ผู้ตรวจฯเร่งแบน 3 สารตามกำหนด 1 ม.ค.63 แต่เปิดช่องขอขยายเวลาได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463562

news_default

ผู้ตรวจฯเร่งแบน 3 สารตามกำหนด 1 ม.ค.63 แต่เปิดช่องขอขยายเวลาได้

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 11.55 น.

ผู้ตรวจการแผ่นดิน เร่งรัดแบน 3 สาร ครบกำหนด 1 ม.ค.63  ยอมรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขอขยายเวลาได้ แต่ต้องมีเหตุผล อย่าอ้างเวลาเพราะเตือนมาแล้วหลายครั้ง ชี้ควรแบนในส่วนของสารที่สามารถทำได้ทันที

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่เลื่อนแบน 3 สารพิษออกไปเป็นเดือนมิถุนายน 2563  ขณะที่ผู้ตรวจฯ มีมติให้แบน 3 สาร คือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ในวันที่ 1 ม.ค.2563 ว่า เรื่องนี้มีเวลา 13 เดือนในการเตรียมการ ถ้ารัฐบาลและหน่วยงานรัฐไปดำเนินการตามขั้นตอนที่ผู้ตรวจฯ ให้คำแนะนำไปก็จะไม่เกิดผลเสียหายเช่นนี้ ซึ่งการประชุมผู้ตรวจฯเมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา มีความเห็นว่า การนำเข้าสารพิษทั้ง 3 ตัวนี้ ปริมาณการนำเข้าตั้งแต่มิถุนายน 2562 ที่กรมวิชาการเกษตรบอกว่า ได้ยุติการออกใบอนุญาตนำเข้า ซึ่งผู้ตรวจฯได้ตรวจพบว่ามีการแจ้งองค์การการค้าโลกทราบตั้งแต่เดือนตุลาคม

พล.อ.วิทวัส  กล่าวด้วยว่า ส่วนที่ระบุว่า เมื่อห้ามนำเข้าไกลโฟเซตแล้ว จะส่งผลกระทบต่อการปลูกถั่วเหลืองและต้องมีการนำเข้าจากประเทศบราซิล อเมริกา ซึ่งถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเป็นพืชจีเอ็มโอ เมื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารสำหรับคนและสัตว์แล้ว ผู้ตรวจฯ กังวลเพราะตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องที่เกี่ยวกับอาหารที่มีสารพิษตกค้าง ถ้าจะห้ามเรื่องไกลโฟเซตจะต้องไปกำหนดว่าหน่วยวัดที่เรายอมให้มีสารตกค้างของไกลโฟเซตมีแค่ไหนถึงก่ออันตราย รวมถึงจะต้องมีการปิดฉลากในผลิตภัณฑ์อาหาร ว่ามีการใช้ถั่วเหลืองที่มีการใช้สารไกลโฟเซตตกค้างกี่หน่วย  เพื่อให้ผู้บริโภคได้รู้และผู้บริโภคก็ต้องรับความเสี่ยงต่อไป

“ซึ่งเป็นสิทธิของผู้บริโภคจะรู้ว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์นี้แล้วเป็นอันตราย  และต้องรับผิดชอบสุขภาพของตัวเอง ทางผู้ตรวจฯก็จะหารือกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์  ที่จะต้องดูเรื่องการปิดฉลากผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ การดำเนินงานของกรมวิชา
การเกษตรที่มีการวิจัยการหาสารชีวพันธุ์ในแต่ละปีดำเนินการไปถึงไหน ผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร ผู้ตรวจฯจะขอความร่วมจากองค์อิสระอื่น เช่น สตง. ที่จะช่วยผู้ตรวจฯตรวจการใช้งบประมาณผลการทำงานในการใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ และที่สำคัญได้ขอรายงานที่ประชุมของคณะกรรมการฯ 2 ครั้งที่ผ่านมาคือ 22 ตุลาคม และ 27 พฤศจิกายน  เพื่อมาพิจารณาว่าได้มีการดำเนินการด้วยความรอบคอบอย่างไร ซึ่งจะครบกำหนด 30 วันในเดือนมกราคม 2563″พล.อ.วิทวัส กล่าว

เมื่อถามว่า หน่วยงานสามารถขอขยายเวลาส่งรายงานได้หรือไม่ พล.อ.วิทวัส กล่าวว่า เขาก็มีสิทธิขยายได้  แต่ต้องมีเหตุพอสมควร  ส่วนการแบน 3 สารพิษมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยดูเป็นการกดดันรัฐบาล

เมื่อถามว่า ถ้าเป็นเช่นนี้มองว่าโอกาสที่จะแบนสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ พล.อ.วิทวัส กล่าวว่า ในเมื่อพาราควอตและคลอร์ไพรีฟอส มีแนวโน้มที่จะแบนได้ แต่ต้องดูว่ากระบวนการที่นำไปสู่การแบนเป็นอย่างไร ซึ่งมติคณะกรรมการฯ มีการขยายการแบนถึงเดือนมิถุนายน  ซึ่งก่อนหน้านี้มีเสียงคัดค้านคณะกรรมการฯ ก็คงเกรงว่าภายใน 1 เดือนปริมาณสารพิษที่มีอยู่ในมือผู้นำเข้าหรือเกษตรกรจะทำลายอย่างไร  ซึ่งเห็นว่า ตั้งแต่ที่ออกมติมากรมวิชาการเกษตรต้องไปควบคุมให้ดีเมื่อถึงมิถุนายน 2563 แล้วต้องมีคำตอบ ไม่ใช่มาขอต่อรอง นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีในการทำงานของข้าราชการที่จะมาต่อรองอยู่เรื่อย

