แม็คโครรับกระแสเลิกใช้ถุงพลาสติก ส่งบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้วางตลาดยึดผู้ผลิตเบอร์หนึ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464694

news_default

แม็คโครรับกระแสเลิกใช้ถุงพลาสติก ส่งบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้วางตลาดยึดผู้ผลิตเบอร์หนึ่ง

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ตั้งรับกระแสงดให้ งดรับถุงพลาสติกหูหิ้วตามนโยบายกระทรวงทรัพย์ ขนทัพบรรจุภัณฑ์ทางเลือก ทั้งถุงกระดาษ ถุงย่อยสลายได้ บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกมากกว่า 20%  รองรับความต้องการผู้ประกอบการรายย่อย ยึดเบอร์หนึ่งแหล่งจำหน่ายบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ประกอบการใหญ่และครบถ้วนที่สุด

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังภาครัฐโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผลักดันให้วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นวันที่ภาคีเครือข่ายร้านค้าปลีก งดให้งดรับถุงพลาสติกแก่ลูกค้า  แม็คโครเตรียมพร้อมมาตรการรองรับด้วยการพัฒนาถุงกระดาษ ถุงย่อยสลายได้ ตลอดจนบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งทั้งโชห่วย ธุรกิจร้านอาหารและบริการจัดเลี้ยง ให้ความสำคัญกับกระแสลดใช้ถุงพลาสติกกันมาก แม็คโครจึงเร่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทางเลือกมาให้บริการ อาทิ ถุงกระดาษใส่ขนม ถุงกระดาษหูหิ้วใส่ของ หรือข้าวกล่องสำหรับร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ และร้านค้าโชห่วย รวมถึงออกแบบถุงที่ทำจากผ้าและวัสดุทนทานเอาไว้จำหน่ายด้วย

“ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 30 ปี แม็คโครตั้งเป้าหมายสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจโดยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  โดยเป็นผู้นำงดให้บริการถุงพลาสติกตั้งแต่เปิดให้บริการวันแรกถึงปัจจุบัน และประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนเป็นรายแรกของไทยในการปลุกกระแส การใช้บรรจุภัณฑ์ทดแทนพลาสติก เช่น ถุงกระดาษ ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกมากกว่า 20 รายการ นอกจากนี้ยังมีแผนจำหน่ายถุงพลาสติกย่อยสลายได้ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งการสนับสนุนการใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ในกลุ่มผู้ประกอบการ ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคในวงกว้าง  นอกจากนี้ แม็คโครยังได้ดำเนินโครงการ “Say Hi to Bio, Say No to Foam : แม็คโครรักษ์โลก ชวนคุณใช้ผลิตภัณฑ์รักสิ่งแวดล้อมด้วย”นางศิริพรกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่เปิดดำเนินธุรกิจค้าส่งที่ประกาศงดให้บริการถุงพลาสติกหูหิ้วในประเทศไทย แม็คโครสามารถลดปริมาณใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วลงสู่สิ่งแวดล้อมได้มากกว่า 5,400 ล้านใบ ลดใช้โฟมมาบรรจุอาหารในกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้ามากกว่า 74 ล้านชิ้น และเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกมากกว่า 20%

ชงภาครัฐเร่งแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้เกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464695

news_default

ชงภาครัฐเร่งแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาของเกษตรกรที่สภาเกษตรกรฯสะท้อนขึ้นมาเพื่อให้ภาครัฐแก้ไขให้ตรงจุดมากที่สุด ซึ่งยืดเยื้อยาวนานเป็นปัญหามาตลอดคือ ไม่มีความมั่นคงในการถือครองที่ดินทำกิน พื้นที่ชนบทห่างไกลการบริการภาครัฐเข้าไม่ถึง อ้างเหตุผลว่าขาดงบประมาณ กำลังพล ผลพวงของนโยบายจึงไปไม่ถึงเกษตรกร ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โครงการความช่วยเหลือต่างๆจากภาครัฐมักประกาศว่าที่ดินต้องมีเอกสารสิทธิ การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ดูถึงข้อเท็จจริงว่าเกษตรกรเจตนาเพียงประกอบการยังชีพ ไม่ได้เจตนาบุกรุก หรือเข้าไปทำลายทรัพย์สิน และแต่ละรายมีพื้นที่ทำกินประมาณ คนละ 5-20 ไร่ รัฐควรผ่อนปรน การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศไทยนั้นปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับมาก แต่ไม่เป็นเอกภาพ ไม่มีกรอบกำหนดแนวทางการพัฒนา ภารกิจ รวมถึงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ยังคงอยู่และจะลุกลามรุนแรงต่อไปมากขึ้น เมื่อครั้งประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติครั้งที่ 7/2562 ณ ห้องบุหลันพิทักษ์พล อาคารสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม.มีการบรรยาย “ความรู้กฎหมายและนโยบายที่ดินที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ดินแห่งชาติ”โดย ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ผู้ประสานงานการศึกษานโยบายที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(สกสว.) ทำให้ทราบว่าภายใต้กฎหมายพ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2562  คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง โดยบูรณาการการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชนและภูมิสังคม ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด สมดุล เป็นธรรม ยั่งยืน และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้

ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ผู้ประสานงานการศึกษานโยบายที่ดิน สกสว.กล่าวเสริมว่า คณะกรรมการคทช.จะคอยบูรณาการงานที่เกี่ยวกับที่ดินทั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน การที่มีทิศทางแน่นอนทำให้อนาคตการบริหารจัดการที่ดินของประเทศเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน มี
เป้าหมายเดียวกัน ทั้งนี้ ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยใช้ที่ดินควรต้องได้รับการแก้ไขปัญหา คทช.จะเป็นกลไกหนึ่งที่สามารถช่วยได้

“คนส่วนใหญ่ของประเทศทั่วทุกจังหวัดเดือดร้อนส่งปัญหาให้สภาเกษตรกรฯสะท้อนให้ภาครัฐ อย่างน้อยจะมีทิศทางตอบสนองต่อปัญหา แทนที่จะให้คทช.พิจารณาไปโดยไม่มีฐานข้อมูล ไม่มีจุดร่วมตัดสินใจ ถ้าระบุปัญหาชัดเจน ไม่เข้าข้างตัวเองจะเป็นเรื่องที่ คทช.พิจารณาแก้ปัญหาภาพรวมกับสาธารณะ เพราะนอกจากแก้ปัญหาให้ภาคเกษตรกรแล้ว ภาคส่วนอื่นความต้องการเหล่านี้ต้องเป็นที่ยอมรับได้ด้วย” ผศ.อิทธิพล กล่าว

