ก.เกษตรฯขับเคลื่อนระบบASPยกระดับระบบบริการเกษตร

ก.เกษตรฯขับเคลื่อนระบบASPยกระดับระบบบริการเกษตร

ก.เกษตรฯขับเคลื่อนระบบASPยกระดับระบบบริการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนระบบ “ASP” ยกระดับเกษตรไทยสู่ “ระบบเกษตรบริการ” ลดภาระเกษตรกร ให้เข้าถึงเทคโนโลยีและบริการอย่างมืออาชีพ ดึงภาคเอกชน-นักวิจัยร่วมเสริมแกร่ง

วันนี้ (29 พ.ค.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการ “การขับเคลื่อนระบบผู้ให้บริการภาคการเกษตร (Agricultural Service Provider: ASP) พลิกอนาคตเกษตรไทย” จัดโดยกระทรวงเกษตรฯ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA (สวก.) มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผลการศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ และร่วมกันหาแนวทางการขับเคลื่อน ASP ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับขีดความสามารถของภาคการเกษตรไทย สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม.โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย เอกชน และผู้ประกอบการด้านการเกษตร เข้าร่วม

นายอัครา กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตรไทยเผชิญความท้าทายจากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนแรงงานจากแนวโน้มสังคมสูงวัย รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งหากไม่เร่งปรับตัว จะส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว ระบบ Agricultural Service Provider : ASP เป็นโมเดลใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทย ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องทำทุกขั้นตอนด้วยตนเอง แต่สามารถเลือกใช้บริการจากมืออาชีพที่มีความรู้และเทคโนโลยีเฉพาะทาง เข้ามาช่วยลดต้นทุน ลดความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมบริการการเกษตร ทั้งด้านเครื่องจักร การจัดการตลาด เงินทุน และองค์ความรู้ โดยภาครัฐจะสนับสนุนในด้านมาตรฐาน องค์ความรู้ และการเชื่อมโยงเครือข่าย รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ASP เข้าถึงแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการฝึกอบรมฟรี

“รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพลิกโฉมภาคเกษตรไทยให้ทันสมัยและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สนับสนุนการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และตลาด (Zoning) รวมถึงการส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ซึ่ง ASP จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ให้เกิดผลจริงในระดับพื้นที่ อีกทั้ง ASP สามารถช่วยให้เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะเกษตรกรผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยได้ง่ายขึ้นช่วยให้การใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีข้อจำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยในการวางแผนการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาด ลดความเสี่ยง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร” นายอัครา กล่าว

ด้านนายชวลิต กล่าวว่า ระบบ ASP คือโมเดลใหม่ที่มุ่งปรับโครงสร้างภาคเกษตรให้ยืดหยุ่นและยั่งยืน ผ่านแนวคิด Supply Chain และ Value Chain โดยการสนับสนุนทุนวิจัยให้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการออกแบบระบบอุตสาหกรรมบริการที่เหมาะสมกับภาคเกษตรไทย โครงการนำร่องศึกษาใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ข้าว มะพร้าว เครื่องจักร กาแฟ และปุ๋ย โดยจะมีการยกร่างมาตรฐานและแนวทางประเมินคุณภาพ ASP ก่อนขยายผลทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรไม่น้อยกว่า 2 เท่า และลดภาระงานในครัวเรือนที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

ขณะที่ ดร.วิชาญ กล่าวว่า สวก.เป็นหนึ่งใน 9 หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ของกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ที่ให้การสนับสนุนงานวิจัยในภาคการเกษตร โดย สวก.ตระหนักถึงบทบาทของระบบ ASP ที่มีต่ออนาคตของเกษตรไทย จึงได้ดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษารูปแบบการให้บริการด้านการเกษตรที่เป็นแบบอย่างจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และถอดบทเรียน สู่การจัดทำร่างโครงสร้างอุตสาหกรรมการให้บริการภาคการเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โครงสร้าง ASP ที่ได้พัฒนาขึ้น จะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบบริการที่มีคุณภาพ เข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง เสริมศักยภาพของผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและเศรษฐกิจในอนาคต

015

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

‘น้ำปลาแท้’จาก‘ปลาหมอคางดำ’ รสชาติใหม่ที่หอม อร่อย และเต็มไปด้วยคุณค่า

เมื่อพูดถึง “ปลาหมอคางดำ” หลายคนอาจนึกถึงผู้รุกราน ปลาต่างถิ่นที่แพร่ระบาดรวดเร็วและกระทบกับปลาพื้นถิ่น วิถีชีวิตของปลาพื้นถิ่น แต่วันนี้ ปลาหมอคางดำได้เปลี่ยนสถานะมาเป็น “ผู้สร้างโอกาส” ผ่านการแปรรูปเชิงสร้างสรรค์ในรูปแบบ น้ำปลาหมอคางดำ ที่ทั้งหอมเข้มข้นและกลมกล่อม ครบเครื่องเรื่องรสชาติและคุณค่า และยังเป็นโอกาสสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนไทย

โครงการนำร่องแปรรูป “น้ำปลา” เป็นความร่วมมือช่วยเหลือสังคมเพื่อนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์เป็นของดี ระหว่างกรมประมง กรมราชทัณฑ์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ดำเนินการ “กำจัดพร้อมแปรรูป” หมักปลาหมอคางดำที่ถูกจับออกจากแหล่งน้ำ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหมักจนได้รสน้ำปลาที่กลมกล่อม สะอาด และปลอดภัย พร้อมกับจัดเป็นกิจกรรมฝึกวิชาชีพให้กับผู้ต้องขังนำไปใช้เป็นทางเลือกประกอบอาชีพในอนาคต

เริ่มตั้งแต่ปี 2567 มี 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และสมุทรปราการ ผนึกพลังช่วยกันจับปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำมาหมักเป็นน้ำปลา ภายใต้แบรนด์ “หับเผย” เป็นของดีประจำถิ่นและประจำครัว  ทั้ง 4 จังหวัดตั้งเป้าแปรรูปปลาหมอคางดำกว่า 20,000 กิโลกรัมเปลี่ยนมาเป็นน้ำปลา 

กิจกรรมผลิตน้ำปลาจากปลาหมอคางดำนอกจากเป็นอีกแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศเท่านั้น โครงการนี้ยังมีมิติเชิงสังคม  ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ฝึกฝนลงมือทำจริงเสริมสร้างทักษะในการประกอบอาชีพ เตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณค่า 

ด้วยสูตรการหมักของปราชญ์ชุมชนที่ต้องการร่วมช่วยกันแก้ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ นำสูตรหมักน้ำปลาของบ้านมาปรับให้เหมาะกับปลาหมอคางดำจนได้น้ำปลารสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอม และด้วยกรรมวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระหว่างการหมักไม่มีกลิ่นรบกวนชุมชนข้างเคียง 

นอกจากเรือนจำกลางทั้ง 4 จังหวัด การแปรรูปน้ำปลาหมอคางดำ ยังช่วยจุดประกายให้กับสถานีตำรวจภูธรยังสนใจ ร่วมโครงการจัดอบรมให้ตำรวจและครอบครัวเรียนรู้การทำน้ำปลาไว้บริโภคในครัวเรือนและต่อยอดเป็นรายได้เสริมต่อไป

นายนิรัตน สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า น้ำปลาหมอคางดำ คือ win-win-win ทั้งเป็นแนวทางช่วยกำจัดปลาต่างถิ่น การแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์  จังหวัดสมุทรสงคราม หรือจังหวัดติดทะเลยังเป็นแหล่งผลิตเกลือสมุทรชั้นยอด จึงสามารถกล่าวได้ว่า น้ำปลาหมอคางดำ ใช้ของที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเพิ่มผลิตภัณฑ์คุณภาพประจำชุมชนจากฝีมือคนไทยเอง

