1 ล้านต้นกล้า ล้างค่ามลพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413836?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

1 ล้านต้นกล้า ล้างค่ามลพิษ

31 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,ต้นกล้า,พีเอ็ม,มลพิษ,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 404 ครั้ง

เตรียมแจกกล้าไม้ 6 ชนิด 1ล้านต้น ให้คนกทม.ปลูกในบ้านเรือน คอนโด แก้ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ได้20-25% เล็งขยายผลปลูกจิตสำนึกระยะยาวเพิ่มกรีน-ซิตี้

31 มกราคม 2563 เฉลิมชัย เตรียมแจกกล้าไม้ 6 ชนิด 1 ล้านต้น ให้คนกทม.ปลูกในบ้านเรือน คอนโด แก้ฝุ่นพิษพีเอ็ม2.5 ได้20-25% เล็งขยายผลปลูกจิตสำนึกระยะยาวเพิ่มกรีน-ซิตี้  สั่งตั้งคณะทำงานหยุดเผาพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ”

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่สูงเกินมาตรฐาน และพบในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กรุงเทพมหานคร สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน จัดกิจกรรม “ปลูกเพื่อป(ล)อด ล้านต้นลด PM2.5” ภายใต้โครงการ Green-city เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 9.00 น. ณ ลานน้ำพุ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานในงานมอบต้นไม้ 6 ชนิดให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่ง วช.ได้วิจัยพืช 6 ชนิดนี้แล้วได้ผลชัดเจน ว่าเป็นต้นไม้ที่มีประสิทธิภาพสูงในการดักจับฝุ่นขนาดเล็กพีเอ็ม2.5 ได้แก่ กระดุมทอง ไม้ประดับตระกูลคล้า (คล้านกยูง) ไม้ตระกูลว่าน (เศรษฐีเรือนใน) ไม้ตระกูลเฟิน (เฟินขนนก เฟินเจ้าฟ้า) ไม้เลื้อย (ตีนตุ๊กแก) และต้นสนไซเปรส

เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ ทั้งบริเวณในและนอกบ้าน ระเบียงคอนโดมิเนียม  สถานที่ทำงาน ริมถนน และสวนสาธารณะ เพื่อเป็นการลดผลกระทบปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปีหน้าและปีต่อไป เสมือนการสร้างภูมิต้านทานให้กรุงเทพฯในระยะยาว รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนและเกษตรกร ที่สนใจเพาะพันธุ์เพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมอีกทางหนึ่ง รวมทั้งจะขยายโครงการมอบกล้าต้นไม้ไปยังจังหวัดอื่น ๆ ด้วย

นอกจากนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะร่วมมือกันในการแจกจ่ายต้นไม้ให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนรวมทั้งสิ้น 1 ล้านต้น โดยจะเปิดให้มีการลงทะเบียนผ่านทาง http://www.green-city.online เพื่อระบุสถานที่ที่จะเข้าไปรับต้นไม้ดังกล่าว โดยในเบื้องต้นจะเริ่มแจกจ่ายให้กับประชาชนในเดือนกุมภาพันธ์นี้ คนละ 5 ต้น อีกทั้งยังมีการแจกจ่ายไปยังวัด โรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลด PM2.5 และเป็นการต่อยอดให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย

ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม2.5 เป็นวาระแห่งชาติ เพราะส่งกระทบกับสุขภาพทุกคนทุกพื้นที่ เพื่อผลักดันเป็นโครงการสาธารณะ เราทำอย่างต่อเนื่องไม่หยุดแค่ 1 ล้านต้น จะมีพันธมิตร เข้ามาร่วมอีกมาก ซึ่งต้นไม้ 6 ชนิด มีคุณสมบัติดูดซับสาร พีเอ็ม2.5 ได้ถึง20-25%

โครงการนี้เริ่มต้นที่กรุงเทพ แก้สภาพฝุ่นกทม.มีปัญหามากที่สุด เป็นโครงการระยะยาว ไปสู่ต่างจังหวัด ที่ต้องปลูกจิตสำนึกระยะยาว ถ้าเราทำได้จะประสบความสำเร็จ ขณะนี้ต้นไม้เตรียมไว้แล้ว โดยกทม. ประสาน 50 เขต แจกให้กับประชาชน เป็นพืชนำมาสามารถปลูกในบ้านเรือน ระเบียงคอนโด และในอาคาร

ส่วนปัญหาการเผาพื้นที่เกษตร มีการตั้งคณะทำงานไปดูแล สื่อสาร ขอความร่วมมือเกษตรกร และมีโครงการไถฝั่งกลบลดการเผาเศษซากพืช ได้เร่งมาตรการหยุดการเผาพื้นที่เกษตรทุกพื้นที่

ชะงักทั่วโลก สินค้าเกษตรไทยเข้าจีนหด เร่งแปรรูปหาตลาดใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชะงักทั่วโลก สินค้าเกษตรไทยเข้าจีนหด เร่งแปรรูปหาตลาดใหม่

31 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สินค้าเกษตร,เฉลิมชัย,จีน,ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019,ไวรัสโคโรนา,ไวรัสโคโรน่า
เปิดอ่าน 598 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งหน่วยงานเร่งประเมินผลกระทบ ส่งสินค้าเกษตรไทยเข้าจีน หดหาย จากโรคระบาดไวรัสโคโรนา เกิดภาวะชะงักทั่วโลก เร่งหามาตรการรองรับ นำไปแปรรูป หาตลาดใหม่

31 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรน่า ที่ประเทศจีน ว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยมากน้อยอย่างไร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ภัยแล้งแผลงฤทธิ์…ภาคเกษตรพังยับกว่าพันล้านบาท

ทั้งนี้ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์ รวมถึงหามาตรการรองรับผลผลิตการเกษตรที่กำลังจะออกมา และมีตลาดใหญ่ที่ประเทศจีน โดยการนำไปแปรรูปให้มากขึ้นและเร่งหาตลาดใหม่ส่งออก อย่างไรก็ตามขณะนี้สินค้าทุกชนิด ผักผลไม้จากประเทศจีนไม่มีเข้ามาไทยดังนั้นผู้บริโภคไม่ต้องกังวล

“เหตุการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนา ที่จีน เกิดขึ้นมาอย่างกระทันหันไม่คาดคิด ซึ่งจะมีผลกระทบกับสินค้าเกษตรไทยที่ส่งไปตลาดเมืองจีน ส่วนทางการไทย ต้องเร่งป้องกันโรคไม่ให้กระจาย โดยทางการจีน เชื่อมั่นว่ามาตรการปิดเมือง สามารถเอาอยู่ เพราะระยะฝักตัวอของเชื้อไวรัสชัดเจน2-3สัปดาห์ กักคนเดินทาง และโรคนี้รักษาหายได้ จะมีอันตราย กับคนแก่ ส่วนคนแข็งแรง เป็นพาหะของโรค ซึ่งสภาวะต่างๆอาจชะงักไปช่วงหนึ่งทั่วโลก และสินค้าเกษตรไทยจะเร่ง หาทางแปรรูปมากที่สุด และหาตลาดใหม่ๆเพิ่มการส่งออก”นายเฉลิมชัย กล่าว

เกษตรฯจับมือวช. จัดกิจกรรม”ปลูกเพื่อป(ล)อด”ล้านต้นลดPM2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413696?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรฯจับมือวช. จัดกิจกรรม”ปลูกเพื่อป(ล)อด”ล้านต้นลดPM2.5

30 มกราคม 2563 – 12:18 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 271 ครั้ง

เกษตรฯจับมือวช. จัดกิจกรรม”ปลูกเพื่อป(ล)อด”ล้านต้นลดPM2.5

 กระทรวงเกษตรฯ จับมือ วช. กทม. และพันธมิตร/องค์กร เตรียมมอบต้นกล้า 1 ล้านต้น ให้แก่ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ มุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดปริมาณ PM2.5 อย่างยั่งยืน

อ่านข่าว-สำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐมรณรงค์สร้างวินัยหยุดเผาใน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่สูงเกินมาตรฐาน และพบในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กรุงเทพมหานคร สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน จัดกิจกรรม “ปลูกเพื่อป(ล)อด” ล้านต้น ลด PM2.5 ภายใต้โครงการ Green-city by MOAC ในวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 9.00 น. โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ลานน้ำพุ  ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งกิจกรรมภายในงานจะมีการแจกจ่ายต้นกล้าที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูดซับฝุ่น PM2.5 รวมทั้งสิ้นจำนวน 6 ชนิด

ได้แก่ กระดุมทอง ไม้ประดับตระกูลคล้า (คล้านกยูง) ไม้ตระกูลว่าน (เศรษฐีเรือนใน) ไม้ตระกูลเฟิน (เฟินขนนก เฟินเจ้าฟ้า) ไม้เลื้อย (ตีนตุ๊กแก) และต้นสนไซเปรส เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ ทั้งบริเวณในและนอกบ้าน สถานที่ทำงาน ริมถนน และสวนสาธารณะ เพื่อเป็นการลดผลกระทบปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปีหน้าและปีต่อไป เสมือนการสร้างภูมิต้านทานให้กรุงเทพฯในระยะยาว รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนและเกษตรกร ที่สนใจเพาะพันธุ์เพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมอีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะร่วมมือกันในการแจกจ่ายต้นกล้าให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนรวมทั้งสิ้น 1 ล้านต้น โดยจะเปิดให้มีการลงทะเบียนผ่านทาง http://www.green-city.online เพื่อระบุสถานที่ที่จะเข้าไปรับต้นกล้าดังกล่าว โดยในเบื้องต้นจะเริ่มแจกจ่ายให้กับประชาชนในเดือนกุมภาพันธ์นี้ คนละ 5 ต้น พร้อมคู่มือการดูแล อีกทั้งยังมีการแจกจ่ายไปยังวัด โรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลด PM2.5 และเป็นการต่อยอดให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย
“เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าพืชเกือบทุกประเภทมีความสามารถในการดักเก็บฝุ่นไว้ตามใบและก้าน ยิ่งหากพืชใดมีใบหนาแน่นหลายชั้น ใบถี่ ใบมีร่องลึก ใบและก้านมีขน ความสามารถในการดักเก็บฝุ่นก็จะสูงตามพื้นที่ผิวที่มี  นอกจากนี้ กลไกภายในของพืชเองก็มีความสำคัญในการลดฝุ่น PM2.5 และมลพิษอื่นที่อาจปนเปื้อนไปกับฝุ่น การทำงานของเครือข่ายบนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในวันนี้ จะเป็นการสร้างภูมิต้านทานของเมืองบนฐานแนวคิดเกษตรและพืชสวน นำไปสู่เมืองแห่ง Green-city ได้สำเร็จโดยเร็ว ตลอดจนเป็นการปลูกจิตสำนึกในการปลูกต้นไม้ให้กับประชาชน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยนำร่องในพื้นที่ กทม. เป็นแห่งแรกเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม และในอนาคตจะมีการขยายโครงการไปสู่เมืองใหญ่ในแต่ละจังหวัดต่อไป ” นายเฉลิมชัย กล่าว

กรมชลฯยื่นคำขอตั้งงบปี 64 เพื่อสานต่อ 5 โครงการสำคัญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413648?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

30 มกราคม 2563 – 08:04 น.
กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 121 ครั้ง

กรมชลฯยื่นคำขอตั้งงบปี 64 เพื่อสานต่อ 5 โครงการสำคัญ

ฉลุยครม.อนุมัติในหลักการให้กรมชลฯยื่นคำขอตั้งงบปี 64 เพื่อสานต่อ 5 โครงการสำคัญ หลังมีรายการเกิน  1,000  ล้านบาท ยันคุมเข้มทุกโครงการเพื่อให้เสร็จตามแผนช่วยเหลือประชาชน

    ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

     ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ  14 ม.ค. 2563  มีมติอนุมัติในหลักการให้กรมชลฯยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564  สำหรับโครงการที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000  ล้านบาท ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ  ทั้งหมดมี  7 รายการภายใต้  5 โครงการสำคัญเพื่อดำเนินการต่อเนื่อง วงเงินรวม  4,065.0738   ล้านบาท    ซึ่งโครงการอยู่ในแผนการพัฒนาแหล่งน้ำและแผนการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้เห็นชอบตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

