กรมชลฯเร่งช่วยเหลือชาวหนองเสือ หลังขาดแคลนน้ำทำการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468732

กรมชลฯเร่งช่วยเหลือชาวหนองเสือ หลังขาดแคลนน้ำทำการเกษตร

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.57 น.

กรมชลฯระดมทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวหนองเสือจ.ปทุมธานี ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร ประกาศเขตภัยแล้ง

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2563 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงกรณีที่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองเสือ และอำเภอธัญบุรี จ.ปทุมธานี ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง ไม่มีน้ำเพียงพอที่จะใช้หล่อเลี้ยงพืชไร่ พืชสวน และรักษาระบบนิเวศ โดยได้ร้องขอความช่วยเหลือจากกรมชลประทาน ให้ดำเนินการผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่คลองรังสิต เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง นั้นว่า สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน เขื่อนขนาดใหญ่ 4 เขื่อนหลักของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์น้อย การส่งน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้จึงเป็นไปอย่างจำกัดตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้วางไว้ เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศ เป็นหลัก ตลอดในช่วงฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

สำหรับ จ.ปทุมธานี ได้ประกาศให้พื้นที่อำเภอหนองเสือ เป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (ภัยแล้ง) แล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ ได้ดำเนินการประสานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และอำเภอหนองเสือ เพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและหาแหล่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย โดยกรมชลประทานได้จัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดปทุมธานี รวมไปถึงผู้แทนกลุ่มเกษตรกรคลอง 7 , 8 , 9 , 10 , 11 และ 12 เข้าร่วมประชุม เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยที่ประชุมได้มีมติให้จัดรอบเวรการสูบน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ เพื่อส่งน้ำเข้าไปช่วยพื้นที่อำเภอหนองเสือ อำเภอธัญบุรี รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาถนนชำรุดทรุดตัวและรักษาเสถียรภาพของถนนสาย รังสิต – นครนายก (สาย 305) และจะรักษาระดับน้ำในคลองรังสิตไม่ให้ต่ำจนเกิดผล กระทบต่อสเถียรภาพของคันคลองด้วย

ส่วนกรณีที่เกษตรกรขอให้ผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านประตูระบายน้ำเปรมเหนือบางปะอิน ลงคลองเปรมประชากร แล้วระบายลงคลองรังสิตประยูรศักดิ์ เพื่อส่งน้ำไปในพื้นที่อำเภอหนองเสือ นั้น ด้วยสภาพของคลองเปรมประชากร มีคลองสาขาเชื่อมต่อจำนวนมาก ทั้งคลองพุทรา 1 , คลองพุทรา 2 และคลองเชียงรากน้อย คลองสาขาต่างๆเหล่านี้ล้วนไม่มีอาคารควบคุมหรือบังคับน้ำ ดังนั้น การผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านทางคลองเปรมประชากร ปริมาณน้ำจะกระจายลงสู่คลองสาขาต่างๆ ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่สถานีสูบน้ำเปรมเหนือบางปะอิน ไม่สามารถสูบน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ จึงได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี หาแนวทางในการลำเลียงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาเติมในคลองรังสิตฯ ภายใต้เงื่อนไขที่ระดับน้ำและค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์ที่สูบได้ พร้อมกับจัดเจ้าหน้าที่คอยติดตามผลการจัดรอบเวรการรับน้ำ และตรวจสอบคุณภาพน้ำโดยเฉพาะความเค็ม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรตลอดในช่วงฤดูแล้งนี้

ตัดงบกรมวิชาการเกษตรพ่นพิษ! ขรก.นอนวัด ลูกจ้างนับพันโดนหั่นเงินเดือน-เลิกจ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468722

news_default

ตัดงบกรมวิชาการเกษตรพ่นพิษ! ขรก.นอนวัด ลูกจ้างนับพันโดนหั่นเงินเดือน-เลิกจ้าง

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.06 น.

ตัดงบกรมวิชาการเกษตรพ่นพิษ! ขรก.นอนวัด ลูกจ้างนับพันโดนหั่นเงินเดือน-เลิกจ้าง

26 มกราคม 2563 นายจักรพรรดิ์ วุ้นสีแซง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขต 4 (อุบลราชธานี) กล่าวว่า ตนได้เรียกประชุมผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร มหาสารคาม และร้อยเอ็ด เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรที่จะต้องถูกเลิกจ้าง เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ โดย 9 จังหวัดในความรับผิดชอบของสำนักวิจัยเขต 4 มีลูกจ้างแบบจ้างเหมา ทำสัญญาครั้งละ 3 เดือน ต้องถูกเลิกจ้าง 157 คน

