แม่น้ำชีอาการหนักลดลงต่อเนื่อง 3 เขื่อนน่าห่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แม่น้ำชีอาการหนักลดลงต่อเนื่อง 3 เขื่อนน่าห่วง

22 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำลด,เขื่อน,น้ำแล้ง,ภัยแล้ง,ขาดแคลนน้ำ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

แม่น้ำชีอาการหนักลดลงต่อเนื่อง 3 เขื่อนน่าห่วง ตั้งวอร์รูมแก้ภัยแล้ง 5 จังหวัดอีสาน ระดมเครื่องจักรเตรียมช่วยเหลือ

22 มกราคม 2563 กรมชลฯ ตั้งศูนย์แก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญหาภัยแล้ง 5 จังหวัดในภาคอีสานตอนกลางเนื่องจากปีที่ผ่านมาฝนตกน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย น้ำต้นทุนน้อย ด้านผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 จัดส่งเครื่องจักร-เครื่องมือ เตรียมพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้จัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญหาภัยแล้ง ปี 2562/63” ขึ้นเพื่อหาแนวทางการดำเนินงานแก้ไขวิกฤตภัยแล้งและบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมอบหมายให้สำนักงานชลประทานในพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อยตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญหาภัยแล้งในพื้นที่รับผิดชอบเพื่อเป็นศูนย์ประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง ติดตาม ประเมินวิเคราะห์แนวโน้มของสถานการณ์น้ำ

รวมทั้งแจ้งเตือนภัยให้แก่ประชาชน รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ และแนวทางลดผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งได้อย่างรวดเร็ว โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นจัดตั้งที่สำนักงานชลประทานที่ 6 เป็นแห่งแรกเนื่องจากเป็นพื้นที่ตอนกลางของภาค ปริมาณฝนตกในปี 2562 ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ทำให้น้ำต้นทุนน้อยจึงจำเป็นต้องมีศูนย์ฯ ขึ้นมาดูแลพื้นที่เสี่ยงใน 5 จังหวัดได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์  และร้อยเอ็ด ซึ่งได้ย้ำให้บริหารจัดการน้ำตามแผนอย่างเคร่งครัดเพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

ที่สำคัญที่สุดคือ น้ำอุปโภค-บริโภคต้องไม่ขาดแคลน ซึ่งล่าสุดได้ผันน้ำจากเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์มาสนับสนุนการผลิตน้ำประปาเลี้ยงอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามที่ใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่นอยู่ แต่เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำน้อยมาก ต้องนำน้ำก้นเขื่อนมาใช้ การผันน้ำจากเขื่อนลำปาวซึ่งมีน้ำมากมาเก็บกักไว้หน้าเขื่อนวังยาง จังหวัดมหาสารคามเพื่อใช้ผลิตน้ำประปาจึงช่วยลดการระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ได้

นายศักดิ์สิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า ได้เปิดศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญาภัยแล้ง ปี 2562/63 ขึ้นเพื่อดูแลและแก้ปัญหาภัยแล้งใน 5 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ทั้งนี้แผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้เน้นเพื่ออุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ โดยสามารถสนับสนุนพืชที่ใช้น้ำน้อยบางพื้นที่เท่านั้น

การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้นในพื้นที่จะสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในเขตความรับผิดชอบ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  รวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์  โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เตรียมแผนปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องจักร และเครื่องมือต่างๆ ไปเตรียมความพร้อมไว้ที่โครงการชลประทานทั้ง 5 จังหวัดเพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง ได้ทันท่วงที

สำหรับระดับน้ำท่าของแม่น้ำชีซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางมีแนวโน้มลดลงขณะที่สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ 3 แห่งได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ ความจุเก็บกัก 2,431.30 ล้าน ลบ.ม. นำน้ำก้นอ่างมาใช้แล้ว 117.81 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น -6.37% ของความจุอ่าง ระบายวันละ 500,000 ลบ.ม. เขื่อนจุฬาภรณ์ ความจุเก็บกัก 163.75 ล้าน ลบ.ม. ,uน้ำใช้การ 6.42 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 5.07% ของความจุอ่าง งดการระบาย

เขื่อนลำปาว ความจุเก็บกัก 1,980 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การ 1,187.32 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 59.97% ของความจุอ่าง ระบายวันละ 5.01 ล้านลบ.ม.  ส่วนแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 62/63 (1 พ.ย. 62 – 30 เม.ย. 63)  1,157.001 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรแล้ว 340.603 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 29.44% คงเหลือ 816.398 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 70.56% ทั้งนี้การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง 62/63 มีการเพาะปลูกเกินแผน จากที่วางไว้รวม 438,613 ไร่  ปัจจุบันเพาะปลูกแล้ว 567,446 ไร่ คิดเป็น 129.37%

“สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด 87 เครื่อง ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ยังคงสนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยการอุปโภคบริโภคอยู่ 34 เครื่อง นอกจากนี้โครงการชลประทานทุกแห่งในความรับผิดชอบทั้ง 5 จังหวัด ได้ส่งรถติดเครื่องขายเสียงเคลื่อนที่ออกประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำ พร้อมจัดเวทีประชุม/ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรเพื่อขอความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดโดยตลอด” นายศักดิ์สิริกล่าว

ก.เกษตรฯ ผนึก พาณิชย์ ร่วมแก้ปัญหาเกลือทั้งระบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ก.เกษตรฯ ผนึก พาณิชย์ ร่วมแก้ปัญหาเกลือทั้งระบบ

21 มกราคม 2563 – 00:20 น.
อลงกรณ์,แก้ปัญหาเกลือ,ต่างชาติทุ่มตลาด,กเกษตรฯ,สภาอุตสาหกรรม
เปิดอ่าน 51 ครั้ง

“อลงกรณ์” แจง ก.เกษตรฯ ผนึก พาณิชย์และสหกรณ์นาเกลือ ร่วมแก้ปัญหาเกลือต่างชาติทุ่มตลาด พร้อมดึงหอการค้าสภาอุตสาหกรรม ซื้อเกลือไทยเพิ่มรับมือฤดูการผลิตนี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่มีเกลือนำเข้าจากต่างประเทศในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณสูงถึง 18,498 ตันว่า กระทรวงเกษตรฯ โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับทราบข้อมูลและเล็งเห็นถึงปัญหานี้มาตลอด จึงตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย โดยแต่งตั้งให้ตนเป็นประธานคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2562 และมีการประชุมอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ มาตรการสินเชื่อชาวนาเกลือและหาตลาดเพื่อระบายเกลือค้างสต๊อกและเกลือใหม่ที่กำลังมีผลผลิตออกมาเป็นพิเศษตามตามนโยบายของ รมว.เกษตรฯ

นายอลงกรณ์ กล่าวอีก่วา ปัญหาการนำเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศเกือบ 20,000 ตันที่นำเข้ามาก่อนมีคณะกรรมการฯชุดนี้นั้น จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนของ คกก.นำมาหารืออย่างต่อเนื่องและในการประชุมเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2562 มีผลสรุปมาตรการป้องกันการนำเข้าเป็น 3 แนวทางคือ 1.มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Antidumping) 2.มาตรการปกป้องการนําเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) 3.มาตรการควบคุมการนำเข้าตามฤดูกาล (Seasons) จากนั้นจึงมอบให้ผู้แทนจาก ก.พาณิชย์ ซึ่งร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย นำไปพิจารณาหามาตรการที่เหมาะสมและเป็นที่มาของการประชุมคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) กระทรวงพาณิชย์ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมฯเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา

“เมื่อ ก.พาณิชย์ ซึ่งเป็นกระทรวงที่ดูแลเรื่องกฎหมายและมาตรการทางการค้าพิจารณาว่าควรศึกษาการใช้มาตรการ Safeguard เพราะสามารถดำเนินการได้เร็วที่สุดและเห็นควรให้กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานดำเนินการฯ ตนจึงเร่งบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยในวันพุธที่ 22 ม.ค.นี้ โดยทันที จะเห็นได้ว่าจากไทม์ไลน์คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยโดย ก.เกษตรฯและ ก.พาณิชย์ใช้เวลาไม่ถึง 45 วันก็สามารถสรุปผลได้ชัดเจนและนำมาสู่แนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของสินเชื่อเพื่อชาวนาเกลือปีละ 1,500 ล้านบาท โดยใช้เกลือทะเลเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันนั้น คกก.มีมติเห็นชอบในหลักการและมอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) เป็นหน่วยงานดำเนินการและจะสรุปรายละเอียดโครงการส่งให้ รมว.เกษตรฯ พิจารณาได้ภายในเดือนนี้ รวมถึงเรื่องการจัดตั้งกองเกลือทะเลไทยให้เป็นหน่วยงานภายในมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องผลิตภัณฑ์เกลือโดยตรงนั้น ก็ได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงเกษตรแล้วเช่นกัน

นอกจากนี้ ตนในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ยังนัดพบประธานสภาหอการค้าไทยและสมาชิก เพื่อหารือเรื่องการช่วยซื้อเกลือทะเลไทยในวันพุธที่ 28 ม.ค.นี้อีกด้วย หลังจากนั้นจะไปพบประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นการต่อไป.

เกษตรฯชงครม. 8,900 ล้านกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411712?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

21 มกราคม 2563 – 00:02 น.
เกษตร,ฐานราก,บูรณาการ,เศรษฐกิจ,งบประมาณ,เฉลิมชัย,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 147 ครั้ง

เกษตรฯชงครม. จัดสรรงบ 8,900 ล้าน บูรณาการ 7 กระทรวงดำเนิน 114 โครงการพัฒนาส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ตามยุทธศาสตร์ชาติ

21 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯกล่าวว่า จะนำเสนอกรอบแนวทางการจัดทำแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากจากการประชุมคณะกรรมการการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เสนอที่ประชุมครม. วันนี้เพื่อพิจารณาเห็นชอบ

ทั้งนี้วงเงินงบประมาณรวม 8,900 ล้านบาท ขับเคลื่อนภารกิจ 114 โครงการ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบมี 8 หน่วยงานคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบหลัก กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงการอุดมศึกษา กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานอื่นของรัฐ คือ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โดยงบบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มีวงเงินเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2563 ถึง 5,900 ล้านบาท

สำหรับแผนงานบูรณาการการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากมีเป้าหมายคือ ชุมชนและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ต่อปี ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้ กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อย สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน  ผู้ผลิตผู้ประกอบการชุมชน พื้นที่ดำเนินการครอบคลุม 7,255 ตำบลทั่วประเทศ

โดยแนวทางการทำงาน ให้ความสําคัญแก่การบริหารจัดการที่ดินแก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ด้อยโอกาส ให้มีที่ดินทำกินอย่างถูกกฎหมาย ไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่ม ผ่านกระบวนการของกลไกต่างๆ เช่น ส.ป.ก. โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน นิคมสหกรณ์ นิคมสร้างตนเอง อีกทั้งให้ความสําคัญกับการคัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพการผลิตสินค้า ควบคู่กับการทำการตลาด สินค้าที่ผลิตต้องขายได้

สำหรับแผนบูรณาการปีงบประมาณพ.ศ. 2564 แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ต้นทางจะมุ่งเป้าการพัฒนาศักยภาพประชาชนตามกลุ่มเป้าหมาย สนับสนุนการเข้าถึงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต (ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 2.4 แสนราย) และส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ (ไม่น้อยกว่า 3 แสนราย) กลางทางจะมุ่งเป้าพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์และการให้บริการชุมชน พัฒนาผู้ประกอบการชุมชน/วิสาหกิจชุมชน/เกษตรกรรุ่นใหม่ (ตั้งเป้าไม่ต่ำจะกว่า 4,300 กลุ่ม)

ส่วนปลายทางพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกตลาด สนับสนุนให้เข้าถึงตลาด รวมถึงขยายสู่ตลาดออนไลน์ด้วย (เป้ารายได้จากการจำหน่ายสินค้าชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ10) โครงการตัวอย่างได้แก่ โครงการบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ด้อยโอกาส วงเงิน 1,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 1,100 ล้านบาท โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร วงเงิน 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 873 ล้านบาท โครงการ Smart Farmer วงเงิน 635 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 434 ล้านบาท

โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตร วงเงิน 352 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 266 ล้านบาท โครงการพัฒนาสินค้าชุมชน วงเงิน 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 711 ล้านบาทเช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนซึ่งเกษตรกรฐานะยากจนในพื้นที่ 20 จังหวัด ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม วงเงิน 80 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณพ.ศ. 2564 เป็นครั้งแรก

โครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจชุมชน วงเงิน 503 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 423 ล้านบาท และโครงการส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร วงเงิน 538 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 459 ล้านบาท เช่น การพัฒนาระบบเก็บข้อมูลการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดของสหกรณ์ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain วงเงิน 73 ล้านบาท ซึ่งเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณพ.ศ.2564 เป็นครั้งแรกๆ กลุ่มเป้าหมาย คือ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 30 แห่ง ในสินค้าเกษตร 4 ชนิด คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน

“กรอบแนวทางการทำงานบูรณาการดังกล่าว เป็นอีกกลไกสำคัญหนึ่งที่จะเข้าไปสร้างความเข้มแข็งแก่กลุ่มเกษตรกรและชาวบ้านในชุมชน อีกทั้งแก้ไขปัญหาการบริหารราชการจากแบบต่างคนต่างทำระหว่างกรมและกระทรวง นำไปสู่การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและสามารถปฏิบัติภารกิจให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ได้” นายเฉลิมชัย กล่าว

เขื่อนอุบลรัตน์ร่อแร่ขอดก้นอ่าง ผันน้ำเขื่อนลำปาวผลิตประปา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411711?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เขื่อนอุบลรัตน์ร่อแร่ขอดก้นอ่าง ผันน้ำเขื่อนลำปาวผลิตประปา

21 มกราคม 2563 – 00:00 น.
น้ำก้นอ่าง,เขื่อนอุบลรัตน์,ขอนแก่น,น้ำประปา,มหาสารคาม,ภัยแล้ง,ข่าววันนี้,เขื่อนลำปาว
เปิดอ่าน 380 ครั้ง

เขื่อนอุบลรัตน์ ร่อแร่เสี่ยงถึงขั้นมีน้ำน้อยเข้าวิกฤติ ลดระบายน้ำ เร่งผันน้ำเขื่อนลำปาว ช่วยผลิตประปา

21 มกราคม 2563 นายศักดิ์สิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า จากสถานการณ์อ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติต่าง ๆ มีน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยและมีแนวโน้มรุนแรงใกล้เคียงกับปี 2558/2559  โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ที่ต้องนำน้ำก้นอ่างขึ้นมาใช้

สำนักงานชลประทานที่ 6ได้ดำเนิน “โครงการผันน้ำลำปาว ช่วยอุบลรัตน์สู้ภัยแล้ง” เพื่อลดการระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ แล้วเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุดซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่นและมหาสารคามบางส่วน มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้ง โดยโครงการนี้จะผันน้ำจากเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์มาเก็บไว้ที่หน้าเขื่อนวังยาง สำหรับสนับสนุนการผลิตประปาเมืองมหาสารคาม เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนหน้าเขื่อนวังยางได้กว่า 6 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันสามารถลดปริมาณการใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ได้อีกกว่า 6 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปัจจุบันเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่นมีน้ำ 465 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของความจุอ่างฯ เท่านั้น ขณะนี้ได้นำน้ำก้นอ่างมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศแล้ว 116 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์มีน้ำ 1,290 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การ 1,190 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของความจุอ่างซึ่งเพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมตลอดฤดูแล้ง จึงลดการระบายน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ให้น้อยกว่าแผนเดิม

โดยใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนลำปาวประมาณ 12 ล้านลูกบาศก์เมตรระบายลงลำปาว แล้วไปลงแม่น้ำชีเหนือเขื่อนร้อยเอ็ดและยกระดับน้ำให้อยู่ที่ +131 เมตร ระดับน้ำเก็บกัก (ม. รนก.) จากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 1+130 ม.รนก. โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนวังยาง มีระดับสูงกว่าหรือใกล้เคียงระดับน้ำเหนือเขื่อนร้อยเอ็ดจึงสามารถสูบน้ำย้อนกลับได้

โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนวังยาง มีระดับสูงกว่าหรือใกล้เคียงระดับน้ำเหนือเขื่อนร้อยเอ็ดจึงสามารถสูบน้ำย้อนกลับได้ โดยสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทานติดตั้งเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่เขื่อนวังยาง ขนาด 0.2 ลูกบาศก์เมตร/วินาที 1 เครื่อง ขนาด 0.3 ลูกบาศก์เมตร 3 เครื่อง ขนาด 0.5 ลูกบาศก์เมตร 2 เครื่อง สูบน้ำได้วันละ 180,000 ลูกบาศก์เมตร สูบน้ำประมาณ 35 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มกราคมไปจนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563

“การนำน้ำจากเขื่อนลำปาวซึ่งมีน้ำมากผันไปช่วยพื้นที่ที่ต้องการใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ซึ่งมีน้ำน้อยมากและเข้าขั้นวิกฤติ เป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ตามแผนที่วางไว้ตลอดฤดูแล้งนี้แน่นอน” นายศักดิ์สิริ กล่าว

ผุดอีกแหล่งน้ำรับพื้นที่เกษตรขยายตัว ภัยแล้ง ฝุ่นPM 2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411702?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ผุดอีกแหล่งน้ำรับพื้นที่เกษตรขยายตัว ภัยแล้ง ฝุ่นPM 2.5

21 มกราคม 2563 – 00:00 น.
แหล่งน้ำ,กรมชลประทาน,ฝุ่นพีเอ็ม 25,ภัยแล้ง,อ่างน้ำ,เชียงใหม่,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 225 ครั้ง

กรมชลฯเล็งสร้าง 2 อ่างเก็บน้ำ จ.เชียงใหม่  รองรับพื้นที่เกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้น ภัยแล้ง ทั้งฝุ่นPM 2.5

21 มกราคม 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า สั่งการให้โครงการชลประทานเชียงใหม่จัดหาแหล่งน้ำไว้สนับสนุนการแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าซึ่งเริ่มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  

โดยหน่วยงานในพื้นที่ต้องการใช้น้ำเพื่อเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและเปิดละอองน้ำตามตึกสูงในเขตเมืองเชียงใหม่เพื่อช่วยสลายฝุ่นละออง PM 2.5 ให้ลดลง รวมทั้งประชาชนได้ใช้น้ำประปาฉีดพ่นทำละอองน้ำบริเวณที่อยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันมีแหล่งน้ำประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางรวม 12 แห่ง ส่วนขนาดเล็ก 117 แห่ง มีน้ำรวมกันร้อยละ 43 ของความจุอ่างทั้งหมด

นอกจากนี้ยังสำรองน้ำดิบไว้ที่แก้มลิงในค่ายทหารตลอดแนวคลองชลประทานไว้เพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำประปาเลี้ยงเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งมีอ่างเก็บน้ำแม่จอกหลวงซึ่งอยู่หลังสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีเพื่อสนับสนุนภารกิจใช้เฮลิคอปเตอร์บรรทุกน้ำไปดับไฟป่า เนื่องจากการกรณีที่เกิดไฟไหม้ในป่าลึก เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติการได้ยากลำบาก

ส่วนการผลิตน้ำประปาในเขตเมืองซึ่งมีสถานีสูบน้ำ 8 แห่ง โดยลำเลียงน้ำจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลและคลองชลประทานแม่แตง อำเภอแม่แตงมา 4 ล้าน ลบ.ม. ต่อเดือน ซึ่งสามารถเลี้ยงบางพื้นที่ของจังหวัดลำพูนด้วย ยืนยันว่า น้ำดิบที่สำรองมีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

ขณะที่ภาคการเกษตรนั้น กรมชลประทานเร่งช่วยเหลือชาวสวนลำไยกว่า 300 คนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากอ่างเก็บน้ำโป่งจ้ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีพื้นที่รับน้ำเพียง 8 ตารางกิโลเมตร ด้วยปัจจัยด้านภูมิประเทศที่ทำให้มีฝนตกน้อย ดังนั้นปริมาณน้ำเก็บกักจึงไม่เต็มความจุอ่างฯ

ส่วนฝายแม่ตื่นที่ช่วยผันน้ำจากลำน้ำแม่ตื่นลงสู่อ่างโป่งจ้อ ปัจจุบันเริ่มเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานกว่า 20 ปีทำให้การผันน้ำลงสู่อ่างเก็บน้ำโป่งจ้อไม่เต็มประสิทธิภาพ จนชาวสวนต้องตักน้ำจากแม่น้ำปิงใส่รถบรรทุกเติมใส่อ่างเก็บน้ำเอง กรมชลประทานวางแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง พร้อมเตรียมเครื่องจักรกลอื่น ๆ ไว้ที่บริเวณประตูระบายน้ำดอยน้อย อำเภอดอยหล่อเพื่อสนับสนุนการแก้ภัยแล้งในพื้นที่

อีกทั้งจะเร่งซ่อมแซมระบบท่อผันน้ำที่ชำรุดให้เสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูฝนหน้าเพื่อให้สามารถผันน้ำจากฝายแม่ตื่นลงสู่อ่างเก็บน้ำโป่งจ้อได้ดีขึ้น โดยจะเร่งรัดการสำรวจออกแบบและก่อสร้างให้เร็วขึ้นภายในปี 2564 – 2565 จากแผนเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2566

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว และรองรับการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น กรมชลประทานมีแผนที่จะจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม ด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 2 แห่ง ที่สามารถ. ผันน้ำไปช่วยอ่างเก็บน้ำโป่งจ้อได้ คือ อ่างเก็บน้ำแม่หอย อ.จอมทอง ความจุ 9.5 ล้าน ลบ.ม. และ อ่างเก็บน้ำแม่วาง อ.แม่วาง ความจุ 20.5 ล้าน ลบ.ม.

รวมทั้งจะพิจารณาก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ตอนล่างของโครงการฯ ได้แก่ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านท่าล้อ และสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านป่าลาน

ทั้งนี้ โครงการชลประทานเชียงใหม่ สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ที่ประตูระบายน้ำฝายดอยน้อย อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ หากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง สามารถแจ้งรับการช่วยเหลือได้ตลอดเวลา

นักศึกษาขานรับเลี้ยงโคเนื้อ แพะ หนุนทำธุรกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

นักศึกษาขานรับเลี้ยงโคเนื้อ แพะ หนุนทำธุรกิจ

21 มกราคม 2563 – 00:00 น.
โค,แพะ,ประภัตร,ปศุสัตว์
เปิดอ่าน 209 ครั้ง

ประภัตรเดินสายแจงโครงการเกษตรสร้างชาติ ปลื้มสถาบันการศึกษาขานรับ ขับเคลื่อนโครงการสนับสนุนอาชีพเลี้ยงโคเนื้อ-แพะ ลดพื้นที่ปลูกยางภาคใต้

21 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน  รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ปัจจุบันราคายางในประเทศและในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงเป็นระยะ ตลอดจนราคาปาล์ม และการเกิดโรคในพืชทำให้เกษตรกรเกิดความเดือดร้อน มีรายได้ไม่เพียงพอ  

ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง (เกษตรสร้างชาติ) ภายใต้ความร่วมมือ ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขึ้น ซึ่งในพื้นที่ จ.สงขลา มีความเหมาะสมในการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อและแพะ เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกให้กับเกษตรกร ลดพื้นที่ปลูกยาง

อีกทั้งราคาสินค้าปศุสัตว์ขณะนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มีตลาดรองรับชัดเจน โดยโคเนื้อและแพะส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียมากที่สุด ปีละประมาณ 1 แสนกว่าตัว ดังนั้น เรื่องตลาดจึงไม่น่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่เกษตรกรขาดคือแหล่งเงินทุน ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าว จะสามารถสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรเพิ่มโอกาสทางอาชีพได้

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯโดย กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมทั้งเครือข่ายสถาบัน เครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อและแพะเนื้อ จึงร่วมมือกันขับเคลื่อนโครงการฯ โดยผลิตโคและแพะต้นน้ำเพื่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงขุนจำหน่าย รวมทั้งผลิตแม่โคและฐาน โดยมี ธกส. เป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านการเงิน และมีเจ้าหน้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กรมปศุสัตว์ เป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ด้านวิชาการและติดตามการดำเนินงาน ถือเป็นการช่วยลดความเสี่ยงที่มีสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมโครงการฯ ด้วย จะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์กับนักศึกษาเป็นการสอนวิธีทำธุรกิจ

พร้อมทั้งได้เรียนรู้อาชีพปศุสัตว์ โดยรัฐบาลสนับสนุนแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร และพัฒนาพื้นที่ของสถานีปฏิบัติการสัตวศาสตร์ให้เป็นศูนย์กลางบริการอาหารสัตว์ (Feed Center) ผลิตอาหารสัตว์ได้วันละประมาณ 20 ตัน ตลอดจนเป็นคอกกักศูนย์กลางรับซื้อวัวจากเกษตรกรส่งออกไปยังต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามในส่วนสถานีปฏิบัติการสัตวศาสตร์ นาทวี เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2533 มีพื้นที่ 344 ไร่ มีภารกิจหลักในด้านการผลิตโคนมเพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการเรียนการสอนการฝึกปฏิบัติการของนักศึกษาภาควิชาสัตวศาสตร์และสถาบันอื่น ๆ รวมทั้งเป็นแหล่งสนับสนุนงานวิจัยของคณาจารย์ และให้บริการวิชาการสู่ชุมชน

ตลอดจนมีส่วนในการให้ความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรและผู้สนใจ อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงโคพื้นเมือง ปัจจุบัน มีโครวมทั้งสิ้น 80 ตัว ปัญหาที่พบคือ หญ้าอาหารสัตว์มีไม่เพียงพอในช่วงหน้าแล้ง เกิดปัญหาสุขภาพสัตว์ตามมา อ่อนแอโตช้าอัตราการตายสูงกว่าปกติ

‘หมอระวี’จี้’บิ๊กตู่’ยุติส่งออกโค-กระบือ ก่อนจะเกิดผลกระทบวงกว้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468009

news_default

‘หมอระวี’จี้’บิ๊กตู่’ยุติส่งออกโค-กระบือ ก่อนจะเกิดผลกระทบวงกว้าง

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 17.38 น.

“หมอระวี” จี้ “บิ๊กตู่” ยุติส่งออก โค-กระบือ ก่อนจะเกิดผลกระทบวงกว้าง หลังพ่อค้าชาวจีนกว้านซื้อโค กระบือในพื้นที่ ทำขาดแคลน-ราคาปรับสูงขึ้น

22 ม.ค.63 นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ได้หารือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เรื่อง การส่งออกโค กระบือ ไปยังต่างประเทศ โดยเปิดเผยว่าได้รับเรื่องร้องเรียน ถึงความเดือดร้อนจากประชาชน พ่อค้า ผู้ประกอบอาชีพค้าเนื้อ ชำแหละ และฟาร์มโคขุน เพื่อจำหน่าย บริโภคภายในประเทศในทางภาคเหนือตอนบน ทั้งนี้ที่ผ่านมาประเทศไทยได้นำเข้าโค กระบือ มีชีวิตส่วนมากจากประเทศพม่า ผ่านด่านศุลกากร และด่านกักโรค อย่างถูกต้อง โดยได้นำมาพักฟื้น และเลี้ยงเพื่อชำแหละเนื้อ จำหน่ายให้ผู้บริโภคทั่วประเทศ และบางส่วนใช้แปรรูปเป็นอาหารฮาลาลส่งออกไปต่างประเทศ แต่ปัจจุบันได้ประสบปัญหาจากการเข้ามาของกลุ่มทุน พ่อค้าต่างชาติโดยเฉพาะจีน และเวียดนาน ที่ได้มากว้านซื้อ โค กระบือ โดยไม่จำกัดจำนวน และประเภท ทั้งพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และลูกโค กระบือ ตามตลาดนัดโดยเฉพาะทางภาคเหนือตอนบน ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ จะไม่ทำการขายแม่พันธุ์และลูกพันธุ์

นพ.ระวี กล่าวต่อว่า เมื่อโค กระบือ ที่กลุ่มทุนพ่อค้าต่างชาติ ได้กว้านซื้อไปนั้นได้ถูกส่งออกผ่านด่านชายแดนภาคเหนือ ด่านเชียงแสน เชียงของ ส่งผลให้ โค กระบือ ในประเทศขาดแคลนอย่างหนัก ผู้ประกอบการต้องแย่งซื้อโค กระบือ ในราคาที่สูงกว่าปกติ ตัวละประมาณ 5,000 บาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องซื้อบริโภคในราคาแพงขึ้นกว่าปกติ และยังเป็นการทำลายพันธุ์ โค กระบือ ภายในประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

“ผมขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี สั่งการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ เข้าไปตรวจสอบปัญหา ผลกระทบจากการกว้านซื้อ โค กระบือ ของกลุ่มทุนพ่อค้าต่างชาติ ในพื้นที่ทางภาคเหนือตอนบนเป็นการด่วน และขอให้ระงับการส่งออกโค กระบือ โดยทันที ก่อนที่จะเกิดผลกระทบต่อประชาชนทั่วประเทศ” นพ.ระวี กล่าว

‘มนัญญา’เห็นใจลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรทั่วประเทศถูกเลิกจ้าง! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468007

‘มนัญญา’เห็นใจลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรทั่วประเทศถูกเลิกจ้าง!

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 17.33 น.

‘มนัญญา’เห็นใจลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรทั่วประเทศที่ถูกเลิกจ้าง ลั่นอธิบดีฯต้องเร่งแก้ไข ไม่ให้กระทบต่อภารกิจหลักและจัดปริมาณงานให้สมดุลกับงบประมาณ ชี้กรรมาธิการอาจตัดงบเนื่องจากความผิดปกติของราคาเช่าคอมพิวเตอร์ที่แพงกว่าราคาซื้อ ส่งหนังสือให้รมว.เกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว

22 มกราคม 2563 น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่ต้องกำหนดปริมาณงานให้เหมาะสมกับงบประมาณที่ได้รับการที่ถูกตัดงบประมาณถึง 600 กว่าล้านบาทนั้น เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อภารกิจหลัก รวมทั้งที่ปรากฏในขณะนี้ว่า ต้องเลิกจ้างลูกจ้างตามสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรทั้ง 8 เขต รวมถึงศูนย์วิจัยฯ ระดับจังหวัดจำนวนมาก ซึ่งได้ย้ำให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน

ทั้งนี้ในการประชุมพิจารณางบประมาณปี 2563 ของสภาผู้แทนราษฎรนั้น กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตเรื่อง ราคาเช่าคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตรที่สูงกว่าราคาซื้อมาก จนเป็นสาเหตุให้ตัดงบลงกว่า 40% จากที่ขอไป 1,200 กว่าล้านบาท โดยได้ทำหนังสือถึงนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วด้วยว่า มีการทุจริตหรือไม่

“รู้สึกเห็นใจ ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างหรือลดเงินเดือนลงถึงครึ่งหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่ต้องแก้ไข รวมทั้งบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับให้สอดคล้องกับปริมาณงาน โดยต้องไม่ส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักและการบริการประชาชน” น.ส. มนัญญากล่าว

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยสอบถามไปยังสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตต่างๆ และศูนย์วิจัยฯ หลายจังหวัดได้รับข้อมูลจากข้าราชการว่า งบประมาณที่ถูกตัดลดนั้นส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักและการบริการประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยภารกิจตามแผนประกอบด้วย งานวิจัยด้านวิชาการเกษตร การพัฒนาเมล็ดพันธุ์และต้นพันธุ์พืชที่มีคุณภาพ การให้บริการด้านการรับรองมาตรฐานและการตรวจสอบสถานจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตร รวมถึงโครงการพระราชดำริต่างๆ

ทั้งนี้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 ซึ่งเข้าสู่ปีงบประมาณ 2563 แต่งบประมาณยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาฯนั้น ทางกรมวิชาการเกษตรได้จัดสรรเงินมาให้จำนวนหนึ่ง โดยประมาณการณ์จากงบที่ใช้ในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งเงินที่ได้รับจัดสรรมานั้น บางส่วนได้หมดหรือใกล้หมดแล้วเช่น งานตรวจสอบแปลงเพื่อออกใบรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) งานออกใบรับรองมาตรฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ (GMP) แก่โรงคัดบรรจุเพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการใช้สำหรับส่งออกสินค้าเกษตรไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

ขณะนี้มีหลายรายรออยู่ แต่ดำเนินการได้ช้าเนื่องจากจำนวนบุคลากรส่วนที่เป็นลูกจ้างลดลง และงบประมาณสำหรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่เหลือน้อยมาก ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอาจกระทบต่อการให้บริการประชาชนและไม่เพียงพอใช้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2563 ในวันที่ 30 กันยายน

ก่อนหน้านี้น.ส. เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ได้ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตรลงกว่า 40% ว่าเป็นการตัดลดงบประมาณการดำเนินงานซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนในการจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารงบประมาณโดยปรับแผนในการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ โดยให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทบทวนและจัดลำดับความสำคัญรายละเอียดของงาน

โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรมวิชาการเกษตร โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานด้านบริการที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออก เช่น การตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) โรงงานแปรรูป โรงรม (GMP) การตรวจสอบปัจจัยการผลิต ศัตรูพืช และออกใบรับรองบริการวิชาการด้านพืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ดีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อจำหน่ายและจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมทั้งพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย งานบริการทั้งหมดนี้จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด  ส่วนงานอื่นๆ ให้พิจารณาปรับลดปริมาณงานตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

ทั้งนี้ในการพิจารณางบประมาณ 2563 เมื่อวันที่ 9 ม.ค. คณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 สภาผู้แทนราษฎรได้ปรับลดงบประมาณของกรมวิชาการเกษตรที่เสนอไป 1,277 ล้านบาทเหลือ 635 ล้านบาท ซึ่งนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย กรรมาธิการฯ ชี้เเจงถึงการตัดงบประมาณว่า พบข้อผิดปกติกรณีการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งสำนักงบประมาณเเจ้งว่า ค่าจัดซื้อเพียง 17,000 บาท แต่กรมวิชาการเกษตรใช้วิธีเช่าเครื่องละ 60,000 บาทต่อปี ระยะเวลา 5 ปี รวมเป็น 300,000 บาทต่อเครื่อง กรรมาธิการยังระบุว่า เดิมในเอกสารงบประมาณ กรมวิชาการเกษตรชี้เเจงว่า ค่าเช่าคอมพิวเตอร์เครื่องละประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน จึงเชิญอธิบดีกรมวิชาการเกษตรมาซักถามและให้กลับไปทบทวนใหม่ ต่อมากรมวิชาการเกษตรแก้ไขเอกสารแล้วส่งกลับมาเหลือเพียงเครื่องละ 800 บาทต่อเดือน

โดยให้เหตุผลว่า เอกสารชุดเเรกที่ส่งมาให้คณะกรรมาธิการนั้นผิดพลาด จึงมีข้อสังเกตว่า ตั้งงบหลอกกรรมาธิการหรือไม่ จนเป็นสาเหตุที่ตัดลดงบประมาณของกรมวิชาการถึง 642 ล้านบาท โดยที่น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ซักถามว่า เหตุใด คณะกรรมาธิการฯ จึงตัดงบกรมวิชาการเกษตรไปกว่า 600 ล้านบาท มากกว่าหน่วยงานอื่น ทั้งๆที่กรมวิชาการเกษตร มีความสำคัญในการศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกรจำนวนมาก ดังนั้นการตัดตัดงบเช่นนี้จะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนได้

กยท.จับมือกษ.หาสาเหตุใบร่วงในยางพารา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467742

news_default

กยท.จับมือกษ.หาสาเหตุใบร่วงในยางพารา

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการเปิดเผยว่า จากการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านโรคพืชระดับนานาชาติระหว่างวันที่ 13-15 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มนักวิชาการด้านโรคพืชตลอดจนผู้เกี่ยวข้องจากหลายประเทศ ประกอบด้วย กยท. กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสมาชิก ANRPC และ IRRDB ได้แก่ มาเลเซีย กัมพูชา  เมียนมา และเวียดนาม เข้าร่วมประชุม แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ระดมความคิดเห็น เพื่อหามาตรการป้องกันกำจัดโรคใบร่วงในยางพาราชนิดใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ในสวนยางภาคใต้ตอนล่างของไทย ซึ่งจากการสำรวจพบการแพร่ระบาดแล้วใน 9 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา สตูล ตรัง กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี รวมพื้นที่ 762,939.34 ไร่มีเกษตรกรชาวสวนยางได้รับผลกระทบ 81,542 ราย

“การประชุมร่วมระหว่างผู้เชี่ยวชาญของไทยและต่างประเทศ ถือเป็นโอกาสดีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ปัจจุบัน เรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้มาจากเชื้อราสายพันธุ์ใหม่ ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบในด้านวิธีการ งบประมาณ ยาหรือสารเคมีที่ใช้รักษา ระงับอาการ และดูแลสวนยาง ตลอดจนปัจจัยอื่น ซึ่งแต่ละประเทศจะกลับไปเร่งตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเชื้อชนิดไหน สายพันธุ์อะไร โดยข้อมูลเหล่านี้นับว่ามีความสำคัญในการต่อยอด เพื่อหามาตรการ แนวทาง รักษาโรคใบร่วงในยางพาราสายพันธุ์ใหม่ต่อไป”

ด้านนางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าฯกยท. ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวว่า  กยท. อยู่ระหว่างเร่งบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อตรวจพิสูจน์สายพันธุ์ของเชื้ออย่างละเอียดให้ทราบว่าเชื้อใดทำให้เกิดโรค โดยจะใช้ระยะเวลาตรวจพิสูจน์ประมาณ 3 เดือน เมื่อทราบลักษณะจำเพาะของเชื้อแล้ว จะบอกได้ว่าต้องใช้วิธีใดรักษาต้นยางที่ติดเชื้อ และจะหามาตรการป้องกันการติดเชื้อดังกล่าวได้

“เบื้องต้นฝากเกษตรกรดูแลบำรุงรักษาสวนยางให้แข็งแรง มีความต้านทานโรค โดยแนะนำเกษตรกรชาวสวนยางให้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้ต้นยาง กรณีชาวสวนยางพบต้นยางมีอาการของโรคให้แจ้งเจ้าหน้าที่กยท.เข้าตรวจสอบ หากพบว่าติดเชื้อราชนิดนี้ให้ใช้สารกำจัดเชื้อรา เช่น เบโนมีล โพรปิเนป แมนโคเซป คลอโรธาโลนิล เฮกซาโคนาโซล หรือไทโอฟาเนต-เมธิล
ฉีดพ่นทรงพุ่มให้ทั่วทั้งแปลง โดยเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง จะลดความรุนแรงของโรคได้” รองผู้ว่าฯกยท. กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : เสริมแกร่งชาวสวนโป่งน้ำร้อน ผลิตส้มคุณภาพสินค้าGIสร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467750

รายงานพิเศษ : เสริมแกร่งชาวสวนโป่งน้ำร้อน ผลิตส้มคุณภาพสินค้าGIสร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นแหล่งปลูกส้มสายน้ำผึ้งที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลโป่งน้ำร้อน ซึ่งอยู่ใกล้กับบ่อน้ำพุร้อน อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก ซึ่งน้ำพุร้อนมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ ทำให้ส้มของที่นี่มีความแตกต่างจากที่อื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเรื่องรสชาติที่มีความหวานหอม ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนส้มกำลังเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อกระจายสู่ตลาดให้ทันในช่วงเทศกาลตรุษจีน และคาดว่าปีนี้ผลผลิตส้มสายน้ำผึ้งจะทยอยออกเป็นรุ่น และน่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หมดฤดูกาลประมาณเดือนมีนาคม 2563

กลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ได้ดำเนินธุรกิจหลักรวบรวมส้มสายน้ำผึ้งจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรแห่งนี้จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2519 เป็นระยะเวลา 43 ปีแล้วซึ่งทางกลุ่มทำหน้าที่ส่งเสริมเกษตรกรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงหาตลาด ซึ่งเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจะเน้นผลิตส้มที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การตรวจสอบแปลงผลิต ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การดูแลรักษาระหว่างรอผลผลิตออก จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตและการขนส่งมายังกลุ่มฯ เพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างการขนส่ง เมื่อผลผลิตมีคุณภาพ ทางกลุ่มฯจะรับซื้อราคาที่สูงกว่าพ่อค้าทั่วไป 3-5 ต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นการยกระดับราคาผลผลิตให้กับเกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรสมาชิกผลิตส้มได้มาตรฐาน GAP ผลผลิตเฉลี่ย 3,500 – 4,000 กก./ไร่

แต่ละวันเกษตรกรจะเข้าสวนตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำเพื่อเก็บผลผลิตส้ม และขนส่งเพื่อมาขายให้กับทางกลุ่มเกษตรกรฯเมื่อเกษตรกรนำส้มมาถึงโรงคัดแยกแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการล้างทำความสะอาดผลส้ม ตั้งแต่การล้างน้ำ การขัด และเป่าด้วยลมให้แห้ง จากนั้นได้คัดเกรดตามขนาดของผลส้มตั้งแต่ขนาดเบอร์ 2 ถึง 7เพื่อจัดสรรส้มตามขนาดต่างๆ ส่งจำหน่ายให้คู่ค้าปลายทางตามการสั่งซื้อซึ่งส้มขนาดเบอร์ 5-7 ส่วนส้มขนาดเล็กจะขายให้พ่อค้าทั่วไปที่มารับซื้อ เพื่อนำไปขายให้ร้านค้าเพื่อนำไปคั้นเป็นน้ำส้มสดขาย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาแนะนำส่งเสริมการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน และสนับสนุนเงินทุนปลอดดอกเบี้ย เพื่อให้กลุ่มฯนำไปรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร สนับสนุนโรงเรือนรวบรวมคัดแยกผลผลิต เครื่องทำสะอาดและคัดแยกส้ม ซึ่งการคัดเกรดเพื่อส่งขายให้คู่ค้าทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาดีกว่าการขายแบบคละให้พ่อค้าทั่วไปที่มาเหมาซื้อตามสวน โดยกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน จะเป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกและสร้างอำนาจในการต่อรองราคาผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาดีขึ้น และในอนาคตอันใกล้นี้ทางกลุ่มฯกำลังจะขอยื่นจดส้มสายน้ำผึ้งจากแหล่งผลิตตำบลโป่งน้ำร้อน เป็นสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เพื่อสร้างความแตกต่างของส้มสายน้ำผึ้งของที่นี่ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นและช่วยยกระดับราคาส้มสายน้ำผึ้งให้กับเกษตรกร เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

นายภาคิน พันธุพิน ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน กล่าวว่า ขณะนี้มีตลาดปลายทางที่รับซื้อส้มสายน้ำผึ้ง โดยนำส้มที่คัดเกรดมาบรรจุลงกล่อง ส้มเบอร์ 5 จะบรรจุกล่อง 24 ลูก และเบอร์ 6 จะบรรจุลงกล่อง 18 ลูก กระจายไปยังเครือข่ายสหกรณ์ในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและส่งให้กับทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายในเขตกรุงเทพมหานคร สนใจติดต่อได้ที่ 08-1823-3639 นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการจัดจำหน่ายส้มสายน้ำผึ้งส่งตรงถึงบ้านผ่านทางไปรษณีย์ ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถเข้าไปยังเว็บไซต์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด http://www.thailandpostmart.com โครงการอร่อยทั่วไทย หรือติดต่อCall Center : 1545 เพื่อสั่งซื้อส้มจากทางกลุ่มเกษตรกรโป่งน้ำร้อน ส่งถึงบ้านท่านได้อย่างสะดวกรวดเร็ว หรือจะติดต่อสอบถามกับทางกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อนได้โดยตรงที่หมายเลข 08-9429-4469, 08-1025-8949