‘จุฬาฯ’เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืน’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

‘จุฬาฯ’เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืน’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

‘จุฬาฯ’เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืน’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.55 น.

‘จุฬาฯ’ เสริมสร้างพลังพันธมิตรเครือข่าย AIC ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืนของ ’อุตสาหกรรมโคนมไทย’

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย2568 ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี ร่วมกับภาคีเครือข่ายได้จัดงาน Chula Dairy Conference and Expo 2025 by AIC Chula Saraburi ภายใต้แนวคิด Feeding the Future: Smart Solutions for a Sustainable Dairy Industry คำนึงถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมโคนมไทยเมื่อวันที่ 18-19 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการขยายกลุ่มผู้เข้าร่วมงานไปยังนักเรียน เยาวชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม คนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกร นักวิจัย นักพัฒนานวัตกรรม ผู้ประกอบการ และองค์กรทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันนำองค์ความรู้ มาสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของประเทศต่อไป

ในงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณสุชาดา ซางแทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม และ นายสัตวแพทย์ชุมพล บุญรอด ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ตัวแทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก คุณเลิศชัย สกลเสวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวะดสระบุรี รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณัตน์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศ.สพ.ญ.ดร.สันนิภา สุรทัตต์ คณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเดินทางมาเข้าร่วมงานพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มิถุนายน 2568

ในพิธีเปิดงาน รศ.น.สพ.ดร. กิตติศักดิ์ อัจฉริยะขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation: AIC)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี ได้กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของเกษตรกรไทยว่า เป็นนโยบายระดับชาติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2563 ที่กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเป้าให้ทุกจังหวัดต้องมีหนึ่งศูนย์ AIC โดยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ศูนย์ AIC จุฬาฯ สระบุรีจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 และได้รับงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีพันธกิจในการสนับสนุนและส่งเสริม การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์เพาะบ่มเกษตรกรและผู้นำเกษตรกร Smart Farmer ภายในจังหวัดสระบุรีและพื้นที่ข้างเคียง ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตร ปี 2566-2570 ในงาน “Chula Dairy Conference and Expo 2025 by AIC Chula Saraburi ” มีการจัดแสดงนิทรรศการความรู้ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในด้านการเกษตรและโคนม มีการจัดกิจกรรม Chula Saraburi Dairy Conference and Expo โดยศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเลี้ยงโคนมในเขตร้อนชื้น คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยการเสวนาวิชาการทางโคนม การจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านโคนม และการพัฒนาการเลี้ยงโคนมสู่ความยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำฐานกิจกรรมเรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้กับนักเรียน นักศึกษาที่มาร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมเสริมสร้างความรู้และสร้างความเข้าใจและแรงบันดาลใจในอุตสาหกรรมโคนมที่ยั่งยืน ตลอดจนการรณรงค์การดื่มนมในเด็กนักเรียนและเยาวชน

ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี กล่าวเสริมว่า การจัดงาน Chula Dairy Conference and Expo 2025 by AIC Chula Saraburi ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์แห่งความเป็นเลิศเฉพาะด้านนวัตกรรมการผลิตโคนมและผลิตภัณฑ์นม คณะสัตวแพทยศาสตร์ หน่วยงานราชการจังหวัดสระบุรี ภาคเอกชน และผู้ประกอบการด้านการเกษตรและปศุสัตว์ต่าง ๆ วิทยากร นักวิชาการ และผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งในสถานที่จัดงานและออนไลน์ งานนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีและบรรลุผลความสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ทุกประการ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ประชุมหารือติดตามโครงการก่อสร้าง โรงจอดอากาศยานฯ จ.อุดรธานี

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ประชุมหารือติดตามโครงการก่อสร้าง โรงจอดอากาศยานฯ จ.อุดรธานี

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ประชุมหารือติดตามโครงการก่อสร้าง โรงจอดอากาศยานฯ จ.อุดรธานี

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.06 น.