ส่วนการควบคุมไกลโฟเซต  เป็นเหมือนทาง 2 แพร่ง ถ้าแบนก็ต้องมีหลักฐานทางการแพทย์มายืนยัน  ถ้าไม่แบนต้องมีมาตรการอย่างน้อยที่สุดต้องปิดฉลากว่าผลิตภัณฑ์อาหารมีสารไกลโฟเซตตกค้างอยู่กี่หน่วย  ถ้าถึงกำหนดแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังขอขยายระยะเวลาอีก  ผู้ตรวจฯ ก็มีอำนาจที่จะส่งต่อไปยังองค์กรอิสระอื่นที่ลงโทษทางวินัยอาญาและแพ่ง

“ผู้ตรวจฯไม่ประสงค์จะไปใช้อำนาจเช่นนั้น  ต้องการให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอยู่ในขอบเขต  รวมถึงไม่สร้างความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐกับองค์กรอิสระ พร้อมทั้งหวังว่า คำวินิจฉัยที่ออกไปแล้ว ถือว่าผู้ตรวจฯได้ช่วยทำงาน อย่างประเด็นที่บอกว่าห้ามใช้ในพื้นที่สูง หมายถึงพื้นที่ป่าอนุรักษ์โซนเอ  ผู้ตรวจฯเห็นว่าไม่มีการเพาะปลูกในพื้นที่ดังกล่าวแน่นอน  เป็นการเขียนไว้อย่างสวยหรู ซึ่งความเป็นจริงพื้นที่การเพาะปลูกส่วนใหญ่จะอยู่ด้านล่างและใกล้แหล่งน้ำ ซึ่งสารมันกระจายไปทั่ว”พล.อ.วิทวัส กล่าว

ประธานผู้ตรวจ ยังกล่าวด้วยว่า การที่จะเอากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อบต.มาร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจการใช้สารพิษแต่ละพื้นที่ ซึ่งคนเหล่านี้อยู่ด้วยความเป็นพี่เป็นน้องมีความสัมพันธ์ในชุมชน จึงไม่มีทางไปตรวจสอบ  และการบังคับใช้กฎหมายเป็นหน้าที่ของท่านจะเอาคนเหล่านี้ไปช่วยตรวจฯคงทำไม่ได้เข้าใจว่าที่มีการขยายระยะเวลาแบนไปถึงเดือนมิถุนายนนั้น  อาจเป็นเพราะไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายใน  1 เดือน แต่ต้องทราบด้วยว่าผู้ตรวจฯได้ให้เวลาถึง 13 เดือนแล้วและได้มีการบอกขั้นตอนการดำเนินการด้วย  อย่างไรก็ตามหลังได้รับรายงานผู้ตรวจฯ ก็จะเชิญหน่วยงานมาหารือ ถึงเหตุผลที่ขอขยายเวลา รวมถึงตัวเลขปริมาณสารเคมีที่มีอยู่ ปริมาณการใช้แต่ละพื้นที่เพาะปลูก หากทำให้ละเอียดรอบคอบฝ่ายต่างๆก็คงจะเห็นด้วย

เมื่อถามว่า ส่วนที่ยังดำเนินการแบนไม่ได้  เป็นเพราะมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องหรือไม่  พล.อ.วิทวัส กล่าวว่า เรื่องผลประโยชน์ทุกคนคงระวัง  คิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรู้ว่าตัวเองทำอะไรในตอนนี้  คงหนีไม่พ้น  เพราะข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งผู้ตรวจฯก็สามารถหาได้  และทุกภาคส่วนก็หาได้ เพราะอยู่ในโลกข้อมูล แต่ต้องระวัง ว่าสิ่งที่ท่านไม่ให้แล้วคนอื่นไปได้มาจากแหล่งอื่น  จึงอยากให้มาร่วมมือช่วยกันดีกว่า

รักษ์เกษตร : ทางเลือกการปฏิบัติการเกษตรหน้าแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463483

news_default

รักษ์เกษตร : ทางเลือกการปฏิบัติการเกษตรหน้าแล้ง

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมจะแก้ปัญหาการเกษตรในหน้าแล้งได้อย่างไรบ้างครับ

แสงทอง ทองอุทัยวรรณ

อ.เมือง จ.ชัยภูมิ

คำตอบ

ในช่วงหน้าแล้ง และต้องใช้น้ำที่มีอย่างจำกัด เป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องพบและวนกันไปอย่างนี้อยู่ทุกปี แม้ว่าจะวางแผนกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะผ่านหน้าแล้งนี้ ไปได้รัฐบาลได้ประกาศให้เกษตรกรชะลอการปลูกข้าวออกไปก่อน เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนมีน้ำน้อย มีเพียงพอสำหรับอุปโภคและบริโภคเท่านั้น ทางจังหวัดและเกษตรกร ที่มีการปลูกข้าวมาก จึงต้องมีการวางแผนการใช้น้ำอย่างรัดกุม เพื่อให้ผ่านพ้นหน้าแล้งนี้ไปได้ ในขณะที่ยังสามารถทำการเกษตรปลูกพืชผัก มีอาหารและสร้างรายได้ระหว่างที่ปลูกข้าวที่ต้องใช้น้ำมากไม่ได้