นายจักรพรรดิ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2563 ตนได้เรียกประชุม พร้อมแจ้งลูกจ้างทั้งหมดว่าไม่สามารถจ้างงานได้ต่อไป โดยงบประมาณมีเพียงพอจ่ายให้ในเดือนมกราคมเท่านั้น ทั้งนี้ได้หาแนวทางแก้ปัญหาโดยแจ้งปรับลดเงินเดือน 50% ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 และพยายามจะจัดสรรงบประมาณให้สามารถจ้างต่อได้จนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2563 โดยหวังว่าปีงบประมาณ 2564 กรมวิชาการเกษตรจะไม่ถูกตัดงบกว่า 40% เหมือนปีนี้ แต่ไม่สามารถจ้างต่อได้ เพราะไม่มีเงินเหลือ ตั้งแต่เริ่มต้นปีงบประมาณ 2563 ซึ่งสภาฯ ยังไม่ได้อนุมัติงบประมาณให้ ทางกรมวิชาการเกษตรได้จัดสรรงบของปี 2562 มาให้ก่อน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของงบประมาณที่เคยได้ ทางสำนักวิจัยฯ พยายามประหยัดทุกทาง แต่งบไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจซึ่งมีมาก

“ทางสำนักวิจัยฯ ดูแลทั้งข้าราชการและลูกจ้างแบบครอบครัว เงินเดือนลูกจ้างจ้างเหมา 6,000-10,000 บาท เมื่อต้องเลิกจ้างจึงเป็นห่วงว่าลูกน้องจะนำเงินจากไหนส่งลูกเรียนหนังสือ เลี้ยงพ่อแม่ รวมทั้งค่ากินอยู่ เป็นสาเหตุที่ถึงกับร่ำไห้ในวันที่ต้องบอกเลิกจ้าง โดยลูกจ้างในสำนักวิจัยฯ ระดับเขตทั้ง 8 เขตและศูนย์วิจัยฯ ระดับจังหวัดทั่วประเทศมี 1,705 คน ได้รับผลกระทบทั้งหมด บางที่มีภารกิจน้อย ลูกจ้างมีจำนวนไม่มากอาจใช้วิธีลดเงินเดือน 50% แต่สำนักที่มีภารกิจเยอะอย่างเขต 4 มีทางเดียว คือ เลิกจ้าง” นายจักรพรรดิ์ กล่าว

นายจักรพรรดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ย่อมมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ข้าราชการจะพยายามอย่างเต็มที่ เช่น กรณีออกตรวจและกำจัดโรคและศัตรูพืช หากค้างคืนต้องได้เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย 500 บาท ข้าราชการเสียสละไม่รับ พยายามเดินทางไป-กลับ กรณีที่ต้องค้างคืนจะอาศัยนอนที่วัดแทนการพักโรงแรม ทั้งนี้จำนวนลูกจ้างเป็นไปตามภารกิจ เมื่อผู้ปฏิบัติงานลดลงงานบางส่วนจึงล่าช้า ได้แก่ การออกตรวจรับรองมาตรฐานแปลงทั้งแบบเกษตรปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ (Organic) รวมถึงโรงคัดบรรจุ โรงแปรรูปตามมาตรฐาน GMP ซึ่งเกษตรกรและผู้ประกอบการต้องใช้กรณีส่งออกและยกระดับราคาสินค้า

“ขณะนี้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่งบประมาณดำเนินการที่ได้รับจัดสรรเบื้องต้นบางส่วนหมดแล้วและบางส่วนอีกไม่นานจะหมด จึงหวังว่าจะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ทั้งการตรวจพืชผักที่นำเข้าทางด่านชายแดน การป้องกันโรคและศัตรูพืช การออกใบรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ตลอดจนการตรวจการจำหน่ายปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรให้เป็นไปตามมาตรการจำกัดการใช้และป้องกันการนำปุ๋ย-ยาปลอมมาหลอกขายเกษตรกร” นายจักรพรรดิ์ กล่าว

ถอดบทเรียน”แก้วกาญจนา” ตอน2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412148?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ถอดบทเรียน”แก้วกาญจนา” ตอน2

25 มกราคม 2563 – 06:18 น.
แก้วกาญจนา
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

แก้วกาญจนาในวันนี้แม้จะมีชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ในระบบการค้าอยู่มากมาย นั่นก็ใช่ว่าจะมีปริมาณที่สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบัน… หากแต่จะนับย้อนกลับไปราว 6-7 ปีที่ผ่านมา ต้นแก้วกาญจนาได้ถูกยกให้เป็นไม้ในกระแสที่ร้อนแรงไม่แพ้ไม้ประดับชนิดอื่นใดเลย ด้วยความต้องการที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น และมูลค่าที่รู้แล้วต้องทำให้หัวใจพองโต จนอยากจะครอบครองเป็นเจ้าของ เพื่อหวังขยายและทำกำไรด้วยเทคนิคต่างๆ สารพัดวิธี เพื่อการได้มาซึ่งหน่อพันธุ์ที่พร้อมจะเลี้ยงให้เติบโต

โดยบางครั้งขอเพียงแค่เริ่มออกรากก็สามารถขายทำกำไรงามๆ ได้แล้ว อีกทั้งในช่วงเวลานั้นยังมีการเพาะเลี้ยงด้วยวิธีพิเศษคู่ขนานไปกับการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ เพียงแค่ปรับสูตรอาหาร อันเป็นกระบวนการการเริ่มต้นที่สำคัญโดยเรียกวิธีการทำนั้นว่า การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (tissue culture) ซึ่งก็จะใช้เวลาในระยะหนึ่งให้ได้ต้นกล้าพันธุ์ที่พร้อมผลิตออกมาสู่ระบบการค้าอย่างมีปริมาณในช่วงเวลานั้น