20 มิถุนายน 2568 เวลา 11.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ประชุมหารือติดตามโครงการก่อสร้าง โรงจอดอากาศยานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ณ กองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

-(016)

‘รมว.นฤมล’ยืนยันปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่กระทบส่งออกสินค้าภาคเกษตรไทย

‘รมว.นฤมล’ยืนยันปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่กระทบส่งออกสินค้าภาคเกษตรไทย

‘รมว.นฤมล’ยืนยันปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่กระทบส่งออกสินค้าภาคเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.44 น.

‘รมว.นฤมล’ยืนยันปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่กระทบส่งออกสินค้าภาคเกษตรไทย เผยมีตลาดมันสำปะหลังทดแทนนำเข้าจากกัมพูชาแล้ว

19 มิถุนายน 2568 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันแถลงข่าวผลกระทบต่อภาคการเกษตรต่อกรณีไทย – กัมพูชาว่า  จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาและกระทรวงเกษตรฯได้รับการมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดูแลผลกระทบกับเกษตรกร และหาแนวทางที่จะทำให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า จากข้อมูลล่าสุดตัวเลขสินค้าที่ส่งออกไปยังประเทศกัมพูชาหรือต้องขนส่งผ่านทางกัมพูชาเพื่อส่งออกไปเวียดนามนั้น มีจำนวนและปริมาณไม่มากนัก โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสินค้าในกลุ่มอื่น ๆ ไม่ใช่สินค้าภาคการเกษตร ซึ่งทางกัมพูชาน่าจะได้รับผลกระทบในการส่งออกสินค้ามาที่ประเทศไทยมากกว่า เช่น มันสำปะหลัง ที่มีการส่งออกประมาณ 9000 ล้านบาท แต่ตรงนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อหามันสำปะหลังจากแหล่งอื่นมาทดแทนให้กับทางโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบ หรือใช้พืชชนิดอื่นมาทดแทน

“ดิฉันได้เรียนให้กับนายกรัฐมนตรีได้ทราบพี่น้องเกษตรกรไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อาจจะมีบ้างในส่วนของผลไม้และพืชผักบางชนิด ซึ่งในการประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอื่นๆเข้าไปช่วยเหลือและระบายสินค้าไปที่แหล่งอื่น ๆ และได้มีการสั่งการให้ทำแผนระยะกลางและระยะยาวหากเหตุการณ์ตึงเครียดยืดเยื้อออกไป ก็จะมีการประสานกับภาคเอกชนในประเทศให้ซื้อสินค้าจากเกษตรกรของไทยแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งก็ต้องขอฝากภาคเอกชน ขอให้ร่วมกันอุดหนุนสินค้าการเกษตรด้วย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า สินค้าเกษตรของไทยส่วนใหญ่ส่งออกไปประเทศจีนมากที่สุด โดยขนส่งผ่านทางประเทศลาว เช่น ทุเรียน ก็จะผ่านไปทางด่านนั้น และในส่วนของมันสำปะหลัง ตนมองว่าน่าจะเป็นผลดีกับราคามันสำปะหลังในประเทศด้วยซ้ำ เพราะภาคเอกชนจะต้องหันมาใช้มันสำปะหลังในประเทศมากขึ้น รวมไปถึงพืชชนิดอื่น ๆ ที่สามารถนำมาทดแทนกันได้ด้วย

“วันนี้เราอยากจะให้พี่น้องคนไทยมีความสามัคคีกัน และขอให้พี่น้องประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศ คลายความกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขอให้สบายใจได้ว่า จะไม่มีใครได้รับผลกระทบ และกระทรวงเกษตรก็จะดูแลเกษตรกรอย่างใกล้ชิด จะไม่ปล่อยให้ผลกระทบขึ้นอย่างแน่นอน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.45 น.

