รายงานพิเศษ : แก้ปัญหาทรัพยากรน้ำยั่งยืน…มั่นคงด้วยพระราชดำริ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509360

รายงานพิเศษ : แก้ปัญหาทรัพยากรน้ำยั่งยืน...มั่นคงด้วยพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : แก้ปัญหาทรัพยากรน้ำยั่งยืน…มั่นคงด้วยพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ในฐานะหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้น้อมนำพระราชกระแสของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน มาขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยจัดลำดับความสำคัญแผนงาน งบประมาณโครงการพระราชดำริที่มีความพร้อม ไม่ติดปัญหาอุปสรรคใดเป็นลำดับแรก

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสให้ สืบสาน รักษา และต่อยอดงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ให้แล้วเสร็จ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งสทนช.ได้นำพระราชกระแสดังกล่าว มาขับเคลื่อนและใช้วางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า สทนช.ได้นำแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาใช้แก้ปัญหาน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า ประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างสูง จะเห็นได้จากสภาพฝนเปลี่ยนไปจากค่าเฉลี่ยในอดีตมาก ฝนจะตกกระจุกตัวมากขึ้น ฤดูฝนมาช้าลง และทิ้งช่วงนาน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วม รวมทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำ ดังนั้นจึงทำให้พื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากเป็นพื้นที่เดียวกัน ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาความยากจน

ในขณะที่การขยายพื้นที่ชลประทานทำได้อย่างจำกัด ประเทศไทยมีพื้นที่ 321.2 ล้านไร่ รวม 70,129 หมู่บ้าน แบ่งเป็น พื้นที่ทำการเกษตร 158.2 ล้านไร่ โดยในจำนวนนี้ที่เป็นพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทานถึง 128.05 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 80ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เพื่อปัญหาดังกล่าว สทนช. ได้บูรณาการกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานส่วนท้องถิ่น ด้วยการสนับสนุนทางเทคนิคจาก มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ได้นำแนวพระราชดำริเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาใช้แก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การพึ่งพาตนเองและเกิดการพัฒนาทรัพยากรน้ำที่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่ได้ตรงกับสาเหตุ เกิดความมั่นคงในทุกด้าน ทั้งด้านน้ำ ด้านผลผลิต ด้านรายได้ ด้านโครงสร้างทางสังคมของชุมชน และเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มความเข้มแข็งและความมั่นคงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้อย่างยั่งยืน

การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ มีองค์ประกอบหลัก 5 ส่วน ประกอบด้วย 1.แหล่งน้ำต้นทุน 2.แหล่งเก็บกักน้ำสำรอง 3.ระบบการเชื่อมโยงน้ำต้นทุนและแหล่งเก็บกักน้ำสำรอง 4.ระบบกระจายน้ำ และ 5.ความพร้อมของชุมชนผู้รับประโยชน์ ในการขับเคลื่อนการจัดการน้ำชุมชน ถ้าขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งจะไม่สามารถขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จได้จึงต้องอาศัยกลไกการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา มูลนิธิ หรือภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ที่ผ่านมาได้นำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาใช้แก้ปัญหาไปแล้ว 1,659 หมู่บ้าน รวมทั้งขยายผลดำเนินงานพัฒนาชุมชนที่เป็นตัวอย่างความสำเร็จ 60 ชุมชน ในพื้นที่ 19 ลุ่มน้ำ โดยได้สร้างเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

“การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ช่วยส่งผลให้ชุมชนสามารถบริหารความเสี่ยง บรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่ของตน ช่วยสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ นำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ สร้างศักยภาพให้กับชุมชนในการปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์น้ำที่ไม่แน่นอน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน” ดร.สมเกียรติ กล่าว

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานยึดโยงตามแนวทางพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ในเรื่องการบูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาน้ำร่วมกัน ดังเช่นกรณีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำริให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยกัน แทนที่จะเป็นเพียงหน่วยงานเดียวอย่างที่เคยเป็นมา อีกทั้งยังได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขับเคลื่อนงานโครงการพระราชดำริให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสานงานต่อ ก่องานใหม่ จัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10

ทั้งนี้ สทนช. ได้เสนอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบหลากหลายโครงการ โดยล่าสุด กนช.ได้ติดตามและเร่งขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง ดังเช่น

โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางความจุ 70.21 ล้านลูกบาศก์เมตรเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 75,000 ไร่ และฤดูแล้ง 30,000 ไร่ วงเงิน 3,100 ล้านบาท โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ ความจุ 46.90 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อแล้วเสร็จ สามารถช่วยเหลือพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 40,000 ไร่ และฤดูแล้ง 8,000 ไร่ วงเงิน 3,100 ล้านบาท เป็นต้น

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของ “น้ำ” และการพัฒนาแหล่งน้ำที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ตลอดจนมีพระราชปณิธานที่จะมุ่งสืบสาน รักษาและต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทำให้วันนี้ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศได้อำนวยประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพสกนิกร และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาอาชีพ ความเป็นอยู่ของราษฎร สร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน สร้างรอยยิ้ม และความปีติสุขให้เกิดขึ้นกับพสกนิกรในพระองค์ตลอดไป…..

