กรมชลฯเปิดแผนฝ่าวิกฤติแล้ง20จว.EEC ใช้อ่างพ่วงเต็มศักยภาพมั่นใจน้ำพอใช้ถึงกย. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468294

news_default

กรมชลฯเปิดแผนฝ่าวิกฤติแล้ง20จว.EEC ใช้อ่างพ่วงเต็มศักยภาพมั่นใจน้ำพอใช้ถึงกย.

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานบูรณาการวางมาตรการรับมือวิกฤติแล้ง 2 จังหวัด EEC ใช้ระบบอ่างพ่วงเต็มศักยภาพ ผันน้ำ-สูบน้ำแก้ปัญหา มั่นใจจะมีน้ำพอกินพอใช้จนกว่าฝนจะมาในเดือนกันยายน 2563แน่นอน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สภาอุตสาหกรรม บริษัท East Water วางมาตรการรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะในจ.ชลบุรี และระยอง เนื่องจากปริมาณฝนสะสมปี 2562 ในภาคตะวันออกต่ำกว่าค่าปกติ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำจ.ระยองและชลบุรีเหลือน้อย และจากคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งปี 2563 พบว่าพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดดังกล่าว มีโอกาสประสบภัย

ทั้งนี้ หากปริมาณฝนเป็นไปในลักษณะเดียวกับปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่ประสบภัยแล้งขั้นวิกฤติ ในภาคตะวันออกจะเริ่มมีฝนตกช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ดังนั้น
ทั้งสองจังหวัดจะมีโอกาสขาดแคลนน้ำช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน 2563 กินระยะเวลา 75 วัน ดังนั้น กรมได้เริ่มมาตรการรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำ ด้วยการติดตามสภาพภูมิอากาศ ปริมาณฝน และปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อประเมินปริมาณน้ำต้นทุนทุกสัปดาห์ ซึ่งจะใช้ระบบอ่างพวงเป็นเครื่องมือรับภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นเต็มศักยภาพ

“อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างฯหนองปลาไหล จ.ระยอง มีปริมาณน้ำรวมกัน 50 ล้านลบ.ม. กรมชลประทานได้เพิ่มน้ำต้นทุนให้ทั้ง 2 อ่างฯ ด้วยการผันน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ 60 ล้านลบ.ม. พร้อมกับติดตั้งระบบสูบน้ำชั่วคราวจากคลองสะพานท้ายอ่างฯประแสร์สูบกลับเข้าเติมอ่างฯประแสร์ เพื่อนำน้ำไปให้ อ่างฯคลองใหญ่ และอ่างฯหนองปลาไหล 18 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้ขณะนี้มีน้ำต้นทุนรวม 128 ล้านลบ.ม. รวมทั้งเตรียมพร้อมการผันน้ำจากคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มาลงอ่างฯประแสร์ พร้อมหารือการผันน้ำจากอ่างฯประแกด จ.จันทบุรี และจากแหล่งน้ำอื่นๆช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 มาที่จุดสูบมาอ่างฯ ประแสร์ สำรองไว้กรณีฉุกเฉิน”รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนจ.ชลบุรี กรมสำรองน้ำในอ่างฯคลองหลวงรัชชโลทรไว้ให้กปภ. ชลบุรี 10 ล้านลบ.ม. พร้อมเตรียมเชื่อมเส้นท่อส่งน้ำจากสถานีสูบน้ำพานทองกับท่อผันน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างฯ บางพระ เพื่อสูบน้ำจากลุ่มน้ำคลองหลวงและจากสถานีสูบน้ำพานทองได้ทันทีหากมีฝนตก เช่นเดียวกับที่พัทยากปภ.พัทยาเร่งผันน้ำจากอ่างฯ หนองปลาไหลไปยังสถานีผลิตน้ำมาบยางพรให้ได้วันละ 110,000 ลบ.ม.จากปัจจุบันผันได้วันละ 89,000 ลบ.ม. พร้อมเตรียมแผนติดตั้งระบบสูบน้ำเคลื่อนที่เพื่อสูบน้ำจากอ่างฯ ห้วยตู้ 1,2 และมาบฟักทอง 1,2 มาผลิตน้ำประปา รวมถึงการขอเพิ่มการใช้น้ำจากบ่อน้ำของเอกชนเข้ามาเสริมในระบบ โดยขณะนี้ได้มีการซื้อขายล่วงหน้าไว้แล้ว มั่นใจจะมีน้ำใช้จนพ้นหน้าแล้งแน่นอน

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468293

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงปัญหาของภาคการเกษตร คนมักจะคิดถึง ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ ผลผลิตไม่มีคุณภาพ หรือภัยธรรมชาติต่างๆ ที่ทำความเสียหายให้ภาคเกษตร ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด มีน้อยคนที่จะคิดถึงปัญหา เกษตรกร

เกษตรกร คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดของการผลิตในภาคเกษตร นอกเหนือจากความรู้ความสามารถ รายได้ และชีวิต ความเป็นอยู่แล้วปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาจำนวนที่ลดลงของเกษตรกร ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนเกษตรกรที่ยังเหลืออยู่ส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรที่สูงอายุ เช่นเดียวกับโครงสร้างประชากรของประเทศที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย

ลูกหลานของเกษตรกรจริงๆ มักไม่อยากเป็นเกษตรกรเหมือนพ่อแม่ เพราะเห็นถึงความยากลำบาก ตากแดดหน้าดำอยู่ในไร่นาอยากทำอาชีพอื่นที่มีรายได้ที่แน่นอน และมีสถานที่ทำงานที่สะดวกสบาย ขณะเดียวกัน พ่อแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรเองบางครอบครัวก็ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตนเอง พยายามส่งเสริมให้ลูกเรียนสูงๆ แล้วไปประกอบอาชีพอื่น แนวคิดเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้จำนวนเกษตรกรลดลง

แม้กระทั่งการเรียนการสอนด้านการเกษตร เมื่อสัก 30 ปีก่อน ต้องสอบแข่งขันกันเข้าเรียนในคณะเกษตร หรือ วิทยาลัยเกษตรกรรมหลายแห่ง แต่ปัจจุบันแทบจะต้องงอนง้อ หรือแทบจะต้องจ้างเด็กให้เข้ามาเรียนด้านการเกษตรเสียด้วยซ้ำ

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เริ่มพัฒนาคนรุ่นใหม่ขึ้นมาให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เรียกกันอย่างโก้ว่า Young Smart Farmer เมื่อปี 2551 โดยหวังจะให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการให้เขาทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้รู้จักบริหารจัดการธุรกิจของตนเอง คือผลิตออกมาแล้วต้องหาตลาดให้ผลผลิตของตนเองด้วยรวมทั้งต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

ไม่ต้องถามว่ามีเป้าหมายที่จะพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้กลายมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ที่มีคุณสมบัติตามที่คาดหวังไว้นี้ปีละสักกี่คน เพราะการพัฒนาคนต้องใช้เวลาที่มากพอสมควร ผ่านมากว่า 10 ปี ไม่ทราบว่ามี Young Smart Farmer ที่กรมส่งเสริมเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาพวกเขาให้ได้ตามที่คาดหวังแล้วจำนวนเท่าไร แต่ที่ผ่านมาก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้างว่า มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อายุยังน้อยประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม ทำรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างน่าทึ่ง

มีเกษตรกรรุ่นใหม่อีกจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถ แนวความคิด และฝีมือของตนเอง โดยไม่ได้มีหน่วยงานใดเข้ามาพัฒนาเขาแต่อย่างใด และบุคคลในกลุ่มนี้ก็มักไม่ใช่ลูกหลานของเกษตรกร ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านการเกษตรโดยตรง แต่มีความคิดสร้างสรรค์จากความรู้ที่ตนมีบางส่วนเข้าไปผสมผสานกับกิจกรรมการเกษตรที่ตนเองสนใจ แล้วเป็นอะไรที่ลงตัว กลายเป็นอาชีพที่ สามารถทำเงินได้ เลยกลายเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย แต่เกษตรกรรุ่นใหม่เหล่านี้ก็ยังมีไม่มากพอ

เมื่อวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ 1 ตุลาคม 2562 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ได้กล่าวถึงนโยบายที่น่าสนใจ คือ สนับสนุนให้สหกรณ์ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคงช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่รักอาชีพการเกษตรไม่ทิ้งถิ่นฐาน ดึงลูกหลานสมาชิกสหกรณ์กลับสู่บ้านเกิดโดยจะทำโครงการสร้างคนรุ่นใหม่มาสานต่ออาชีพการเกษตรจากพ่อแม่ เน้นทำการเกษตรสมัยใหม่

และเมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมารัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เปิดโครงการ “นำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรกร” มีเป้าหมายที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตร และต้องการกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่ออาชีพของครอบครัว เพื่อให้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น

โครงการนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์มอบหมายให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพ โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรทั้งการปลูกพืช ประมง และปศุสัตว์ พร้อมวางแผนการผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรกลและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ชี้ช่องให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และช่องทางการตลาด

ผู้เข้าร่วมโครงการต้องอายุ 20 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 50 ปี มีความต้องการและมีความพร้อมที่จะกลับไปประกอบอาชีพเกษตรกรในภูมิลำเนาของตนเอง มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีความสามารถในการเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรของตนเองได้ หรือถ้าไม่มีทั้งสองประการที่ว่ามา กรมส่งเสริมสหกรณ์จะจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ 17 แห่งทั่วประเทศ พื้นที่กว่า 600 ไร่ ให้ทำกิน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครผู้สนใจระหว่างวันที่ 1-31 มกราคม 2563 สามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ www.cpd.go.th หรือ สอบถามที่ 0-2281-3292 หรือที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ถ้าโครงการนี้ทำได้อย่างวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้จริง และการพิจารณาผู้เข้าร่วมโครงการทำอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก เป็นโครงการที่น่าสนใจสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เป็นลูกจ้างบริษัท หรือเป็นพนักงานของส่วนราชการในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกไล่ออกจากงานเมื่อไร

ที่อยากจะบอกรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา อีกอย่างคือ ผลักดันโครงการนี้ดีกว่าแบน 3 สารเยอะเลย…

‘อลงกรณ์’ลุยตรวจด่านระนอง คุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468213

‘อลงกรณ์’ลุยตรวจด่านระนอง คุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.19 น.