19 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ประชุมติดตาม การก่อสร้างโครงการจัดหาชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 (น้ำแข็งแห้ง) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรองรับภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวง และตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ณ ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที้รับผิดชอบและความต้องการน้ำ ทั้งหมด 8 จังหวัด ได้แก่ จ.น่าน  จ.เเพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร และ จ.เพชรบูรณ์ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำ  จำนวน 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก

-(016)

‘นฤมล’ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ

'นฤมล'ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ

‘นฤมล’ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.37 น.

‘นฤมล’ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ หนุนเพิ่มผลผลิต ตอบโจทย์ความต้องการในประเทศ ลดการนำเข้า ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพ การวิจัย และพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานกาแฟอย่างยั่งยืน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 36 หน่วยงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ว่า กาแฟ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งปัจจุบันกาแฟไทยกำลังเผชิญหน้ากับทั้งโอกาสมหาศาลและความท้าทายที่ซับซ้อนในการก้าวสู่ความยั่งยืนด้านอาหาร ดังนั้น การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงภาพรวมของการตลาดกาแฟไทยว่า ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้นจาก 80,691 ตัน ในปี 2562/63 เป็น 93,551 ตัน ในปี 2565/66 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.06 ต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงแนวโน้มการเติบโตโดยเฉพาะกลุ่มกาแฟสดและกาแฟพิเศษ สะท้อนถึงรสนิยมของผู้บริโภคที่ซับซ้อนและต้องการประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นกลไกขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านแนวทางการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า กาแฟไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เช่น การผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ซึ่งทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นอย่างมาก ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพ ความผันผวนของราคา ต้นทุนการผลิตที่สูง ปัญหาด้านคุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอ และการขาดแคลนแรงงาน จึงเป็นโจทย์สำคัญในการส่งเสริมกาแฟไทยให้สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ และคว้าโอกาสในการเติบโตสู่ความยั่งยืนด้านอาหารอย่างแท้จริง โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่ม การขยายตลาด การนำนวัตกรรมมาใช้ และการสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่อุปทาน
 
“การลงนาม MOU ในวันนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างอนาคต ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจากการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่ผ่านมาของกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้ประกาศให้กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญและเป็นเกษตรมูลค่าสูง ที่จะช่วยสร้างรายได้และยกระดับให้เกษตรกร ซึ่งเป็นการลดการนำเข้าและทดแทนการปลูกพืชชนิดอื่นที่มีปริมาณมากและผลผลิตล้นตลาด ให้หันมาปลูกปลูกพืชที่มีโอกาสอย่างแท้จริง โดยการปรับเปลี่ยนมาเพาะปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการและสามารถพัฒนาต่อยอดได้ จึงหวังว่าจุดเริ่มต้นในวันนี้จะสามารถเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรให้หันมาปลูกกาแฟให้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ต่อยอดด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม และตรงตามความต้องการของตลาด“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ภายใต้กรอบ MOU จะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อกำกับติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมตั้งเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือน เข้าสู่ระบบกาแฟคุณภาพภายใน 3 ปี โดยนำร่องในพื้นที่ 1,000 ไร่ พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรและยุวเกษตรกร เข้าสู่เวทีการแข่งขันในระดับสากล พร้อมส่งเสริมการวิจัย เทคโนโลยี ตลาดที่โปร่งใส และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

เกษตรกรช่วยชาติ ชี้’ธนาคารที่ดิน’ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ควรยุบเลิก

เกษตรกรช่วยชาติ ชี้'ธนาคารที่ดิน' มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ควรยุบเลิก

เกษตรกรช่วยชาติ ชี้’ธนาคารที่ดิน’ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ควรยุบเลิก

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.40 น.

ประธานเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ ชื่นชมผลงานของธนาคารที่ดิน และเห็นสมควรให้คงอยู่ต่อไปไม่ควรยุบเลิก 

วันที่ 17 มิถุนายน 2568 นายสุทธิโรจน์ คำมั่น ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการและพัฒนาที่ดิน โดยการมอบหมายจาก ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน นายกุลพัชร ภูมิใจอวด เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ ครั้งที่ 1/ 2568 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติสำนักงาน สปก. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสุทธิโรจน์ เปิดเผยว่า ตนได้นำเสนอที่ประชุมให้ทราบถึงผลงาน และ นำเสนอให้เห็นว่า ธนาคารที่ดิน เป็นกลไกและฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อกระจายการถือครองที่ดินให้แก่เครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ 

“ธนาคารที่ดิน ได้รับภารกิจในการช่วยเหลือเกษตรกรฯ กลุ่มนี้ จำนวน 5 พื้นที่ เนื้อที่รวมกว่า 340 ไร่ ในพื้นที่จ.สตูล และจ.ขอนแก่น ภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรให้มีที่อยู่และมีที่ทำกิน 75 ครัวเรือน”นายสุทธิโรจน์ กล่าวและว่า

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ธนาคารที่ดิน สามารถที่จะดำเนินโครงการฯ ได้แล้วเสร็จ กว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่เป้าหมาย อันจะบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่กลุ่มพี่น้องเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ 

นายสุทธิโรจน์ เปิดเผยด้วยว่า ธนาคารที่ดิน ได้รับความชื่นชมจากคณะกรรมการและกลุ่มเครือข่ายฯ ในที่ประชุมดังกล่าว ว่าสามารถดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและผู้ยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพทันเวลา 

ด้านนายสุเนตร แก้วคำหาญ ประธานเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ ได้กล่าวชื่นชม ถึงผลการดำเนินงานของธนาคารที่ดิน และเห็นสมควรสนับสนุนให้ธนาคารที่ดิน คงอยู่ต่อไปไม่ควรยกเลิก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานรัฐที่จะช่วยเหลือกลุ่มพี่น้องประชาชน ต่อไป

ปล่อยขบวน ‘ALRO FORCE’ ส.ป.ก.พร้อมลุยเร่งรัดออกโฉนดเพื่อการเกษตร ยกระดับคุณภาพเกษตรกรไทย

ปล่อยขบวน ‘ALRO FORCE’ ส.ป.ก.พร้อมลุยเร่งรัดออกโฉนดเพื่อการเกษตร ยกระดับคุณภาพเกษตรกรไทย

ปล่อยขบวน ‘ALRO FORCE’ ส.ป.ก.พร้อมลุยเร่งรัดออกโฉนดเพื่อการเกษตร ยกระดับคุณภาพเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.36 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) เป็นประธานในพิธีปล่อยตัวหน่วยเคลื่อนที่เร็ว “ALRO FORCE” เพื่อเร่งรัดการออกโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมด้วย นายเศรษฐเกียรติ  กระจ่างวงษ์  เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม คณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถนนราชดำเนินนอกเขตพระนคร กรุงเทพฯ

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้จัดกิจกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์) ในการปรับปรุงและพัฒนาสิทธิในที่ดินของรัฐของ ส.ป.ก. ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว “ALRO FORCE” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเร่งรัดในการดำเนินการตอบสนองภารกิจสำคัญของ ส.ป.ก. ในการปรับปรุงและยกระดับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 -01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีสิทธิในที่ดินอย่างมั่นคง สามารถใช้เป็นหลักประกัน เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนและต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาวตามเป้าหมายของนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และนโยบายสำคัญของ ส.ป.ก. โดยจะทำการลงพื้นที่เข้าปฏิบัติภารกิจในทั่วทุกจังหวัด โดยมีจังหวัดนำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี และสระแก้ว

สำหรับ “ALRO FORCE” หน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่แสดงถึงพลัง (Force) ความเป็นหนึ่งเดียว (Organization) ความรับผิดชอบ (Responsibility) ความร่วมมือ (Collaboration) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ของบุคลากร ส.ป.ก. ของส่วนกลาง ที่ร่วมกันในการแก้ไขสถานการณ์ที่ต้องการกำลังคนและความรวดเร็วในการปฏิบัติภารกิจของ ส.ป.ก. เป็นพลังในการขับเคลื่อนที่ของภารกิจที่สำคัญนี้ โดยจะทำการลงพื้นที่ปฏิบัติงานด้วยหัวใจที่ยึดถือประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ และยึดหลักการปฏิบัติงาน 4 ประการ ดังนี้

