รับมือน้ำทะเลหนุนสูงวันนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408776?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

รับมือน้ำทะเลหนุนสูงวันนี้

7 มกราคม 2563 – 00:00 น.
น้ำเค็ม,น้ำทะเลหนุน,กรมชลประทาน,น้ำแล้ง,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 327 ครั้ง

นายกฯ ห่วงภัยแล้ง สั่งก.เกษตรฯ รับมือภาวะน้ำทะเลหนุนสูง

7 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเป็นผู้บัญชาการอำนวยการแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำและกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ตามพ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มาตรา 24 เพื่ออำนวยการแก้ไขวิกฤติน้ำแล้งจนกว่าปัญหาจะผ่านพ้นไป เนื่องจากคาดการณ์ว่า วิกฤติภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นมีแนวโน้มรุนแรงกว่าทุกปี

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า สั่งการให้อธิบดีกรมชลประทานวางแนวทางป้องกันปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่ด้านท้ายลุ่มเจ้าพระยาในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ (7 ม.ค.) ถึงวันที่ 17 ม.ค. ซึ่งย้ำให้ควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ภาวะน้ำทะเลหนุนระลอกนี้ ระดับน้ำสูงกว่าครั้งที่ผ่านมา โดยระดับน้ำหนุนสูงสุดในวันที่ 13 ม.ค. จึงต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 85 ลบ. ม. ต่อวินาทีเป็น 95 ลบ. ม. ต่อวินาทีตั้งแต่วันที่ 8 – 10 ม.ค. เพื่อเจือจางค่าความเค็มไม่ให้เกินเกณฑ์ควบคุม โดยจะทำควบคู่กับการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ซึ่งเป็นท้ายแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะออกสู่อ่าวไทยให้สัมพันธ์กับการขึ้นลงของน้ำทะเล จากนั้นในวันที่ 11 ม.ค. จะปรับลดลงเหลือ 90 ลบ. ม. ต่อวินาที ประกอบกับผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาเสริมด้านท้ายของลุ่มเจ้าพระยา

สำหรับน้ำที่จะระบายเพิ่มจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยานั้น จะใช้น้ำที่สำรองไว้หน้าเขื่อนที่ระบายเพิ่มมาจาก 4 เขื่อนหลักได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งทำให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาสูงขึ้นกว่า 1 เมตร โดยช่วงก่อนปีใหม่ระดับน้ำอยู่ที่ +13.00 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) แต่ขณะนี้อยู่ที่ +14.15 เมตรรทก. ทำให้สามารถไหลเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งซ้ายและขวาเหนือเขื่อนเจ้าพระยาได้สะดวกแล้ว

นอกจากนี้ยังแก้วิกฤติระดับน้ำแม่น้ำสะแกกรังลดต่ำได้ด้วย โดยเมื่อระดับน้ำหน้าเขื่อนสูงขึ้น น้ำแม่น้ำเจ้าพระยาไหลย้อนสู่แม่น้ำเจ้าสะแกกรังซึ่งอยู่ตอนบนขึ้นไป จนระดับน้ำแม่น้ำสะแกกรังที่ไหลผ่านจังหวัดอุทัยธานีสูงขึ้น ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกรที่เลี้ยงปลากระชังและประชาชนที่อยู่อาศัยในเรือนแพต่าง ๆ

ทั้งนี้ในวันที่ 7 ม.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณาเห็นชอบกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำตามมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและนำเรียนนายกรัฐมนตรีแล้ว

รวมทั้งพิจารณาเห็นชอบให้สำนักงบประมาณดำเนินการตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 โดยพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนการปฏิบัติงานตามปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นวิกฤติแล้งไปให้ได้

แล้งพ่นพิษทำลายเศรษฐกิจภาคเกษตรเสียหายแล้วกว่า 800 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408736?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แล้งพ่นพิษทำลายเศรษฐกิจภาคเกษตรเสียหายแล้วกว่า 800 ล้าน

7 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,กรมชลประทาน,ภาคการเกษตร,ทำลายเศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 372 ครั้ง

ภัยแล้งทำลายเศรษฐกิจภาคเกษตรกว่า 800 ล้านบาท เสียหาย 15 จว. กรมชลฯระบุเขื่อนใหญ่ 14 แห่งน้ำใช้การวิกฤติต่ำกว่าร้อยละ 30

7 มกราคม 2563  ศูนย์ภัยพิบัติกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานสถานการณ์ภัยแล้งปี 62/63 รายงานสภาพอ่างน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรน้ำใช้การอยู่ในเกณฑ์ น้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 14 อ่างฯ

ทั้งนี้ได้แก่ อ่างฯภูมิพล (18%) อ่างฯสิริกิติ์(29%) อ่างฯแม่กวงอุดมธารา (24%) อ่างฯแม่มอก (19%) อ่างฯจุฬาภรณ์ (6%) อ่างฯอุบลรัตน์ (-5%) อ่างฯลำพระเพลิง (14%) อ่างฯลำแซะ (29%) อ่างฯลำนางรอง (16%) อ่างฯป่าสักชลสิทธิ์ (23%) อ่างฯทับเสลา (14%) อ่างฯกระเสียว (8%) อ่างฯคลองสียัด (20%) และอ่างฯหนองปลาไหล (28%) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรน้ำอยู่ในเกณฑ์ มากกว่าร้อยละ 80 ขึ้นไป ของความจุอ่างฯ จ่านวน 2 อ่าง ได้แก่ อ่างฯสิรินธร (87%) และ อ่างฯศรีนครินทร์ (84%)