23 มกราคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายมนัส กำเนิดมณี ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุวิทย์ คชสิงห์ ผู้ตรวจราชการกรมประมงและคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดระนองตรวจด่านประมงและตลาดซื้อขายสัตว์น้ำ พร้อมกับประชุมหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่สำนักงานวิจัยประมงทะเล

นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่าการประชุมในครั้งนี้ได้เน้นย้ำในเรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฏหมาย และการแก้ไขปัญหาราคาสัตว์น้ำในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศโดยนายอลงกรณ์ได้กำชับให้ด่านประมงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราการนำเข้าสัตว์น้ำชายแดนเป็นหลัก

นอกจากนั้นยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่ได้มอบนโยบายปี2563ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC) ในทุกจังหวัดรวมทั้งระนอง และโครงการรณรงค์กำจัดขยะในทะเล(Sea Zero Waste) ด้วย

จากนั้น นายอลงกรณ์ ได้พบปะกับผู้ประกอบการแพปลา ตัวแทนชาวประมง และนายกสมาคมกุ้งทะเลระนองเพื่อสอบถามปัญหาและแนวทางในการทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาศักยภาพประมงภายในพื้นที่ จ.ระนอง อึกทาง

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นให้ความรู้สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรอาหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468191

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นให้ความรู้สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.30 น.

23 มกราคม 2563 นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เรื่อง กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร ว่าการสัมนาครั้งนี้ มกอช.โดยเชิญ Dr. Yukiko Yamada  Senior Advisor of the Ministry of Agriculture, Forestry, and Fisheries of Japan (MAFF) พร้อมคณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดค่าปริมาณสารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร จากญี่ปุ่น มาบรรยายให้ความรู้ ตอบข้อซักถาม และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน เพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่ของไทยให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการความเสี่ยง ตามหลักการและแนวทางสากลอย่างเป็นระบบและสมบูรณ์

โดยมี กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้แทนภาคการศึกษา และเจ้าหน้าที่ มกอช. ที่เกี่ยวข้อง ร่วมสัมมนาในระหว่างวันที่ 20 – 24 มกราคม 2563  ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ชั้น 3 สถาบันเกษตราธิการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้สารปนเปื้อนในอาหาร เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารที่มีความสำคัญ ที่อาจส่งผลต่อคุณภาพอาหาร และสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร FAO/WHO (Codex Alimentarius Commission; CAC) หน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล ได้กำหนดแนวทางการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนในอาหาร โดยให้ดำเนินการบนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการกำหนดนโยบาย หรือการเลือกแนวทางในการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงด้วย ซึ่งประเทศไทยนั้น สารปนเปื้อนในอาหาร อยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารต่างๆ หลายหน่วยงาน และแต่ละหน่วยงานดำเนินการตามขอบเขตภารกิจที่ถูกกำหนดไว้ จึงทำให้แต่ละหน่วยงานยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานแบบบูรณาการร่วม รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติและนโยบายยังไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันด้วย

มกอช. จึงได้จัดการอบรมเรื่อง “กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร” เพื่อเสริมสร้างให้บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย มีความรู้ และความเข้าใจ ในหลักการและแนวทางสากลของกระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร รวมถึงจะเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ให้มีความใกล้ชิด และหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกลไกการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนให้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันตามนโยบายความปลอดภัยอาหารของประเทศและระดับสากลในอนาคต

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือทางวิชาการที่ มกอช. ได้เสนอในการประชุมคณะอนุกรรมการพิเศษร่วมด้านความปลอดภัยอาหาร ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ครั้งที่ 9 และฝ่ายญี่ปุ่นเห็นชอบในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากรให้แก่เจ้าหน้าที่ของไทย

อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศที่มีกลไกในการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนที่มีประสิทธิภาพ  โดยมีหน่วยงานกลางด้านความปลอดภัยอาหาร คือ สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยอาหารแห่งญี่ปุ่น เป็นผู้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงตามหลักวิทยาศาสตร์ และส่งต่อผลการประเมินให้หน่วยงานจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ซึ่งกลไกนี้ทำให้หน้าที่ของแต่ละหน่วยงานมีความชัดเจน และการจัดการความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงานมีความสอดคล้องและเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดความรู้ด้านกระบวนการจัดการความเสี่ยงให้แก่ต่างประเทศเป็นอย่างดี ตามที่ญี่ปุ่นได้จัดการฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่จากประเทศในภูมิภาค ASEAN เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารของแต่ละประเทศมาโดยตลอด