เกษตรกร ต้องมีการวางแผนเตรียมตัวปลูกพืชหลังทำนา หากภาครัฐต้องการรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกพืชทดแทนในฤดูน้ำน้อยว่างนา อาจจะต้องมีการวางแผนให้กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ร่วมกันในการเลือกชนิดพืช ระยะเวลาการให้ผลผลิต การใช้น้ำ การตลาด และราคาผลผลิต หากผลผลิตชนิดใดมีจำนวนมาก ก็สามารถนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้ หากทำได้อย่างนี้แล้ว การปลูกพืชทดแทนช่วงพักนา (น้ำน้อย) จะเป็นแนวทางการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนต่อไป

แนวทางเลือกการปฏิบัติด้านการเกษตรที่ดีคือ

1. ปลูกผักอินทรีย์ สร้างรายได้ช่วงพักนาน้ำน้อยงดปลูกข้าว หันมาปลูกผักอินทรีย์แม้ว่าช่วงว่างจากการทำนาจะมีเพียงไม่กี่เดือน การแก้ปัญหาน้ำไม่เพียงพอต่อการปลูกข้าว ให้หันมาปลูกผักอินทรีย์ โดยแบ่งเนื้อที่หลังบ้านมาปลูกผัก มีอาหาร สร้างรายได้ระหว่างฤดูฝนที่จะมาถึงแต่ผลผลิตจากแปลงผักหลังบ้านนี้ ก็มีผลผลิตออกให้เก็บเกี่ยวหมุนเวียนจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี เมื่อผักใบเริ่มหมดรุ่น พืชที่ให้ผลผลิตเป็นผล เช่น พริก มะเขือพวง มะเขือเปราะ มะเขือเทศ และถั่วพู ก็จะเริ่มออกผลผลิตให้เก็บรุ่นต่อไปได้เลย เมื่อจำหน่ายผลสดไม่หมด มะเขือเทศก็นำมาแปรรูปเป็นมะเขือเทศเชื่อม สร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าการขายผลสด

2.ปลูกพืชหลากหลายชนิดเป็นวนเกษตร โดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่หลังบ้าน ทำเป็นแปลงปลูกผักหลายชนิด อย่างละน้อย แต่ให้มีผักขายได้ทุกวัน เช่น ปลูกพริกพันธุ์ต่างๆ ปลูกพริกหนุ่ม พริกพื้นบ้านสายพันธุ์โบราณ พริกจินดา ซึ่งเป็นพริกที่มีภูมิต้านทานโรคได้ดี และสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกครั้งต่อไปได้ ไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกครั้งที่ปลูก และยังมีรายได้จากการนำพริกมาแปรรูปเป็นน้ำพริกขายได้อีก

3. เลือกปลูกผักตามที่ตลาดต้องการโดยเน้นการขายได้ และนำมาแปรรูปได้ การปลูกให้ทำการยกร่องทำแปลงลักษณะเป็นหลังเต่า แต่ละแปลงมีขนาดสั้นยาวไม่เท่ากันตามพื้นที่ที่มีอยู่ ออกแบบให้ง่ายต่อการทำงานในแปลง ให้ปลูกพริกพันธุ์ต่างๆ ปลูกผักกาดเขียว ผักกาดขาว ผักกาดหอม ผักสลัด กวางตุ้ง คะน้า ซึ่งเป็นผักที่สามารถขายได้ทั้งปี เป็นที่ต้องการของตลาด ปลูกต้นหอม หอมแดง หอมแบ่งไว้ทำพันธุ์ ปลูกผักสวนครัว เช่น มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว มะเขือพวงชมจันทร์ กะเพรา โหระพา และมะเขือเทศ ที่สามารถนำมาแปรรูปขายได้อีก จากนั้นให้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ได้เองอีกต่อไป

4. ให้เพาะเมล็ดในถาด ลดการใช้น้ำเกินความจำเป็นปกติการปลูกพืชผักสวนครัวจะใช้น้ำมาก ให้มีการคำนวณการใช้น้ำอย่างคร่าวๆ ตลอดฤดูกาล ในช่วงวิกฤติน้ำน้อยต้องใช้น้ำอย่างประหยัด โดยวิธีการเพาะเมล็ดพันธุ์ในถาด จะช่วยประหยัดน้ำได้มาก เนื่องจากระยะแรกของการเจริญเติบโตของกล้าผักจะต้องการน้ำสูง และต้องมีอย่างเพียงพอแก่ความต้องการ หากปลูกโดยหว่านเมล็ดลงดินเลยและรดน้ำลงดินโดยตรงจะไม่สามารถควบคุมการใช้น้ำได้ และสิ้นเปลืองน้ำเกินความจำเป็น

5. ใส่ปุ๋ยตามระยะการโตของพืชการยกร่องแปลงปลูก จะสะดวกต่อการทำงานใส่ปุ๋ย การใช้ปุ๋ยควรเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหน เช่น แกลบดิบ แกลบดำ ใช้มูลสัตว์ที่มีอยู่มากในพื้นที่ เช่น มูลแพะมูลวัว และมูลหมู เพื่อเพิ่มแร่ธาตุในดินและช่วยในการปรับปรุงบำรุงดินอีกด้วย

