เกษตรกรบ้านห้วยเสลาจับมือหอการค้าจว. ขยายตลาดรองรับผักคุณภาพปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470790

news_default

เกษตรกรบ้านห้วยเสลาจับมือหอการค้าจว. ขยายตลาดรองรับผักคุณภาพปลอดภัย

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดสารพลังงานแสงอาทิตย์บ้านห้วยเสลา ต.หนองบอน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดสารพลังงานแสงอาทิตย์บ้านห้วยเสลา จดทะเบียนเป็นกลุ่มเกษตรกร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2557 ปัจจุบันมีสมาชิก 83 คน มีทุนดำเนินงาน 568,882.11 บาท ทางกลุ่มฯผลิตผักปลอดสาร เช่น ถั่วฝักยาว หน่อไม้ฝรั่ง ผักชี ต้นหอม ข้าวโพดและผักอื่นตามฤดูกาล โดยสมาชิกได้รับการจัดสรรแปลงปลูกผักพร้อมระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ คนละ 1 งาน ซึ่งสมาชิกปลูกผักได้ตลอดทั้งปีตามความต้องการของตลาด และส่งขายตลาดชุมชนรวมทั้งมีพ่อค้ามารับซื้อผักหน้าแปลงทุกวัน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนสินเชื่อตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร 300,000 บาท เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนการผลิตและการตลาด รวมทั้งสำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์มีแนวทางส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มฯ ผลิตผักปลอดภัยได้มาตรฐาน GAP โดยสหกรณ์เป็นศูนย์กลางดูแลการผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของตลาดมีตลาดมั่นคงแก่สมาชิก มีรายได้มั่นคง รวมทั้งพัฒนาสู่คลัสเตอร์ผักปลอดภัยเกษตรอินทรีย์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ หอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ผลักดันให้ลงนามความร่วมมือ (MOU) การซื้อขายผักปลอดภัย GAP ระหว่างบริษัท โกว ฟอร์ม เดอะกราวด์ จำกัดและสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร7 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด สหกรณ์การเกษตรหนองหงส์จำกัด สหกรณ์การเกษตรโนนสุวรรณ จำกัด กลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบ

กลุ่มปลูกผักปลอดสารด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บ้านห้วยเสลา สหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด และนิคมสหกรณ์สตึกมีสมาชิกผู้ปลูกผักปลอดภัย 203 ราย มีพื้นที่ 211 ไร่ ปลูกผักปลอดภัยกว่า 24 ชนิด

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรทั้ง 7 แห่ง ผลิตผักปลอดภัยส่งจำหน่ายผ่านเครือข่ายการตลาดหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าในจังหวัดบุรีรัมย์ เช่น บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ผู้ประกอบการร้านอาหาร รวมทั้ง ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) บ.คุ้มครองผู้บริโภคและร้านค้าส่งผักในพื้นที่ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ และหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอารยธรรมขอมและกีฬามาตรฐานโลกและการพัฒนาเศรษฐกิจภายในพื้นฐานของการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ทั้งนี้ ในปี 2563 กลุ่มฯมีแนวทางพัฒนาธุรกิจและจัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตทั้งการจัดตลาดนัดในชุมชนตลาดแบบออนไลน์ และเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคและตลาดรับซื้อทั่วไปเพิ่มมากขึ้นด้วย

เตือนเฝ้าระวัง2หนอนถั่วเขียวระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470791

news_default

เตือนเฝ้าระวัง2หนอนถั่วเขียวระบาด

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียวในสภาพอากาศแห้งแล้งควรเฝ้าระวังการระบาดของ 2 แมลงศัตรูพืชคือ หนอนกระทู้ผักและหนอนม้วนใบ โดยจะพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นถั่วเขียวอายุประมาณ 30 วัน สำหรับหนอนกระทู้ผัก มักพบหนอนที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่มแทะกัดกินผิวใบด้านล่าง ทำให้เหลือแต่ผิวใบด้านบนจนมองเห็นใบโปร่งใสคล้ายร่างแห เมื่อหนอนโตขึ้นจะแยกกลุ่มออกไปกัดกินจากขอบใบเข้าไปจนทั่วทั้งแปลงทำให้ผลผลิตลดลง หากพบการระบาดให้เกษตรกรพ่นเชื้อไวรัสของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 1-2 ครั้ง กรณีที่พบใบถูกทำลาย 30% ในระยะก่อนออกดอกถึงระยะฝักยังเขียวอยู่หรือใบถูกทำลาย 60% หลังดอกบาน 4 สัปดาห์ ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ส่วนหนอนม้วนใบ จะพบหนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และชักใยบางคลุมตัวไว้แล้วกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้นจะกระจายกันออกไปหาใบหรือชักใยดึงเอาใบหลายใบมาห่อรวมกัน และอาศัยกัดกินอยู่ภายในใบที่ม้วนนั้นจนหมด จากนั้นจึงเคลื่อนย้ายไปทำลายใบอื่นต่อไป หากพบใบถูกทำลาย 30% ในระยะก่อนออกดอกถึงระยะฝักยังเขียวอยู่ หรือใบถูกทำลาย 60% หลังดอกบาน 4 สัปดาห์ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ส่องเกษตร : เข้าใจ เข้าถึง จึงพัฒนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470794

449007

ส่องเกษตร : เข้าใจ เข้าถึง จึงพัฒนา

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทุกคนต่างทราบดีว่าประเทศไทยของเรามีพื้นฐานเป็นประเทศเกษตรกรรม แม้ว่าปัจจุบันภาคเกษตรกรรมมีส่วนแบ่งของ GDP ไม่มากเท่าภาคอื่น แต่ยังคงเป็นภาคที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ การกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องการเกษตรจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ฝ่ายการเมืองยกมาหาเสียงกับประชาชน และเมื่อมีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ ก็ต้องนำนโยบายที่ประกาศไว้มาดำเนินการ แต่สถานการณ์ของรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค นโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองประกาศไว้จึงต้องถูกปั่นรวมกัน และสร้างนโยบายขึ้นมาใหม่ เป็นนโยบายของรัฐบาลโดยตรง และเมื่อแบ่งงานแบ่งกระทรวงกันบริหารนโยบายพรรคกับนโยบายรัฐบาลไม่สอดคล้องกัน บริหารกันไปทางสองทาง สามทาง สี่ทาง ตามจำนวนรัฐมนตรีผลงานที่ออกมาจึงเหมือนกับการพายเรือวนอยู่ในอ่าง ไม่ไปไม่มา เผลอๆ อาจเรือล่มกันได้ง่ายๆ