สภาพน้ำแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน แม่น้ำวัง แม่น้ำยม มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑน้ำน้อย แม่น้ำมูล แม่น้ำบางประกง แมน้ำท่าตะเภา แม่น้ำตาปี ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยแม่น่้าโก-ลก ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ
แม่น้ำเจ้าพระยา สถานี C.2 ปริมาณน้ำไหลผ่าน 228 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำ+17.38 ม.รทก.ต่ำกว่าตลิ่ง 8.82 เมตร

เขื่อนเจ้าพระยา สถานี C.13 ปริมาณน้ำไหลผ่าน 85 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน +14.16 ม.รทก.  ระดับน้ำท้ายเขื่อน +5.71 ม.รทก. รับน้ำเข้าระบบส่งน้ำทุ่งฝั่งตะวันออก รวม 67 ลบ.ม./วินาที โดยผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก (ปตร.มโนรมย์) 65 ลบ.ม./วินาที คลองชัยนาท-อยุธยา (ปตร.มหาราช) 2 ลบ.ม./วินาที

แม่น้ำป่าสัก เขื่อนพระรามหก 5 ลบ.ม./วินาที  ) รับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์ 17 ลบ.ม./วินาที ผ่านคลองระพีพัฒน์แยกตก (ปตร.พระศรีศิลป์) 2 ลบ.ม./วินาที และผ่านคลองระพีพัฒน์แยกใต้ (ปตร.พระศรีเสาวภาค) 2 ลบ.ม./วินาที รับน้ำเข้าระบบส่งน้ำทุ่งฝั่งตะวันตก รวม 36 ลบ.ม./วินาที โดยผ่านคลองมะขามเฒ่าอู่ทอง (ปตร.มะขามเฒ่า-อู่ทอง) ปิด ลบ.ม./วินาที แม่น้ำสุพรรณ (ปตร.พลเทพ) 20 ลบ.ม./วินาที แม่น้ำน้อย (ปตร.บรมธาตุ) 16 ลบ.ม./วินาทีอ.บางไทร สถานี C.29A ปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลีย 92 ลบ.ม./วินาที (เมือวาน 91 ลบ.ม./วินาที)

กรมชลประทาน ติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ(ค่าความเค็ม) ในแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่า ท่าน้ำนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และ ท่าน้ำกรมชลประทานสามเสน (สูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวัง) ท้ังนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาความเค็ม โดยท่าการผันน้ำบางส่วนจากแม่น้ำแม่กลองมายังแม่น้ำเจ้าพระยา

สภาพอ่างน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 (วันที 1 พ.ย.62 ถึง 30 เม.ย. 63) ณ วันที 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาตรน้ำต้นทนุ สามารถใช้การได้ จำนวน 26,666 ล้าน ลบ.ม. โดยการวางแผนจัดสรรน้ำ ทั้งประเทศ จ่านวน 17,699 ล้าน ลบ.ม.

ผลการจัดสรรน้ำทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที 1 พฤศจิกายน 2562 – ปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 5,635 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 32 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนในเขตลุ่มน้่าเจ้าพระยา วันนี้ใช้น้ำไป 17.82 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 1,733 ลา้ น ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของแผนจัดสรรน้ำ

พื้นที่ประสบภัยแล้ง ช่วงภัยเดือน ก.ย. 62 – ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ธ.ค.62)

จังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 13 จังหวัด จำนวน 68 อ่าเภอ 423 ตำบล 3,769 หมู่บ้าน 20 ชุมชน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย(14) น่าน(2) เพชรบูรณ์(6) อุทัยธานี(8) นครพนม(1) มหาสารคาม(6) บึงกาฬ(4) หนองคาย(8) บุรีรัมย์(6) กาฬสินธ์ุ(1) นครราชสีมา(5) กาญจนบุรี(6) และจังหวัดฉะเชิงเทรา(2) และอยู่ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดลงนาม ในประกาศเขตฯ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย(4) ชัยนาท(4) สุพรรณบุรี(5)ผลกระทบด้านการเกษตรในเบืองต้น

ด้านพืช ประสบภัย 15 จังหวัด เกษตรกร 164,391 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 1,635,676 ไร่ สำรวจพบความเสียหายแล้ว 15 จังหวัด เกษตรกร 76,923 ราย พื้นที่เสียหาย 736,182 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 650,266 ไร่ พืชไร่ 85,446 ไร่ พืชสวนและอืนๆ 448 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 822.62 ล้านบาท จ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 339 ราย พ้ืนที 3,150 ไร่ เป็นเงิน 3.51 ล้านบาทด้านปศุสัตว์ และด้านประมง ยังไม่มีรายงานได้รับผลกระทบ