6. การนำกล้าลงดิน เมื่อเตรียมดินเรียบร้อยแล้ว ให้เอากล้าลงดิน โดยต้องรดน้ำในแปลงให้ชื้นก่อน กล้าที่ใช้อายุประมาณ 10 วัน จากนั้นใช้ฟางข้าวคลุมหน้าดิน และรดน้ำแค่พอชื้น

7. การให้น้ำ ควรให้น้ำแบบระบบสปริงเกอร์เพื่อความสะดวกและประหยัดน้ำที่สุด โดยเดินระบบทุกแปลงผ่านหัวจ่ายน้ำหลักผ่านท่อส่งน้ำไปตามร่องผัก โดยจะให้น้ำร่วมกับการให้น้ำหมักชีวภาพในระบบเดียวกันเลย รดน้ำผักวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 9 โมง และอีกครั้ง ประมาณ 4 โมงเย็น

8. การดูแลปราบวัชพืชให้ใช้วิธีการถอนหญ้าออกจากแปลง แล้วทำเป็นปุ๋ยพืชสดในร่องเลย เมื่อรดน้ำหมักในแปลงหญ้าที่ถูกถอนทิ้งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 15 วัน ก็จะถูกย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยในแปลงได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งก็ประหยัดทั้งน้ำในการหมักปุ๋ยและรดผักได้พร้อมๆ กัน นะครับ

นาย รัตวิ

กรมชลฯเดินหน้าจัดกิจกรรมCSR สร้างระบบกรองน้ำดื่มสะอาด-วัดสายตาแจกแว่นฟรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463480

news_default

กรมชลฯเดินหน้าจัดกิจกรรมCSR สร้างระบบกรองน้ำดื่มสะอาด-วัดสายตาแจกแว่นฟรี

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณภัทร เวียงคำมา ผู้อำนวยการส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเป็นหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ มีภารกิจพัฒนาแหล่งน้ำบริหารจัดการน้ำ ป้องกันภัยอันเกิดจากน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งเพื่อให้ประชาชนมีน้ำเพียงพอสำหรับกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการดูแลรักษาคุณภาพน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคที่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ก็เป็นสิ่งที่กรมชลประทานให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน ดังนั้น กรมจึงจัดทำ “โครงการน้ำดื่มชลประทานเพื่อประชาชนในพื้นที่ชนบท” ภายใต้ “โครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)” เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้ประชาชนทุกพื้นที่โดยเฉพาะนักเรียน อนาคตของประเทศชาติได้บริโภคน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐาน และสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ในด้านการจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่มีเป้าหมายขยายเขตน้ำประปาและน้ำดื่มได้มาตรฐาน 75,032 หมู่บ้านทั่วประเทศ และยังสอดรับกับกิจกรรมที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดเป็นประเด็นจัดงานวันน้ำโลก ในปี 2562 คือ “ Leaving no one behind” หรือ“เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อีกด้วย สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าวครั้งนี้กรมติดตั้งระบบกรองน้ำดื่ม ที่โรงเรียนเทศบาลพนา (สามัคคีวิทยา) ตำบลพระเหลา อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ เนื่องจากโรงเรียนร้องขอและจากการลงพื้นที่สำรวจยังพบว่า นักเรียน ครูอาจารย์ขาดแคลนน้ำดื่มต้องซื้อน้ำรับประทานดังนั้น การติดตั้งระบบน้ำดื่มที่ได้มาตรฐาน จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังเล็งเห็นว่า ประชาชนในพื้นที่ชนบทยังขาดโอกาสทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการดูแลรักษาดวงตาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพ ซึ่งจากการสำรวจของหน่วยงานด้านสาธารณสุขพบว่าประชาชนในชนบทมากกว่าครึ่งมีปัญหาเรื่องสายตา ดังนั้นเมื่อกรมชลประทานได้เข้าไปดำเนินโครงการน้ำดื่มชลประทานดังกล่าวแล้วจึงได้ร่วมมือกับสมาคมยี่สิบสองนอซึ่งเป็นสมาคมผู้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่ชนบท ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในการให้บริการตรวจวัดสายตาพร้อมประกอบแว่นด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมแจกแว่นสายตาฟรีให้กับนักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ควบคู่ไปด้วย ซึ่งสมาคมยี่สิบสองนอเป็นสมาคมที่มีประสบการณ์ดำเนินโครงการตรวจวัดสายตามาเป็นเวลากว่า 10 ปี

ประมงกำหนดสัตว์สงวนเพิ่มอีก4ชนิด เปิดรับแจ้งครอบครองถึง24ก.พ.63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463477