ชูศกอ.บางระจันแหล่งเรียนรู้ปลูกผักปลอดสารพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509357

ชูศกอ.บางระจันแหล่งเรียนรู้ปลูกผักปลอดสารพิษ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงสินค้าทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรในจ.สิงห์บุรี ว่า ปัจจุบันเกษตรกรที่ทำนาและประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพาะปลูก มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นการปลูกผักปลอดสารพิษ และบริหารจัดการน้ำอย่างประหยัด ทำให้ลดต้นทุนการผลิตสร้างรายได้ต่อเนื่อง จากตัวอย่างของนางเชิงเชาว์ เพ็ชรักษ์ เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) นับเป็นอีกหนึ่งเกษตรกรตัวอย่างที่มุ่งมั่นทำเกษตรปลอดสารพิษจนประสบผลสำเร็จ ได้รับมาตรฐาน GAP และพัฒนาที่พักอาศัยของตนเป็นศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.พักทัน ศูนย์ข้าวชุมชนต้นกล้าพักทัน วิสาหกิจชุมชนต้นกล้าพักทัน และแปลงใหญ่ข้าวตำบลพักทัน เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ที่สนใจ นอกจากนี้ ยังมีการรวมกลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดสารพิษ ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 50 ครัวเรือน

จากการลงพื้นที่ของสศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) สัมภาษณ์ นางเชิงเชาว์ เพ็ชรักษ์ เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เปิดเผยว่า เดิมนั้น ตนทำการเกษตรโดยเพาะปลูกข้าวเป็นหลักและปลูกผักสวนครัวบ้างเล็กน้อย ต่อมาปี 2562 ประสบปัญหาภัยแล้ง จึงมีแนวคิดขยายพื้นที่ปลูกผักปลอดสารพิษโดยใช้สารชีวภาพ เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย เป็นที่ต้องการของตลาด สร้างรายได้ต่อเนื่อง และติดต่อตลาดรับซื้อผลผลิต ประกอบกับ TopSupermarket เปิดโอกาสให้ส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายได้ ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูก 3 ไร่ ปลูกผักแต่ละชนิดหมุนเวียนสลับกันไป ซึ่งจะคำนึงถึงความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ

สำหรับผักปลอดสารพิษแต่ละชนิดสามารถให้ผลผลิตและผลตอบแทนเฉลี่ยต่อไร่ ในแต่ละรอบการผลิต ดังนี้ คะน้า ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 9,120 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 40 วัน ให้ผลผลิต 1,710 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 20 บาท/กก.ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 25,080 บาท/ไร่ กวางตุ้ง ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 9,500 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 40 วัน ให้ผลผลิต 1,330 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 20 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 17,100 บาท/ไร่ ถั่วฝักยาว ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 8,160 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90 วัน ให้ผลผลิต 3,000 กก./ไร่ราคาขายอยู่ที่ 25 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 66,840 บาท/ไร่ผักบุ้งจีน ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 1,800 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 20 วัน ให้ผลผลิต 960 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 10 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 7,800 บาท/ไร่ ผักกาดขาว ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 15,750 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 40 วัน ให้ผลผลิต 2,450 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 20 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 33,250 บาท/ไร่ บวบ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 1,800 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 70 วัน ให้ผลผลิต 3,600 กก./ไร่ราคาขายอยู่ที่ 10 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 34,200 บาท/ไร่ กระเฉด ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 1,000 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 120 วัน ให้ผลผลิต 1,200 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 15 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 17,000 บาท/ไร่ กระเจี๊ยบเขียว ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 5,000 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90 วัน ให้ผลผลิต 1,200 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 15 บาท/กก.ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 13,000 บาท/ไร่