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังได้รับการรายงานจาก นายจรินทร์ คงศรีเจริญ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ ถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 12 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กอีก 117 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกันเพียงร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯ

ซึ่งไม่ถึงครึ่งของความจุรวมกันทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำโดยเฉพาะภาคการเกษตรของจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกต่ำกว่าค่าปกติ ตลอดจนน้ำท่าก็ต่ำกว่าเกณฑ์เช่นกัน ทั้งนี้ ยังมีแนวโน้มอีกว่า ในปี 2563 ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนพฤษภาคม 2563 ปริมาณน้ำฝนจะต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 5-10 ซึ่งปัจจุบันปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำต่างๆของจังหวัดเชียงใหม่ภาพรวมในปี 2563 จะต่ำกว่าปี 2562 กว่าครึ่งหนึ่ง

ส่วนจ.พิษณุโลก เริ่มลดลง บางพื้นที่เริ่มแห้งขอดไม่มีน้ำเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่แม่น้ำยมที่อยู่นอกเขตชลประทาน ขณะนี้พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำด้านการเกษตร และอาจส่งผลกระทบกับการอุปโภคบริโภค ในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ พรหมพิราม บางระกำ วังทอง บางกระทุ่ม และวัดโบสถ์ เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในช่วงฤดูฝนปี 2562 อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 30-35 ทำให้คาดว่าปีนี้จะแล้งยาวนานกว่า 6 เดือน และคาดว่าจะรุนแรงกว่าเทียบเท่าปี 2558

เบื้องต้นโครงการชลประทานพิษณุโลก ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ลดการทำนาปรังต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ส่วนในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล ได้มีการประกาศงดส่งน้ำทำนาปรังเช่นกัน เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุน พร้อมกับจัดรถกระจายเสียงแจ้งเตือนเกษตรกรให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำที่มีน้อยไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยได้ขอให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน สำหรับแนวทางการช่วยเหลือนั้น ทางจังหวัดพิษณุโลกได้ร่วมกับโครงการชลประทานต่างๆในพื้นที่ และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เตรียมรถบรรทุกน้ำอุปโภคบริโภคเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคอีสานกลางหลังได้รับรายงานจากนายศักดิ์ศิริ  อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 ว่า ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และ เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย สามารถสนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

“ปัจจุบันที่เขื่อนอุบลรัตน์ได้นำน้ำก้นอ่างมาใช้แล้วประมาณ 95 ล้านลูกบาศก์เมตร ยืนยันไม่กระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อน ส่วนที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถสนับสนุนน้ำสำหรับทุกกิจกรรมได้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า”

อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น ,ชัยภูมิ ,มหาสารคาม ,กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วถึง พร้อมกับรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด อาทิเช่น ในพื้นที่ อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอกันทรวิชัย และอำเภอเมืองมหาสารคาม โครงการชลประทานมหาสารคามและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาติดป้ายประชาสัมพันธ์และเครื่องกระจายเสียง ออกวิ่งประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ขอความร่วมมือให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด

สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ด โครงการชลประทานร้อยเอ็ด และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเสียวใหญ่ ประชุมร่วมกับอาสาสมัครชลประทาน เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานของอาสาสมัครชลประทาน และแนวทางการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 พร้อมส่งรถติดเครื่องขยายเสียงลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำในทุกพื้นที่

ด้านจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชัยภูมิ เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำพรม-เชิญ เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำดิบสำหรับผลิตประปาอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และอำเภอชุมแพจังหวัดขอนแก่น พร้อมประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ขอความร่วมมือใช้น้ำอย่างประหยัด และคุ้มค่าเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค

นอกจากนี้ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ โครงการชลประทานกาฬสินธุ์และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ได้ลงพื้นที่ประชุมคณะกรรมการจัดการชลประทาน JMC ของอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในพื้นที่ทุกอ่างฯ เพื่อชี้แจงแผนการบริการจัดการน้ำ พร้อมชี้แจงสถานการณ์น้ำและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดอีกด้วย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำในทุกพื้นที่ พร้อมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด ปฏิบัติตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าอย่างไม่ขาดแคลน

กรมชล ยันน้ำในเขื่อนมีใช้ถึงสิ้นหน้าแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408781?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชล ยันน้ำในเขื่อนมีใช้ถึงสิ้นหน้าแล้ง

6 มกราคม 2563 – 20:09 น.
กรมชปลระทาน,น้ำเค็ม,ภัยแล้ง,เขื่อน,ระบายน้ำ,ลุ่มเจ้าพระยา
เปิดอ่าน 143 ครั้ง

กรมชล ยันน้ำเพียงพออุปโภคบริโภค​ยาวสิ้นฤดูแล้ง​ เผื่อฝนทิ้งช่วงอีก​ 3​ เดือนถึงกรกฎาคม​ 4​ เขื่อนหลัก​ยังระบายน้ำวันละ 18 ล้านลบ.ม. ลงลุ่มเจ้าพระยา​ 