news_default

ประมงกำหนดสัตว์สงวนเพิ่มอีก4ชนิด เปิดรับแจ้งครอบครองถึง24ก.พ.63

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่าเพื่อให้การสงวน อนุรักษ์ คุ้มครองและบำรุงรักษาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า และการบริหารจัดการสัตว์ป่า ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน จึงตราพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้วนั้น และกำหนดชนิดของสัตว์ป่าสงวน (สัตว์น้ำ) เพิ่มขึ้นอีก 4 ชนิดคือ วาฬบรูด้า (Balaenoptera edeni) วาฬโอมูระ (Balaenoptera omurai) เต่ามะเฟือง (Dermochelys coriacea) และฉลามวาฬ (Rhincodon typus) โดยที่กรมประมงเป็นหน่วยงานมีหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบ ออกใบอนุญาต ใบรับรองต่างๆตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขภายใต้กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งรวมถึงสัตว์ป่าสงวนหรือซากสัตว์ป่าสงวน (สัตว์น้ำ) ทั้ง 4 ชนิดดังกล่าวด้วย โดยผู้ใดมีสัตว์ป่าสงวนซากสัตว์ป่าสงวนดังกล่าวไว้ในครอบครอง และประสงค์จะครอบครองสัตว์ป่าสงวน ซากสัตว์ป่าสงวนให้มาแจ้งการครอบครองฯ ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น แต่ถ้าไม่ประสงค์จะครอบครองสัตว์ป่าสงวนดังกล่าวต่อไป ให้ผู้ครอบครองจำหน่าย จ่าย หรือโอนให้แก่ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งและประกอบกิจการสวนสัตว์หรือสวนสัตว์ของรัฐได้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ถ้ายังมีสัตว์ป่าสงวนเหลืออยู่ในความครอบครองอีกเท่าใดให้ถือว่าผู้ครอบครองสัตว์ป่าสงวนนั้นยินยอมให้ตกเป็นของแผ่นดิน และให้ผู้นั้นส่งมอบสัตว์ป่าสงวนให้กรมประมง เพื่อนำไปดำเนินการตามระเบียบของกรมประมง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการต่อไปผู้รับใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าสงวนชั่วคราวจะจำหน่าย จ่าย หรือโอนสัตว์ป่าสงวนต่อไปไม่ได้เว้นแต่โดยการตกทอดทางมรดก สำหรับผู้รับใบรับรองการครอบครองซากสัตว์ป่าสงวนจะจำหน่าย จ่าย หรือโอนซากสัตว์ป่าสงวนได้ต้องได้รับหนังสืออนุญาตจากอธิบดีกรมประมงหรือตกทอดทางมรดกเท่านั้น

เร่งชี้แจงผู้ประกอบการขนส่งผลไม้ไปจีน ลดความเสี่ยงทำผิดเงื่อนไขใช้เส้นทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463478

news_default

เร่งชี้แจงผู้ประกอบการขนส่งผลไม้ไปจีน ลดความเสี่ยงทำผิดเงื่อนไขใช้เส้นทาง

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  ชี้แจงกรณีกรมวิชาการเกษตรมีคำสั่งด่วนที่สุดให้ระงับออกใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) สำหรับส่งออกผลไม้ทางบกไปจีนของด่านตรวจพืชนครพนมเป็นการชั่วคราวและให้ด่านตรวจพืชมุกดาหารเป็นหน่วยงานออกใบ PC เพียงแห่งเดียว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นนั้น   เพื่อต้องการลดความเสี่ยงการทำผิดข้อตกลงเรื่องเส้นทางการขนส่งของผู้ประกอบการ เนื่องจากที่ผ่านมาจีนแจ้งเตือนถึงปัญหาคุณภาพสินค้า การไม่ทำตามเงื่อนไขการนำเข้า  และการเปิดตู้สินค้าระหว่างการขนส่งผ่านประเทศที่สาม

ทั้งนี้ ฝ่ายจีนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่ามีการขนส่งผลไม้ผ่านเส้นทาง R12 ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งแห่งใหม่จากจ.นครพนมเข้าสู่ด่านโหย่วอี้กวนของจีน ถือว่าฝ่ายไทยไม่ทำตามข้อตกลงในพิธีสาร เนื่องจากเส้นทาง R12 ยังไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายจีน เพราะยังไม่มีพิธีสารมารองรับ  จึงแจ้งเตือนขอให้ไทยดำเนินการแก้ปัญหา ก่อนที่จีนจะมีคำสั่งระงับการนำเข้าสินค้าจากบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในพิธีสาร  ซึ่งหากสถานการณ์ร้ายแรงกว่านั้น เป็นไปได้ว่าฝ่ายจีนอาจระงับนำเข้าผลไม้จากไทยที่ส่งออกทางบกผ่านประเทศที่สามทั้งหมด  ซึ่งความเสียหายจะเกิดขึ้นกับผลไม้ไทยอย่างประเมินค่าไม่ได้

ภายใต้การผลักดันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้ไทยได้รับอนุญาตจากกระทรวงศุลกากรของจีน (GACC) ให้นำเข้าผลไม้ได้เป็นจำนวนถึง 22 ชนิด โดยทั้งสองฝ่ายได้มีข้อตกลงที่เรียกว่า “พิธีสารการส่งออกผลไม้ไปจีนทางบกตามเส้นทาง R9” ที่กำหนดให้รถบรรทุกสินค้าของไทยต้องวิ่งตามเส้นทาง R9 จากจังหวัดมุกดาหารเข้าสู่ด่านโหย่วอี้กวนของจีน แต่ปัจจุบันได้มีเส้นทางใหม่คือเส้นทาง R12 จากจังหวัดนครพนมเข้าสู่ด่านโหย่วอี้กวนของจีนเช่นกัน ระยะเวลาขนส่งต่างกันไม่ถึง 5 ชั่วโมง  จึงไม่ส่งผลต่อคุณภาพของผลไม้แต่อย่างใด กรมวิชาการเกษตรเล็งเห็นที่ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในภายหน้า จึงจำเป็นต้องออกคำสั่งดังกล่าวโดยด่วนแต่ก็เป็นคำสั่งเพียงชั่วคราวเท่านั้น  เนื่องจากขณะนี้กรมและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เร่งเจรจากับ GACC ขอให้ยอมรับการส่งออกผลไม้ไปจีนผ่านเส้นทาง R12  และจะติดตามผลการพิจารณาของจีนอย่างใกล้ชิด