“เป็นการขอตามมาตรา  26  ของกฎหมายงบประมาณปี  2561  โดยเมื่อครม.อนุมัติแล้วกรมชลฯจะสามารถยื่นคำขอตั้งงบปี 64  สำหรับโครงการเกินหนึ่งพันล้านบาทของกรมได้ ทั้งนี้โครงการก่อสร้างของกรมที่ได้อนุมัติให้ดำเนินแล้วนั้น  กรมจะมีคณะกรรมการติดตามโครงการเพื่อให้แล้วเสร็จตามแผนงาน สำหรับช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกโครงการ   “ดร.ทองเปลวกล่าว

สำหรับ  5 โครงการประกอบด้วย  1. โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ซึ่งครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 8 ม.ค. 2562 วงเงิน21,000  ล้านบาท  เป็นโครงการที่จะตัดยอดน้ำที่จะไหลผ่านเกาะเมืองอยุธยา เมื่อเสร็จจะช่วยลดอุทกภัพในพื้นที่   มีรายการเกินหนึ่งพันล้านบาท 2 รายการ วงเงินรวม 7,114.1330 ล้านบาท โดยในปี 64เสนอขอตั้งงบไว้  1,422.8266  ล้านบาท    2. โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ   จังหวัดนครศรีธรรมราช   ครม.เห็นชอบเมื่อ  12 ธ.ค.  60 งบประมาณ 9,580  ล้านบาท

โดยมีรายการที่งบเกิน  1,000  ล้านบาทที่ต้องเสนอครม.อนุมัติตั้งงบคือรายการคลองระบายน้ำและอาคารประกอบวงเงิน  2,751.40 ล้านบาท ในปี64 ขอตั้งงบ 550.28  ล้านบาท  3.โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี  ซึ่งเป็นโครงการจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาลสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี  วงเงินโครงการ 13,000  ล้านบาท โดยมีรายการที่งบเกิน1,000  ล้านบาทต้องเสนอขออนุมัติตั้งงบ 2 รายการวงเงินรวม 7,060 ล้านบาท

 

โดยปี 2564  เสนอขอตั้งงบจำนวน  1,412 ล้านบาท เพื่อเร่งปรับปรุงคลองระบายน้ำ D1  พร้อมอาคารประกอบ  ซึ่งคลองนี้จะตัดยอดน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเพชรไปออกทะเล อัตราการระบาย  500  ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที   เนื่องจากแม่น้ำเพชรช่วงไหลผ่านตัวเมืองมี ศักยภาพระบายน้ำได้เพียง  150  ลบ.ม.ต่อวินาทีส่งผลให้มีปัญหาน้ำท่วมในเมืองซ้ำซาก

4. โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ  วงเงิน 2,875 ล้านบาท   โดยมีรายการงบเกิน 1,000  ล้านบาท ต้องเสนอครม.อนุมัติตั้งงบ 1 รายการ วงเงิน   1,899.8360  ล้านบาท  โดยปี 64 ขออนุมัติตั้งงบ  379.9672 ล้านบาท  และ 5. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำภาคตะวันออก  วงเงินรวม  6,400  ล้านบาท มีรายการงบเกิน 1,000  ล้านบาท   1 รายการ วงเงิน 1,500  ล้านบาท   ซึ่งได้ขออนุมัติตั้งงบปี 64 จำนวน  300  ล้านบาท   เพื่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบ

วิกฤติแล้ง 63 งานท้าทายชลประทานในรอบ 40 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413288?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

วิกฤติแล้ง  63 งานท้าทายชลประทานในรอบ 40 ปี

28 มกราคม 2563 – 15:04 น.
กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

วิกฤติแล้ง  63 งานท้าทายชลประทานในรอบ 40 ปี

ฤดูแล้งปี  2563 ติดลำดับ 2  รองจากปี  2522  แซงปี  2558 ไปแล้ว ภาระและความคาดหวังที่จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจึงเป็นสิ่งที่กรมชลประทานในฐานะผู้ปฏิบัติจะต้องฝ่าฟันบริหารไปด้วยปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด

     นายทองเปลว  กองจันทร์  อธิบดีกรมชลประทาน

นายทองเปลว  กองจันทร์  อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าปี 2563 เป็นปีที่แล้งรองจากปี  2522 ในรอบ  40  ปี อีกทั้งคาดว่าปี63 ปริมาณฝนในฤดูจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ  5-10 %  ส่งผลต่อปริมาณน้ำสะสมในอ่าง ทำให้กรมต้องวางแผนบริหารน้ำอย่างเข้มงวดเพื่อให้พ้นจากวิกฤติภัยแล้งครั้งนี้    ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของข้าราชการกรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนทุกคนที่ต้องช่วยกันประหยัดน้ำ

โดยกรมได้ตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้งปี  2562/2563  ที่กรมชลฯเพื่อเป็นหน่วยกลางประสานการช่วยเหลือทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังได้มีศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจสำนักชลประทานที่ 1-17และสำนักเครื่องจักรกล เพื่อเป็นศูนย์กลางบูรณาการกระจายการช่วยเหลือด้านเครื่องมือ เครื่องจักร ตลอดจนสร้างความเข้าใจกับประชาชน ถามที่ศูนย์อำนวยการฯได้สั่งการ และให้ทุกฝ่ายรายงานผลการดำเนินการมาที่กรมทุกวัน

สำหรับปริมาณน้ำที่กรมวางแผนฤดูแล้งปี 2562/63 ( 1พ.ย.  62- 30 เม.ย.2563) ณ  วันที่  1 พ.ย.  2562  มีน้ำต้นทุนรวม  29,039  ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)   ได้จัดสรรน้ำออกเป็น2 ก้อน คือ 1.ปริมาณที่จะจัดสรรในฤดูแล้งปี 62/63(1พ.ย. 62-30เม.ย.63)   และ 2.สำรองสำหรับฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ค.63