โรงคัดไม้ผลตอ.ตื่นตัวอบรมเข้าระบบGMP #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467948

news_default

โรงคัดไม้ผลตอ.ตื่นตัวอบรมเข้าระบบGMP

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า กรมเป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านการส่งออกแก่ผู้ประกอบการ ทั้งตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช GAP ตรวจรับรองโรงคัดบรรจุ GMP และออกใบรับรองสุขอนามัยพืช เพื่อประกอบการส่งออกไปประเทศปลายทาง สำหรับภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเพื่อส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไยและมะม่วง ได้มอบให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จ.จันทบุรี  ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตรเร่งผลักดันการออกใบรับรองแปลง GAP และโรงคัดบรรจุ GMP เพื่อสนับสนุนการส่งออกดังกล่าว เตรียมให้ผู้ประกอบการก่อนเข้าฤดูกาลผลิตผลไม้ในเขตภาคตะวันออก ซึ่งจะเริ่มให้ผลผลิตช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป จนถึงเดือนกรกฎาคมโดยผลผลิตหลักจะเป็นทุเรียนและมังคุดส่งออกไปจีน

ดังนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จึงจัดประชุมผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ในภาคตะวันออก เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจขั้นตอนการให้การรับรองโรงคัดบรรจุตามหลัก GMP กฎระเบียบส่งออก ตลอดจนชี้แจงแนวทางดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจีน ซึ่งผลผลิตที่จะส่งออกต้องมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรอง GAP และโรงคัดบรรจุที่ได้รับรอง GMP รวมทั้งรับฟังปัญหาอุปสรรคของผู้ประกอบการ หาแนวทางแก้ไขในการปฏิบัติงานร่วมกัน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า  การจัดประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุในภาคตะวันออก  ซึ่งปัจจุบันมีโรงคัดบรรจุที่เข้าสู่ระบบหลักปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุ (GMP)ในภาคตะวันออกมากกว่า 500 โรง  ซึ่งผลจากการประชุมครั้งนี้คาดว่าจะทำให้การส่งออกผลไม้เป็นไปโดยสะดวก   ตรงตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าทั้งคุณภาพผลผลิต  และพิธีการด้านเอกสารที่ใช้ประกอบการส่งออก อีกทั้ง เป็นการสร้างความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์เชิงบวกให้การส่งออกผลไม้ของไทยด้วย นอกจากนี้เพื่อเป็นการยกย่องชมเชย และเป็นตัวอย่างที่ดีให้โรงคัดบรรจุอื่น ในการประชุมครั้งนี้ยังได้มอบใบประกาศเกียรติคุณให้โรงคัดบรรจุ GMP ผลไม้ทั้งเปลือกดีเด่นในภาคตะวันออกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘จุรินทร์ –เฉลิมชัย’ติดโพลล์ รัฐมนตรีผลงานเข้าตาปชช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467950

รายงานพิเศษ : ‘จุรินทร์ –เฉลิมชัย’ติดโพลล์ รัฐมนตรีผลงานเข้าตาปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อผลงานรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” พบ 4 รมต. ผลงานเข้าตา “บิ๊กป้อม” เป็นที่พึ่งของปชช.ในโครงการแก้หนี้นอกระบบ-ปลดหนี้ “จุรินทร์” ประกันรายได้เกษตรกรจับต้องได้ “เฉลิมชัย” แก้ราคาสินค้าเกษตรและราคายางให้ปชช.ได้ชัดเจน ขณะที่ปชช.ส่วนใหญ่อยากรู้จักและเข้าถึง “พลังงานชุมชน” ไอเดียของ “สนธิรัตน์” รมว.พลังงาน

เมื่อวันที่ 17 มกราคม  วิทยาลัยวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยผลสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการทำงานของคณะรัฐมนตรี และความชื่นชอบต่อโครงการต่างๆ ของรัฐบาล โดยสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นประชาชนที่อาศัยหรือทำงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร รวมทั้งสิ้น 1,200 คน

ทั้งนี้ผลการสำรวจได้แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ 1,144 ชุด โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 678 คน คิดเป็นร้อยละ 59.27 มีอายุอยู่ระหว่าง 21-30 ปี 576 คนคิดเป็นร้อยละ 50.35 มีระดับการศึกษา อยู่ในระดับปริญญาตรี 639 คน คิดเป็นร้อยละ 55.86 มีสถานภาพโสด 745 คน คิดเป็นร้อยละ 65.12 ประกอบอาชีพลูกจ้างทั่วไป จำนวน 355 คน คิดเป็นร้อยละ 31.03 และมีที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร 607 คน คิดเป็นร้อยละ 53.06 และได้ผลการสำรวจข้อคิด ดังนี้

1.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรองนายกรัฐมนตรีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในโครงการแก้ไขปัญหาโครงการหนี้นอกระบบ/ปลดหนี้ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง คิดเป็นร้อยละ 50.46

2.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่จับต้องได้ พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ลักษณวิศิษฎ์ ในโครงการประกันรายได้เกษตรกร เป็นโครงการที่มีผลงานที่จับต้องได้คิดเป็นร้อยละ 58.31

3.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชำชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ชัดเจน พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัยศรีอ่อน ในโครงการดูแลราคาสินค้าเกษตร และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรและราคายาง ที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ชัดเจน คิดเป็นร้อยละ 50.59

