กรมชลฯระบายน้ำเพิ่ม’ฝายหนองหวาย’ หนุนการประปาเมืองมหาสารคาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509154

กรมชลฯระบายน้ำเพิ่ม'ฝายหนองหวาย' หนุนการประปาเมืองมหาสารคาม

กรมชลฯระบายน้ำเพิ่ม’ฝายหนองหวาย’ หนุนการประปาเมืองมหาสารคาม

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 21.38 น.

“กรมชลประทาน”ปรับเพิ่มการระบายน้ำหน้าฝายหนองหวาย ในปริมาณ3.5ล้านลูกบาศก์เมตร ลงสู่ลำน้ำพอง ก่อนไหลลงแม่น้ำชีหน้าเขื่อนมหาสารคาม เพื่อช่วยเหลือการประปาส่วนภูมิภาคสาขามหาสารคาม วอนเกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลัก เพื่อสงวนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2563 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำในแม่น้ำชีของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะสำนักงานชลประทานที่ 6 (SWOC 6) พบว่าระดับน้ำในแม่น้ำชีบริเวณบริเวณโรงสูบน้ำ บ้านดินดำ ตำบลเกิ้ง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยและระดับลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อน้ำอุปโภคบริโภค เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตประปาส่วนภูมิภาคสาขามหาสารคาม จึงปรับเพิ่มการระบายน้ำหน้าฝายหนองหวาย ลงสู่ลำน้ำพอง ก่อนจะไหลลงแม่น้ำชีหน้าเขื่อนมหาสารคาม ในปริมาณ 3.50 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อระบายจากเขื่อนมหาสารคามลงด้านท้ายไปช่วยเติมน้ำดิบสำหรับการผลิตประปาเสริมความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค จ.มหาสารคาม

สำหรับน้ำที่ระบายไปช่วยการประปามหาสารคามครั้งนี้ เป็นน้ำต้นทุนหน้าฝายหนองหวายที่ได้เก็บกักน้ำฝนไว้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยการใช้อาคารชลประทานบริหารจัดการน้ำท่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามนโยบายกรมชลประทาน ส่งผลให้มีน้ำต้นทุนหน้าฝายหนองหวายเพียงพอที่จะสนับสนุนการประปามหาสารคาม โดยไม่ต้องเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์

นอกจากนี้ โครงการชลประทานมหาสารคาม ได้เข้าไปร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาควางแผนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจะนำถุงบิ๊คแบ็คเข้าไปกั้นแม่น้ำชีบริเวณด้านท้ายน้ำของโรงสูบน้ำดิบ และนำเครื่องจักรเข้าไปขุดชักร่องน้ำใต้สะพานท่าขอนยาง รวมถึงอาจจะต้องใช้เครื่องสูบน้ำเพื่อสูบเติมน้ำดิบให้กับโรงสูบน้ำดิบ

ด้าน นายศักดิ์ศิริ  อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้รายงานสถานการณ์ดังกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามทราบ และขอความร่วมมือไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ลดจำนวน/ลดชั่วโมงการสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการเกษตรที่อยู่ในความดูแลของท้องถิ่นลง เนื่องจากน้ำที่ระบายเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ มีปริมาณจำกัดสำหรับใช้ในการอุปโภคและบริโภคเท่านั้น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด ปฏิบัติตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนกว่าจะมีฝนตกชุกหรือมีปริมาณเพียงพอในระยะต่อไป

เทคโนโลยีบริหารนํ้าต้นทุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509027

เทคโนโลยีบริหารนํ้าต้นทุน

เทคโนโลยีบริหารนํ้าต้นทุน

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การผลิตงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริงต้องมาจากการมีส่วนร่วมของผู้เป็นเจ้าของโจทย์หรือใช้ประโยชน์จากงานผลการศึกษานั้น ดังนั้นในการศึกษากลยุทธ์การปรับเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำสำหรับพัฒนาการบริหารจัดการน้ำต้นทุนระยะยาวของเขื่อนภูมิพล ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม แผนการบริหารจัดการน้ำ หรือโครงการวิจัยเข็มมุ่งฯ จึงทำงานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาตั้งแต่เริ่ม

ผศ.ดร.อารียา ฤทธิมา นักวิชาการจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้าโครงการศึกษากลยุทธ์การปรับเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำสำหรับพัฒนาการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในระยะยาวของเขื่อนภูมิพล (ระยะที่ 1) กล่าวถึงสถานการณ์ของหนึ่งในเขื่อนหลักของไทยอย่างเขื่อนภูมิพล ว่า แม้เขื่อนภูมิพลจะมีศักยภาพการกักเก็บน้ำได้ถึง 2,700-4,000 ล้าน ลบ.ม./ปี

แต่จากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และปริมาณฝนที่ตกไม่แน่นอนล้วนมีผลต่อปริมาณน้ำกักเก็บ โดยหากย้อนกลับไปดูปริมาณน้ำต้นทุนของเขื่อนภูมิพล พบว่า หลังปี 2554 เป็นต้นมา มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำค่อนข้างน้อย ทำให้ปริมาณน้ำเก็บกักมีแนวโน้มลดลง จำเป็นต้องปรับแผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนในระยะยาว

เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต จึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มปริมาณน้ำ โดยเสนอ 3 แนวทาง คือ 1.การคำนวณความต้องการใช้น้ำที่แท้จริงโดยใช้ข้อมูลCould-Based Irri Sat Application ติดตามพื้นที่เพาะปลูกจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม วิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรมบนพื้นที่โครงการเจ้าพระยาใหญ่ ซึ่งหากคำนวณความต้องการน้ำที่แท้จริงได้ก็จะกำหนดการระบายน้ำที่แท้จริงได้อย่างถูกต้องตามความต้องการใช้น้ำ

ซึ่งหากควบคุมพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตามปัจจัยน้ำต้นทุน ย่อมสามารถประหยัดส่วนหนึ่งจากเขื่อนได้ 2.การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลใหม่ โดยนำเสนอแบบจำลองโดยอาศัยปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ แบบจำลองแบบ Fuzzy และแบบจำลอง Neuro Fuzzy แบบปรับได้ ซึ่งผลการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่าสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนก่อนฤดูฝนได้18.37% และก่อนฤดูแล้ง 15.57% และ 3.การใช้โปรแกรมเชิงสุ่มแบบข้อจำกัด โดยนำข้อมูลการพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างมากำหนดการระบายน้ำ

โดยอาศัยเทคนิคการเรียนรู้แบบเคลื่อน(Machine Learning) ซึ่งผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่า สามารถเพิ่มปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในช่วงก่อนฤดูฝนได้ 14% ขณะที่ในช่วงฤดูแล้งสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 10.36% ทั้งนี้ ในระยะต่อไป จะได้นำผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการวิจัยอื่นในแผนฯไม่ว่าจะเป็นปริมาณการคาดการณ์ฝนล่วงหน้าสองสัปดาห์ ปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ที่ได้จากแบบจำลองที่มีความแม่นยำ หรือแม้กระทั่งปริมาณความต้องการน้ำที่แท้จริงในพื้นที่ถือเป็นข้อมูลนำเข้าที่สำคัญในแบบจำลองของการปฏิบัติอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพล

เชื่อว่า หากการดำเนินงานแล้วเสร็จจะเป็นส่วนสำคัญให้หน่วยงานภาคปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน หรือ กฟผ. นำไปใช้กำหนดแผนการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่มีประสิทธิภาพในอนาคต หมายถึงสามารถบริหารจัดการน้ำต้นทุนในระยะยาวได้มีประสิทธิภาพ ลดปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้งได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทีมวิจัยอยู่ในระหว่างปรับสมการข้อจำกัดให้สอดคล้องกับพื้นที่ศึกษา โดยหารือกับผู้ปฏิบัติงานในส่วนของกองการจัดการทรัพยากรน้ำ กฟผ. เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจ

ขณะที่ นางวันเพ็ญ แก้วแกมทอง หัวหน้ากองจัดการทรัพยากรน้ำ กฟผ.กล่าวเสริมว่า กฟผ. นอกจากการผลิตและจัดหาไฟฟ้าแล้ว ยังดูแลอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 12 แห่งทั่วประเทศ ร่วมกับกรมชลประทาน คณะอนุกรรมการด้านน้ำ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ส่วนการพัฒนางานด้านการบริหารจัดการน้ำนอกจากงานวิจัยที่มีดำเนินการเองแล้ว งานวิจัยข้างต้นโดยแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (spearhead) ด้านสังคม แผนการบริหารจัดการน้ำ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำของ กฟผ. ได้ดียิ่งขึ้น

“ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กฟผ.ได้มีส่วนร่วมกับการทำวิจัยในครั้งนี้ ทั้งให้การสนับสนุนด้านข้อมูลและสนับสนุนผู้ปฏิบัติงาน เข้าร่วมศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีมวิจัยด้วย นอกจากจะได้ประโยชน์ในแง่ของการนำชิ้นงานมาประยุกต์ใช้แล้ว ในตัวขององค์ความรู้ยังเป็นประโยชน์ในการพัฒนาต่อยอดใช้กับอีกหลายเขื่อน เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ในภาคอีสาน เนื่องจากเป็นเขื่อนขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนซึ่งมีความแปรผันค่อนข้างมาก” นางวันเพ็ญ กล่าว

แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead)

ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์

วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

“คลุกวงในกระทรวงเกษตรฯ’ เสี่ยต่อ รมว.เกษตรจะคุมเกมไหวไหมช่วงปรับ ครม.ใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“คลุกวงในกระทรวงเกษตรฯ’ เสี่ยต่อ รมว.เกษตรจะคุมเกมไหวไหมช่วงปรับ ครม.ใหม่ 

"คลุกวงในกระทรวงเกษตรฯ'  เสี่ยต่อ รมว.เกษตรจะคุมเกมไหวไหมช่วงปรับ ครม.ใหม่ 1 สิงหาคม 2563 – 18:38 น.