ปัจจุบัน น้ำปลาหมอคางดำอยู่ในช่วงหมักที่ใช้เวลาประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยคาดว่าจะเปิดตัว “หับเผยแม่กลอง” อย่างเป็นทางการภายในปีนี้ ตามมาด้วย น้ำปลาตรา “หับเผยเขากลิ้ง” “หับเผยสมุทรสาคร” และ “หับเผยสมุทรปราการ” ออกมาจำหน่ายให้ทุกคนได้เลือกช็อป ผลิตภัณฑ์รสชาติอร่อย พร้อมได้ช่วยสนับสนุนกิจการของกรมราชทัณฑ์  ซึ่งนับเป็นแนวทางการแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคได้อย่างกว้างขวางเพราะน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงคู่ครัวไทย

น้ำปลาหมอคางดำ คือเครื่องพิสูจน์ว่า “ความคิดสร้างสรรค์” สามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนปลาต่างถิ่นเป็นทรัพยากรมีค่า และเปลี่ยนมุมมองผู้บริโภคต่อสิ่งที่เคยมองข้าม…ให้กลายเป็นของดีที่คู่ควรกับทุกครัวไทย

เปิดสูตร “น้ำปลาแท้” จากปลาหมอคางดำ ใช้วัตถุดิบหลัก 2 อย่าง คือ ปลาหมอคางดำ กับ เกลือสมุทร ในอัตราส่วน 4 ต่อ 1  หมักในโอ่งดิน ซึ่งจะใช้ปลา 120 กิโลกรัม เกลือสมุทร 30 กิโลกรัม กระบวนการหมักต้องนำปลามาทำความสะอาดก่อน ใส่เกลือและปลาลงในโอ่งสลับเป็นชั้น สัดส่วนปลา 4 ถ้วย เกลือ 1 ถ้วย จนเต็มโอ่ง สูตรนี้ไม่ต้องเคล้าปลากับเกลือ พอเต็มโอ่งใช้พลาสติกปิดฝากันน้ำเข้า มัดปากโอ่งให้สนิทด้วยเชือกขันชะเนาะ ทับด้วยฝาไม้ หมักทิ้งไว้ในที่แจ้งนาน 12 เดือน ก่อนจะได้เป็นน้ำปลารสกลมกล่อม กลิ่นหอมไว้บริโภคในครัวเรือน หรือจัดจำหน่ายต่อไป

เขื่อนเจ้าพระยาแจ้งเพิ่มการระบายน้ำ

เขื่อนเจ้าพระยาแจ้งเพิ่มการระบายน้ำ

เขื่อนเจ้าพระยาแจ้งเพิ่มการระบายน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

เขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายน้ำ รับมือปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นอีก 3 วันข้างหน้า

วันนี้ (29 พ.ค.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน แจ้งเตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.
ชัยนาท ภายหลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่าปริมาณฝนที่ตกในระยะนี้ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากการคาดการณ์ในอีก 1-3 วันข้างหน้า พบว่าจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ประมาณ 1,000 – 1,300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ในอัตราระหว่าง 700-1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำ  บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ บริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และ ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย)  มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.6 – 1.7 เมตร  ซึ่งระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน  ได้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนไปยัง 11 จังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริม 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำในระยะนี้อย่างใกล้ชิด  หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

015

ก.เกษตรฯมอบโฉนดต้นไม้ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ก.เกษตรฯมอบโฉนดต้นไม้ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ก.เกษตรฯมอบโฉนดต้นไม้ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.18 น.

ส.ป.ก.แท็คทีม กยท.ประเดิมมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา อัปสถานะต้นไม้เป็นสินทรัพย์ รับโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนให้เกษตรกรไทย

วันนี้ (29 พ.ค.) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) Kick off โครงการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา ขึ้นอย่างเป็นทางการ ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการเดินหน้าตามนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันขึ้น ในการนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน ตัวแทนเกษตรกร และสื่อมวลชนเข้าร่วม โดยรับชม รับฟัง พร้อมกันทั้งประเทศ มีการถ่ายทอดสดไปยัง 144 จุดทั่วประเทศ รวมผู้เข้าร่วมกว่า 12,000 คน ไฮไลท์สำคัญการมอบโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา รวมกว่า 11,620 ฉบับ พร้อมกันนี้ 3 หน่วยงาน จรดปากกามีพิธีลงนามแสดงเจตจำนงระหว่าง ธ.ก.ส. ส.ป.ก. และ กยท.ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นแหล่งทุนใหม่สำหรับเกษตรกร พร้อมจัดกิจกรรมมอบต้นไม้ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมงานเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือและการเริ่มต้นผลักดันนโยบาย