กระแสที่โหมกระหน่ำและเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นทั้งสภาพเศรษฐกิจและปริมาณต้นที่พร้อมขาย รวมถึงต้นที่จะทยอยออกมาอีกในไม่ช้า ก็ยังมิอาจทำให้พัฒนาการที่เกิดขึ้นกับไม้ชนิดนี้ชะงักหรือหยุดลงไปในทันที แต่ที่เป็นผลกระทบเป็นอย่างมากก็คือราคาที่เกิดจากการเร่งการขายเพื่อเก็บเงินสดลดความกังวลจากความไม่แน่นอนและความตั้งใจที่จะกระจายความเสี่ยงจากการซื้อไม้แม่พันธุ์เข้ามาแบบไม่ธรรมดาที่มีราคาเป็นไปตามกระแสก่อนหน้านี้ จนภาวะการปรับตัวต้องเกิดขึ้นอีกครั้งบนเส้นทางของผู้ผลิตไม้ประดับชนิดนี้

การชะลอตัวทางการตลาดที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ทำให้เกิดการสูญเสียสภาพคล่องและโอกาสอื่นๆ รวมถึงความสามารถแข่งขันทางการค้าเป็นอย่างมาก ซึ่งในบางชนิดพันธุ์ดูเหมือนไม่มีจุดคุ้มทุนในการผลิตต่อไป ไม้ที่ถูกกำหนดราคาไว้สูงลิบลิ่ว แถมยังขยายพันธุ์ได้ไม่ยากจึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้หลายคนเข้าไปสู่ระบบการผลิตด้วยความตั้งใจ ซึ่งก็รวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในสายการผลิตไม้ชนิดนี้โดยตรง และมีความคิดจะไม่ปล่อยให้ความต้องการในท่ามกลางกระแสการใช้ให้ผ่านเลยไปโดยการอยู่นิ่งเฉย

จึงนับเป็นอีกเหตุให้ได้เห็นไม้คุณภาพดีราคาไม่แพงไหลออกมาสู่ระบบตลาด ซึ่งขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กลับมองเห็นโอกาส และค่อยๆ เก็บต้นพันธุ์ดีดังกล่าวที่มีแนวโน้มและทิศทางค่อนข้างจะชัดเจนในแนวทางตลาดอนาคต นำไปรวบรวมพร้อมกับค่อยขยายให้เกิดปริมาณพร้อมคุณภาพ และได้ทยอยผลิตเข้าตลาดที่ไม่เคยหยุดนิ่งแบบไม่มีคู่แข่งอย่างที่เคยเกิดขึ้นมา จากวิถีเหล่านี้เพื่อให้คนรุ่นถัดมาได้เรียนรู้ถึงการผลิตที่เกินความพอดีจนมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ ซึ่งจะส่งผลจนรับรู้ได้ก็อยู่ที่ความหนักหน่วงของวิกฤติได้คืบเข้ามาแล้ว

และทุกวันนี้ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ อีกมากที่ให้เราได้เรียนรู้ เพื่อการเตรียมความพร้อมและได้วางแผนเพื่อลดความเสี่ยงนั้นๆ อันเป็นอีกส่วนสำคัญในเส้นทางวิชาชีพให้ต้องมีความรอบคอบด้วยหลายๆ วิธี รวมถึงการเรียนรู้เรื่องราวจากในอดีต โดยมีแก้วกาญจนาเป็นฐานบทเรียนสำคัญในการสร้างสิ่งที่มีคุณค่าเหนือความบกพร่องที่อาจกลับมาอีกได้อยู่เสมอ

ดูวิธีแปรรูป”กุหลาบพันปี”ส่งขายญี่ปุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ดูวิธีแปรรูป”กุหลาบพันปี”ส่งขายญี่ปุ่น

25 มกราคม 2563 – 05:11 น.
เกษตรพบพระ,ไร่ปฐมเพชร,กุหลาบพบพระ
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

 “ท่องโลกเกษตรพบพระ”รับวาเลนไทน์(2) ดูวิธีแปรรูป”กุหลาบพันปี”ส่งขายญี่ปุ่น

ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

คราวที่แล้วได้รับฟังข้อมูลภาพรวมพื้นที่ภาคการเกษตรใน อ.พบพระจาก “อรพินทร์ แสงมณี” เกษตรอำเภอพบพระ ซึ่งมีทั้งไม้ดอกอย่างกุหลาบ ทุเรียน อโวคาโด และแมคคาเดเมียนัท  ก่อนมอบภารกิจลงพื้นที่จริงแก่ “สุระวิทย์ ปัญญา” นักวิชาการส่งเสริมเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอพบพระ พาพวกเราลุยสวนเกษตร โดยที่แรกเป็นไร่ปฐมเพชรของ “ภราดร กานดา” ตั้งอยู่เลขที่ 15/1 หมู่ 6 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก บนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ จากเดิมที่เป็นแปลงกุหลาบทั้งหมด จนปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสานที่มีทั้งไม้ดอก ไม้ผล พืชผักสมุนไพรปลูกในพื้นที่เดียวกันขณะนี้

