ดัชนีผาสุกเกษตรกรปี’61เพิ่มขึ้นระดับ80.29 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464478

news_default

ดัชนีผาสุกเกษตรกรปี’61เพิ่มขึ้นระดับ80.29

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.จัดทำดัชนีความผาสุกของเกษตรกร เพื่อสะท้อนปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย และใช้เป็นตัวชี้วัดแผนพัฒนาการเกษตร ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 12 โดยดัชนีความผาสุกของเกษตรกรระดับประเทศในปี 2561 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ของแผนพัฒนาการเกษตรช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 มีค่าอยู่ที่ระดับ 80.29 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดีเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ระดับ 78.94 ปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความผาสุกของเกษตรกรในภาพรวมเพิ่มขึ้นและพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก ได้แก่ ด้านสุขอนามัย มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 98.17 และด้านสังคม มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 90.98 สำหรับด้านเศรษฐกิจ มีการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 75.27 ด้านสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 67.18 ส่วนด้านการศึกษา มีการพัฒนาอยู่ในระดับต้องเร่งแก้ไข มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 54.22

เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบดัชนีความผาสุกของเกษตรกรภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 81.81 81.67  81.14 ตามลำดับ เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดี ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 79.31 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง โดยปัจจัยด้านสุขภาพและสังคมแต่ละภาคพัฒนาอยู่ในระดับดีและดีมาก สำหรับด้านเศรษฐกิจของภาคใต้และภาคกลางพัฒนาอยู่ในระดับดี ขณะที่ด้านเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง และภาคเหนืออยู่ระดับต้องปรับปรุง ส่วนด้านการศึกษาและด้านสิ่งแวดล้อมแต่ละภาคมีการพัฒนาอยู่ในระดับต้องปรับปรุงและต้องเร่งแก้ไข

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโชผู้อำนวยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร กล่าวเสริมถึงแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งต้องเดินหน้าพัฒนาต่อเนื่องทุกภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมเกษตรกรทุกระดับน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เน้นให้เกษตรกรรายย่อยพึ่งตนเองได้ สำหรับเกษตรกรขนาดกลางและเชิงพาณิชย์ให้ต่อยอดไปสู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพ ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำบัญชีฟาร์ม ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร ด้านการศึกษา เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ช่วงสูงวัยจึงควรถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ให้เกษตรกรผู้สูงวัยอย่างเหมาะสม พัฒนาศักยภาพทายาทเกษตรกรและเกษตรกรไทยรุ่นใหม่ให้เข้มแข็ง และด้านสิ่งแวดล้อม สร้างความตระหนักรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดการผลิตที่สมดุล ถ่ายทอดความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินและใช้สารอินทรีย์ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมทั้งสนับสนุนการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม สวนป่าชุมชน ป่าเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ

สทนช.จัดเวทีให้ข้อมูล โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464475

news_default

สทนช.จัดเวทีให้ข้อมูล โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช.ร่วมคณะกรรมการลุ่มน้ำและผู้แทนภาคประชาชน 8 จว.ริมแม่น้ำโขง เปิดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง ครั้งที่ 1 เพื่อรวบรวมข้อกังวลด้านผลกระทบของประชาชนริมแม่น้ำโขงสปป.ลาว ผ่านกลไก PNPCA

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเปิดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ตามระเบียบปฏิบัติ เรื่อง การแจ้งการปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Proceduresfor Notification, Prior Consultation andAgreement หรือ PNPCAว่า เป็นประโยชน์ต่อประชาชนริมแม่น้ำโขง 8 จังหวัดที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการที่จะได้รับทราบข้อมูล ได้แสดงความคิดเห็นต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ส่งผ่านไปยังสปป.ลาว เจ้าของโครงการ ขณะเดียวกันหน่วยงานในพื้นที่ยังได้รับทราบข้อมูลองค์ประกอบและการพัฒนาโครงการ รวมถึงเสนอความคิดเห็นต่อข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการเปิดเวทีวันนี้จะให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง ของสปป.ลาว เป็นครั้งแรก หลังจากสปป.ลาวเสนอโครงการผ่านทางคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง โดยจะเน้นชี้แจงความเป็นมาของโครงการ ระเบียบปฏิบัติ PNPCA ให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป. ลาว รวมทั้งสรุปผลรายงานทบทวนด้านเทคนิคโครงการ ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ได้รับทราบข้อมูล การบรรยายสรุปความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศต่อร่างรายงานทบทวนทางด้านเทคนิคของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป. ลาว (Technical Review Report: TRR) รวมทั้งรายงานผลประชุมเวทีให้ข้อมูลที่ผ่านมา ตลอดจนรับฟังข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วน และส่งให้สปป.ลาวได้รับทราบผ่านกลไก PNPCA

สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางนับเป็นโครงการลำดับที่ 5 ที่ลาว มีแผนก่อสร้างบนแม่น้ำโขงสายประธานต่อจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โครงการไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากแบงและโครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นประเด็นที่ภาคประชาชนและประชาสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงของไทยทั้ง 8 จังหวัด

ดังนั้น สทนช. ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (Thai National Mekong Committee: TNMC) ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานภายใต้กรอบความร่วมมือ MRC กำหนดจัดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป.ลาว ภายในประเทศ 3 ครั้ง เพื่อนำข้อมูลด้านเทคนิคการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางจากการประชุมกับสปป.ลาวและข้อคิดเห็นจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดสู่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงรับฟังประเด็นข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบสะสมและข้ามพรมแดนของโครงการฯ ต่อพื้นที่ท้ายน้ำต่อคนในท้องถิ่น อาทิ ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม รวมถึงระบบนิเวศลำน้ำโขง เป็นต้น ที่อาจเกิดจากการพัฒนาโครงการ นำไปสู่การกำหนดเป็นท่าทีประเทศไทยเสนอลาวพิจารณา ผ่านสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง กรณีการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางตามลำดับต่อไปซึ่งเป็นไปตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 ที่ประเทศสมาชิกมีข้อตกลงร่วมกันที่จะใช้น้ำของระบบลุ่มแม่น้ำโขงอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม หากนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ในลุ่มน้ำหรือผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ ทั้งนี้ สทนช.จะติดตามและร่วมจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ของโครงการร่วมกับ 4 ประเทศ เพื่อให้การพัฒนาเขื่อนหลวงพระบางเกิดประโยชน์และผลกระทบน้อยที่สุด

อธิบดีปศุสัตว์เปิดกิจกรรมเพิ่มพลังปีใหม่ ซื้อสินค้าปศุสัตว์คุณภาพดี ส่งสุขให้เกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464448

อธิบดีปศุสัตว์เปิดกิจกรรมเพิ่มพลังปีใหม่ ซื้อสินค้าปศุสัตว์คุณภาพดี ส่งสุขให้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.46 น.