     1. ยึดหลักกฎหมาย และแนวนโยบายของ ส.ป.ก. เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด

     2. ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้

     3. ปฏิบัติงานด้วยความสุภาพ อดทน ใส่ใจความเดือนร้อนของเกษตรกร

     4. มีวินัย ตรงต่อเวลา ปฏิบัติงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ

รมช.กษ. ได้กล่าวในพิธีการปล่อยตัวในการลงพื้นที่ของหน่วยเคลื่อนที่เร็ว หรือทีม “ALRO FORCE” ในครั้งนี้ ว่าขอชื่นชมในความเสียสละและตั้งใจของเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่พร้อมขับเคลื่อนนโยบายและภารกิจสำคัญของหน่วยงาน และอวยพรให้ทุกท่านผู้ปฏิบัติงานดำเนินงานได้สำเร็จ ลุล่วงตามเป้าหมาย เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อย่างยั่งยืน และขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพในทุกเส้นทางการเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้

-(016)

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

17 มิถุนายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมาตรการช่วยเหลือเกษตร กรชาวไร่อ้อย เก็บเกี่ยวอ้อยสดภาพดี เพื่อลดฝุ่นPM 2.5 ฤดูการผลิต 2567/2568  ผ่านมาตรการสร้างแรงจูงใจ กรอบวงเงิน 5,175 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์  และพิจารณาทางเลือกการจ่ายเงินให้กับเกษตร ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ได้เข้าถึงบริการของภาครัฐ

ทั้งนี้ได้มีการมอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำแผนดำเนินงาน สนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย สามารถเปลี่ยนวิธีการเก็บเกี่ยวอ้อย โดยไม่ต้องใช้วิธีเผา เพื่อให้เป็นวิธีการที่ยั่งยืน ไม่เป็นภาระต่องบประมาณของภาครัฐ

‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.50 น.

‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำที่เป็นระบบ และช่วยให้ ตั้งแต่การเข้ามาช่วยกันติดตามเฝ้าระวัง ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ประโยชน์หรือแปรรูปนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เพื่อใช้บริโภคช่วยลดค่าครองชีพในครัวเรือน และเป็นโอกาสร้างรายได้เสริมให้ชุมชน อย่าง แจ่วบอง ตราใบโพธิ์ สินค้ายอดนิยม ของ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำ ตำบลโพพระ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นตัวอย่างของการสร้างความมีส่วนร่วมของชุมชนเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

นายอดิเรก แก้วเจริญ  ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ เล่าให้ฟังว่า กลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำสัตว์น้ำ ตำบลโพพระ มีสมาชิกอยู่ 28 คน ได้รับการส่งเสริมจากประมงจังหวัดนำปลาหมอคางดำมาทำผลิตภัณฑ์อาหาร เพิ่มมูลค่าเกิดประโยชน์สูงสุด  ในแต่ละสัปดาห์สมาชิกจะนำปลาหมอคางดำที่จับได้มาหมักเป็นปลาร้า ปัจจุบัน กลุ่มหมักปลาร้าไว้ได้ 50 ถัง แต่ถังละบรรจุปลาร้าน้ำหนัก 80 กิโลกรัม นอกจากนี้ ชาวบ้านยังนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาคิด และต่อยอด สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างหลากหลาย ทั้ง น้ำปลาร้าปรุงรส  ปลาร้าส้มทอด  ปลาหมอแดดเดียว หรือแม้แต่ของทานเล่น เช่น  ข้าวเกรียบผสมปลาหมอคางดำ  ไม่เพียงแต่จะมีหน้าตาที่น่ารับประทาน รสชาติยังอร่อย และชิ้นส่วนของปลาหมอคางดำยังนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด หัวและไส้ปลายังมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้รดแปลงผัก

