เฉลิมชัยปฏิรูปภาคเกษตร หนุนทำ‘เกษตรอินทรีย์’ หวังดันไทย‘ครัวของโลก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464054

news_default

เฉลิมชัยปฏิรูปภาคเกษตร หนุนทำ‘เกษตรอินทรีย์’ หวังดันไทย‘ครัวของโลก’

วันเสาร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“เฉลิมชัย” รมว.เกษตรฯ เดินหน้าปฏิรูปภาคการเกษตร ทั้งระบบ เพื่อขับเคลื่อนตั้งแต่ การผลิต-ขนส่ง-ขยายตลาด หนุนทำ “เกษตรปลอดภัย-เกษตรอินทรีย์” หวังพัฒนาให้ไทย เป็น “ครัวของโลก”

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของกระทรวงเกษตรในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ได้รับการจัดสรร 109,113.2650 ล้านบาทประกอบด้วย รายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 25,535.4692 ล้านบาท งานพื้นฐาน 11,549.1760 ล้านบาท งานยุทธศาสตร์ 21,118.1321 ล้านบาท งานบูรณาการ (Agenda) 42,995.7680 ล้านบาท และงานพัฒนาพื้นที่ระดับภาค (Area) 7,914.7197 ล้านบาทซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณา วาระ 2และ3 ในวันที่ 8 – 9 ม.ค.

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า กำชับทุกหน่วยงานให้เร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายทันทีที่ได้รับอนุมัติงบประมาณซึ่งทุกหน่วยวางแผนปฏิบัติการไว้พร้อมแล้ว โดยเริ่มที่การกำหนดเขตการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรจากแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นเครื่องมือในการแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่สำคัญ 7 ชนิดได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สับปะรด และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนศึกษาสินค้าหรือกิจกรรมทางเลือกให้เหมาะสมและสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนมาตรการจูงใจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเดิมไปปลูกพืชที่มีศักยภาพในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม พื้นที่เป้าหมาย 100,000 ไร่

นอกจากนี้ยังน้อมนำศาสตร์พระราชามาส่งเสริมเกษตรกรทำทฤษฎีใหม่ 354,614 ราย ที่เกษตรกรรมทางเลือก/เกษตรผสมผสาน 16,110 ราย ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร 44,780 ราย รวมทั้งการผลิตพืชในระบบเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ โดยมีเป้าหมายสนับสนุน 3 ระดับคือ การรวมกลุ่ม ปัจจัยการปรับปรุงดิน และกระบวนการรับรองมาตรฐานแบบมีส่วนร่วม (PGS) 1,575 ราย พื้นที่ 15,750 ไร่ จัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2560-2565 เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ และเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 80,000 ราย ภายในปี 2565 ทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก (Area base) เช่น พื้นที่ใกล้โรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาลเพื่อเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิต ที่สำคัญคือ มาตรการลด ละ เลิกการใช้สารเคมี

โดยประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรตามความจำเป็น และการใช้วิธีการกำจัดวัชพืชและป้องกันกำจัดโรคพืชโดยวิธีอื่น เช่น เครื่องจักรกลเกษตรและสารชีวภัณฑ์ การให้ความรู้กับเกษตรกรผ่านเวทีโครงการคลินิคเกษตรเคลื่อนที่ สนับสนุนปัจจัยการผลิตเกี่ยวกับสารอินทรีย์ต่างๆ ได้แก่ สนับสนุนการใช้ปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงบำรุงดิน ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมัก พด. ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง และมาตรการพัฒนาระบบปลูกพืชและเขตกรรม ดำเนินมาตรการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรแทนแรงงานเกษตร สนับสนุนให้เกษตรกรได้พัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร 4,700 ราย

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า เมื่อได้ผลผลิตที่มีคุณภาพแล้วต้องส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อนำไปสู่การขยายโอกาสทางการตลาด ระบบการขนส่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญ จะแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร เพื่อกำหนดกรอบการจัดทำแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ปี 2563 – 2565 เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ลดการสูญเสียและเพิ่มการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มมาก การขยายช่องทางตลาดและจัดหาตลาดใหม่เพิ่มเป็นอีกประการที่จำเป็น จะใช้กลไกสหกรณ์ส่งเสริมให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตสินค้าที่ดี มีคุณภาพ นำผลิตภัณฑ์สินค้าจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ชื่อ “Co-op click”รวมถึงนโยบายขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร สู่ไทยแลนด์ 4.0 ในการเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการตลาดที่สำคัญตามแนวทางนโยบายตลาดนำการเกษตรเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์มาอย่างต่อเนื่องได้แก่ DGTFarm หรือ ดิจิตอลฟาร์ม ผ่านทาง http://www.dgtfarm.com และ อตก. เดลิเวอรี่ ผ่านทาง http://www.ortorkor.com เปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มลาซาด้า เพื่อนำสินค้าเกษตรเข้าสู่ช่องทางออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากจะช่วยในเรื่องการเพิ่มช่องทางการตลาด ให้เกษตรกรได้กระจายผลผลิตในช่วงผลผลิตออกตลาดมากแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรขยายฐานกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำกัดจะเปิดตลาดการค้าสัตว์ปีกในสาธารณรัฐประชาชนจีน ภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่ม ส่วนสหภาพยุโรปคาดว่า ปริมาณการส่งออกสัตว์ปีกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 โดยสามารถส่งออกเนื้อไก่ได้รวม 970,770 ตัน มูลค่า 116,589 ล้านบาท

นายเฉลิมชัย ยังกล่าวว่าแผนปฏิบัติการที่ดีต้องมาจากฐานข้อมูลที่แม่นยำจึงจะจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data) และ ศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-technology and innovation center: AIC) เพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการฐานข้อมูลภาคการเกษตรอย่างครบวงจร ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งระบบฐานข้อมูลการเกษตรแห่งชาตินี้ เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากการบูรณาการฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) และBig Data ด้านสินค้าเกษตรมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้ประกอบในงานเชิงนโยบายและการกำหนดยุทธศาสตร์ของผู้บริหารภาครัฐในการการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรอัจฉริยะ13 สินค้าประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรดโรงงาน มันสำปะหลังโรงงาน อ้อยโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย เงาะ มังคุด ทุเรียน มะพร้าว และ กาแฟ สามารถเข้าใช้งานได้ที่ bigdata.oae.go.th โดยกำหนดให้สามารถใช้งานได้ในเดือนมีนาคม 2563