6 มกราคม 2563 เวลา 9.09 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดกิจกรรม “เพิ่มพลังปีใหม่ ซื้อสินค้าปศุสัตว์คุณภาพดี ราคาพิเศษ” เพื่อส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2563 พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้อำนวยการกอง/สำนัก ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป

กิจกรรม “เพิ่มพลังปีใหม่ ซื้อสินค้าปศุสัตว์คุณภาพดี ราคาพิเศษ” เป็นการดำเนินการตามโครงการ “ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2563” โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมดำเนินโครงการ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน ในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563 โดยในส่วนของกรมปศุสัตว์ มีกิจกรรมที่ดำเนินการ ดังนี้

1. กิจกรรม “โครงการเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” ดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมัน ควบคุมประชากรสุนัขและแมว และการประชาสัมพันธ์หึความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและสัตว์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ดำเนินการช่วง ตุลาคม – ธันวาคม 2562

2. กิจกรรม “เพิ่มพลังปีใหม่ ซื้อสินค้าปศุสัตว์คุณภาพดี ราคาพิเศษ” เป็นการจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์แปรรูปราคาพิเศษ เช่น นมและผลิตภัณฑ์นม สบู่ ครีม เครื่องสำอางค์ เนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ เครื่องซอสปรุงรส ไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากแพะ โดยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย และวิสาหกิจชุมชนมาขายสินค้า ราคาถูกและคุณภาพดีแก่ประชาชน โดยจัดจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ในวันที่ 6 และ 10 มกราคม 2563 ตั้งแต่เวลา 7.30 น. เป็นต้นไป ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายชุดของขวัญปีใหม่ ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากเกษตรกรไทย ร้าน Livestock Farm Outlet ผ่านระบบ Online ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 จนถึง 15 มกราคม 2563

3. กิจกรรมเปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ด้านปศุสัตว์ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน และศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ระยอง ตั้งแต่ 28 ธันวาคม 2562 – 5 มกราคม 2563

4. กิจกรรมจัดตั้งศูนย์บริการประชาชน ให้บริการประชาชนที่เดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ เช่น บริการที่พักชั่วคราว ห้องน้ำ ขนมและเครื่องดื่ม จำนวน 15 จุด ตามด่านกักกันสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และศูนย์วิจัยฯ ต่างๆ ตั้งแต่ 28 ธันวาคม 2562 – 5 มกราคม 2563

จึงขอเชิญชวนประชาชนมาอุดหนุนเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายครัวเรือน ให้กับเกษตรกรและประชาชน มอบความสุขจากการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ด้านปศุสัตว์ พร้อมได้รับความรู้ด้านปศุสัตว์ และเพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่มีราคาถูกและมีคุณภาพ นอกจากนี้เกษตรกรและประชาชนจะได้รับรู้ผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ และมีทัศนคติที่ดีในการประสานความร่วมมือขับเคลื่อนงานพัฒนาไปพร้อมกรมปศุสัตว์ต่อไป ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ แจงฤดูแล้งปีนี้ ยังไม่มีพื้นที่เกษตรเสียหายขาดแคลนน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464423

news_default

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ แจงฤดูแล้งปีนี้ ยังไม่มีพื้นที่เกษตรเสียหายขาดแคลนน้ำ

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563, 13.06 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ แจงฤดูแล้งปี 62/63 นี้ ยังไม่มีพื้นที่เกษตรเสียหายจากภาวะขาดแคลนน้ำ ย้ำทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรทุกจังหวัดเสี่ยง

6 มกราคม 2562 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ยังไม่มีรายงานความเสียหายจากภัยแล้งในพื้นที่เกษตร แต่ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์ตลอดฤดูแล้งอย่างใกล้ชิด พร้อมช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชน ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการช่วยเหลือด้านรายได้แก่เกษตรกรที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้เนื่องจากน้ำน้อย โดยมีทั้งโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่ต่อเนื่องซึ่งเกษตรกรสามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซื้อโคเนื้อมาเลี้ยง โดยใช้ระยะเวลาขุน 4 เดือน กระทรวงเกษตรฯ จัดหาตลาดรับซื้อให้นิดจากนี้ยังส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ แพะ แกะ และไก่พื้นเมือง ควบคู่กับการปลูกพืชอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุนการผลิตได้แก่ หญ้าแพงโกล่า ข้าวโพด เป็นต้น

ส่วนกรมประมงส่งเสริมการเลี้ยงปลานิล ปลาสลิด และกุ้ง รวมทั้งจะนำกุ้งก้ามกรามไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อให้เกษตรกรจับมาบริโภคและจำหน่ายได้ เป็นการสร้างทางเลือกอาชีพแทนการทำนาปรังซึ่งใช้น้ำมาก ส่วนพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอปลูกพืชใช้น้ำน้อยจะส่งเสริมการปลูกพืชผักต่างๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ในระยะเวลาสั้น นอกจากนี้ยังมีโครงการจ้างแรงงานของกรมชลประทานเพื่อให้เกษตรกรมารับจ้างทำงานในโครงการชลประทานเพื่อให้มีรายได้เสริมจากการที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้ เป็นต้น

ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สรุปความเสียหายจากภัยพิบัติในปี 2562 ระหว่างวันที่ 1 ก.ย.  –  27 ธ.ค.62) ซึ่งเป็นความเสียหายจากภาวะฝนทิ้งช่วง แล้วต่อเนื่องด้วยอุทกภัย ซึ่งมีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 13 จังหวัด 68 อำเภอ 423 ตำบล 3,769 หมู่บ้าน 20 ชุมชนได้แก่ จังหวัดเชียงราย (14 อำเภอ) น่าน (2 อำเภอ) เพชรบูรณ์ (6 อำเภอ) อุทัยธานี (8 อำเภอ) นครพนม (1 อำเภอ) มหาสารคาม(6 อำเภอ) บึงกาฬ (4 อำเภอ) หนองคาย(8 อำเภอ) บุรีรัมย์ (6 อำเภอ) กาฬสินธ์ (1 อำเภอ) นครราชสีมา (5 อำเภอ) กาญจนบุรี (6 อำเภอ) และฉะเชิงเทรา (2 อำเภอ) และอยู่ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามในประกาศเขตภัยพิบัติ 3 จังหวัดได้แก่ สุโขทัย (4 อำเภอ) ชัยนาท (4 อำเภอ) และสุพรรณบุรี (5 อำเภอ) จากการสำรวจเบื้องต้นปรากฎว่า มีผลกระทบต่อการเกษตรด้านพืช 15 จังหวัด เกษตรกร 164,391 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 1,635,676 ไร่ สำรวจพบความเสียหายแล้ว 15 จังหวัด เกษตรกร 76,923 ราย พื้นที่เสียหาย 736,182 ไร่แบ่งเป็น ข้าว 650,266 ไร่ พืชไร่ 85,446 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 448 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 822.62 ล้านบาท โดยจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว 339 ราย พื้นที 3,150 ไร่ เป็นเงิน 3.51 ล้านบาท ส่วนด้านปศุสัตว์ด้านประมงยังไม่มีรายงานผลกระทบ

“ขณะนี้ได้รับอนุมัติงบประมาณแล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติในปีที่ผ่านมาให้ครบถ้วน รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ไปส่งเสริมอาชีพเพื่อให้มีรายได้เสริมในฤดูแล้งนี้ แต่ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานผลกระทบภาคการเกษตรเสียหายจากภาวะขาดแคลนน้ำ” นายอนันต์กล่าว

กปน.ประสานกรมชลรับมือ น้ำเค็มระลอก2 ทะเลหนุนสูงช่วง8-9มกราคม สั่งคุมค่าความเข้มเจ้าพระยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464320

news_default

กปน.ประสานกรมชลรับมือ น้ำเค็มระลอก2 ทะเลหนุนสูงช่วง8-9มกราคม สั่งคุมค่าความเข้มเจ้าพระยา

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กปน.ประสานกรมชลรับมือน้ำเค็มระลอก2

ทะเลหนุนสูงช่วง8-9มกราคม สั่งคุมค่าความเข้มเจ้าพระยา

ภาพรวมคุณภาพประปาปกติ แนะปชช.สำรองน้ำไว้บริโภค

เตรียมพร้อมรับมือน้ำทะเลหนุนอีกระลอก 8-9 มกราคม กรมชลประทานเตรียมแผนเปิด-ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ คุมค่าความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยา ด้าน“กปน.”ประสานกรมชลฯจัดเวลาเปิดสูบน้ำเข้าคลองประปา ลดผลกระทบ ขณะที่ภาพรวมน้ำประปาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ส่งผลต่อการรับรู้รสชาติ แนะประชาชนสำรองน้ำไว้บริโภค

เมื่อวันที่ 5มกราคม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับทราบมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบกรอบรายละเอียดโครงสร้างศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้บัญชาการอำนวยการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำ และกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ทำหน้าที่ประสานงานการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นไปตาม พรบ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มาตรา 24 เพื่ออำนวยการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำเป็นการชั่วคราวจนกว่าปัญหาวิกฤติน้ำจะพ้นไป ซึ่งแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ปัญหาวิกฤติน้ำ จะแบ่งหน้าที่ปฏิบัติงานออกเป็น กลุ่มอำนวยการ กลุ่มคาดการณ์ กลุ่มบริหารจัดการ และกลุ่มแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปฏิบัติงาน

โฆษกประจำสำนักนายกฯเผยว่า นายกฯเห็นว่า วิกฤติภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นมีแนวโน้มรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเตรียมพร้อมรับมือ เพราะไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต แต่ยังส่งผลถึงภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาดำเนินงานผ่านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้วิกฤติภัยแล้งปีนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วทันท่วงที ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกัน ตามแผนใช้ทรัพยากรน้ำ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ที่มีเป้าหมายทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ วันที่ 7 มกราคม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาเห็นชอบกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจ และแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ปัญหาวิกฤติน้ำ รวมทั้งเห็นชอบให้สำนักงบประมาณดำเนินการตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 โดยพิจารณาจัดสรรงบประมาณ เป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนการปฏิบัติงานดังกล่าวตามความจำเป็นต่อไป

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเผยว่า สั่งการให้สำนักงานโครงการชลประทานที่ 11 เตรียมแผนบริหารจัดการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นเครื่องมือเสริมควบคุมค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาและภาคการเกษตร เสริมจากการระบายน้ำจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาทและผันน้ำแม่น้ำแม่กลองมาผลักดันความเค็มช่วงน้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้งวันที่ 8-9 มกราคม โดยช่วงน้ำทะเลลงจะเปิดประตูระบายน้ำ เพื่อผลักดันน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาออก ส่วนช่วงน้ำทะเลขึ้นจะปิดประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำทะเลไหลเข้ามาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

นายทองเปลวกล่าวต่อว่า ปัจจุบันระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอัตรา 85 ลบ.ม./วินาที โดยยังคงรักษาระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมไว้ได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้เพิ่มการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์มาสำรองไว้ที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยาไว้แล้ว ซึ่งจะระบายมาเจือจางค่าความเค็มด้านท้ายลุ่มน้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ ยังผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองทางคลองจรเข้สามพันและคลองท่าสาร-บางปลามายังแม่น้ำท่าจีนในอัตรา 25 ลบ.ม./นาที แล้วระบายผ่านคลองพระยาบันลือลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมั่นใจว่าจะควบคุมค่าความเค็มไม่ให้กระทบการผลิตน้ำประปา การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ และการทำการเกษตรพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาด้านท้ายได้