6 มกราคม 2562 รองอธิบดีกรมชลประทานยืนยันมีปริมาณน้ำเพียงพอเพื่อการอุปโภคบริโภค​ ยาวไปจนถึงสิ้นฤดูแล้ง​ เผื่อฝนทิ้งช่วงอีก​  3​ เดือนไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563​ ขณะที่​ 4​ เขื่อนหลัก​ ยังระบายน้ำวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตรลงลุ่มเจ้าพระยา​

ดร.ทวีศักดิ์​ ธนเดโชพล​ รองอธิบดีกรมชลประทาน​ เปิดเผยว่า​ ฤดูแล้งปีนี้มีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย​ จึงต้องบริหารจัดการน้ำอย่างจำกัด​ และให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ซึ่งมีเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภครักษาระบบนิเวศสนับสนุนพืชที่ใช้น้ำน้อยหรือเกษตรต่อเนื่องบางพื้นที่เท่านั้น

โดยยืนยันว่าน้ำปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก​ 4​ แห่ง​  เขื่อนภูมิพล​ เขื่อนสิริกิติ์​ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน​ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  ที่มีรวมกันอยู่ทั้งหมด 40% จะเพียงพอใช้ได้ไปจนถึงสิ้นฤดูแล้ง​ เดือนพฤษภาคมปี 2563 ทั้งยังเผื่อฝนทิ้งช่วงอีก 3 เดือน​ จนกระทั่งถึงเดือนกรกฎาคม​ 2563​ ที่จะมีน้ำเพียงพอ

ทั้งนี้จากน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก​ ถูกระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร​ แบ่งเป็นใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค 7 ล้านลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม 8 ล้านลูกบาศก์เมตร​ และเพื่อการทำเกษตรต่อเนื่องเช่นสวนส้มโอและอื่น ๆ หรือพืชที่ใช้น้ำน้อยอีก 3 ล้านลูกบาศก์เมตร​ ทั้งยังมีการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองอีกวันละ 4-5 ล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อผลักดันน้ำเค็ม ซึ่งน้ำลุ่มน้ำแม่กลองยังมีมากเพียงพอที่จะผันมาข่วยลุ่มเจ้าพระยา​ เนื่องจากอิทธิพล​ของพายุ​โพ​ดุล​

ขณะที่การตรวจวัดค่าความเค็มตอนนี้มีสถานีสูบน้ำดิบผลิตประปา​สำแล​ จ.ปทุมธานี​ ยังคงมีความเค็มเกินค่ามาตรฐาน​ แต่จุดวัดความเค็มที่บางไทร​ จ.พระนคร​ศรี​อยุธยา​ ยังปกติ​

สำหรับเกษตรกร​ ได้ขอความร่วมมืองดทำนาปรังและรอให้ฝนตกรอบใหม่จึงจะเริ่มหว่านกล้าทำนาได้ซึ่งถ้าหากตัดสินใจทำในช่วงเวลานี้​ จะไม่มีน้ำเพียงพอที่จะสนับสนุน​ต้องปล่อยยืนต้นตาย​ เนื่องจากได้จัดลำดับความสำคัญเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก

ส่วนการเตรียมความพร้อมในเรื่องของเครื่องจักร​ และเครื่องมือเพื่อส่งไปประจำการที่ศูนย์ต่างๆทั่วประเทศ​ มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีและอีก 7​ สาขาในทุกภูมิภาคได้แก่จ.เชียงใหม่​ จ.พิษณุโลก​ จ.ขอนแก่น​ จ.นครราชสีมา​ จ.พระนครศรีอยุธยา​ จ.นนทบุรีและจ.สงขลา​ ซึ่งจะกระจายส่งเครื่องจักร​ เครื่องมือจำนวน 4316 ชิ้นแยกเป็นเครื่องสูบน้ำจำนวน 1935

เครื่องสูบน้ำจำนวน 258 คัน​ รถขุดจำนวน 499 คัน​ เรือขุดจำนวน 69 ลำ​ รถบรรทุกจำนวน 511 คัน​ รถบรรทุกน้ำจำนวน 106 คัน​ รถแทรกเตอร์จำนวน 565 คัน​ และเครื่องจักรสนับสนุน​อื่นๆจำนวน 373 เครื่อง พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดในทุกพื้นที่

วุุ่น น้ำเขื่อนใหญ่​ไหลไม่ถึงเขื่อนเจ้าพระยา​กระทบดันน้ำเค็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408719?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

วุุ่น น้ำเขื่อนใหญ่​ไหลไม่ถึงเขื่อนเจ้าพระยา​กระทบดันน้ำเค็ม

6 มกราคม 2563 – 15:53 น.
น้ำเค็มรุก,กรมชลประทาน,สทนช,ปลูกข้าว,น้ำแล้ง,ผันน้ำ,วิกฤตน้ำ
เปิดอ่าน 902 ครั้ง

สทนช.​ถกวุ่น​ 2​ เขื่อนใหญ่ปล่อยน้ำ​ 16​ ล้านลบ.ม​/วัน​ แต่ไหลผ่านหน้าเขื่อนเจ้าพระยา​แค่​ 7​ ล้านลบ.ม./วัน​ กระทบดันน้ำเค็ม​ลำบากใจคุย​เกษตรกร​สูบน้ำใช้