“คลุกวงในกระทรวงเกษตรฯ’ เสี่ยต่อ รมว.เกษตรจะคุมเกมไหวไหมช่วงปรับ ครม.ใหม่ เพราะที่ผ่านมาได้ข่าวว่าสั่งไรไปหลายกรมไม่ยอมทำตาม

ใกล้ช่วงปรับ ครม.เต็มแก่จะต้องรอดูบารมี รมว.เกษตร ว่ามีที่เด็ดอะไรเอาอยู่แค่ไหน เพราะที่ผ่านมาได้ข่าวว่าสั่งไรไปหลายกรมไม่ยอมทำตาม

 และใกล้ช่วงเดือนส.ค.นี้เป็นช่วงโยกย้ายใหญ่ของผู้บริหาร คงมีคนวิ่งเต้นกันน่าดูว่าใครเป็นอธิบดีกรมไหน หรือใครโดนโยกไปไหน
 แต่ที่ผ่านมาดูแล้ว“เสี่ยต่อ”เอาไม่ค่อยอยู่หลายกรมไม่ค่อยฟังคำสั่งเหมือนลองดีบารมี”เจ้ากระทรวง”

 มองง่ายๆๆสมัย”บิ๊กนมชง”ไปไหนอธิบดีทุกกรมแห่ไปทุกกรม หันมามองที่“เสี่ยต่อ”กลับไม่เห็นหน้า เห็นตาไม่ไปเดินตามเหมือนเคย ทำให้เห็นได้ชัดว่าหลายกรมไม่ฟังคำสั่ง “เสี่ยต่อ”แน่ น่าคิดดี ถ้าระดับเจ้ากระทรวงสั่งไม่ได้ ไม่มีใครเกรงใจ สนุกละกระทรวงเกษตร  

แต่ที่เห็นหลายๆกรมดื้อมากทำให้เห็นชัดว่า“เสี่ยต่อ”เอาไม่อยู่จริง ผลงานที่ผ่านมาก็ไม่เป็นรูปธรรมเท่าไร 1 ปี ยังไม่ค่อยเด่น เหมือนคนเมาหมัดทำไรไม่ถูก คนรอบกายก็ใช่ธรรมดาที่ไหน ..เด่วอีกรอบจะเล่าให้ฟังอีกรอตอนต่อไป 

“เกษตร” ชูธง อาหารปลอดภัย ระดม 10 พันธมิตร ลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เกษตร” ชูธง อาหารปลอดภัย ระดม 10 พันธมิตร ลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด

"เกษตร" ชูธง อาหารปลอดภัย  ระดม 10 พันธมิตร ลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด1 สิงหาคม 2563 – 16:11 น.

“เกษตรฯ”ชูธง อาหารปลอดภัย ระดมพล10 พันธมิตรลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด หวั่นกระทบผู้บริโภคอาหารฮาลาล ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะส่งออกอาหารกลุ่มประเทศมุสลิม 2,000 ล้านคน

1 ส.ค.63   นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรมาตรฐานฮาลาล  เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสมาคมการค้าธุรกิจไทยมุสลิมได้มาพบหารือเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับปัญหาการระบาดของเนื้อวัวเทียมที่ใช้เนื้อหมูหมักเลือดวัวในกรุงเทพและต่างจังหวัด 

"เกษตร" ชูธง อาหารปลอดภัย  ระดม 10 พันธมิตร ลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด

จึงได้เชิญ 10 หน่วยงานประกอบด้วยผู้แทนกรมปศุสัตว์ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานอาหารและยา นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ อ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค กรมสอบสวนคดีพิเศษ พล.ต.ต ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.คบ)ดร.ปกรณ์ ปรียากร ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย นายสมศักดิ์ เมดาน รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ดร.วินัย ดะห์ลัน ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมการค้าธุรกิจไทยมุสลิมและคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรมาตรฐานฮาลาลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประชุมหารือเป็นการเร่งด่วนในทันที 

"เกษตร" ชูธง อาหารปลอดภัย  ระดม 10 พันธมิตร ลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด

เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและพี่น้องมุสลิมในวงกว้างมากขึ้นเพราะนอกจากมีการขายตามเขียงและรถเร่ยังมีการขายออนไลน์กระจายไปทั่วซึ่งตัวแทนคณะกรรมการกลางอิสลามฯและสถาบันมาตรฐานฮาลาลรวมทั้งสมาคมการค้าธุรกิจไทยมุสลิมแสดงความกังวลว่าปัญหาเนื้อวัวปลอมที่ทำจากสุกรกระทบพี่น้องมุสลิมโดยตรงและจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในมาตรฐานฮาลาลโดยเฉพาะผู้ประกอบการกว่า 150,000 ราย ที่ได้มาตรฐานฮาลาล และถ้าไม่จัดการโดยเฉียบขาดเร่งด่วนจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกอาหารของประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิม 2,000 ล้านคน รวมทั้งชาวมุสลิมที่เดินทางมาท่องเที่ยวหรือมาใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยเพราะกลัวอาหารที่ปลอมปนเนื้อสุกร

โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรายงานว่ามีการส่งตัวอย่างมาให้วิเคราะห์ 42 ตัวอย่าง ทั้งที่เป็นเนื้อสดและปรุงเป็นอาหารปนเนื้อวัวปลอมขายในโรงเรียน ผลปรากฎว่าเป็นเนื้อวัวปลอมที่ทำจากเนื้อหมูหมักเลือดวัว 70% ส่วนตัวอย่างที่ขายผ่านออนไลน์เป็นเนื้อวัวปลอม100% และมีเชื้อโรคเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค

ในส่วนกรมปศุสัตว์ ร่วมกับ บก.คบ. รายงานว่าระหว่างเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน-กรกฎาคมได้จับกุมหลายรายในจังหวัดปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร  แต่ไม่มีเครื่องมือเพียงพอในการจัดการกับการค้าออนไลน์ ซึ่งดีเอสไอ. สคบ. และอย.ยินดีที่จะบูรณาการการทำงานกับบก.คบและกรมปศุสัตว์โดยใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับมาใช้ในการจัดการปัญหานี้ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา พรบ.การสอบสวนคดีพิเศษ  พรบ.ควบคุมโรคระบาดสัตว์ พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายและพรบ.อาหารและยาฯลฯ

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมเกษตรปลอดภัยอาหารปลอดภัยและนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารรวมทั้งอาหารฮาลาลเพื่อคุ้มครองผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการส่งออกอาหารที่ปลอดภัย ในปัจจุบันไทยส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรกว่า1ล้านล้านบาทเป็นอันดับ11ของโลกและอันดับ2ของเอเซียรองจากจีนเท่านั้นส่วนตลาดอาหารฮาลาลมีมูลค่า1แสนล้านบาทเป็นตลาดเป้าหมายใหม่ที่เติบโตเร็ว

จึงมีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรมาตรฐานฮาลาลเป็นการเฉพาะ ดังนั้นจึงต้องจัดการปัญหาเนื้อวัวปลอมจากเนื้อสุกรอย่างเป็นระบบและเร่งด่วนและยังเป็นการสร้างความเขื่อมั่นว่ารัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและหน่วยงานพันธมิตรมีความพร้อมในการแก้ไขปัญหาทั้งวันนี้และวันหน้า ทั้งนี้ที่ประชุมสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเริ่มเดินหน้า 5 มาตรการเร่งด่วน
    1.    มาตรการสื่อสารเตือนภัยผู้บริโภค 
    2.    มาตรการป้องปรามผู้ค้า
    3.    มาตรการปราบปรามผู้กระทำผิด
    4.    มาตรการส่งเสริมมาตรฐานฮาลาล
    5.    มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ(Tracebility)จากโรงฆ่าสัตว์ถึงผู้บริโภคสร้างความเชื่อมั่น
นอกจากนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะให้บริการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับการปฏิบัติการของส่วนราชการครั้งนี้

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม31 กรกฎาคม 2563 – 19:05 น.

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาให้สภาเครือข่ายฯ

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสภาเครือข่ายประชาชนอีสานและสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม, ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 พร้อมด้วย นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กรรมการ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม

คณะกรรมการได้พิจารณาให้เห็นชอบตามประเด็นข้อเรียกร้องของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) และสภาประชาชน 4 ภาค ที่ให้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาให้สภาเครือข่ายฯ จำนวน 6 คณะ ซึ่งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้ มีร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.กษ. เป็นประธาน และ นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาในด้านที่ดินและป่าไม้ กำหนดมาตรการและหารือแนวทางในการจัดการที่ดินและป่าไม้อย่างเป็นรูปธรรม เสนอคณะกรรมการแก้ปัญหาฯ บูรณาการแก้ไขปัญหา ติดตาม ประสาน สนับสนุนหรือเร่งรัดการดำเนินการร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น ร้อยเอก ธรรมนัส พร้อมด้วย นายสุริยนรองเลขาธิการ ส.ป.ก. เดินทางไปพบปะพี่น้องเกษตรกรจากกลุ่มสภาเครือข่ายฯ บริเวณหน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล และเดินทางไปรับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มผู้ชุมนุมสภาเครือข่ายฯ ที่ชุมนุมปักหลักอยู่บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งพูดคุยและกล่าวว่า จะดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน ผ่านกลไกคณะอนุกรรมการที่ทางสภาเครือข่ายฯ ร้องขอให้จัดตั้งขึ้นมา เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขกับพี่น้องเกษตรกรสภาเครือข่ายฯ ให้ทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม
ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม

เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานและศูนย์เพิ่มศักยภาพข้าวในเขตปฏิรูปที่ดิน (ศจพ.) ลาดบัวหลวง พระนครศรีอยุธยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานและศูนย์เพิ่มศักยภาพข้าวในเขตปฏิรูปที่ดิน (ศจพ.) ลาดบัวหลวง พระนครศรีอยุธยา

เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานและศูนย์เพิ่มศักยภาพข้าวในเขตปฏิรูปที่ดิน (ศจพ.) ลาดบัวหลวง พระนครศรีอยุธยา31 กรกฎาคม 2563 – 17:50 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานและศูนย์เพิ่มศักยภาพข้าวในเขตปฏิรูปที่ดิน(ศจพ.) ลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 น. ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม รองเลขาธิการ ส.ป.ก. ผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการสำนัก/กอง/ศูนย์ ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานและศูนย์เพิ่มศักยภาพข้าวในเขตปฏิรูปที่ดิน (ศจพ.) ลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยมี ปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัด ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมให้การต้อนรับ

ศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานและศูนย์เพิ่มศักยภาพข้าวในเขตปฏิรูปที่ดิน (ศจพ.) มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 120 ไร่ มีภารกิจดูแลที่ดินพระราชทาน 5 จังหวัด และที่ดิน ส.ป.ก. ที่ซื้อจากเอกชนในพื้นที่ใกล้เคียงมาดำเนินกิจกรรมทางการเกษตร สำหรับกิจกรรมภายในศูนย์ฯ ประกอบด้วย ห้องเย็นสำหรับเก็บผลผลิตทางการเกษตร ยุ้งข้าวและโรงสีข้าว แปลงเกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกเมล่อน การเลี้ยงโค-กระบือเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกร 

เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานและศูนย์เพิ่มศักยภาพข้าวในเขตปฏิรูปที่ดิน (ศจพ.) ลาดบัวหลวง พระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก. ได้มอบนโยบายการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามกฎ ระเบียบ ของ ส.ป.ก. พร้อมทั้งเร่งฟื้นฟูพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องเกษตรกร นอกจากนี้จะพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์รองรับการอบรมเกษตรกรรุ่นใหม่ ตลอดจนปรับปรุงโรงเรือนเพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บเมล็ดพันธุ์ทางการเกษตรให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินได้นำมาขยายพันธุ์ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนตลอดไป

เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานและศูนย์เพิ่มศักยภาพข้าวในเขตปฏิรูปที่ดิน (ศจพ.) ลาดบัวหลวง พระนครศรีอยุธยา
เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์จัดการที่ดินพระราชทานและศูนย์เพิ่มศักยภาพข้าวในเขตปฏิรูปที่ดิน (ศจพ.) ลาดบัวหลวง พระนครศรีอยุธยา

กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งพัฒนาบุคลากรเพื่อผลักดันงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่หลักสูตรพี่เลี้ยง -หลักสูตรจัดทำแผนผ่านระบบออนไลน์ ยุค New Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งพัฒนาบุคลากรเพื่อผลักดันงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่หลักสูตรพี่เลี้ยง -หลักสูตรจัดทำแผนผ่านระบบออนไลน์ ยุค New Normal

กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งพัฒนาบุคลากรเพื่อผลักดันงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่หลักสูตรพี่เลี้ยง -หลักสูตรจัดทำแผนผ่านระบบออนไลน์ ยุค New Normal30 กรกฎาคม 2563 – 16:10 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากร เพื่อผลักดันงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่หลักสูตรพี่เลี้ยง(Mentor) และหลักสูตรจัดทำแผนผ่านระบบออนไลน์ ยุค New Normal

กรมส่งเสริมการเกษตร มีแนวทางส่งเสริมการเกษตรโดยต่อยอดจากกลไกการทำงานของกรมส่งเสริมการเกษตร เช่น Young Smart Farmer วิสาหกิจชุมชน แปลงใหญ่ ในการวางเป้าหมายร่วมกัน รวมทั้งการจัดกระบวนการเพื่อให้มีการจัดการความรู้ และการจัดการความสัมพันธ์ของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้ได้แนวทางการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น รวมถึงสถาบันการศึกษา
 ในปี 2563 กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งเน้นการพัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ให้มีความรู้ความเข้าใจในการทำงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง (Learning by Doing) โดยมีหลักการสำคัญคือ พัฒนาการเกษตรโดยยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area – based) กำหนดขอบเขตพื้นที่ดำเนินการที่ชัดเจนใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบูรณาการการทำงานในพื้นที่
 

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรมฯจึงได้มีแนวทางการบูรณาการในการพัฒนาบุคลากรที่ไม่สามารถเรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาอบรม สัมมนาในห้องเรียนได้ จึงได้มีแนวคิดในการอบรมสัมมนาแบบ Online Learning โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ซึ่งมีทั้งการให้ความรู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติในพื้นที่ (face-to-face) เพื่อเป็นการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมและเกิดผลที่ชัดเจนในยุค New Normal จำนวน 2 หลักสูตร เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 2,000 คน  ซึ่งมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้ในทุกระดับ ดังนี้

                        กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งพัฒนาบุคลากรเพื่อผลักดันงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่หลักสูตรพี่เลี้ยง -หลักสูตรจัดทำแผนผ่านระบบออนไลน์ ยุค New Normal  ครั้งที่ 1 
  – หลักสูตร “พี่เลี้ยง Mentor ในงานส่งเสริมการเกษตร วันที่ 20 กรกฎาคม 2563
 – หลักสูตร การจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรแบบมีส่วนร่วม วันที่ 6 สิงหาคม 2563    
    ครั้งที่ 2 
   – หลักสูตร “พี่เลี้ยง Mentor ในงานส่งเสริมการเกษตร วันที่ 17 สิงหาคม 2563 
   – หลักสูตร การจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรแบบมีส่วนร่วม วันที่ 3 กันยายน 2563 
    ครั้งที่ 3 
    – ทั้ง 2 หลักสูตร มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติพร้อมกัน วันที่ 23 กันยายน 2563

กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งพัฒนาบุคลากรเพื่อผลักดันงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่หลักสูตรพี่เลี้ยง -หลักสูตรจัดทำแผนผ่านระบบออนไลน์ ยุค New Normal

    “โดยใช้กระบวนการส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นการจัดการข้อมูลคน พื้นที่ สินค้า และนำมาวิเคราะห์ เพื่อใช้ในการกำหนดขอบเขตพื้นที่ สินค้าหลัก เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย และประเด็นที่จะส่งเสริม ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วย การจัดเวทีชุมชนเพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบ และร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ของตนเอง ในการกำหนดแนวทางการพัฒนาที่เกษตรกรสามารถทำได้เอง หรือทำร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

ก.แรงงาน จับมือเอกชน พัฒนานักขับโดรน สู่เกษตรกร 4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก.แรงงาน จับมือเอกชน พัฒนานักขับโดรน สู่เกษตรกร 4.0

ก.แรงงาน จับมือเอกชน พัฒนานักขับโดรน สู่เกษตรกร 4.029 กรกฎาคม 2563 – 17:05 น.