ได้ฤกษ์ ส.ป.ก.ลุยรื้อเล้าไก่ปารีณาพรุ่งนี้​ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ได้ฤกษ์ ส.ป.ก.ลุยรื้อเล้าไก่ปารีณาพรุ่งนี้​

8 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ป่าไม้,สปก,ปารีณา,ฟาร์มไก่,กรมป่าไม้
เปิดอ่าน 330 ครั้ง

ส.ป.ก.เตรียมรื้อฟาร์มไก่เขาสนฟาร์ม​ ปารี​ณา​ พรุ่งนี้​ ​ เร่งจัดแปลงกระจายสิทธิให้คนจน

8 มกราคม 2563 ส.ป.ก.เตียมรื้อฟาร์มไก่เขาสนฟาร์ม​ ของ​ นส.ปารี​ณา​ ไกร​คุปต์​ สส.ราชบุรี​ พรรคพลัง​ประชา​รัฐ​ วันพฤหัส​บดี​ ที่​ 9​ มกราค​มนี้​ เร่วจัดแปลงกระจายสิทธิให้คนจน​ เผยกฤษฎีกา​ ชี้​ เจ้าหน้าที่​ป่าไม้​ ต้องเป็นเจ้าภาพดำเนินคดี​ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้​ 2487 

รายงานข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เปิดเผยว่าวันที่ 9 ม.ค.นี้ ผอ.กองจัดรูปที่ดินของส.ป.ก.ส่วนกลาง พรัอมด้วยฝ่ายกฎหมายส.ป.ก.จะลงพื้นที่ส.ป.ก.ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม กว่า682ไร่ ที่ยึดคืนมาจากน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

ทั้งนี้เพื่อเข้าตรวจสอบรายละเอียดสิ่งปลูกสร้าง อาคาร สำนักงาน โรงเรือนเลี้ยงไก่ บ้านพันคนงาน ภายในพื้นที่ว่ามีกี่หลัง และเอาไว้หรือส่วนใดต้องรื้อทิ้ง เพื่อนำพื้นที่มาจัดสรรรให้เกษตรกร คนยากจน ตามาคุณสมบัติได้สิทธิที่ดินทำกินอยู่อาศัยตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)ภายใน180 วัน

ต้องทำบัญชีไว้ทั้งหมด ทุกหลัง ส่วนใดที่สามารถนำมาสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้กับคนที่เข้าไปอยู่ได้ทำกินได้ แปรรูป สร้างผลิตภัณฑ์ ต่อเนื่องได้ทันทีจะเก็บไว้เป็นของส่วนกลางที่ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ บริหารร่วมกันหารายได้ให้กับชุมชนในรูปแบบสหกรณ์ พร้อมกับเคลียร์พื้นที่จัดแปลงใหม่วางระบบสาธารณูปโภค และกระทรวงพัฒนาสังคม จะร่วมเข้าช่วยเรื่องปลูกสร้างบ้าน

โดยชาวบ้านออกค่าใช้จ่ายด้วยบางส่วน ในราคาย่อมเยาว์ ซึ่งจากนี้ไปการพื้นที่ส.ป.ก.ต้องให้คนเข้าไปอยู่ได้เลย และหาอาชีพ หาตลาดให้ด้วย ตามนโยบายร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ให้ทำเหมือนหมู่บ้านจัดสรรแบ่งโซนที่อยู่ และโซนพื้นที่เกษตร ไม่ใช่ทำแบบเดิมให้ที่ดินแล้วจะอยู่ได้ไม่ได้ ไม่มีหน่วยงานไปดูแลทำให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือไปตกอยู่ในมือนายทุน ต้องแก้ปัญหารื้อรังนี้ให้สำเร็จในยุคของรมช.ธรรมนัส ที่ต้องทำให้พื้นที่ส.ป.ก.เป็นแหล่งเกษตรที่จะนำกลไกเทคโนโลยีทำการเกษตรสมบรูณ์ที่สุดเข้าไปดำเนินการเป็นต้นแบบพื้นที่อื่นและรักษาพื้นที่เกษตรกรรรม ที่เป็นโซนสีเขียวของประเทศไทยไว้ให้ได้

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่ากรณีสอบถามกฤษฎีกา ในข้อกฎหมาย เอาผิดการถือครอง การใช้ที่ดินรัฐของน.ส.ปารีณานั้น  เบื้องต้นกฤษฏีกา ได้ตอบมาทางวาจาว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2487 เป็นผู้ดำเนินคดีกับน.ส.ปารีณา ฟ้องร้องเรื่องบุกรุกถือครองพื้นที่ก่อนประกาศเป็นเขตส.ป.ก.ซึ่งยังระบุว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายนี้ โดยยกตัวอย่าง แม้แต่ที่ดินมีโฉนดที่ดิน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ยังจับกุมดำเนินคดีได้หากตัดไม้หวงห้าม แม้เป็นในพื้นที่ของประชาชน

ออกแบบม่อนแจ่มทำเกษตรยั่งยืน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศห้ามก่อสร้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409016?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ออกแบบม่อนแจ่มทำเกษตรยั่งยืน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศห้ามก่อสร้าง

8 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,ม่อนแจ่ม,รุกป่า,เชียงใหม่,ทำการเกษตร,ระบบนิเวศ,ท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 146 ครั้ง

ป่าไม้เผยร่างบริหารม่อนแจ่ม ดึงประชาชนออกแบบบริหารจัดการพื้นที่ อนุญาตทำเกษตรยั่งยืน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ห้ามสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่

8 มกราคม 2563 กรมป่าไม้จัดทำร่างคณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม บริเวณม่อนแจ่ม ประสานภาครัฐ ประชาชนออกแบบบริหารจัดการพื้นที่ อนุญาตให้ทำการเกษตรยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ ย้ำต้องไม่มีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่เสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ  

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้เป็นประธานในการประชุมแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) ต.แม่แรมและต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ซึ่งปัจจุบันมีการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ท และลานกางเต็นท์ในพื้นที่ป่าจำนวนมาก จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกสำรวจแปลงที่ดินที่มีการก่อสร้างอาคารที่พัก