ด้าน นายชีวิต เม่งเอียดผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเสริมว่า ผักที่เกษตรกรผลิตได้ร้อยละ 60 จะส่งขายตลาดเกษตรกรของจังหวัด วันพุธ และเสาร์-อาทิตย์ ส่วนร้อยละ 40ส่งขายให้ Tops Supermarket ประมาณ 4 ครั้ง/สัปดาห์ ซึ่งห้างจะเน้นสินค้าหลากหลาย สะอาด สดใหม่ จากการจำหน่ายผลผลิตสร้างรายได้ (กำไร) ประมาณ 265,982 บาท/ปี นอกจากนางเชิงเชาว์ จะทำหน้าที่ ศกอ. แล้วยังเป็นตัวแทนด้านเกษตรอาสาให้หน่วยงานอื่นในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เช่น อาสาสมัครเกษตรฯ อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี เกษตรหมู่บ้าน ชาวนาอาสา และยังคงทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้เกษตรกรในชุมชนรวมถึงคนทั่วไป ปัจจุบันมีเกษตรกรและผู้สนใจขอเข้าอบรมกับศูนย์ ศพก.ประมาณ 1,000 คน/ปี หากเกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลพืชทางเลือกในภาคกลางสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5005-8 หรืออีเมลzone7@oae.go.th หรือสนใจข้อมูลปลูกผักปลอดสารพิษขอรับคำปรึกษาได้ที่นางเชิงเชาว์ เพ็ชรักษ์ เศรษฐกิจการเกษตรอาสา เลขที่ 22/4 หมู่ 10ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรีโทร. 08-9538-4361

‘อธิบดีปศุสัตว์’คุมเข้ม! กำชับควบคุมโรคระบาดสัตว์ สั่งการทุกพื้นที่ดำเนินงานเข้มงวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509426

'อธิบดีปศุสัตว์'คุมเข้ม! กำชับควบคุมโรคระบาดสัตว์ สั่งการทุกพื้นที่ดำเนินงานเข้มงวด

‘อธิบดีปศุสัตว์’คุมเข้ม! กำชับควบคุมโรคระบาดสัตว์ สั่งการทุกพื้นที่ดำเนินงานเข้มงวด

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.59 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”คุมเข้ม! กำชับควบคุมโรคระบาดสัตว์ สั่งการทุกพื้นที่ดำเนินงานเข้มงวด สืบสวนโรคทุกกรณีและรายงานสถานการณ์โรคทุกวัน ตามหลัก”รู้เร็ว คุมเร็ว สงบโรคได้เร็ว”

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 3 สิงหาคม 2563 ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมสถานการณ์การเกิดโรคและมาตรการการดำเนินงานควบคุมโรคระบาดในสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ ผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน และปศุสัตว์เขต 1-9 และปศุสัตว์จังหวัดทั้ง 77 จังหวัด (ผ่านระบบทางไกล conference) เพื่อเร่งติดตามและสั่งการให้ทุกพื้นที่ดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรค สืบสวนโรคทุกกรณีตามหลักการระบาดวิทยาและรายงานทุกวัน ให้ทันสถานการณ์และลงพื้นที่สืบหาสาเหตุเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว “รู้เร็ว คุมเร็ว สงบโรคได้เร็ว” โดยให้ทุกพื้นที่มีความเข้าใจในการปฏิบัติงานและดำเนินงานเป็นทิศทางเดียวกัน

เนื่องด้วยสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตก ส่งผลให้สัตว์เครียด มีภูมิคุ้มกันต่ำ ป่วยง่าย มีแนวโน้มการเกิดโรคระบาดในสัตว์สูงขึ้น จึงให้ทุกพื้นที่เร่งดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวดในการควบคุมโรคระบาดในสัตว์ต่างๆ ดังนี้

1.โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth disease: FMD) ให้เฝ้าระวัง สืบสวนโรคทางระบาดวิทยาอย่างเร่งด่วน รายงานทุกวัน ประชาสัมพันธ์การป้องกัน การทำวัคซีน ควบคุมการเคลื่อนย้าย และค้นหาสัตว์ป่วย เก็บตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการในทุกพื้นที่เกิดโรค เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ควบคุมโรคได้เร็ว

2.โรคเฮโมรายิกเซปทิกซีเมีย (โรคคอบวม) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ระบาดรุนแรงในโคและกระบือ ให้ควบคุมการเคลื่อนย้าย ป้องกันการลักลอบ การประชาสัมพันธ์ การทำวัคซีนให้ครอบคลุม เตรียมความพร้อมด้านเวชภัณฑ์ยาปฏิชีวนะในการรักษา การทดสอบความไวของยาในการรักษาโรค (Drug Sensitivity) โดยจากผลการทดสอบพบว่ายาที่มีความไวในการรักษาได้ผล คือ Ceftriazone, Enrofloxacin, Ampicilin และ Gentamycin การเร่งเก็บตัวอย่างและสืบสวนโรคในทุกกรณีทันที และให้รายงานสถานการณ์อัฟเดตรายวัน

3.โรคในสัตว์ปีก ให้เฝ้าระวังการเกิดโรคทั้ง โรคไข้หวัดนก โรคนิวคาสเซิล โรคขี้ขาว ให้ลงพื้นที่ติดตามอย่างเคร่งครัด รายงานทุกวัน