“ผมเป็นคนนครปฐม ส่วนภรรยาเป็นคนเพชรบุรี ก็เอาชื่อมารวมกันเป็นไร่ปฐมเพชร” ภราดรเผยที่มาชื่อไร่ ก่อนแจงรายละเอียดความเป็นมาของไร่ปฐมเพชรจากอดีตจนปัจจุบัน โดยเขาบอกว่าแต่เดิมปลูกกุหลาบอยู่ที่ อ.สามพราน จนครปฐม แต่ด้วยพื้นที่ค่อนข้างจำกัด จึงได้ย้ายมาที่ อ.พบพระ เมื่อปี 2538 เริ่มต้นเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ โดยนำกิ่งดอกกุหลาบพันธุ์ขาวมะลิ และสีแสด กว่า 5,000 ต้น มาจาก อ.สามพราน มาปลูก เมื่อเห็นว่าปลูกกุหลาบได้ผลผลิตดี จากนั้นปี 2540 เกษตรกรที่ปลูกไม้ดอกและกุหลาบใน อ.สามพราน ก็ได้ย้ายตามมากันเกือบทั้งหมด

“ตอนนั้นพบพระปลูกกุหลาบกันเยอะมาก มีพื้นที่ปลูกประมาณ 5 พันกว่าไร่ พอปลูกเยอะ ผลผลิตออกมาเยอะ ราคาก็ตกต่ำ ตอนนั้นตลาดหลักอยู่ที่ปากคลองตลาด ช่วงหลังกุหลาบนอกเข้ามาตีตลาด ของเขาสีสดกว่า ดอกใหญ่กว่า ราคาก็ถูกกว่า คนก็นิยมกุหลาบนอกมากกว่าก็เลยคิดหาทางออกมาแปรรูปเป็นกุหลาบอบแห้งแทน เพราะนอกจากเพิ่มมูลค่าให้กับดอกกุหลาบแล้วยังเก็บไว้ได้นานอีกด้วยจะต่างจากกุหลาบสดอยู่ได้ไม่เกิน 5-7 วันก็เหี่ยว ตอนนี้ตลาดหลักเราทำส่งญี่ปุ่น” ภราดรเผย

เขายอมรับว่ากุหลาบที่ปลูกใน อ.พบพระ สามารถตัดดอกเพื่อส่งขายได้ภายใน 45 วัน ต่างจากการปลูกที่ อ.สามพราน ที่ต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน โดยเฉพาะในช่วงเดือนแห่งความรัก กุมภาพันธ์ ในแต่ละวันดอกกุหลาบจาก อ.พบพระ ที่เก็บเกี่ยวมากกว่า 1 ล้านดอก ถูกส่งไปยังตลาดต่างๆ โดยมีปากคลองตลาดเป็นแหล่งรับซื้อใหญ่ที่สุดประมาณ 80-90% ของผลผลิตต่อวัน

แม้ว่าการปลูกดอกกุหลาบจะสร้างรายได้มหาศาล แต่ปัญหาหนึ่งที่เกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบต้องประสบคือต้นทุนการดูแลสูง การใช้สารเคมีที่ค่อนข้างเยอะ อายุดอกค่อนข้างสั้นแค่ 5-7 วัน ยิ่งเมื่อเจอกับปัญหาราคาดอกกุหลาบตกต่ำ เขาจึงหันมาพัฒนาการแปรรูปเป็นกุหลาบอบแห้งบรรจุขวดแก้ว โดยร่วมกับบริษัทญี่ปุ่นในการสร้างนวัตกรรมแปลกใหม่ในวงการเกษตร

“ข้อดีของดอกกุหลาบสด ตัดดอกขายเลยแล้วก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ อย่างวันวาเลนไทน์หน้าสวนส่งดอกละ 6-8 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและสี แต่ปีหนึ่งมีแค่วันเดียว ถ้าวันปกติดอกไม่ถึงบาท ดังนั้นการแปรรูปเพิ่มมูลค่าจึงเป็นทางออกดีที่สุด เพราะสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว บ้างก็ว่ากุหลาบพันปี บ้างก็เรียกกุหลาบมหัศจรรย์ เพราะมันเก็บไว้ได้นาน”

สำหรับขั้นตอนการแปรรูป ภราดร อธิบายว่า เริ่มจากการนำดอกกุหลาบที่ตัดก้านแล้วมาแช่น้ำเพื่อให้ดอกกุหลาบบานได้ที่และคงความสด จากนั้นทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำมาเข้าสู่กระบวนการเขี่ยดอก หรือเรียกว่าตกแต่ง ด้วยการใช้ซิลิก้าทราย ซึ่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น โรยลงไปในดอกกุหลาบแล้วเคาะออก เพื่อให้ทรายดูดน้ำและความชื้นจากกลีบกุหลาบให้แห้งสนิท