โดยให้บันทึกเก็บข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วนตรวจสอบวัดค่าพิกัดด้วยเครื่องมือตรวจหาค่าพิกัดทางดาวเทียม (GPS) จัดทำแปลงเพื่อเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลถือครองพื้นที่ที่มีอยู่ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม และหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมาได้ตรวจยึดและดำเนินคดีบ้านพักตากอากาศ ม่อนใจโฮมสเตย์ บ้านหนองหอยใหม่ หมู่ 11 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่เนื้อที่ 1-3-70 ไร่ พื้นที่มีลักษณะของสิ่งปลูกสร้างก่อสร้างหลังปี 2557 ซึ่งไม่อยู่ในโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ ป่าแม่ริม ขณะตรวจสอบไม่พบตัวผู้กระทำผิด

ต่อมาขยายผลสำรวจและตรวจสอบบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ท ร้านกาแฟขนาดใหญ่ หรือสถานบริการนักท่องเที่ยวอื่นๆ พบว่า มีกลุ่มผู้อยู่อาศัยทำกินเดิมซึ่งขยายพื้นที่เพิ่มเติม 11 ราย  โดยคณะช่างสำรวจเข้ารังวัดกำหนดจุดที่ต้องรื้อถอนหรือคืนพื้นที่แล้วซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบกิจการและราษฎรในพื้นที่เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ผู้ประกอบการขยายพื้นที่เพิ่มเติมไปจากที่ทำกินเดิมซึ่งขอคืนพื้นที่ส่วนขยายเพิ่มเติมได้แก่ ม่อนผาโค้ง เนื้อที่ 0-1-36 ไร่ ม่อนไอดิน เนื้อที่ 1-3-36 ไร่ นายล้ง พนมไพร เนื้อที่ 0-1-24 ไร่ สวนอีเดน เนื้อที่ 0-3-20 ไร่ ม่อนทอแสง เนื้อที่ 3-1-88 ไร่ ม่อนเหนือ เนื้อที่ 0-1-56 ไร่ ม่อนม้ง เนื้อที่ 0-1-56 ไร่ ไร่ภูสวรรค์ เนื้อที่ 0-0-80 ไร่ บ้านภูหมอก เนื้อที่ 0-0-94 ไร่ ม่อนจาวดอย เนื้อที่ 0-2-12 ไร่ และม่อนสวนอิงดอย เนื้อที่ 0-2-12 ไร่ ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อเจ้าของกิจการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง คืนพื้นที่ แล้วจะเร่งฟื้นฟูสภาพป่าต่อไป

สำหรับการดำเนินคดีต่อสถานประกอบการที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมบุกรุกครอบครองที่ป่าไม้ซึ่งดำเนินคดีเต็มพื้นที่ 6 รายซึ่งตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการซื้อที่ดินจากผู้ครอบครองเดิม ดำเนินธุรกิจในลักษณะนอมินี รวมถึงเป็นนายทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้แก่ ม่อนใจโฮมสเตย์ เนื้อที่ 1-3-70 ไร่ ม่อนแสนสิริจันทรา เนื้อที 4-2-34 ไร่ ม่อนดอยลอยฟ้า เนื้อที่ 1-2-84 ไร่ บ้านท่าจันทร์ เนื้อที่ 1-2-85 ไร่ รีสอร์ท ม่อนม่วน เนื้อที่ 11-3-33 ไร่ ไร่นาย เนื้อที่ 5-1-82 ไร่

นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบผู้ประกอบการที่ทำสิ่งปลูกสร้าง แต่ระบุว่าเป็นลานกางเต็นท์อีก 8 รายได้แก่ เดอะเบสท์แคมป์ หนองหอยแคมป์ บ้านอุ่นไอหนาว ม่อนเหนือหมอก ไร่ปลายฝัน นายพงษ์ สุขสกุลปัญญา ไร่แสงอรุณ และภูวินคาเฟ่ซึ่งขอความร่วมมือกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมตรวจสอบว่า ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างถาวรหรือไม่เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

นายอรรถพลกล่าวต่อว่า ได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริมและท้องที่ใกล้เคียงอำเภอแม่ริมดังนี้ ดำเนินคดีกับแปลงที่ดินที่มีการเปลี่ยนการถือครองที่ดิน โดยมีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2563 กรณีเจ้าของที่ดินเดิมก่อสร้างเกินพื้นที่ทำกินเดิม หรือสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เหมาะสมตามหลักวิศวกรรม หรือส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำเนินการรื้อถอนให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

หากพ้นกำหนดเวลาแล้วไม่รื้อถอนให้ถือว่า มีเจตนาฝ่าฝืนต้องดำเนินการตรวจยึดดำเนินคดีทั้งแปลง โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินคดี 1 เดือน นับจากวันที่สิ้นสุดการแจ้งเตือน สำหรับการก่อสร้างรีสอร์ท/บ้านพักตากอากาศรายใหม่ที่เกินจากที่เคยสำรวจไว้แล้วให้ดำเนินคดีทุกราย  บูรณาการหน่วยงานทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องจัดให้มีการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์

ตลอดจนจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจไม่ให้มีการบุกรุกก่อสร้างอาคารบ้านพักรีสอร์ทเพิ่มเติมในพื้นที่โครงการหลวงหนองหอย (ม่อนแจ่ม) และพื้นที่ใกล้เคียงตำบลโป่งแยง และตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างบ้านพักตากอากาศ/รีสอร์ท และจัดระเบียบพื้นที่โดยจะพิจารณาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบกับทรัพยากรป่าไม้ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆในพื้นที่ให้มากที่สุด โดยมีระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ส่วนแนวทางการดำเนินงานจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริม (ม่อนแจ่มและพื้นที่ใกล้เคียง) นั้นให้จัดทำร่างคณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) ระหว่างภาครัฐ ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกแบบบริหารจัดการพื้นที่ในกลุ่มผู้ที่มีสิทธิ์ให้มีการจัดการพื้นที่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อ เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร แต่ต้องเป็นลักษณะการทำเกษตรกรรมนำการท่องเที่ยว

ผสมผสานการท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับการเกษตรแบบยั่งยืน และการแก้ไขปัญหาสิ่งปลูกสร้างที่รองรับนักท่องเที่ยวที่มีขนาดใหญ่หรือเสี่ยงต่อการทำลายระบบนิเวศ ตลอดจนกำหนดรูปแบบขอบเขต สัดส่วนของพื้นที่ในการทำการเกษตรและการบริหารที่พักที่เหมาะสมเช่น กำหนดให้พัฒนาเป็นสถานที่พักในรูปแบบโฮมสเตย์หรือที่พักชั่วคราวได้ร้อยละ 20 ของพื้นที่ถือครอง