ในบรรดานโยบายที่สำคัญของรัฐบาลที่เกี่ยวกับการเกษตร หนึ่งในนโยบายที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ นั่นคือ นโยบายประกันราคาข้าว โดยข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ เกี่ยวข้องกับชีวิตของเกษตรกรเป็นจำนวนมาก การกำหนดนโยบายประกันราคาข้าวเป็นนโยบายที่รัฐบาลคาดหวังไว้มากว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องราคาข้าวให้กับชาวนาได้อย่างเด็ดขาด ไม่เป็นปัญหาให้คาราคาซังกันอีกต่อไป สามารถสร้างความมั่นคงในอาชีพทำนาได้อย่างแท้จริง มีการกำหนดเป้าหมาย เงื่อนไขการดำเนินงาน การเตรียมการเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริต เพื่อผลักดันให้นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นและเห็นผลได้จริง

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบและพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่าแนวคิดในการดำเนินการ การจัดวางนโยบาย การกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบาย ยังขาดการเข้าใจพื้นฐานอาชีพการทำนาของชาวนาในแต่ละภูมิภาคของไทย หลักการและวิธีการขับเคลื่อนนโยบายที่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดว่า พฤติการณ์ของการทำนาในแต่ละภูมิภาคของไทยมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ผู้กำหนดนโยบายที่ขาดพื้นฐานความเข้าใจด้านนี้ย่อมทำให้การตัดสินใจมีจุดบกพร่อง เปิดช่องให้ความล้มเหลวเข้ามาได้ และส่งผลต่อผลสำเร็จของนโยบายในที่สุด

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขหนึ่งที่กำหนดขึ้นมา คือ ชาวนาที่จะเข้าร่วมใช้สิทธิประโยชน์จากนโยบายนี้ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ประเด็นคือ การขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดอย่างชัดเจนว่าครัวเรือนเกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องเป็นผู้ประกอบการเกษตร เป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพรองก็ได้ โดยครัวเรือนเกษตรกร1 ครัวเรือน จะมีตัวแทนมาขอขึ้นทะเบียนได้เพียง 1 คนเท่านั้น ซึ่งการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร สามารถดําเนินการได้ทุกลักษณะการถือครองที่ดิน ทั้งที่ดินของครัวเรือนเอง การเช่า หรือ อื่นๆ เช่น ให้ทําฟรี หรือ ที่สาธารณประโยชน์ เป็นต้น

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ชาวนาในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนาเช่า และรูปแบบของการเช่านามีทั้งการทำสัญญาเช่าเป็น
ลายลักษณ์อักษร หรือการเช่าแบบสัญญาใจ เมื่อนโยบายประกันราคาข้าวกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร ชาวนาที่เช่านาแบบสัญญาใจ หรือเช่านาแบบเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ไม่ได้มีตัวหนังสือสัญญาอยู่ในมือก็ไม่สามารถเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์นี้ได้ แต่กลายเป็นว่า เจ้าของที่นา มาขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรเอง และรับประโยชน์ไปเอง หรือแม้แต่การกำหนดราคารับซื้อของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดข้าว ยิ่งทำให้กลไกทางการตลาดบิดเบือนและบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง ความคาดหวังต่อผลที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าว จึงยังไม่สามารถระบุให้ชัดเจนว่า ชาวนาคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง

แน่นอนว่า การกำหนดโนบายและการขับเคลื่อนนโยบายที่ขาดความรอบคอบ ขาดพื้นฐานของความแตกต่างในระบบการผลิตของในแต่ละภูมิภาค ย่อมส่งผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของนโยบายอย่างไม่ต้องสงสัย จะดีกว่าไหม หากจะทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง เข้าถึงสภาพที่แท้จริง ก่อนที่จะกำหนดนโยบายในการพัฒนา เพื่อให้เราเดินหน้ากันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สำนักเครื่องจักรกล กรมชลฯลอกคลองเปิดทางน้ำแก้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414078?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สำนักเครื่องจักรกล กรมชลฯลอกคลองเปิดทางน้ำแก้ภัยแล้ง

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 07:44 น.
กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 172 ครั้ง

สำนักเครื่องจักรกล กรมชลฯลอกคลองเปิดทางน้ำแก้ภัยแล้ง

สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน  ดำเนินการขุดลอกเปิดทางน้ำจากคลองหนองเสือ ลงสู่คลองรังสิต เพื่อบรรเทาภัยแล้ง เพิ่มน้ำผลิตประปาให้พื้นที่กรุงเทพมหานคร  และบรรเทาภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ตอนบนแล้ว

 

นายสุพิศ  พิทักษ์ธรรม  ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทานได้มอบหมายให้นายสมชาย คงเมคี ผู้อำนวยการ ส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 6 สำนักเครื่องจักรกล นำเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน พร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ ลงพื้นที่ขุดลอกคลองหนองเสือ  เปิดทางส่งน้ำลงสู่คลองรังสิต  แก้ปัญหาวิกฤติภัยแล้ง ทั้งน้ำสำหรับการอุปโภค และบริโภค

