล่าสุด การประชุมคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พบว่า มีเกษตรกรที่เข้าหลักเกณฑ์ที่สามารถจ่ายเงินเยียวยาได้ จำนวน 70,338 ราย และอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบสิทธิ์อีก 269 ราย 

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สศก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้สำรวจข้อมูลในระหว่างเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม 2563 พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 99 พึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในระดับมาก มีเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่พึงพอใจเนื่องจากยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการ และอยู่ระหว่างอุทธรณ์ เกษตรกรร้อยละ 96 เห็นว่าจำนวนเงินช่วยเหลือ เพียงพอต่อการบรรเทาความเดือดร้อน มีเพียงร้อยละ 4 ที่เห็นว่าจำนวนเงินที่ได้รับไม่เพียงพอ เนื่องจากความเสียหายจากการทำการเกษตรมีมากกว่าจำนวนเงินที่ได้รับ ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้  

สำหรับเกษตรกรที่ได้รับเงินช่วยเหลือ มีการนำเงินไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ โดยเกษตรกรจะนำไปลงทุนทางการเกษตร เช่น ซื้อพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ปุ๋ย และซ่อมแซมโรงเรือน เป็นอันดับแรก ที่เหลือนำไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ลงทุนนอกการเกษตร เช่น ซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อ และนำไปชำระหนี้สิน/จ่ายค่าเช่า รวมทั้งนำไปใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าซ่อมแซมบ้าน ใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน เก็บออม เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำระบบฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ กรมที่ดิน ส.ป.ก. จะทำให้การดำเนินงานอื่นๆ หรือการปรับปรุงข้อมูลของหน่วยงานมีความเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ การตรวจสอบคัดกรองข้อมูล จะดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งหากมีการประชาสัมพันธ์ไปทางกระทรวงมหาดไทย ที่สามารถเข้าถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ทั่วถึงและรวดเร็วกว่า จะช่วยให้การดำเนินงานโครงการได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น สร้างความตระหนักให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร เพื่อได้รับการช่วยเหลือในโครงการต่างๆ นอกจากนี้ เกษตรกร ได้ให้ข้อคิดเห็นถึงรูปแบบในการช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ หรือเหตุการณ์อื่น  โดยต้องการให้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นลำดับแรก รองลงมาคือ การจัดหาตลาด ช่วยกระจายผลผลิตของเกษตรกร การสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรือ อาหารสัตว์ จัดอบรมให้ความรู้ เพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบการเกษตรได้ และช่วยด้านระบบชลประทาน หรือจัดหาแหล่งน้ำ รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการเพาะปลูก และลดดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม สศก.จะมีการสำรวจข้อมูลเพื่อประเมินผลอีกครั้งเมื่อโครงการเสร็จสิ้นแล้ว

สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่

สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่2 สิงหาคม 2563 – 21:26 น.

 กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าสร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 สอนการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาการผิดปกติของการทำงานของเครื่องยนต์และชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ ให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมใหญ่เครื่องยนต์เกษตร หวังให้บริการเกษตรกรในท้องถิ่นได้

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตรอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็น “ช่างเกษตรท้องถิ่น” ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร กิจกรรมสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น ปี 2563 เพื่อพัฒนาความรู้ด้านเทคนิคการใช้ การซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร การสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่นสำหรับรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานและภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีการถือครองเครื่องยนต์เกษตรอยู่ประมาณ 2.9 ล้านเครื่อง 

สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่
สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่

สำหรับในปี 2563 มีเป้าหมายสร้าง “ช่างเกษตรท้องถิ่น” จำนวน 3,500 ราย โดยคัดเลือกเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีเครื่องยนต์เกษตรหนาแน่นใน 72 จังหวัดครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ ผ่านการฝึกอบรม 3 หลักสูตร ใน 3 ระดับ ประกอบด้วย ช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 มีทักษะในการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 500 บาทต่อเครื่องต่อปี ช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 จะคัดเลือกผู้ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 มาเพื่อพัฒนาทักษะช่างในการซ่อมแซมบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรเพิ่มเติมให้สามารถบริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเบื้องต้นให้แก่เกษตรกรข้างเคียงในท้องถิ่นได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 1,000 บาทต่อปีต่อเครื่อง

สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่

และช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 จะคัดเลือกจากผู้ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 เพื่อพัฒนาทักษะช่างและเทคนิคการซ่อมแซมบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร ให้สามารถบริการตรวจเช็คซ่อมแซมใหญ่ เครื่องยนต์เกษตร (Overhaul) ให้แก่เกษตรกรข้างเคียงในท้องถิ่นได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 1,500 บาทต่อเครื่องต่อปี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมเกษตรกร เพื่อให้มีทักษะสู่การเป็นช่างเกษตรท้องถิ่นในทุกปี ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นการอบรมกรมส่งเสริมการเกษตรจะจัดงานบริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยนำช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 ที่ผ่านการอบรมแล้วออกให้บริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรทั่วไป รวม 2 ครั้ง              สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่  ด้านนายพีระ ช้างเยาว์ หัวหน้าฝ่ายบริการงานช่างเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 ในปี 2563 นี้ จัดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ณ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตรตามช่วงเวลาที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีการถ่ายทอดความรู้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ทบทวนหลักการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซล การถอดประกอบเครื่องยนต์ ซ่อมแซมระบบกำลังอัด ได้แก่ เปลี่ยนลูกปืน แบริ่งเพลาข้อเหวี่ยง แบริ่งก้านสูบ แหวนลูกสูบ ลูกสูบ ปรับตั้งมาร์คเฟือง บดวาล์ว และตั้งวาล์ว เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องของเครื่องยนต์ การซ่อมแซมระบบน้ำมันเชื้อเพลิง ได้แก่ ชุดไส้กรอง ชุดลูกปั๊ม กระบอกปั๊ม ชุดหัวฉีด ปรับตั้งปั๊มและแรงดันหัวฉีด รวมถึงเทคนิคการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาการผิดปกติการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลของตนเองได้ และให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมใหญ่เครื่องยนต์เกษตร (Overhaul) ให้แก่เกษตรกรข้างเคียงได้ โดยมีระยะเวลาการอบรม 3 วัน เป้าหมายจำนวน 200 ราย อบรมรุ่นละ 25 ราย จำนวน 8 รุ่น
    ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรสามารถสร้างช่างเกษตรท้องถิ่นได้กว่า 10,000 ราย เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลของตนเองได้ 1,000 – 1,500 บาทต่อเครื่องต่อปี และยังให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเบื้องต้นให้แก่เกษตรกรข้างเคียงได้อย่างน้อย 20 ราย

เกษตรกรใต้ยืนหยัดดูแลผู้บริโภค ย้ำขายหมูหน้าฟาร์มไม่เกิน80บาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509358

เกษตรกรใต้ยืนหยัดดูแลผู้บริโภค ย้ำขายหมูหน้าฟาร์มไม่เกิน80บาท

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายปรีชา กิจถาวร กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และนายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไทย ทำให้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรทุกภูมิภาค ตลอดจนเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมใจกันดูแลปกป้องประชาชนไม่ให้เดือดร้อนด้านค่าครองชีพ ด้วยการให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ตรึงราคาขายหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม ซึ่งเป็นต้นทางไม่ให้เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม มาตลอด เพื่อให้ราคาจำหน่ายหมูหน้าเขียงที่ปลายทางอยู่ที่ 150-160 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาเหมาะสมเป็นธรรมกับผู้บริโภค และที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต่างร่วมกันบริหารจัดการการผลิตตลอดห่วงโซ่ ให้มีปริมาณสุกรเพื่อการบริโภคในประเทศอย่างเพียงพอ

“ราคาสุกรปัจจุบันเป็นไปตามกลไกตลาด จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด ทั้งจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ส่งผลให้กิจการและกิจกรรมหลายส่วนเริ่มเปิดดำเนินการ การจับจ่ายใช้สอยกลับมาคึกคัก ประกอบกับสถานศึกษาทั่วประเทศเปิดทำการเรียนการสอนแล้ว ยิ่งทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงทุกคนจะยืนหยัดผลิตสุกรให้เพียงพอบริโภค ย้ำว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนสุกรแน่นอน ที่สำคัญจากโครงการ “เนื้อหมู…สู้โควิด” ของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรที่เริ่มดำเนินการแล้วในจังหวัดชลบุรี ด้วยการขายเนื้อหมูกิโลกรัมละ 130 บาท จากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมถึงห้างค้าส่ง ค้าปลีก ต่างร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์ราคากลับสู่ภาวะปกติแล้ว” นายปรีชากล่าว

นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ กล่าวถึงสถานการณ์การผลิตสุกรว่า จากปัญหาโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ในสุกร ที่มีการระบาดอย่างหนักโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านทั้งจีน เวียดนาม
เมียนมา ฯลฯ ทำให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในประเทศดังกล่าวเสียหายอย่างหนัก ปริมาณสุกรหายไปจากระบบเป็นจำนวนมาก ส่งผลต่อราคาเนื้อสุกรในประเทศเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว เช่น จีนราคาหมูหน้าเขียงกิโลกรัมละ 350 บาท เวียดนาม 250 บาท และกัมพูชา 200 บาท เป็นต้น โรค ASF ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงเกิดความวิตกกังวล และตัดสินใจเลิกอาชีพเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยเกษตรกรในภาคใต้หายออกไปจากระบบถึงร้อยละ 20 ส่งผลให้ปริมาณแม่พันธุ์รวมเหลืออยู่ประมาณ 80,000 ตัว จากเดิมมีแม่พันธุ์มากกว่า 100,000 ตัว อย่างไรก็ตามไทยยังสามารถป้องกันโรค ASF ไว้ได้ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมนี้ และคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ประสบปัญหาขาดแคลนและเดือดร้อนจากภาวะราคาดังเช่นประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้จะร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ จัด “มหกรรมหมูธงฟ้า” ส่งตรงหมูสดจากฟาร์มเกษตรกรผู้เลี้ยงสู่ผู้บริโภค เพื่อสนับสนุนนโยบายการช่วยเหลือพร้อมกันทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ในวันที่7 สิงหาคม โดยพื้นที่ภาคใต้เบื้องต้นจะจัดที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทยอยจัดจำหน่ายประมาณ 1,000 กิโลกรัมต่อวัน

ไฟเขียวประกันรายได้มันฯ-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509359

ไฟเขียวประกันรายได้มันฯ-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) และคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน เห็นชอบโครงการประกันรายได้สินค้า 2 ชนิด คือมันสำปะหลัง ประกันรายได้ที่หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ในพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศ กำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64ที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน

ทั้งนี้ เกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงินส่วนต่างดังกล่าว ต้องขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลังกับกรมส่งเสริมการเกษตร หลังปลูกมันสำปะหลังไปแล้ว 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2563 –31 มี.ค.2564 เป็นเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังด้วยตนเอง และกรรมสิทธิ์เป็นของเกษตรกร แจ้งระยะเวลาเก็บเกี่ยวกับกรม นับจากวันที่เพาะปลูกไม่น้อยกว่า 8 เดือน กำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 2563 – 30 พ.ย.2564 ประกาศเกณฑ์กลางอ้างอิงทุกวันที่ 1 ของเดือน ระยะเวลา12 เดือน สำหรับการจ่ายเงินส่วนต่างงวดแรกครอบคลุมเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งเพาะปลูก ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2563 ระบุวันคาดว่าเก็บเกี่ยวก่อนวันที่ 1 ธ.ค.2563 สำหรับการประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงงวดสุดท้าย ครอบคลุมเกษตรกรที่ระบุวันที่คาดว่าเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2564

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบมาตรการคู่ขนาน 4 มาตรการ ประกอบด้วย 1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง 2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง และ 4) บริหารจัดการการนำเข้าส่งออก ขณะเดียวกันยังได้เห็นชอบขอขยายพื้นที่ดำเนินโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมีแนวโน้มการแพร่ระบาดไปยังหลายพื้นที่ จากพื้นที่ดำเนินโครงการ 11 จังหวัด ปัจจุบันเพิ่มเป็น 22 จังหวัด

สำหรับโครงการประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2563/64 กำหนดราคาประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ความชื้น 14.5% เท่ากับปีที่ผ่านมา กิโลกรัมละ 8.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ และไม่ซ้ำแปลง เกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับการชดเชย ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยแจ้งเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2563 – 31 พ.ค.2564 และขึ้นทะเบียนได้แปลงละ 1 ครั้ง เท่านั้นในรอบการผลิตดังกล่าว ระยะเวลาชดเชยส่วนต่างวันที่ 20 พ.ย.2563 – 31 ต.ค.2564 โดยมีมาตรการคู่ขนาน 6 มาตรการ คือ 1) สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2563/64 2) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2563/643) มาตรการกำหนดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำหรับผู้นำเข้าทั่วไป 4) กำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 ต่อ 3 5) การดูแลความเป็นธรรมในการซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้แสดงราคา ณ จุดรับซื้อที่ความชื้น 14.5% และ 30% และ 6) การดูแลความสมดุล ให้แจ้งปริมาณการครอบครอง การนำเข้า สถานที่เก็บ การตรวจสอบสต๊อก เป็นต้น