สำหรับแนวทางทำให้กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agri-technology and innovation center: AIC) ให้แล้วเสร็จในปีนี้ ซึ่งศูนย์ Agritechในระดับภูมิภาค ร่วมกัน 6 ภาคีคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกร ภาควิชาการ และภาคเอกชน

รูปแบบโครงสร้างเป็นแบบ 1 จังหวัด 1 ศูนย์ รวม 77 จังหวัด ซึ่งจะตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยที่ได้รับการคัดเลือก โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชมงคล 9 แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนโดยมีรูปแบบเป็น Center Excellent เน้นการส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม ในรูปแบบต่าง ๆ

โดยใช้ฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน รวบรวมช่างเกษตรและปราชญ์เกษตรซึ่งเป็นเกษตรกรต้นแบบตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการในพื้นที่แปลงใหญ่ ดึง Smart Farmer และ Young Smart Farmer เข้าร่วม เสริมความรู้ e-commerce รวมถึงมาตรการ กฎระเบียบการรับรองต่าง ๆ เพื่อให้ก้าวสู่ศูนย์เกษตร4.0 ในระดับภูมิภาคให้ได้ภายในปี 2563นี้ และพัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) 882 ศูนย์หลักทุกอำเภอทั่วประเทศ เป็นหน่วยขับเคลื่อนนโยบายการเกษตร องค์ความรู้ด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด แก่เกษตรกร ร่วมกับศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน

“แผนปฏิบัติการทั้งหมดนี้ได้กำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการการคาดการณ์ว่า จะทำให้ภาคการเกษตรของไทยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้อีกอย่างน้อยร้อยละ 10 แม้ว่าต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาเงินบาทแข็งค่า มั่นใจว่า ปี 2563 เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้นและภาคเกษตรจะเป็นหลักสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ” นายเฉลิมชัยกล่าว

สศก.ประเมินราคามะพร้าวยังพุ่งต่อเนื่อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463875

news_default

สศก.ประเมินราคามะพร้าวยังพุ่งต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ภายใต้คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เปิดเผยว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ สศก. ลงพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์แหล่งผลิตมะพร้าวสำคัญเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจการจัดทำข้อมูลต้นทุนการผลิตมะพร้าวผลแก่ของสศก. แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว ที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ อ.บางสะพาน และ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสศก.โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์สารสนเทศการเกษตร และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี
(สศท.10)ชี้แจงขั้นตอนจัดทำข้อมูลต้นทุนการผลิตทางเศรษฐศาสตร์ก่อนให้ผลผลิต ซึ่งกลุ่มเกษตรกรเข้าใจและเห็นพ้องกันว่า การคิดต้นทุนการผลิตของ สศก.ละเอียดครบถ้วน เป็นประโยชน์ในการวางแผนการผลิตของเกษตรกร

ด้านนางอัญชนา ตราโชรองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่าปัจจุบันประเทศไทย มีเนื้อที่ปลูกมะพร้าว (ยืนต้น) 828,614 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 757,798 ไร่ ผลผลิต856,920 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,131 กก./ไร่ โดยจ.ประจวบคีรีขันธ์ มีเนื้อที่ปลูกมะพร้าว (ยืนต้น) 342,532 ไร่ (อันดับ 1 ของประเทศ คิดเป็นร้อยละ41.34 ของเนื้อที่ปลูกมะพร้าวทั้งประเทศ)เนื้อที่ให้ผล 296,013 ไร่ ผลผลิต 318,592 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,076 กก./ไร สำหรับราคามะพร้าวผล (ใหญ่) ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ ณ เดือนธันวาคม 2562 อยู่ผลละ 14.21 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ราคาผลละ 5.14 บาท  ส่วนราคามะพร้าวผล (คละ) เฉลี่ยที่ผลละ 9.48 บาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ราคาผลละ 4.13 บาทนับว่าราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เพราะเป็นช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยไม่พอกับความต้องการบริโภคในประเทศและภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับการบริหารนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศที่เน้นความสมดุลของผลผลิตและความต้องการใช้ของผู้ประกอบการในประเทศ  และเพื่อส่งออกตั้งแต่ต้นปี 2562  ส่งผลให้ราคามะพร้าวที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้นมาก คาดว่าเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 ผลผลิตมะพร้าวจะยังออกตลาดค่อนข้างน้อย ราคามะพร้าว จึงยังอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง

เลาะรั้วเกษตร : ไม่คาดหวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463873

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ไม่คาดหวัง

วันศุกร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปี 2562 ที่ผ่านมา สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คงเป็นปีที่เผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย และคงเหมือนกับหลายๆ กระทรวง ที่เป็นรอยต่อระหว่างรัฐบาลเก่ากับรัฐบาลใหม่…เป็นปีที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอย่างน้อย 2 คน หนึ่งคนจากรัฐบาล คสช. และอีกคนหนึ่งจากรัฐบาลประยุทธ์ 1 ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562

การเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลเก่า กับรัฐบาลใหม่ แม้จะมีนายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน แต่นโยบายของแต่ละกระทรวงกลับไม่สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้อย่างราบรื่น สาเหตุหนึ่งมาจากนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองซึ่งแตกต่างกันไป

นโยบายของพรรคที่แตกต่างกันยังพอเข้าใจได้ แต่นโยบายของรัฐมนตรีในรัฐบาลเดียวกันไม่สามารถทำให้เป็นเอกภาพได้เป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ และเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลนี้ไม่น่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะออกมายืนยันว่าเสียงปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค…แต่ในการประชุมสภาที่ผ่านมาหลายครั้งก็คงพิสูจน์แล้วว่า เสียงปริ่มน้ำนั้นเป็นอุปสรรคจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้นกระทรวงเดียวกัน แต่มีรัฐมนตรีมาจากหลายพรรคการเมืองยิ่งเป็นอุปสรรคในการบริหารงาน และสานต่อนโยบายสำคัญๆ ที่รัฐบาลเก่าทำผลงานไว้ได้ผลดี โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีรัฐมนตรีมากกว่ากระทรวงอื่น คือมีรัฐมนตรี 4 ท่านมาจาก 4 พรรคการเมือง