“ขอให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเข้าใจและให้ความร่วมมือกันเพื่อรักษาการส่งออกผลไม้ไปจีนอย่างยั่งยืนต่อไป โดยมอบให้ดร.ภัสชญภณ หมื่นแจ้ง ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมที่ด่านตรวจพืชนครพนมหาแนวทางที่เหมาะสมร่วมกันปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงในพิธีสารโดยขอยกเลิกการออกใบรับรองสุขอนามัยพืชชั่วคราวที่ด่านตรวจพืชนครพนมไปก่อนจนกว่าการเจรจาของไทยและจีนสำเร็จและได้รับอนุญาตจากจีน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าว

กษ.กางแผนจัดงานField Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรตลอดปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463481

news_default

กษ.กางแผนจัดงานField Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรตลอดปี’63

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกรตลอดปี 2563 โดยมอบให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการสร้างความสุขให้คนในชาติด้วยการดำเนินกิจกรรมสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกร และเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงกำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day)ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งและเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง ได้วิเคราะห์ปัญหาและมีฐานเรียนรู้ ซึ่งจะมีหน่วยงานเข้ามาให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยี ช่องทางการตลาดแหล่งข้อมูลความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรโดยเฉพาะที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว พืชไร่ ไม้ยืนต้น ผัก/สมุนไพร ไม้ผล ปศุสัตว์ และประมงเป็นต้น

สำหรับแผนการเปิดงาน Field Day 19 จุดหลัก โดยผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ โดยครั้งที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2562สินค้าหลัก : มะพร้าว ณ ศพก.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) เป็นประธาน ครั้งที่ 2 เริ่มวันที่ 10 มกราคม 2563 สินค้าหลัก : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ศพก.ปง จ.พะเยา โดยมี รมช.เกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) เป็นประธาน ครั้งที่ 3 วันที่ 16 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.ละงู จ.สตูล โดยอธิบดีกรมการข้าวครั้งที่ 4 วันที่ 20 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : จิ้งหรีด ณ ศพก.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยอธิบดีกรมชลประทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 23 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : พริกไทย ณ ศูนย์เครือข่ายแปลงใหญ่พริกไทย อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี และการจัดงานจะดำเนินต่อเนื่องไปจนครบ 19 จุดในวันที่ 18 มิถุนายน 2563 กรมจึงขอเชิญชวนเกษตรกรร่วมเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตใหม่ๆ ในการจัดงาน Field Day แต่ละพื้นที่โดยกิจกรรมหลักจะมีสถานีเรียนรู้ที่บูรณาการองค์ความรู้จากหลายหน่วยงานซึ่งเน้นเนื้อหาและเทคโนโลยีที่จำเป็นในกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อถ่ายทอดให้เกษตรกรได้รับทราบ การให้บริการจากหน่วยงานภาครัฐ นิทรรศการของหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ กลุ่ม/สถาบันเกษตรกร รวมทั้งภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน และกิจกรรมเสริม เช่น การแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม/สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่กรมจะส่งต่อความสุขให้เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563 นี้

10กระทรวงทำMOUประวัติศาสตร์ คิกออฟฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463479

news_default

10กระทรวงทำMOUประวัติศาสตร์ คิกออฟฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติว่า นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้ง 10 กระทรวง ร่วมกันสร้างมิติใหม่ของวงการเกษตรสู่  Digital Thailand 4.0 โดยร่วมกันพัฒนาระบบฐานข้อมูล เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยมาตรฐานเดียวกันสู่รัฐบาลดิจิทัล ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  และนโยบายของรมว.เกษตรฯ ที่มุ่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร ด้วยฐานข้อมูลด้านการเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายการจัดทำ Big Data มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2559 โดยจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) ซึ่งมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ดำเนินการหลักในการจัดทำ Big Data ของกระทรวงเกษตรฯและพัฒนาต่อยอดสู่โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติในปีนี้ เพื่อบูรณาการฐานข้อมูลด้านการเกษตรจากหน่วยงานต่างๆ  ในกระทรวงเกษตรฯ และอีก 9 กระทรวง (8 กระทรวง และ 1 หน่วยงานในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี) ประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอนันต์ สุวรรณรัตน์) เป็นผู้ลงนามร่วมกับผู้บริหารอีก 9 กระทรวง