นายสมชาย คงเมคี ผู้อำนวยการส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 6 สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน กล่าวว่า สำนักเครื่องจักรกล มีพันธกิจรับผิดชอบงานของกรมชลประทาน ในการพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยอันเกิดจากน้ำ ปีนี้กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งทุกพื้นที่ สำนักเครื่องจักรกลที่ 6 รับผิดชอบพื้นที่ 12 จังหวัดในภาคกลาง ปริมณฑล และภาคใต้ตอนบน  ในพื้นที่ของสำนักชลประทานที่ 11,13 และ 14 จึงได้นำเครื่องจักร-เครื่องมือ และบุคลากร เข้ามาขุดลอกเปิดทางน้ำเพื่อแก้ปัญหาการขาดน้ำอุปโภค บริโภค และการเกษตร  ด้วยการเร่งระบายน้ำ เพิ่มเติมน้ำ จากหนองเสือคลอง 13 ลงสู่คลองรังสิต ส่งไปเพิ่มน้ำผลิตประปาให้กับพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร พื้นที่ฉะเชิงเทราและพื้นที่ปลายน้ำในช่วงฤดูแล้ง

ในภาวะวิกฤติภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้น กรมชลประทาน ยังฝากถึงพี่น้องประชาชนขอให้มีความมั่นใจ และไว้วางใจ ได้ว่า กรมชลประทานจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชนเด็ดขาด และจะทำหน้าที่สุดความสามารถเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน หากได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องในพื้นที่  สำนักเครื่องจักรกลพร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจปัญหาได้ภายใน2 ชั่วโมง  และภายใน 24 ชั่วโมงจะสามารถนำเครื่องจักรกลเข้าไปเปิดทางส่งน้ำหรือสูบน้ำได้

นายสมบูรณ์ เจิมไทย หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำที่ 3 โครงการรังสิตเหนือ กล่าวว่า กรมชลประทานมีแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำดื่มน้ำใช้ให้ครบช่วงฤดูกาล รวมทั้งแบ่งน้ำสำหรับการเกษตรกรรม เพื่อไม่ให้พืชผลด้านการเกษตรเสียหาย โดยในช่วงวันที่ 26-30 มกราคม 2563 กรมชลประทาน  ได้ส่งน้ำไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา สำหรับทำน้ำประปา หลังจากนั้นจะจัดรอบเวรส่งน้ำให้กับเกษตรกรโดยรอบด้วย

 

ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานว่า ปีนี้มีพื้นที่ประสบภัยแล้งกรณีฉุกเฉินแล้ว 14 จังหวัด รวม 69 อำเภอ 420 ตำบล 3,785 หมู่บ้าน   เฉพาะภาคกลางมี 3 จังหวัด ถูกประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน ได้แก่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา และอุทัยธานี รวม 16 อำเภอ 80 ตำบล 649 หมู่บ้าน  ที่มีปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าประเทศไทยต้องเผชิญฝนแล้งยาวนานจนถึงเดือน มิ.ย. มีความรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปีนับจากปี 2522 เป็นต้นมา โดยคาดว่าปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่แล้งซ้ำซาก ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน

ส่องหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง”บ้านทับเกวียนทอง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413825?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 ส่องหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง”บ้านทับเกวียนทอง”

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 06:37 น.
บ้านทับเกวียนทอง,กรมการปกครอง
เปิดอ่าน 223 ครั้ง

 ส่องหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมจิตอาสาพระราชทานต้านภัยแล้ง

            วชิรบารมี เป็น 1 ใน 12 อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการปรับปรุงทางกายภาพและเชิงสัญลักษณ์ผ่าน 10 โครงการนำร่องต้นแบบ ที่อธิบดีกรมการปกครอง “ธนาคม จงจิระ” มอบนโยบายในการทำงาน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้สโลแกน “ทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น”

ธนาคม จงจิระ ประธานเปิดโครงการจิตอาสา

         “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตามผู้บริหารกรมการปกครอง นำโดย “ธนาคม จงจิระ” อธิบดี ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานต้านภัยพิบัติ-ภัยแล้งและหมู่บ้านเข้มแข็งภาคเหนือตอนล่าง เริ่มที่ อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทันทีที่เดินทางไปถึงที่ว่าการอำเภอวชิรบารมี ณรงค์ศักดิ์ หอมมาลัย ปลัดจังหวัดพิจิตร กล่าวต้อนรับ

             จากนั้นฟังบรรยายสรุปการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรมการปกครองประจำปี 2563 โดยรองอธิบดี “สมหวัง พ่วงบางโพ” โดยมุ่งเป้า 10 โครงการต้นแบบ ประกอบด้วย 1.การขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีเป้าหมาย 1 อำเภอ 1 ศูนย์เรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้แล้วนำไปปฏิบัติจริงที่บ้านหรือในชุมชนของตนเอง 2.ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอหรืออำเภอดำรงธรรมที่ผ่านการคัดเลือกจากจังหวัดเป็นอำเภออัจฉริยะต้นแบบ  3.ศูนย์ราชการสะดวกหรืออำเภอสะดวกและมีจุดเคาน์เตอร์บริการยิ้มนำร่อง  4.อำเภอสีขาวปลอดยาเสพติด 5.อำเภอมั่นคง 6.อำเภอคุณธรรม 7.อำเภอแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง(หมู่บ้านเข้มแข็ง) 8.สัญชาติและสถานะบุคคล 9.ปกป้องเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ และ 10.จิตอาสาพระราชทาน

ธนาคารโค-กระบือบ้านทับเกวียนทอง

               “จ.พิจิตร มีเกือบครบทั้ง 10 ข้อ ขาดสัญชาติและสถานะบุคคลข้อเดียว เพราะพิจิตรเป็นจังหวัดไม่มีปัญหาคนต่างด้าวหรือคนไร้สัญชาติ” ณรงค์ศักดิ์ หอมมาลัย ปลัดจังหวัดพิจิตร เผยข้อมูล และยอมรับว่าอ.วชิรบารมี เป็นอำเภอเดียวของจังหวัดที่มีครบทั้ง 9 ข้อ และยังได้รับรางวัลอำเภอดีเด่นระดับประเทศมาแล้ว จากนั้นเดินทางไปยังหมู่บ้านทับเกวียนทอง ใน ต.บึงบัว ซึ่งเป็น 1 ใน 10 โครงการนำร่องต้นแบบด้านแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง เป็นหมู่บ้านที่เข้มแข็งและต้นแบบของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านผ่านผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง อย่าง “สุภัทร์ จันทวงศ์” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 ต.บึงบัว