4.โรคในสุกร ได้แก่ โรคปากและเท้าเปื่อย โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างมาก จากความร่วมมือกันทุกภาคส่วนที่ประเทศไทย สามารถป้องกันการเกิดโรค ASF ในประเทศไทยได้อย่างเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง วันที่ 4 ส.ค.63 นี้ ครบเป็นระยะเวลา 2 ปีเต็ม

5.โรคอุบัติใหม่ โรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness: AHS) ให้เร่งควบคุมโรค สืบสวนหาสาเหตุและรายงานทุกวัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ขอคืนสถานะปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลกโดยไว โดยขณะนี้อยู่ในระยะที่ 1 ระยะเผชิญเหตุ

6.โรคในสัตว์เลี้ยง โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ในทุกพื้นที่เร่งดำเนินการฉีดวัคซีนควบคุมโรค ดำเนินการตามมาตรการ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า โดยในปี 2563 นี้ กรมปศุสัตว์ เป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันพิษสุนัขบ้าโลก World Rabies Day 2020 ด้วย

7.การเตรียมความพร้อมการช่วยเหลือการเกิดอุทกภัย ให้ทุกพื้นที่ มีแผนเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งด้านการอพยพเคลื่อนย้ายสัตว์ เสบียงอาหารสัตว์ ความพร้อมด้านวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และด้านบุคลากร สามารถทำการช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดเหตุ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้สั่งการเข้มให้ทุกพื้นที่เร่งดำเนินการตามมาตรการควบคุม เฝ้าระวัง และกำจัดโรค เน้นการสืบสวนทางระบาดวิทยาทุกกรณี เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ลงพื้นที่แก้ปัญหาได้ทันที รายงานสถานการณ์การเกิดโรคอัฟเดตในทุกวัน ประชาสัมพันธ์การป้องกันและควบคุมโรค พยากรณ์และคาดการณ์ระยะเวลาการควบคุมโรค และที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือสร้างเครือข่ายในพื้นที่ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การดำเนินงานในการควบคุมโรคตามมาตรการที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรน้อยที่สุด ตามหลัก “รู้เร็ว คุมเร็ว สงบโรคได้เร็ว”

‘สมาคมเกษตรปลอดภัย’ร้องนายกฯ ทบทวนยกเลิก‘พาราควอต’ โอดเดือดร้อนหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509283

‘สมาคมเกษตรปลอดภัย’ร้องนายกฯ ทบทวนยกเลิก‘พาราควอต’ โอดเดือดร้อนหนัก

‘สมาคมเกษตรปลอดภัย’ร้องนายกฯ ทบทวนยกเลิก‘พาราควอต’ โอดเดือดร้อนหนัก

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 13.07 น.

‘สมาคมเกษตรปลอดภัย’ร้องนายกฯ ทบทวนยกเลิก‘พาราควอต’ โอดเดือดร้อนหนัก

3 สิงหาคม 2563 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล สมาคมเกษตรปลอดภัย  และสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย จำนวน 4 คนนำโดยนายสุกรรณ์  สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ลงมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร  โดยการทบทวนการยกเลิกสารพาราควอต  

นายสุกรรณ์ กล่าวว่า ตามที่มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดให้สารพาราควอต จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องมีการยกเลิกการใช้ภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2563 เป็นต้นมาและได้มีคำสั่งกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ให้เกษตรกรใช้หรือครอบครองสารดังกล่าวหาก และตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด และผลไม้  ประสบปัญหาและผลผลิตเสียหายอย่างหนัก การบังคับใช้กฎหมายยกเลิก 3 การบังคับใช้กฎหมายยกเลิกสารพาราควอต โดยที่ภาครัฐไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ถือเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรไทยมากขึ้นในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่มีมาตรการใดๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร มีเพียงแต่เสนอให้ใช้สารเคมีชนิดอื่นๆ มาเป็นทางเลือก เช่น สารกลูโฟซิเนต แต่ก็ไม่สามารถนำมาใช้ทดแทนสารพาราควอตได้ เนื่องจากคุณสมบัติราคาและประสิทธิภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย จึงขอร้องทุกข์ต่อนายกฯให้ลงมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยอย่างเร่งด่วนและดำเนินการทบทวนมาตรการยกเลิกสารโดยเร็วที่สุด

ปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ในหน้าฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509228

ปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ในหน้าฝน

ปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ในหน้าฝน

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 08.47 น.