ส่วนลานกางเต็นท์/กระโจมจะต้องมีรูปแบบที่ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ส่วนจัดการป่าไม้รับผิดชอบ เสนอปัญหา มาตรการแก้ไขปัญหา และแนวทางการจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนในรูปแบบคณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) ต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า (คปป.) จังหวัดเชียงใหม่

เพื่อพิจารณาในระดับจังหวัดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการฯ และขับเคลื่อนการประชุม สร้างข้อตกลง กรอบแนวทางปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้ในการจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการจัดระเบียบพื้นที่โดยกรมป่าไม้ จัดทำฐานข้อมูลของรีสอร์ททุกราย โดยให้ชุดปฏิบัติการไปรังวัดด้วยระบบรับสัญญาณจากดาวเทียม  (GNSS) บันทึกภาพสิ่งปลูกสร้าง-อาคาร และจัดทำแผนที่/แผนผัง ที่ตั้งโดยละเอียด

ตรวจสอบว่า มีสิทธิตามโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริมเพื่อพิจารณานำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ตามนโยบายรัฐบาล ประสานฝ่ายปกครองเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา หรือจัดการสถานการณ์ในพื้นที่เช่น ตั้งจุดสกัด สนธิกำลังพล ประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรแม่ริมเพื่อไม่ให้มีการบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติเพิ่มอีกต่อไป

เปิดแผนผลักดันน้ำเค็ม​ลุ่มเจ้าพระยา​ 3​ ช่องทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408942?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแผนผลักดันน้ำเค็ม​ลุ่มเจ้าพระยา​ 3​ ช่องทาง​

7 มกราคม 2563 – 15:35 น.
กรมชลประทาน,น้ำเค็มรุก,ไล่น้ำเค็ม,ผันน้ำ,ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

ผันน้ำ​ 3​ ช่องทาง​ น้ำทะเลเริ่มหนุนสูง​ตั้งแต่ 7 ม.ค.โดยจะสูงสุด​ 13 ม.ค. ปลายเดือน ม.ค. อีกครั้ง กรมชลวางแผน​บริหารน้ำรักษาระบบนิเวศ ดันน้ำเค็ม

7 มกราคม 2563 น้ำทะเลเริ่มหนุนสูง​ ตั้งแต่ 7 ม.ค. โดยจะสูงสุด​ 13 ม.ค. 2563 และในช่วงปลายเดือน ม.ค. อีกครั้ง กรมชลประทาน​ได้วางแผน​บริหารน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และเพื่อดันน้ำเค็มไม่ให้กระทบระบบประปา​ โดยการผันน้ำใน​ 3​ ช่องทาง​ 

ดร.ทองเปลว​ กองจันทร์​ อธิบดีกรมชลประทาน​ บอกว่า  สถานการณ์คุณภาพน้ำด้านค่าความเค็มในลุ่มเจ้าพระยาพบว่าวันนี้จุดเฝ้าระวังและควบคุมความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยา​ ที่โรงดิบโรงสูบน้ำดิบสำแล​ ของการประปานครหลวง จ.ปทุมธานีตรวจวัดค่าความเค็มได้ที่ 0.22 กรัมต่อลิตร​ ซึ่งมีเกณฑ์เฝ้าระวังอยู่ที่ 0.25 กรัมต่อลิตรและมาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร ซึ่งนับว่ายังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานแต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวัง​ ตามระยะเวลาที่น้ำทะเลหนุนสูง และปฏิบัติตามแผนผลักดันน้ำเค็มอย่างเข้มงวด​

โดยจากเหตุการณ์น้ำเค็มรุกล้ำเข้าไปแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงระหว่างวันนี้ไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม​ นั้น​กรมฯ ได้แบ่งช่องทางในการผันน้ำจืดจากที่ต่าง ๆ​ มาไล่น้ำเค็ม เป็น 3 ช่องทาง

ช่องทางแรกคือ​ ผันน้ำเหนือจาก 2 เขื่อนใหญ่ที่ไหลผ่านหน้าเขื่อนเจ้าพระยา 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ช่องทางที่​ 2​ ผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์​ ที่ไหลผ่านหน้าเขื่อนพระราม​ 6​ ในอัตรา 11 ลูกบาศก์เมตร​ต่อวินาที​

ช่องทางที่​ 3​ ผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง​ ผ่าน​ 3​ คลองหลัก​ คือ​ 1. คลองจระเข้สามพัน​ ลงแม่น้ำท่าจีน​ ต่อมายังคลองพระยาบรรลือ​ ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา​ในอัตรา​ 30​ ล้านลูกบาศก์​เมตร​ต่อวินาที​ 2.​ คลองประปา​ เชื่อมผ่านแม่น้ำท่าจีน​ ออกคลอง​ บางกอกน้อย​ ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา​ และ​ 3.​ คลองท่าสารบางปลา ลงสู่แม่น่ำท่าจีนต่อคลองมหา​สวัสดิ์​ ออกคลองบางกอกน้อย​ ลงสู่แม่น้ำแม่เจ้าพระยา​

สำหรับ ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จะเปิด ปิดตามจังหวะน้ำขึ้นและน้ำลง

ขณะเดียวกันมีการพิจารณาจะใช้คลองพระพิมล​ ที่เป็นคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำท่าจีนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ผันน้ำเข้าไปเติม ผลักดันน้ำเค็มได้อีกทางหนึ่ง

แต่การผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง​ ผ่านคลองต่าง ๆ ซึ่งมีพื้นที่เกษตรกรรมรอบข้างอาจมีการลักลอบสูบน้ำ ไปใช้ทำให้น้ำหายไป ประมาณ 7- 8 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงวอนขอเกษตรกรให้สงวนน้ำไว้ใช้เพื่อผลักดันน้ำเค็มและเพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้น โดยน้ำทะเลเริ่มหนุนสูง​ ตั้งแต่ 7 ม.ค. โดยจะสูงสุด​ 13 ม.ค. 2563 และในช่วงปลายเดือน ม.ค. อีกครั้ง​ ซึ่งหลังจากหมดช่วงน้ำทะเลหนุนสูงไปแล้วก็จะลดปริมาณการระบายน้ำลงเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ต่อไป

คืนความสุขชาวไร่มันสำปะหลังขายได้เต็มไม่หักค่าดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408910?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คืนความสุขชาวไร่มันสำปะหลังขายได้เต็มไม่หักค่าดิน