รัฐมนตรีว่าการ เฉลิมชัย ศรีอ่อน จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งชูนโยบายการแก้ปัญหาผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญราคาตกต่ำ และแก้ปัญหาที่ดินทำกิน รัฐมนตรีช่วยฯ ธรรมนัส พรหมเผ่า จากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคที่ชูนโยบาย 3 เพิ่ม 3 ลด เพิ่มรายได้ เพิ่มนวัตกรรม เพิ่มทางเลือก ลดหนี้ ลดต้นทุนการผลิต และลดความเสี่ยง

รัฐมนตรีช่วยฯ ประภัตร โพธสุธน จากพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งชูนโยบาย ใช้ตลาดนำการผลิต ส่งเสริมปลูกพืชที่ทำรายได้ดี ฟื้นฟูการประมง รวมทั้งให้ทุนเรียนฟรีระดับปริญญาตรีด้านการเกษตร รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ จากพรรคภูมิใจไทย ที่ชูนโยบายทวงคืนกำไรให้ชาวนา โดยเสนอกฎหมายตั้งกองทุนข้าว
ระบบกำไรแบ่งปัน และจะนำระบบนี้ไปใช้กับพืชชนิดอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะ ยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา 5 เดือน ยังไม่เห็นนโยบายของกระทรวงเกษตรเกษตรฯ ที่ชัดเจนว่าจะเร่งรัดเรื่องใดเป็นพิเศษ เป็นแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนเท่านั้น แค่เรื่องปัญหาสารเคมี 3 ชนิดอย่างเดียวก็พอจะรู้ว่ารัฐมนตรีทั้ง 4 ท่าน ต่างคนต่างทำงานของตนไป แม้แต่นโยบายของพรรคที่เคยประกาศไว้ตอนหาเสียงก็ดูเหมือนจะลืมไปเสียด้วยซ้ำ

รัฐมนตรีว่าการ เฉลิมชัย ศรีอ่อน มี อลงกรณ์ พลบุตร เป็นที่ปรึกษา โดยมีบทบาทในตำแหน่งที่ปรึกษาเกือบจะเทียบเท่ารัฐมนตรีเลยทีเดียว ทั้งการให้แนวทางหรือนโยบายการทำงานกับหน่วยราชการที่รัฐมนตรีว่าการ ดูแล รวมทั้งนโยบายด้านการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงเกษตรฯ ในการแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ก็มีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นหัวหอกในการดำเนินการ โดยเฉพาะยางพารา

ส่วนปาล์มน้ำมัน ก็ได้อานิสงส์ จากคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ที่ไปขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตซื้อน้ำมันปาล์มดิบไปผลิตกระแสไฟฟ้า และการนำน้ำมันปาล์มดิบไปผลิตน้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น จึงดึงให้ราคาปาล์มน้ำมันกระเตื้องขึ้น

รัฐมนตรีช่วยฯ ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ผ่านมาก็เร่งปรับปรุงการบริหารงานของ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ประกาศล้างบางนอมินีแผงค้าที่ อ.ต.ก. จตุจักร และจะจัดตั้ง อ.ต.ก. ให้ครบทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งอาจจะเป็นงานที่หนักหนาสาหัส จนผู้อำนวยการคนเก่า กมลวิศว์ แก้วแฝก ต้องไขก๊อกลาออกไป

ห่างหายจากพื้นที่สื่อไปสักพักในช่วงที่ สื่อให้พื้นที่รัว ๆ กับ รัฐมนตรีช่วย มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เรื่องการแบนสารเคมี 3 ชนิดรัฐมนตรีช่วยฯ ธรรมนัส กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับข่าวดังระดับประเทศ เกี่ยวกับพื้นที่ ส.ป.ก. ของ สส. ปารีณา ไกรคุปต์ กระเทือนถึงที่ดิน ส.ป.ก. ทั้งประเทศ…

รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ที่ผ่านมาก็ทุ่มเทอยู่กับการแบนสารเคมี 3 ชนิด โดยมีแรงหนุนจากหัวหน้าพรรค ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล ที่รวมพลังกันแบบเอาเป็นเอาตายกับการแบนสารเคมีทางการเกษตร โดยอ้างว่าเพื่อสุขภาพของประชาชน แต่ไม่ได้เห็นใจเกษตรกร เหมือนอย่างนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง….

รัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา ประภัตร โพธสุธน เป็นรัฐมนตรีที่ค่อนข้างจะโลว์โปรไฟล์ ไม่ค่อยเป็นข่าว แต่ชอบลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้าน ไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเล็กๆ น้อยๆใช้วิธีการสั่งการหน่วยงานในพื้นที่เพื่อสนองนโยบายของพรรค โดยเฉพาะการส่งเสริมปลูกพืชที่ทำรายได้ดี เป็นนโยบายตะมุตะมิ เช่น ส่งเสริมปลูกถั่วเขียว โดยไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวจะเอามาจากไหนได้มากมายพอที่จะส่งเสริมปลูกได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน..เดือดร้อนหน่วยงานในกำกับดูแลต้องไปหามา..ได้หรือไม่ไม่อาจยืนยัน…

ปี 2563 ที่กำลังจะก้าวต่อไป…กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรกำหนดนโยบายการดำเนินงานในเรื่องสำคัญๆ เพื่อให้ข้าราชการมีทิศทางการทำงานที่ชัดเจน เกษตรกรมีความหวังที่จะสร้างผลผลิตให้มีคุณภาพ เพื่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยก็ขอให้การบริหารงาน หรือ การทำงานของรัฐมนตรีในสังกัดเป็นเอกภาพก็เอาละ….