6 มกราคม 2563 สทนช.​ ถกวุ่น​ 2​ เขื่อนใหญ่ปล่อยน้ำ​ 16​ ล้านลบ.ม​/วัน​ แต่ไหลผ่านหน้าเขื่อนเจ้าพระยา​แค่​ 7​ ล้านลบ.ม./วัน​ กระทบดันน้ำเค็มไม่ตามแผน​ รับลำบากใจคุย​เกษตรกร​หยุดดึงน้ำใช้​ ย้ำมีไว้เพื่ออุปโภค​เท่านั้น​ เร่งดึงน้ำจากแม่กลองช่วย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน การประปานครหลวง กรุงเทพมหานคร สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และกรมอุตุนิยมวิทยา

ทั้งนี้เพื่อหารือมาตราการรับมือวิกฤตภัยแล้งและน้ำทะเลหนุนสูงจนเกิดภาวะน้ำเค็มรุก  ส่งผลให้ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบปัญหาประปามีรสกร่อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนการใช้เพื่อการอุปโภค

ดร.สมเกียรติ​ บอกว่า​ เขื่อนใหญ่ 2 แห่ง​ คือ​ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ระบายน้ำลงสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา​ วันละ 16 ล้านลูกบาศก์เมตร​ แต่มีน้ำไหลระบายออกจากหน้าเขื่อนเจ้าพระยา​ ที่จังหวัดชัยนาทเพียง 7 ล้านลูกบาศก์เมตร​ น้ำส่วนที่หายไป 7-8 ล้านลูกบาศก์เมตร​ คาดว่ามีเกษตรกรดึงไปใช้เพื่อการเกษตร​ จึงทำให้ไม่มีน้ำ​ เพียงพอที่จะผลักดันน้ำเค็มได้ตามแผน

สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีจำนวน 1.1 ล้านไร่ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ส่วนนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ​ แต่ข้าวนาปีรอบ 2 หรือข้าวนาปรัง​ จำนวน 2 ล้านไร่กว่า​ ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะต้องควบคุมไม่ให้เกินไปจากนี้​ แต่ที่ปลูกไปแล้วก็ต้องดูแลกันต่อไป

ปัจจุบันจึงได้ปรับแผนนำน้ำจากลุ่มแม่น้ำแม่กลองมาช่วยผลิตน้ำประปา​ และชะลอความเค็ม​ โดยน้ำทะเลจะหนุนสูงในวันที่ 7 -​ 15 มกราคมนี้​ ทำให้มีลิ่มความเค็มสูง​ กระทบการผลิตน้ำประปา​ จึงเร่งผันน้ำจากลุ่มแม่น้ำแม่กลองผ่าน 4 คลองหลักคือ 1 คลองจระเข้สามพราน​ ผ่านมาทางแม่น้ำท่าจีนออกทางคลองพระยาบันลือ  2 คลองประปา  3  คลองบางกอกน้อย​ และ 4 คลองมหาสวัสดิ์ เพื่อลดค่าความเค็ม​

โดยนับตั้งแต่​ วันที่​ 1​ พฤศจิกายน​ 2562​  -​ ปัจจุบัน​ ได้ผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง​ แล้ว​ 200​ ล้านลบ.ม.​ ซึ่งตั้งโควต้า​ไว้​ 500​ -​ 800​ ล้านลบ.ม.​ โดยที่คนในลุ่มน้ำแม่กลอง​ ไม่ได้รับผลกระทบ​ เพราะเป็นน้ำส่วนเกิน​

ส่วนอีกหนึ่งมาตรการที่จะมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้​ (7 ม.ค.63) คือเสนอกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขวิกฤตน้ำ พร้อมเสนอตั้งกองอำนวยการน้ำแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ รวมทั้งมีการขออนุมัติงบกลางจำนวน 3,079 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการจัดการน้ำในระยะสั้นในช่วงเวลา 2-3 เดือนนี้ด้วย

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วน! ก.เกษตรฯเร่งทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464624

news_default

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วน! ก.เกษตรฯเร่งทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 10.56 น.

“เฉลิมชัย” สั่งการด่วนที่สุดให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ รายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรทุกวัน พร้อมจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ การประกอบอาชีพ และเสริมรายได้ ตามนโยบายศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้สั่งการด่วนที่สุดให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนปฎิบัติการ (Action plan) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งตามที่คาดการณ์ว่า ในฤดูแล้งปี 2562/2563 ซึ่งมีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ส่งผลให้มีน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ และแหล่งน้ำธรรมชาติน้อย ทั้งนี้จากที่มอบนโยบายให้เร่งรัดการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแก้มลิงสำหรับใช้อุปโภค-บริโภคในชุมชน การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง การทำปศุสัตว์ การทำประมง รวมถึงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรใช้บริโภคและจับขายได้ ตลอดจนแผนว่าจ้างแรงงานเพื่อให้เกษตรกรซึ่งประสบภัยแล้ง ทำการเกษตรไม่ได้ สามารถมารับจ้างทำงาน มีรายได้เสริม เป็นต้น

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ทุกกรมและทุกหน่วยงานต้องทำแผนปฏิบัติการดังกล่าวด่วนที่สุด มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รวบรวมนำเสนอปลัดกระทรวงและรมว. เกษตรฯ ตามลำดับ ขณะนี้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ สรุปผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปี 2562 และการเร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือ อีกทั้งประเมินสถานการณ์น้ำและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่องทุกวันเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริหารตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับฤดูแล้งนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายภาคการเกษตรจากภาวะขาดแคลนน้ำ แต่ทุกหน่วยงานต้องประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชนทราบสถานการณ์อย่างทั่วถึงในทุกช่องทางสื่อสาร โดยเป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติของศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติซึ่งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการจัดตั้งศูนย์ดังล่าว กำหนดกรอบการทำงาน และเสนอขออนุมัติงบประมาณสนับสนุนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติแล้ง โดยกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามแผนปฏิบัติการของศูนย์นี้

“นายกรัฐมนตรีห่วงใยปัญหาภัยแล้งที่อาจรุนแรงในปีนี้จึงเป็นประธานศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำด้วยตนเอง ซึ่งหลังจากประชุมครม. แล้วเสร็จทุกหน่วยงานต้องเดินหน้าปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนทันที” นายเฉลิมชัยกล่าว

‘ธรรมนัส’เป็นห่วง! สั่งอธิบดีฝนหลวง วางยุทธศาสตร์ทำฝนหลวงช่วยภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464616

news_default

‘ธรรมนัส’เป็นห่วง! สั่งอธิบดีฝนหลวง วางยุทธศาสตร์ทำฝนหลวงช่วยภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 10.34 น.

“ธรรมนัส”สั่งอธิบดีฝนหลวงวางยุทธศาสตร์ทำฝนหลวงช่วยภัยแล้ง ยอมรับน่าเป็นห่วงมาก ต้องรีบแก้ไข 

7 มกราคม 2563 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ว่า ในส่วนของตนเองซึ่งกำกับดูแลฝนหลวงอยู่ได้สั่งการแล้วในการช่วยเหลือประชาชน โดยจะเริ่มปฏิบัติการเดือนหน้าในทุกภาค เพราะภัยแล้งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากโดยเฉพาะในภาคอีสาน แม่น้ำชีไม่มีน้ำแล้ว

“ผมได้สั่งการให้อธิบดีกรมฝนหลวงวางยุทธศาสตร์ในการดำเนินการฝนหลวงว่าจะต้องทำอย่างไรสำหรับแผนของปีนี้ เพราะแต่ละปีจะดำเนินไม่เหมือนกัน แต่ยืนยันเรามีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่ ซึ่งการทำฝนหลวงนี้ก็จะไปช่วยเติมน้ำในพื้นที่ชลประทานและพื้นที่นอกชลประทาน แต่ทั้งนี้จะเติมน้ำได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องดูสภาพอากาศด้วย”

เมื่อถามว่านอกจากมาตรการในการป้องกันแล้ว มีมาตรการในการเยียวยาด้วยหรือไม่ หากเกิดความเสียหายกับพืชผลเกษตรกร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ทางกระทรวงเกษตรฯมีหลักการในการเยียวยาเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ก็คือแต่ละที่น้ำน้อย น่าเป็นห่วงมาก ต้องรีบหาทางแก้ไข

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางสภาฯได้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้ง 25 ลุ่มน้ำซึ่งมีตนเป็นประธาน ซึ่งได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาแต่ละลุ่มน้ำ ดังนั้นอนุกรรมการฯต้องรีบศึกษาโดยด่วน และเมื่อศึกษาแล้วต้องรีบนำแนวทางไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหาวิธีแก้ปัญหาก่อนที่จะเกิดวิกฤตภัยแล้ง ซึ่งเรื่องนี้ต้องทำแบบบูรณาการทุกฝ่ายและทุกด้าน

เตือนปชช.หมึกสายวงน้ำเงินพิษร้ายแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464479

news_default

เตือนปชช.หมึกสายวงน้ำเงินพิษร้ายแรง

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า หมึกสายวงน้ำเงินหรือหมึกสายบลูริง (Blue-ringed octopus: Hapalochlaena spp.) มีรายงานพบในประเทศไทยทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันแต่พบไม่มากจากการประมงอวนลากและลอบหมึกสาย เป็นหมึกสายขนาดเล็ก ลักษณะลำตัวจะคล้ายถุงลมท้ายแหลม ความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร หมึกสายวงน้ำเงินจะมีลายวงแหวนชนิดเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ขนาดเล็กกระจายอยู่บนลำตัวและส่วนหนวด ความยาวของหนวดจะมากกว่าความยาวลำตัว 1.5-2.5 เท่า อาศัยอยู่ตามพื้นท้องทะเลที่เป็นทรายความลึกประมาณ 20-40 เมตร ชอบซ่อนพรางตัวเพื่อหลบผู้ล่าและซุ่มรอเหยื่อ เวลาเคลื่อนจะใช้หนวดเดินไม่ใช่สัตว์น้ำดุร้าย เมื่อโดนกระทบหมึกชนิดนี้จะพรางตัวโดยทำตัวให้แบนและเปลี่ยนสีให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม แต่ถ้ารู้สึกว่าถูกคุกคาม ไม่ว่าจะพรางตัวอย่างไรแล้วจะเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นจู่โจมกัด พร้อมปล่อยพิษได้เสมอ หมึกชนิดนี้ผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวตลอดวงจรชีวิต โดยเพศเมียจะวางไข่ติดกับวัสดุใต้น้ำ ไข่จะใช้เวลาฟักตัว 2 สัปดาห์ ลูกหมึกจะดำรงชีวิตตามหน้าดิน