“ค่าความเค็มอาจสูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวังในช่วงที่น้ำทะเลขึ้น ซึ่งประสานกับการประปานครหลวง เพื่อให้งดสูบน้ำที่ที่สถานีสูบน้ำดิบสำแล จ.ปทุมธานีในช่วงน้ำทะเลขึ้น เมื่อน้ำทะเลลงและตรวจวัดค่าความเค็มไม่เกิน 0.5 กรัม/ลิตร จึงสูบส่งมาต่อมายังโรงกรองน้ำบางเขนเพื่อผลิตน้ำประปาตามปกติ”นายทองเปลวกล่าว และว่า สำหรับการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ระบายวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. ปรับลดจากช่วงก่อนปีใหม่ที่ระบายวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสำรองไว้ควบคุมค่าความเค็ม จากนี้ไปจะคงการระบายที่ 18 ล้านลบ.ม./วันจนสิ้นสุดฤดูแล้งและต่อเนื่องถึงต้นฤดูฝน ส่วนการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาช่วยมีแผนจะระบายตลอดฤดูแล้ง 500 ล้านลบ.ม.และระบายอีก 350 ลบ.ม. เพื่อให้มีน้ำอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2563 จากนั้นกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าฝนจะตกต่อเนื่อง

นายทองเปลวยังกล่าวถึงกรณีมีความเป็นห่วงว่า ชาวนา 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังถึง 1.58 ล้านไร่ อาจส่งผลให้ดึงน้ำที่สงวนไว้สำหรับอุปโภค-บริโภคไปใช้ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งล่วงหน้าว่า ไม่มีแผนเพาะปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากกรมชลประทานไม่มีน้ำเพียงพอสนับสนุน แต่เกษตรกรส่วนหนึ่งทำนาปรัง เนื่องจากมีแหล่งน้ำของตัวเอง เช่น บ่อบาดาล สระน้ำชุมชุน อีกส่วนหนึ่งปลูกโดยรับทราบความเสี่ยงประสบภาวะขาดแคลนน้ำ ซึ่งแจ้งผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเตือนโดยตลอด แต่ขณะนี้อัตราการปลูกเพิ่มลดลงแล้ว

ขณะที่นายรักษ์ศักดิ์ สุริยหาร รองผู้ว่าการประปานครหลวง (กปน.) ฝ่ายผลิตและส่งน้ำ เปิดเผยว่า ช่วงนี้ค่าความเค็มของน้ำลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ช่วงวันที่ 7-8 มกราคมนี้ จะมีน้ำทะเลหนุนสูงระลอกใหม่ ทำให้มีค่าความเค็มเพิ่มขึ้น ทาง กปน. ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมชลประทาน ในการผันน้ำเพื่อที่จะมาผลักดันน้ำเค็ม รวมทั้งบริหารจัดการในการรับน้ำทะเลหนุนคือ ปิดการสูบน้ำเข้าคลองประปาช่วงที่ค่าความเค็มสูงมาก ส่วนช่วงที่น้ำมีคุณภาพดีตามเกณฑ์ จะสำรองน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด ยืนยันขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กปน.มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภคแน่นอน เพราะน้ำทางฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานคร เป็นแหล่งน้ำที่มีปริมาณมาก ซึ่งกรมชลประทานและกปน.วางแผนจัดการในภาพรวมอย่างรัดกุม เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างดีที่สุด

วันเดียวกัน การประปานครหลวง (กปน.) เปิดเผยภาพรวมน้ำประปาวันนี้ว่า ค่าคลอไรด์น้อยกว่า 250 มิลลิกรัม/ลิตร ค่าความนำไฟฟ้าน้อยกว่า 1,200 ไมโครซีเมนต์/เซนติเมตร ไม่ส่งผลต่อการรับรู้รสชาติ พร้อมแนะนำประชาชนสำรองน้ำไว้บริโภค ทั้งนี้ ค่าคลอไรด์ต้องมากกว่า 250 มิลลิกรัม/ลิตร ถึงจะส่งผลต่อการรับรู้รสชาติ ตามเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO Guideline for Drinking Water 2017)

สทนช.แจ้ง8จว.ริมโขง เขื่อนจิ่งหงปรับลดระบายน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464288

news_default

สทนช.แจ้ง8จว.ริมโขง n เขื่อนจิ่งหงปรับลดระบายน้ำ

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช. แจ้งผู้ว่าฯ 8 จังหวัดริมโขง พร้อมหน่วยเกี่ยวข้อง เตือนระดับน้ำโขงลดอีก หลังจีนมีหนังสือแจ้งเขื่อนจิ่งหงปรับลดการระบายน้ำช่วงปีใหม่

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรน้ำสาธารณรัฐประชาชนจีน มีหนังสือถึงสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงฝ่ายไทย ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2562 เรื่อง แจ้งข้อมูลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำจิ่งหงที่จะเริ่มปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนจิ่งหง ซึ่งตั้งอยู่ชายแดนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อดำเนินการทดสอบอุปกรณ์ของโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ จากวันที่ 27-31 ธ.ค 2562 อัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 1,200-1,400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จะเริ่มลดระบายน้ำลงช่วงวันที่ 1-3 ม.ค.2563 จะค่อยๆ ลดลงเป็น 800-1,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และลดลงต่ำสุดวันที่ 4 ม.ค.2562 ระบายน้ำอยู่ที่ 504-800 ลูกบาศก์เมตร/วินาที หลังจากนั้นจะปรับเพิ่มการระบายน้ำจนกลับเข้าสู่สถานะการทำงานปกติ