จากนั้นนำดอกกุหลาบบรรจุในภาชนะที่รองด้วยซิลิก้าทราย โดยตั้งดอกกุหลาบขึ้น แล้วใช้ซิลิก้าทรายกลบดอกกุหลาบจนมิด ปิดฝาภาชนะให้สนิท นำเข้าตู้อบที่อุณหภูมิประมาณ 45 องศาเซลเซียส นาน 1-2 สัปดาห์ จึงนำดอกกุหลาบมาเคาะทรายออก แล้วตกแต่งบรรจุลงในขวดรูปทรงต่างๆ ส่วนราคาจำหน่ายจะขึ้นอยู่กับจำนวนดอกกุหลาบและขนาดโหลแก้วที่บรรจุ โดยเริ่มตั้งแต่ราคา 100-2,500 บาท หรือตามจำนวนดอกกุหลาบที่สั่งทำ นอกจากยังผลิตเฉพาะดอกกุหลาบอบแห้งที่ไม่ได้รับการตกแต่งใส่ขวดโหลส่งให้แก่บริษัทผู้รับซื้อราว 20,000 ดอกต่อเดือนอีกด้วย

และระหว่าง 7-9 กุมภาพันธ์นี้ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย(สกท.) จัดทริปพิเศษชมกุหลาบมหัศจรรย์ ไร่ปฐมเพชร และอีกหลายแห่งในโครงการ “ท่องโลกเกษตรพบพระรับวันวาเลนไทน์” สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่สมาคม โทร.0-2940-5425-6, 06-4652-6499 ในวันและเวลาราชการ

มหัศจรรย์พันธุ์ข้าว ….ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412472?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มหัศจรรย์พันธุ์ข้าว ….ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

25 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมการข้าว,ศูนย์ข่าวชุมชน,ประภัตร โพธสุธน,เกษตรกร,ชาวนา,ปลูกข้าว,เมล้ดพันธุ์ข้าว,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 206 ครั้ง

เดินหน้าพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชน ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เน้นความปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้า 100 ตันต่อศูนย์ ขณะที่อธิบดีกรมการข้าว เร่งสร้างความเข้มแข็

25 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บรรยายพิเศษ หัวข้อ “นโยบายด้านการผลิตข้าวและการสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรชาวนา” ในการสัมมนาชี้แจงโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2563

โดยกล่าวว่า เมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะเมล็ดพันธุ์เปรียบเสมือนหัวใจของการเพาะปลูก ถ้าได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีก็จะยิ่งทำให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตดียิ่งขึ้น โดยได้ดำเนินการสร้างระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้มีความเข้มแข็งมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งศูนย์ข้าวชุมชน ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องร่วมมือร่วมใจ ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ได้และเพียงพอกับความต้องการใช้ในแต่ละปี

โดยในปีนี้ได้มีการสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จากกรมการข้าว ศูนย์ละ 3 ตัน ระบบการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ และที่สำคัญเป็นปีแรกที่ได้งบประมาณในการจัดซื้อเครื่องอบลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 20 ชุด และเครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 200 ชุด ให้แก่ศูนย์ข้าวชุมชนที่เข้าร่วมโคงการ

คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนให้แก่ศูนย์ข้าวชุมชนเพิ่มขึ้นในปีต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้พัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเพียงพอต่อความต้องการของชุมชน โดยมีเป้าหมายให้ศูนย์ข้าวชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ไม่น้อยกว่า 100 ตันต่อศูนย์

ปัจจุบันภาคการเกษตรแรงงานน้อยลง และยังเป็นแรงงานที่มีอายุมาก แต่ก็มีเทคโนโลยีสมัยใหม่หลากหลายให้เลือกใช้แทนแรงงานคน จึงต้องมีการเรียนรู้เพื่อที่จะเลือกใช้ให้เหมาะสมจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ ส่วนในภาคการตลาด วันนี้มีช่องทางการค้าขายมากขึ้น สามารถติดต่อซื้อขายกับผู้ซื้อได้โดยตรง คือ การขายออนไลน์ ถ้าเราเข้าใจสิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้ ก็จะเป็นประโยชน์กับเรามากขึ้น แต่สิ่งสำคัญต้องคำนึงถึงการผลิตที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็จะช่วยให้การผลิตมีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก

“การเกษตรของประเทศมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องพิจารณาใช้ให้เหมาะสม และสิ่งที่ไม่ควรลืม คือ ศาสตร์ของพระราชาโดยเฉพาะการดำรงชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยากจะขอให้ทุกคนได้น้อมนำไปประพฤติปฏิบัติในวิถีชีวิต เพื่อช่วยให้ตนเองและครอบครัวดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตลอดไป”รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว มีแนวทางในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ศูนย์ข้าวชุมชน ให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้ใช้เองอย่างเพียงพอและต่อเนื่องในชุมชน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนา กำหนดแนวทางการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ และมีการบริหารจัดการที่ดี

โดยในปี 2563 ได้มีการจัดทำโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2563 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชน จำนวน 400 แห่ง ให้สามารถผลิตได้ไม่น้อยกว่า 100 ตันต่อศูนย์

“เน้นส่งเสริมการสร้างเครือข่ายให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่สำคัญ คือเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากกรมการข้าว สำหรับเป็นหัวเชื้อ พัฒนาระบบการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทั้งนี้ กรมฯ ยังได้มีการส่งเสริมให้ศูนย์ข้าวชุมชน ทำการขายแบบออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดอีกด้วย”อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