กรมปศุสัตว์ เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ย้ำให้สังเกตอาการในสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด เพราะอากาศแปรปรวนอาจทำให้สัตว์เกิดโรคได้ง่าย พร้อมเร่งดำเนินมาตรการในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า ในช่วงฤดูฝนกรมปศุสัตว์ขอเตือนเกษตรกรให้ดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงในช่วงฤดูฝนเป็นพิเศษเนื่องจากช่วงนี้จะมีฝนกระหน่ำลงมาในแต่ละวัน อากาศเปลี่ยนแปลง อาจทำให้สัตว์เกิดโรคได้ โดยเฉพาะโรคเฮโมรายิกเซฟติซีเมีย หรือโรคคอบวม เป็นโรคระบาดรุนแรง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Pasteurella multocida ก่อความรุนแรงในกระบือ ส่วนสัตว์ชนิดอื่นสามารถพบการเกิดโรคได้ แต่ความรุนแรงลดลง ได้แก่ โค แกะ หมู ม้า อูฐ กวาง และช้าง เป็นต้น ในสัตว์ที่เป็นโรคจะแสดงอาการออกมา โดยถ้าเป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการซึม ไข้สูง น้ำลายไหล และตายภายในเวลาอันรวดเร็วไม่เกิน 24 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นแบบเรื้อรังจะมีอาการ อ้าปากหายใจ หายใจหอบลึก ยืดคอไปข้างหน้า หายใจมีเสียงดัง ลิ้นบวมจุกปาก หน้า คอ หรือบริเวณหน้าอกจะบวมแข็งร้อน มีอาการเสียดท้อง ท้องอืด อุจจาระมีมูกเลือดปน สัตว์จะตายภายใน 2-3 วัน 

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวต่อไปว่า กรมปศุสัตว์ได้กำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค โดยเกษตรกรควรดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ คือ ฟาร์มหรือฝูงสัตว์ที่มีโรคระบาดแล้ว ต้องป้องกันการแพร่กระจายโรคออกนอกพื้นที่ โดยจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับกักแยกสัตว์ป่วยให้ห่างจากสัตว์ปกติมากที่สุด แยกอุปกรณ์ แยกบุคคลดูแลสัตว์ป่วย หากไม่สามารถทำได้ ให้จัดลำดับโดยทำกิจกรรมกับสัตว์ป่วยเป็นลำดับสุดท้าย ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อตามพื้นคอกเป็นประจำ ห้ามชำแหละหรือเคลื่อนย้ายสัตว์ตายเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย ทำลายซากสัตว์ให้ถูกหลัก โดยกำจัดซาก ณ สถานที่ที่สัตว์ตาย ด้วยการเผาหรือฝังซากสัตว์ใต้ระดับผิวดินไม่น้อยกว่า 1 เมตร และใช้ยาฆ่าเชื้อที่ทำลายเชื้อโรคได้

สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่มีสัตว์ป่วย สามารถป้องกันโรคเข้าสู่ฟาร์มได้ โดยงดนำสัตว์จากพื้นที่ระบาดเข้ามาเลี้ยงอย่างน้อย 1 เดือน ไม่นำโคกระบือไปเลี้ยงในแปลงหญ้าหรือพื้นที่เลี้ยงสัตว์ร่วมกับผู้อื่น ฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กระบือและโค อายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไปปีละ 1 ครั้ง โดยขอรับบริการได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ เข้มงวดการจัดการเพื่อป้องกันโรคเข้าฟาร์ม เช่น ห้ามบุคคล ภายนอกเข้าฟาร์ม เปลี่ยนรองเท้าบู๊ทสำหรับใช้เฉพาะภายในฟาร์ม และเดินผ่านอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งก่อนเข้าโรงเรือน ห้ามยานพาหนะทุกชนิดเข้าภายในฟาร์มเด็ดขาด ซื้อพืชอาหารสัตว์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าไม่มีการระบาดของโรค

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้ดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง หากพบสัตว์แสดงอาการข้างต้น ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือโทรแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ที่เบอร์โทร 063-225-6888 หรือผ่านแอปพิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรและควบคุมการเกิดโรคได้ทันท่วงที อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

‘เฉลิมชัย’ย้ำผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ฯต้องมีธรรมาภิบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509169

‘เฉลิมชัย’ย้ำผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ฯต้องมีธรรมาภิบาล