ดร.วิชาญกล่าวต่อว่า โอกาสที่คนทั่วไปจะโดนหมึกชนิดนี้กัดน้อยมาก เนื่องจากพบในแนวเขตน้ำลึก ที่สำคัญกรมประมงไม่อนุญาตให้นำเข้าหมึกสายชนิดนี้ตามบัญชีแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2547 มีประกาศครอบคลุมถึงหอยงวงช้างและปลาหมึกทุกชนิดใน Class Cephalophoda  สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลผู้ถูกหมึกสายชนิดนี้กัดถึงแก่ชีวิต อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและผู้ค้า ขอให้ระวังในการเลือกซื้อหมึกที่มีลักษณะเหมือนหมึกสายมารับประทาน โดยให้สังเกตลักษณะภายนอกของหมึกอย่างละเอียด หากพบหมึกมีลายวงกลมในเนื้อหมึกไม่ว่าจะสีอะไรก็ตามทั้งสดและตากแห้งขอให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสและห้ามนำมารับประทานโดยเด็ดขาด

นายมนตรี สุมณฑา นักวิชาการประมงชำนาญการ สถานีประมงทะเลจังหวัดระนองกล่าวเพิ่มเติมว่าหมึกสายวงน้ำเงินเป็นสัตว์ที่มีพิษรุนแรงมาก  พิษถูกสร้างโดยแบคทีเรียกลุ่ม Bacillusและ Pseudomonas ที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลาย (Salivary gland)ปากหนวด ลำไส้ รวมทั้งต่อมหมึก ประกอบด้วยสารพิษ 2 ชนิด คือ Maculotoxin (มีลักษณะคล้ายกับ Tetrodotoxin ที่พบในปลาปักเป้ามีพิษต่อระบบประสาทและ Hepalotoxin เป็นสารพิษชนิดร้ายแรงไม่มียาแก้พิษ ต้องบรรเทาอาการจากพิษเช่นเดียวกับการเอาพิษออกจากปลาปักเป้า โดยใช้เครื่องช่วยหายใจและรักษาตามอาการ หากพ้น 24 ชม.ได้อาการจะดีขึ้นตามลำดับ พิษชนิดนี้ออกฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของระบบประสาท เมื่อถูกปลาหมึกสายวงน้ำเงินกัด ขั้นแรกจะคลื่นไส้ ตาพร่าเลือน มองไม่เห็นและประสาทสัมผัสไม่ทำงาน พูดหรือกลืนน้ำลายไม่ได้ และขั้นสุดท้ายประมาณ 10 นาทีต่อมาจะเป็นอัมพาตและหยุดหายใจ เนื่องจากสมองขาดออกซิเจน หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที ดังนั้น ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจระหว่างที่ระบบประสาทยังทำงานได้ปกติ

กยท.จับมือPTTOR เปิดจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464474

news_default

กยท.จับมือPTTOR เปิดจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยาง รวมกลุ่มในรูปแบบสถาบันเกษตรกร เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพิ่มมูลค่า และยังมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกรหาพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา ภายใต้โครงการ “จุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพาราพัฒนาเกษตรกรไทย” ปีที่ 3 โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างกยท.และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คาดว่าจะเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา ให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการหาพื้นที่จำหน่าย เพิ่มรายได้ มีช่องทางแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ และหาแนวทางดำเนินธุรกิจให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค เสริมสร้างเศรษฐกิจประชารัฐ มีเป้าหมายคือ สถาบันเกษตรกรและเกษตรกรชาวสวนยาง สร้างโอกาสช่องทางการตลาดได้ง่ายขึ้น เผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง และประชาชนต่อไป

ด้านนายณัฐวุฒิ ศิริสัจจวัฒน์ ผู้จัดการเขตการขายอาวุโส บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR กล่าวว่า มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนสนับสนุนโครงการ “จุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา พัฒนาเกษตรกรไทย” ปีที่ 3 ร่วมกับ กยท. โดยเปิดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ให้เป็นศูนย์กลางชุมชนได้นำสินค้าแปรรูปจากยางพาราเข้ามาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยพัฒนาและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายหาพื้นที่จำหน่ายให้เกษตรกรชาวสวนยางได้อีกช่องทางหนึ่ง

“บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) ต้องการให้สถานีบริการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนตามแนวคิด living community ที่พร้อมส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และทำงานร่วมกับภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาชนในการพัฒนาสินค้า บริการ ความเป็นอยู่ ตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เข้มแข็ง” นายณัฐวุฒิ กล่าวเพิ่มเติม