แว่นขยาย

ก.เกษตรฯเปิด21แหล่งท่องเที่ยวส่งสุขปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463874

news_default

ก.เกษตรฯเปิด21แหล่งท่องเที่ยวส่งสุขปีใหม่

วันศุกร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการโครงการส่งความสุขปีใหม่มอบให้เกษตรกรช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2563 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลให้สร้างความสุขกับคนในชาติด้วยการดำเนินกิจกรรมสร้างความสุข กระตุ้นใช้จ่ายเงินเข้าระบบเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงเปิดศูนย์ปฏิบัติการที่เป็นแหล่งเรียนรู้และพร้อมให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนเข้าชมและเรียนรู้ฟรีในช่วงเทศกาลปีใหม่21 แห่ง ประกอบด้วย

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (เกษตรที่สูง) จ.กาญจนบุรี ดอยผาหม่นและดอยตุง จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.แม่ฮ่องสอนและ จ.ลำพูน ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร(พืชสวน) จ.กระบี่ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และจ.สมุทรสาคร ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (ผึ้ง) จ.จันทบุรี ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ จ.เชียงใหม่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จ.ชลบุรี ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จ.ตรัง ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จ.นครราชสีมา ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จ.นครศรีธรรมราช ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จ.บุรีรัมย์ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จ.พิษณุโลก ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จ.ลำพูน ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 จ.สุพรรณบุรี และศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จ.อุดรธานี ขอเชิญชวนเกษตรกรนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ารับบริการความสุขได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 มกราคม หรือสนใจข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอื่นดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “ท่องเที่ยวเชิงเกษตร”

รายงานพิเศษ : สวนเมล่อนแห่งเมืองแปดริ้ว สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่คืนถิ่นทำเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463877

รายงานพิเศษ : สวนเมล่อนแห่งเมืองแปดริ้ว สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่คืนถิ่นทำเกษตร

วันศุกร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จุดเริ่มต้นของบ้านสวนเมล่อนที่อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ หรือคุณแก้ว ซึ่งอีกบทบาทหนึ่ง เธอมีตำแหน่งเป็นเลขานุการสหกรณ์พืชผักผลไม้(เกษตรปลอดภัยสูง) จำกัด ได้เล่าย้อนถึงที่มาของการเริ่มทดลองปลูกเมล่อนครั้งแรก เกิดขึ้นหลังจากที่สามีเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นและซื้อเมล่อนกลับมาฝากลูกละ 3,000 บาท จึงเกิดความคิดที่จะปลูกเมล่อนปลอดสารให้สามีและลูกไว้รับประทาน ในช่วงปลายปี 2558 เริ่มทำโรงเรือนแรกด้วยเงิน 3,000 บาท ทำจากไม้ไผ่ มุ้งและพลาสติกคลุม เพื่อไม่ให้แมลงรบกวนและไม่ใช้สารเคมี จากนั้นได้ซื้อเมล็ดเมล่อน พันธุ์คิโมจิ มาปลูก 30 ต้น และเมื่อผลผลิตออกก็แจกจ่ายให้เพื่อนๆ และคนรู้จัก มีเสียงตอบรับมากขึ้น และชมชอบในรสชาติ จึงได้ลองโพสต์ขายทางเฟสบุ๊ค สร้างเรื่องราวน่าสนใจ ทำให้มีคนสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง จึงต้องขยายโรงเรือนเพิ่มจากโรงเรือนที่  1 เป็น  2 และ 3 จนปัจจุบันมีทั้งหมด 10 โรงเรือนซึ่งเทคนิคในการปลูกเมล่อนทั้งหมดเธอได้แสวงหาความรู้จากอินเตอร์เน็ต ทางยูทูปและเว็บไซด์ต่างๆ

“แก้วเคยทำงานโรงงานมาก่อนที่จะมาทำเกษตร แรกเริ่มไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเกษตรกร แต่เมื่อทดลองปลูกเมล่อน ปลูกไปขายไป มีคนสั่งซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องขยายพื้นที่โรงเรือนเพื่อปลูกเมล่อนส่งตามออเดอร์ กลายเป็นตลาดนำการผลิต จึงเริ่มสนใจทำเกษตรอย่างจริงจัง ลาออกจากโรงงาน แล้วใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับการทำเกษตร และอยากมีที่ดินสักผืน จนมาเจอที่ 4 ไร่ที่ฉะเชิงเทรา มีบ้านหลังเล็กๆที่ดินและบ่อน้ำ แต่เดิมที่แถวนี้เป็นนาข้าวและบ่อกุ้ง จึงขอซื้อจากเจ้าของแล้วมาปรับสภาพพื้นที่ นึกถึงหลักทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะคิดว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเสี่ยงสูง จึงแบ่งที่ดินเป็นสัดส่วน 30/30/ 30/10 โดย 30 แรกสร้างเป็นพื้นที่สำหรับรับผู้คนมาเรียนรู้ดูงาน ร้านขายผลผลิตจากสวนตัวเอง ส่วน 30 ที่ 2 ปลูกพืชผักสวนครัว เมล่อน มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว อีก 30 สร้างเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผสมผสาน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่และบ่อเลี้ยงปลา ส่วนอีก 10 ที่เหลือเป็นบ้านที่อาศัยอยู่กับครอบครัว”

คุณแก้วเริ่มค้นพบว่าการทำเกษตร ยิ่งทำยิ่งมีความสุข แม้ว่าช่วงแรกต้องพบกับปัญหาว่าดินในจังหวัดฉะเชิงเทรา หน้าดินเป็นเกลือ ต้องมีเครื่องวัดค่า PH ใช้วัดดิน ปุ๋ยในดิน วัดความชื้น อุณหภูมิ และน้ำ นอกจากนี้ยังต้องตรวจสภาพน้ำและดินตลอดทั้งปี และต้องปรับสภาพดิน โดยใช้เครื่องพรวนดินสม่ำเสมอ ปุ๋ยที่ใส่ในดินทำจากมูลไส้เดือนและปุ๋ยหมักที่ทำเอง โดยนำขุยมะพร้าว กากมะพร้าว แกลบเผา แกลบดิน กระดูกสัตว์ป่น และมูลไส้เดือนมาหมักกับขี้วัว ใส่เป็นปุ๋ยเพิ่มธาตุอาหารในดินทำให้ดินค่อยๆ ดีขึ้น

“เราต้องแสวงหาความรู้เรื่องดิน การปลูก การป้องกันแมลง การทำโรงเรือนจากอินเตอร์เน็ต หาข้อมูลทุกอย่างมารวมกัน แล้วนำมาปรับใช้ ค่อยๆทดลองทำไปทีละน้อย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง นำกำไรจากเมล่อนโรงเรือนแรกมาขยายเป็นโรงเรือนที่ 2 และขยายมาเรื่อยๆซึ่งรายได้จากเมล่อน 1 โรงเรือน ใช้เวลาปลูก 70-90 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 300 ลูก/โรงเรือนขายลูกละ 100 บาท ตัดผลผลิตทุกๆ สัปดาห์ รายได้ 30,000 บาท/สัปดาห์ และเดือนละ 120,000 บาท เป็นวิธีการทำเกษตรแบบทำน้อยแต่ได้มาก  ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ต่อมาตลาดจึงค่อยๆ ขยายและเริ่มโตมากขึ้น