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2563 ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้สหกรณ์ออมทรัพย์ดีเด่น นักสหกรณ์ออมทรัพย์ดีเด่น และสหกรณ์สมาชิกสนับสนุนการใช้บริการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) ณ อาคาร IMPACT Challenger Hall 1ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ เป็นสถาบันการเงินของประชาชน ที่ก่อตั้งและดำเนินการโดยประชาชน เพราะประชาชนทั้งหลายเป็นเจ้าของ แม้จะเป็นโดยอ้อมในฐานะสมาชิกของสหกรณ์ แต่ก็ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกเหล่านั้นเป็นอย่างมาก จึงจะต้องทำให้ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ มีความเข้มแข็ง ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงและการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของประชาชนด้วย อย่างไรก็ตาม ในหลายปีที่ผ่านมานี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ของประเทศไทยได้เผชิญกับความท้าทายที่สำคัญคือความน่าเชื่อถือของผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์โดยรวม ผู้บริหารที่จะเข้ามาบริหารงานจึงจะต้องมีหลักธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับในสังคม และสามารถนำพาสหกรณ์ไปสู่จุดมุ่งหมายได้

สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ฯเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งต้องบูรณาการทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกันดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ และกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเข้าไปดูแลให้คำแนะนำ เพื่อให้สหกรณ์บรรลุเป้าหมายคือความสำเร็จของสหกรณ์ทั้งหมดในประเทศ อีกทั้งมุ่งหวังให้สหกรณ์ออมทรัพย์ของไทย จะต้องมีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนตลอดไป

ทั้งนี้ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ เป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2515 โดยการรวมกันของสหกรณ์ออมทรัพย์ผู้ก่อตั้ง 81 สหกรณ์ วัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางทางการเงินการศึกษา ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ บริการอื่นๆ และเป็นตัวแทนในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ และได้กำหนดวิสัยทัศน์ตามแผนกลยุทธ์ให้ “ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ เป็นผู้นำขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ไทยสู่ความเป็นสากล ด้วยหลักธรรมาภิบาลและอุดมการณ์สหกรณ์” โดยตลอดระยะเวลา40 กว่าปี ที่ก่อตั้งชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ได้มีการพัฒนาและเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนสมาชิกและผลประกอบการไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงินและการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ของประเทศไทย จนเป็นที่ไว้วางใจของสหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนใหญ่ของประเทศสมัครเป็นสมาชิก โดยเมื่อสิ้นปีบัญชี 2562 (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563) มีสหกรณ์สมาชิกจำนวน 1,099 สหกรณ์ สินทรัพย์รวม153,781 ล้านบาท เพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 20,492 ล้านบาทคิดเป็น 15% สามารถบริหารสินทรัพย์ให้เกิดกำไรสุทธิ 1,966 ล้านบาทจ่ายเงินปันผลได้ในอัตรา 5.3% และเงินเฉลี่ยคืนในอัตรา 4.0%

อ.ต.ก.เปิดตลาดน้ำกลางกรุง ส่งตรงสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรไทยถึงมือผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509168

อ.ต.ก.เปิดตลาดน้ำกลางกรุง ส่งตรงสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรไทยถึงมือผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออ รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า ตลาดสด อ.ต.ก. เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ เรื่องคุณภาพของสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี จนได้รับการรับรองมาตรฐาน จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขให้ตลาด อ.ต.ก. เป็น “ตลาดสดน่าซื้อ” ระดับดีมากและได้รับการจัดอันดับของสำนักข่าว CNN ว่าเป็นตลาดสดดีที่สุดอันดับ 4 ใน 10 ของโลก อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน รวมถึงสร้างแหล่งท่องเที่ยวใจกลางกรุงแห่งใหม่ อ.ต.ก. จึงเปิดตลาดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งโซนเป็น “ตลาดน้ำอ.ต.ก.” อยู่ติดกับริมคลองบางซื่อ ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ร่มรื่น สะดวกสบาย และมีมุมพักผ่อนริมน้ำ อำนวยความสะดวกลูกค้าที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง

สำหรับสินค้าที่ขายในตลาดน้ำ อ.ต.ก. จะเน้นสินค้าที่มาจากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรโดยตรง คัดสรรสินค้าในรูปแบบวิถีไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่น จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ที่สำคัญมีการจัดกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าเกษตร จำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาล สลับหมุนเวียนไป และจำหน่ายสินค้าเกษตรแปรรูป เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้เกษตรกร ตลอดจนเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งตลาดน้ำแห่งนี้รองรับร้านค้าได้ไม่ต่ำกว่า 30 ร้านค้ามีสินค้าหลากหลายให้เลือกทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค

ทั้งนี้ จากการเปิดตลาดน้ำได้ระยะหนึ่งและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้แสดงความคิดเห็น อ.ต.ก. มีแนวคิดว่าต้องพัฒนาต่อยอดเพื่อยกระดับตลาดน้ำให้ได้รับความนิยมเทียบเท่ากับตลาดสด อ.ต.ก. รวมทั้งรองรับผู้บริโภคในรูปแบบ New Normal หลังวิกฤติไวรัสโควิด-19 เบื้องต้นคาดว่าจะร่วมมือกับภาคเอกชนที่เชี่ยวชาญในการบริหารตลาดน้ำเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่และทำประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครู้จักตลาดน้ำ อ.ต.ก. แหล่งช็อปปิ้งสินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานเกรดพรีเมียมแห่งใหม่ใจกลางกรุง