              บ้านทับเกวียนทอง เพี้ยนมาจากคำว่า “หนองพักเกวียน” เนื่องจากในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้มีการติดต่อกับภายนอกด้วยขบวนล้อเกวียน ซึ่งเป็นพาหนะหลักในสมัยนั้น และขบวนล้อเกวียนก็มักจะพักการเดินทางอยู่ริมหนองน้ำของหมู่บ้าน ซึ่งมีต้นทองกวาวขนาดใหญ่อยู่ริมหนอง ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ถือเป็นชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่คว้ารางวัลดีเด่นระดับประเทศมาแล้วมากมาย ผ่านกิจกรรมเด่นไม่ว่าจะเป็นต้นแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง มีการทำเกษตรผสมผสาน ปราศจากการใช้สารเคมี 100% มีศูนย์อนุรักษ์โค-กระบือ ดำเนินกิจกรรมในรูปของธนาคารโค-กระบือ มีธนาคารน้ำใต้ดินประจำหมู่บ้าน แม้บ้านทับเกวียนทองจะตั้งอยู่บนที่ดอน แห้งแล้งจัดในช่วงหน้าแล้ง แต่ไม่เคยขาดน้ำอุปโภคบริโภค เพราะมีธนาคารน้ำใต้ดินช่วยเอาไว้

                 วันรุ่งขึ้น ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานเพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดจิตอาสาภัยพิบัติ ร่วมกับขุดลอกแม่น้ำลำคลอง บริเวณคลองวังพยอมแห่งบ้านคุยกระชาย ต.วังโมกข์ โดยได้รับเกียรติจากอธิบดีกรมการปกครอง “ธนาคม จงจิระ” เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ จากนั้นร่วมกับชาวบ้านกว่า 1,000 คนกวาดขยะภายในวัดสุขเกษม สว่างอารมณ์ ก่อนจะพากันขุดลอกผักตบชวาและสิ่งกีดขวางทางน้ำในคลองวังพยอมข้างวัดเพื่อเปิดทางน้ำไหลสะดวก

                ช่วงบ่ายเข้าร่วมตักบาตรทางน้ำ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทางชุมชนจัดขึ้นเป็นประจำในทุกวันอาทิตย์ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และชมวิถีชีวิตของคนในชุมชนบ้านดงกลาง อ.เมืองพิจิตร ซึ่งเป็นชุมชนตามหลักอำเภอคุณธรรม ชาวบ้านที่นี่นอกจากมีอาชีพทำนาแล้วยังปลูกชะอมส่งจำหน่ายที่ตลาดไท โดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงหน้าสวน

                 นอกจากนี้ชุมชนบ้านดงกลางยังได้รับคัดเลือกเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประจำปี 2562 โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากเป็นชุมชนที่มีการดำเนินกิจกรรมถนนสายวัฒนธรรม ซึ่งประกอบด้วยเส้นทางที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่โดดเด่นออกมาอย่างเป็นรูปธรรม และแสดงอัตลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน เช่น มีอาคารที่เก่าแก่ มีสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นท้องถิ่น มีตลาดที่ยังเป็นธรรมชาติคงความเป็นท้องถิ่น มีวัด โบราณสถาน ศาสนสถาน รวมถึงวิถีชีวิตแบบไทยๆ

               โดยมีวัดดงกลาง เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน มีพระครูวิจารณ์ธรรมโสภิต เจ้าอาวาสวัดดงกลางเป็นผู้นำขับเคลื่อนด้วยพลัง “บวร (บ้าน วัด โรงเรียน ราชการ)” โดยประสานกับหน่วยงานต่างๆ ให้มาร่วมคิด ร่วมทำกับคนในชุมชน เพื่อทำให้เกิดการมีส่วนร่วม ส่งเสริมให้คนในชุมชนยึดมั่นในหลักธรรมทางศาสนา น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการดำเนินชีวิต และร่วมสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงาม

              นี่เป็นส่วนหนึ่งของทริปศึกษาดูงานตามภารกิจกรมการปกครอง 10 โครงการนำร่องต้นแบบในปี 2563 หรือ 10 Flagships for DOPA Excellence 2020 ที่มุ่งสร้างอำเภอในฝันให้แก่ประชาชน ภายใต้นโยบายของอธิบดีที่ว่า “หน้าที่ของฝ่ายปกครองคือทำให้ประชาชนทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น” นั่นเอง

“แก้วกาญจนา”อัญมณีแห่งไม้ประดับ ตอน1 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413822?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“แก้วกาญจนา”อัญมณีแห่งไม้ประดับ ตอน1

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 05:29 น.
แก้วกาญจนา
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

              ทุกความลงตัวที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่มักไม่ค่อยง่ายนักที่จะเกิดขึ้นโดยปกติ ยิ่งเฉพาะในวงการไม้ประดับด้วยแล้วที่ต้องมีทั้งโอกาส และความลงตัวให้เกิดความพอดีและมีความสอดคล้องต่อกัน โดยเฉพาะยิ่งทางด้านการพัฒนาพันธุ์รวมไปถึงการผลิตที่ต้องต่อเชื่อมกันกับระบบทางการตลาด โดยมีตัวตั้งที่เป็นต้น “เขียวหมื่นปี” ไม้ประดับพื้นเมืองธรรมดาๆ แต่ได้ถูกจับมาเจียระไนให้ได้เข้าถึงคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในไม้จากธรรมชาติชนิดนี้