กรมชลฯใช้โมเดล 3 ทัพ สู้น้ำเค็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412660?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลฯใช้โมเดล  3 ทัพ สู้น้ำเค็ม

24 มกราคม 2563 – 21:19 น.
กรมชล
เปิดอ่าน 39 ครั้ง

กรมชลฯเฮ ใช้โมเดล  3 ทัพ สู้น้ำเค็มอีกรอบสำเร็จ หลังน้ำทะเลหนุนสูง  24-26 ม.ค.  ค่าความเค็มไม่เกินเกณฑ์เฝ้าระวัง

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน   เปิดเผยว่า  กรมชลประทานประสบความสำเร็จโดยใช้โมเดล  3 ทัพของ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ที่ประสบความสำเร็จในการสู้กับภาวะน้ำทะเลหนุนสูงเมื่อต้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา  มาผลักดันน้ำเค็มในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงอีกรอบระหว่างวันที่  24-26  ม.ค.  2563   ส่งผลให้ค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำประปาสำแลปทุมธานี ของการประปานครหลวงค่าความเค็มวันที่  24 ม.ค.  อยู่ที่  0.26 กรัมต่อลิตร(เกณฑ์เฝ้าระวัง  0.25 กรัมต่อลิตร)  จากมาตรฐานในการผลิตน้ำประปาที่ 0.5 กรัมต่อลิตร   ซึ่งกรมจะใช้โมเดลนี้สำหรับผลักดันน้ำทะเลอีกครั้งในระหว่างวันที่  10-12 ก.พ.  63 ที่กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือคาดว่าอาจจะหนุนสูงเท่ากับในช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่หนุนสูงระดับบวก 1.4 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง(ม.รทก.)

“ทั้งนี้กรมได้เพิ่มการระบายน้ำจากเหนือเขื่อนเจ้าพระยา -ชัยนาท  จากอัตรา 75   ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที  เป็น  90  ลบ.ม.ต่อวินาที  และในส่วนของฝั่งตะวันตก ผันจากลุ่มแม่กลองผ่านคลองพระยาบรรลือผ่านประตูระบายน้ำสิงหนาท  2 และคลองพระพิมล จำนวน 45 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองปลายบางที่โรงผลิตน้ำมหาสวัสดิ์อีก  6-10 ลบ.ม.ต่อวินาที  รวมถึงการเปิด- ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ตามจังหวะน้ำทะเลขึ้นลงช่วยดึงน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด  ทำให้ค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำไม่เกินมาตรฐาน  ซึ่งเมื่อระดับน้ำเค็มลดระดับสู่ภาวะปกติก็จะลดการระบายน้ำเข้าสู่แผนบริหารน้ำที่กรมได้วางไว้“  ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

สำหรับการบริหารน้ำตามแผนที่กรมชลประทานจัดสรรไว้ในฤดูแล้งปี 2562/63( 1พ.ย.62 – 30 เม.ย.63) ทั่วประเทศจำนวน 17,699 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ณ  วันที่ 24 ม.ค. 63  ได้ใช้ไปแล้ว 7,495  ล้านลบ.ม. หรือ 42%  ของแผนประเทศ และสำหรับลุ่มเจ้าพระยากรมชลประทานจัดสรรตามแผน  4,000  ล้านลบ.ม.  ใช้ไปแล้ว  2,206  ล้านลบ.ม.หรือ  55% ของปริมาณน้ำในแผน

นอกจากนั้นศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติแล้งปี  2562-2563 ได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศใกล้ชิด และประสานกับการประปานครหลวง  การประปาภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อวางแผนการบริหารน้ำสำหรับการผลิตประปาและการกระจายน้ำเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยกรมได้มีการวางเครื่องมือ เครื่องจักรกลสำหรับช่วยเหลือทั้งเครื่องสูบน้ำและรถบรรทุกน้ำทั่วประเทศ  4,316 หน่วย  ไว้ที่ส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่  1-7 ทั่วประเทศ เพื่อสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นติวเข้มสารปนเปื้อนสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412391?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นติวเข้มสารปนเปื้อนสินค้าเกษตร

24 มกราคม 2563 – 00:00 น.
มกอช,สานปนเปื้อน,เกษตร,อาหาร,ญี่ปุ่น,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 234 ครั้ง

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นบินตรงไทย ให้ความรู้ สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร ให้กับเจ้าหน้าที่ของไทย พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ตามแนวทางสากล

24 มกราคม 2563 มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น บินตรงไทย ให้ความรู้ สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร ให้กับเจ้าหน้าที่ของไทย พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ตามแนวทางสากลสร้างความตระหนักเรื่องมาตรฐานอาหารส่งออก

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า การสัมมนาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เรื่อง กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร มกอช. เชิญ Dr. Yukiko Yamada  Senior Advisor of the Ministry of Agriculture, Forestry, and Fisheries of Japan (MAFF) พร้อมคณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดค่าปริมาณสารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร จากญี่ปุ่น มาบรรยายให้ความรู้ ตอบข้อซักถาม และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน

เพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่ของไทยให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการความเสี่ยง ตามหลักการและแนวทางสากลอย่างเป็นระบบและสมบูรณ์ โดยมี กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้แทนภาคการศึกษา และเจ้าหน้าที่ มกอช. ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้สารปนเปื้อนในอาหาร เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารที่มีความสำคัญ ที่อาจส่งผลต่อคุณภาพอาหาร และสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร FAO/WHO (Codex Alimentarius Commission; CAC) หน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล ได้กำหนดแนวทางการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนในอาหาร

โดยให้ดำเนินการบนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการกำหนดนโยบาย หรือการเลือกแนวทางในการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงด้วย ซึ่งประเทศไทยนั้น สารปนเปื้อนในอาหาร อยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารต่าง ๆ หลายหน่วยงาน และแต่ละหน่วยงานดำเนินการตามขอบเขตภารกิจที่ถูกกำหนดไว้ จึงทำให้แต่ละหน่วยงานยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานแบบบูรณาการร่วม รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติและนโยบายยังไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันด้วย

มกอช.จึงได้จัดการอบรมเรื่อง “กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร” เพื่อเสริมสร้างให้บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย มีความรู้ และความเข้าใจ ในหลักการและแนวทางสากลของกระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร รวมถึงจะเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ให้มีความใกล้ชิด และหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกลไกการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนให้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันตามนโยบายความปลอดภัยอาหารของประเทศและระดับสากลในอนาคต

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือทางวิชาการที่ มกอช. ได้เสนอในการประชุมคณะอนุกรรมการพิเศษร่วมด้านความปลอดภัยอาหาร ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ครั้งที่ 9 และฝ่ายญี่ปุ่นเห็นชอบในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากรให้แก่เจ้าหน้าที่ของไทย

อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศที่มีกลไกในการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนที่มีประสิทธิภาพ โดยมีหน่วยงานกลางด้านความปลอดภัยอาหาร คือ สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยอาหารแห่งญี่ปุ่น เป็นผู้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงตามหลักวิทยาศาสตร์ และส่งต่อผลการประเมินให้หน่วยงานจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ซึ่งกลไกนี้ทำให้หน้าที่ของแต่ละหน่วยงานมีความชัดเจน และการจัดการความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงานมีความสอดคล้องและเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์

ญี่ปุ่นยังมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดความรู้ด้านกระบวนการจัดการความเสี่ยงให้แก่ต่างประเทศเป็นอย่างดี ตามที่ญี่ปุ่นได้จัดการฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่จากประเทศในภูมิภาค ASEAN เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารของแต่ละประเทศมาโดยตลอด

อลงกรณ์ กำชับด่านระนองคุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412430?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อลงกรณ์ กำชับด่านระนองคุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลัก

24 มกราคม 2563 – 00:00 น.
อลงกรณ์,ประมง
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

อลงกรณ์ ลุยตรวจด่านระนองกำชับคุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทยแก้ปัญหาราคาสัตว์น้ำในประเทศไทย

24 มกราคม 2563 “อลงกรณ์”ลุยตรวจด่านระนองกำชับคุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทยแก้ปัญหาราคาสัตว์น้ำในประเทศไทย 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง การเดินทางลงพื้นที่จังหวัดระนองตรวจด่านประมงและตลาดซื้อขายสัตว์น้ำ พร้อมกับประชุมหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่สำนักงานวิจัยประมงทะเลว่าการประชุมในครั้งนี้ได้เน้นย้ำในเรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฏหมาย และการแก้ไขปัญหาราคาสัตว์น้ำในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศโดยนายอลงกรณ์ได้กำชับให้ด่านประมงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราการนำเข้าสัตว์น้ำชายแดนเป็นหลัก

นอกจากนั้นยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่ได้มอบนโยบายปี 2563 ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC) ในทุกจังหวัดรวมทั้งระนอง และโครงการรณรงค์กำจัดขยะในทะเล(Sea Zero Waste) ด้วย

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468298

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกล้วยไม้เขตร้อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ซึ่งมี 17 ชนิด ล้วนอยู่ในสกุลpaphiopedilumspp. มีชื่อสามัญว่า Lady slipper orchidชื่อไทยว่า “รองเท้านารี” ที่เรียกชื่อดังนี้ เนื่องจากดอกมีลักษณะขอบปากงองุ้มเข้าหากันคล้ายหัวรองเท้าของชาวดัตช์ การที่ดอกมีรูปทรงแปลกตาและสามารถใช้เป็นไม้ประดับได้จึงได้รับความนิยมปลูกเลี้ยงอย่างแพร่หลาย กล้วยไม้รองเท้านารีจึงจัดเป็นพืชที่มีศักยภาพชนิดหนึ่งทางการตลาด