ในการบริหารได้ให้ลำดับความสำคัญคือ 1.เพื่อการอุปโภค -บริโภค     2.เพื่อการรักษานิเวศน์และอื่นๆ    3. สำรองเพื่อต้นฤดูฝนและสำรองฝนทิ้งช่วง4. น้ำเพื่อการเกษตรเพื่อการเกษตรต่อเนื่องและ 5.อุตสาหกรรม

น้ำที่จัดสรรสำหรับฤดูแล้งปี  62/63  รวม  17,699  ล้านลบ.ม. ( 61% ) ของปริมาณน้ำต้นทุน และสำรองไว้ต้นฤดูฝนปี 63 และเพื่อกรณีฝนทิ้งช่วง( พ.ค. -ก.ค.63) รวม  11,340 ล้านลบ.ม. (39% ) ของน้ำต้นทุน

ซึ่งปริมาณน้ำฤดูแล้ง(1พ.ย.62-30 เม.ย. 63) จำนวน  17,699  ล้านลบ.ม.(61%)ของน้ำต้นทุนจะใช้เพื่อ 1.อุปโภค บริโภค จำนวน 2,300  ล้านลบ.ม. (13%) 2.เพื่อรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 7,006 ล้านลบ.ม.(40%)3. เพื่ออุตสาหกรรม  519 ล้านลบ.ม.(3%) 4.เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 7,874  ล้านลบ.ม.(44%)   ส่วนปริมาณน้ำสำรองต้นฤดูฝนและช่วงฝนทิ้งช่วงจำนวน  11,340  ล้านลบ.ม.หรือ 39% ของปริมาณน้ำต้นทุน (  พ.ค.-ก.ค. 63) จะจัดสรรเพื่อ 1.การอุปโภค-บริโภค 4,909  ล้านลบ.ม. (43%) และ 2.สำรองฝนทิ้งช่วง  6,431  ล้านลบ.ม.(57%)

ในขณะที่แผนการจัดสรรน้ำในลุ่มเจ้าพระยาฤดูแล้งปี 62/63  ณ 1 พ.ย.  2563 มีน้ำต้นทุน 5,377  ล้านลบ.ม.  จัดสรรสำหรับช่วง  1พ.ย.62-30 เม.ย.  63 จำนวน  4 ,000   ล้านลบ.ม.หรือ  65% ของน้ำต้นทุน  และสำรองไว้ต้นฤดูฝนและเพื่อฝนทิ้งช่วง 2,227 ล้านลบ.ม.  และน้ำจากลุ่มแม่กลองมาเติมน้ำต้นทุนให้ลุ่มเจ้าพระยาประมาณ  500-850   ล้านลบ.ม.

ในลุ่มเจ้าพระยาช่วงฤดูแล้งพ.ย. 62- เม.ย.  63 จะจัดสรรน้ำต้นทุน 4,000 ล้านลบ.ม.เพื่อ 1.การอุปโภค-บริโภค 1,150  ล้านลบ.ม.( 29%)  2.เพื่อรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 2,200  ล้านลบ.ม.  3.เพื่ออุตสาหกรรม 135 ล้านลบ.ม.(3%)   4.พืชต่อเนื่องและอื่นๆ 515  ล้านลบ.ม.(13%) ส่วนน้ำที่สำรองต้นฤดูฝนและฝนทิ้งช่วง พ.ค.- ก.ค.  2563 จำนวน 2,227  ล้านลบ.ม.จะใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 1,841  ล้านลบ.ม.(83% ) และเพื่อฝนทิ้งช่วง386  ล้านลบ.ม.(17%)

“ปริมาณน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา-ชัยนาท ขั้นต่ำสุดที่กรมเคยบริหาร อยู่ที่ประมาณ  18  ล้านลบ.ม.ต่อวันในปี  2558  ซึ่งปีนั้นวิกฤติมาก  และในกรณีที่น้ำทะเลหนุนสูงจะผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยผลักดันเป็นครั้งคราวตามแผนการใช้น้ำของฝั่งตะวันตกโดยปีนี้วางแผนจะใช้น้ำลุ่มน้ำแม่กลองประมาณ  500  ล้านลบ.ม. โดยเฉพาะในช่วงน้ำทะเลหนุนเพื่อช่วยดันน้ำเค็ม  ร่วมกับน้ำเหนือและการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เพื่อรักษาระบบประปาของการประปานครหลวงซึ่งในเดือนม.ค. 63 ได้ใช้แผนนี้และประสบความสำเร็จ  จากการบริหารอย่างเข้มข้นทำให้การใช้น้ำยังเป็นไปตามแผน   รวมถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ทำงานทุ่มเทกันต่อเนื่องเชื่อมั่นว่าจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยดี  “

 

ในขณะที่ 7 จังหวัดลุ่มน้ำแม่กลอง   มีปริมาณน้ำใช้การรวม 5,700  ล้านลบ.ม.  สำหรับอุปโภค บริโภค 460  ล้านลบ.ม.( 8%)เพื่อรักษาระบบนิเวศ 1,560 ล้านลบ.ม. ( 27) %  เพื่อการเกษตร  3,180 ล้านลบ.ม.(56% ) และเพื่อช่วยลุ่มน้ำเจ้าพระยา 500  ล้านลบ.ม.  (9 %)

ในท่ามกลางวิกฤติและปัญหา การบริหารทรัพยากรน้ำที่มีจำกัดตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ พร้อมกับการติดตามอย่างใกล้ชิดของทุกฝ่าย ก็เชื่อว่าจะสามารถฝ่าวิกฤตินี้ไปได้   นับว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะทำให้เห็นว่าความผสานความร่วมมือ ใดๆจะสำเร็จได้ต้องมีประชาชนเป็นส่วนร่วมที่สำคัญ

พลิกปูมหลัง!!‘สัญลักษณ์ พระมหาชนก – หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470736

news_default

พลิกปูมหลัง!!‘สัญลักษณ์ พระมหาชนก – หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ’

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 14.49 น.

ความศรัทธาที่จับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้ คือ สิ่งที่ชาวกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  สัมผัสได้ทุกครั้ง ในยามที่เหน็ดเหนื่อยจาก หรือในยามที่รู้สึกไม่ปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ เพียงแค่ได้เห็น หรือนึกถึงพระบิดาแห่งฝนหลวง   พลังจะมาโดยที่ไม่สามารถเอ่ยเป็นคำพูดได้.. 