ก.แรงงาน จับมือเอกชน พัฒนานักขับโดรน สู่เกษตรกร 4.0 หวังทุ่นแรง ลดเวลาการทำงาน เพิ่มผลผลิตสินค้ามากขึ้น

วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ณ สโมสรราชพฤกษ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือโครงการพัฒนาทักษะอาชีพผู้บังคับอากาศยานไร้คนขับ (Drone) เพื่อการเกษตร ระหว่างนายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และดร.กฤษดา อัครพัทธยากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท แอโร กรุ๊ป (1992) จำกัด และมีนายวิชัย ผิวสอาด รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายกฤตธัช สาทรานนท์ กรรมการบริหารแผนก Aero Drone บริษัท แอโร กรุ๊ป (1992) จำกัด ลงนามเป็นสักขีพยาน

ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังจากเป็นประธานในการลงนามว่า ความร่วมมือของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับบริษัท แอโร กรุ๊ป (1992) จำกัด ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรไทยที่เริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงาน ในการทุ่นแรง ลดเวลาการทำงาน เพิ่มผลผลิตสินค้า

โดยเฉพาะการนำอากาศยานไร้คนขับ (Drone) มาใช้ในขั้นตอนการเพาะปลูก ใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นยากำจัดศัตรูพืช จะช่วยลดต้นทุน ค่าวัสดุและค่าแรงงาน เพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร และที่สำคัญลดความเสี่ยงอันตรายในระหว่างการปฏิบัติงาน รวมถึงเป็นการช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้าง ผู้ว่างงาน จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพ

นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า กพร.ได้ร่วมกับบริษัท แอโร กรุ๊ป (1992) จำกัด จัดฝึกอบรมหลักสูตรผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) เพื่อการเกษตร ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ ครอบคลุมเนื้อหาประกอบด้วย
 

ส่วนประกอบของโดรน การเปลี่ยนชิ้นส่วน การขนย้าย การใช้เครื่องบังคับ การบำรุงรักษา การเก็บรักษา ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน รวมถึงการทำใบอนุญาตและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาฝึกอบรม 18 ชั่วโมง (3 วัน) ฝึกอบรมนำร่องใน 3 จังหวัด

ได้แก่ ปทุมธานี ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม 2563 นนทบุรี ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2563 และนครปฐม ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน 2563 ตั้งเป้าหมายผลิตเกษตรกร 4.0 จำนวน 60 คน

ดร.กฤษดา อัครพัทธยากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท แอโร กรุ๊ป (1992) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทประกอบธุรกิจให้บริการและจำหน่ายสินค้าชั้นนำของประเทศด้านเทคโนโลยีไฮดรอลิค นิวเมติกส์และออโตเมชั่น รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ

“ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการยกระดับศักยภาพเกษตรกรของประเทศไทยสู่สมาร์ตฟาร์ม สามารถใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการเพาะปลูกที่มีความแม่นยำสูง ผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยสู่ท้องตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ”ดร.กฤษดา กล่าว

ดร.กฤษดา กล่าวอีกว่า นำไปสู่การส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพได้อย่างได้อย่างยั่งยืน จึงร่วมกับ กพร.เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลิตกำลังคนในทุกภาคส่วนต่อไป

ก.แรงงาน จับมือเอกชน พัฒนานักขับโดรน สู่เกษตรกร 4.0

ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง

ก.แรงงาน จับมือเอกชน พัฒนานักขับโดรน สู่เกษตรกร 4.0
ก.แรงงาน จับมือเอกชน พัฒนานักขับโดรน สู่เกษตรกร 4.0
ก.แรงงาน จับมือเอกชน พัฒนานักขับโดรน สู่เกษตรกร 4.0
ก.แรงงาน จับมือเอกชน พัฒนานักขับโดรน สู่เกษตรกร 4.0

“ไร่พิชญาภา”ในรูปแบบสวนสมรม อีกก้าววิถีเกษตรกร”พิพัฒน์ นาสนิท” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ไร่พิชญาภา”ในรูปแบบสวนสมรม  อีกก้าววิถีเกษตรกร”พิพัฒน์ นาสนิท”

"ไร่พิชญาภา"ในรูปแบบสวนสมรม  อีกก้าววิถีเกษตรกร"พิพัฒน์ นาสนิท"29 กรกฎาคม 2563 – 17:00 น.