4.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่รัฐมนตรีมีผลงานที่ประชาชนอยากรู้จักและอยากเข้าถึงง่าย พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาล ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ในโครงการพลังงานชุมชน ที่ประชาชนอยากรู้จักและอยากเข้าถึงง่าย คิดเป็น
ร้อยละ 60.03

5.การสำรวจข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลในโครงการ/นโยบายที่เป็นผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบและเป็นรูปธรรม พบว่า ข้อคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อผลงานของรัฐบาลของคณะรัฐมนตรี ในโครงการ/นโยบายที่เป็นผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบและเป็นรูปธรรมมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ โครงการประกันรายได้เกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 20.96 โครงการส่งเสริมเปลี่ยนน้ามันปาล์มเป็นน้ำมันไบโอดีเซลบี 10 คิดเป็นร้อยละ20.46 และโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ คืนที่ดินทำกินให้ประชาชน และแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน คิดเป็นร้อยละ 15.57 ตามลำดับ

‘อลงกรณ์’ตรวจอ่างฯตะวันออก น้ำเหลือ50%กรมชลฯเล็งปรับแผน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467952

news_default

‘อลงกรณ์’ตรวจอ่างฯตะวันออก น้ำเหลือ50%กรมชลฯเล็งปรับแผน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำภาคตะวันออกรวม 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยองและจันทบุรี เพื่อฟังบรรยายสรุปและรับฟังปัญหา รวมถึงติดตามผลดำเนินการตามนโยบายของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์

โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า ภาพรวมอ่างเก็บน้ำในภาคตะวันออกขณะนี้มีปริมาณน้ำร้อยละ 50 ของความจุอ่าง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 ซึ่งมีปริมาณน้ำร้อยละ 89 จึงมอบให้กรมชลประทานทบทวนการบริหารจัดการน้ำจากแนวทางเดิม 6+2 กล่าวคือ จากเดิมช่วง 6 เดือนแรก ตั้งแต่พฤศจิกายน-เมษายน ช่วง 2 เดือนหลังพฤษภาคม-มิถุนายน เป็น 6+3 คือพฤษภาคม เป็นถึงกรกฎาคมหรือเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเดือน เพื่อลดความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วงตามคาดการของกรมอุตุนิยมวิทยาซึ่งหากบริหารจัดการน้ำได้สอดคล้องตามแผน จะมีน้ำเพียงพอและผ่านหน้าแล้งนี้ไปได้

นอกจากนี้ ยังให้รณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด เตรียมแผนหมุนเวียนน้ำจากอ่างข้างเคียงหรือที่เรียกว่าอ่างพวง และดึงน้ำจากแม่น้ำลำคลองเข้ามาเก็บที่อ่างฯ เพิ่มปฏิบัติการฝนหลวงในภาคตะวันออกระหว่างวันที่ 13 – 25 มกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชื้นสัมพัทธ์เพียงพอทำฝนเทียม

สำหรับอ่างเก็บน้ำประแสร์นั้น ความจุที่เก็บกักได้ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่ปัจจุบันมีน้ำอยู่เพียง 112.80 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 37.24% เมื่อเทียบกับวันเดียวกันของปีที่แล้ว (16 มกราคม 2562) มีปริมาณน้ำถึง 217.96 ล้าน ลบ.ม. หรือ73.88% ของความจุอ่างฯ เนื่องจากไม่มีน้ำไหลลงอ่างและไม่สามารถสูบน้ำจากคลองสะพานได้จนกว่าจะถึงเดือนมีนาคม อีกทั้ง ปริมาณน้ำฝนยังต่ำสุดในรอบ 15 ปี

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานโดยสำนักงานชลประทานที่ 9 ได้แก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการวางท่อชั่วคราวขนาด 1.25 ม.ระยะทาง 2,800 เมตร เพื่อดึงน้ำจากคลองสะพานมาสู่อ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งดึงน้ำได้ 2 ลบ.ม./วินาทีหรือ 160,000 ลบ.ม./วัน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม จากนั้นจะวางท่อถาวรด้วยดึงน้ำจากคลองวังโตนด ระยะทาง 45 กม.โดยใช้ท่อขนาด 1.80 ม. ซึ่งจะดึงน้ำได้ถึง 400,000 ลบ.ม./วัน

สำหรับท้ายอ่างฯซึ่งมีพื้นที่สวนและเกษตรกรรม 2,000 กว่าไร่ ปัจจุบันยังจัดสรรน้ำเฉลี่ยให้ใช้ได้ในปริมาณเหมาะสมเท่าเทียมกัน แต่เนื่องจากน้ำในอ่างเก็บน้ำ
ประแสร์ต้องส่งให้พื้นที่ชลบุรี พัทยา และระยองเพื่อผลิตน้ำประปาด้วย จึงต้องขอความร่วมมือเกษตรกรให้ใช้น้ำเฉพาะที่จำเป็นและปรับเปลี่ยนการให้น้ำแก่พืชสวนตามสถานการณ์ในปัจจุบัน