ด้าน นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์  เลขาธิการ สศก.กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือดังกล่าวทั้ง 10 กระทรวงพร้อมเต็มที่ในการสนับสนุนระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ตลอดจนข้อมูลในโซเชียลมีเดีย(Social Media) เพื่อนำมาวิเคราะห์ในส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ภาคเกษตร ทั้งด้านเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ด้านสินค้าและทรัพยากรเกษตร นำมาจัดเก็บเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติต่อไป โดยการขับเคลื่อนระยะแรก จะผลักดันฐานข้อมูลสินค้าเกษตรสำคัญ  5 ชนิด คือ ข้าว  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งฐานข้อมูลเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร และจะขยายเพิ่มอีก 8 สินค้าให้ครบ 13 สินค้า ภายในมกราคมปี 2563 รวมทั้งขยายฐานข้อมูลด้านปศุสัตว์และประมงระยะต่อไป  ปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้ผ่าน  http://agri-bigdata.org ระยะถัดไป จะเร่งเชื่อมโยงข้อมูล 10 กระทรวงเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะนี้สศก.อยู่ระหว่างเร่งจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ  Big Data ด้านการเกษตร โดยมีแนวทางจัดตั้งเป็นหน่วยงานในสังกัด สศก. เทียบเท่าศูนย์/สำนัก และเตรียมความพร้อมบุคลากร มั่นใจว่า โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ นับเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ที่ทุกหน่วยงานร่วมกันยกระดับการพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน รวดเร็ว แม่นยำ โดยใช้ระบบ AI  ให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายขับเคลื่อนการเกษตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 4.0 ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านนโยบาย การพยากรณ์ และเตือนภัยด้านการเกษตร อีกทั้ง ทุกภาคส่วนยังสามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล ช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) สู่บริการข้อมูลข่าวสารทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร

แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ กระทบคุณภาพน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407875?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ กระทบคุณภาพน้ำ

31 ธันวาคม 2562 – 16:55 น.
สทนช,แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ,กระทบคุณภาพน้ำ
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

นายกฯ ห่วงปัญหาภัยแล้ง กำชับ จนท.ช่วยเหลือปชช.เต็มที่ หลัง สทนช.รายงาน แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลคุณภาพน้ำ

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้รับรายงานจากศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กรมชลประทาน (ชป.) และสำนักงานทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.)

สำหรับสถานการณ์แม่น้ำสายหลัก จากการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่า แม่น้ำสายหลัก ภาคเหนือ ระดับน้ำน้อย / ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ระดับน้ำน้อยถึงปานกลาง / ภาคตะวันออก และภาคกลาง ส่วนใหญ่ระดับน้ำปานกลางถึงน้ำมาก เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งต่ำบริเวณปากแม่น้ำในช่วงน้ำทะเลหนุน

แม่น้ำโขง ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ต่ำกว่าระดับน้ำต่ำสุดในปี 2535 และต่ำกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ระดับน้ำแม่น้ำโขง จ.เชียงราย และ จ.เลย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงในอีก 2-3 วัน จ.หนองคาย จ.นครพนม จ.มุกดาหาร และ จ.อุบลราชธานี แนวโน้มลดลง

ส่วนคุณภาพน้ำ ค่าความเค็มด้านอุปโภค บริโภค แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำจนถึงสะพานพระนั่งเกล้า อ.เมือง จ.นนทบุรี สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สถานีสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง / ด้านการเกษตร แม่น้ำแม่กลอง และเพชรบุรี อยู่ในเกณฑ์ปกติ แม่น้ำท่าจีน บางปะกง อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง / ขณะที่ค่าออกซิเจนละลายน้ำ พบว่า แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำจนถึงแขวงดาวคะนอง เขตธนบุรี กรุงเทพฯ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนแม่น้ำอื่นๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ห้ามพลาด ยังมีเวลา กรมประมงเปิดอควาเรี่ยมเข้าชมฟรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407859?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ห้ามพลาด ยังมีเวลา กรมประมงเปิดอควาเรี่ยมเข้าชมฟรี

31 ธันวาคม 2562 – 15:52 น.
กรมประมง,อควาเรี่ยม,ศูนย์แสดงสัตว์น้ำ,ปีใหม่
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

กรมประมงส่งสุขต้อนรับปีใหม่ 2563 เปิดอควาเรี่ยม 8 แห่ง ทั่วประเทศให้เข้าชม ฟรี ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน

31 ธันวาคม 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดให้ทุกหน่วยงานในสังกัด จัดกิจกรรม “ปีใหม่เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ภายใต้โครงการส่งสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2563

ทั้งนี้มีการเปิดศูนย์ศึกษา ศูนย์เรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของทางราชการให้ประชาชนเข้าชมฟรี อีกทั้ง ยังมีการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชน อาทิ จุดแวะพักรถ บริการน้ำดื่ม ฯลฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางไปในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ทั้งบนถนนสายหลักและสายรอง

โดยในส่วนของกรมประมง นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้เปิดสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในความดูแลของกรมประมง จำนวน 8 แห่งให้ประชาชนเข้าชมฟรี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก
เลขที่ 2 หมู่ 2 ตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง 21160 โทร. 0 3865 3741

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา และหน่วยสาธิตการเลี้ยง
สัตว์น้ำภายในอ่าวคุ้งกระเบน ตั้งอยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาประมงอ่าวคุ้งกระเบน เลขที่ 31 หมู่ 4 ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 22120 โทร.0 3943 3216-8

เปิดเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2562 – 1 มกราคม 2563

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ภายในกรมประมง เลขที่ 50 เกษตรกลางบางเขน
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 0 2940 6543

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตำบลหนองบัว
อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี 15140 โทร. 0 3651 0520

สถานแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดภาคอีสาน ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 3
สกลนคร ตำบลเชิงชม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000 โทร. 0 4271 1447

อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ศปจ. เขต 2 นครสวรรค์ ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด
เขต 2 นครสวรรค์ ตำบลเชิงชม อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000 โทร. 0 5627 4501

พิพิธภัณฑ์ปลาบึก ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 1 พะเยา ตำบลเวียง อำเภอเมือง
จังหวัดพะเยา 56000 โทร. 0 54431 1251