           และได้ถูกดึงลักษณะเด่นจนปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนอันได้จากทักษะความรู้เสริมด้วยประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวนักปรับปรุงพันธุ์ จนลักษณะเด่นที่แฝงอยู่ได้ถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมผ่านข้ามไปหลายๆ รุ่นแบบลดทอนลักษณะด้อยให้ค่อยๆ เลือนไปในท่ามกลางความท้าทายไปสู่จุดหมายที่มีความสำเร็จรออยู่เบื้องหน้า

              “แก้วกาญจนา” หรือไม้ที่เคยรู้จักกันดีในชื่อ “เขียวหมื่นปี” ถึงวันนี้เรียกได้ว่ามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและยังนับเป็นไม้อีกสกุลหนึ่งที่เกิดพันธุ์ลูกผสมต่างๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย ซึ่งหลายๆ ชนิดก็มีความต่างไปจากชนิดพันธุ์ดั้งเดิมแบบที่เคยเห็นจนต้นที่ได้ในรุ่นใหม่มีลักษณะต่างออกไปจนแทบไม่หลงเหลือเค้าเดิมให้เห็นเลย

              ซึ่งการกลายดังกล่าวไม่เพียงแต่จะได้ลูกไม้ใหม่ที่สวย แปลก และมีความต่างไปจากต้นเดิมเท่านั้น หากแต่สิ่งที่ตามมาคือคุณค่าทางการตลาดที่ผู้ซื้อและนักสะสมต่างก็มีความชื่นชอบปนด้วยความคาดหวังถึงการจะทำให้เกิดมูลค่า และการเข้าถึงระบบตลาด ตลอดจนถึงความสามารถในการขยายให้เกิดปริมาณเพื่อตอบโจทย์ทางการค้าในทุกๆ ระบบที่เห็นคุณค่าและความต้องการ

              ไม้ชนิดนี้แม้จะเทียบไม่ได้กับไม้ประดับอื่นๆ อีกหลายชนิด ด้วยการใช้งานที่มีรูปแบบเฉพาะ และด้วยเป็นไม้ที่มีขนาดและทรงมีความเฉพาะ อันจะนำไปใช้จัดเทียบกับไม้ประดับอื่นที่ต่างกันออกไปได้แบบจะทดแทนกันเสียทีเดียว

                 ทว่าแก้วกาญจนาก็กลับมีจุดเด่นที่ไม้ประดับชนิดอื่นๆ ให้เทียบเคียงเหมือนหรือการใช้ในแบบเฉพาะโดยทดแทนนั้นก็คงเป็นไปได้ยากด้วยเช่นกัน นั่นก็เรียกได้ว่าไม้ในแต่ละชนิดก็มีข้อดีที่ยากที่จะทำให้ไม้ประดับชนิดอื่นได้มาใช้งานแบบแทนกันได้เลย !

บิ๊กป้อม ยันแล้งเอาอยู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414045?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

บิ๊กป้อม ยันแล้งเอาอยู่

31 มกราคม 2563 – 18:37 น.
บิ๊กป้อม
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

บิ๊กป้อม ยันแล้งเอาอยู่  เผยแผนดันน้ำเค็มกช.ได้ผล ช่วยคนกรุงฯและปริมณฑลปลอดน้ำเค็ม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) กล่าวภายหลังลงพื้นที่  ตรวจการแก้ไขปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงในแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอลาดบัวหลวงจ.พระนครศรีอยุธยาว่า มาตรวจเยี่ยมการบริหารน้ำเพื่อดูแลปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงไม่ให้กระทบกับระบบผลิตประปานครหลวง ซึ่งจากรายงานแนวทางบริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยืนยันว่าน้ำประปาจะไม่เค็มแน่นอน

” ยืนยันว่าน้ำกิน น้ำใช้ มีแน่นอน และจะดูแลไม่ให้คนไทยกินน้ำเค็มแน่ ฟังหน่วยงานรายงานก็มั่นใจทั้งกรมชลประทาน และสทนช. ซึ่งจะมีวอร์รูมติดตาม  ส่วนนาปรังก็ต้องขอร้องเกษตรกร เพราะเราให้งด ไม่มีน้ำให้ทำนา เพราะฉะนั้นหากเสียหายปลูกแล้วตาย จะไม่รับผิดชอบ  ” พล.อ.ประวิตรกล่าว

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่ากรมได้มีการวางมาตรการผลักดันน้ำเค็มโดยการวางแผนการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา-ชัยนาทช เพิ่มจากปัจจุบันที่ระบายอยู่ที่17.45 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)หรือ อัตราการระบายที่75ลบ.ม.ต่อวินาที   ส่วนจะเพิ่มอัตราระบายอีกหรือไม่จะต้องพิจารณาสถานการณ์อีกครั้ง ร่วมกับการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองผ่านคลองจรเข้สามพัน ลงแม่น้ำท่าจีนและผันเข้าคลองพระยาบรรลือลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่ประตูระบายน้ำสิงหนาท2 จำนวน33  ลบ.ม.ต่อวินาที  ร่วมกับการระบายลุ่มน้ำแม่กลองผ่านคลองท่าสาร- บางปลา  ลงแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองพระพิมล 18.7 ลบ.ม.ต่อวินาที  และที่คลองปลายบาง 11.5 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อช่วยแม่น้ำเจ้าพระยาดันน้ำเค็ม  อีกทั้งจะใช้การเปิด -ปิด ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ในการหน่วงน้ำเค็มและเร่งกระชากน้ำลงสู่ทะเลให้สอดคล้องกับจังหวะขี้นลงของน้ำทะเล

“กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ ได้คาดการณ์ว่าวันที่10-11ก.พ. จะมีน้ำทะเลหนุนสูงอีกรอบ กรมจะใช้แนวนี้บริหารจัดการน้ำเพื่อดันน้ำทะเล”ทองเปลวกล่าว