สำหรับโครงการโฉนดต้นไม้และโฉนดต้นยางพารา นำมาซึ่งโอกาสในการสร้างและพัฒนาศักยภาพของต้นไม้และต้นยางพาราให้สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันทางสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้ อาทิ ธ.ก.ส. และสถาบันการเงินอื่นๆ ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ลดข้อจำกัดและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งเสริมการสร้างรายได้จากเนื้อไม้และกิจกรรมคาร์บอนเครดิต อันเป็นการยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรและระบบการเกษตรอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน และสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกต้นไม้และต้นยางพาราในระบบการเกษตรมากยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบเกษตรเชิงเศรษฐกิจและวนเกษตร ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดย ส.ป.ก. มีเป้าหมายในการออกโฉนดต้นไม้ 392,562 แปลง 1.6 ล้านไร่ทั่วประเทศ และ กยท.มีเป้าหมายออกโฉนดต้นยางพารา 11.17 ล้านไร่ ภายใน 1 ปี

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ต้นไม้เป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ ไม่เพียงแต่ในเชิงเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่ารวมกว่า 350,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไปสู่ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2065 ตามที่ได้ให้คำมั่นกับประชาคมโลก ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างต่อเนื่องร่วมกับทุกภาคส่วน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมทั้งต่อยอดพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรอื่นในระบบการเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

015

กรมหม่อนไหมจัดใหญ่ประกวดผลิตภัณฑ์ไหมทั่วไทย

กรมหม่อนไหมจัดใหญ่ประกวดผลิตภัณฑ์ไหมทั่วไทย

กรมหม่อนไหมจัดใหญ่ประกวดผลิตภัณฑ์ไหมทั่วไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.09 น.

กรมหม่อนไหม เตรียมจัดงานใหญ่ “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหม ตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมระดับประเทศ ประจำปี 2568” เพื่อเป็นการนำเสนอภูมิปัญญาการผลิตไหมไทยและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของอาชีพหม่อนไหม

วันนี้ (29 พ.ค.) นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ได้จัดการแข่งขันสาวไหม ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม อย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้เกษตรกร เยาวชนจากสถาบันการศึกษา มีความตื่นตัวในการสืบทอดการผลิตผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น และตระหนักถึงคุณค่าของไหมไทย รวมทั้งมีความตื่นตัวในการอนุรักษ์เทคนิคการทอผ้าไหมและรักษาคุณภาพสินค้าและการสร้างสรรค์ผลงานได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดในปัจจุบัน เป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนารูปแบบในการนำผ้าไหมมาใช้ในชีวิตประจำวันได้กว้างขวางมากขึ้นเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า และสามารถขยายตลาดผ้าไหมไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมทั้ง สร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ผลิตงานที่มีคุณภาพอีกด้วยซึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

“สำหรับในปีนี้ การประกวดแบ่งเป็น 32 ประเภท ได้แก่ การประกวดเส้นไหมไทยพื้นบ้าน 6 ประเภท และการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม 26 ประเภท โดยการประกวดเส้นไหม ผู้ส่งเส้นไหมประกวด จะต้องเข้าแข่งขันสาวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านด้วยมือ ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมที่ต้องใช้ความชำนาญและเป็นเอกลักษณ์ทางภูมิปัญญาที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน โดยจะตัดสินคุณภาพจากความสม่ำเสมอของขนาด สี และการรวมตัวของเส้นไหม เป็นต้น ในส่วนของการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน จะเป็นผ้าไหมลายอัตลักษณ์ของไทยประจำท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งมีความสวยงามแตกต่างกันออกไป โดยต้องเป็นผ้าไหมที่ผ่านการรับรองคุณภาพจากกรมหม่อนไหม และได้รับเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทานสีทอง สีเงิน สีน้ำเงิน และสีเขียว สำหรับการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม ได้แก่ สิ่งประดิษฐ์ประเภทกระเป๋าที่มีองค์ประกอบหลักเป็นผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดรวมกัน ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 – 3 จะได้รับโล่และเงินรางวัล ผลงานที่ได้รับรางวัลจะถูกนำไปจัดแสดงในงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ปี 2568 รวมทั้งการเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วย” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2568 สามารถร่วมงานได้ในวันที่ 12 มิ.ย.2568 ที่สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