“ไร่พิชญาภา”ในรูปแบบสวนสมรม  อีกก้าววิถีเกษตรกร”พิพัฒน์ นาสนิท”

ไม่ใช่เกษตรกรแห่งชาติ ไม่ใช่คนเกษตรพันธุ์แท้แต่คลุกคลีอยู่กับวิถีการเกษตรมาค่อนชีวิตสำหรับ’พิพัฒน์ นาสนิท”เจ้าของ”ไร่พิชญาภา”ในต.คลองยาง อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ที่วันนี้ได้โบกมืออำลาชีวิตลูกจ้างในเมืองหลวง ทิ้งรายได้รายได้กว่าครึ่งแสนต่อเดือนกลับสู่บ้านเกิด(ภรรยา)ด้วยการเนรมิตพื้นที่กว่า 10 ไร่ทำสวนเกษตรแบบผสมผสานตามรอยเท้าพ่อเศรษฐกิจพอเพียง ถือคติว่า”ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ที่เหลือขาย รายได้เก็บออม”
 

"ไร่พิชญาภา"ในรูปแบบสวนสมรม  อีกก้าววิถีเกษตรกร"พิพัฒน์ นาสนิท"

หากย้อนดูเส้นทางชีวิตของเขาถือว่าไม่ธรรมดา หลังเรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีเมื่อกว่า 30 ปีก่อน จึงมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อหางานทำตามความฝันของเด็กต่างจังหวัด โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน  จากนั้นมาอยู่ฝ่ายบุคคลนสพ.วัฎจักร ก่อนจับพลัดจับพลูมาอยู่ฝ่ายบุคคลของบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)หลังวัฎจักรได้ปิดตัวลง
 เขาทำงานอยู่กับโอสถสภานานกว่า 20 ปี ไต่เต้าจากพนักงานตัวเล็ก ๆ จนก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีหน้าที่รับผิดชอบการคัดกรองผู้สมัครเข้าทำงานในบริษัท เป็นตำแหน่งสุดท้าย  ก่อนเออรี่ตัวเองกลับสู่บ้านเกิดของภรรยาที่อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์เมื่อ 2 ปีที่แล้วเพื่อมารับช่วงต่อกิจการงานเกษตรของครอบครัวภรรยา เนื่องจากบิดาได้เสียชีวิตลง
 “ภรรยาทำอยู่บริษัทประกันภัย รายได้ตอนนั้นสองรวมกันก็แสนกว่าบาทและตั้งใจไว้ว่าหลังเกษียณจากการก็จะกลับไปอยู่ไร่นั่นแหละแต่บังเอิญพ่อตาได้เสียชีวิตลง จึงตัดสินใจลาออกจากงานกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดเพื่อสานต่องานเกษตรของพ่อที่ได้ลงมือทำไว้บ้างแล้วแต่อยู่ในขั้นเริ่มต้น”เจ้าของไร่พิชญาภาย้อนที่มา ก่อนลาออกจากงานประจำมาทำสวนเกษตรผสมผสานอย่างเต็มตัวเมื่อ 2 ปีก่อน

             "ไร่พิชญาภา"ในรูปแบบสวนสมรม  อีกก้าววิถีเกษตรกร"พิพัฒน์ นาสนิท"  จากไร่มันสำปะหลังที่ถูกเนมิตให้เป็นสวนเกษตรสมัยใหม่ เริ่มจากวางระบบน้ำด้วยสปริงเกอร์ จัดการแปลงปลูกอย่างเป็นระบบในรูปแบบเกษตรผสมผสาน มีตั้งแต่ไม้ยืนต้น ไม้ใบ ไม้ผลไปจนถึงพืชผักสมุนไพร หวังให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตตลอดทั้งปี อาทิ มะม่วงสายพันธ์ต่าง ๆ มะนาวในวงบ่อ ไผ่หวาน กล้วย มะละกอ  สะตอ ผักเหรียง ชะอม พริก มะเขือ ตะไคร้ ใบมะกรูดและอีกมากมาย
 กว่า 2 ปีที่เขาเริ่มลงทุนดำเนินการ จนวันนี้พืชหลายชนิดก็เริ่มให้ผลผลิตและนำออกจำหน่ายแล้ว แม้จะมีไม่มากแต่ก็มีรายได้เข้ามาเกือบทุกวัน ทั้งจากนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมสวนบ้าง แต่ผลผลิตส่วนใหญ่จะนำไปจำหน่ายที่กรุงเทพฯ ในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เสาร์-อาทิตยที่ตลาดในหมู่บ้านสวนหลวงร.9 ย่านถ.ศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ 
 “บางอาทิตย์ก็ไปนั่งขายเอง แต่ส่วนใหญ่จะเอาไปส่งให้ภรรยาขายในวันศุกร์ตอนเย็น เพราะเขายังทำงานประจำอยู่ วันหยุดก็จะมานั่งขายผลผลิต ทำแบบนี้มาเกือบ 2 ปีแล้ว ผลผลิตก็จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปช่วงไหนมีผลผลิตอะไรออกก็จะเอาไปขายไม่ซ้ำกัน อย่างช่วงนี้ก็มีหน่อไม้ มะนาว ออกมาเยอะ รายได้ก็จะมาผลผลิตสองชนิดนี้  ตอนช่วงโควิด 2-3 เดือนที่แล้วมะม่วงออกมาเยอะ เอาออกขายก็ไม่ได้ ก็ต้องวิ่งไล่แจกพรรคพวกเพื่อนฝูง ใครต้องการก็จัดส่งทางไปรษณีย์ไปให้ส่งทั่วประเทศ โดยให้จ่ายเฉพาะค่าขนส่ง ส่วนมะม่วงให้ฟรี ไม่คิดตังค์”พิพัฒน์เผย
ส่วนรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตนั้น พิพัฒน์ยอมรับว่า แม้จะไม่มากมายแต่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความสุขในชีวิต ไม่ต้องดิ้นรนแก่งแย่งแข่งขัน  ได้รับประทานอาหารปลอดภัยที่มาจากน้ำพักน้ำแรง เนื่องจากไร่พิชญาภาเป็นเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตทุกอย่างจึงมีความปลอดภัยจากสารเคมี100%
“ตอนนี้มีรายได้เข้ามาทุกวัน ๆ ละห้าร้อยถึงพันขายในตลาดหมู่บ้าน ยังไม่นับรวมที่ส่งขายกรุงเทพฯ ถ้าคิดรายได้แต่ละเดือนหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเหลืออยู่ประมาณ 2-3 หมื่นบาท ซึ่งก็เป็นเงินเก็บ เพราะค่าจ่ายใช้ในชีวินประจำวันก็แทบจะไม่ต้องใช้จ่ายอะไรเลย เพราะเรามีทุกอย่างแล้ว”
สำหรับในอนาคตที่ได้ตั้งเป้าไว้ พิพัฒน์บอกว่าอยากพัฒนาให้เป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในรูปแบบของสวนสมรมเหมือนกับทางปักษ์ใต้ โดยต้องการปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะดูไม่เป็นระเบียบเป็นแถวเป็นแนวหมือนสวนเกษตรสมัยใหม่  แต่ต้องการให้เห็นความหลากหลายของชนิดพืชที่ปลูกมากกว่า 
ขณะเดียวกันได้เตรียมปรับพื้นที่ปลายไร่ที่อยู่ติดเชิงเขาใช้เป็นสถานที่กางเต้นสำหรับการพักผ่อนแก่นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนที่ต้องการมาสัมผัสไอหนาวใปลายปีนี้ อย่างไรก็ตามสำหรับผู้สนใจเยี่ยมชมไร่พิชญาภาหรือสนใจผลผลิตปลอดสารจากไร่ โทร.08-1354-0226 หรือเพจ ไร่พิชญาภา  เจ้าของสวนยินดีต้อนรับ