กยท.เดินหน้ามาตรการช่วยชาวสวนยาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467947

news_default

กยท.เดินหน้ามาตรการช่วยชาวสวนยาง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)กล่าวว่า  กยท.ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางผู้ประกอบกิจการยางพารา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางสูงขึ้น สามารถดูดซับยางออกจากระบบได้ ทั้งนี้ โครงการประกันรายได้ชาวสวนยางดำเนินการจ่ายเงินต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน 2562–มกราคม 2563 โดยกยท.ตรวจรับรองสิทธิ์ให้เจ้าของสวนและผู้กรีดยาง ประกอบด้วย บัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูประมาณร้อยละ 90 ของจำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.เหลือเกษตรกรที่ยังมีข้อมูลไม่ครบหรือบางคนไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับการจ่ายเงินให้เกษตรกรเจ้าของสวน และคนกรีดในโครงการดังกล่าวถึงปัจจุบันดำเนินการไปแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ กยท.ยังดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อ 3 โครงการต่อเนื่องได้แก่ โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อใช้ขยายการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การผลิตให้ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำ จากเดิมสนับสนุนดอกเบี้ยวงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท รัฐบาลขยายวงเงินสินเชื่อ(เพิ่มเติม) 10,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง(ยางแห้ง วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท โดยขยายเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ถึงธันวาคม 2564 โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางวงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนในการรวบรวมยางจากเกษตรกร ซึ่งขยายเวลาเพิ่มอีก 4 ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563-31 มีนาคม 2567) แต่ต้องไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม 2567

นายขจรจักษณ์กล่าวต่อว่า ภาพรวมสถานการณ์ราคายางตั้งแต่ต้นปีปรับสูงขึ้น เพราะผู้ประกอบการกลับเข้ามารับซื้อหลังหยุดปีใหม่ ความคืบหน้าการทำข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ประกอยกับราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้องเฝ้าระวังปัจจัยกดดันจากสัญญาณตลาดล่วงหน้า (โตเกียว สิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้)ที่อยู่ช่วงหดตัว อีกทั้ง ช่วงตรุษจีนซึ่งเป็นวันหยุดยาวในจีนอาจส่งผลให้ราคายางปรับตัวลงเล็กน้อย

ซอกแซกอาเซียน : 23 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467949

566101ซอกแซกอาเซียน : 23 มกราคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 23 มกราคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เช้าวันรุ่งขึ้น คณะเราหลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมที่พัก ก็เดินทางโดยมีตำรวจเปิดไซเรนนำ ผ่ากลางเมืองที่มีการจราจรพลุกพล่าน จอดหลบกันเป็นแถวเมื่อมอเตอร์ไซค์ตำรวจขี่นำขวางทางฉวัดเฉวียนไปมา แปลกดีครับ ผมเคยมีครั้งที่เดินทางไปฟิลิปปินส์เมื่อตอนยังรับราชการอยู่ ตอนนั้นไปกับรัฐมนตรีท่านหนึ่ง เดินทางไปนอกเมืองมีรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจนำคันเดียวและคนเดียวเท่านั้น แต่เขาสามารถแหวกทางที่รถวิ่งแน่นถนนให้รถยนต์เราแทรกไปโดยสะดวกและรวดเร็ว โดยไม่ต้องปิดถนนเลยครับ นับว่าเป็นมืออาชีพเลยทีเดียว เคล็ดลับที่พอจะเล่าได้ถึงความมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้น คือ เขาสามารถขับรถมอเตอร์ไซค์ได้ด้วยมือเดียว ส่วนอีกมือนั้นเขามีกระบองครับ เคาะลงไปเลยที่รถขวางอยู่จนต้องหลบหลีกกันอย่างรวดเร็วเป็นแถว

รถยนต์คณะเราวิ่งไปสักพัก ก็ถึงศาลาหรือห้องประชุมใหญ่จัดพิธีการรับมอบข้าว ความจริงผมตื่นเต้นตั้งแต่เมื่อวานแล้วละ เพราะในโปรแกรมพิธีการที่เขาเอาให้ดู ปรากฏว่าบุคคลสำคัญที่จะมาร่วมงานนอกจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นหลานของอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน มาร์กอสแล้ว ยังมีวุฒิสมาชิกอีกท่านหนึ่งมาด้วย เธอคือลูกสาวคนสวยของท่านประธานาธิบดีที่บอกไปนั่นแหละครับ ทั้งนี้ เพราะเขตนี้ คือ ถิ่นเกิดดินแดนอิทธิพลของท่านเฟอร์ดินาน มาร์กอส ผู้ยิ่งใหญ่สมัยที่ฟิลิปปินส์ยังอยู่ในยุคเผด็จการ ลูกหลานของท่านยังคงเป็นที่นับหน้าถือตาอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน ภรรยาท่าน คือ นางอีเมลดามาร์กอส ที่ยังมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ ก็เคยเป็นผู้แทนราษฎรในเขตนี้มาก่อนเช่นเดียวกัน สรุป ผมดีใจและตื่นเต้นที่จะได้จับมือกันบุคคลสำคัญเหล่านี้ แม้ว่าจะมีคนฟิลิปปินส์บางส่วนจะมองว่าเป็นเทือกเถาเหล่ากอของหัวหน้าเผด็จการยุคหนึ่งก็ตามที แต่กระนั้น ออกตัวไว้ก่อนว่าผมหาใช่พวกอนุรักษ์นิยมขวาจัดชอบระบอบเผด็จการอะไรทำนองนั้นหรอกนะครับ