015

กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

กรมประมงชูต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

กรมประมง เล็งสร้างต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชน ภายใต้ “พะเยาโมเดล” จัดคอร์สถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาเคลื่อนที่เพื่อปล่อยเลี้ยงในนาข้าวสรรพสี หนุนส่งเสริมวิถีการทำเกษตรแบบผสมผสาน สร้างแหล่งอาหารที่ยั่งยืน

วันนี้ (29 พ.ค.) กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้การเพาะพันธุ์ปลาด้วยชุดเพาะฟักแบบเคลื่อนที่ (Mobile Hatchery) พร้อมมอบชุดอุปกรณ์ให้แก่สมาชิกกลุ่มชุมชนประมงท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงปลาในนาข้าวสรรพสี ตามโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา พร้อมเตรียมผลักดันสู่การเป็นต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชน ภายใต้พะเยาโมเดล

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการที่นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวสรรพสี ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ภายใต้ “พะเยาโมเดล” กรมประมงซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ จึงได้ดำเนินโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน โดยใช้วิถีการทำเกษตรแบบผสมผสานมาร่วมพัฒนาพื้นที่แปลงนา ด้วยการเลี้ยงปลาในระหว่างปลูกข้าวสรรพสี ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้สัตว์น้ำช่วยควบคุมและกำจัดศัตรูพืช ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมของการเจริญเติบโตของต้นข้าว ลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าว ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักการควบคุมทางธรรมชาติ (Natural Base Solution : NBS) 

สำหรับการเดินหน้าโครงการนำร่องหน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมง แหล่งน้ำชุมชนพื้นที่  ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา ในขณะนี้ กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยชุดเพาะฟักเคลื่อนที่ (Mobile Hatchery) ให้แก่ชุมชนประมงท้องถิ่น “กลุ่มประมงชุมชนตำบลสันป่าม่วง” ที่มีการปลูกข้าวสรรพสี ซึ่งมีสมาชิก 22 ราย พร้อมมอบชุดอุปกรณ์ 1 ชุด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแปลงนาศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งอยู่ภายใต้ “พะเยาโมเดล”

นอกจากนี้ ยังได้เร่งดำเนินกิจกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนอื่นๆ เพื่อให้เกิดเป็นแหล่งอาหารประจำหมู่บ้าน โดยได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนให้กลุ่มชุมชนประมงท้องถิ่นมีความเข้มแข็งในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรในแหล่งน้ำ รวมทั้งอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน ตลอดจนสามารถต่อยอดไปถึงการแปรรูปผลผลิตสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“กรมประมงพร้อมที่จะสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และศักยภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้หน่วยเรียนรู้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแหล่งน้ำชุมชน ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นต้นแบบศูนย์ผลิตสัตว์น้ำชุมชนของพื้นที่จังหวัดพะเยาและขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรและประชาชน พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และขับเคลื่อนภาคเกษตรไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป”  นางฐิติพร กล่าว

015

‘ฉก.พญานาคราช’ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

'ฉก.พญานาคราช'ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

‘ฉก.พญานาคราช’ลุยตรวจโรงงานทุเรียนแช่แข็งจากเวียดนาม สั่งอายัด 54,720 กิโลฯ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.36 น.