นอกจากนี้ คุณแก้วยังหาวิธีประหยัดแรงงานและเวลาดูแลแปลงปลูกพืชผัก  ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแบ่งเบาในการทำการเกษตร โดยใช้ระบแอปพลิเคชัน ควบคุมการให้น้ำ คุมอุณหภูมิในโรงเรือน และแสงอาทิตย์ หากมีสิ่งผิดปกติ เช่น น้ำและอุณหภูมิในโรงเรือนสูงหรือต่ำเกินไป ก็จะแจ้งเตือนเข้ามาทางมือถือ และสั่งการรดน้ำภายในโรงเรือนได้ทันที ซึ่งอุปกรณ์ควบคุมทั้งหมดเรียกว่า Sunoff หาซื้อได้จากอินเตอร์เน็ต ราคาหลักร้อยเท่านั้น ทำให้ไม่ต้องใช้เวลาในสวนตลอดทั้งวัน อยู่ที่ไหนก็สั่งการได้

ผลผลิตในแปลงของคุณแก้วผ่านการรับรองว่าได้ตามมาตรฐาน GAP และปลอดจากสารเคมี ขณะที่เมล่อนจะหวานกำลังพอดีที่ประมาณ 12-13 บริค และเมื่อถึงช่วงผลผลิตออกจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมและตัดผลเมล่อนเอง สร้างความน่าสนใจและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร หลังเมล่อนเริ่มติดตลาด สามารถดึงนักท่องเที่ยวมายังบ้านโพธิ์ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่เริ่มขายได้ และตลาด Modern Trade เริ่มสนใจและติดต่อขอซื้อผลผลิตไปจำหน่ายในห้าง จึงเริ่มหามองหาเครือข่ายและรวมกลุ่มตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกผักปลอดภัยสูงฉะเชิงเทรา จำกัด เมื่อ  11 กันยายน 2561 สมาชิกแรกเริ่ม  34 คน ทุนจดทะเบียนเพียง  34,000  บาท ปัจจุบันสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 106 คน โดยสหกรณ์จะให้ปัจจัย วัสดุในการปลูกพืชและทำการเกษตร รวมถึงองค์ความรู้ต่างๆ และร่วมวางแผนผลิตพืชผักและสินค้าเกษตร เพื่อให้สมาชิกผลิตและจำหน่ายผ่านสหกรณ์ ทั้งเมล่อน ผักสวนครัว ซึ่งเกษตรกรที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของสหกรณ์แห่งนี้ ยังได้รับการช่วยเหลือให้เงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 สำหรับนำไปสร้างโรงเรือนขนาด 8X16 เมตร  ราคาไม่เกิน 3 หมื่นบาท ซึ่งเกษตรกรแต่ละรายจะกู้ได้ไม่เกิน 300,000 บาท และสหกรณ์จะช่วยวางแผนการผลิตให้สมาชิกว่าสวนไหนจะปลูกเมล่อนช่วงไหน และทยอยปลูกไล่กันไป ป้องกันผลผลิตล้นตลาด ส่วนหนึ่งสมาชิกส่งขายลูกค้าได้เอง และแบ่งผลผลิตส่วนหนึ่งส่งให้สหกรณ์ตามที่ตกลงกันไว้

ขณะนี้สหกรณ์มีคู่ค้า โดยทำข้อตกลงส่งเมลล่อนไปขายในห้าง Tops Supermarket  5  สาขา ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี  สัปดาห์ละ 500  ลูก ส่งครัวการบินไทยสัปดาห์ละ 600 ลูก และบริษัทพัทยาปาร์ค บีช เป็นเครือข่ายโรงแรมในจ.ชลบุรี สั่งซื้อสัปดาห์ละ 200-300  ลูก ส่วนผักสวนครัวทั้งคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ใบมะกรูด ผักชี พริกและแตงกวาญี่ปุ่น สมาชิกจะปลูกและส่งให้สหกรณ์รวบรวมนำไปขายให้โรงพยาบาลในจังหวัดฉะเชิงเทรา และยังมีตลาดอื่นที่สั่งจองเมล่อนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

คุณแก้วทิ้งท้ายว่า  เดิมทำการเกษตรไม่เป็น คิดว่ายาก แต่พอลงมือทำ จึงรู้ว่าทุกอย่างเรียนรู้ได้ ขอแค่ตั้งใจ ซึ่งความผิดพลาดแต่ละครั้งคือการเรียนรู้  จากความมุ่งมั่นและลงมือทำอย่างจริงจัง ทำให้คุณแก้วประสบผลสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะรู้จักการวางแผนและศึกษาหาข้อมูล หาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาอาชีพ แม้หลายคนจะบอกว่ากลับมาทำเกษตรแต่มีปัญหาเรื่องเงินทุน แต่การทำเล็กๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เท่าที่กำลังพอจะทำไหว ก็ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

และนี่จึงเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่เป็นต้นแบบให้ใครอีกหลายๆ คน มองเห็นโอกาสในการกลับคืนสู่ถิ่นฐานเพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรจากรุ่นพ่อแม่ เพื่อในวันข้างหน้าสามารถบอกใครๆ ได้อย่างเต็มปากว่ามีความสุขและความภาคภูมิใจที่ได้เป็น “เกษตรกร”

‘มนัญญา’เล็งเรียก‘กรมวิชาการเกษตร’แจงเหตุไฟไหม้อาคารเก็บเอกสารงานวิจัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463783

news_default

‘มนัญญา’เล็งเรียก‘กรมวิชาการเกษตร’แจงเหตุไฟไหม้อาคารเก็บเอกสารงานวิจัย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.25 น.

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีเกิดเหตุไฟไหม้อาคารสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อช่วงกลางดึกวานนี้ (1 ม.ค.63)ว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดปีใหม่ ยังติดต่อใครไม่ได้ วันนี้เข้ากระทรวงเกษตรฯ ช่วงบ่าย จะเรียกหน่วยงานต้นสังกัด มารายงานรายละเอียดสาเหตุการเกิดเพลิงไม้ เบื้องต้นทราบว่า ไฟไหม้ห้องเก็บเอกสารงานวิจัยต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยหลายปีแล้ว คงต้องไปดูว่า เป็นเอกสารงานวิจัยเรื่องใดบ้าง

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม คงไม่กระทบการทำงานด้านวิจัย เพราะปัจจุบัน การจัดเอกสารงานวิจัยน้อยลง ส่วนใหญ่ข้อมูลงานวิจัยสำคัญๆ จะเก็บในคอมพิวเตอร์

‘เฉลิมชัย’สั่งเพิ่มมาตรการอุ้มภาคเกษตร ลดต้นทุนการผลิต ดันสู้บาทแข็ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463746

news_default

‘เฉลิมชัย’สั่งเพิ่มมาตรการอุ้มภาคเกษตร ลดต้นทุนการผลิต ดันสู้บาทแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2563, 12.46 น.