7 มกราคม 2563 – 14:34 น.
มันสำปะหลัง,พรรคพลังประชารัฐ,เกษตรกร
เปิดอ่าน 232 ครั้ง

สัมฤทธิ์ขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมมือกันคืนความสุขให้เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง ขายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ถูกหักค่าดิน

7 มกราคม 2563 นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้หารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจ.ชัยภูมิ  

โดยผลักดันวิธีการซื้อขายมันสำปะหลังใน จ.ชัยภูมิซึ่งเป็นรูปแบบโบราณ คือเกษตรกรนำหัวมันสำปะหลังมาขาย จะต้องไม่มีดินเจือปน แต่จะต้องโดนหักดิน 10% แต่หากมีสิ่งเจือปนมากับหัวมันจะต้องโดนหักเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งไม่ปรากฏรูปแบบซื้อขายเช่นนี้ในภาคกลางภาคเหนือหรือแม้แต่จังหวัดภาคอีสานหลายจังหวัด

ทั้งนี้ตนได้ต่อสู้ผลักดันมานานพอสมควรทั้งในเวทีประชาคม ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และหน่วยงานราชการต่าง ๆ จนนำไปสู่การประชุมเมื่อเดือนต.ค.2562 โดยเป็นเวทีหารือร่วมกันระหว่าง โรงงานแป้งมันสำปะหลัง 5 แห่ง ผู้ประกอบกิจการลานมัน กว่า 30 แห่งและตัวแทนเกษตรกร ไร่มันสำปะหลังแปลงใหญ่กว่า 30 คน และตัวแทนส่วนราชการต่าง ๆ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัดและอื่น ๆ อีกหลายหน่วยงาน นำไปสู่ข้อสรุปว่าทุกภาคส่วนจะร่วมกันเปลี่ยนแปลงรูปแบบการซื้อขายเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติระหว่างผู้ซื้อกับเกษตรกรและสร้างมาตรฐานเเละความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น

นายสัมฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ล่าสุดด้วยความตั้งใจทำงานของทุกส่วน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัดและหัวหน้าส่วนระดับจังหวัดหลายส่วน ซึ่งเป็นตัวแทนของ รัฐบาล ได้ร่วมกับคณะทำงานกำหนดหลักเกณฑ์การซื้อขายมันสำปะหลัง ตามคำสั่ง ของผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ได้ร่วมกันร่างหลักเกณฑ์กำหนดรูปแบบการซื้อขายมันสำปะหลังในจังหวัดชัยภูมิ

โดยจะยกเลิกการซื้อขายในรูปแบบเดิม ไม่หักค่าดินจากเกษตรกร ซึ่งคณะทำงานประกอบด้วยตัวแทนจากโรงงานแป้งมันสำปะหลัง 5 แห่งลานมันแทนทรัพย์และหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดอีกหลายส่วน ทำให้วันนี้เกษตรกรสามารถขายมันสำปะหลังได้ราคาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ถูกหักค่าดินอีกต่อไปแล้ว ถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกรมันสำปะหลังทุกคน

“ต้องขอขอบคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัดชัยภูมิ  และหัวหน้าส่วนทุกภาคส่วนที่ช่วยกัน และที่สำคัญที่สุด ต้องขอขอบคุณโรงงานแป้งมันสำปะหลังทั้ง 5 แห่งและผู้ประกอบกิจการลานมัน ที่จะร่วมกัน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายเพื่อสร้างมาตรฐานและความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายในครั้งนี้” นายสัมฤทธิ์ กล่าว

ลองชิมกล้วยหินใส้มะขามหวาน”บัวโฮม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408743?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลองชิมกล้วยหินใส้มะขามหวาน”บัวโฮม”

7 มกราคม 2563 – 05:33 น.
กล้วยหินไส้มะขาม
เปิดอ่าน 69 ครั้ง

 กล้วยหินใส้มะขามหวาน”บัวโฮม”ผลิตภัณฑ์ห้าดาวเมืองเพชรบูรณ์               

ใครจะไปนึกว่าผลไม้ขึ้นชื่อและปลูกกันมากในพื้นที่แถบจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง“กล้วยหิน”กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดเพชรบุรณ์ในวันนี้ เมื่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวเกรียบสมุนไพรและกล้วยแปรรูปในต.วังชมภู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ภายใต้การนำของ“พงศ์กร เมฆสีเงิน” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด คิดแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยหินสอดไส้มะขวามหวาน หลังการได้รับการตอบรับลูกค้าเป็นอย่างดีมานานกว่า 10 ปี

พงศ์กร เมฆสีเงิน ผู้จัดการฝ่ายการตลาด

“กลุ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2548 เมื่อก่อนสินค้ามีหลายตัว ช่วงหลังลูกค้าสั่งซื้อกล้วยหินสอดไส้มะขามหวานมาเป็นพิเศษก็เลยหันมาผลิตกล้วยหินแปรรูปเป็นหลักทำตลาดตัวนี้อย่างเดียว”พงศกรเผยที่มาของกลุ่ม โดยเริ่มตนจาากการสนับสนุนเงินทุนจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นคืออบต.วังชมภูในการดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)สาขาวังชมภูจำนวน 3 ล้านบาทในโครงการเอ็กวายแซตหรือโครงการล้านละร้อยต่อปีสำหรับกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็งและมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน

“ธกส.เข้ามาดูแลเรื่องเงินทุนตอนนี้กู้โครงการเอกวายแซด 3 ล้าน ปลอดดอกเบี้ย 3 ปีแรกก็กู้ไม่ยากนะ ถ้าเรามีแผนธุรกิจที่ดี มีตลาดชัดเจน ถือเป็นโอกาสดีอย่างน้อยเราไม่ต้องมากังวลเรื่องดอกเบี้ย เงินที่ได้มานำพัฒนาโครงการให้ได้รับมาตรฐานอย.สร้างโรงเรือนการผลิต”