“ฉก.พญานาคราช” พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่สุ่มตรวจทุเรียนแช่เยือกแข็งในพื้นที่จังหวัดระยองอย่างเข้มข้น พบว่าสินค้านำเข้าจากเวียดนาม  รวมทั้งสิ้น 54,720 กิโลกรัม สั่งอายัดแล้ว พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์สาร BY2 ถ้าพบต้องทำลายทิ้งทั้งหมด

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ฉก.พญานาคราช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นำโดย นายพงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการ มกอช. เป็นหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการกับกรมวิชาการเกษตร ได้กำหนดแผนเข้าตรวจสอบคุณภาพทุเรียนแช่เยือกแข็ง ที่โรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อง การปฏิบัติตามข้อกำหนดตามมาตรฐานบังคับทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560) เช่น ปริมาณและแหล่งการรับวัตถุดิบ ขั้นตอนกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพของสินค้า เป็นต้น

จากการเข้าตรวจสอบสถานที่เก็บสินค้าพบว่า มีปริมาณสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งนำเข้าจากเวียดนาม จำนวน 2,736 กล่อง กล่องละ 20 กิโลกรัม รวมทั้งสิ้น 54,720 กิโลกรัม โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอายัดสินค้าดังกล่าว และสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์สาร BY2 Cadmium และเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค 4 ชนิด ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจที่ต้องใช้กระบวนการทางห้องปฏิบัติการ (Lab) ประมาณ 5- 7 วัน หากมีรายงานผลการตรวจสอบว่าพบสาร BY2 และ Cadmium จะดำเนินการทำลายสินค้าดังกล่าว ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ต่อไป

ด้านนายพงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า  มกอช.  จะกำหนดแผนบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และ ฉก.พญานาคราช ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตสินค้าทุเรียนแช่เยือกแข็งเชิงรุกที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานบังคับ : การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560) โดยจากข้อมูลโรงงานผลิตทุเรียนที่ขึ้นทะเบียนส่งออกในระบบคำขอใบอนุญาตส่งออก TAS-License  มีจำนวน 108 ราย มีปริมาณโรงงานแช่เยือกแข็ง แยกตามรายจังหวัด ดังนี้ 1) จังหวัดจันทบุรี จำนวน 24 โรงงาน 2) จังหวัดชุมพร จำนวน 21 โรงงาน 3) จังหวัดปทุมธานี จำนวน 19 โรงงาน 4) จังหวัดระยอง จำนวน 10 และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน มกอช. ได้ประสานบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่กำกับดูแลการนำเข้าทุเรียนแช่เยือกแข็ง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมศุลกากร เป็นต้น เพื่อยกระดับการตรวจสอบความปลอดภัยโดยกำหนดมาตรการให้การนำเข้าทุเรียนสดและทุเรียนแช่เยือกแข็งจากต่างประเทศ ต้องแนบรายงานผลวิเคราะห์ (Test report) ว่าไม่พบการปนเปื้อน BY2 Cadmium และทำการเปิดตู้สินค้าทุกตู้ เพื่อตรวจสอบและเก็บตัวอย่างส่งตรวจห้องปฏิบัติการวิเคราะห์หาสารทั้งสองรายการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาในประเทศไทย รวมทั้งเป็นการตรวจเข้มมาตรฐานสินค้าเกษตรที่จะส่งออกจากไทยไปต่างประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก

‘เกษตรกร’สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

'เกษตรกร'สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

‘เกษตรกร’สุดทนราคาปาล์มดิ่งหนัก นัดรวมพลบุกกรุงทวงสัญญา 29 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

ราคาปาล์มดิ่งหนักเหลือ 3.70 บาทต่อกิโลกรัม ด้านเกษตรกรเดือดจัดนัดรวมพลบุกกรุงเทพฯ 29 พ.ค.นี้หวังทวงสัญญาลมๆ แล้งๆ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มว่า ขณะนี้ราคาปาล์มน้ำมันกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต โดยก่อนหกน้านี้มีความหวังที่เคยได้รับปากจากภาครัฐ กลับกลายเป็นคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ในสายตาชาวสวนปาล์มภาคใต้ ต้นทุนยังสูงแต่ราคาขายกลับทรุดหนัก จากที่เคยหวังกิโลกรัมละ 5 บาท ตอนนี้กลับเหลือเพียง 3.70 บาทเท่านั้น