“เฉลิมชัย” สั่งลุยมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรให้ได้อีก 10% ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้เพิ่ม เกษตรฯ แก้พิษเงินบาทแข็งค่า กระทบความเป็นอยู่เกษตรกร 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในปี 2563 ได้กำหนดนโยบายปรับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านสินค้าเกษตรและอาหารขึ้นอีก 10% จากการประเมินสถานการณ์ค่าเงินบาทพบว่า ยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องจากปี 2562 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท แต่กำไรน้อยลงซึ่งการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่านั้นทำได้ไม่ง่ายและต้องค่อยเป็นค่อยไป จึงต้องใช้กลยุทธ์อื่นคู่ขนานกันประกอบด้วย 5 มาตรการหลักคือ การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มมูลค่าผลผลิต การพัฒนาการขนส่ง การพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร รวมถึงการหาตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่าย ทั้งนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนของทุกหน่วยงานของกระทรวงเป็นไปในทิศทางเดียวกันจึงได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data Center : NABC) เป็นฐานข้อมูลกลางของข่าวสารและองค์ความรู้ซึ่งทั้งเกษตรกรและภาคเอกชนสามารถเข้าถึง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นต้น

สำหรับนโยบายที่สำคัญที่ดำเนินการต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้วคือ “การตลาดนำการผลิต” โดยผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดเพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ส่งเสริมการรวมกลุ่มการผลิตเป็นรูปแบบแปลงใหญ่และใช้กลไกสหกรณ์เพื่อให้สามารถจัดหาปัจจัยการผลิตได้ในราคาต่ำลง เดินหน้าการทำปุ๋ยสั่งตัดซึ่งจะต้องวิเคราะห์สภาพดินแต่ละพื้นที่  แล้วใช้สูตรปุ๋ยที่เหมาะสมกับชนิดพืชและให้ในเวลาที่เหมาะสม การพัฒนาเมล็ดพันธุ์และต้นพันธุ์เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นและคุณภาพผลผลิตสูงขึ้น จากนั้นส่งเสริมการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าเกษตรให้ถึงผู้รับซื้อ ผู้บริโภคโดยเร็ว โดยที่สินค้ายังมีความสดใหม่ พร้อมกันนี้ได้ตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center: AIC) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ให้ครบ 77 จังหวัดโดยเร็วเพื่อให้เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้การทำการเกษตรสมัยใหม่ที่เป็นเกษตรประณีตและเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) ที่สำคัญอีกประการคือ หาตลาดใหม่ๆ และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายที่ทันสมัย โดยเฉพาะทางออนไลน์ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เป็นการปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรทั้งระบบ

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจทางการเกษตร (สศก.) คำนวณตามหลักเศรษฐศาสตร์จากทุกมาตรการที่กำหนดให้พบว่า สามารถเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันได้ 10% ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นผลให้เศรษฐกิจชาติดีไปด้วย แก้ปัญหาผลตอบแทนจากการส่งออกที่ได้กำไรลดลงจากพิษเงินบาทแข็งค่าและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

“ศูนย์ข้อมูลเกษตรดิจิทัลนั้น ทุกคนสามารถเข้าถึงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ซึ่งกำชับให้ทั้ง 22 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ เริ่มบริการตั้งแต่ปีใหม่นี้เป็นต้นไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

แก้เกมพิษค่าบาท! เกษตรฯวาง 5 มาตรการเพิ่มขีดความสามารถสินค้าเกษตร 10% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463660

news_default

แก้เกมพิษค่าบาท! เกษตรฯวาง 5 มาตรการเพิ่มขีดความสามารถสินค้าเกษตร 10%

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.04 น.

แก้เกมพิษค่าบาท! เกษตรฯวาง 5 มาตรการเพิ่มขีดความสามารถสินค้าเกษตร 10%

1 มกราคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปี 2563 จากการประเมินสถานการณ์ค่าเงินบาท พบว่า น่าเป็นห่วงมากที่สุดในขณะนี้และยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องจากปี 2562 ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่มีมาร์จิ้นต่ำ การแก้ปัญหาค่าเงินบาทไม่ง่ายและไม่เร็ว จึงต้องใช้กลยุทธ์อื่นคู่ขนานกันไป เพื่อรักษามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรและอาหาร10% เพื่อแก้เกมพิษค่าเงินบาทชดเชยค่าเงินที่แข็งค่าโดยมี 5 มาตรการหลักได้แก่ 1. มาตรการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตร 2. มาตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม 3. มาตรการส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ 4. มาตรการพัฒนาเครื่องจักรกลเกษตร และ 5. มาตรการค้าออนไลน์เพิ่มช่องทางตลาด

“ทั้ง 5 มาตรการกังกล่าวจะมุ่งบริหารลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มช่องทางตลาดใหม่ โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0และคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรเป็นกลไกสำคัญทำหน้าที่ขับเคลื่อน ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชนภาควิชาการและภาคเกษตรกร โดยมีศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ(National Agriculture Big Data Center : NABC) เป็นฐานข้อมูลกลางของข่าวสารและองค์ความรู้ซึ่งเกษตรกรและภาคเอกขนสามารถใช้ประโยชน์ผ่านแอปพลิเคชั่น “เกษตรดิจิทัล” บนแพลตฟอร์มมือถือและคอมพิวเตอร์รวมทั้งการบริการออนไลน์ของ 22 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเริ่มบริการครบทุกหน่วยงานต้อนรับปีใหม่ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้จะจัดตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(Agritech and Innovation Center: AIC)” ตั้งแต่เดือนมกราคมให้ครบ 77 จังหวัดในปี 2563 ถือเป็นการปฏิรูปภาคเกษตรในระดับเชิงโครงสร้างและระบบเพื่อรองรับปัญหาค่าเงินบาทและความผันผวนของเศรษฐกิจโลกด้วย