ทั้งนี้ สทนช.ออกหนังสือแจ้งเป็นทางการไปยังกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง ได้แก่ จ.เชียงราย เลย นครพนม หนองคาย มุกดาหาร บึงกาฬ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี รวมถึงแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมเจ้าท่า รับทราบสถานการณ์ เพื่อเฝ้าระวังและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกรมประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลข่าวสารประชาชน 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขงรับทราบสถานการณ์ คาดว่าระดับน้ำโขงจะลดลงอีกในช่วงเวลาดังกล่าว แบ่งเป็น อ.เชียงแสน จ เชียงราย เริ่มมีผลช่วงวันที่ 2-4 ม.ค 2563 ลดลงประมาณ 40-60 ซม. และในวันที่ 5 ม.ค.2563 จะลดเพิ่มอีก 30-50 ซม. ขณะที่ อ.เชียงคาน จังหวัดเลย ระดับน้ำเริ่มลดลงช่วงวันที่ 8-11 ม.ค.2563 อ.เมือง จ.หนองคาย ช่วงวันที่ 10-13 ม.ค.2563 อ.เมือง จ.บึงกาฬ ช่วงวันที่ 11 –14 ม.ค.2563 อ.เมือง จ.นครพนม ช่วงวันที่ 12-15 ม.ค.2563 อ.เมือง จ.มุกดาหาร ช่วงวันที่ 13-16 ม.ค.2563 อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ วันที่ 13-16 ม.ค. 2563 และ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ช่วงวันที่ 16-19 ม.ค. 2563 ตามลำดับ โดยจะมีระดับน้ำลดลง เฉลี่ย 40-60 ซม. เมื่อเขื่อนจิ่งหงลดการระบายน้ำ 1,000-800 ลบ.ม./วินาที และจะลดเพิ่มอีก 30-50 ซม.เมื่อลดการระบายน้ำที่ 504-800 ลบม./วินาที

ชายคาพระพิรุณ : 6 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464287

586851

ชายคาพระพิรุณ : 6 มกราคม 2563

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา หลายหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เปิดสถานที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปเที่ยวชม เรียนรู้กิจกรรมด้านการเกษตร ตามโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2563 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความสุขให้กับคนในชาติด้วยการดำเนินกิจกรรมเพื่อเป็นการสร้างความสุข กระตุ้นการใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน ซึ่งทราบว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากพี่น้องประชาชนเหมือนอย่างเช่นทุกปีที่ผ่าน

โดยก่อนวันหยุดยาวปีใหม่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เจ้ากระทรวงพญานาค ตั้งโต๊ะแถลงแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2563 พอสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำจะเพิ่มแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยได้มีการสำรวจพื้นที่ที่คาดว่าจะสามารถสร้างเป็นแหล่งกักเก็บน้ำได้ เน้นในส่วนของแก้มลิงในบริเวณลุ่มน้ำต่างๆ ที่ได้มีการทำแผนที่สำรวจเอาไว้แล้ว นอกจากนี้ จะส่งเสริมสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ให้มีการนำศาสตร์พระราชาและเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาเป็นนโยบายที่จะขับเคลื่อนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมีมาตรการในการ “ลด ละ เลิก” การใช้สารเคมี พร้อมกับนำระบบการตลาดนำการผลิตมาใช้แก้ไขปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หาตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเพิ่มช่องทางในการขายให้กับผู้ผลิตสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสหกรณ์ เกษตรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตร Young Smart Farmer ที่ต้องการจะสร้างความเข้มแข็ง เพื่อนำร่องในการปฏิรูปภาคการเกษตร หาแนวทางลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพการผลิตพร้อมทั้งพัฒนาการจัดส่งสินค้า (ระบบโลจิสติกส์) เพื่อลดการใช้จ่ายในการลดค่าขนส่งทุกประเภท สำหรับด้านการประมง จะบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน ทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน โดยประมงพื้นบ้านได้มีการขึ้นทะเบียน ซึ่งขณะนี้มีการขึ้นทะเบียนแล้วประมาณ 50,000 กว่าลำ ส่วนประมงพาณิชย์จะเร่งส่งเสริมให้รักษาสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เพื่อให้สามารถทำประมงได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังจะเตรียมพร้อมในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร โดยวางมาตรการที่จะส่งเสริมรายได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกร ทั้งการจ้างงานของกรมชลประทาน ซึ่งขณะนี้ได้มีการตั้งงบประมาณไว้เรียบร้อยแล้วเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ในขณะที่ไม่สามารถทำการเกษตรตามปกติได้ อีกทั้งจะมีการเพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำทั่วประเทศ โดยเตรียมพันธุ์ปลา พันธ์กุ้งไว้ประมาณ 550 ล้านตัว และจะใช้เวลา 4 – 6 เดือน ทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถจับไปบริโภค หรือจับไปขาย เป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ที่มีความต้องการของตลาด ได้แก่ โค กระบือ แพะ และการแจกที่ดินทำกิน (ส.ป.ก.) ให้แก่เกษตรกรด้วย อีกทั้งจะตั้งศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-technology and innovation center: AIC) โดยจะมีการตั้งศูนย์ AIC ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และการจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตร (Big data) เป็นการเชื่อมโยงกับ 10 หน่วยงานหลัก ซึ่งจะทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลและสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลที่เป็นประโยชน์…

เปิดทำงานปีใหม่วันแรก นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ แจ้งข่าวโครงการดีๆ สำหรับลูกหลานชาวสหกรณ์และผู้สนใจทั่วไป ด้วยการจัดทำ “โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร” โดยเปิดรับบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ และบุคคลทั่วไป ที่ต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรจากรุ่นพ่อแม่ ได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากยิ่งขึ้น และต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ให้หันมาประกอบอาชีพการเกษตร โดยมีสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพการเกษตรที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ โดยกรมจะดำเนินโครงการ 3 ปี ระหว่างปี 2563-2565 ในการพัฒนาและบ่มเพาะอาชีพการเกษตรเพื่อให้เป็นเกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง…

ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะหันมาประกอบอาชีพทำการเกษตรที่มีอายุไม่เกิน 50 ปี ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเองหรือสามารถเช่าที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ โดยกรมฯจะประสานหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้การสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ในการทำการเกษตร ปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา ปศุสัตว์ ในรูปแบบเกษตรผสมผสาน หรือใช้หลักทฤษฎีใหม่ รวมถึงการใช้รูปแบบการทำเกษตรสมัยใหม่หรือเกษตรแม่นยำ และเน้นการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในใบสมัคร รวมถึงการพัฒนาการใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ อุปกรณ์การผลิต แปรรูป ตลอดจนประสานภาคเอกชนในการจัดหาตลาดมารองรับผลผลิต พร้อมช่วยวางแผนการผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค…

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกใบสมัครผ่าน QR Code ทางเว็บไซต์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ http://www.cpd.go.th หรือทาง Line และ Facebook : กรมส่งเสริมสหกรณ์ – CPD สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ และสหกรณ์การเกษตรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ หรือโทร.02281 3292 โดยเปิดรับตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2563 นี้ และจะประกาศผลผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในการเข้าร่วมโครงการในวันที่ 2 มีนาคม 2563