ส่วนสาเหตุที่หันแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยหินสอดไส้มะขามหลังจากแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวแกรียบในช่วงแรก พงศ์กรเผยว่าเนื่องจากผลิตภัณฑ์กล้วยหินสอดไส้มะขามการตลาดตอบรับดีกว่า หลังได้ทดลองนำกล้วยหิน ซึ่งปลูกกันมาในพื้นที่ทางจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะจ.ยะลา ปรากฎว่ามีออเดอร์เข้ามาตลอดเวลา จนผลิตแทบไม่ทัน เนื่องจากเป้นผลิตภัณฑ์แปลกใหม่ รสชาตอร่อย เหนียวนุ่มคล้ายมันฝรั่ง เมื่อนำมาสอดไส้มะขามหวานเพชรบุรณ์ยิ่งทำให้รสชาตกลมกล่อมมากขึ้นเป็นที่ถูกใจของลูกค้าและผู้บริโภค จากนั้นจึงมุ่งเน้นแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยหินสอดไส้มะขามหวานมาโดยตลอด

“ตอนแรกทำข้าวเกรียบแล้วเปลี่ยนเป็นกล้วยหิน เพราะเราเห็นช่องทางการตลาด มีรสชาตไม่เหมือนใคร อย่างกล้วยชนิดอื่นพอนำมาสอดไส้มะขาม ซึ่งเป็นผลไม้มีชื่อเสียงของเพชรบูรณ์ มันก็มีสตอร์รี่ เราจึงเห็นโอกาส กล้วยหินสอดไส้มะขาม เราก็ได้ทดลองนำกล้วยชนิดอื่นเช่นกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง กล้วยหักมุกมาทำ แต่รสชาตไม่ได้ มันจะแข็ง ลูกค้าที่ทานประจำถ้ามีกล้วยชนิดอื่นผสมทานชิ้นสองชิ้นเขาจะรู้เลยว่าไม่ใช่”

ส่วนไส้ใช้มะขามหวาน เขาบอกว่าเคยลองใช้ไส้ผลไม้ชนิดอื่นอย่างเช่น สตรอเบอรี่ มัลเบอรี่ เสาวรสหรือสับปะรดแล้วแต่ไม่ตอบโจทย์ แต่พอเป็นไส้มะขามหวานออเดอร์จะเข้ามาดีมากเลยตัดสินใจใช้ไส้มะขามหวานมาตลอด จนถึงวันนี้เกือบ 5 ปีแล้วและวันนี้ผลิตภัณฑ์กล้วยหินแปรรูปสอดไส้มะขามหวานก็ยังกลายเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อป 5 ดาวของจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย โดยผลิตภัณฑ์กว่า 50 % ส่งจำหน่ายในห้างโมเดิลเทรดและปั้มปตท.ในจ.เพชรบูรณ์ ภายใต้ตราสัญลักษณ์ทางการค้าชื่อว่า“บัวโฮม” ส่วนที่เหลืออีก 50% รับจ้างผลิตส่งให้กับลูกค้านำไปติดแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งขณะนี้มีบางแบรนด์ส่งออกต่างประเทศด้วย

“เมื่อก่อนเคยทำไส้หลายอย่าง สัปปะรดบ้าง เสาวรสบ้าง ไม่ตอบโจทย์ แต่พอใส้มะขามออเดอร์ดีมากแล้วก็มันเป็นสตอรี่ของเพชรบูรณ์เมืองมะขามหวานด้วย”

สำหรับกำลังการผลิตต่อวัน เขาระบุว่าขณะนี้อยู่ที่ 100-150 กิโลกรัมต่อวัน โดยผลิตเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 2,000-3,000 กิโลกรัมทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณวัตถุดิบที่ส่งมาในแต่ละวันด้วย โดยกล้วยหินที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตจะรับซื้อจากเกษตรกรในเครือข่าย ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่ปลูกอยู่ประมาณ 250 ไร่ในพื้นที่ 4 อำเภอของจ.เพชรบูรณ์ได้แก่ อ.เมือง อ.วังไผ่ อ.วังโป่งและอ.ชนแดน โดยแต่ละวันเกษตรลูกไร่จะนำกล้วยหินมาส่ง ณ ที่ทำการกลุ่มด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นสมาชิกกลุ่มจะมีราคาประกันให้สนในราคากิโลกรัมละ 9 บาท ส่วนลุกค้าจรจะรับซื้อเป็นหวี ขึ้นอยู่กับขนาดของหวีด้วย

“การปลูกกล้วยหินของเกษตรกรจะมีอยู่ 2 แบบคือปลูกกล้วยอย่างเดียวและปลูกแทรกไม้ยืนต้น ซึ่งเกษตรกรที่ปลูกกล้วยอย่างเดียวพื้นที่ปลูกเแลี่ยอยู่ที่ 5-10 ไร่ ส่วนรายที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด 20 ไร่ ส่วนราคาตอนนี้ส่งอยู่ที่กิโลละ 200 บาท ถุงละครึ่งกิโล 100 บาท กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20 %”พงศ์กรกล่าวย้ำ สนใจผลิตภัณฑ์และเยี่ยมชมกระบวนการผลิตโทร.09-1843-7953

“สทนช.”เร่งบูรณาการผันน้ำแม่กลองไล่”น้ำเค็ม”รุกเจ้าพระยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408740?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“สทนช.”เร่งบูรณาการผันน้ำแม่กลองไล่”น้ำเค็ม”รุกเจ้าพระยา

7 มกราคม 2563 – 03:22 น.
สทนช,น้ำเค็ม
เปิดอ่าน 264 ครั้ง

 “สทนช.”เร่งบูรณาการ3หน่วยงาน ผันน้ำแม่กลองไล่”น้ำเค็ม”รุกเจ้าพระยา

สทนช.เร่งบูรณาการ 3 หน่วยงาน กปน. ชป. กฟผ. เดินแผนผันน้ำจากแม่กลองขับไล่น้ำเค็มรุกล้ำเจ้าพระยาให้กลับสู่ปกติ เพิ่มความเชื่อมั่นคุณภาพการผลิตน้ำประปาที่คาดน้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้งช่วง 8-15 มกราคม พร้อมเตรียมเสนอ ครม.เห็นชอบงบกลางสนับสนุนแหล่งน้ำระยะเร่งด่วนช่วยเหลือภัยแล้งกว่า 3,000 ล้าน

    ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์(กลาง) เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ประธานที่ประชุม

          ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมแก้ไขปัญหาการรุกตัวน้ำเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและมาตรการรองรับ ณ ห้องประชุม สทนช. ถ.วิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 6 มกราคม ว่า จากการคาดการณ์พบว่า ช่วงประมาณวันที่ 8-15 มกราคม ระดับความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาจะเพิ่มสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำโดยตรง ดังนั้น มาตรการเร่งด่วนนอกจากการระบายน้ำจาก 2 เขื่อนหลักตอนบน ได้แก่ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อผลักดันน้ำเค็มแล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่มีอยู่จำกัด จึงต้องมีการปรับแผนลำเลียงน้ำจากฝั่งตะวันตก ซึ่งมีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำฯ มากกว่าระบายผ่านแม่น้ำแม่กลองมาช่วยเหลือในพื้นที่ของแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น โดยมีการทำงานร่วมกันของ การประปานครหลวง(กปน.) กรมชลประทาน(ชป.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ซึ่งนอกจากจะช่วยในการรักษาคุณภาพน้ำในการผลิตน้ำประปาแล้ว ยังช่วยผลักดันน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามาของแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

ปัจจุบันมีการดึงน้ำจากแม่น้ำแม่กลองผ่าน 3 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.คลองท่าสาร-บางปลา 2. คลองจรเข้สามพัน โดยขณะนี้มีการปรับอัตราการระบายเพิ่มขึ้น จาก 35 ลบ.ม./วินาที เป็น 50 ลบ.ม./วินาที ก่อนน้ำไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีน เข้าสู่คลองพระยาบันลือและไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานกำลังพิจารณาเพิ่มปริมาณน้ำในคลองพระยาบันลือให้มากขึ้น และ 3.คลองประปา ปัจจุบัน กปน. ปรับการระบายเพิ่มขึ้นเป็น 30 ลบ.ม./วินาที แต่ยังไม่เพียงพอ จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีก 10 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ ในส่วนของคลองประปาด้านหลังที่เชื่อมกับคลองบางกอกน้อย อาจจะต้องมีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำหรือใช้ระบบสูบน้ำเข้าช่วย นอกจากนี้ กรมชลประทาน โดยการสนับสนุนจากกทม.และกองทัพเรือ อาจต้องมีการวางกระสอบทรายปิดกั้นเพื่อช่วยให้น้ำลำเลียงเข้าสู่คลองบางกอกน้อยให้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

“ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันเพิ่มศักยภาพการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการดำเนินการได้เริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ และจะต่อเนื่องไปในอีก 3-4 วันข้างหน้านี้ ทั้งนี้ กรมชลประทานได้วิเคราะห์ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว และยืนยันว่าน้ำที่ผันมาจากแม่น้ำแม่กลองยังคงอยู่ในปริมาณที่กำหนดไว้ คือ 500 ล้าน ลบ.ม. โดยขณะนี้ใช้ไปแล้วกว่า 200 ล้าน ลบ.ม. อีกทั้งในการประเมินล่าสุดยังพบว่าสามารถผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 500 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งลุ่มน้ำแม่กลองได้มีการสำรองน้ำไว้เพียงพอแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ น้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งและฤดูฝนที่จะมาถึง”

เลขาธิการสทนช.ยังกล่าวถึงปริมาณน้ำที่ผันมานี้ จึงนับว่าเป็นน้ำส่วนที่มากเกินความต้องการ สามารถผันมาช่วยเหลือแม่น้ำเจ้าพระยาได้ โดยมั่นใจได้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำของชาวแม่กลองอย่างแน่นอน นอกจากนี้กรมชลประทานจะพยายามปล่อยน้ำที่กักเก็บไว้ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้ทันช่วงวันที่ 8-15 มกราคมนี้ เป็นการควบคุมไม่ให้ลิ่มความเค็มขึ้นสูงจนกระทบต่อความกร่อยของน้ำประปา แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง อาจส่งผลกระทบถึงคุณภาพน้ำอยู่บ้าง อย่างไรก็ดี การประปานครหลวงจะรับหน้าที่การตรวจสอบคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะนำไปใช้ในการผลิตน้ำประปา เพื่อไม่ให้การใช้น้ำประปาเกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชน

ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เนื่องจากในช่วงปลายฤดูแล้ง ความรุนแรงของภัยแล้งอาจจะเพิ่มมากขึ้น เพื่อความไม่ประมาท พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จึงมีมติผ่านการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในการเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันอังคารที่ 7 มกราคม จะพิจารณาอนุมัติงบกลาง เพื่อดำเนินการตามปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งระยะเร่งด่วน ที่จะเน้นพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำอุปโภค-บริโภคทั้งในเขตและนอกเขตการประปา รวม 2,041 โครงการ วงเงิน 3,079 ล้านบาท รองรับปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคที่อาจจะมีผลกระทบมากขึ้นได้ในปลายฤดูแล้งช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน ดำเนินการโดย 4 หน่วยงาน ได้แก่ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองทัพบก กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม อาทิ การขุดเจาะบ่อบาดาล เชื่อมโยงแหล่งน้ำผิวดิน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ดร.สมเกียรติ ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญและมีข้อห่วงใยต่อภาวะน้ำแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นได้จากการคาดการณ์ปริมาณฝนที่อาจจะล่าช้าไปถึงเดือนมิถุนายน และตกเข้าใกล้เกณฑ์ปกติในเดือนกรกฎาคม ดังนั้น มาตรการเร่งด่วนระยะสั้น และระยะกลาง ในการแก้ไขภัยแล้ง โดยใช้งบประมาณดำเนินการใน 3 ส่วนหลัก คือ 1.งบกลาง ที่จะเสนอที่ประชุม ครม.เห็นชอบในวันอังคารที่ 7 มกราคม วงเงิน 3,097 ล้านบาท เพื่อหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมรวม 2,041 โครงการ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้เกิดผลภายใน 90-120 วัน

2.การปรับแผนงานโครงการ งบประมาณปกติปี 2563 ของหน่วยงานเพื่อช่วยแก้แล้งในช่วง 1-2 เดือนนี้ วงเงิน 2,950 ล้านบาท จำนวน 1,337 โครงการ ประกอบด้วย การประปานครหลวง (กปน.) การประปาภูมิภาค และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินการขุดเจาะบ่อบาดาล ซ่อมแซมระบบประปา เชื่อมโยงแหล่งน้ำต่างๆ ในพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งน้ำ และ 3.แผนงานโครงการตามงบประมาณปี 2563 เมื่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เรียบร้อยแล้ว จะต้องเร่งรัดดำเนินการทันที

โดยเฉพาะโครงการที่ต้องดำเนินการในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 57 จังหวัด จำนวน 1,434 โครงการ วงเงินประมาณ 9,400 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซม พัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ ขุดลอกแหล่งน้ำ พัฒนาแก้มลิง ให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝน ปี 2563 ซึ่งจะส่งผลให้สามารถเก็บกักน้ำในฤดูฝนประมาณ 166,300 ไร่ ปริมาณน้ำที่เก็บกักได้ 135 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนได้รับประโยชน์ 72,190 ครัวเรือน