“ขอเชิญผู้บริโภคมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าเกษตรคุณภาพได้ที่ตลาดน้ำ อ.ต.ก. เปิดบริการทุกวัน ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด การันตีความปลอดภัยทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ที่สำคัญยังเป็นการสนับสนุนสินค้าไทย ช่วยเกษตรกรไทยให้มีอาชีพและรายได้มั่นคง ยั่งยืน เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศและของโลกต่อไป” นายศุภฤกษ์

ชายคาพระพิรุณ : 3 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509167

ชายคาพระพิรุณ : 3 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กรมประมง ได้เปิดรับสมัครชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ เข้าร่วม“โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง” เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่ามีพี่น้องชาวประมงให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.ค. 2563 โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาทจากการเปิดรับสมัครให้ชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์เข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1-24 กรกฎาคม 2563 มีผู้ประกอบการประมงแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 1,678 ราย จาก 21 จังหวัดชายฝั่งทะเล รวมวงเงินสินเชื่อที่ต้องการ จำนวน 2,841,267,080 บาทแบ่งออกเป็น ผู้ประกอบการประมงพื้นบ้าน จำนวน 803 ราย เรือประมงพื้นบ้าน 835 ลำ วงเงินสินเชื่อที่ต้องการประมาณ 162 ล้านบาทผู้ประกอบการประมงพาณิชย์ จำนวน 893 ราย เรือประมงพาณิชย์ 1,196 ลำวงเงินสินเชื่อที่ต้องการประมาณ 2,679 ล้านบาท

ซึ่งนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง บอกว่า โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาท ที่กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการเงินกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับพี่น้องชาวประมงให้สามารถกู้เงินทุนได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี และผู้ประกอบการประมงจะต้องจ่ายสมทบอีกร้อยละ 4 ต่อปี กำหนดชำระคืนเงินกู้ให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา 7 ปีนับตั้งแต่วันที่กู้ ซึ่งจากการเปิดรับสมัครให้ชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์เข้าร่วมโครงการ สำหรับผู้ประกอบการประมงที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ สามารถกรอกคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการ และยื่นความประสงค์ได้ในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2563-25 พฤษภาคม 2564 ได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามพื้นที่ที่เรือประมงลำที่ยื่นกู้ทำการประมงอยู่พร้อมแนบหนังสือรับรองการเข้าร่วมโครงการ จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย หรือสมาคมประมงในพื้นที่ หรือสมาคมประมงพื้นบ้านในพื้นที่ ในกรณีที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคม สามารถติดต่อขอหนังสือรับรองได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดที่ยื่นคำขอ โดยขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งดำเนินการเพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า 2 มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนสืบต่อไป… พี่น้องชาวประมงที่ยังไม่ดำเนินการรีบดำเนินนะครับ เดี๋ยวจะเสียสิทธิ์ไม่รู้ด้วยนะครับ

กยท.เดินหน้าตลาดนำการผลิต หนุนแปรรูปเพิ่มมูลค่า-ก้าวสู่ศูนย์กลางยางโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509171

กยท.เดินหน้าตลาดนำการผลิต  หนุนแปรรูปเพิ่มมูลค่า-ก้าวสู่ศูนย์กลางยางโลก

กยท.เดินหน้าตลาดนำการผลิต หนุนแปรรูปเพิ่มมูลค่า-ก้าวสู่ศูนย์กลางยางโลก

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กยท.รับนโนบายกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าใช้การตลาดนำการผลิต เน้นงานวิจัยแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพารา พร้อมสนับสนุนใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการทำสวนยาง วางเป้ายกระดับตลาดสร้างเสถียรภาพด้านราคา มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัทผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า การทำงานของกยท.ในปัจจุบัน และในอนาคตจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 20 ปีและยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปีตลอดจนนโยบายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมาย คือ ยกระดับการผลิต การแปรรูป และตลาดยางพาราทั้งระบบให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความท้าทายภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ กยท.ต้องพุ่งเป้าไปที่การใช้แผนตลาดนำการผลิต โดยจะเน้นใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม หรือการวิจัยให้มากขึ้นเพื่อส่งเสริมการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความได้เปรียบในด้านคุณภาพยางพาราไทยซึ่งจัดว่าดีที่สุดในโลก ที่จะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราไปสู่ตลาดโลกได้ไม่ยากคือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยรักษาเสถียรภาพราคายาง

ทั้งนี้ หลังวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นโอกาสดีของธุรกิจตลาดยางพารา เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป มีการใช้ถุงมือยางหน้ากากอนามัย รถยนต์ส่วนบุคคลรวมทั้งในโรงพยาบาลก็มีแนวโน้มจะใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลักในการผลิตมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้ตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราขยายตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้นกยท.จะเร่งเปิดและหาตลาดใหม่ๆ พร้อมกับความพยายามในการดึงเกษตรกร สถาบันเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ซึ่งมีวัตถุดิบในมือเข้าร่วมธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการ (SMEs)หรือ Startup ด้วย โดยมุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อนการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบตามเป้าหมายที่กำหนด ส่วนในด้านการร่วมทำตลาดกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กยท.ยังคงดำเนินการเพื่อส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กยท. ยังเตรียมการยกระดับสินค้าจากยางพารา ภายใต้ Business Unit (BU) เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้กับนักลงทุนที่สนใจ โดย กยท.จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการให้ข้อมูล เจรจา ประสานงานด้านตลาด ซึ่งเป็นการขยายตลาดเพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเกิดความยั่งยืน และความมั่นคงในการทำสวนยางของเกษตรกร กยท.จะสนับสนุนหลักการทำสวนยางโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับการควบคุมการผลิตยางให้ได้คุณภาพมาตรฐานระดับโลก ด้วยมุ่งจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพความพร้อมตั้งแต่ระดับต้นยาง การบริหารจัดการจนถึงระดับการส่งออกยางพารา เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพาราในอนาคต ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวในขณะที่เกษตรกรจะมีความมั่่นคงในอาชีพชาวสวนยาง

“ยางพาราถือเป็นทองคำขาวและเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน”ผู้ว่าการ กยท.เปิดเผยในตอนท้าย

‘รมช.มนัญญา’ผลักดันกิจกรรม’เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย’Re-Startอุทัยธานี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509145

'รมช.มนัญญา'ผลักดันกิจกรรม'เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย'Re-Startอุทัยธานี

‘รมช.มนัญญา’ผลักดันกิจกรรม’เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย’Re-Startอุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 22.02 น.

“รมช.มนัญญา”ผลักดันกิจกรรม”เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย”Re-Startอุทัยธานี หวังครัวไทยแข็งแรงก้าวสู่ครัวโลก

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานพิธีเปิดงาน “เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย” Re-Start อุทัยธานี พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดอุทัยธานี , นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ตรอกโรงยา อ.เมือง จ.อุทัยธานี

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กิจกรรมการจัดงาน เกษตรอินทรีย์ วิถีอุทัย Re Start อุทัยธานีเป็นกิจกรรมสำคัญที่ได้รับความร่วมมือและผลักดันและบูรณาการกับภาคส่วนซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การตลาดนำการผลิต และการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนทำเกษตรอินทรีย์ การจัดงานดังกล่าวเป็นการส่งเสริมเพิ่มรายได้และส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้า ให้เกษตกร ผู้ประกอบการร้านค้า และเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เกิดการใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูเศษฐกิจของจังหวัดอุทัยธานี ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โคโรน่า COVID-19 และมีความมุ่งหวังในการสร้างคุณภาพสินค้าเกษตร เพื่อต่อยอดการเป็นครัวโลกในอนาคต  ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ บริโภคซื้อขายภายในประเทศอย่างเข้มแข็ง และประชาชนมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ งาน “เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย” Re-Start อุทัยธานี จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2563 เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรปลอดภัย ตลอดจนร้านอาหารตามโครงการวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินคิา Q สินค้า OTOP ของจังหวัดอุทัยธานี ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยฉพาะผลิตภัณฑ์ข้าว ซึ่งจังหวัดอุทัยธานี ได้รับการยอมรับว่าเป็นนาชั้นดีที่สุดของประเทศไทย นอกจากนี้ภายในงานยังมีบริการตรวจหาสารพิษตกค้างจากยาฆ่าแมลง เคมีตกค้างในร่างกาย โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี และนิทรรศการจากผักวิสาหกิจชุมชนต่างๆ อาทิ ผักวิสาหกิจเขาเทิน ผักผลไม้วิสาหกิจชุมชนสายใยเกษตร โครงการป่าครอบครัว และโครงการ “ร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัย เลือกใช้สินค้า Q” โดยมีการสาธิตเมนูอาหารที่ได้เข้าร่วมโครงการ คือ ขนมจีนน้ำยาปลาแรด และ ขนมเบื้องหน้าปลาแรด เป็นต้น