“เฉลิมชัย” เร่งสร้างโอกาสสู้วิกฤติโควิด เดินหน้าโมเดล”เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เฉลิมชัย” เร่งสร้างโอกาสสู้วิกฤติโควิด เดินหน้าโมเดล”เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย”

"เฉลิมชัย" เร่งสร้างโอกาสสู้วิกฤติโควิด เดินหน้าโมเดล"เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย"29 กรกฎาคม 2563 – 16:47 น.

“เฉลิมชัย” เร่งสร้างโอกาสสู้วิกฤติโควิด เดินหน้าโมเดล”เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย” ระดมพลเดินเครื่องปั้นไทยเป็น “โรงงานอาหารโลก” ถกสภาอุตสาหกรรมสัปดาห์หน้าแปลงโรงงานเก่าเป็น”ฟู้ดแฟคตอรี่”

29 ก.ค.63   นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กรกอ.)แถลงวันนี้(29ก.ค.) ว่า ตามที่ ”ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน”  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กรกอ.)เพื่อเดินหน้าโมเดล”เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย” โดยตกลงใน ”5กรอบความร่วมมือ 4 เป้าหมาย 1แผน”  ในการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 นั้น ในการประชุมครั้งที่ 2 ของ ”กรกอ.”วันที่ 6สิงหาคม ที่จะถึงนี้ โดยจะพิจารณาแนวทางสร้างโอกาสในวิกฤติโควิดภายใต้แนวคิดส่งเสริมและพัฒนาประเทศไทยเป็นฟู้ดแฟคตอรี่ของโลก(โรงงานอาหารโลก)โดยปรับเปลี่ยนโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องปิดตัวเองเป็นโรงงานผลิตอาหาร

ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมกับศูนย์ AIC สมุทรปราการ ชลบุรีและฉะเชิงเทรา ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน พบว่ามีโรงงานเอสเอ็มอี.จำนวนมากประสบภาวะขาดทุนและปิดกิจการจากพิษโควิด19 มีคนตกงานจำนวนมาก จึงเกิดความคิดร่วมกันว่าโลกกำลังเกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร ซึ่งในการประชุมสัปดาห์หน้าจะเชิญหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมประชุมด้วยได้แก่ หอการค้าไทย สภาผู้ส่งออก สมาคมธนาคารไทย สมาพันธ์ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม สสว. กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(ศูนย์AIC)
  
 สำหรับ  5 กรอบ 4 เป้าหมายและ 1แผน ได้แก่ กรอบความร่วมมือด้าน”การผลิต การแปรรูป การตลาด เทคโนโลยีและโลจิสติกส์”เพื่อบรรลุเป้าหมาย 4 เพิ่มคือ”เพิ่มรายได้เกษตรกร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มจีดีพี.ประเทศ และแผนพัฒนาภาคการเกษตรในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก(EEC) 3จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยองบน 5 คลัสเตอร์ทางการเกษตรได้แก่ คลัสเตอร์ผลไม้ คลัสเตอร์ประมง คลัสเตอร์พืชพลังงาน คลัสเตอร์พืชสมุนไพรและคลัสเตอร์พืชมูลค่าสูงสอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่และยุคโควิดเพื่อเร่งต่อยอดภาคเกษตรด้วยโมเดล”เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย”