กรมชลฯเล็งปรับปรุง2คลองหลัก แก้ปัญหาน้ำแล้ง-ท่วมสุโขทัยยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466439

news_default

กรมชลฯเล็งปรับปรุง2คลองหลัก แก้ปัญหาน้ำแล้ง-ท่วมสุโขทัยยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมเตรียมดำเนินโครงการปรับปรุงก่อสร้างระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำแก้ทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และปัญหาน้ำท่วมช่วงน้ำหลาก ในจ.สุโขทัย โดยจะปรับปรุงคลอง 2 สายพร้อมกันคือ คลองหกบาทซึ่งคลองระบายน้ำเดิมทางด้านฝั่งซ้ายของแม่น้ำยมความยาว 3 กิโลเมตร และคลองยม-น่าน ที่รับน้ำต่อจากคลองหกบาท ความยาว 35 กิโลเมตร รวมถึงก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง พร้อมปรับปรุงอาคารประกอบอีก 3 แห่ง คาดว่าจะเริ่มโครงการได้ภายในปี 2563 และแล้วเสร็จปี 2567

“การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำบรรเทาปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลากเท่านั้น แต่ยังจะใช้คลองที่ปรับปรุงเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำเกือบทุกปี โดยเฉพาะคลองยม-น่าน ที่มีความยาวถึง 35 กิโลเมตร จะเก็บกักน้ำเป็นน้ำต้นทุนให้ราษฎรในพื้นที่โครงการชลประทานและใกล้เคียงมีน้ำใช้ด้านการเกษตรช่วงฤดูแล้งได้ 7,300 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท และทำให้มีน้ำอุปโภคบริโภคตลอดปี” นายเสริมชัยกล่าว

นอกจากนี้ ในการปรับปรุงคลองดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะปรับปรุงรูปแบบคลองจากดินขุดให้เป็นคลองดาดคอนกรีต ซึ่งจะลดพื้นที่ดำเนินโครงการแต่ยังรับน้ำได้ปริมาณตามแผนที่วางไว้ โดยคลองหกบาท จะระบายจากเดิม 250 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที เป็น 500 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองยม-น่าน
จะระบายน้ำจากเดิม 100 ลบ.ม.ต่อวินาทีเป็น 300 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนปริมาณน้ำจากคลองหกบาทที่เหลืออีก 200 ลบ.ม.ต่อวินาที จะระบายลงสู่แม่น้ำยมสายเก่าที่ไหลไปทางอ.พรหมพิราม ก่อนลงแม่น้ำน่าน ซึ่งได้ปรับปรุงไว้แล้ว

นายเสริมชัยกล่าวด้วยว่า ช่วงฤดูน้ำหลาก มวลน้ำจากแม่น้ำยมที่ไหลผ่าน อ.ศรีสัชนาลัย ก่อนเข้าอ.เมืองสุโขทัย จะมีมากถึง 1,400 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำยมช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองสุโขทัยมีขีดความสามารถรองรับน้ำได้เพียง 550 ลบ.ม.ต่อวินาที ที่ผ่านมากรมฯตัดยอดน้ำด้วยการระบายน้ำเข้าคลองสาขาก่อนเข้าเมืองได้ประมาณ 350 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้เหลือมวลน้ำอีก 500 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ยังมีน้ำล้นตลิ่งบ่าเข้าท่วมเมืองสุโขทัย และพื้นที่ใกล้เคียงตั้งแต่ตอนกลางน้ำเรื่อยมาจนตอนล่างของแม่น้ำยม สร้างมูลค่าความเสียหายในแต่ละปีมากกว่า 100 ล้านบาทและมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น

“ดังนั้น การปรับปรุงคลองคลองหกบาท คลองยม-น่าน พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำ และปรับปรุงอาคารประกอบดังกล่าวแล้วเสร็จ จะทำให้การบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสามารถแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน”นายเสริมชัยกล่าว

แนะปราบเพลี้ยจักจั่นมะม่วงช่วงออกดอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466435

news_default

แนะปราบเพลี้ยจักจั่นมะม่วงช่วงออกดอก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้เข้าสู่ช่วงมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกจนถึงระยะพัฒนาผลกรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงให้เฝ้าระวังสังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นมะม่วง มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเข้าทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอกและยอดอ่อน โดยระยะที่มะม่วงกำลังออกดอกจะเกิดความเสียหายมากที่สุด เพลี้ยจักจั่นมะม่วงจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอก ทำให้ดอกแห้ง ดอกร่วง และติดผลน้อยหรือไม่ติดผล ขณะที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูล เป็นน้ำหวานเหนียวๆ ติดตามใบช่อดอก ผล และรอบทรงพุ่ม ทำให้ใบเปียกเกิดราดำปกคลุมมาก ส่งผลต่อการสังเคราะห์แสงของใบ ส่วนใบอ่อน (ใบเพสลาด) จะบิดงอโค้งลง ให้สังเกตด้านใต้ใบมีอาการปลายใบแห้งได้

หลังฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วง ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มต้นมะม่วงให้โปร่งอยู่เสมอ เพื่อช่วยลดที่หลบซ่อนต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของเพลี้ยจักจั่นมะม่วง จากนั้นให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยให้การพ่นสารฆ่าแมลงมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เกษตรกรควรปรับหัวฉีดให้เป็นละอองฝอย และพ่นให้ทั่วถึงทั้งลำต้นในระยะก่อนที่มะม่วงจะออกดอก 1 ครั้ง มิเช่นนั้น ตัวเต็มวัยจะย้ายไปหลบซ่อนที่พ่นสารฆ่าแมลงไม่ทั่วถึง ส่วนระยะที่ช่อดอกบานแล้วไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร และเกษตรกรควรหมั่นตรวจดูตามช่อดอก หากไม่ป้องกันกำจัดแล้ว มะม่วงจะไม่ติดผลเลย

นอกจากนี้ ให้เกษตรกรใช้วิธีป้องกันกำจัดเพลี้ยจักจั่นมะม่วงแบบผสมผสาน โดยให้เกษตรกรใช้น้ำ ฉีดล้างช่อดอกและใบ เพื่อช่วยแก้ปัญหาช่อดอกและใบดำจากโรครา หากแรงอัดฉีดของน้ำแรงพอก็ช่วยให้เพลี้ยในระยะตัวอ่อนกระเด็นออกจากช่อดอกได้ แต่ให้ระวังอย่าฉีดน้ำไปกระแทกดอกมะม่วงแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ดอกหรือผลที่เริ่มติดร่วงได้ และให้เกษตรกรใช้กับดักแสงไฟดักจับตัวเต็มวัยเพลี้ยจักจั่นมะม่วงที่บินมาเล่นไฟ เพื่อลดความความเสียหาย

ซอกแซกอาเซียน : 16 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466438

566101

ซอกแซกอาเซียน : 16 มกราคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สองฉบับที่แล้วผมเล่าเรื่องประเทศบรูไนดารุสซาลาม ไปแบบสั้นๆ และเรียบร้อยๆ ให้สมกับบรรยากาศของประเทศที่มีความสงบร่มเย็น ไม่มีอะไรตึงตังโลดโผน ครานี้จะข้ามไปแบบประเภทตรงกันข้ามบ้างครับ เพราะหลังจากการประชุมที่บรูไน คณะแอปเตอร์ก็ได้รับเชิญไปร่วมงานส่งมอบข้าวที่ประเทศฟิลิปปินส์อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นรายการที่ต้องเดินทางขึ้นไปทางภาคเหนือของประเทศซึ่งเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ผมได้มีโอกาสไปสมัยยี่สิบปีก่อน ผมเคยไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ที่ศูนย์ฝึกอบรมแห่งหนึ่งแถวๆ มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลลูซอน เมืองนูเอวาเอซีฮา และเคยไปทริปที่เมืองท่องเที่ยวดัง คือ บาเกียว ก็เท่านั้น เพราะที่นั่นเดินทางขึ้นเหนือจากมะนิลาไปไม่เท่าไหร่ แต่ครั้งนี้เดินทางโดยเครื่องบินไปประมาณชั่วโมงหนึ่ง ซึ่งถือว่าไกลพอสมควร ไปลงที่จังหวัดอิโลคอส นอร์เต ติดชายฝั่งทะเลทิศตะวันตกของเกาะลูซอนครับ

การเดินทางไปฟิลิปปินส์ที่ผ่านๆ มาคณะเราก็มักจะใช้บริการของการบินไทย แต่คราวนี้ เนื่องจากเวลาต่อเครื่องไม่ค่อยจะลงตัวกันนัก กล่าวคือ ถ้าไปการบินไทย ต้องไปรออีกนานมากที่สนามบิน หากแต่ที่พอดีเวลามากกว่า คือต้องไปสายการบินของประเทศฟิลิปปินส์ คือ เซบู แปซิฟิก ก็เลยไม่มีโอกาสสนับสนุนการบินไทยรักคุณเท่าฟ้า เหมือนอย่างเคย แต่กระนั้น ด้วยเวลาต่อเครื่องที่เผื่อไม่มากนี้ กลับทำให้พวกเราเหน็ดเหนื่อยและตื่นเต้นมากขึ้นอย่างที่ไม่น่าจะเป็นเลย เรื่องของเรื่อง คือ สนามบินกรุงมะนิลา ที่ชื่อนินอย อาคิโน นั้น เขามีอยู่ถึง 4 เทอร์มินัล แต่ทั้ง 4 เทอร์มินัลนั้น ก็ใช้รันเวย์ร่วมกัน หมายถึงว่าทุกเทอร์มินัลจะอยู่ในละแวกเดียวกันระยะทางไม่เกิน 1-4 กิโลเมตร

ผมจำได้ว่าสายการบินเซบู แปซิฟิก จากกรุงเทพฯ ที่ไปวันนั้นต้องไปลงที่เทอร์มินัล 3 ส่วนเครื่องบินภายในประเทศที่พวกเราต้องไปต่ออีกจะออกที่เทอร์มินัล 2 ความจริงดูจากตัวเลข เทอร์มินัลก็น่าจะอยู่ติดกัน และด้วยความที่พวกเราจะประหยัดเงิน แอปเตอร์ แทนที่จะใช้บริการแท็กซี่เดินทางระหว่างเทอร์มินัล อีกทั้งเพราะมีเวลาเหลือเฟือ เรากลับเลือกใช้ชัทเทิลบัส ซึ่งน่าจะเป็นบริการของทางสนามบิน ทีนี่หละเรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่าจดจำไว้เตือนผู้อ่านที่เคารพก็บังเกิดขึ้น เพราะเจ้ารถชัทเทิลบัสนั้นน่ะเขาวิ่งตามตัวเลข จากเทอร์มินัล 3 ที่เราขึ้น เขาจะวิ่งไปเทอร์มินัล 4 จาก 4 เขาจะไป 1 และจาก 1 เขาถึงจะไป 2 ซึ่งก็น่าจะถูกต้องแล้ว แต่ที่โชคร้าย คือ รถชัทเทิลบัสเดินทางได้ช้ามากๆ เพราะต้องฝ่าจราจรรถติดมโหฬาร แถมยังจอดนิ่งอยู่นานที่จุดหนึ่ง แต่คนผู้โดยสารก็นั่งกันรอเต็มอยู่มนรถ ทราบหลังจากผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงว่ารถเสีย ต้องรอคันใหม่มาเปลี่ยน สรุปแล้ว จากเวลาที่เราขึ้นรถที่จุดแรก ไปจนถึงจุดลงรถ ใช้เวลาไปทั้งหมด 3 ชั่วโมง ฉิวเฉียดที่จะตกเครื่องไฟลท์ต่อไปเลยนะ สรุปแล้วพวกเราไม่ต้องเบื่อไปนั่งรอนานในสนามบินเลย เพราะใช้เวลาอยู่บนรถบัสแทน ก็เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังนะครับ เผื่อใครไปโอกาสหน้าจะได้เตรียมการหลีกเลี่ยงปัญหานี้ครับ

เครื่องบินภายในประเทศเราแตะรันเวย์เมืองอีโลคอส นอร์เต ก็ค่ำมืดพอดี คุณจูดี้ ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ของหน่วยงานเอ็นเอฟเอ พร้อมคณะที่หน้าตาคุ้นเคยอย่างดีมาต้อนรับพวกเราที่สนามบิน พร้อมคล้องพวงมาลัยให้กับทุกคน นับเป็นความกรุณาของท่านจริงๆ ที่ให้เกียรติพวกเราอย่างมากและสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง จากนั้นก็พาเราขึ้นรถขบวนใหญ่ แถมยังมีรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจนำเปิดไซเรนตลอดทางให้อีก เข้าไปในเมืองอีโลคอสนอร์เต เพื่อพาเราไปยังที่พัก ถึงโรงแรมที่พัก ซึ่งเป็นแบบบูติก มุงแฝกหรืออะไรไม่ทราบ ดูน่าพักทีเดียว

พวกเรารับประทานอาหารเย็น ที่ห้องอาหารของโรงแรมนั้นเอง ซึ่งเขาได้จัดไว้อย่างดี เป็นอาหารของฟิลิปปินส์ และก็มีเจ้าหน้าที่ทางการของประเทศฟิลิปปินส์ทั้งจาก เอ็นเอฟเอ และจากกระทรวงสวัสดิการและพัฒนาสังคม ซึ่งเป็นฝ่ายแจกจ่ายข้าวมาร่วมนั่งรับประทานด้วย คณะเรารับประทานอาหารกันโดยใช้เวลาพอสมควร ไม่ดึกมากนัก เพราะพรุ่งนี้ต้องมีภารกิจสำคัญ คือพิธีการส่งมอบและแจกจ่ายข้าว ในศาลาว่าการของเมือง และอีกอย่างก็เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางกันมาพอสมควร ก็เลยกลับไปพักผ่อน ซึ่งนับแต่เช้ายันดึกวันและคืนเดียวกันเราอยู่ 2 ประเทศ แถมยังเดินทางต่อเข้าไปในจุดที่ไกลแสนไกลอีก เป็นสภาพของผมและทีมงานแอปเตอร์พบเจอกันอยู่ประจำครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ธ.ก.ส.ยกชุมชนบ้านไร่ต้นแบบโครงการ459 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410534?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธ.ก.ส.ยกชุมชนบ้านไร่ต้นแบบโครงการ459

15 มกราคม 2563 – 07:28 น.
บ้านไร่,โครงการ459
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

ธ.ก.ส.นำร่องชุมชนต้นแบบ459 ยก”บ้านไร่”ศูนย์เรียนรู้วิถีพอเพียงครบวงจร                   

      “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กินอยู่อย่างพอเพียง” ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นำมาประยุกต์ใช้กับชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ภายใต้โครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459  ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 หวังฟื้นชีวิตลูกค้าสมาชิก ธ.ก.ส. ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 บ้านไร่ ต.บ้านไร่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ถือเป็นหนึ่งในชุมชนที่ประสบความสำเร็จ ภายใต้โครงการดังกล่าวส่งผลให้คนในชุมชน นอกจากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้วยังมีสุขภาพร่างกายดีขึ้นด้วย หลังมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ 100% ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเศษเท่านั้น

ประเสริฐ ปิ่นนาค พนักงานพัฒนาลูกค้า 8 ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง ธ.ก.ส.       

        มเนศ จันดา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บ้านไร่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ในฐานะประธานศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 บ้านไร่ ถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการนำพาชาวบ้านหันมาทำเป็นเกษตรอินทรีย์ผ่านโครงการ 459 ของ ธ.ก.ส. โดยเริ่มจากปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ด้วยการลดเลิกใช้สารเคมีการเกษตรทุกชนิดกับพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้บริโภคภายในครัวเรือน ผ่านศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 ชุมชนบ้านไร่ ภายใต้การสนับสนุนของ ธ.ก.ส.

ศูนย์แห่งนี้เริ่มตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2559 หลังชาวบ้านในชุมชนจัดให้มีการตรวจสารพิษตกค้างในร่างกาย ปรากฏว่าช าวบ้านหมู่ 1 กว่าร้อยละ 90 พบว่ามีสารพิษตกค้างในร่างกายอยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐานและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

จากนั้นชุมชนจึงได้รณรงค์ให้ลดเลิกการใช้สารเคมีและให้มีการปลูกผักอินทรีย์ไว้บริโภคเองภายในครัวเรือน พร้อมจัดให้มีตลาดธนาคารผักปลอดภัยเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนพืชผักอินทรีย์หรือผักสวนครัวรั้วกินได้อื่นๆ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากวัดบ้านไร่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนเป็นจุดตลาดซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าและผลผลิตในทุกวันพุธและศุกร์

ต่อมาในปี 2560 ธ.ก.ส.ได้จัดอบรมโครงการทุนอาหารกลางวันแก่โรงเรียนเมืองกลางวิทยาคม ตามโครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 พร้อมลงมือปลูกผักอินทรีย์ เลี้ยงปลาและเลี้ยงไก่ไว้บริโภคในโรงเรียน โดยโครงการอบรมดังกล่าว ธ.ก.ส.ได้เชิญชุมชนบ้านไร่เข้ารับการอบรมด้วย หลังการอบรมทางชุมชนบ้านไร่เห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์และเป็นแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่ชุมชนกำลังสนับสนุนให้ชาวบ้านลดเลิกการใช้สารเคมี และมีโอกาสให้ชาวบ้านได้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนด้วย

มเนศเผยต่อว่าในปี 2561 ชุมชนบ้านไร่ได้เชิญทีมวิทยากรจาก ธ.ก.ส. มาอบรมให้ความรู้และขยายผลแก่ชาวบ้านในชุมชนตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ 459 หลังการอบรมชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการจะต้องลงมือปฏิบัติในแต่ละครัวเรือน โดยยึดหลักร่วมกันเรียนรู้แล้วแยกกันลงมือทำ ซึ่งแนวทางเกษตรอินทรีย์ 459 นั้นจะต้องมีการทำแปลงผักหมักดิน ให้ปุ๋ยอินทรีย์ก่อนปลูกพืชผัก ให้มีการทำปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพไว้บำรุงพืชและไล่แมลง เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ไข่ เป็นโปรตีนไว้บริโภคและอาจมีการเพาะเห็ดต่างๆ ด้วย

“ความหมายของคำว่า 459 ในที่นี้หมายถึงเดินออกจากบ้าน 4 5 9 ก็มีพืชผักอินทรีย์ปลอดภัยไว้บริโภค ลดค่าใช้จ่าย พืชผัก ไข่ ปลา เหลือจากการบริโภค ก็อาจนำไปขายได้เงินมาใช้จ่ายหรือเก็บออมได้อีกด้วย ส่วนอีกความหมายคือปลูกพืชผักสมุนไพรที่มีอายุ 45 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้  ซึ่งเป็นการดำเนินกิจกรรมตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นเอง” ประธานศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 บ้านไร่เผยกับ “คม ชัด ลึก”

ปัจจุบันชุมชนบ้านไร่มีทั้งหมด 208 ครัวเรือน มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 จำนวน 50 ครัวเรือน ส่วนอีก 100 ครัวเรือนได้ปรับเปลี่ยนทำการผลิตแบบเกษตรปลอดภัย หรือ จีเอพี หรือการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย และอีก 58 ครัวเรือนอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยน นอกจากนั้นชุมชนบ้านไร่ยังจัดชุมชนให้เป็นท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พร้อมจัดบ้านสมาชิกที่มีความพร้อม 41 ครัวเรือนให้เป็นโฮมสเตย์ เป็นที่พักไว้สำหรับต้อนรับผู้มาศึกษาดูงานและนักท่องเที่ยวทั่วไปอีกด้วย

ด้าน ประเสริฐ ปิ่นนาค พนักงานพัฒนาลูกค้า 8 ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง ธ.ก.ส. กล่าวถึงความเป็นมาโครงการ 459 โดยเผยว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังประสบกับปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตเสียหาย ระหว่างที่รอการทำเกษตรในฤดูกาลต่อไปต้องใช้เวลานานหลายเดือน เกษตรกรยังมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายในครอบครัว ธ.ก.ส.จึงน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาขับเคลื่อนโครงการอาหารปลอดภัยจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค เริ่มจากการสร้างจิตสำนึกให้เกษตรกรและจัดทำโครงการสร้างความเข้มแข็งระดับครัวเรือน หรือโครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 ซึ่งตัวเลข 459 มีความหมายว่าเดินออกจากบ้าน 4-5 ก้าวก็มีอาหารปลอดภัยให้บริโภค เป็นการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ผลผลิตเหลือจากการบริโภคสามารถนำไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว

“ตอนนี้โครงการ 459 ได้เริ่มนำร่องไปแล้วใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง รวม 27 ชุมชน บางชุมชนที่เข้มแข็งก็ได้นำผลผลิตไปจำหน่ายในห้างโมเดิร์นเทรดกันบ้างแล้ว และทาง ธ.ก.ส.ก็ยังสนับสนุนการดำเนินงานและขยายผลโครงการ 459 อย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม ชุมชนบ้านไร่ ถือเป็นต้นแบบการสร้างความเข้มแข็งระดับครัวเรือน เป็นสถานที่ฝึกอบรม ศึกษาดูงานของเกษตรกรลูกค้าธ.ก.ส.และประชาชนทั่วไป  โดยแบ่งฐานเรียนรู้ออกเป็น 5 ฐานเรียนรู้ ประกอบด้วย ฐานเรียนรู้น้ำหมักชีวภาพ  ฐานเรียนรู้ปุ๋ยหมักชีวภาพ  ฐานเรียนรู้เกษตรอินทรีย์  ฐานเรียนรู้แปรรูปและผลิตของใช้ในครัวเรือน และฐานเรียนรู้การรวบรวมและเชื่อมโยงตลาด

ส.ป.ก.ยุคธรรมนัสไม่ธรรมดาแค่แจกที่…ได้ทั้งทีต้องเบ็ดเสร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410511?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส.ป.ก.ยุคธรรมนัสไม่ธรรมดาแค่แจกที่…ได้ทั้งทีต้องเบ็ดเสร็จ

15 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สปก,ธรรมนัส,กระทรวงเกษตร,ภัยแล้ง,ข่าววันนี้,แหล่งน้ำ
เปิดอ่าน 591 ครั้ง

ธรรมนัส สั่งด่วน เลขาฯ ส.ป.ก. บูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ทำระบบบริหารจัดการน้ำ แก้วิกฤติแล้งจัดสรรงบกองทุนปฏิรูปที่ดินฯ

15  มกราคม 2563  ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้ตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ส.ป.ก. ทุกภาคซึ่งหลายแห่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ

ดังนั้นจึงสั่งการให้เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทำแผนปฏิบัติการแก้ไขในระยะเร่งด่วน โดยมอบนโยบายว่า พื้นที่ที่มอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ ส.ป.ก. 4-01 แก่เกษตรกรแล้ว ต้องจัดหาระบบสาธารณูปโภคให้พร้อมอยู่อาศัยและทำกินได้ ขณะนี้ได้นำเงินจากกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เป็นสินเชื่อแก่เกษตรกร มอบเมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสดสำหรับปลูกในฤดูแล้ง แล้วไถกลบเป็นธาตุอาหารพืชในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ สร้างแหล่งน้ำประจำไร่นา และปล่อยพันธุ์ปลาเพื่อให้จับบริโภคและจำหน่ายได้

“เกษตรกรที่ได้รับการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ต้องมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ ซึ่งจะทำให้ทำเกษตรกรรมในที่ดินของรัฐได้อย่างยั่งยืน” ร.อ. ธรรมนัสกล่าว

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า เร่งขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน 22 จังหวัด ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินมีแหล่งน้ำสำหรับใช้ทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ประกอบกับภัยแล้งที่กำลังทยอยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้ ทำให้ปฏิรูปที่ดินทุกจังหวัดต้องขับเคลื่อนโครงการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำกินน้ำใช้และผ่านพ้นภัยแล้งในปีนี้ให้ได้ ทั้งนี้ ส.ป.ก. จึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 82 ล้านบาทจากกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาขับเคลื่อนโครงการ

สำหรับโครงการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินประกอบด้วย 2 แผนงานคือ แผนงานเพิ่มพื้นที่ชลประทาน โดยก่อสร้างแหล่งน้ำใหม่และปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม 33 แห่งใน 22 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ กระบี่ กาฬสินธุ์ ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ชุมพร นครราชสีมา นครสวรรค์ บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา พะเยา พิษณุโลก สกลนคร สุโขทัย สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี วงเงิน 38 ล้านบาท และแผนงานจัดระดับพื้นที่ตามศักยภาพในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาใน 11 จังหวัดซึ่งจะมีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 4 จังหวัดและสำรวจออกแบบแหล่งน้ำและการกระจายน้ำ 7 จังหวัด วงเงิน 44ล้านบาท

ส่วนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัด มีแผนงานขุดลอกและขยายสระเก็บน้ำ 7 แห่งใน 4 จังหวัดได้แก่ พะเยา กำแพงเพชร พิจิตร และบุรีรัมย์ วงเงินรวม 5.8 ล้านบาท ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร์แล้ว ซึ่งส.ป.ก. จะเร่งดำเนินการโครงการดังกล่าวในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศเพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างสูงสุดและตรงกับวัตถุประสงค์ในการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรได้มีที่ทำกิน และสามารถอยู่ได้ อยู่ดี และอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

ครม.เห็นชอบกำหนดราคาอ้อย 750 บาทต่อตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410487?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ครม.เห็นชอบกำหนดราคาอ้อย 750 บาทต่อตัน

14 มกราคม 2563 – 18:27 น.
ครม,กำหนดราคาอ้อย,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 68 ครั้ง

ครม.เห็นชอบกำหนดราคาอ้อย ฤดูการผลิตปี 2562/2563 อัตรา 750 บาทต่อตัน

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2563 ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2562/2563 ในอัตรา 750 บาท/ตัน อ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10  ซี.ซี.เอส. หรือเท่ากับร้อยละ 97.91 ของประมาณการราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศ (ที่ 66.01 บาท/ตันอ้อย) และกำหนดอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อยเท่ากับ 45 บาท ต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2562/2563 เท่ากับ 321.43 บาท/ตันอ้อย

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเป็นการประมาณการราคาอ้อยขั้นต้นเพื่อให้โรงงานน้ำตาลชำระเงินค่าอ้อยให้กับชาวไร่อ้อยไปก่อน เพื่อให้ชาวไร่อ้อยนำไปใช้หมุนเวียนในการประกอบธุรกิจและสร้างรายได้ ซึ่งยังไม่ใช่ราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายฤดูการผลิตปี 2562/2563 ที่ชาวไร่อ้อยและโรงงานจะได้รับจริง โดยที่ผ่านมา ครม. ได้เคยมีมติกำหนดราคาและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นตั้งแต่ฤดูการผลิตปี 2554/2555

ประกาศ มวกเหล็ก เขตโรคระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410462?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ประกาศ มวกเหล็ก เขตโรคระบาด

14 มกราคม 2563 – 14:38 น.
กรมปศุสัตว์,ระบาด,โรคปากเท้าเปื่อย,โค,กระบือ,แพะ,แกะ,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 1,372 ครั้ง

ปศุสัตว์ เร่งระดมฉีดวัคซีนป้องกันโรคโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนม โคเนื้อทุกพื้นที่ ประกาศมวกเหล็ก เขตโรคระบาด

14 มกราคม 2563 ปศุสัตว์ เร่งระดมฉีดวัคซีนป้องกันโรคโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนม โคเนื้อทุกพื้นที่ ประกาศสระบุรี เป็นเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในสัตว์กีบคู่  ย้ำเป็นโรคที่รักษาได้ วอนเกษตรกรอย่าตื่นตระหนก พากันขายสัตว์ป่วยทิ้ง ยิ่งจะทำให้การระบาดของโรคขยายวงกว้างขึ้น 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าจากการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนมในอำเภอมวกเหล็ก จ.สระบุรี ที่ทำให้มีโคล้มด้วยนั้น พรุ่งนี้(15ม.ค.)จะเปิดศูนย์ปฏิบัติควบคุมโรคในพื้นที่ ระดมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ เวชภัณฑ์ และอาหารเร่งช่วยเหลือเกษตรกร เบื้องต้นส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ แนะนำให้เข้มงวดการเข้าออกฟาร์ม ทั้งคนและยานพาหนะตอ้งผ่านการฆ่าเชื้อทุกครั้ง และนำวัวมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้ฟรี

ทั้งนี้ได้กำชับปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด และลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรในทุกกรณี ที่แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้คำแนะนำกับเกษตรกรแล้ว

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าววว่าสาเหตุการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยในโคนมช่วงนี้ เกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลให้หญ้าขาดแคลน โคจึงกินอาหารไม่เพียงพอ สุขภาพอ่อนแอ และติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะการกินฝุ่นข้าวโพดที่มากจนเกินไปส่งผลต่อการย่อยของวัว

ทั้งนี้อำเภอมวกเหล็กมีพื้นที่กว้างและลี้ยงโคนมหนาแน่น มีเกษตรกร 2,390 ราย โคนม 99,897 ตัว เมื่อโคป่วยยังคงมีการ เคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ เช่น มูลสัตว์ น้ำนม อาหารสัตว์ ตลอดเวลาทำให้การควบคุมไม่ให้โรคได้ลำบาก อีกทั้งเมื่อเกษตรกรพบโคมีอาการผิดปกติไม่แจ้งโรคต่อปศุสัตว์อำเภอ/จังหวัด หรือแจ้งโรคช้า 

สำหรับโรคปากและเท้าเปื่อยเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียาฆ่าเชื้อ แต่เป็นโรคที่รักษาได้ หากเป็นในสัตว์กีบคู่ที่โตแล้ว ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ให้อาหารเพียงพอเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค โคที่เป็นโรคนี้แล้วล้ม มักเป็นโควัยอ่อนหรือมีโรคอื่นแทรกซ้อน จึงย้ำเตือนว่า หากโคมีอาการน้ำลายยืดให้รีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อเข้าดูแลอาการ รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อย วัวทั่วไปปีละ 2 ครั้ง ส่วนโคนมปีละ 3 ครั้ง

โดยทางปศุสัตว์มีการฉีดวัคซีนให้ฟรี งดการนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่จากโคที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือจากพื้นที่ที่มีโรคระบาด หลีกเลี่ยง ให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าฟาร์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอกเลี้ยงโคและโรงรีดนม เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าไม่มีโรคปากและเท้าเปื่อยระบาด ที่สำคัญทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคที่โรงเรือน ถังนมและอุปกรณ์ต่างๆ

อย่างไรก็ตามตั้งแต่เดือนพ.ย.62 จนถึงปัจจุบัน มีการฉีดวัคซีนให้วัวไปแล้ว 91,842 ตัว สำหรับอาการโรคปากเท้าเปื่อย สัตว์จะมีอาการซึม ไข้สูง น้ำลายไหล มีเม็ดตุ่มใส พุพอง เกิดขึ้นภายในปาก ลิ้น เหงือก เพดานปาก ข้างแก้ม ซอกกีบต่อมาเม็ดตุ่มจะแตกเป็นแผล สัตว์แสดงอาการขาเจ็บ เดินกะเผลก น้ำลายไหลมากขึ้น มีแผลในปาก ลิ้น เท้า และหัวนม

สถานการณ์โรคในจ.สระบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศกำหนดเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในสัตว์กีบคู่ได้แก่ โค กระบือ แพะ แกะ สุกร หมูป่า และกวางตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.62 ปศุสัตว์อำเภอมวกเหล็กได้ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว ชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในพื้นที่หมู่ 2 บ้านคลองม่วงใต้ ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จ.สระบุรี ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2563 จนถึง 9 กุมภาพันธ์ 2663 เบื้องต้น มีเกษตรกรแจ้งมาแล้ว 108 ราย มี โคนมร่วมฝูง 5,654 ตัว ที่ป่วย / และรักษาให้หาย โดยเหลือ 897 ตัวที่อยู่ระหว่างการรักษา ซึ่งตั้งแต่วันพรุ่งนี้จะมีรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ไปเป็นผู้บัญชาการศูนย์ควบคุมโรคด้วยตนเอง รายงานผลปฏิบัติมายังส่วนกลางทุกวัน

“วอนเกษตรกร เมื่อพบว่า โคป่วยให้แจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ อย่าขายโคออกเนื่องจากเป็นโรคที่รักษาได้ การเคลื่อนย้ายโคออกจากฟาร์ม ขณะที่ยังป่วยอยู่ จะทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายออกไปยังพื้นที่อื่นเป็นวงกว้างขึ้น” นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าว

3 พืชทนแล้งปลูกแล้วไม่ผิดหวังตลาดต้องการสูงราคาดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410285?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

3 พืชทนแล้งปลูกแล้วไม่ผิดหวังตลาดต้องการสูงราคาดี

14 มกราคม 2563 – 00:00 น.
พืชน้ำน้อย,ถั่วลิสง,ถั่วเขียว,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 412 ครั้ง

เฝ้าระวังพื้นที่นาปรังลุ่มเจ้าพระยา หวั่นภัยแล้งกระทบสศก. แนะ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง  พืชทดแทน ทนแล้ง ดูแลง่าย  ตลาดต้องการสูง

14 มกราคม 2563 นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63  ข้าวรอบที่ 2 (นาปรัง) จํานวน 4.54 ล้านไร่  

โดยข้อมูลเบื้องต้นจากการรายงานผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ณ 8 มกราคม 2563 พบว่า มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้ว 3.12  ล้านไร่ หรือร้อยละ 68.72 ของแผน โดยในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่  (แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 1.59 ล้านไร่ ซึ่งไม่อยู่ในแผนการเพาะปลูก และนอกเขตชลประทาน 0.66 ล้านไร่) คิดเป็น 2.14 เท่าของแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด)

ดังนั้น หากเกิดภัยแล้ง อาจจะเกิดปัญหาการพิพาทกันในเรื่องการแย่งน้ำระหว่างเกษตรกร และปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในบางพื้นที่ รวมทั้งปัญหาในเรื่องที่เกษตรกรบางส่วนต้องซื้อน้ำหรือสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อไม่ให้ข้าวที่ปลูกไปแล้วเสียหาย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปรังมีแนวโน้มสูงขึ้น

จากข้อมูล สศก. ปี 2562 พบว่า ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังประมาณ 7.89 ล้านไร่ ซึ่งในปี 2563 เกษตรกรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ ดังนั้น จะเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ปลูกข้าวนาปรัง ประมาณ 5.64 ล้านไร่

สศก. ได้ศึกษาแนวทางการส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ที่ยังไม่ได้ปลูกข้าวนาปรัง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว (ถั่วลิสง ถั่วเขียว) เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้ง และดูแลรักษาง่าย  โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลิตได้ปีละประมาณ 4.73 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 8.44 ล้านตัน ผลผลิตจึงขาดอีกประมาณ 3.71 ล้านตัน (คิดเป็นพื้นที่ปลูก 4.74 ล้านไร่)

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เหมาะสมและมีศักยภาพในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) มีเพียง 3.41 ล้านไร่ เท่านั้น ดังนั้น ควรส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรังในลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ในพื้นที่ที่เหมาะสม 3.41 ล้านไร่ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีต้นทุนการผลิต 4,370.18 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 7,810 บาท/ตัน เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการส่งเสริมปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม 1,737.24 บาท/ไร่ ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 2.67 ล้านตัน (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 782 กก.) ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาแน่นอน เนื่องจากยังไม่เกินความต้องการใช้

ถั่วลิสง เป็นพืชปรับปรุงบำรุงดิน โดยปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 32,810 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 115,000  ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วลิสงยังไม่เพียงพอประมาณ 80,000 ตัน ดังนั้น หากจะส่งเสริมปลูกถั่วลิสงทดแทนการปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอกับความต้องการอีก 80,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.23 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 352 กก.) โดยถั่วลิสง มีต้นทุนการผลิต 5,943 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 56.09 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) ถึง 13,800.68 บาท/ไร่

ถั่วเขียว นอกจากเป็นพืชช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดินแล้ว ยังใช้น้ำน้อยและดูแลรักษาง่าย ปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 112,485 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 134,000 ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วเขียวยังไม่เพียงพอประมาณ 20,000 ตัน   ดังนั้น หากจะส่งเสริมปลูกถั่วเขียวทดแทนการปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอกับความต้องการอีก 20,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.14 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 140 กก.) โดยถั่วเขียว มีต้นทุนการผลิต 2,397 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 21.71 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 642.40 บาท/ไร่

เกษตรประเดิม ปุ๋ยสั่งตัด กว่าร้อยล้านหลังงบผ่านสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410232?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรประเดิม ปุ๋ยสั่งตัด กว่าร้อยล้านหลังงบผ่านสภา

14 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,มนัญญา,ปุ๋ยสั่งตัด,ลดต้นทุน,เกษตรกร,งบประมาณ,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 355 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งเดินหน้าทุกมาตรการตามนโยบาย ทันทีที่งบประมาณปี 63 ผ่านการพิจารณาของสภาฯ ประเดิมด้วย ครงการปุ๋ยสั่งตัด ลดต้นทุนการผลิต

14 มกราคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เรียกประชุมด่วนทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนตามแผนปฏิบัติการตามนโยบายที่วางไว้ในปี 2563 และนโยบายต่อเนื่องปี 2563 – 2565 ที่ผ่านมาได้เดินหน้าไปแล้ว แต่เมื่องบประมาณผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้วจะทำให้ปฏิบัติได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้เริ่มด้วยโครงการปุ๋ยสั่งตัดตามนโยบายลดต้นทุนการผลิตของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้หารือกับสมาคมการค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร 4 สมาคมเพื่อขอความร่วมมือลดราคาแม่ปุ๋ย โดยสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทยลดราคาปุ๋ยเคมี 200 – 800 บาท/ตัน จำนวน 252,500 ตัน มูลค่าส่วนลด 112,050,000 บาท ในช่วงเดือนมีนาคม – ธันวาคม 2563

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยลดราคาปุ๋ยเคมี 400 บาท/ตัน จำนวน 125,000 ตัน มูลค่าส่วนลด 50,000,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 15 มีนาคม – 15 ธันวาคม 2563 สมาคมธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพไทย ลดราคาปุ๋ยอินทรีย์เม็ด-ผง 400 – 4,100 บาท/ตัน จำนวน 142,000 ตัน และปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 22 บาท/ลิตร จำนวน 40,000 ลิตร (40 ตัน) มูลค่าส่วนลดรวม 241,680,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคม – ธันวาคม 2563 และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรกำลังพิจารณาราคาที่เหมาะสมอยู่

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีมีนโยบายพัฒนาให้ภาคการเกษตรของไทยมีความยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นว่า การลดต้นทุนการผลิตเป็นพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ตามแผนปฏิบัติการจะให้กรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรซื้อแม่ปุ๋ยที่ภาคเอกชนลดราคาให้รวม 9 สูตร​ได้แก่ 46-0-0 0-0-60 18-46-0 15-15-15  16-20-0  21-0-0  21-7-14​ 16-16-8 และปุ๋ยอินทรีย์  (เม็ด/ผง) / ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ
ไปผสมให้สอดคล้องกับค่าวิเคราะห์ดินแต่ละพื้นที่เพื่อเสริมธาตุอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงประมาณร้อยละ 30 อีกทั้งยังทำให้ได้ปริมาณผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น

“การควบคุมมาตรฐานปุ๋ยสั่งตัดนั้น กรมวิชาการเกษตรจะตรวจสอบคุณภาพให้ได้ตามสูตร รวมทั้งจะร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการผสมปุ๋ย โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำหน้าที่หาช่องทางการขายปัจจัยการผลิตดังกล่าวให้ถึงมือเกษตรกรอย่างทั่วถึง” นายเฉลิมชัยกล่าว

น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จะนำรูปแบบเกษตรผสมผสานและทฤษฎีใหม่มาบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม ส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ อีกทั้งจะเปิดโครงการ “นำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร”  สนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตรและต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดให้สานต่ออาชีพเกษตรของครอบครัว

โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่เป็นศูนย์กลางเป็นพี่เลี้ยงเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ โดยถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตร การจัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรและเครื่องมือ สนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนประกอบอาชีพ และแนะนำช่องทางการจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาดเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างมั่นคงและมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัว

ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจประกอบอาชีพทำการเกษตร อายุไม่เกิน 50 ปี ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเองหรือสามารถเช่าที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้  หรือหากไม่มีที่ดินทำกิน กรมส่งเสริมสหกรณ์จะจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ซึ่งมีอยู่ 17 แห่ง พื้นที่ 639 ไร่

เพื่อให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในลักษณะแปลงรวม ประสานหน่วยงานต่างๆ  มาให้ความรู้ ทั้งด้านการปลูกพืชผัก ทำปศุสัตว์ และทำประมงตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในในใบสมัคร ตลอดจนช่วยวางแผนการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคจัดหาตลาดรองรับผลผลิต ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี ระหว่างพ.ศ. 2563 – 2565

ในเบื้องต้นรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 500 คน สามารถกรอกใบสมัครผ่าน QR Code ทางเว็บไซต์กรมส่งเสริมสหกรณ์ http://www.cpd.go.th หรือทาง Line และ Facebook : กรมส่งเสริมสหกรณ์–CPD สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-281-3292 หรือที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ม.ค.นี้ และจะประกาศผลผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ในวันที่ 2 มี.ค. 2563

สุดยอดสินค้าปศุสัตว์ทางเลือก แพะเนื้อ เลี้ยงง่าย กำไรงาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410266?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สุดยอดสินค้าปศุสัตว์ทางเลือก แพะเนื้อ เลี้ยงง่าย กำไรงาม

14 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เลี้ยงแพะ,รายได้ดี,เกษตร,ขอนแก่น,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,แพะเนื้อ,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 329 ครั้ง

สศก.แนะ แพะเนื้อ สินค้าปศุสัตว์ทางเลือก เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่น้อยสร้างกำไรงาม

14 มกราคม 2563  นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสินค้าปศุสัตว์ทางเลือก ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น  

ทั้งนี้คือ การเลี้ยงแพะเนื้อ (ขุน) โดยเกษตรกรในจังหวัดนิยมเลี้ยงสายพันธุ์ ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์บอร์ (Boer) และแองโกลนูเบียล (Anglo-Nubian) ซึ่งเป็นพันธุ์เนื้อ เป็นที่ต้องการของตลาด ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว เวียดนาม และมาเลเซีย บริโภคภายในภูมิภาคเพียงร้อยละ 10

จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) พบว่า เกษตรกรมีการเลี้ยงแพะเนื้อ ในหลายอำเภอ เช่น อำเภอสีชมพู เมือง แวงใหญ่ และอุบลรัตน์ เป็นต้น สำหรับพื้นที่ อำเภอสีชมพู เป็นพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ ในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงแพะบ้านผาเที่ยง มีจำนวนสมาชิก 45 ราย เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้เลี้ยงแพะแบบเชิงเดี่ยว

ปัจจุบันมีแพะจำนวน 3,014 ตัว แยกเป็นเพศผู้ 950 ตัว เพศเมีย 2,064 ตัว ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์บอร์ (Boer) และแองโกลนูเบียล (Anglo-Nubian) มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,154.87 บาท/ตัว แยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 353.63 บาท ค่าแรงงาน 599.93 บาท ค่าอาหาร 528.07 บาท และส่วนที่เหลือ 1,673.24 บาท

ส่วนใหญ่เป็นค่ายาป้องกันโรค   ค่าเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ โดยแม่แพะ 1 ตัว ให้ผลผลิตลูกแพะเฉลี่ย 2 ตัว/ท้อง (ลูกแฝด) สำหรับราคาขาย เกษตรกรสามารถจำหน่ายแพะเนื้อ (อายุเฉลี่ย 6 เดือน น้ำหนักประมาณ 30 กก./ตัว) ในราคาเฉลี่ย 3,900 บาท/ตัว (130 บาท/นน.ตัว 1 กก.) ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 742.13 บาท/ตัว

นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) กล่าวว่า การเลี้ยงแพะเนื้อจะใช้พื้นที่ไม่มากนัก สามารถกินอาหารได้หลากหลาย เช่น อาหารหยาบ ได้แก่ ฟางข้าว หญ้าสด ใบกระถิน และต้นถั่วฮามาต้า ส่วนอาหารข้น ได้แก่ อาหารสำเร็จรูป กากและเปลือกมันสำปะหลังหมักยีสต์ โดยแพะเนื้อต้องการอาหารวันละ 1-2 กก./วัน เท่านั้น และยังทนทานต่อสภาพแวดล้อม สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้แพะเนื้อเจริญเติบโต และสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์บริการฉีดวัคซีนป้องกันปากเท้าเปื่อยทุก 6 เดือนเป็นประจำ ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดแพะเนื้อ ในจังหวัดขอนแก่น สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.4 โทร. 0 4326 1513 หรืออีเมล zone4@oae.go.th หรือสามารถขอคำปรึกษา นางพัชราภรณ์ โพธิ์ศรี ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงแพะบ้านผาน้ำเที่ยง ตำบลบริบูรณ์ อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น โทร. 06 1591 1953