การที่กล้วยไม้รองเท้านารีได้รับความนิยมในการปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีการลักลอบเก็บออกจากป่าเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันป่าไม้ก็ถูกทำลายลงทำให้ปริมาณของกล้วยไม้รองเท้านารีจากแหล่งธรรมชาติลดลงจนใกล้สูญพันธุ์ อีกทั้งกล้วยไม้รองเท้านารีจัดเป็นพืชอนุรักษ์บัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่กำลังสูญพันธุ์ หรือที่เรียกว่า อนุสัญญาไซเตส (CITES Appendix I) ซึ่งควบคุมไม่ให้มีการส่งออกกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ที่เก็บจากป่า ยกเว้นพืชอนุรักษ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์เทียมเท่านั้น หากมีการปลูกเลี้ยงหรือจำหน่ายต้องจดทะเบียนพืชอนุรักษ์และจดทะเบียนสถานที่ปลูกเลี้ยงและขยายพันธุ์พืชอนุรักษ์กับกรมวิชาการเกษตร

ในปี พ.ศ. 2549-2552 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือสวก. สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อศึกษาการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ในภาคใต้ ให้กับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)ซึ่งปัจจุบันได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรังกองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรผลจากการศึกษาวิจัยสามารถค้นพบสูตรอาหารสังเคราะห์และวิธีการเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีในสภาพปลอดเชื้อให้ได้ปริมาณมากในระยะเวลา 9 เดือน และทำการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีในภาคใต้ 8 ชนิด ด้วยการเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อและปัจจุบันห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์กับสำนักคุ้มครองพันธ์พืช กรมวิชาการเกษตร เลขทะเบียนที่ P-TH-000294

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง จึงทำการเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีทั้ง 8 ชนิด เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารีและเกษตรกรที่สนใจ ได้มีต้นกล้ากล้วยไม้ที่ขยายพันธุ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถนำต้นกล้ากล้วยไม้เหล่านั้นไปจำหน่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน หรือเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและนำไปสู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

กล้วยไม้รองเท้านารี 8 ชนิดที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์ได้แก่ 1. กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่
(Paphiopedilumexul) 2.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวสตูล (Paphiopedilumniveum)3. กล้วยไม้รองเท้านารีช่องอ่างทอง (Paphiopedilum angthong) 4.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพร (Paphiopedilum godefroyae)5.กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองตรัง (Paphiopedilum godefroyae var. leucochilum) 6.กล้วยไม้รองเท้านารีคางกบใต้ (Paphiopedilum callosum)7.กล้วยไม้รองเท้านารีม่วงสงขลา (Paphiopedilum barbatum )และ 8.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวพังงา (Paphiopedilum thaianum)

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468295

news_default

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1ว่า กยท.จ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรชาวสวนยางรอบแรกและรอบที่ 2 จากทั้งหมดที่จะแบ่งจ่ายเป็น 3 รอบ ได้ตรวจรับรองสิทธิ์พร้อมให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายให้เกษตรกรประมาณ 98% ที่เหลืออยู่ประมาณ 2% อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล เพื่อเร่งรับรองให้เร็วที่สุด

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือและสร้างความเข้มเข็งให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้แน่นอน ด้วยการประกันราคายางแทนการแทรกแซงราคา เพื่อลดการบิดเบือนกลไกตลาดและลดความผันผวนด้านราคาจากพ่อค้าคนกลาง ทั้งนี้ กำหนดราคาประกันรายได้จากการขายยางพารา 3 ชนิดได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยหลักเกณฑ์รับประกันคือ ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลปลูกยางกับ กยท. มีต้นยางอายุ 7 ปีขึ้นไปเปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ พร้อมกำหนดปริมาณผลผลิตยางประกันรายได้ที่ 20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน

รักษาการผู้ว่าฯกยท.กล่าวด้วยว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาจะสิ้นสุดโครงการเดือนมีนาคม 2563 ค่าประกันรายได้จะเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางแบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวนยาง 60%และคนกรีดยาง 40% โดยผลการดำเนินงานรอบที่ 1 (เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562) จ่ายแล้วประมาณ 6,352 ล้านบาท รอบที่ 2 (เดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563) จ่ายแล้วประมาณ 6,000 ล้านบาท รวม 2 รอบจ่ายไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท

“ขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียน และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี 1,711,252 ราย ซึ่งได้ปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียน และคัดกรองแปลงที่ปลูกแทน โค่น ขายไปแล้ว และสำหรับผู้กรีดยางได้ไปประกอบอาชีพอื่นแทน 1,563,460 ราย แบ่งเป็นบัตรเขียวคือ เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียน และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 (บัตรเขียว) 1,291,113 ราย โดยเป็นเจ้าของสวนยาง 1,107,586 ราย คนกรีด 183,527 ราย และบัตรชมพู คือเกษตรกรแจ้งพื้นที่ปลูกยาง ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 จำนวน 272,347 ราย ส่วนการกำหนดราคากลางอ้างอิงจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงซึ่งจะเป็นราคาที่เฉลี่ยที่ซื้อขายกันจริงๆในตลาดกลางยางพาราของ กยท. ทั้ง 6 แห่ง มาเฉลี่ยย้อนหลัง 2 เดือน ดังนั้น เกษตรการสบายใจได้ว่าจะเป็นราคาที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้”นายขจรจักษณ์ กล่าว