นอกจากนี้ ในวันที่ 10 มกราคมนี้ พล.อ.ประวิตร จะเดินทางมายัง สทนช. เพื่อเป็นประธานเปิดกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (วอร์รูม) ให้ทุกส่วนราชการกว่า 30 หน่วยงานได้ผนึกกำลังในการแก้ไขปัญหาในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถยับยั้ง บรรเทา และแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงมาตรการเชิงป้องกันพื้นที่อื่นๆ ไม่ให้ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะประชาชนต้องไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

อลงกรณ์ แจงประวิตรเสียบปธ.ประมงไม่เกี่ยวกฎกระทรวงใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408785?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อลงกรณ์ แจงประวิตรเสียบปธ.ประมงไม่เกี่ยวกฎกระทรวงใหม่

7 มกราคม 2563 – 00:28 น.
ประมง,อลงกรณ์,ประวิตร,จุรินทร์
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

อลงกรณ์ แจงปมเปลี่ยนประธานคณะกรรมการประมงจาก”จุรินทร์”เป็น”พล.อ ประวิตร”ไม่เกี่ยวการเพิ่มวันทำการประมงหรือกฎกระทรวงใหม่

7 มกราคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่าจากกรณีมีข่าวเรื่องปมขัดแย้งระหว่างรองนายกฯจุรินทร์กับรองนายกฯพล.อ.ประวิตร

กรณีการเพิ่มวันทำการประมงและโควต้าสัตว์น้ำของเรือประมงพาณิชย์จนเป็นเหตุให้มีการสับเปลี่ยนประธานคณะกรรมการประมงแห่งชาตินั้น  ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของสื่อบางส่วนเนื่องจากขาดข้อมูลบางประการโดยเฉพาะกฎกระทรวง (25 พ.ย. 2562 ) และประกาศกรมประมง (26 ธ.ค. 2562) ที่มองว่าเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประธานในครั้งนี้

ขอชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ตนยืนยันว่าทุกอย่างไม่เกี่ยวการเพิ่มวันทำการประมงหรือกฎกระทรวงใหม่ สำหรับประเด็นกฎกระทรวง (ฉบับ 25 พ.ย. 2562 ) เป็นกฎกระทรวงที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้วและรอรัฐมนตรีเกษตรฯลงนามเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแต่มีการเปลี่ยนรัฐบาลจึงต้องย้อนกลับไปให้ครม.ชุดใหม่เห็นชอบ ทั้งนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาแต่ประการใดเป็นร่างกฎกระทรวงที่ทั้งนายกฯประยุทธ์ และรองนายกฯพล.อ.ประวิตรเห็นชอบมาก่อนแล้วจึงไม่เกี่ยวกับประเด็นเห็นต่างกันตามที่สื่อเข้าใจ

ส่วนประเด็นประกาศกรมประมง (ฉบับ 26 ธ.ค. 2562 ) กรณีเพิ่มวันทำการประมงก็เป็นการดำเนินการต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 คือทำมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว 2 ปีต่อเนื่องเพื่อบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำในแต่ละปีไม่ได้มีการมาคิดใหม่จัดสรรให้โควต้าใครใหม่แต่อย่างใด

แกนนำยางฯปัดดราม่าน้ำยาง 4 โลร้อย เหตุโรงงานปิดช่วงปิดใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408780?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แกนนำยางฯปัดดราม่าน้ำยาง 4 โลร้อย เหตุโรงงานปิดช่วงปิดใหม่

7 มกราคม 2563 – 00:02 น.
ยางพารา,น้ำยาง,สวนยาง,เกษตรกร
เปิดอ่าน 246 ครั้ง

แกนนำยางฯปัดดราม่าราคาน้ำยาง 4 โลร้อย เหตุโรงงานปิดช่วงปิดใหม่หยุดยาว วอนพรรคร่วมรัฐบาลร่วมมือกันเร่งแก้ราคาในประเทศตกต่ำสวนทางตลาดโลก

7 มกราคม 2563 นายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) เปิดเผยกรณีดราม่าราคาน้ำยางสดในโลกโซเซียลเหลือ 4 กิโลกรัมต่อหนึ่งร้อย

โดยบอกว่าต้องเห็นใจพี่น้องชาวสวนยางรายย่อยที่หาเช้ากินค่ำ จำเป็นต้องกรีดยางในช่วงวันหยุดปีใหม่ ทำให้ถูกกดราคาน้ำยางสดเหลือเพียง 26-28 บาท จาก 35-38 บาทในช่วงเวลาปกติ

มีบางคนจับมาเป็นประเด็นออกข่าวผ่านสื่อเสียใหญ่โต ว่าราคาน้ำยางสดตกต่ำเหลือ 4 กิโลกรัมต่อหนึ่งร้อย โดยไม่อธิบายเหตุผลประกอบว่าช่วงปีใหม่โรงงานส่วนใหญ่ปิดทำการ ดังนั้นเมื่อโรงงานเปิดทำการ ล่าสุดน้ำยางก็ดีดตัวกลับมาที่ 39 บาท(ราคาหน้าโรงงาน)เป็นธรรมดาที่คนทั่วไปมักชอบกระจายข่าวร้าย มากกว่าการขยายข่าวดี

ในฐานะเกษตรกรที่ดี ก็ควรให้ข่าวสารและข้อมูลกับพี่น้องชาวสวนยางอย่างตรงไปตรงมาและถูกต้อง ไม่ต้องชี้นำหรือมีวาระซ่อนเร้น ชาวบ้านเขาฉลาดพอที่จะเข้าใจได้ด้วยตัวเองแต่ความจริงวันนี้ราคายางก็ยังตกต่ำอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับทิศทางราคายางของโลกที่ต้องขยับสูงขึ้น จากสาเหตุปริมาณยางที่หายไปจากโรคใบร่วงเกือบ 1 ล้านตัน และสถานการณ์สงครามระหว่างอเมริกาและอิหร่านที่กำลังปะทุ

นายสุนทร กล่าวว่า อยากเห็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งพรรคร่วมรัฐบาล เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และเจ้าภาพหลักคือการยางแห่งประเทศไทย ที่ควรจับมือและช่วยกันผลักดันราคายางให้สูงขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนยางไม่ขายขาดทุน