นายปนิธิ เสมอวงษ์  รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว โดยจะต้องประจำการอยู่ที่สนามบินบ่อฝ้าย อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และต้องตามเสด็จฯ เมื่อมีการแปรพระราชฐานไปในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ได้เล่า ว่าในปี 2542 ขณะนั้นเกิดภาวะภัยแล้งหนักมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงรับสั่งให้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษขึ้น ที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2542 โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วได้ปฏิบัติการฝนหลวงเต็มกำลังจนจบภารกิจเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2542

จากความแห้งแล้งที่รุนแรงทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงทำได้ยากมาก เพราะความชื้นสัมพัทธฺที่จะเกิดเมฆแทบไม่มี แต่ทุกคนล้วนไม่ปล่อยปละละเลย ปฏิบัติการฝนหลวงเต็มกำลังเพราะต่างทราบดีว่า การทำงานครั้งนี้มีกำลังใจสำคัญอยู่ข้างหลัง ในขณะที่เบื้องหน้าคือประชาชนที่เดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำ

“ช่วงนั้นบินขึ้นทำฝนเกือบทั้งวัน ท้อกันนะ แต่ถอยไม่ได้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจของหน่วย ทรงมีรับสั่งให้คณะปฏิบัติการฝนหลวงเข้าเฝ้าและพระราชทานปีกฝนหลวง พระราชทานเหรียญพระมหาชนกเนื้อเงิน ในฐานะที่ทุกคนเพียรพยายามในการทำงาน ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ปกเกล้า ปกกระหม่อม ต่อหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ และคราวใดที่มีกรณีวิกฤติแล้ง จะทรงรับสั่งให้การตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ โดยหลังจากปี 2542 ได้รับสั่งให้ตั้งในปี 2547   ปี 2553  และปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่วิกฤติแล้งมาก ซึ่งปีนั้นเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำใช้การได้ไม่ถึง 4% ของความจุ” 

น.ท.มณีพันธ์ รบชัยชนะ นักบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนั้น คือ สำนักฝนหลวงฯ กล่าวว่า ผู้อำนวยการกองงานในพระองค์มาประสานงานในพื้นที่กับสำนักฝนหลวงฯ และจะถวายรายงานทุกวัน ทำให้ทรงทราบการปฏิบัติการทุกระยะและพระราชทานแนวปฏิบัติ เพื่อให้ปรับการปฏิบัติการต่อเนื่อง รวมถึงรับสั่งให้ทดลองการปฏิบัติการฝนหลวงด้วยเทคนิคซูเปอร์แซนวิช ซึ่งต้องบินเข้ายอดเมฆที่ระดับความสูง 20000 ฟุต

น.ท.มณีพันธ์ เล่าต่อว่า การปฏิบัติการฝนหลวงในปี 2542 นั้นทำได้ยาก ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้ทรงให้ผู้อำนวยการกองงานในพระองค์ติดตามใกล้ชิด หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ ผลจากการทำงานอย่างไม่ท้อถอยครั้งนั้น เมื่อแล้วเสร็จทรงรับสั่งให้คณะผู้ปฏิบัติงานเข้าเฝ้าฯ และพระราชทานเหรียญพระมหาชนกและ Patch

“Patch จะปักเป็นรูปพระมหาชนก สำหรับติดที่ชุดนักบิน ซึ่งพระองค์ให้แทนความหมายของความเพียรพยายาม เพราะหากไม่เพียรพยายาม ท้อถอยเสียก่อน ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่เพราะทุกคนช่วยกันจึงประสบความสำเร็จ Patch นี้ นักบินอย่างพวกเรานับถือมาก เห็นครั้งใด ก่อนขึ้นบิน จะยกมือไหว้พระ ไหว้ในหลวงและพระมหาชนก ทำให้รู้สึกว่าการปฏิบัติการจะปลอดภัย เหมือนมีพระบารมีในหลวงทรงคุ้มครองพวกเราตลอดเวลา เป็นความอบอุ่นเหมือนพ่อคุ้มภัย เหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้ทำงานกันแบบไม่ท้อ บินไปเราก็รู้สึกว่าปลอดภัย ทั้งปีกฝนหลวง เหรียญพระมหาชนก และอาร์มพระมหาชนก เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของนักบินอย่างผม” 

สำหรับเครื่องหมายสัญลักษณ์ “พระมหาชนก-หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ” ในหนังสือ “เป็นฝนสู่ประชา จากบิดาของแผ่นดิน” ที่จัดทำโดยสำนักฝนหลวงฯ พ.ย. 2547 อธิบายความหมายไว้ว่า เป็นเครื่องหมายแห่งพระมหากรุณาธิคุณ ในการฟื้นฟูกิจกรรมฝนหลวงและความสำเร็จในการทำฝนกู้ภัยแล้ง พ.ศ. 2542 อันเนื่องมาจากความเพียรพยายาม วิริยะอุตสาหะ ที่จะเอาชนะปัญหาอุปสรรคเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน  ผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ของคณะผู้ปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษโดยเฉพาะเมื่อเดือน เมษายน พ.ศ.2542

รักษ์เกษตร : วัชพืช…ควบคุมได้นะจ๊ะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470539

news_default

รักษ์เกษตร : วัชพืช…ควบคุมได้นะจ๊ะ

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีกำจัดวัชพืชในนาข้าวที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงด้วยครับ

ศุภชัย แตงอ่อ

อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

คำตอบ

วัชพืชในนาข้าว นับว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่ง วัชพืชมีมากมายหลายชนิดในพื้นที่นา ตั้งแต่วัชพืชใบกว้าง ใบแคบ วัชพืชน้ำ เหล่านี้ทำความเสียหายให้อย่างมาก การควบคุมวัชพืช จึงควรจะเริ่มตั้งแต่การปลูกจนกระทั่งถึงระยะการเก็บเกี่ยว

วิธีการควบคุมวัชพืชในข้าว สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวิธีการและความพร้อมของเกษตรกรเอง มีวิธีหลากหลาย ดังนี้

1. การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าว ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปราศจากการเจือปนของเมล็ดวัชพืช ซึ่งเกษตรกรสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การฝัด หรือโบก เพื่อให้สิ่งเจือปนที่เบากว่าเมล็ดข้าวแยกตัวออก การคัดแยกสิ่งเจือปนด้วยมือ การทดสอบความงอกของเมล็ดพันธุ์ก่อนนำไปปลูก และการแยกเมล็ดโดยการลอยตัวในน้ำ คนให้ทั่วแล้วทิ้งไว้สักพักเมล็ดที่เสียจะลอยอยู่ข้างบนให้ตักออก แล้วนำเมล็ดที่จมน้ำมาตากให้แห้งก่อนนำไปปลูก หรือเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ไว้ใช้ต่อไป

2. การเตรียมดิน โดยการไถ เป็นการพลิกหน้าดินส่วนล่างขึ้นมาอยู่ข้างบน วัชพืชที่อยู่ด้านล่างก็จะถูกพลิกขึ้นมาข้างบน จึงควรไถประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อทำลายวัชพืชทั้งที่อยู่บนดินและเหง้าที่อยู่ใต้ดิน การคราด เป็นวิธีการกำจัดวัชพืชที่ใช้ลำต้นหรือเหง้าในการขยายพันธุ์ สามารถกำจัดต้นอ่อนของวัชพืชหลังจากการไถได้อีกด้วย ทำให้ดินร่วนซุย เหมาะแก่การชอนไชของรากข้าวนาหว่าน ทำให้ต้นข้าวงอกงามแข็งแรง การทำเทือก เป็นวิธีการทำให้ดินที่ผ่านการไถดะ หรือไถพรวนแล้ว ให้อยู่ในสภาพที่สะดวก และง่ายต่อการปักดำ หรือการทำนาหว่าน ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น

3. เลือกวิธีการปลูก การปลูกข้าวแบบนาดำ จะช่วยลดปริมาณวัชพืชได้มากกว่าวิธีอื่นเพราะในการปักดำข้าว จะใช้กล้าต้นข้าวที่มีการเจริญเติบโตแล้ว ในขณะที่วัชพืชกำลังจะเริ่มเจริญเติบโต จึงเป็นการลดการระบาดของวัชพืชลงได้

4. เลือกอัตราการปลูก ความหนาแน่นของต้นข้าวก็มีส่วนช่วยในการควบคุมวัชพืชได้เหมือนกัน ถ้าต้นข้าวมีความหนาแน่นน้อย ช่องว่างระหว่างต้นข้าวก็จะมีมาก ทำให้เกิดวัชพืชได้มาก ในทางตรงกันข้าม ถ้าความหนาแน่นของต้นข้าวมาก ช่องว่างระหว่างต้นมีน้อย วัชพืชก็เกิดขึ้นได้น้อย

5. การควบคุมโดยใช้ระดับน้ำ ในการทำนาดำ หรือนาหว่านน้ำตม น้ำจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงดังนั้น การที่เกษตรกรปล่อยน้ำให้ขังอยู่ในแปลงนา ก็จะเป็นการช่วยลดปัญหาวัชพืช โดยเฉพาะวัชพืชใบแคบสกุลหญ้า จะมีความอ่อนแอต่อสภาพน้ำขัง

6. การใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช โดยการใช้มีด จอบ เสียม หรือเครื่องมืออื่นๆที่ต้องใช้แรงงานคน แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้ แรงงานหายากและมีราคาแพง อีกทั้งต้องใช้เวลามาก จึงไม่นิยมปฏิบัติกัน

7. การใส่ปุ๋ย ควรทำการกำจัดวัชพืชก่อนการใส่ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยครั้งแรก จะใส่ขณะเตรียมดิน และจะใส่อีกครั้ง หลังจากนำน้ำเข้าแปลง เพื่อให้น้ำยับยั้งการเจริญเติบโตของวัชพืช เป็นการป้องกันไม่ให้วัชพืชมาแย่งธาตุอาหารของต้นข้าว

8. การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชอื่น เช่น ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเหลือง สลับกับการปลูกข้าว จะทำให้เกิดการเปลี่ยนสภาพของดิน และระบบนิเวศวิทยาของพืช วัชพืชซึ่งมีความต้องการสภาพของดินแตกต่างกัน จึงมีผลทำให้วัชพืชลดลงได้

9. การใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช สารเคมีเป็นสารพิษ เกษตรกร จึงควรมีความรอบคอบในการใช้ เลือกใช้สารเคมีให้เหมาะสมกับวัชพืช ใช้ตามอัตราและเวลาที่กำหนด อีกทั้งต้องพิจารณาราคาของสารเคมีที่จะใช้ด้วยว่า จะคุ้มค่าต่อการลงทุนและควรคำนึงถึงพิษตกค้างที่อาจจะสะสมในพืช หรือในดิน หากเป็นไปได้ควร หลีกเลี่ยงหรือใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุด ก็จะเป็นการดีอย่างยิ่ง

10. การควบคุมโดยชีววิธี เช่น การเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด และปลูกแหนแดง จะมีส่วนช่วยป้องกันและกำจัดวัชพืชได้เป็นอย่างดีและเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินอีกด้วย

ในการจะเลือกใช้วิธีใด เกษตรกร ควรต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น สภาพพื้นที่ที่ปลูกข้าว ชนิดของวัชพืช ผลดี-ผลเสียของแต่ละวิธี วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ระยะเวลาที่ใช้ รวมทั้งความคุ้มค่าต่อการลงทุนด้วย นะครับ