ขุนเกษตรา

กรมวิชาการเกษตรเตรียมตั้งกก.สอบ ปมเพลิงไหม้อาคารในสถาบันวิจัยพืชสวน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464285

news_default

กรมวิชาการเกษตรเตรียมตั้งกก.สอบ ปมเพลิงไหม้อาคารในสถาบันวิจัยพืชสวน

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุรเดช ปัจฉิมกุล รองอธิบดี กรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร  ชี้แจงกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารในพื้นที่สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เขตบางเขน  เมื่อเวลา 00.50 น. วันที่ 2 มกราคม 2563 ว่า บริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ดังกล่าวต้นเพลิงเป็นอาคารชั้นเดียว ชื่ออาคารปฏิบัติการใหม่สำหรับเตรียมตัวอย่างผลผลิตซึ่งอยู่ติดกับโรงจอดรถและลุกลามมาอาคารที่อยู่ติดกันคือ อาคารหมวดยานพาหนะ ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดเก็บเอกสารเก่าทางราชการทั่วไปเพื่อรอการทำลายตามระบบสารบรรณ หนังสือเก่าและบางส่วนเป็นวัสดุสำนักงาน รวมพื้นที่การเกิดเพลิงไหม้ดังกล่าวประมาณ 1 ไร่ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เข้ามาตรวจสอบที่จุดเกิดเหตุอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอรายงานผลสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้และการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าวจากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง จากนั้นกรมวิชาการเกษตรจะตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงสาเหตุเพลิงไม้ดังกล่าวตามขั้นตอน หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบในรายละเอียดเพิ่มเติม

รายงานพิเศษ : ASFดันส่งออกไก่ไปจีนพุ่ง3.7เท่า เข้มแผนเฝ้าระวังสกัดระบาดเข้าไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464291

รายงานพิเศษ : ASFดันส่งออกไก่ไปจีนพุ่ง3.7เท่า เข้มแผนเฝ้าระวังสกัดระบาดเข้าไทย

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (African swine fever : ASF)ปัจจุบัน ยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย โดยพบการระบาดทั้งหมด 30 ประเทศ แบ่งเป็น ทวีปแอฟริกา 6 ประเทศ ทวีปยุโรป 12 ประเทศ และทวีปเอเชีย 12 ประเทศ ได้แก่ จีน มองโกเลีย เวียดนาม กัมพูชา เกาหลีเหนือ สปป.ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ติมอร์-เลสเต ฮ่องกง และอินโดนีเซีย

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์
ของสศก. โดยศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร (ศปศ.)พบว่า กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) คาดการณ์ว่า ปี 2563 การผลิตเนื้อสุกรของโลกจะอยู่ที่ 95.22 ล้านตัน ลดลงจาก 106.13 ล้านตัน ในปี 2562 (ลดลงร้อยละ 10.28) เนื่องจากประเทศผู้ผลิตที่สำคัญ อาทิ จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้รับความเสียหายจากโรค ASF ทำให้ปริมาณการผลิตสุกรใน 3 ประเทศ ลดลงร้อยละ 25.27 ร้อยละ 16.42 และร้อยละ 6.25 ตามลำดับ

จากผลผลิตเนื้อสุกรที่ลดลงของกลุ่มประเทศดังกล่าว ส่งผลให้การส่งอออกเนื้อสุกรของโลก ปี 2563 คาดว่าจะมีปริมาณ 10.38 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.43 เมื่อเทียบกับ ปี 2562 โดยประเทศผู้ส่งออกสำคัญที่มีการส่งออกเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล และสหภาพยุโรป ซึ่งมีปริมาณส่งออกรวมทั้ง 4 ประเทศ คิดเป็นร้อยละ 92.10 ของโลก

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อว่า หากพิจารณาถึงผลต่อประเทศไทย นับว่าเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการส่งออกสุกรและสินค้าทดแทนได้มากขึ้น ซึ่งช่วงเดือนมกราคม – ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกเนื้อสุกรสดแช่เย็นหรือแช่แข็งและผลิตภัณฑ์ รวมปริมาณ 10,107 ตัน เพิ่มขึ้นจาก 8,736 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.68) ในช่วงเดียวกันของปี 2561

นอกจากนี้ จากการที่ปริมาณผลผลิตเนื้อสุกรไม่พอต่อความต้องการทั้งตลาดในและต่างประเทศ ผู้บริโภคจึงบริโภคสินค้าทดแทนมากขึ้น ไทยยังส่งออกไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูปได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562 ไทยส่งออกไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูป ปริมาณ 744,119 ตัน มูลค่า 87,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ส่งออกปริมาณ 698,229 ตัน มูลค่า 82,975 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.57 และ ร้อยละ 5.15 ตามลำดับ

ที่สำคัญ คือ การส่งออกของไทยไปยังตลาดจีนเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 3.7 เท่า โดยจีนนำเข้าไก่สดแช่แข็งและแปรรูปจากไทย ในช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562 ปริมาณ 55,401 ตัน มูลค่า 5,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการ
นำเข้าปริมาณ 11,795 ตัน มูลค่า 1,166 ล้านบาท ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ พบว่า มีการนำเข้าไก่สดแช่แข็ง และแปรรูปจากไทย ปริมาณ 34,696 ตัน มูลค่า 4,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการนำเข้าปริมาณ 23,795 ตัน มูลค่า 2,976 ล้านบาท หรือนำเข้าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 46

ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของโรค ASF แต่พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบธุรกิจปศุสัตว์ภายในประเทศ จึงต้องเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังเต็มที่ ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายกรมปศุสัตว์ ดำเนินมาตรการป้องกัน โดยประกาศระงับการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรจากประเทศที่มีการระบาดของโรค บูรณาการกับทุกภาคส่วนป้องกันลักลอบนำสุกรและผลิตภัณฑ์สุกร และจัดเจ้าหน้าที่ลง
พื้นที่เอกซเรย์แบบเคาะประตูบ้าน เฝ้าระวัง ให้คำแนะนำความรู้เรื่องโรค ASF และการป้องกัน พร้อมกันนี้ กรมปศุสัตว์เสนอของบฯกลางเพื่อป้องกันโรค ASF เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 950 ล้านบาท อาทิ ค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายเพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรคในพื้นที่เสี่ยงสูง รถกำจัดซากสัตว์ติดเชื้อเพื่อควบคุมโรคระบาด ตลอดจนส่งเสริมการเลี้ยงแพะ โคเนื้อ ไก่ไข่ ไก่พื้นเมือง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง

แปรรูป”ไหมอีรี่”ส่งแดนอาทิตย์อุทัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408570?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แปรรูป”ไหมอีรี่”ส่งแดนอาทิตย์อุทัย

6 มกราคม 2563 – 05:25 น.
ไหมอีรี่,ผ้าไหม,ผ้าขาวม้า
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

 แปรรูป”ไหมอีรี่”ส่งแดนอาทิตย์อุทัย สินค้าเด่นกลุ่มทอผ้าหนองหญ้าปล้อง 

ขอนแก่น ถือเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเลื่องลือในเรื่อง “ผ้าไหม” เพราะเป็นเมือง ที่ผลิตผ้าไหมสวยงามมากมายออกมาจำหน่าย แต่ที่ทราบกันดีว่าการทำผ้าไหมนั้น จะต้องมีการเลี้ยงหม่อนไหม เพื่อนำเส้นใยมาผลิตและแปรรูปออกมาจำหน่าย ซึ่งมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีการผลิตผ้าไหมออกมาจำหน่ายมากมาย แต่การเลี้ยงหม่อนที่หมู่บ้านแห่งนี้ ไม่ใช่การเลี้ยงหม่อนไหมที่คนส่วนใหญ่รู้จัก เพราะหม่อนไหมชนิดนี้ไม่ใช่หม่อนไหมธรรมดา นั้นก็คือ “ไหมอีรี่ ของกลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น”

       ศศิกมล สุจันทร์ ตัวแทนกลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น เล่าว่า เกิดจากกลุ่มแม่บ้านที่มีการเลี้ยงหม่อนไหมมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ซึ่งหม่อนไหม ที่กลุ่มแม่บ้านเลี้ยงมีชื่อว่า “ไหมอีรี่” เป็นหม่อนไหมที่ต่างจากหม่อนไหมที่คนส่วนใหญ่รู้จัก ต่อมากลุ่มแม่บ้านมีความเห็นว่าควรนำไหมอีรี่นั้นมาแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ จึงนำไหมอีรี่นั้นมาทอเพื่อแปรรูปเป็นของของใช้ต่างๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ หมวก ผ้าพันคอ เป็นต้น

เธอเล่าต่อว่า “ไหมอีรี่” แตกต่างจากหนอนไหมกินใบหม่อนทั่วไป นั่นก็คือ เป็นไหม ที่กินใบมันสำปะหลัง มีเส้นใยที่เป็นเอกลักษณ์ คือ เป็นเส้นใยที่เป็นเส้นปม ถ้าซักบ่อยๆ เส้นใยก็จะมีความนิ่มขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญไหมอีรี่มีเส้นใยที่ใหญ่ หนา ซึมซับน้ำดี และระบายอากาศได้ดีกว่าไหมที่กินใบหม่อนทั่วไป แต่ถ้าต้องการให้เส้นใยมีสีสันสวยงาม ก็สามารถนำมาย้อมกับสีธรรมชาติตามที่ต้องการได้

“เส้นใยเป็นเส้นปมที่แตกต่างจากไหมทั่วไป และถ้าต้องการให้เส้นใยมีสีสันที่สวยงามก็สามารถนำมาย้อมกับสีธรรมชาติได้ เช่น สีน้ำตาล ได้มาจาก เปลือกประดู่ สีเหลือง ได้มาจาก กระถิน และสีส้ม ได้มากจาก เปลือกฝาง เป็นต้น เส้นใยก็จะมีความหนา ใหญ่กว่าเส้นใยของไหมธรรมดาทั่วไป” ศศิกมลชี้จดเด่น พร้มอระบุว่า

เนื่องจากเส้นใยของไหมอีรี่เป็นเส้นใยที่เป็นเส้นปม ใหญ่ หนา ซึมซับน้ำดี และระบายอากาศได้ดี จึงมีการนำไหมอีรี่นั้นมาแปรรูปเป็นของใช้ต่างๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ หมวก ผ้าพันคอ เป็นต้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านในการเลี้ยงดูตนเอง และครอบครัวอีกด้วย

ตัวแทนกลุ่มทอผ้าคนเดิมยังกล่าวถึงการส่งออกผลิตภัณฑ์ไหมอีรี่ ซึ่งการทอ และการแปรรูป กลุ่มแม่บ้านก็แปรรูปด้วยตนเอง และมีการจำหน่ายด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง คนไทยที่สั่งไหมอีรี่ส่วนใหญ่จะสั่งเป็นเส้นใยหรือเป็นผ้าที่ทอสำเร็จแล้ว แต่ยังไม่มีการสั่งที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ นอกจากจะมีจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว การแปรรูปไหมอีรี่ก็มีการส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศอีกด้วยอย่างเช่น ผ้าพันคอ ที่แปรรูป โดยไหมอีรี่ ก็ส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น

“ขั้นตอนในการส่งออก คือ จะมีพ่อค้าจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางมาสั่งผ้าพันคอ ที่แปรรูป โดยไหมอีรี่ด้วยตนเอง ซึ่งมีการสั่งเป็นออเดอร์เพื่อนำไปจำหน่ายที่ประเทศ ของตนเอง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนไทยที่เป็นพ่อค้า แม่ค้าคนกลางมาสั่งทำแล้วส่งต่อไปจำหน่ายในต่างประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง”ศศิกมลกล่าว

“ไหมอีรี่” กลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น นับเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น ที่ถ่ายทอดกันมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ยังเป็นสิ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านและคนในชุมชนเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัวอีกด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ “ผลิตภัณฑ์ไหมอีรี่” ก็สามารถเดินทางไปที่กลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง ต.โพนเพ็ก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เพื่อไปเยี่ยมชมและซื้อไปใช้สอยหรือซื้อไปเป็นของฝากได้