นายประทีป ภักดีรอด ผู้อำนวยการสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กล่าวกรมได้มีการผันน้ำมารวมไว้ที่หน้าประตูระบายเพื่อรอเวลาที่จะปล่อยออกเพื่อให้เกิดการกระแทกลิ่มความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา (Water Hammer Operation) โดยก่อนหน้านี้กรมชลประทานร่วมกับการประปานครหลวง (กปน.)ได้ร่วมกันปฏิบัติการ โดยสำรองน้ำจืดปริมาณที่มากพอสำหรับผลักดันลิ่มความเค็มให้เคลื่อนตัวไปให้ไกลจากสถานีสูบน้ำสำแล โดยได้มีการใช้โมเดลนี้ะหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.62 วันที่ 9-13 ม.ค.63 และวันที่ 24-27 ม.ค. 63

เกษตรฯจับมือเทสโก้ ลุยนโยบายตลาดนำการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413970?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรฯจับมือเทสโก้ ลุยนโยบายตลาดนำการเกษตร

31 มกราคม 2563 – 15:06 น.
กระทรวงเกษตรฯ,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 284 ครั้ง

เกษตรฯจับมือเทสโก้ ลุยนโยบายตลาดนำการเกษตร

เกษตรฯจับมือเทสโก้โลตัส ลุยนโยบาย ตลาดนำการเกษตรช่วยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดภัย วางเป้าใช้นวัตกรรมนำการเกษตรเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนให้กับเกษตรกร


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่   31 มกราคม 2563 – ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อ.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นประธานลงนาม MOU ระหว่าง กรมส่งเสริมการเกษตร และ บริษัท เอก – ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด หรือ เทสโก้ โลตัส ในการพัฒนาและส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร สู่ตลาดนำการเกษตร ณ วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผักปลอดภัย อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน

ดร.เฉลิมชัย กล่าวภายหลังเป็น พยานในการลงนาม MOU โดยระบุว่าจากนโยบายตลาดนำการเกษตร เป็นนโยบายหลักที่ได้ขับเคลื่อนมาตลอด เน้นให้การเกษตรมีผลผลิตดี มีคุณภาพออกจำหน่าย สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง รัฐ และภาคเอกชน ที่มีเป้าหมายเกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด สำหรับการ MOU ครั้งนี้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานในการพัฒนาเกษตรกร ภายใต้กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร มุ่งเน้นให้เกษตรกรรวมกลุ่มดำเนินการผลิต เกิดความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวการบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น เพื่อการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมถึงความร่วมมือด้านการตลาด ระหว่างกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร กับเทสโก้ โลตัส ให้เกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายผลผลิต ตลอดจนสามารถวางแผนการซื้อ – ขาย ผลผลิตสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาผลผลิตได้


   นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร         ได้ดำเนินงานในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตั้งแต่ ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 365,884 ครัวเรือน พื้นที่ 6,020,845.77 ไร่      จำนวนแปลงใหญ่ 6,534 แปลง สินค้าเกษตรประมาณ 70 รายการ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการกลุ่ม           และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด มีการเชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตกับตลาด ตามนโยบาย “การตลาดนำการเกษตร”  สำหรับกิจกรรมภายใต้กรอบความร่วมมือ ปัจจุบันมีแปลงใหญ่ผักที่ดำเนินการร่วมกับเทสโก้ โลตัส จำนวน 4 แห่ง ซึ่งครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่

1. กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านโนนเขวา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น เริ่มการรับซื้อผลผลิตเดือนมีนาคม 2561 สมาชิกเข้าร่วม 170 ราย พื้นที่ 534 ไร่ ชนิดผัก 16 ชนิด ปริมาณผลผลิต 70 ตัน/เดือน มูลค่าการซื้อขายประมาณ 1,200,000 บาท/เดือน 2. กลุ่มแปลงใหญ่ผักบางท่าข้าม หรือวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสานแบบยั่งยืนบางท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฏร์ธานี เริ่มการรับซื้อผลผลิตเดือนสิงหาคม 2561 สมาชิกเข้าร่วม 72 ราย พื้นที่ 628 ไร่ ชนิดผัก 12 ชนิด ปริมาณผลผลิต 97 ตัน/เดือน มูลค่าการซื้อขายประมาณ 1,500,000 บาท/เดือน

3. กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนาคูร่วมใจพัฒนา อ.ผักไห่  จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มการรับซื้อผลผลิตเดือนกันยายน 2561 สมาชิกเข้าร่วม 59 ราย พื้นที่  288 ไร่ ชนิดผัก 17 ชนิด ปริมาณผลผลิต  72 ตัน/เดือน มูลค่าการซื้อขายประมาณ 850,000 บาท/เดือน 4. วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผักปลอดภัย อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน เริ่มการรับซื้อผลผลิตเดือนตุลาคม 2562 สมาชิกเข้าร่วม 42 ราย พื้นที่ 180 ไร่ ชนิดผัก 29 ชนิด ปริมาณผลผลิต 35 ตัน/เดือน  มูลค่าการซื้อขาย 720,000 บาท/เดือน

สำหรับสมาชิกเกษตรกรทุกราย จะมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ตั้งแต่การตกลงราคา การกำหนดชนิดและปริมาณผลผลิตที่ตกลงกับบริษัท ร่วมวางแผนการผลิต และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ได้แนวทาง วิธีการให้กลุ่มได้พัฒนามากยิ่งขึ้นต่อไป รวมทั้งการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่ต้องดำเนินการร่วมกับบริษัท เทสโก้ โลตัส เข้ามามีส่วนร่วมในการรับซื้อผลผลิต มีการตกลงราคาในราคาที่เป็นธรรม และ ให้ความรู้แก่เกษตรกรด้านการวางแผน ประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงในขั้นตอนการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับการตลาด นอกจากนี้ยังขยายการรับซื้อไปยังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง, ขยายกลุ่มสินค้าในการรับซื้อไปยังกลุ่มสินค้าอื่น เช่น ไม้ผล พัฒนาเกษตรกรจากผู้รวบรวมผลผลิต เป็นผู้คัดบรรจุผลผลิต   ในบรรจุภัณฑ์, พัฒนาคุณภาพผลผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน

ผ้าขาวม้า”ดารานาคี” หมักโคลนอย่างดีของฝากบึงกาฬ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413801?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ผ้าขาวม้า”ดารานาคี” หมักโคลนอย่างดีของฝากบึงกาฬ

31 มกราคม 2563 – 05:23 น.
ผ้าขาวม้าดารานาคี
เปิดอ่าน 198 ครั้ง

ผ้าขาวม้า”ดารานาคี” หมักโคลนอย่างดีของฝากบึงกาฬ

บึงกาฬ เป็นจังหวัดน้องใหม่ที่ 77 ของประเทศไทย มีความหลากหลายและความแปลกใหม่ที่น่าอัศจรรย์ ทั้งอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ของฝาก รวมไปถึงชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่แบบพี่น้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าพูดถึงบึงกาฬตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ผ้าขาวม้าดารานาคี” ซึ่งเป็นที่คุ้นตากันดีสำหรับผ้าผืนบางลายตาราง ที่เรียกกันว่า “ผ้าขาวม้า” มีมาแต่สมัยโบราณ

จึงไม่แปลกใจหากใครผ่านมาเที่ยว จ.บึงกาฬ จำต้องแวะมาที่กลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ 2 บ้านสะง้อ ต.หอคำ อ.เมือง ซึ่งเปิดให้บริการสำหรับบุคคลที่สนใจเข้ามาเรียนรู้การทำผ้าขาวม้าที่สามารถสร้างรายได้และเป็นสินค้าขึ้นชื่ออันดับหนึ่งของจังหวัด

          สมพร แสงกองมี ทายาทรุ่น 2 กลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อ เล่าว่า จุดเริ่มต้นคือได้รับมรดกจากคุณตาคุณยาย จะเรียกว่าเป็นมรดกของชุมชนก็ว่าได้ เพราะเริ่มมีการทำผ้าขาวม้ามาตั้งแต่ปี 2544 แต่เดิมเป็นผ้าขาวม้าสีเคมี ลายผ้าก็จะเป็นลวดลายทั่วไป หลังจากรับมรดกมาก็ไปออกงานแสดงสินค้า มองไปทางไหนก็เหมือนกันหมด ก็เลยคิดว่าจะต้องเปลี่ยน ต้องฉีกแนวหาเอกลักษณ์ให้ตัวเอง หาสิ่งที่ชุมชนมี ซึ่งก็คือธรรมชาติ อีกทั้งได้รับเชิญให้เข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และนำมาต่อยอดกับผ้าขาวม้าของตนเอง

หลังจากเข้ารับการอบรมก็ได้รับคำแนะนำว่า สีธรรมชาติตลาดยังไปได้อยู่ และเพียงคำว่า “เปลี่ยน” จากการดูวีดิทัศน์ จนทำให้มีการเปลี่ยนการย้อมผ้าจากสีเคมีมาเป็นสีธรรมาติแทน โดยศึกษาและทดลองด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูก และหาวัตถุดิบจากธรรมชาติที่อยู่ในท้องถิ่นเพื่อนำมาต่อยอดให้แก่ผ้าขาวม้า เช่น มะค้อ (หมากค้อเขียว) หรือผลไม้พันปี ชมพู่มะเหมี่ยว ราชพฤกษ์ เป็นต้น

เธอเล่าต่อว่า การนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาย้อมแล้ว สียังไม่เข้มข้นพอที่ต้องการจึงเริ่มศึกษาวิชาจากคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านที่มีภูมิปัญญาชาวบ้านดั้งเดิมว่าสมัยก่อนใช้อะไรย้อมผ้า จากที่นำเปลือกไม้มาแช่น้ำ 7 คืนให้ออกสี กว่าจะนำไปย้อม รวมๆ แล้วเป็นเดือนระยะเวลานี้นานพอสมควร จึงหาวิธีใหม่ด้วยตัวเอง จากการนำโคลนทุกบ่อมาทดสอบจนได้สีที่ต้องการ หรือที่เรียกกันว่าโคลนพันปี และตั้งชื่อว่า “โคลนนาคี” เพราะอยู่ในจุดที่เกิดบั้งไฟพญานาค โคลนบ่อนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีประวัติยาวนาน สมัยก่อนเป็นทางเดินของสัตว์ เช่น วัว ควาย ช้าง กระทิง ฯลฯ ลงมากินน้ำจากแม่น้ำโขงเดินจนเป็นร่องนับพันปี โคลนนาคีมีคุณสมบัติช่วยให้ผ้านุ่ม สีเด่นชัดนั้นคือ “สีเทา” ที่ได้จากโคลนนาคี ซึ่งมีสีที่ไม่เหมือนใครและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อย่างไรก็ตามกระบวนการหมักโคลนจะต้องย้อมสีฝ้ายก่อนด้วยสีจากธรรมชาติตามคำขวัญของกลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อคือ ผลไม้พันปีคือหมากค้อเขียว นารีสีสวยคือชมพู่มะเหมี่ยว รวยได้รวยดีคือ ราชพฤกษ์ หลังจากนั้นก็นำมาย้อมโคลนได้สีโคลนหรือสีเทา และสีน้ำตาลอ่อนได้จากปูนกินหมาก จากนั้นจะนำไปหมักโคลนก่อนทอเป็นผืน

“บ้านหลังนี้ครบวงจร เป็นทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เทียบกับที่อื่นยังเล็กมากแต่เราใหญ่ในชุมชนแต่ก่อนไม่มีใครทำเลยเชื่อมั้ย แม่จะดีใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกี่ดังไปทั่วชุมชน เป็นความสำเร็จของแม่ที่มากระทุ้งให้เสียงกี่ดังขึ้นมาอีกครั้ง” สมพรกล่าว