นาย รัตวิ

เร่งสำรวจพื้นที่ปลูกไม้ผลเสี่ยงขาดน้ำ ทำแผนบูรณาการช่วยเกษตรกรพ้นวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470536

news_default

เร่งสำรวจพื้นที่ปลูกไม้ผลเสี่ยงขาดน้ำ ทำแผนบูรณาการช่วยเกษตรกรพ้นวิกฤติ

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมฯสำรวจพื้นที่ปลูกไม้ผลในจังหวัดที่ฝนตกน้อยกว่า 800 มิลลิเมตร กำหนดให้เป็นพื้นที่ไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำ และร่วมประเมินกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พบว่า มีพื้นที่เสี่ยงไม้ผลอาจได้รับผลกระทบขาดแคลนน้ำได้ จึงส่งข้อมูลให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ตลอดจนหน่วยงานด้านน้ำได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำ จัดทำแผนช่วยเหลือด้านน้ำแก่เกษตรกร ขณะนี้กรมแจ้งเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ และเจ้าหน้าที่ทุกระดับติดตามเยี่ยมเยียนเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก พร้อมให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการดูแลรักษาสวนไม้ผล รวมถึงรักษาความชื้นในดิน ขอให้เกษตรกรมั่นใจการเตรียมการป้องกันแก้ปัญหาภัยแล้งของรัฐบาล ที่ให้ทุกภาคส่วนบูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรเต็มที่

ล่าสุดนายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เตรียมป้องกันแก้ปัญหาภัยแล้ง ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเน้นสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์สถานการณ์แล้งและฝนทิ้งช่วงให้เกษตรกรปรับตัวรับมือ ทั้งนี้ ในพื้นที่ปลูกพืชฤดูแล้งขอความร่วมมือเกษตรกรไม่เพาะปลูกเกินแผนที่ภาครัฐกำหนด และใช้น้ำประหยัด

สำหรับโครงการและกิจกรรมของกรมส่งเสริมการเกษตรในปี 2563 ได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์ภัยแล้ง ประกอบด้วย รณรงค์ประชาสัมพันธ์“เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563”โครงการบูรณาการกิจกรรมความร่วมมือในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทานเพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้เกษตรกร โครงการส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรังปี 2563 โครงการส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อยสร้างรายได้แก่เกษตร (ตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562) โครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ปี 2562/63 ถ่ายทอดความรู้และจัดวันสาธิตในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ช่วยเหลือเกษตรกรช่วงฤดูแล้ง

อุบลโมเดลผนึกเอกชนยกระดับผลิตมันฯอินทรีย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470538

news_default

อุบลโมเดลผนึกเอกชนยกระดับผลิตมันฯอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการลงนามสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังอินทรีย์ระหว่างเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ภายใต้รูปแบบอุบลโมเดล กับบริษัท อุบลเกษตรพลังงานจำกัด บริษัทฯแรกที่ส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ใน จ.อุบลราชธานี จนประสบผลสำเร็จ การลงนาม ครั้งนี้ มีเกษตรกรที่ร่วมลงนามซื้อขายมันสำปะหลังอินทรีย์ 104 ราย จาก 8 อำเภอ ในจ.อุบลราชธานี พื้นที่ 620 ไร่ และจาก 1 อำเภอ ในจ.ยโสธร พื้นที่ 42 ไร่ รวมพื้นที่ 662 ไร่ ระยะเวลาดำเนินการซื้อขาย 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม 2563

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ภายใต้รูปแบบอุบลโมเดล ได้ผ่านมาตรฐานอินทรีย์ไทย และมาตรฐานอินทรีย์สากล ได้แก่ 1) มาตรฐาน มกษ9000-2552 หรือ Organic Thailand2) มาตรฐานอินทรีย์ USDA-NOP (สหรัฐอเมริกา)3) มาตรฐานอินทรีย์ EU (ยุโรป) 4) มาตรฐานอินทรีย์ JAS (ญี่ปุ่น) 5) มาตรฐานอินทรีย์ Korean (เกาหลี) และ 6) มาตรฐานอินทรีย์ China (จีน) จึงเป็นเครื่องการันตีและสร้างความมั่นใจผู้ค้าได้ว่า ผลผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ของเกษตรกรได้มาตรฐานมีคุณภาพสูง

ผลผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์นั้นนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ ซึ่งในอนาคตบริษัท อุบลเกษตรฯมีเป้าหมายจะนำแป้งมันสำปะหลังออร์แกนิค พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตให้เกษตรกรในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ เพื่อยกระดับรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกษตรกร

ด้านนายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี (สศท.11) กล่าวเสริมว่ามันสำปะหลังอินทรีย์เป็นพืชเศรษฐกิจอนาคตสดใส ควรส่งเสริมขยายพื้นที่ผลิต ลงนามซื้อขายมันสำปะหลังอินทรีย์ กรมวิชาการเกษตรร่วมกับบริษัท อุบลเกษตรฯลงพื้นที่ให้ความรู้เกษตรกรเรื่องผลิตและใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิต รวมถึงตรวจรับรองมาตรฐานผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ ส่วนสศก.ร่วมลงพื้นที่ศึกษาต้นทุนผลตอบแทนและการตลาดของสินค้ามันสำปะหลังอินทรีย์ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 สำหรับปีเพาะปลูก 2563สศก.คาดการณ์ว่าผลผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่เพาะปลูกรวม620 ไร่ จะออกสู่ตลาดประมาณ 3,500 ตัน ด้านผลตอบแทน มันสำปะหลังอินทรีย์(เชื้อแป้ง 25%) บริษัท อุบลเกษตรฯประกันราคาอยู่ที่ 3.50 บาท/กก.ขณะที่ราคาหัวมันสำปะหลังของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาอยู่ระหว่าง 2.25-2.90 บาท/กก. สำหรับเกษตรกรที่สนใจข้อมูลผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร โทร.0-4521-0422,0-4521-0423

ส่องเมฆ AI อีกก้าวงานวิจัย สานต่อศาสตร์พระราชาตำราฝนหลวง4ขั้นตอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470599

ส่องเมฆ AI อีกก้าวงานวิจัย สานต่อศาสตร์พระราชาตำราฝนหลวง4ขั้นตอน

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 18.48 น.

ประเทศไทยกำลังมีการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) เพื่อช่วยจดจำเมฆฝน โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และเมื่อสำเร็จจะมีแอพพลิเคชั่นตัวนี้ออกมาให้ได้ใช้กัน การศึกษาดังกล่าวเป็นหนึ่งในการสืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาฝนหลวง เพื่อให้การปฏิบัติการทำฝนแต่ละครั้งสามารถที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้สูงสุด

นายสราวุธ อาทยะกุล นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฝนหลวงฯ อยู่ระหว่างการวิจัยโครงการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อพยากรณ์ความเหมาะสมของกลุ่มเมฆต่อการปฏิบัติการฝนหลวง Cloud Images Classification for Rainmaking using Artificial Intelligence ทั้งนี้เพื่อเป็นหนึ่งในเครื่องมือประกอบการพิจารณาที่จะปฏิบัติการฝนหลวงให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่ประจำการบนเครื่องบินฝนหลวง เพราะแม้จะมีการวางแผนอย่างดีจากภาคพื้นแล้วก็ตาม   แต่สภาพอากาศสามารถผันแปรได้ตลอดเวลา ดังนั้นความสามารถในการช่วงชิงสภาพอากาศ เป็นสิ่งจำเป็น  ผลการศึกษาครั้งนี้กรมจึงคาดหมายว่า จะเป็นเครื่องมือสำคัญอีก 1 ชุดที่จะมาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำฝนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้มากที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

การศึกษาดังกล่าวเริ่มเมื่อปี 2560 ที่ฝ่ายปฏิบัติเห็นว่าควรมีเครื่องมือมาช่วยประกอบการตัดสินใจในการปฏิบัติการฝนหลวง และขณะนั้นมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอช่วยจำภาพเริ่มมีการพูดถึงมาก จึงหารือกรมเพื่อขอวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ ดร.สุรสีห์  กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้ทุนในการเริ่มทดลองว่าระบบเอไอจะสามารถใช้ในการช่วยจดจำเมฆอุ่นที่เหมาะกับการทำฝนหลวงได้หรือไม่

“ในขั้นตอนการวิจัย เราได้ป้อนข้อมูลรูปเมฆที่นักวิทย์เลือกในแต่ละครั้งในการขึ้นปฏิบัติการ ซึ่งจะเลือกเมฆคิวมูลัส ที่ดีที่สุด เหมาะกับการทำฝนมากที่สุด เช่น ในขั้นตอนการโจมตีเมฆต้องมีลักษณะยอดเมฆคมชัด ฐานเมฆเรียบ สีเทา เหมือนที่ภาษาชาวบ้านบอกว่าเมฆครึ้มมาแล้วฝนจะตก นั่นล่ะคือเมฆเป้าหมาย  แต่ถ้าเป็นสีเทาแต่ดูฟุ้งๆอันนั้นคือฝนตกไปแล้ว แต่ทั้งหมดการทำฝนจะต้องมีองค์ประกอบอื่นด้วย แต่เบื้องต้น การเลือกเมฆที่ถูกต้อง โอกาสประสบความสำเร็จก็จะมากขึ้นด้วย ดังนั้นหากเราช่วงชิงสภาพอากาศได้ทัน จะสามารถเลี้ยงเมฆให้อ้วนมากที่สุดเพื่อให้ปริมาณน้ำฝนได้มากที่สุด”

ขั้นตอนสำคัญที่จะใช้เอไอมาเสริม คือ ขั้นตอนที่ 2-4 จากขั้นตอนตามตำราฝนหลวง 4 ขั้นตอนคือ 1 ก่อกวนให้เกิดเมฆ 2. การเร่งการพัฒนาตัวของเมฆอุ่น 3. การเร่งบังคับให้เกิดฝน และ 4. การเสริมการโจมตี

นักวิจัยผู้นี้ ระบุว่า ผลที่จะได้จากการวิจัยครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่จะมาเสริมประสิทธิภาพในการทำฝน เนื่องจากขั้นตอนการตัดสินใจที่พ้นจากภาคพื้นมาแล้ว นักวิทย์ฯและนักบิน และเจ้าหน้าที่โปรยสารในเครื่อง ต้องขึ้นไปพร้อมกับทักษะและประสบการณ์ ระบบนี้จะช่วยเสริมให้ขบวนการเลือกเมฆมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ใหม่ เอไอจะเป็นเครื่องมือช่วยในขบวนการเลือกเมฆ ที่จะเลือกเมฆที่มีความน่าจะเหมาะสมที่สุดให้กับทีมปฏิบัติการตัดสิน

“ผลการวิจัยที่ผ่านมาได้เริ่มทดลองในห้องปฏิบัติการ เมื่อปี 2561 พบว่าได้ผลประมาณ 85% และในปี 62 ที่ผ่านมาได้มีการทดลองในพื้นที่จริงในการปฏิบัติการที่จังหวัดกาญจนบุรีและสระแก้ว ก็พบว่ามีผลสัมฤทธิ์ประมาณ 70 -80% และได้มีการนำเสนอในเวทีการประชุมวิชาการทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมซอฟต์แวร์ระดับนานาชาติ และเวทีทางวิชาการว่าด้วยการดัดแปรสภาพอากาศ ระดับอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดมาแล้ว 2 ครั้ง  อย่างไรก็ตามเบื้องต้นมีหลายประเทศสนใจเช่นอินโดนีเซีย  บรูไน ที่สนใจขอมาเรียนระบบเอไอนี้  ซึ่งต่อไปอาจเป็นเรื่องของการให้ความรู้เพื่อให้แต่ละประเทศนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศของตนเองเพราะลักษณะของเมฆต่างกันตามสภาพอากาศและภูมิประเทศ”

ทั้งนี้ การศึกษาดังกล่าวได้เคยมีการนำเสนต่อที่ประชุมระดับนานาชาติในงานประชุมวิชาการนานาชาติ International Joint Conference on Computer Science and Software Engineering ครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2561 ที่นครปฐม และระดับอาเซียนมาแล้ว 2 ครั้ง คือ การประชุม ASEAN Workshop on Weather Modification 2018 เมื่อ 6 ส.ค. 2561 ที่กทม. และการประชุม ASEAN Training on Weather Modification 2019:Understanding of Cloud Nature and Weather Modification for Water Resources Management เมื่อ 25 ก.ค. 2562 จ.ประจวบคีรีขันธ์

การวิจัยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence หรือเอไอ (AI)  โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  จึงเป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชาฝนหลวง ที่พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระดำริและทรงศึกษาค้นคว้า จากกลายเป็นตำราฝนหลวงพระราชทานเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และบรรเทาภัยพิบัติ ให้กับประชาชน