“ผ้าขาวม้า”ย้อมสีดอกฝาง ใช้ภูมิปัญญาเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์

นอกจาก“ผ้าไหม”ที่ได้ชื่อว่าเป็นอีกผลิตภัณฑ์เด่นของจ.ขอนแก่นแล้วยังมีผ้าขาวม้าผลิตจากวัสดุธรรมชาติ ถือเป็นอีกผลิตภัณฑ์ติดดาวของจังหวัด โดยมีแหล่งผลิตหลักอยู่ที่อ.บ้านฝาง ซึ่งเป็นปผลงานเด่นของกลุ่มแม่บ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย ซึ่งได้นำวัสดุที่อยู่ในท้องถิ่นของตัวเองมาใช้ในการย้อมผ้านั่นก็คือ “ต้นฝาง” ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝางที่สามารถรักษาอาการชำในและสามารถนำมาใช้ในการย้อมผ้าซึ่งต้นฝางสามารถสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านและสร้างรายได้ในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อีกด้วย

       เตือนใจ คำสีทา ประธานกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอำเภอบ้านฝาง จ.ขอนแก่น ย้อนอดีตให้ฟังว่าเริ่มต้นจากการนำต้นฝางมาใช้ในการรักษาอาการชำในในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเชื่อของบรรพบุรุษ เช่นการรักษาอาการชำในจากการตกต้นไม้ หรือโดนควายขวิด เป็นต้น อีกทั้งต้นฝางยังเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝาง ซึ่งสามารถหาได้ง่ายเพราะมีการปลูกตามท้องถิ่นของตนเอง

“จุดเริ่มต้นของการนำมาทำผ้าขาวม้า คือในหมู่บ้านมีกลุ่มแม่บ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอยู่แล้วและมีการทำผ้าขาวม้าจากสารเคมี และได้มีการไปอบรมเกี่ยวกับการทำผ้าฝ้ายจากวัสดุธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งการใช้วัสดุจากธรรมชาติจะไม่ทำร้ายผ้าและไม่มีสารอันตรายต่อผู้บริโภค”

เธอเล่าต่อว่าหลังจากนั้นในขณะที่นำต้นฝางมาต้มในน้ำเดือดเพื่อรักษาอาการช้ำในได้เห็นสีของน้ำที่ต้มจากต้นฝาง มีสีที่สดสวยงามและแปลกใหม่ จึงได้นำมาต้มกับผ้าฝ้ายว่าสามารถใช้คู่กันได้ไหม และได้นำไปปรึกษากับสมาชิกในกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายของหมู่บ้านในการนำแกนฝางที่ในการรักษาโรคมาย้อมในผ้าฝ้าย เนื่องจากในกลุ่มแม่บ้านมีการทำผ้าขาวม้าของจากสีเคมีอยู่แล้ว แต่ในปัจจุบันการทำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติจะปลอดภัยต่อผู้บริโภคและได้ผลตอบรับที่ดีกว่าสีเคมีจึงเป็นจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยน ของการทำผ้าขาวม้าจากต้นฝาง

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของกลุ่มแม่บ้านเล็งเห็นว่าผ้าขาวม้าจากต้นฝางมีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำขึ้นมาโดยสมาชิกกลุ่มแม่บ้านจำนวน 30 คน และมองเห็นว่าถ้าจำหน่ายเฉพาะผ้าขาวม้าอย่างเดียว รายได้ที่ได้จากการจำหน่ายค่อยข้างน้อย ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัวอีกทั้งในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้าถึงง่ายกว่าในอดีตการนำผ้าขาวม้ามาแปรรูปจึงง่ายกว่า จึงนำผ้าขาวม้ามาผลิตเป็น ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋า ผ้าถุง ช้อนที่สามารถเพียงแช่น้ำร้อนก็สามารถใช้เป็นยารักษาโรคอาการชำในได้ อีกด้วย แต่ก็ยังคงความเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเอาไว้โดยการทอมือบ้างบางส่วนเพื่อความสวยงามและ ความละเอียดของสินค้า

ส่วนวิธีการทำผ้าขาวม้าจากต้นฝาง คือ นำแก่นต้นฝางมาต้มในน้ำเดือดจึงจะได้สีที่สดและสวยงามไม่เหมือนใคร หลังจากนั้นนำแก่นต้มฝางออกจากหม้อเหลือน้ำของแก่นต้นฝางเท่านั้น แล้วนำผ้าฝ้ายลงไปในน้ำต้มของแก่นต้นฝางจนได้สีที่ต้องการจากนั้นนำผ้าที่ตต้มแล้วมาตากให้แห้ง ก็จะได้สีผ้าที่ย้อมจากเปลือกไม้ตามที่ต้องการ

“ประธานกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงจุดเด่นที่ทำให้ผู้คนสนใจผ้าขาวม้าจากต้นฝาง ของอำเภอบ้านฝาง ว่าสีที่นำมาย้อมผ้านั้นเป็นสีจากธรรมชาติจากแก่นต้นฝาง ไม่มีสีเคมีเจือปนในการย้อม ซึ่งปลอดภัยต่อผู้บริโภคสีที่นั้นของมาจากแกนของต้นฝางที่สามารถรักษาอาการชำในและใช้ในการย้อมผ้าซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ตามท้องถิ่นทำให้สีที่ได้มีสีสวยงามและสะดุดตาอีกด้วย” เตือนใจกล่าว

นอกจากนี้ผ้าขาวม้าจากแกนต้นฝาง ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝาง จ.ขอนแก่น มีการจำหน่ายแล้วที่กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย 29 หมู่ 1 ต.ป่าหวายนั่ง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สามารถแวะไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำผ้าขาวม้าจากแกนต้นฝาง หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ในลลักษณะต่างๆ ที่ต้องการในราคาไม่แพงสามารถจับต้องหรือจะไปซื้อแกนของต้นฝางมาไว้ใช้ในการรักษาอาการำในของร่างการได้อีกด้วย

สนใจแวะชมผ้าขาวม้าดอกฝางสามารถติดต่อได้ที่กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย 29 หมู่ 1 ต.ป่าหวายนั่ง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สอบถามเพิ่มเติม โทร. 083-6652690