นายวัชระ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมการค้าภายในได้ออกมายืนยันหนักแน่นว่า ราคาปาล์มจะประกันที่กิโลกรัมละ 5 บาท แต่ในความเป็นจริงที่เกษตรกรพบกลับตรงกันข้าม ราคาตลาดพุ่งลงเหว เหลือเพียง 3.70 บาท ห่างไกลจากที่รัฐเคยให้คำมั่นไว้อย่างน่าตกใจ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดในภาคใต้ทั้งหมดจะเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ พรุ่งนี้( 29 พ.ค) เวลา 10.00 น. จุดหมายปลายทางคือ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีเป้าหมายคือการยื่นหนังสือต่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทย “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบ และเร่งแก้ไขปัญหาที่กำลังบีบรัดปากท้องของชาวสวนอย่างหนัก

นายสุมาตร  อินทรมณี นายกสมาคมชาวสวนปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้องหลัก ดังนี้ 1. รัฐต้องประกาศราคาประกันขั้นต่ำที่ 5 บาทต่อกิโลกรัมอย่างเป็นทางการ 2. ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน และ 3. จัดสรรงบเยียวยาฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งนี้ ต้นทุนเราสูงขึ้นทุกปี ค่าแรง ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน ไม่มีอะไรลด แต่ราคาที่รัฐรับปาก กลับกลายเป็นแค่ลมปาก

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

'เลขาธิการ มกอช.'เป็นประธานเปิดสัมมนา'ยกระดับฮาลาลไทย 2025'

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็นประธานเปิดสัมมนา’ยกระดับฮาลาลไทย 2025’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา “ยกระดับฮาลาลไทย 2025: พัฒนาและก้าวสู่ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโลก” ณ โรงแรมบ้านไทยบูทีค กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการทางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) และ ผู้ควบคุมการเชือดสัตว์ฮาลาล (Halal Supervisor) ที่เกี่ยวข้อง พร้อมการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings

การสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทางของระบบฮาลาลไทยในบริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงตลาดประเทศคู่ค้าทั่วโลก ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในเวทีนี้ ได้แก่ บทบาทของ OIC และ SMIIC ในการกำหนดกรอบมาตรฐานฮาลาลระดับโลก การขับเคลื่อนมาตรฐานการรับรองฮาลาลร่วมของอาเซียน ที่อยู่ระหว่างกระบวนการสรุปผล และข้อกำหนดล่าสุดของประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย ตุรกี และอินโดนีเซีย ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อการส่งออกของไทยโดยตรง

นอกจากมิติด้านนโยบายระหว่างประเทศแล้ว การสัมมนายังมุ่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินสถานการณ์ของตนเองได้อย่างเป็นระบบ และเข้าใจแนวโน้มด้านมาตรฐานของแต่ละกลุ่มประเทศ อันจะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างอย่างเหมาะสม ทั้งในระดับองค์กรรับรองฮาลาล หน่วยควบคุมการผลิต ไปจนถึง Halal Supervisor ในโรงงาน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการบูรณาการระบบฮาลาลโดยรวม ทำให้การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีถ่ายทอดข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และกำหนดแนวทางพัฒนางานของตนเองอย่างมีเป้าหมาย

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบสินค้าฮาลาลของไทยให้มีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก ผ่านการวางระบบที่มีความเป็นเอกภาพ ชัดเจน และพร้อมปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ หารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนย

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.55 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมการหารือระหว่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ กับเอกอัครราชทูตนิวชีแลนด์ประจำประเทศไทย ในประเด็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมผงขาดมันเนยจากนิวซีแลนด์

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายกฤติพิพัฒน์ รัตนนาวินกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ เข้าร่วมการหารือฯ โดยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ นายโจนาธาน คิงส์ (Mr. Jonathan Kings) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศ เข้าพบเพื่อหารือในประเด็นการนำเข้านมผงขาดมันเนย ภายใต้ความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