เฝ้าระวังหนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่วเหลือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464476

news_default

เฝ้าระวังหนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่วเหลือง

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้สภาพอากาศแห้งแล้ง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเฝ้าระวังติดตามการระบาดของหนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่วใน 2 ระยะคือ ช่วงถั่วเหลืองปลูกใหม่อายุไม่เกิน 14 วัน มักพบหนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่วเข้าทำลายถั่วเหลืองตั้งแต่ระยะ ต้นกล้า เมื่อหนอนฟักออกมาจากไข่จะชอนไชตามเส้นใบไปที่ก้านใบ เพื่อเข้าไปกัดกินเนื้อเยื่อที่บริเวณไส้กลางลำต้น ทำให้ผลผลิตถั่วเหลืองลดลงมากกว่า 40% เกษตรกรควรคลุกเมล็ดถั่วเหลืองก่อนปลูกด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิลยูเอส อัตรา 2 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัมหรือพ่นด้วยสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซีอัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรพ่น 2 ครั้งห่างกัน 7 วัน พ่นครั้งแรกเมื่อใบจริงคู่แรกคลี่ออกมาเต็มที่หรืออายุ 7-10 วันหลังถั่วเหลืองเริ่มงอก

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสานเป็นอย่างไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464480

news_default

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสานเป็นอย่างไร

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบความรู้เรื่องระบบเกษตรผสมผสาน ว่ามีการดำเนินการกันอย่างไรบ้างครับ

อนุมัติ เสียงพิณ

อ.แว้ง จ.นราธิวาส

คำตอบ

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นระบบที่มีการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยหลักการอยู่ร่วมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช  พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัยการผลิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่งมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด ภายในไร่นาแบบครบวงจร เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าวการเลี้ยงสัตว์บนบ่อปลา  การเลี้ยงผึ้งในสวนผลไม้ เป็นต้นจึงเป็นระบบที่ช่วยตอบสนองต่อการบริโภคหรือลดความเสี่ยงจากราคาผลิตผลที่มีความไม่แน่นอน

รูปแบบของระบบเกษตรผสมผสานการกำหนดวิธีการทำเกษตรผสมผสานมีหลายแบบ หากพิจารณาการแบ่งตามกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่เป็นหลักมีดังนี้

1) ยึดกิจกรรมพืชเป็นหลักเป็นระบบป่าไม้-ไร่นา มีพืชเป็นรายได้หลัก

2) ยึดกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก เป็นระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ มีสัตว์เลี้ยงเป็นรายได้หลัก

3) ยึดกิจกรรมประมงเป็นหลัก เป็นระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์น้ำมีสัตว์น้ำเป็นรายได้หลัก

4) ระบบเกษตรผสมผสานแบบไร่นาป่าผสมหรือวนเกษตรเป็นระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ที่มีการจัดการป่าไม้เป็นหลักร่วมกับการเกษตรทุกแขนง ประกอบด้วย การปลูกพืชเกษตรในสวนป่า และการปลูกพืชเกษตรร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ในสวนป่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นตัวกลางเพื่อผ่อนคลายความต้องการการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกับความต้องการป่าไม้ เพื่อควบคุมสิ่งแวดล้อมให้สามารถดำเนินการควบคู่กันไป โดยทั้งโดยหมดนี้ ต้องคำนึงถึงสภาพทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมประเพณี รวมทั้งช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ระบบเกษตรผสมผสานที่ดีในแง่ของทรัพยากร ควรสามารถเพิ่มการซึมซับน้ำ รักษาน้ำใต้ดิน ลดการสูญเสียดิน ดังนั้น ลักษณะพันธุ์พืชที่ใช้ควรเป็นทรงพุ่มเพื่อลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกกระทบผิวดินสามารถรักษาสภาพดุลของสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกร่วม เช่นบังร่มเงา พายุ ฝน อีกทั้งควบคุมสภาพความชุ่มชื้นและอุณหภูมิ ให้ดี พันธุ์ไม้ที่ปลูกควรมีรากลึกพอที่จะสามารถหมุนเวียนธาตุอาหารในระดับที่ลึกขึ้นมาสู่บริเวณผิวดิน เป็นประโยชน์ต่อพืชรากตื้นที่ปลูกร่วม โดยรวมทั้งระบบควรให้ผลตอบแทนแก่เกษตรกรหลายด้าน เช่น ผลผลิตในรูปอาหาร ยารักษา โรค ไม้ฟืน ไม้สร้างบ้านรายได้ และอื่นๆ

สิ่งสำคัญที่สุดระบบเกษตรผสมผสาน ควรเป็นระบบที่มีการอนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีปลูกพืชได้หลายสภาพแวดล้อม และง่ายต่อการปฏิบัติในสภาพของเกษตรกรมีอยู่ใน 4 ระบบใหญ่ คือระบบป่าไม้-ไร่นา ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์น้ำและระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ซึ่งวิธีการนำแต่ละระบบไปประยุกต์ใช้ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมต่างๆ ของพื้นที่เป็นเกณฑ์ด้วยนะครับ

นาย รัตวิ