สักพักความฝันของผมก็สลายลงไปต่อหน้าต่อตา เมื่อฝ่ายจัดบอกว่า ท่านผู้ว่าชการจังหวัด กับท่านวุฒิสมาชิกติดภารกิจด่วน ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ เรื่องแบบนี้ ความจริงผมคุ้นชินกับการยกเลิกกำหนดการของผู้บริหารระดับผู้ใหญ่ๆ ในเมืองไทยมาเยอะแล้ว แต่เพิ่งมาทราบความจริงว่าที่ประเทศอื่นก็มีคล้ายๆ กัน เลยต้องขออภัยที่ไม่ได้ทำใจมาก่อน

แต่กระนั้น พิธีการส่งมอบข้าวระหว่างแอปเตอร์ กับผู้แทนรัฐบาลฟิลิปปินส์ก็ผ่านสำเร็จลงไปได้ด้วยดี แม้ไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่มาแต่คุณจูดี้ ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของ เอ็นเอ็ฟเอก็ถือว่าใหญ่แล้ว เพราะตำแหน่งของเธอ เคยเล่าไปแล้วว่า เทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการเลยเชียวนะ แถมในพิธีก็มีสื่อมวลชนมาทำข่าวกันมาก (อาจเพราะมีตระกูลอดีตท่านผู้นำจะมา) และเมื่อเสร็จพิธีการยังอุตส่าห์มาสัมภาษณ์ผมด้วย ช่วงนั้นมีเสียงอึกทึกครึกโครมมาก ผมปกติก็ไม่ค่อยเก่งภาษาอยู่แล้ว ยิ่งฟังเสียงคำถามไม่ค่อยได้ยินนัก แต่ก็ตอบมั่วๆ ไป ไม่รู้ว่าตรงกับที่เขาถามหรือไม่ พักหนึ่งเขาก็ไปคุยกับคนอื่นต่อ พอเที่ยงก็รับประทานอาหารที่เขาจัดเป็นโต๊ะที่นั่นแหละ เสร็จเรียบร้อยเวลายังเหลือเฟือ เพราะผมและคณะมีไฟล์ทเดินทางกลับมะนิลาตอน 2 ทุ่มโน่น คุณจูดี้และเจ้าหน้าที่เอ็นเอ็ฟเอ จึงพาพวกเราไปชมเมือง ชมชายทะเล ที่มีโรงแรมหรูที่คนจีนมาเทคโอเวอร์ แต่ที่สำคัญ คือ พาไปดูบ้านเกิดของท่านประธานาธิบดีมาร์กอส ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีประวัติต่างๆ ของท่านอย่างละเอียด อีกทั้งยังได้เดินทางไปดูทำเนียบประธานาธิบดี ที่ท่านมาร์กอส มาสร้างไว้ จัดเป็นทำเนียบแห่งที่สอง จึงเรียกชื่อว่า มาลากันยัง 2 เป็นอาคารสร้างด้วยไม้ หลังขนาดพอดี ไม่ใหญ่ไม่โตมากเกินไป คือ หมายถึงท่านมาร์กอส มักจะกลับมาบ้านเกิดและอาจพักค้างหลายวัน เลยเป็นสถานที่พักและทำงานไปพร้อมกัน มีห้องหับต่างๆ ห้องพักส่วนตัว ห้องทำงาน ห้องประชุมหารือ ห้องจัดเลี้ยง เป็นต้น ก็นับว่าน่าสนใจทีเดียว ท่านผู้อ่านอาจจำได้นะครับว่า ท่านมาร์กอสท่านเสียชีวิตที่ต่างประเทศ เพราะถูกขับไล่ และหลังจากเสียชีวิต ทางครอบครัวก็ได้นำอัฐิธาตุของท่านกลับมาไว้ที่บ้านเกิด ทำเป็นสุสานเล็กๆ ไว้ แต่มาปัจจุบันด้วยแนวคิดของประธานาธิบดีดูเตอร์เต ก็ได้นำอัฐิท่านมาร์กอสย้ายไปฝังไว้ที่สุสานวีรชนของชาติในกรุงมะนิลา แม้ว่าจะมีคนที่ไม่ชอบท่านต่อต้านมากก็ตาม

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

แล้งหนัก…กรมชลฯหวังพายุร้อนช่วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412177?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แล้งหนัก…กรมชลฯหวังพายุร้อนช่วย

23 มกราคม 2563 – 00:00 น.
นาปี,ปลูกข้าว,ลุ่มเจ้าพระยา,ข้าว,กรมชลประทาน,น้ำ,ภัยแล้ง,ข่าววันนี้,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 200 ครั้ง

ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยา -ทุ่งบางระกำ สำรองน้ำไว้กินใช้อีก 3เดือน หวังพายุฤดูร้อนช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.ช่วยภัยแล้ง กรมชลฯยังเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 24-26 ม.ค.นี้

23 มกราคม 2563 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยา -ทุ่งบางระกำ  สำรองน้ำไว้กินใช้อีก 3เดือน หวังพายุฤดูร้อนช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.ช่วยภัยแล้ง กรมชลฯยังเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 24-26 ม.ค.นี้ 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯให้นโยบายระดมความช่วยเหลือเต็มความสามารถทุกหน่วยงานในการเข้าถึงแก้ไขบรรเทาปัญหาประชาชนประสบสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งสถานการณ์น้ำปีนี้มีน้อยกว่าปีที่แล้วกว่า 7 พันล้าน ลบ.ม.

โดยเราสามารถบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งนี้เข้าสู่เดือนที่ 3 มีการใช้น้ำทั่วประเทศไปแล้ว 43% ได้ใช้น้ำไปแล้ว 7 พันล้านลบ.ม.จากน้ำต้นทุนที่จัดสรรไว้ช่วงหน้าแล้งตั้งแต่ 1พ.ย.62-30 เม.ย.63 ในส่วน22จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำแล้ว51% จาก 4 เขื่อนหลัก(ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย ป่าสัก) ซึ่งยืนยันว่าสำหรับน้ำดิบป้อนการประปานครหลวง มีเพียงพอแน่นอนให้กับประชาชน กรุงเทพฯและปริมณฑล กว่า10ล้านคน ที่เป็นความทุ่มเทและตั้งใจของกระทรวงเกษตรฯ

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน กรมชลประทาน กล่าวว่าการจัดสรรน้ำทั่วประเทศ เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งจะสิ้นสุดฤดูแล้ง 30 เม.ย. 63 และได้วางแผนสำรองน้ำไว้ อุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ จนถึงเดือนก.ค.63 เผื่อกรณีเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าปริมาณฝนปีนี้ มาช้าและตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ล่าสุด ปริมาณน้ำใช้การได้ทั่วประเทศ มีประมาณ 2.3หมื่นล้านลบ.ม. หรือ45% ได้ใช้มาจากเดือน พ.ย.62  ซึ่งยังไม่เกินแผน โดยดูภาพรวมทั้งประเทศ จะมีน้ำสำรอง ไว้ใช้จนถึงเดือนก.ค.อีก1.1หมื่นล้านลบ.ม. ขณะนี้ระบายไปแล้ว 7 พันล้านลบ.ม.

ส่วนสถานการณ์พายุ ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน นายสัญญา กล่าวว่าอาจมีพายุฤดูร้อน เข้ามาช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ได้ฝนมาช่วยคลี่คลาย สถานการณ์ภัยแล้ง ส่วนพายุจร ยังค่อนข้างไกล ทั้งนี้ตามปกติ จะมีพายุเข้ามาทุกปี ส่วนฝนตกล่าช้า ต่ำกว่าเกณฑ์ อาจกระทบพื้นที่นาปรังกว่า 1.71ล้านไร่ ที่เกษตรกร ทราบดีถึงสถานการณ์น้ำ ว่าจะต้องช่วยเหลือตัวเอง และปัญหาระหว่างรายทางมีการสูบ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กองทัพภาค ลงพื้นที่ทุกจุด ขอความร่วมมืองดสูบน้ำ และพื้นที่เก็บเกี่ยวไปแล้ว อย่าปลูกต่อเนื่อง ซึ่งวิกฤติภัยแล้งปีนี้ยังเป็นอันดับ2 เทียบจากปริมาณฝนตกต่ำจากเกิดวิกฤติแล้งที่สุดของประเทศไทยปี22 ในรอบ60ปี

“เฝ้าระวังวันที่24-26 ม.ค.น้ำทะเลหนุนสูงอีกรอบ ที่ผ่านมาดึงน้ำแม่กลอง ไปแล้ว มาเสริมผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา 300ล้านลบ.ม. เหลืออีก 500ล้านลบ.ม. ซึ่ง รมว.เกษตรฯได้ให้นโยบายไปแล้วว่าสามารถดึงน้ำแม่กลอง มาเพิ่มได้อีกเพราะมีการ วิเคราะห์แล้วว่าถ้าดึงมาได้ไม่มีผลกระทบกับประชาชน เกษตรกร ลุ่มน้ำแม่กลอง”นายสัญญา กล่าว

นายสัญญา กล่าวว่าจะประชุมกับทุกหน่วยงานภายในเดือนก.พ.นี้ หารือในเรื่องแผนการปลูกข้าวนาปี เนื่องจากปริมาณฝนตกต่ำกว่า ค่าเฉลี่ย ในเดือนพ.ค.- มิ.ย. ประมาณ 5% ส่วนการเพาะปลูกข้าวนาปี ลุ่มเจ้าพระยา อาจเริ่มตามฤดูกาลเดือนระหว่างเดือน พ.ค. -มิ.ย.เช่นกัน ทั้งนี้พื้นที่22จังหวัดเจ้าพระยา ต้องสำรองน้ำไว้ใช้อีก3เดือน ให้ถึงเดือน กรกฎาคม 2563