“กรมประมงหวังอย่างยิ่งว่าประชาชนจะได้พากันมาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวเพื่อเป็นการส่งความสุขให้กับประชาชนในเทศกาลปีใหม่ 2563 ให้เป็นของขวัญแก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทย ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังในการคืนความสุขให้คนในชาติ ด้วยการให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรมที่เป็นการสร้างความสุขกระตุ้นการใช้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 จึงขอเชิญชวนประชาชนไปเที่ยวชมอควาเรี่ยมของกรมประมง ซึ่งนอกจากจะได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังได้ความรู้ด้านสัตว์น้ำทั้งน้ำจืดและทะเลอีกมากมาย”  รองอธิบดีกรมประมง กล่าว

พร้อม 24 ชั่วโมง กรมอุทยานบริการประชาชนทุกด้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407853?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พร้อม 24 ชั่วโมง กรมอุทยานบริการประชาชนทุกด้าน

31 ธันวาคม 2562 – 14:59 น.
กรมอุทยานแห่งชาติ,บริการนักท่องเที่ยว,ปีใหม่,กำลังพล,ปฐมพยาบาล
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

กรมอุทยานร่วมดูแลบริการปชช.ปีใหม่ 24 ชั่วโมง ตั้งจุดบริการประชาชน ตามเส้นทางสัญจร พร้อมทุกด้าน กำลังพล ยานพาหนะ การสื่อสารทุกชนิด อุปกรณ์เตือนภัย

31 ธันวาคม 2562 นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช กล่าวว่า ตามนโยบายของ รัฐบาลที่ต้องการมอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ซึ่งนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทส.ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว

ขณะที่นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธ์พืช ได้สั่งการให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 1-16 และสาขา จัดจุดบริการที่พักระหว่างการเดินทางเพื่อรองรับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ เช่น จุดพักรถ จุดบริการน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น ห้องน้ำ-สุขา แนะนำเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยว ลานกางเต็นท์ ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. 2562 ถึง 1 ม.ค.2563 บนถนนสายหลักและถนนสายรอง เช่น ที่อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการบริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ที่อุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่ได้เข้า ช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถขนส่งอุปกรณ์จัดโต๊ะจีนพลิกค่ำว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ด้านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มนน้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าหน้าที่ได้ทำการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับอุบัติเหตุจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์ซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เป็นต้น

ขณะที่การจัดกิจกรรมโครงการป่าในเมือง “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” จัดระหว่างวันที่ 31
ธ.ค. 2562 – 1 ม.ค. 2563 ซึ่งพื้นที่ของโครงการป่าในเมืองส่วนใหญ่นั้น จะอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง สะดวกต่อการบริการประชาชน ทั้งที่เป็นทางผ่านเดินทางกลับภูมิลำเนา ตลอดจนประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เมืองนั้นมาพักผ่อนหย่อนใจ

โดยมีการจัดกิจกรรมนันทนาการในพื้นที่ เช่น จุดชมนิทรรศการพรรณไม้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นทางปั่นจักรยาน จุดถ่ายรูป ชมวิว ดูนก เดินป่า ตลาดประชารัฐ สินค้า OTOP ดนตรีในสวน เป็นต้น ซึ่งหลายพื้นที่ได้จัดกิจกรรมดังกล่าว และมีประชาชนมาร่วมงานจำนวนมาก เช่น สวนพฤกษศาสตร์ภูฝอยลม 60 พรรษา มหาราชินี

จังหวัดอุดรธานี จัดกิจกรรมดนตรีในสวน จัดตลาดประชารัฐ เพื่อให้ประชาชนมาจับจ่ายซื้อสินค้า,สวนรุกขชาติดงมะอี่  จ.ร้อยเอ็ด จัดจุดถ่ายรูปภายในสวนรุกขชาติให้คำแนะนำในพื้นที่ ,สวนรุกขชาติวังก้านเหลือง จ.ลพบุรี ร่วมกับอพปร. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจตราดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวบริเวณน้ำตกวังก้าน,สวนพฤกษศาสตร์สกุโณทยาน จ.พิษณุโลก

มีรายงานว่า ในวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาใช้ บริการทั้ง พักรถ พักผ่อน รับบริการน้ำดื่ม กาแฟ น้ำสมุนไพร ต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ่ายภาพ ปั่นจักรยาน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน

นอกจากนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริการและช่วยเหลือ
นักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติช่วงเทศกาลท่องเที่ยว บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง มีการเตรียมความพร้อมกำลังพล ยานพาหนะ การสื่อสารทุกชนิด อุปกรณ์การเตือนภัย กู้ภัย และปฐมพยาบาล

ส่วนการท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ธ.ค.62) เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจ และศึกษาธรรมชาติจำนวนมาก อีกทั้งวันที่ 31 ธันวาคม 62 ถึง 1 มกราคม 63 ยังเปิดให้ประชาชนชาวไทยและยานพาหนะ เข้าท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทั่วประเทศ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้รณรงค์และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวไม่นำบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งและภาชนะที่ทำด้วยโฟมเข้าไปในอุทยานแห่งชาติร่วมกิจกรรมโครงการ Passport ท่องเที่ยวไทยหัวใจสีเขียว โครงการขยะคืนถิ่น เป็นต้น