ทายาทรุ่น 2 กลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อ กล่าวถึงจุดเด่นที่ทำให้ผ้าขาวม้าไม่เหมือนใครและมีผู้คนสนใจผ้าขาวม้าดารานาคีของจังหวัดบึงกาฬ ว่าสีที่นำมาย้อมผ้านั้นเป็นสีจากธรรมชาติ ไม่มีสีเคมีเจือปนในการย้อม ซึ่งปลอดภัยต่อผู้บริโภคสีที่ได้จากธรรมชาตินั้นคือ สีจากหมากค้อเขียว ชมพู่มะเหมี่ยวและ ราชพฤกษ์ รวมถึงจากโคลนนาคีที่ได้จากธรรมชาติสามารถย้อมแล้วช่วยให้ผ้านุ่ม สีไม่ตกและเป็นสิ่งที่หาได้ตามธรรมชาติและมีที่เดียวในโลกซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดบึงกาฬอีกด้วย

“ผ้าขาวม้าดารานาคี” นอกจากจะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านแล้ว ยังสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนและชาวบ้านอีก 4 อำเภอใน จ.บึงกาฬ ซึ่งในอนาคตมีแนวทางที่จะขยายให้กับอีก 4 อำเภอที่เหลือเพื่อให้มีรายได้ให้แก่ชาวบ้านและชุมชนเพื่อนำไปพัฒนากลุ่มแม่บ้านที่ทำผ้าขาวม้าดารานาคีต่อไป

แล้ง ฝุ่นพิษ ทวีความรุนแรงฝนหลวงเลื่อนปฏิบัติเร็วขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413840?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แล้ง ฝุ่นพิษ ทวีความรุนแรงฝนหลวงเลื่อนปฏิบัติเร็วขึ้น

31 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ฝนหลวง,ฝุ่นพีเอ็ม,PM25,ธรรมนัส,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 225 ครั้ง

นายกฯห่วงปัญหาภัยแล้ง ฝุ่น pm 2.5 สั่งกรมฝนหลวงเริ่มปฏิบัติการตามแผนประจำปีเร็วขึ้น 1 เดือนหนุนบุคลากร อากาศยานรับภารกิจที่มากขึ้น

31 มกราคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้แก้ปัญหาภัยแล้งและฝุ่นละออง PM 2.5 

อ่านข่าว-เปิดศูนย์ปฏิบัติการแก้แล้งใต้ปีกฝนหลวง

จึงสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องในฤดูแล้งนี้ หากพบว่า บริเวณใดสภาพอากาศเอื้ออำนวยให้หน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วซึ่งมีอยู่ 3 ชุดบินขึ้นปฏิบัติการทันที ขณะนี้อยู่ในห้วงที่กรมฝนหลวง ตรวจสอบและซ่อมบำรุงอากาศยาน ปกติแล้วแผนเปิดหน่วยฝนหลวงประจำปีจะเริ่มวันที่ 1 มีนาคม แต่ปีนี้จะเลื่อนเร็วขึ้นมาเป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์เนื่องจากแนวโน้มสถานการณ์ภัยแล้งและฝุ่นละออง PM 2.5 จะรุนแรง

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรที่จะขยายอัตรากำลังเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและเพิ่มจำนวนอากาศยานเพราะภารกิจมีมาก จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดความแห้งแล้งถี่และนานขึ้น ตลอดจนในปี 2562 ช่วงที่มีปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 หลายพื้นที่ กรมฝนหลวง ได้ปฏิบัติการทำให้พ้นวิกฤติมาได้ มั่นใจว่า การขออัตรากำลังเพิ่มไปยังคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ซึ่งเสนอขอรับข้าราชการเพิ่มประมาณ 300 คนและพนักงาน 400 คนนั้นจะได้รับการพิจารณาตามความเหมาะสมของภารกิจและปริมาณงาน

ขณะที่นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า หน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุดประจำอยู่ที่สนามบินนครสวรรค์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หากพบที่ใดมีความชื้นสัมพัทธ์และดัชนีการยกตัวของเมฆเหมาะสมจะบินขึ้นทำฝนทันที การทำฝนช่วยทั้งแก้ภัยแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ และยังช่วยลดฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งในปีนี้มีแผนการทำงานเหมือนปีที่แล้ว

โดยได้รับอนุญาตให้บินเข้าใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติได้มากขึ้น จากปกติต้องอยู่ห่างไม่น้อยกว่า 60 ไมล์ โดยสามารถอยู่ห่างไม่น้อยกว่า 45 ไมล์ได้ซึ่งจะสามารถบินปฏิบัติการบริเวณจังหวัดนครนายกและฉะเชิงเทราเพื่อก่อเมฆ แล้วให้ลมพัดพามาตกเป็นฝนในกรุงเทพฯได้

สำหรับการเปิดหน่วยฝนหลวงประจำปีระหว่างวันที่ 3-16 กุมภาพันธ์ 2563 จะเปิดหน่วยปฏิบัติการ 6 หน่วย ได้แก่ จ.พิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น บุรีรัมย์ ระยอง และสุราษฎร์ธานี โดยใช้อากาศยานรวม 12 ลำ เป็นเครื่องบินฝนหลวง 8 ลำและเครื่องบินกองทัพอากาศ 4 ลำ อีกทั้งเปิดฐานเติมสารฝนหลวง 1 ฐานที่  จ. เชียงใหม่ จากนั้นตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจะเปิดหน่วยปฏิบัติการทั้งหมด 11 หน่วย

ทั้งนี้ได้แก่ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ กาญจนบุรี ขอนแก่น อุดรธานี บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และสุราษฎร์ธานี โดยใช้อากาศยาน 29 ลำ เป็นเครื่องบินฝนหลวง 23 ลำและเครื่องบินกองทัพอากาศ 6 ลำ รวมถึงเปิดฐานเติมสารฝนหลวง 5 ฐานที่จ.ตาก ลพบุรี สกลนคร จันทบุรี และสงขลา (หาดใหญ่)