“ผลิตภัณฑ์ ตราใบโพธิ์ การันตีคุณภาพและความสะอาดด้วยเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารหรือ “Q” มีน้ำพริกแจ่วบอง เป็นสินค้าที่ขายดีเป็นอันดับ 1 ด้วยรสชาติอร่อยที่นัว กลมกล่อม เผ็ดหอมสมุนไพร  รับประทานง่าย จิ้มกับข้าวเหนียว หรือผักสด ผักลวกได้ ถูกจริตคนไทย สามารถซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน หรือเลือกซื้อเป็นของฝากได้ การมาช่วยอุดหนุนสินค้าของทุกคน มีส่วนร่วมช่วยกันปราบปลาหมอคางดำ คืนความสมดุลของธรรมชาติ และคนในชุมชนยังมีรายได้อีกด้วย ท่านที่สนใจเลือกซื้อสินค้าช่วยชุมชน ได้ที่ตลาดเกษตรกรบ้านลาด และตลาดชุมชนหลังเทศบาล หรือโทรศัพท์ติดต่อ 081-014-7109” นายอดิเรก กล่าว

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของชุมชน เป็น หัวใจสำคัญในการกำจัดและลดจำนวนปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร ตั้งแต่ การจับจนถึงการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ เป็น 1 ใน 4 ของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี ที่ประมงจังหวัดเพชรบุรีเข้ามาสนับสนุน ทั้งงบประมาณในการรับซื้อปลาหมอคางดำ การสนับสนุนอุปกรณ์ รวมถึงองค์ความรู้ในการแปรรูป  เริ่มต้นจากการสอนทำปลาร้าจากปลาหมอคางดำ เพื่อการันตีให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้  มีดีทั้งรสชาติ  กระบวนการผลิตสะอาดถูกสุขอนามัย และคุณภาพได้มาตรฐาน สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน นอกจากนี้  โครงการยังช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติไปกว่า 40,000 กิโลกรัม ฟื้นคืนความหลากหลายชีวภาพ ควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การมีส่วนร่วมของชุมชนทั้ง 4 ชุมชน ในการแปรรูปปลาหมอคางดำทำเป็นปลาร้า มีส่วนช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำได้ทั้งสิ้น 40,000 กิโลกรัม เป็น ตัวอย่างของการใช้ศักยภาพชุมชนเปลี่ยนวิกฤต เป็นโอกาสสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนสู่การอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างสมดุลในระยะยาว

‘กรมการข้าว’ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ ‘โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67’

'กรมการข้าว'ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ 'โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67'

‘กรมการข้าว’ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ ‘โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67’

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.19 น.

“กรมการข้าว”ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67” หารือแนวทางการส่งมอบ พร้อมกำชับการส่งให้ตรงตามแผน

วันที่จันทร์ที่ 16 มิ.ย.2568 กรมการข้าวได้จัดประชุมหารือคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ สำหรับประกวดราคาจัดซื้อปัจจัยการผลิต โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567 ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ครั้งที่ 5/2568 โดยมี นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุม และมีผู้บริหาร ข้าราชการกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้แทนจากกรมวิชาการเกษตร ตลอดจนภาคเอกชนเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

ในการนี้ ที่ประชุมได้มีการรายงานความก้าวหน้าการส่งมอบปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย สารชีวภัณฑ์ ปุ๋ยอินทรีย์เหลว (ชนิดน้ำ) และปุ๋ยเคมี ที่ผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้ ได้มีการหารือถึง ผลการตรวจคุณภาพปัจจัยการผลิตที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร รวมไปถึงการส่งมอบปัจจัยการผลิตให้ทันตามกำหนดของสัญญาซื้อขาย ตลอดจนหารือแนวทางการส่งมอบปัจจัยการผลิตอีกด้วย