ศูนย์วิจัยธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408168?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ศูนย์วิจัยธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2563

2 มกราคม 2563 – 19:09 น.
ธกส
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

ศูนย์วิจัยธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2563

            ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2563 ทั้งข้าวเปลือกเหนียว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำตาลทรายดิบ ยางพาราแผ่นดิบ ปาล์มน้ำมัน สุกร และกุ้งขาว     แวนนาไม มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ด้านข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมมะลิ มันสำปะหลัง มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง

นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงเดือนมกราคม 2563 ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่  ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาขายอยู่ที่ 13,668 – 13,976 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.04 – 2.29 เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูการเก็บเกี่ยว ประกอบกับสต็อกของผู้ประกอบการ ไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศและการส่งออก                ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาขายอยู่ที่ 7.96 -8.08 บาท/กก. ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.00 – 2.50 เนื่องจากเป็นช่วงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 ในช่วงฤดูแล้ง (ปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์) ทำให้ปริมาณผลผลิตในตลาดมีน้อย

น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคาขายอยู่ที่ 13.50 – 13.64 เซนต์/ปอนด์ (8.99 – 9.09 บาท/กก.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก      เดือนก่อนร้อยละ 1.00 – 2.00 เนื่องจากยังคงมีแรงซื้อจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ผลผลิตน้ำตาลตลาดโลกในฤดูการผลิตปี 2562/63 ที่มีแนวโน้มลดลง จากปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลให้ผลผลิตลดลง      อย่างไรก็ตาม ปริมาณสต็อกน้ำตาลโลกคงค้างอยู่ประมาณ 80 ล้านตัน และในปี 2562/63 รัฐบาลอินเดียอุดหนุนผู้ส่งออกน้ำตาล 6 ล้านตัน ยังเป็นปัจจัยกดดันให้ทิศทางราคาน้ำตาลปรับเพิ่มขึ้นไม่มาก

                ยางพาราแผ่นดิบ ราคาอยู่ที่ 38.54 – 38.61 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.03 – 0.20 เนื่องจากภาครัฐเตรียมดำเนินโครงการผลิตหมอนยางพาราประชารัฐ จำนวน 30 ล้านใบ มูลค่า 18,000 ล้านบาท เพื่อช่วย   ดูดซับผลผลิตยางพาราออกจากระบบจำนวน 150,000 ตัน ประกอบกับปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างซึ่งเป็นแหล่งผลิตยางพาราสำคัญ ทำให้อุปทานออกสู่ตลาดลดลง

               ปาล์มน้ำมัน ราคาขายอยู่ที่ 4.88 – 5.08 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 7.25 – 11.65 เนื่องจากเป็นช่วงต้นปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตน้อย ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับมีมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งช่วยดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบได้ค่อนข้างมาก

                สุกร ราคาขายอยู่ที่ 62.00 – 64.50 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.75 – 4.83  เนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อสุกรในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประกอบกับการส่งออกขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการเนื้อสุกรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ประสบภาวะขาดแคลนสุกรจากปัญหาโรค            อหิวาต์แอฟริกา (ASF)

และกุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาขายอยู่ที่ 150 – 160 บาท/กก. เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนร้อยละ 1.35 – 8.10 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนและอุณหภูมิลดต่ำลง ทำให้กุ้ง เติบโตช้า ส่งผลให้ปริมาณกุ้งเข้าสู่ตลาดน้อยลง

 ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับลดลง คือ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาขายอยู่ที่ 7,625 – 7,633 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.93 – 1.04 เนื่องจากเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ขณะที่สกุลเงินประเทศคู่แข่งขันอ่อนค่าลง ทำให้ราคาข้าวเปลือกเจ้าของไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่งขัน อาทิ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา         

                ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาขายอยู่ที่ 13,142 – 13,507 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.16 -2.86 เนื่องจากเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และความต้องการนำเข้าของประเทศฮ่องกงมีแนวโน้มลดลงจากเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงเทศกาลคริสต์มาส โดยในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2562 มูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยไปฮ่องกงลดลงร้อยละ 13.33

และมันสำปะหลัง ราคาอยู่ที่ 1.93 – 1.98 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.50 – 3.02 เนื่องจากเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งผลให้ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ขณะที่การส่งออกไปต่างประเทศมีแนวโน้มลดลงจากผลกระทบของเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้ราคา     มันสำปะหลังภายในประเทศลงต่ำลง

ซีพีเอฟ.เติมอาหารสมองเด็กไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407884?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ซีพีเอฟ.เติมอาหารสมองเด็กไทย

1 มกราคม 2563 – 03:01 น.
ซีพีเอฟ,อดิเรก ศรีประทักษ์
เปิดอ่าน 57 ครั้ง

 ซีพีเอฟ.เติมอาหารสมองเด็กไทย มอบโรงเลี้ยงไก่824โรงเรียนทั่วไทย 

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนก่อกำเนิดเมื่อปี 2532 ภายใต้มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท จนปัจจุบันมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯจากทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 824 โรง

กระทั่งล่าสุดบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท เดินหน้าส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนอย่างต่อเนื่อง หวังมุ่งมั่นสร้างเสริมสุขภาพอนามัยแข็งแรงของเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืนกว่า 150,000 คน ใน 824 โรงเรียนทั่วประเทศ

เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งผลิตไข่ไก่เพื่ออาหารกลางวันให้นักเรียนอย่างเพียงพอแล้ว ยังช่วยพัฒนาให้โรงเรียนเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และส่งเสริมทักษะด้านการเกษตร สร้างความมั่นคงทางอาหารในโรงเรียนและชุมชน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนอีกด้วย

  อดิเรก ศรีประทักษ์(ที่2จากซ้าย) ประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟ

“เครือเจริญโภคภัณฑ์ยึดมั่นในค่านิยมองค์กร ที่ ท่านประธานอาวุโส คุณธนินท์ เจียรวนนท์ เน้นย้ำมาตลอด คือ ปรัชญาสามประโยชน์สู่ความยั่งยืน เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับตระหนักอยู่เสมอ ว่า ต้องทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน”

  อดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานในพิธีส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนแก่โรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร)ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย   โดยได้รับเกียรติจากภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมาร่วมในพิธี มอบโครงการ  ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ.และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ได้ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนเข้าสู่ปีที่ 30

“นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และแก้ปัญหาทุพโภชนาการของเด็กและเยาวชนไทย โดยมีบุคลากรของบริษัทฯติดตามดูแล ให้คำแนะนำด้านการเลี้ยงไก่ไข่ให้กับโรงเรียน ถ่ายทอดความรู้ในเรื่องการจัดการผลผลิตไข่ไก่สดแก่ครูและนักเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้บริโภคไข่ไก่อย่างเพียงพอ และโรงเรียนมีการดำเนินโครงการอย่างยั่งยืน”

อดิเรกกล่าวต่อว่า ในปีนี้ ซีพีเอฟ สนับสนุนงบประมาณให้มูลนิธิฯดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มอีก 46 โรงเรียน เป็นมูลค่ารวม 13 ล้านบาท โดยจะมีการส่งมอบให้ครบทุกโรงเรียนภายในเดือนพฤษภาคม 2563 ทำให้มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งซีพีเอฟติดตามดูแลในขณะนี้ทั้งสิ้น 824 โรงเรียนทั่วประเทศ

ขณะนี้ อภัยชนม์ วัชรสินธุ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท กล่าวเสริมว่าตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนและเกษตรกรในชนบทห่างไกล ซึ่งโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนเป็นหนึ่งในโครงการเพื่อร่วมบรรเทาปัญหาขาดแคลนโปรตีน สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทั้งร่างกายและสติปัญญาของเยาวชน โดยนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ มูลนิธิฯได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน รวมทั้ง ซีพีเอฟ ที่สนับสนุนโครงการฯ เป็นมูลค่ารวม 146 ล้านบาท ส่งผลให้โครงการประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง เยาวชนเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ เป็นแหล่งอาหารมั่นคงของชุมชน ที่สำคัญมีองค์ความรู้ให้ครูและนักเรียนสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ เกิดกองทุนหมุนเวียน และเป็นแหล่งเรียนรู้อาชีพของคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

นอกจากกิจกรรมมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนแล้ว คณะผู้บริหารของซีพีเอฟและมูลนิธิฯ ยังได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินดำรงชีพให้แก่ผู้สูงอายุ ในโครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย และมอบสัญญาจ้างงานคนพิการ ภายใต้ ”โครงการจ้างงานคนพิการ” ในโรงเรียนที่ร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ซึ่งซีพีเอฟได้ดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรด้านการศึกษา สร้างกำลังใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการให้ภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง โดยปัจจุบัน ซีพีเอฟมีการจ้างงานคนพิการ จำนวน 424 คน ช่วยงานในโรงเรียนใน 240 โรงเรียนทั่วประเทศ

ด้าน ภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่ารู้สึกเป็นเกียรติและดีใจอย่างยิ่ง ที่มีโอกาสร่วมในพิธีรับมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน จากรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการนี้ ทำให้เห็นว่า ซีพีเอฟมีความตั้งใจจริงในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในชนบทมีอาหารอิ่มท้อง เจริญเติบโตสมวัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนห่วงใยไปถึงคนในชุมชน ด้วยการใส่ใจดูแลผู้สูงอายุที่ยากไร้ให้ได้รับความสะดวกสบายตามสมควร ส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำ มีรายได้เพื่อดูแลตนเองและครอบครัว แสดงถึงการเป็นองค์กรที่ปลูกฝังเรื่องความกตัญญูและเห็นคุณค่าของทุกคนในสังคม

“ผมขอเป็นตัวแทนของประชาชนจังหวัดเชียงรายและตัวแทนของทุกโรงเรียนที่รับมอบโครงการฯในวันนี้ ขอบคุณซีพีเอฟและมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกโรงเรียนจะสามารถพัฒนาและต่อยอดโครงการไปสู่การเป็นต้นแบบแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน”รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวย้ำทิ้งท้าย

“ฟาร์มไก่”แหล่งเรียนรู้งานนักเรียน 

     ผจญ กุณา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร) กล่าวว่า โรงเรียนบ้านดู่ฯ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง มีนักเรียน 750 คน เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการส่งเสริมให้เด็กๆได้เรียนรู้ด้านการเกษตร เช่น การเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน โดยมีบุคลากรของซีพีเอฟช่วยถ่ายทอดความรู้และวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงเป็นการวางพื้นฐานวิชาชีพให้ติดตัวไปใช้ในอนาคต

“การเข้าร่วมโครงการนี้โรงเรียนได้รับมอบไก่ไข่จากซีพีเอฟ 300 ตัว ทำให้มีผลผลิตไข่ไก่เพื่อมาทำอาหารกลางวันนักเรียนได้รับประทานอย่างทั่วถึง หรือหากมีผลผลิตไข่ไก่จำนวนมากก็สามารถนำไปจำหน่ายให้คุณคร ผู้ปกครองนักเรียนและคนในชุมชน ทำให้เด็กๆมีโอกาสเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการและการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายด้วย”

   บัว สายเมือง อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร) บอกว่า รู้สึกดีใจและขอบคุณซีพีเอฟ ที่เข้ามาดำเนินการโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งโครงการดังกล่าวทำให้เกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น โรงเรียนได้รับฐานการเรียนรู้ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติจริง มีไข่ไก่ไปสนับสนุนโครงการอาหารกลางวัน เป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่โรงเรียนหรือชุมชนที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน มีไข่สดสะอาดปลอดภัยไว้บริโภค รวมทั้งโรงเรียนยังได้โรงเรือนใหม่ที่ได้มาตรฐาน มีสถานที่ปฏิบัติงานจริง และเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ ที่สำคัญนักเรียนในโรงเรียนจะได้มีไข่สด สะอาดปลอดภัยไว้สำหรับโภคด้วย

“หนูจะมาช่วยกันเก็บทุกวันกับเพื่อนๆ ทุกวันในช่วงบ่ายสามโมงเพื่อนำไปให้แม่ครัวทำอาหารอาทิตย์ละ 3 วัน ซึ่งแต่ละวันจะมีเมนูที่แตกต่างกันไป เช่นไข่พะโล้ ไข่เจียว ไข่ระเบิด ส่วนที่เหลือจากการนำไปประกอบอาหารแล้วก็จะนำไปขายให้สหกรณ์โรงเรียนและผู้ปกครองที่สนใจ”นักเรียนคนเดิมกล่าว